สาระน่ารู้ ประจำวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563

โค้งท้ายกระเตื้อง“อารียา”  Q3 โต 339% 

“อารียา พรอพเพอร์ตี้” หรือ A  ผลประกอบการเฉพาะไตรมาส 3/2563 เกือบ 3,000 ล้านบาท โตขึ้น 339% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ยอดโอนรวม 9 เดือน พุ่งสูงถึง 4,906 ล้านบาท  

ปลายปี2563 บรรยากาศการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ เริ่มกระเตื้องขึ้นสะท้อนจาก อัตราการเติบโตของบริษัทพัฒนาที่ดิน จากการประเมินความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้โภค สภาพเศรษฐกิจ การปรับตัวรับ

สถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี  

            ทั้งนี้ นายวิวัฒน์ เลาหพูนรังษี ประธานกรรมการอาวุโส กลุ่ม บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A เผยถึง ผลประกอบการไตรมาส 3/2563 บริษัทมียอดโอนรวม 2,975 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 339% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มียอดโอนรวม 677 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดโอนรวม 9 เดือนของ บริษัทพุ่งถึง 4,906 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 116% เมื่อเทียบกับ 9 เดือนของปี 2562 อยู่ที่ 2,270 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ตัวเลขผลประกอบการในไตรมาสนี้โตแบบก้าวกระโดด มาจากการที่อารียาได้ทำการประเมินและวิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างต่อเนื่อง และมีแนวทางการบริหารงานที่ชัดเจน แม้ในสภาวะวิกฤตก็ตาม ทำให้อารียาสามารถเติบโตได้

ในไตรมาสสุดท้ายของปี อารียายังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจต่อไป โดยเน้นไปที่การมองเทรนด์ผู้บริโภค ตอบโจทย์ให้ตรงกลุ่มมากขึ้น ที่นอกจากจะทำเลดี สภาพแวดล้อมดี ใกล้แหล่งอำนวยความสะดวกแล้ว เรายังเน้นคุณภาพ และสร้างความสุขในสังคมให้ยั่งยืน  โดยโค้งสุดท้ายของปีนี้ อารียายังได้ลุยเปิดโครงการใหม่ ที่เป็นไฮไลท์ถึง 2 โครงการ คือ Como Botanica (โคโม่ โบทานิก้า) บางนา ออกแบบสไตล์ Modern Tropical และ The Village Bangna-Wongwaen 4 (เดอะวิลเลจ บางนา-วงแหวน 4) สไตล์ American Cottage คาดว่าจะตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย ที่กำลังมองหาบ้านสักหลังที่คุ้มค่าแก่การลงทุน และความสุขในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


อสังหาฯ ปรับพอร์ตใหม่ รับเศรษฐกิจ “ไม่แน่นอน”

ซีบีอาร์อี เผย ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ส่งผลนักลงทุนอสังหาฯ ปรับพอร์ตใหม่ หวังเลี่ยงความเสี่ยงตลาด ปี 2564 พร้อมแนะ จับตา ” โครงการมิกซ์ยูส” จะได้รับความสนใจมากขึ้น

25 พฤศจิกายน 2563 – ท่ามกลางตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีความผันผวนและปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อมูลค่าอสังหาริมทรัพย์  ซีบีอาร์อี บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก รายงานว่า เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์เริ่มที่จะกลับมาประเมินพอร์ตการลงทุนของตนเองใหม่ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการบริหารทรัพย์สินเพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ตัดโอกาสที่อาจเป็นไปได้ในปี 2564

นางสาวเพ็ญธิดา ศรีสว่าง หัวหน้าแผนกประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “แม้ประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการควบคุมดูแลสถานการณ์โควิด-19 แต่การชะลอตัวทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ทางทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่องได้ทำให้นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากขึ้นหันมาประเมินพอร์ตการลงทุนของตนเองใหม่ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้    นักลงทุนหลายรายได้เปลี่ยนจากการพิจารณาทบทวนเฉพาะทรัพย์สินใหม่มาเป็นการประเมินมูลค่าพอร์ตการลงทุนทั้งหมดเนื่องจากการระบาดครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อราคาและผลการดำเนินงานของอสังหาริมทรัพย์แต่ละแห่งในระดับที่ต่างกัน

นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้นักลงทุนจัดการพอร์ตการลงทุนและพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมทั้งปรับกลยุทธ์และมองหาโอกาสใหม่ๆ จากทรัพยากรที่มีอยู่”

ความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ทำให้มูลค่าอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพมหานครเปลี่ยนแปลงไป แต่ยังรวมถึงในต่างจังหวัดด้วย ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่งคือแนวโน้มของอาคารเชิงพาณิชย์ที่ได้พัฒนาจากอาคารเดี่ยวไปสู่การเป็นโครงการแบบผสมผสานหรือมิกซ์ยูสภายใต้การร่วมทุนของผู้พัฒนาโครงการ

“รูปแบบของโครงการใหม่ๆ อาจทำให้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 น้อยกว่าในแง่ของรายได้ถ้ามองในแง่ของการกระจายความเสี่ยง   เนื่องจากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ได้ให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้พื้นที่เป็นหลัก ความเป็นไปได้ด้านการเงิน การรับรองมาตรฐานอาคารเขียวจาก LEED หรือ WELL  พื้นที่สีเขียว และเทคโนโลยีแบบไร้สัมผัส   จึงทำให้อาคารเก่าที่ขาดองค์ประกอบเหล่านี้ได้รับแรงกดดันมากขึ้นในการแข่งขันกับอาคารใหม่ๆ ที่มีความโดดเด่น” นางสาวเพ็ญธิดากล่าวเพิ่มเติม

อาคารหลายแห่งสร้างขึ้นในช่วงกลางทศวรรษที่ 2530 ในทำเลยอดนิยม เช่น สาทร สีลม และสุขุมวิท นั้นเริ่มจะล้าสมัยไปแล้วในตลาดอสังหาริมทรัพย์    จากข้อมูลของแผนกวิจัย ซีบีอาร์อี พบว่าปริมาณพื้นที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ณ ไตรมาส 3 ปี 2563 อยู่ที่ 9.17 ล้านตร.ม. โดยมากกว่า 70% สร้างขึ้นก่อนปี 2543    ด้วยสัดส่วนของอาคารที่ล้าสมัยและพื้นที่สำนักงานใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมากกว่า 1 ล้านตร.ม. รวมถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันได้กระตุ้นให้นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์หันกลับมาตรวจสอบพอร์ตการลงทุนของตนเอง

นอกจากนี้ยังไม่ควรมองข้ามตัวแปรอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงมูลค่าทรัพย์สิน เช่น วัฏจักรของตลาดอสังหาริมทรัพย์ การเปลี่ยนแปลงด้านผังเมืองซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีที่ดินจำนวนมากขึ้นที่ถูกจัดโซนใหม่ให้เป็นที่ดินเพื่อพาณิชยกรรม การขยายระบบโครงสร้างพื้นฐาน และกฎระเบียบการควบคุมอาคาร เช่น การกำหนดให้มีพื้นที่เปิดโล่งริมฝั่งทะเลมากขึ้น หรือการจำกัดพื้นที่โดยรวม (Gross Floor Area – GFA) ของอาคารแต่ละขนาด  รวมถึงการเวนคืน ซึ่งส่งผลต่อการใช้ที่ดินและราคาเช่นกัน

“หลายคนมักคิดว่าการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จะจำเป็นต่อเมื่อต้องการนำทรัพย์สินออกขายหรือจำนองเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วการประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต่อทุกสถานการณ์ในตลาด โดยเฉพาะการบริหารพอร์ตของนักลงทุน  เพราะช่วยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถวางแผนกลยุทธ์ในระยะยาวและกลยุทธ์ย่อยสำหรับแต่ละตลาดได้ รวมถึงพิจารณาว่าอสังหาริมทรัพย์ใดจะมีศักยภาพในอนาคตมากกว่าอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ การทราบถึงทุกตัวเลือกที่มีจะช่วยให้นักลงทุนสามารถกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดีที่สุดของอสังหาริมทรัพย์แต่ละแห่งได้” นางสาวเพ็ญธิดากล่าวสรุป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เดินหน้ามาตรการชุดใหญ่ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

เดินหน้ามาตรการชุดใหญ่ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

รมว.คลัง แจงเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยเต็มสูบ เร่งลงทุนกระจายรายได้ “คนละครึ่งเฟส2” เริ่ม 1 ม.ค. 64

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวปาถกฐาในงานสัมมนา Bangkok Post International Forum 2020 หัวข้อ Beyond Post Pandemic : A Decade of Challenges from 2021” ว่า นโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลภายหลังการระบาดของโควิด-19 จะเน้นการการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกคน ผ่านการลงทุนที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ควบคู่ไปกับการเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญทั้งจากภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งต่างๆ

ทั้งนี้ รัฐบาลมีงบประมาณ 4 แสนล้านบาทสำหรับการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยจะเน้นในโครงการที่ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน การลงทุนในโครงการอีอีซี รวมถึงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่รับผิดชอบได้มีการอนุมัติแผนการลงทุนต่างๆ รวมแล้วกว่า 2.2 แสนล้านบาท โดยโครงการทั้งหมดจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตและแข่งขัน รวมถึงช่วยให้เศรษฐกิจชุมชนสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ คลังยังต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของประเทศ จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการเร่งขยายฐานภาษีให้ครอบคลุมทั้งประเทศ โดยการปฏิรูปโครงสร้างภาษีจะเน้นเรื่องการส่งเสริมพลังงานสะอาด ส่งเสริมสุขภภาพประชาชน และส่งเสริมด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งไทยยังมีศักยภาพที่จะดำเนินการได้ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

สำหรับโครงการคนละครึ่ง ที่สนับสนุนผู้มีรายได้น้อยและเศรษฐกิจระดับฐานราก ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยคลังเตรียมเสนอรัฐบาลพิจารณาเดินหน้าโครงการคนละครึ่ง เฟส 2 ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 ม.ค. 2564 และในปีหน้ารัฐบาลยังมีความพยายามที่จะผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการประเมินความสำเร็จของมาตรการที่ได้ทำในปีนี้ และปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกทิศทางและเป็นการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างตรงจุดแท้จริง

ในส่วนของภาคการท่องเที่ยว ประเทศไทยจะค่อยๆ เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา จะเน้นกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากจีนและประเทศในภูมิภาคเอเชียก่อนเป็นกลุ่มแรก

นายอาคม กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำงานอย่างสอดประสานกันในการดูแลสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของ ธปท. ในการดำเนินการเรื่องนี้ และคาดว่าหลังจากนี้อาจจะต้องมีมาตรการบางอย่างออกมา แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการออกมาตรการเพื่อทำให้เงินบาทไม่แข็งค่ามากเกินไปแล้วก็ตาม

ขอบคุณข้อมูลจาก posttoday.com


นิชิโนะแจงแผนงานช้างศึกก่อนลุยคัดบอลโลกปีหน้า

นิชิโนะแจงแผนงานช้างศึกก่อนลุยคัดบอลโลกปีหน้า

กุนซือใหญ่ช้างศึก อากิระ นิชิโนะ เข้าพบประมุขส.บอลไทยฯ ชี้แจงแผนงานการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก และ ศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนในปีหน้า พร้อมย้ำทีมงานจะติดตามผลงานของนักเตะอย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณี “โค้ชแบน” ธชตวัน ศรีปาน ขอลาออก ยังไม่มีแผนรับทีมงานใหม่ในตอนนี้

    ความเคลื่อนไหวทีมชาติไทย ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ที่ผ่านมา โดย อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลชายทีมชาติไทย เข้าชี้แจงแผนงานของทีมชาติไทย ต่อ พล.ต.อ. ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และ พาทิศ ศุภะพงษ์ เลขาธิการสมาคมฯ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ในช่วงเดือนมีนาคม รวมถึงฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน ช่วงเดือนเมษายน ปีหน้า

    หลังการประชุม อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลชายทีมชาติไทย กล่าวว่า “หลังจากการอุ่นเครื่องล่าสุด ทีมชาติก็จะไม่มีโปรแกรมการแข่งขันอีกแล้ว และเราจะมีโปรแกรมอีกครั้ง ในวันที่ 24 มีนาคมปีหน้า”

นิชิโนะแจงแผนงานช้างศึกก่อนลุยคัดบอลโลกปีหน้า

“ช่วงเวลา 3 เดือนกว่าหลังจากนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ทางสตาฟฟ์โค้ชจะพยายามติดตามผลงานของนักเตะอย่างต่อเนื่อง เพราะหลังจากนี้การแข่งขันฟุตบอลไทยลีกจะเข้มข้นขึ้น เราต้องพยายามดูฟอร์มการเล่นของทุกคนรวมถึงเรื่องของสภาพร่างกาย”

โดยโปรแกรมหลังจากนี้ก็ถือว่าค่อนข้างหนัก เพราะเดือนมีนาคม เราจะแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชียและเดือนเมษายน เราจะแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน และยังมีโปรแกรมการแข่งขันไทยลีก ทำให้ต้องเตรียมทีมให้พร้อมที่สุด”

    “ส่วนสตาฟฟ์โค้ชตอนนี้ หลังจากที่ “โค้ชแบน” ธชตวัน ศรีปาน  ได้ขอลาไปทำหน้าที่กับสโมสร ทีมงานของเราก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งคาดว่าเราน่าจะมีการเพิ่มสตาฟฟ์คนใหม่อีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายน ที่จะต้องมีทีมรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี คาบเกี่ยวด้วย”

     สำหรับ ทีมชาติไทย มีโปรแกรมกลับมาลงเล่นอีกครั้ง ด้วยการเปิดบ้านพบกับ อินโดนีเซีย ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 วันที่ 25 มีนาคม 2564

นิชิโนะแจงแผนงานช้างศึกก่อนลุยคัดบอลโลกปีหน้า

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


แพทย์ยืนยัน 3 โรคที่หายได้เอง ไม่ต้องกินยา

แพทย์ยืนยัน 3 โรคที่หายได้เอง ไม่ต้องกินยา

แม้ว่ายาปฏิชีวนะจะช่วยรักษาโรคได้ แต่ยาปฏิชีวนะก็เป็นยาที่ต้องใช้อย่างสมเหตุสมผล ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ เพราะอาจส่งผลร้ายต่อร่างกายได้

Sanook Health มีข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. มาไขข้อสงสัยในเรื่องนี้กัน

ข้อเสียของการรับประทานยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ หรือเกินความจำเป็น

  1. สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุ
  2. เสี่ยงต่อการแพ้ยา
  3. อาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้
  4. อาจเสี่ยงดื้อยา และทำให้ต้องใช้ยาที่แพงขึ้น ออกฤทธิ์แรงขึ้น อันตรายมากขึ้น

3 โรคนี้ที่หายเองได้โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

  • โรคท้องเสีย

หากเป็นอาการท้องเสียที่มาจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะใดๆ สามารถจิบน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่ร่างกายสูญเสียไป หรือถ้ายังไม่หยุดถ่ายสามารถรับประทานยาถ่าน (Activated Carrcoal) ได้

แต่หากมีอาการถ่ายเป็นมูกเลือด มีไข้สูง หรือถ่ายมากกว่า 7-10 ครั้งแล้วยังไม่หยุดถ่าย ควรปรึกษาแพทย์ทันที

  • โรคหวัด เจ็บคอ

ส่วนใหญ่แล้วกว่า 80% ของโรคหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส รวมทั้งอาการเสมหะมีสีเขียว หรือเหลือง (ไม่ใส) ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นโรคหวัดที่มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

โรคหวัดไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเสมอไป สามารถรักษาได้ตามอาการ เช่น รับประทานยาแก้แพ้ลดน้ำมูก คัดจมูก ยาแก้ไอ เป็นต้น รวมทั้งการพักผ่อนให้เพียงพอ จิบน้ำอุ่น และทำร่างกายให้อบอุ่น ก็จะช่วยให้อาการหวัดค่อยๆ ดีขึ้นได้เอง

แต่หากมีอาการไข้หวัด ร่วมกับอาการเจ็บคอ มีไข้สูง มีฝ้าขาวที่ต่อมทอนซิล ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต และกดเจ็บ และไม่มีอาการไอ ควรไปพบแพทย์

  • แผลเลือดออก

หากมีแผลเลือดออกเล็กๆ น้อยๆ ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะใดๆ เพราะยาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วยป้องกันการติดเชื้อในบาดแผลเลือดออกทั่วไป และไม่ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นด้วย

วิธีรักษาบาดแผลที่มีเลือดออกที่ถูกต้อง คือ การล้างแผลให้ถูกวิธี และรักษาความสะอาดของแผล ไม่ให้บาดแผลสัมผัสกับสิ่งสกปรกเพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

แต่หากมีบาดแผลเลือดออกที่เกิดจากสัตว์กัด มีแผลบาดจากของมีคมที่สกปรก หรือเป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวแล้วมีบาดแผล เช่น เป็นโรคเบาหวาน ควรรีบพบแพทย์เพื่อรักษาแผลอย่างถูกวิธี

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


หลักการใช้ Tense 12 แสนจะง่าย ใครว่ายาก มาเรียนรู้พร้อมกันเล้ย…

ยินดีต้อนรับสู่ 12 Tenses ที่แสนจะง่ายๆเอง ไม่ได้ยากเลย ก่อนเข้าสู่บทเรียนเรื่อง Tense ทั้ง 12 คุณได้ศึกษาหลักการใช้ภาษาอังกฤษ หรือ ไวยากรณ์พื้นฐาน แล้วหรือยัง เพราะตัวพื้นฐานดังกล่าวถ้าเปรียบดังตึกคือชั้นล่าง ถ้าพื้นฐานแน่นแล้ว การเรียนเรื่อง tense ก็จะง่ายมากๆ ขอบอก

หลักการใช้ Tense

หลักการใช้ Tense 12

แต่ถ้าศึกษาแล้วก็เตรียมตัวเรียนกันเลยครับ แต่ต้องพึงระลึกว่า โครงสร้างทางภาษาบางทีต้องท่องจำเหมือนสูตรคูณ แต่ถ้าเราคล่องแล้วมันก็จะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากนั่นแหละ ซึ่งเราก็จะรู้อัตโนมัติว่าโครงสร้างนี้ คือ Tense อะไร เพราะเวลาแปล จะได้แปลถูก และรู้เรื่อง

เรื่อง tense ก็คือเรื่องของเวลา หมายความว่าเวลาที่เราจะพูดอะไรสักอย่างจะมีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ เพราะตัวเวลานี้แหละที่ทำให้โครงสร้างประโยคเปลี่ยนไป เช่น

  • eat rice. ถ้าพูดอย่างนี้หมายความว่ากินข้าวเป็นอาหารหลัก และกินทุกวัน
  • am eating rice. หมายความว่ากำลังกินข้าวอยู่
  • ate rice. หมายความว่า ฉันได้กินแล้วข้าวเรียบร้อย

ยกตัวอย่างให้ดูคร่าวๆ นะครับ เดี๋ยวค่อยทำความเข้าใจไปทีละเรื่อง เดี๋ยวจะเข้าใจเองแหละครับ

เนื้อหาทั้งหมดด้านล่างนี้เป็นสุดยอดเคล็ดลับวิชาจากเส้าหลิน ที่่ผ่านการกลั่นกรองแล้วว่าคัดมาแต่เนื้อๆ และรับรองผล แต่ต้องศึกษาให้เข้าใจไปตามขั้นตอน โดยเฉพาะมือใหม่ ห้ามลัดหรือข้ามเป็นอันขาด มิฉะนั้นจะยิ่งงงมากขึ้น  แต่ถ้าเข้าใจแล้วในบางเรื่อง ก็เลือกศึกษาเฉพาะเรื่องที่ต้องการก็ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก ภาษาอังกฤษออนไลน์.com


ภาคผลิตปรับใช้ดิจิทัลสัญญาณบวกสู่อุตสาหกรรม4.0

ดีป้า ร่วมกับองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ เผยผลการศึกษาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรมไทย ชี้ปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรม 1.0 ในทุกภาคอุตสาหกรรมที่ทำการสำรวจ แต่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ถือเป็นส่งสัญญาณเชิงบวกในการเดินหน้าสู่อุตสาหกรรม 4.0

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยในงาน “Thailand: Driving Towards Industry 4.0” ที่จัดโดย ดีป้า และ องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) ว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ดีป้า ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนประชากร เกษตรกร ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และชุมชน ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างรายได้และลดต้นทุน ควบคู่ไปกับการพัฒนาดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย เพื่อให้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ รวมถึงการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ (Ecosystem) ผ่านการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และโครงการ Thailand Digital Valley ที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เชี่ยวชาญ หรือ ผู้ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง (Deep Tech) เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและเกิดการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับดิจิทัลสตาร์ทอัพไทย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สนองตอบนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดีป้า จึงได้ร่วมมือกับ UNIDO ทำการสำรวจข้อมูลสถานภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรมไทยในแต่ละกระบวนการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลฐาน (Baseline) ต่อยอดสู่การจัดทำนโยบายหรือยุทธศาสตร์การพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

ดร.กษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการใหญ่ กลุ่มยุทธศาสตร์และบริหาร ดีป้า กล่าวว่าผลการศึกษาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรมปี 2563 สำรวจจากอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมสิ่งทอ/เครื่องนุ่งห่ม อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์   และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ จากประชากรในอุตสาหกรรมการผลิตกว่า 29,000 ราย   ในขั้นตอนการติดต่อซัพพลายเออร์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต ความสัมพันธ์กับลูกค้า และการบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบัน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรม 1.0 ในทุกภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ 5-10 ปีข้างหน้า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลส่วนใหญ่จะยังคงอยู่ในอุตสาหกรรม 1.0 ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อซัพพลายเออร์ที่ยังคงส่งคำสั่งซื้อด้วยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีโครงสร้างข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน หรือการติดต่อผ่านอีเมลหรือเอกสารแนบในรูปแบบไฟล์พีดีเอฟ กระบวนการผลิตที่ยังคงใช้เครื่องจักรที่ไม่ใช่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ยังคงเป็นการติดต่อในรูปแบบอนาล็อคและแมนนวล

ส่วนขั้นตอนที่มีแนวโน้มปรับขึ้นมาอยู่ในอุตสาหกรรม 2.0 ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้าคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยจะเป็นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการออกแบบและผลิต (Computer-Aided Manufacturing) หรือซอฟต์แวร์อื่นที่คล้ายคลึงกัน รวมถึงการบริหารจัดการธุรกิจด้วยระบบสารสนเทศแบบบูรณาการหรืออาจเป็นการใช้ระบบ Enterprise Resource Planning (ERP)

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งสามารถบ่งชี้ได้ว่า ประเทศไทยกำลังเร่งขับเคลื่อนไปสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 และมีการเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพราะดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังขาดแคลนกำลังคนดิจิทัล ซึ่งเป็นแรงงานกลุ่มสำคัญในการสร้างความได้เปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมไทย โดยกำลังคนดิจิทัลที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจะเข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตและสามารถแข่งขันในตลาดสากล บัณฑิตจบใหม่ต้องพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยมีทักษะดิจิทัลตรงตามที่ตลาดแรงงานต้องการ ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านโลจิสติกส์และการจัดการสินค้าคงคลัง ความปลอดภัยไซเบอร์ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ดังนั้นจึงต้องมีการอัพสกิล หรือรีสกิลกำลังคนกลุ่มนี้ก่อนเข้าสู่ตลาด ซึ่งผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมจึงเป็นเสียงสะท้อนว่า ประเทศไทยสามารถเข้าใกล้ไทยแลนด์ 4.0 ได้มากน้อยเพียงใดจากภาคแรงงานและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมโดยตรง

พร้อมกันนี้ ในงานดังกล่าวยังมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายในการก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0” โดย ดร.กษิติธร พร้อมด้วย นางสาวอุบลวรรณ หลอดเงิน นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม นายนิติ เมฆหมอก นายกสมาคมไทยไอโอที   Mr.Nobuya Haraguchi Chief, Policy and Research Unit, UNIDO HQ และ Prof.Keun Lee Seoul Nation University

โดย ดร.กษิติธร ให้ความเห็นว่า อุตสาหกรรม 4.0 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ถือเป็นโอกาสที่ขึ้นอยู่กับการตอบสนองและความพร้อมของประเทศนั้น ๆ เช่น การรู้ทักษะดิจิทัล และระดับการศึกษาเทียบกับอัตราค่าจ้าง โครงสร้างประชากร ขนาดของตลาดในประเทศ และตำแหน่งในห่วงโซ่มูลค่าโลก ซึ่งอุตสาหกรรม 4.0 จะเป็นโอกาสในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยปิดช่องว่างในกระบวนการทำธุรกิจ  ไม่ว่าจะเป็นปัญหาคุณภาพแรงงาน การหยุดการผลิตอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย รวมถึงการระบาดของโรคอุบัติใหม่ โดยในส่วนของประเทศไทย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่กลับมองว่า การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมต้องอาศัยระยะเวลานานกว่าจะถึงจุดคุ้มทุน ประกอบกับการขาดเงินลงทุนในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ อีกทั้งขาดความตระหนักถึงประโยชน์และองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะนำมาใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งปัจจัยดังกล่าวถือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศไปสู่อุตสาหกรรม 4.0

“องค์ประกอบหลักที่ขาดหายไปในโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยที่จะยกระดับตนเองสู่ธุรกิจในยุคดิจิทัลและพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ประกอบด้วยการสร้างมูลค่าและข้อมูลดิจิทัล เครือข่ายและการเชื่อมต่อ รวมถึงการจัดการภายในองค์กร ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางประชากรและการขาดแคลนแรงงานมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อตลาดแรงงานไทยในภาพรวมและก่อให้เกิดความท้าทายหลายประการสำหรับผู้กำหนดนโยบายและสังคม ผลกระทบที่เกิดขึ้นในระดับมหภาค เกิดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเนื่องจากค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี หันไปจ้างแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทำให้อัตราการว่างงานในประเทศสูงขึ้น” รองผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


Sweet Marjoram มาร์จอแรม สมุนไพรกลิ่นหอมหวาน ที่มาพร้อมกับคุณประโยชน์มากมาย

Sweet Marjoram (มาจอร์แรม) เป็นเครื่องเทศ และสมุนไพร มีใบคล้ายออริกาโนแต่ใบจะเล็กกว่าและมีสีเขียวอมเหลือง มีกลิ่นคล้ายมินต์แต่หอมหวานนุ่มนวลกว่า ใช้มากในครัวฝรั่งเศสและอังกฤษ ใช้ประกอบอาหารเป็นเครื่องเทศหมักเนื้อ ทำไส้กรอก

นอกจากใช้ประกอบอาหารแล้วมาร์จอแรมยังมีประโยชน์ในทางสมุนไพรอีกมากมาย ซึ่งได้แก่

-ใช้ดมแก้ปวดศรีษะจากอากาศเย็น ปวดศรีษะจากน้ำมูกมาก

-โรคหวัด โรคท้องอืด

-ช่วยรักษาความเจ็บปวดต่าง ๆ ที่เกิดจากความเย็นและชื้น

-เมื่อนำมาเหน็บจะทำให้เลือดประจำเดือนมากมากขึ้น

-ถ้าถูกแมงป่องกัดต่อยให้นำใบแห้งที่บดเป็นผงมาผสมกับน้ำส้มสายชูและแปะที่แผลจะช่วยรักษาได้

-น้ำมันมาจอร์แรมมีประโยชน์แก้โรคปวดหลังและข้อเข่า ช่วยขับไล่ความเมื่อยล้า

-เมื่อนำน้ำคั้นของมาจอร์แรมมาผสมกับน้ำมันอัลมอนด์ขม และหยอดจมูก จะช่วยให้รูจมูกโล่ง

นอกจากนี้มาจอแรมยังสามารถสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์: Marjoram Sweet

น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์มาจอร์แรม มีประโยชน์ทางการบำบัดที่่ยาวนาน มีกลิ่นหอมรุนแรง มีสรรพคุณช่วยให้คลายอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ มีคุณสมบัติบรรเทาอาการไมเกรน ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ฟกช้ำ …

สรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ Marjoram Sweet

น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์มาจอร์แรม มีสรรพคุณช่วยให้รู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย ช่วยให้คลายอาการซึมเศร้า นอนไม่หลับ ระงับภาวะทางประสาทที่เกี่ยวเนื่องมาจากอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS)

น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์มาจอร์แรม มีคุณสมบัติบรรเทาอาการไมเกรน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลดอาการปวดกล้ามเนื้อ ฟกช้ำ ช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากรับประทานอาหาร หรือนำไปประคบร้อนบริเวณท้องเพื่อลดอาการ ท้องร่วง หรือท้องอืดก็ได้ เข้ากันได้ดีกับ น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์เบอร์กาม๊อท และน้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ลาเวนเดอร์

:ข้อมูลจาก Internet

ใบสดมาจอร์แรม สามารถนำมาชงชาเพื่อลดความเครียดได้นะคะ โดยใช้ก้านพร้อมใบสด 2-3 ก้านใบ แช่ในน้ำร้อนประมาณ 3-5 นาที กลิ่นหอมหวานของมาจอร์แรม จะช่วยให้ผ่อนคลายความตึงเครียดได้เป็นอย่างดีค่ะ

มาร์จอแรมนอกจากทำอาหารได้หลากหลายเมนู และสรรพคุณทางยามากมายแล้ว ก็ยังเป็นไม้ประดับที่สวยงาม ดูอ่อนโยน อบอุ่น ให้กลิ่นหอมหวานนุ่มนวลทุกครั้งเมื่อสัมผัส ประโยชน์มากมายแบบนี้น่าหามาปลูกไว้ติดบ้านสักกระถางนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก kasetfocusnews.com


ชนิดทอง ราคารับซื้อ กรัมละ ราคารับซื้อ บาทละ ราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5% n/a 25,900.00 26,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5% 1,678.00 25,438.48 26,500.00
ทองรูปพรรณ 90% 1,510.20 22,894.63 n/a
ทองรูปพรรณ 80% 1,342.40 20,350.78 n/a
ทองรูปพรรณ 50% 755.00 11,445.80 n/a
ทองรูปพรรณ 40% 587.00 8,898.92 n/a
ทองรูปพรรณ 99.99% 1,739.00 26,363.24 n/a

ราคาน้ำมัน ประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/11/2563  

ราคาน้ํามันปตท
ปตท.
ราคาน้ํามันบางจาก
บางจาก
ราคาน้ํามันเชล์ Shell
เชลล์
ราคาน้ํามันเอสโซ่ Esso
เอสโซ่
ราคาน้ํามันคาลเท็กซ์ caltex
คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี
ราคาน้ํามันพีที PT
พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 95 21.75 21.75 22.35 21.75 22.35 21.75 21.75 21.75 21.75 21.75
แก๊สโซฮอล์ 91 21.48 21.48 22.08 21.48 22.08 21.48 21.48 21.48 21.48 21.48
แก๊สโซฮอล์ E20 20.24 20.24 20.84 20.24 20.84 20.24 20.24 20.24 20.24
แก๊สโซฮอล์ E85 17.94 17.94 17.94
เบนซิน 95 29.16 30.21 29.66 29.16 29.16
ดีเซล B7 23.19 23.19 23.79 23.19 23.79 23.19 23.19 23.19 23.19 23.19
ดีเซล 20.19 20.19 20.79 20.19 20.79 20.19 20.19 20.19 20.19 20.19
ดีเซล B20 19.94 19.94 20.54 19.94 20.54 19.94 19.94 19.94
ดีเซลพรีเมี่ยม 27.64 27.66 30.24 29.04 27.64
แก๊ส NGV 13.10 13.10 13.10
By :
Comments : Off
About the Author