สาระน่ารู้ ประจำวันที่ 02 สิงหาคม 2562

‘ยักษ์ญี่ปุ่น’แห่ร่วมทุน  รับลูกค้าต่างชาติโต

ทุนยักษ์ญี่ปุ่น รุกลงทุนอสังหาฯเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดไทยยังไม่หลุด กฎหมายวัฒนธรรม เอื้อตลาดพรีเมียม สุขุมวิท-ทองหล่อ เติบโตรับชาวต่างชาติ

นายฮิซาชิ คิตะมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ลิสต์ กรุ๊ปฯ ในฐานะผู้พัฒนาและตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น กล่าวหลังจากล่าสุดร่วมทุนกับบริษัท ฮาบิแททกรุ๊ป จำกัด ภายใต้ชื่อ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ8” และโครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ 13” มูลค่าโครงการรวมกว่า 2.8 พันล้านบาท ในสัดส่วนการถือหุ้น 38:62 ว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนนอกประเทศญี่ปุ่น ใน 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกาสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 25,000 ล้านเยน ขณะที่การลงทุนในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีจำนวน 6 โครงการ มูลค่า 20,000ล้านเยน แต่ขณะนี้มองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนดีที่สุด เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และมีความปลอดภัยมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ในเร็วๆนี้ก็ยังสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ฮิซาชิ  คิตะมิ

“อสังหาฯในกรุงเทพฯยังมีความน่าสนใจลงทุนมาก โดยเฉพาะทำเลทองหล่อ ซึ่งอาจจะมีแผนลงทุนในระยะกลาง-ยาวได้ และมองว่าการลงทุนในประเทศไทยยังมีความโปร่งใส ระบบการเงินน่าเชื่อถือ และเรื่องกฎหมายมีความเป็นสากล มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ด้านนายยาสุชิ ยามาดะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ ลิสต์ โฮลดิ้ง ประจำประเทศสิงคโปร์กล่าวเสริมว่า บริษัท
ซอเธอบี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียลตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ดำเนินธุรกิจตัวแทนซื้อขายอสังหาฯที่มีเครือข่าย 990 แห่ง 72 ประเทศทั่วโลก มียอดขายล่าสุด 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยสนับสนุนการขายทั้ง 2 โครงการ ขยายไปยังกลุ่มลูกค้าต่างชาติได้อย่างดีเนื่องจากเป็นโปรดักต์ระดับบน ใจกลางเมือง ราคา 1.8-2.6 แสนบาทต่อตร.ม. ที่ยังมีดีมานด์จากผู้ซื้อเพื่อลงทุนและอยู่อาศัยในอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัท เคฮัง เรียลเอสเตท จำกัด ในกลุ่มเคฮัง โฮล ดิ้งส์ ดำเนินธุรกิจหลายประเภทในประเทศญี่ปุ่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถไฟฟ้าสายเคฮัง ธุรกิจโรงแรมและการพักผ่อน การค้าปลีก ซึ่งมีรายได้รวมทั้งเครือเมื่อปีล่าสุดอยู่ที่ 3.26 แสนล้านเยน หรือประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาท ล่าสุดประกาศกำลังเดินหน้าพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม “ซิมมิส สุขุมวิท 61” มูลค่า 1.2 พันล้านบาทราคาเริ่มที่ 7.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท ซันเคียว โฮม (ไทยแลนด์)ฯ ต่อเนื่องเป็นโครงการแห่งที่ 2 หลังจากเห็นความสำเร็จในยอดขาย 80% ของโครงการแรก “เดอะฟายน์ แบงคอก ทองหล่อ-เอกมัย” โดยนายโยชิฮิโกะ มาเดะ ประธานกรรมการบริหาร ระบุว่าที่ผ่านมา เคฮังกรุ๊ป ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดแถบเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายมูลค่าสินทรัพย์ในต่างประเทศ ณ ปี 2570 ที่ 5 หมื่นล้านเยน หรือกว่า1.4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เดินหน้าลงทุนแล้ว 3.3 พันล้านเยน เช่น โครงการกอล์ฟวิลล่าในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย และโครงการร่วมกับ บริษัท ซันเคียว โฮม (ไทยแลนด์) จำกัด ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง

“ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีปัจจัยต่างๆ โดดเด่นมากที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน มีความชอบวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับคนญี่ปุ่น มีการลงทุนสะสมจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมหาศาล มั่นใจในการร่วมทุนกับไทยครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จ”

ทั้งนี้ อนาคตตั้งเป้าจะพัฒนาโครงการร่วมกันอย่างต่อเนื่องปีละ 1-2 โครงการ โดยใช้แบรนด์Moniq ,The FINE Bangkok และ SYMYS เจาะตลาดเซ็กเมนต์ต่างๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ที่เปล่าในกทม.-ปริมณฑล  ราคาแผ่ว  ไตรมาส 2 เพิ่มแค่ 3%

คอลัมน์พร็อพเพอร์ตีโฟกัส

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2562 ปรับเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และปรับเพิ่มขึ้น 8.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง จากเดิมขยายตัวเป็นตัวเลข 2 หลักติดต่อกันถึง 9 ไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2560 ถึงไตรมาส 1 ปี 2562

5 อันดับทำเลที่ดินเปล่าที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดในไตรมาส 2 ปี 2562เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 1) จังหวัดนครปฐม ราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุด62.6% ที่ดินที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณ อำเภอสามพราน อำเภอพุทธมณฑล และอำเภอเมืองนครปฐม เนื่องจากมีแผนโครงการรถไฟฟ้าในอนาคตสายสีนํ้าเงินหัวลำโพง-บางแคส่วนต่อขยายไปพุทธมณฑลสาย 4 ส่งผลให้ราคาที่ดินในบริเวณนี้เพิ่มขึ้น 2) จังหวัดสมุทรสาครราคาเพิ่มขึ้น 47.3% ในบริเวณ อำเภอเมืองสมุทรสาครและอำเภอกระทุ่มแบน อานิสงส์จากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-วังมะนาว 3) เขตบางกรวย-บางใหญ่-บางบัวทอง-ไทรน้อยราคาเพิ่มขึ้น 45.8% 4) เขตบางเขน-สายไหม-ดอนเมือง-หลักสี่ เพิ่มขึ้น 40.5% และ 5) เมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ เพิ่มขึ้น 29.3%

ส่วนทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่าน ที่ดินที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด 5อันดับแรก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 1) สายสีเขียว (คูคต-ลำลูกกา) ราคาเพิ่มขึ้น 33.5% 2) สาย
สีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ราคาเพิ่มขึ้น 29.3% 3) สายสีแดงอ่อน(ตลิ่งชัน-ศาลายา) ซึ่งเป็นโครงการในอนาคตมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้น 22.7% 4) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) เป็นโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้างมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้น 17.8% และ 5) สายสีนํ้าเงิน (บางแค-พุทธมณฑล สาย 4) เป็นโครงการในอนาคตมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้น 12.8%

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


บัตรเครดิตทีเอ็มบี เอาใจสายสตรอง

บัตรเครดิตทีเอ็มบี เอาใจสายสตรอง

บัตรเครดิตทีเอ็มบี เอาใจสายสตรอง พร้อมรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 7,000 บาท ตั้งแต่ 1 ส.ค. – 30 ก.ย. 2562

บัตรเครดิตทีเอ็มบี มอบสิทธิประโยชน์ เอาใจสายสตรอง ให้คุณทั้งสวย และสุขภาพดี เพียงมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทีเอ็มบี ในหมวด โรงพยาบาล สถาบันเสริมความงาม แฟชั่นและอุปกรณ์กีฬา รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 7,000 บาท โดยมียอดใช้จ่าย 10,000 – 49,999 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 150 บาท

หากยอดใช้จ่าย 50,000 – 99,999 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 1,300 บาท ยอดใช้จ่าย 100,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 3,500 บาท จำกัดรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 7,000 บาท/บัตร ตลอดรายการ (จำกัด 3,500 บาท/บัตร/เดือน)

ทั้งนี้ ลูกค้าลงทะเบียนรับสิทธิ์พิมพ์ TMBMC ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 (ลงทะเบียนครั้งเดียวใช้ได้ตลอดรายการ) ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.– 30 ก.ย. 62 นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ TMB Contact Center โทร. 1558

ขอบคุณข้อมูลจาก posttoday.com


รู้หรือไม่? ผู้ป่วยโรคไต ห้ามทาน มะเฟือง เสี่ยงไตวายเฉียบพลัน

มะเฟือง โรคไต ไตวาย

หลายคนที่อาจสงสัยว่าจริงหรือไม่! คนเป็นโรคไตห้ามกิน มะเฟือง ซึ่งทาง อย. ได้เตือนเนื่องจากมะเฟืองมีโพแทสเซียมและมีสารออกซาเลตปริมาณสูงจึงส่งผลต่อการทำงานของไต

  • กรดอ็อกซาลิกสูง สารชนิดนี้เมื่อไปจับกับแคลเซียมจะตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วที่ไต ทำให้เกิดเป็นนิ่วอุดตันทางเดินปัสสาวะได้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะเฟือง
  • โพแทสเซียม เมื่อไตทำงานลดลงการขับโพแทสเซียมทางปัสสาวะก็จะลดลงตามไปด้วย จึงทำให้เกิดการสะสมของโพแทสเซียม ดังนั้นถ้าหากร่างกายได้รับปริมาณโพแทสเซียมมากเกินไปก็จะส่งผลให้ไตทำงานหนักจนทำให้ไตวายเฉียบพลัน เพราะผู้ป่วยโรคไตมีความเสื่อมของไตมากกว่าคนปกติ

มะเฟือง

ในมะเฟืองยังมีสารที่ชื่อว่า Caramboxin โดยสารตัวนี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นระบบประสาทอย่างรุนแรง ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตทั้งที่ฟอกไตแล้วและผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายจึงต้องระวังการรับประทานมะเฟือง ซึ่งสารนี้จะถูกขับออกทางไตทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังไม่ควรกินมะเฟืองทั้งชนิดเปรี้ยวและชนิดหวานเพราะเสี่ยงไตวายเฉียบพลันได้

ขอบคุณข้อมูลจาก health.mthai.com


“เมย์” เบียด “แน็ต” 2-1 เกม ลิ่วรอบ 3 ขนไก่ไทยแลนด์ โอเพ่น

“น้องเมย” ไล่เบียดเอาชนะ “แน็ต” ณิชชาอร ไปอย่างสนุกสูสี ควงคู่ “หมิว” พรปวีณ์ ตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 3 หญิงเดี่ยวไทยแลนด์ โอเพ่น สำเร็จ

วันที่ 1 ส.ค.62 การแข่งขันแบดมินตันบีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 รายการ “โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 2019” ที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ชิงเงินรางวัลรวม 350,000 เหรียญ (ราว 11,550,000 บาท) โดยวันนี้เป็นการชิงชัยในรอบสอง

โดยคู่ที่น่าสนใจ ในประเภทหญิงเดี่ยว “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ มือวางอันดับ 6 ของรายการ ทำศึกสายเลือดกับ “แน็ต” ณิชชาอร จินดาพล ปรากฏว่าเกมเป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่ รัชนก จะเบียดเอาชนะไป 2-1 เกม 17-21, 21-11, 21-11 เข้ารอบต่อไปพบกับ เฉิน เสี่ยว ซิน จากจีนต่อไป

ขณะที่ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ ชนะ ซอง จี ฮุน มือวางอันดับ 8 จากเกาหลีใต้ 2-0 เกม 21-15, 21-19 เข้ารอบไปพบกับ ฉึง หงาน หยี จากฮ่องกงในวันพรุ่งนี้

ประเภทชายเดี่ยว “เพชร” โฆษิต เพชรประดับ พลิกเอาชนะ คิดัมบี ศรีคานธ์ (อินเดีย, มือ 5) 2-1 เกม 11-21, 21-16, 21-12 ส่วน “โอ๊ต” สิทธิคมน์ ธรรมศิลป์ แพ้ เคนตะ สึเนยามะ มือ 7 ของรายการจากญี่ปุ่น 1-2 เกม 21-18, 11-21, 12-21

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th


แอพปรึกษาสุขภาพจิตโต Ooca รุกเจาะสิงคโปร์สยายปีกภูมิภาค

ม่กี่ปีมานี้สตาร์ตอัพสายสุขภาพ หรือ Health Tech Startup มีการเติบโตมากขึ้น โดยการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน  รวมถึงนักลงทุนที่มองการลงทุนในเฮลท์เทคที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมมากกว่าผลตอบแทนด้านตัวเงินเพียงอย่างเดียว ทำให้อุตสาหกรรมเฮลธ์เทคเริ่มที่จะมองเห็นการเติบโตได้ค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีเฮลธ์เทคสตาร์ตอัพเกิดขึ้นในตลาดกว่า 50 ราย Ooca เป็นหนึ่งสตาร์ต อัพสายสุขภาพ  โดยแพลตฟอร์มวิดีโอคอลล์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต ซึ่งเป็นปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตเผยว่า ภาวะโรคซึมเศร้าเป็นปัญหาที่สำคัญของเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 10-24 ปี ขณะที่บริการสาย
ด่วนสุขภาพจิตมีผู้ที่ติดต่อเข้ามาขอรับคำปรึกษากว่าปีละ 800,000 สาย แต่ระบบสามารถรองรับการให้บริการได้เพียงปีละประมาณ 200,000 สาย

ทพญ.กัญจน์ภัสสร สุริยา-แสงเพ็ชร์  ผู้ก่อตั้ง Ooca หรือ อูก้า  เทคสตาร์ตอัพด้านสุขภาพ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มของเฮลธ์เทคสตาร์ตอัพที่ทำธุรกิจมาประมาณ 1-2 ปี ก็เริ่มเห็นการเติบโตที่ค่อนข้างชัดเจน  แต่บางรายที่ทำได้ไม่นานก็จะเห็นว่าเริ่มชะลอธุรกิจไป สำหรับอูก้านั้นให้บริการดูแลสุขภาพจิตของคนในองค์กร และขยายบริการการดูแลไปในลูกค้ากลุ่มบริษัทนํ้ามัน กลุ่มธนาคาร จากปีที่ผ่านมาอูก้ามีอัตราการเติบโตของธุรกิจประมาณ4 เท่า มีแพทย์และนักจิตวิทยาที่ให้คำปรึกษาบนแพลตฟอร์มของอูก้าปัจจุบันมีกว่า 50 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 2 เท่า มีผู้ใช้งานทั้งหมดราว 52,000 ราย มีพันธมิตรองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งสิ้นปีนี้อูก้าตั้งเป้าผู้ใช้งานในส่วนขององค์กรเพิ่มขึ้นจาก 16,000 คน เป็น  60,000 คน รวมถึงมีความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบให้มีเสถียรภาพมากขึ้นเพื่อเตรียมที่จะขยายตลาดไปต่างประเทศ คาดว่าจะเริ่มที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศแรก โดยแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่จะเข้ามาให้บริการก็จะมีความหลากหลายและนานาชาติมากขึ้น

“ตอนนี้อูก้ามีการระดมทุนอยู่ในระดับซีด ซึ่งปีที่ผ่านมามูลค่าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า จากปัจจัยที่กระตุ้นให้คนเข้ามาใช้งานจากความสำคัญของปัญหาด้านสุขภาพจิต รวมถึงเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งอูก้าสามารถตอบโจทย์การใช้งานของคนที่อยากจะใช้ได้จริง”

อย่างไรก็ตามในปีนี้อูก้า ได้ขยับขยายมาดูแลในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุด ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับกรมสุขภาพจิต เพราะเล็งเห็นว่าเด็กควรจะได้รับการช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีกำลังในการจ่าย จึงได้เริ่มโครงการซีเอสอาร์นี้ขึ้น ภายใต้ชื่อโครงการ กำแพงพักใจ เพื่อช่วยเหลือให้เด็กๆ สามารถเข้ามาใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากการปรับโมเดลธุรกิจในระบบหลังบ้าน ที่นำส่วนที่ทำรายได้ของอูก้ามาเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการ และบางส่วนได้รับบริจาคจากองค์กรต่างๆ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยการขอความร่วมมือจากภาคสังคมที่อยากช่วยเหลือเด็กให้สามารถเข้ามาใช้บริการ ซึ่งได้นำร่องแล้ว 4 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยพะเยา ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นที่ยังไม่ได้มีการลงนามก็สามารถส่งคำขอเป็นรายบุคคลเข้ามาและยืนยันตัวตนนักศึกษาเพื่อขอรับบริการได้ สำหรับโครงการนี้ตั้งเป้าจำนวนนักศึกษาที่คาดว่าจะดูแลได้ประมาณ 50,000 คน

“สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่เปิดให้บริการทดลองใช้ฟรีในช่วง 1 ปีแรก ซึ่งหลังจากนั้น หากมหาวิทยาลัยมีความชื่นชอบหรือต้องการที่จะใช้งานต่อก็จำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้งงบประมาณเข้ามาดูแล เพราะอูก้าไม่สามารถให้บริการฟรีได้ตลอดไป แต่ในช่วงปีแรกคือเราต้องการให้เห็นว่ามันได้ประโยชน์จริงๆ” 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com

‘ยักษ์ญี่ปุ่น’แห่ร่วมทุน  รับลูกค้าต่างชาติโต

ทุนยักษ์ญี่ปุ่น รุกลงทุนอสังหาฯเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลาดไทยยังไม่หลุด กฎหมายวัฒนธรรม เอื้อตลาดพรีเมียม สุขุมวิท-ทองหล่อ เติบโตรับชาวต่างชาติ

นายฮิซาชิ คิตะมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ลิสต์ กรุ๊ปฯ ในฐานะผู้พัฒนาและตัวแทนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น กล่าวหลังจากล่าสุดร่วมทุนกับบริษัท ฮาบิแททกรุ๊ป จำกัด ภายใต้ชื่อ บริษัท ฮาบิแทท กรุ๊ป ลิสต์ จำกัด เพื่อพัฒนาโครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ8” และโครงการ “วาลเด้น ทองหล่อ 13” มูลค่าโครงการรวมกว่า 2.8 พันล้านบาท ในสัดส่วนการถือหุ้น 38:62 ว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้ลงทุนนอกประเทศญี่ปุ่น ใน 5 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกาสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และไทย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 25,000 ล้านเยน ขณะที่การลงทุนในประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีจำนวน 6 โครงการ มูลค่า 20,000ล้านเยน แต่ขณะนี้มองว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนดีที่สุด เนื่องจากมีความเสี่ยงน้อยที่สุด และมีความปลอดภัยมากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ในเร็วๆนี้ก็ยังสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ฮิซาชิ  คิตะมิ

“อสังหาฯในกรุงเทพฯยังมีความน่าสนใจลงทุนมาก โดยเฉพาะทำเลทองหล่อ ซึ่งอาจจะมีแผนลงทุนในระยะกลาง-ยาวได้ และมองว่าการลงทุนในประเทศไทยยังมีความโปร่งใส ระบบการเงินน่าเชื่อถือ และเรื่องกฎหมายมีความเป็นสากล มากกว่าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ด้านนายยาสุชิ ยามาดะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฎิบัติการ ลิสต์ โฮลดิ้ง ประจำประเทศสิงคโปร์กล่าวเสริมว่า บริษัท
ซอเธอบี้ส์ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียลตี้ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ดำเนินธุรกิจตัวแทนซื้อขายอสังหาฯที่มีเครือข่าย 990 แห่ง 72 ประเทศทั่วโลก มียอดขายล่าสุด 1.12 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยสนับสนุนการขายทั้ง 2 โครงการ ขยายไปยังกลุ่มลูกค้าต่างชาติได้อย่างดีเนื่องจากเป็นโปรดักต์ระดับบน ใจกลางเมือง ราคา 1.8-2.6 แสนบาทต่อตร.ม. ที่ยังมีดีมานด์จากผู้ซื้อเพื่อลงทุนและอยู่อาศัยในอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ด้านบริษัท เคฮัง เรียลเอสเตท จำกัด ในกลุ่มเคฮัง โฮล ดิ้งส์ ดำเนินธุรกิจหลายประเภทในประเทศญี่ปุ่น เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถไฟฟ้าสายเคฮัง ธุรกิจโรงแรมและการพักผ่อน การค้าปลีก ซึ่งมีรายได้รวมทั้งเครือเมื่อปีล่าสุดอยู่ที่ 3.26 แสนล้านเยน หรือประมาณ 9.3 หมื่นล้านบาท ล่าสุดประกาศกำลังเดินหน้าพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม “ซิมมิส สุขุมวิท 61” มูลค่า 1.2 พันล้านบาทราคาเริ่มที่ 7.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับบริษัท ซันเคียว โฮม (ไทยแลนด์)ฯ ต่อเนื่องเป็นโครงการแห่งที่ 2 หลังจากเห็นความสำเร็จในยอดขาย 80% ของโครงการแรก “เดอะฟายน์ แบงคอก ทองหล่อ-เอกมัย” โดยนายโยชิฮิโกะ มาเดะ ประธานกรรมการบริหาร ระบุว่าที่ผ่านมา เคฮังกรุ๊ป ให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดแถบเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายมูลค่าสินทรัพย์ในต่างประเทศ ณ ปี 2570 ที่ 5 หมื่นล้านเยน หรือกว่า1.4 หมื่นล้านบาท ขณะนี้เดินหน้าลงทุนแล้ว 3.3 พันล้านเยน เช่น โครงการกอล์ฟวิลล่าในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย และโครงการร่วมกับ บริษัท ซันเคียว โฮม (ไทยแลนด์) จำกัด ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง

“ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีปัจจัยต่างๆ โดดเด่นมากที่สุดประเทศหนึ่งในอาเซียน มีความชอบวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับคนญี่ปุ่น มีการลงทุนสะสมจากบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมหาศาล มั่นใจในการร่วมทุนกับไทยครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสำเร็จ”

ทั้งนี้ อนาคตตั้งเป้าจะพัฒนาโครงการร่วมกันอย่างต่อเนื่องปีละ 1-2 โครงการ โดยใช้แบรนด์Moniq ,The FINE Bangkok และ SYMYS เจาะตลาดเซ็กเมนต์ต่างๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ที่เปล่าในกทม.-ปริมณฑล  ราคาแผ่ว  ไตรมาส 2 เพิ่มแค่ 3%

คอลัมน์พร็อพเพอร์ตีโฟกัส

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2562 ปรับเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และปรับเพิ่มขึ้น 8.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง จากเดิมขยายตัวเป็นตัวเลข 2 หลักติดต่อกันถึง 9 ไตรมาสตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2560 ถึงไตรมาส 1 ปี 2562

5 อันดับทำเลที่ดินเปล่าที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุดในไตรมาส 2 ปี 2562เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 1) จังหวัดนครปฐม ราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุด62.6% ที่ดินที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณ อำเภอสามพราน อำเภอพุทธมณฑล และอำเภอเมืองนครปฐม เนื่องจากมีแผนโครงการรถไฟฟ้าในอนาคตสายสีนํ้าเงินหัวลำโพง-บางแคส่วนต่อขยายไปพุทธมณฑลสาย 4 ส่งผลให้ราคาที่ดินในบริเวณนี้เพิ่มขึ้น 2) จังหวัดสมุทรสาครราคาเพิ่มขึ้น 47.3% ในบริเวณ อำเภอเมืองสมุทรสาครและอำเภอกระทุ่มแบน อานิสงส์จากการก่อสร้างมอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-วังมะนาว 3) เขตบางกรวย-บางใหญ่-บางบัวทอง-ไทรน้อยราคาเพิ่มขึ้น 45.8% 4) เขตบางเขน-สายไหม-ดอนเมือง-หลักสี่ เพิ่มขึ้น 40.5% และ 5) เมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ เพิ่มขึ้น 29.3%

ส่วนทำเลที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่าน ที่ดินที่มีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด 5อันดับแรก เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ 1) สายสีเขียว (คูคต-ลำลูกกา) ราคาเพิ่มขึ้น 33.5% 2) สาย
สีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) ราคาเพิ่มขึ้น 29.3% 3) สายสีแดงอ่อน(ตลิ่งชัน-ศาลายา) ซึ่งเป็นโครงการในอนาคตมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้น 22.7% 4) สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) เป็นโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้างมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้น 17.8% และ 5) สายสีนํ้าเงิน (บางแค-พุทธมณฑล สาย 4) เป็นโครงการในอนาคตมีอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาเพิ่มขึ้น 12.8%

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


บัตรเครดิตทีเอ็มบี เอาใจสายสตรอง

บัตรเครดิตทีเอ็มบี เอาใจสายสตรอง

บัตรเครดิตทีเอ็มบี เอาใจสายสตรอง พร้อมรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 7,000 บาท ตั้งแต่ 1 ส.ค. – 30 ก.ย. 2562

บัตรเครดิตทีเอ็มบี มอบสิทธิประโยชน์ เอาใจสายสตรอง ให้คุณทั้งสวย และสุขภาพดี เพียงมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทีเอ็มบี ในหมวด โรงพยาบาล สถาบันเสริมความงาม แฟชั่นและอุปกรณ์กีฬา รับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 7,000 บาท โดยมียอดใช้จ่าย 10,000 – 49,999 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 150 บาท

หากยอดใช้จ่าย 50,000 – 99,999 บาท/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 1,300 บาท ยอดใช้จ่าย 100,000 บาทขึ้นไป/เซลล์สลิป รับเครดิตเงินคืน 3,500 บาท จำกัดรับเครดิตเงินคืนรวมสูงสุด 7,000 บาท/บัตร ตลอดรายการ (จำกัด 3,500 บาท/บัตร/เดือน)

ทั้งนี้ ลูกค้าลงทะเบียนรับสิทธิ์พิมพ์ TMBMC ตามด้วยหมายเลขบัตรเครดิต 12 หลักสุดท้าย ส่งมาที่ 4806026 (ลงทะเบียนครั้งเดียวใช้ได้ตลอดรายการ) ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.– 30 ก.ย. 62 นี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ TMB Contact Center โทร. 1558

ขอบคุณข้อมูลจาก posttoday.com


รู้หรือไม่? ผู้ป่วยโรคไต ห้ามทาน มะเฟือง เสี่ยงไตวายเฉียบพลัน

มะเฟือง โรคไต ไตวาย

หลายคนที่อาจสงสัยว่าจริงหรือไม่! คนเป็นโรคไตห้ามกิน มะเฟือง ซึ่งทาง อย. ได้เตือนเนื่องจากมะเฟืองมีโพแทสเซียมและมีสารออกซาเลตปริมาณสูงจึงส่งผลต่อการทำงานของไต

  • กรดอ็อกซาลิกสูง สารชนิดนี้เมื่อไปจับกับแคลเซียมจะตกตะกอนเป็นก้อนนิ่วที่ไต ทำให้เกิดเป็นนิ่วอุดตันทางเดินปัสสาวะได้ ดังนั้นผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะเฟือง
  • โพแทสเซียม เมื่อไตทำงานลดลงการขับโพแทสเซียมทางปัสสาวะก็จะลดลงตามไปด้วย จึงทำให้เกิดการสะสมของโพแทสเซียม ดังนั้นถ้าหากร่างกายได้รับปริมาณโพแทสเซียมมากเกินไปก็จะส่งผลให้ไตทำงานหนักจนทำให้ไตวายเฉียบพลัน เพราะผู้ป่วยโรคไตมีความเสื่อมของไตมากกว่าคนปกติ

มะเฟือง

ในมะเฟืองยังมีสารที่ชื่อว่า Caramboxin โดยสารตัวนี้จะทำให้เกิดการกระตุ้นระบบประสาทอย่างรุนแรง ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตทั้งที่ฟอกไตแล้วและผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายจึงต้องระวังการรับประทานมะเฟือง ซึ่งสารนี้จะถูกขับออกทางไตทำให้ไตทำงานหนัก ดังนั้นผู้ป่วยที่มีภาวะไตวายเรื้อรังไม่ควรกินมะเฟืองทั้งชนิดเปรี้ยวและชนิดหวานเพราะเสี่ยงไตวายเฉียบพลันได้

ขอบคุณข้อมูลจาก health.mthai.com


“เมย์” เบียด “แน็ต” 2-1 เกม ลิ่วรอบ 3 ขนไก่ไทยแลนด์ โอเพ่น

“น้องเมย” ไล่เบียดเอาชนะ “แน็ต” ณิชชาอร ไปอย่างสนุกสูสี ควงคู่ “หมิว” พรปวีณ์ ตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 3 หญิงเดี่ยวไทยแลนด์ โอเพ่น สำเร็จ

วันที่ 1 ส.ค.62 การแข่งขันแบดมินตันบีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 รายการ “โตโยต้า ไทยแลนด์ โอเพ่น 2019” ที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ชิงเงินรางวัลรวม 350,000 เหรียญ (ราว 11,550,000 บาท) โดยวันนี้เป็นการชิงชัยในรอบสอง

โดยคู่ที่น่าสนใจ ในประเภทหญิงเดี่ยว “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ มือวางอันดับ 6 ของรายการ ทำศึกสายเลือดกับ “แน็ต” ณิชชาอร จินดาพล ปรากฏว่าเกมเป็นไปอย่างสูสี ก่อนที่ รัชนก จะเบียดเอาชนะไป 2-1 เกม 17-21, 21-11, 21-11 เข้ารอบต่อไปพบกับ เฉิน เสี่ยว ซิน จากจีนต่อไป

ขณะที่ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ ชนะ ซอง จี ฮุน มือวางอันดับ 8 จากเกาหลีใต้ 2-0 เกม 21-15, 21-19 เข้ารอบไปพบกับ ฉึง หงาน หยี จากฮ่องกงในวันพรุ่งนี้

ประเภทชายเดี่ยว “เพชร” โฆษิต เพชรประดับ พลิกเอาชนะ คิดัมบี ศรีคานธ์ (อินเดีย, มือ 5) 2-1 เกม 11-21, 21-16, 21-12 ส่วน “โอ๊ต” สิทธิคมน์ ธรรมศิลป์ แพ้ เคนตะ สึเนยามะ มือ 7 ของรายการจากญี่ปุ่น 1-2 เกม 21-18, 11-21, 12-21

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th


แอพปรึกษาสุขภาพจิตโต Ooca รุกเจาะสิงคโปร์สยายปีกภูมิภาค

ม่กี่ปีมานี้สตาร์ตอัพสายสุขภาพ หรือ Health Tech Startup มีการเติบโตมากขึ้น โดยการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน  รวมถึงนักลงทุนที่มองการลงทุนในเฮลท์เทคที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมมากกว่าผลตอบแทนด้านตัวเงินเพียงอย่างเดียว ทำให้อุตสาหกรรมเฮลธ์เทคเริ่มที่จะมองเห็นการเติบโตได้ค่อนข้างชัดเจนมากขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีเฮลธ์เทคสตาร์ตอัพเกิดขึ้นในตลาดกว่า 50 ราย Ooca เป็นหนึ่งสตาร์ต อัพสายสุขภาพ  โดยแพลตฟอร์มวิดีโอคอลล์ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต ซึ่งเป็นปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน โดยข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตเผยว่า ภาวะโรคซึมเศร้าเป็นปัญหาที่สำคัญของเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 10-24 ปี ขณะที่บริการสาย
ด่วนสุขภาพจิตมีผู้ที่ติดต่อเข้ามาขอรับคำปรึกษากว่าปีละ 800,000 สาย แต่ระบบสามารถรองรับการให้บริการได้เพียงปีละประมาณ 200,000 สาย

ทพญ.กัญจน์ภัสสร สุริยา-แสงเพ็ชร์  ผู้ก่อตั้ง Ooca หรือ อูก้า  เทคสตาร์ตอัพด้านสุขภาพ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แนวโน้มของเฮลธ์เทคสตาร์ตอัพที่ทำธุรกิจมาประมาณ 1-2 ปี ก็เริ่มเห็นการเติบโตที่ค่อนข้างชัดเจน  แต่บางรายที่ทำได้ไม่นานก็จะเห็นว่าเริ่มชะลอธุรกิจไป สำหรับอูก้านั้นให้บริการดูแลสุขภาพจิตของคนในองค์กร และขยายบริการการดูแลไปในลูกค้ากลุ่มบริษัทนํ้ามัน กลุ่มธนาคาร จากปีที่ผ่านมาอูก้ามีอัตราการเติบโตของธุรกิจประมาณ4 เท่า มีแพทย์และนักจิตวิทยาที่ให้คำปรึกษาบนแพลตฟอร์มของอูก้าปัจจุบันมีกว่า 50 คน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 2 เท่า มีผู้ใช้งานทั้งหมดราว 52,000 ราย มีพันธมิตรองค์กรทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งสิ้นปีนี้อูก้าตั้งเป้าผู้ใช้งานในส่วนขององค์กรเพิ่มขึ้นจาก 16,000 คน เป็น  60,000 คน รวมถึงมีความตั้งใจที่จะพัฒนาระบบให้มีเสถียรภาพมากขึ้นเพื่อเตรียมที่จะขยายตลาดไปต่างประเทศ คาดว่าจะเริ่มที่ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศแรก โดยแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่จะเข้ามาให้บริการก็จะมีความหลากหลายและนานาชาติมากขึ้น

“ตอนนี้อูก้ามีการระดมทุนอยู่ในระดับซีด ซึ่งปีที่ผ่านมามูลค่าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 70 ล้านบาท และในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า จากปัจจัยที่กระตุ้นให้คนเข้ามาใช้งานจากความสำคัญของปัญหาด้านสุขภาพจิต รวมถึงเราเป็นที่รู้จักมากขึ้น ซึ่งอูก้าสามารถตอบโจทย์การใช้งานของคนที่อยากจะใช้ได้จริง”

อย่างไรก็ตามในปีนี้อูก้า ได้ขยับขยายมาดูแลในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีเพิ่มขึ้น ซึ่งล่าสุด ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับกรมสุขภาพจิต เพราะเล็งเห็นว่าเด็กควรจะได้รับการช่วยเหลือ แต่ไม่ใช่เด็กทุกคนจะมีกำลังในการจ่าย จึงได้เริ่มโครงการซีเอสอาร์นี้ขึ้น ภายใต้ชื่อโครงการ กำแพงพักใจ เพื่อช่วยเหลือให้เด็กๆ สามารถเข้ามาใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย จากการปรับโมเดลธุรกิจในระบบหลังบ้าน ที่นำส่วนที่ทำรายได้ของอูก้ามาเป็นค่าใช้จ่ายในโครงการ และบางส่วนได้รับบริจาคจากองค์กรต่างๆ เพื่อลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้วยการขอความร่วมมือจากภาคสังคมที่อยากช่วยเหลือเด็กให้สามารถเข้ามาใช้บริการ ซึ่งได้นำร่องแล้ว 4 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี, มหาวิทยาลัยมหิดล, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยพะเยา ส่วนมหาวิทยาลัยอื่นที่ยังไม่ได้มีการลงนามก็สามารถส่งคำขอเป็นรายบุคคลเข้ามาและยืนยันตัวตนนักศึกษาเพื่อขอรับบริการได้ สำหรับโครงการนี้ตั้งเป้าจำนวนนักศึกษาที่คาดว่าจะดูแลได้ประมาณ 50,000 คน

“สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่เปิดให้บริการทดลองใช้ฟรีในช่วง 1 ปีแรก ซึ่งหลังจากนั้น หากมหาวิทยาลัยมีความชื่นชอบหรือต้องการที่จะใช้งานต่อก็จำเป็นที่จะต้องมีการจัดตั้งงบประมาณเข้ามาดูแล เพราะอูก้าไม่สามารถให้บริการฟรีได้ตลอดไป แต่ในช่วงปีแรกคือเราต้องการให้เห็นว่ามันได้ประโยชน์จริงๆ” 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ชนิดทอง ราคารับซื้อ กรัมละ ราคารับซื้อ บาทละ ราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5% n/a 20,800.00 20,900.00
ทองรูปพรรณ 96.5% 1,347.00 20,420.52 21,400.00
ทองรูปพรรณ 90% 1,212.30 18,378.47 n/a
ทองรูปพรรณ 80% 1,077.60 16,336.42 n/a
ทองรูปพรรณ 50% 606.00 9,186.96 n/a
ทองรูปพรรณ 40% 471.00 7,140.36 n/a
ทองรูปพรรณ 99.99% 1,396.00 21,163.36 n/a
ราคาน้ำมัน ประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 02/08/2562
ราคาน้ํามันปตท
ปตท.
ราคาน้ํามันบางจาก
บางจาก
ราคาน้ํามันเชล์ Shell
เชลล์
ราคาน้ํามันเอสโซ่ Esso
เอสโซ่
ราคาน้ํามันคาลเท็กซ์ caltex
คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี
ราคาน้ํามันพีที PT
พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันซัสโก้
ซัสโก้ดีลเลอร์
แก๊สโซฮอล์ 95 28.05 28.05 28.05 28.05 28.05 28.05 28.05 28.05 28.05 28.05
แก๊สโซฮอล์ 91 27.78 27.78 27.78 27.78 27.78 27.78 27.78 27.78 27.78 27.78
แก๊สโซฮอล์ E20 25.04 25.04 25.04 25.04 25.04 25.04 25.04 25.04 25.04
แก๊สโซฮอล์ E85 20.24 20.24 20.24
เบนซิน 95 35.46 35.91 35.96 35.76 35.76
ดีเซล 26.39 26.39 26.39 26.39 26.39 26.39 26.39 26.39 26.39 26.39
ดีเซลพรีเมี่ยม 25.39 25.39
แก๊ส NGV 15.85 15.85
By :
Comments : Off
About the Author