สาระน่ารู้ ประจำวันที่ 26 พฤษภาคม 2563

“ห้าแยกลาดพร้าว” คอนโดฯใหม่ ทะลัก

คอนโดฯแนวรถไฟฟ้า 3 ทำเล หืดจับ ซัพพลายสูง-แข่งขันดัมพ์ราคาเดือด ห้าแยกลาดพร้าวส่วนต่อขยายสีเขียวปีนี้เปิดตัวใหม่ถล่มตลาดอีกกว่า 1,000 หน่วย-สะพานควาย – ฝั่งธนบุรี จรัญสนิทวงศ์ ทั้งแนวขายฝืด

2-3 ปีที่ผ่านมาคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า เป็นสมรภูมิเดือดของดีเวลอปเปอร์ มีการเปิดตัวชิงลูกค้ากันอย่างต่อเนื่อง ทำเลที่น่าจับตา กลายเป็นโซนที่น่าหนักใจ ซัพพลายมากกว่าดีมานด์ นับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ได้แก่ สะพานควาย ห้าแยกลาดพร้าว ฝั่งธนบุรี เนื่องจากมีปัจจัยลบเศรษฐกิจโลกถดถอย มาตราการควบคุมการปล่อยสินเชื่อสถาบันการเงิน ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) (แอลทีวี) อีกทั้งการมาของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบรุนแรง กลายเป็นปัญหาใหญ่ หลายธุรกิจต้องอับปาง กำลังซื้อกลุ่มเรียลดีมานด์ ฐานใหญ่ของธุรกิจหายไป ความเชื่อมั่นลูกค้าลด ไม่มั่นใจว่าโควิดจะหายไปเมื่อใด ถึงขั้นบางค่ายออกแคมเปญสาดกระสุนลดราคาลงสูงสุด 50% ท่ามกลางสต๊อกเหลือขาย 6 หมื่นหน่วย ขณะหน่วยเกิดใหม่ในทำเลห้าแยกลาดพร้าว ในปีนี้ถมเข้ามาในตลาดอีกกว่า 1,000 หน่วย

ทั้งนี้นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตทแวลู บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน) เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ยอมรับว่าผู้ประกอบการต่างปรับราคาขายลดลง เพื่อระบายสินค้าออกไป โดยทำเลที่มีซัพพลายหนาแน่น มี 3 ทำเล ได้แก่ ย่านสะพานควาย ห้าแยกลาดพร้าว รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีเขียว และย่านฝั่งธนบุรีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน อย่างไรก็ตามแม้การลดราคาเพื่อระบายสต๊อกเป็นแนวทางหนึ่งที่ผู้ประกอบการเลือกใช้ แต่ตามข้อเท็จจริงมีเพียง 2 ค่ายใหญ่เท่านั้น ที่เลือกตัดราคาขายลงต่ำมากถึง 50% ส่งผลกระทบกับโครงการที่อยู่รอบข้าง ซึ่งตามข้อเท็จจริง การลดราคาทำได้เพียง 10-20% น่าจะเหมาะสมกว่า

อย่างไรก็ตาม พฤกษาเอง ลดราคาไม่มาก แต่เน้นช่วยลูกค้าด้านอื่นอย่างช่วยผ่อนนาน 2 ปี สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง

บริษัทฟีนิกซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแทนซี่ จำกัด วิเคราะห์ว่าตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างชัดเจน โดยสามารถดูได้จากการที่ผู้ประกอบการเลือกที่จะชะลอการเปิดขายโครงการใหม่จำนวนคอนโดฯเปิดขายใหม่ลดลงชัดเจนในปี 2562 ที่จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ในกทม.น้อยกว่าปี 2561  ประมาณ 37% และลดลงต่อเนื่องมาถึงไตรมาสที่ 1 ปีนี้ (2563) ที่ลดลงจากไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ประมาณ 59% และลดลงจากไตรมาสที่ 1 ปี 2562 ประมาณ 32% ปัจจัยที่มีผลต่อการชะลอตัวของตลาด คือ ภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับการระบาดโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งของผู้ซื้อ และผู้ประกอบการทำให้เลือกที่จะชะลอโครงการใหม่ออกไป และเร่งปิดการขายโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ให้ได้มากที่สุด ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาจึงเห็นได้ชัดเจนว่าผู้ประกอบการหลายรายออกมาตรการทางการตลาด เพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อกันต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการลดราคาที่เห็นได้ชัดเจนว่าลดลงมาจริงจากราคาเปิดขายปกติ

สำหรับทำเลที่น่าสนใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้แบบชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา คือ พื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าสะพานควายที่ก่อนหน้านี้มีโครงการคอนโดฯเปิดขายใหม่ต่อเนื่องโดยเฉพาะในปี2559-2561 โดย 3 ปีนี้มีเปิดขายใหม่รวมกันประมาณ 2,920 หน่วย จากจำนวนทั้งหมดที่มีอยู่ในพื้นที่ประมาณ 3,820 หน่วย และมี  1 โครงการที่ยกเลิกโครงการไปเพราะผู้ประกอบการต้องการปรับรูปแบบโครงการและราคาขายใหม่อีกครั้งก่อนที่จะนำกลับมาเปิดขายอีกรอบในปีนี้ โดยอัตราการขายเฉลี่ยในพื้นที่อยู่ที่ประมาณ 80% มีหน่วยเหลือขายอยู่พอสมควร

อีก ทำเลที่มีคอนโดฯเปิดขายใหม่มากขึ้นในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา คือ พื้นที่รอบห้าแยกลาดพร้าว เพราะมีคอนโดฯ เปิดขายใหม่ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมาที่ประมาณ 6,000 หน่วย คิดเป็น 70% ของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่สะสมในพื้นที่ที่ประมาณ 8,670 หน่วยและขายไปได้ประมาณ 83% จากจำนวนคอนโดมิเนียมทั้งหมดในพื้นที่ และกำลังจะมีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่เพิ่มเติมอีกในปีนี้ไม่น้อยกว่า 1,000 หน่วย

อีกทั้งทำเลข้างเคียงเองก็มีคอนโดมิเนียมเปิดขายไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในพื้นที่รอบๆ สถานีรถไฟฟ้ารัชโยธิน และพหลโยธิน 24

พื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินฝั่งธนบุรี เป็นอีกทำเลที่มีหน่วยเหลือขายอยู่ไม่น้อย และเป็นทำเลที่ผู้ประกอบการหลายรายเลือกที่จะชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไปในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมาเพราะก่อนหน้านี้มีหลายโครงการที่มีหน่วยเหลือขายค่อนข้างมากและอัตราการขายเฉลี่ยพื้นที่ไม่สูงมากนัก แต่ยังมีบางทำเลที่มีโครงการเปิดขายใหม่ต่อเนื่อง เช่น พื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าภาษีเจริญ และตลอดแนวถนนจรัญสนิทวงศ์ มีผลให้คอนโดฯสะสมตามแนวเส้นทางสายสีน้ำเงินมากถึง 43,860 หน่วย ขายไปได้ประมาณ 75% มีหน่วยเหลือขายสะสมในพื้นที่ไม่น้อยบางโครงการเปิดขายมามากกว่า 3 ปีแล้วยังขายไม่หมด โดยเฉพาะโครงการที่มีราคาขายมากกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตร

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ สู้ศึก COVID-19 เผยผลงานไตรมาส 1 ปี 2563 เติบโตสวนกระแส 41%

เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2563 โดยมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,825 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 41% ขณะที่รายได้รวมและกำไรสุทธิเติบโต 37% และ 31% ตามลำดับ พร้อมขานรับพฤติกรรม New Normal สู้ศึก COVID-19

นางสาวเพชรลดา พูลวรลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเมเจอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)   ผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรี่  ด้วยวิสัยทัศน์มุ่งมั่นในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และมีการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานและตอบโจทย์ผู้บริโภค เปิดเผยความสำเร็จผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2563 โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,993.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 537.83 ล้านบาท จากไตรมาส 1/2562 หรือเพิ่มขึ้น 37% โดยรายได้ส่วนใหญ่เป็นรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 1,824.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 534.91 ล้านบาท จากไตรมาส 1/2562 หรือเพิ่มขึ้น  41%

ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 198.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.29 ล้านบาท จากไตรมาส 1/2562 หรือ เพิ่มขึ้น 31% สวนกระแสภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีรายได้จากการขายเฉลี่ยลดลงเกือบ 30% และกำไรสุทธิเฉลี่ยลดลงกว่า 40% โดยรายได้จากการขายส่วนใหญ่ของบริษัทฯ มาจากการโอนกรรมสิทธิ์ ในโครงการเมทริส พระราม 9-รามคำแหง ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 1/2563 ซึ่งปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 80% นอกจากนี้ยังมีการโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่องจากโครงการพร้อมอยู่หลายโครงการ  
 
ในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2563 บริษัทฯ เน้นกลยุทธ์เพื่อเร่งการขายโครงการพร้อมอยู่และโอนกรรมสิทธิ์ในโครงการที่กำลังจะแล้วเสร็จภายในปี  ซึ่งปัจจุบันมียอด Backlog รอโอนกรรมสิทธิ์ อยู่กว่า 3,300 ล้านบาท โดยมีโครงการที่เป็นไฮไลท์ คือ โครงการเมทริส ลาดพร้าว สร้างเสร็จพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 2  ณ ปัจจุบันโครงการเมทริส ลาดพร้าว สามารถปิดการขายไปได้แล้วกว่า 80% ขณะที่การประเมินสถานการณ์อสังหาฯ

หลังช่วงโควิด 19 เรียกได้ว่าเป็นแนวโน้มอสังหาฯ สู่การปรับฐานใหม่ ที่เรียกว่า New Normal อสังหาฯ ในอนาคต  เช่น การออกแบบฟังก์ชั่นที่ต้องเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมและลักษณะการทำงานลูกค้าที่เปลี่ยนไป หรือการออกแบบฟังก์ชั่นที่เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีมาใช้ในบ้านให้มากขึ้น รวมไปถึงทำเลที่จะมาตอบโจทย์คนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง และกลยุทธ์ที่สำคัญหลังจากนี้คือ การให้ความสำคัญและดูแลเอาใจใส่ในการใช้ชีวิตของลูกค้าทุกขั้นตอน เพื่อส่งมอบบริการให้กับลูกค้าแบบครบวงจรและต่อเนื่องให้มากยิ่งขึ้น

 นางสาวเพชรลดา กล่าวเพิ่มเติม “นอกจากนั้นในปีนี้ บริษัทฯ ได้มีการปรับกลยุทธ์ในการทำการตลาดและการขาย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเน้นการขายในช่องทางออนไลน์มากขึ้น และได้มีการจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายโครงการพร้อมอยู่  อย่างไรก็ตาม มุมมองการทำการตลาดหลังจากสถานการณ์โควิด -19 และการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องปรับกลยุทธ์ให้ทันพฤติกรรมการซื้อสินค้าและการบริโภคสื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

ซึ่งในสภาวการณ์เช่นนี้นับเป็น “โอกาสทอง” ของผู้บริโภคที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะทราบดีว่า ที่อยู่อาศัยที่มีการปรับตัวลดลงมากที่สุด คือ คอนโดมิเนียม โดยปรับตัวลดลงราว 5% จากช่วงไตรมาส 3 ปี ของปี 2562 จากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมากว่า 3 ปีที่ผ่านมา และทำให้เกิดการแข่งขันทำโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และได้ของที่มีคุณภาพ มีทางเลือกให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของตนยิ่งขึ้น รวมถึงบริษัทฯ มุ่งเน้นการเติบโตของธุรกิจที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาองค์กรและบุคลากรในการสร้างทีมที่แข็งแรง เพื่อมาช่วยพัฒนาและขยายธุรกิจ และมอบที่สุดแห่งการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร ตลอดจนมองหาโอกาสในการลงทุนที่เพิ่มเติม และสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มทางธุรกิจ ซึ่งจะสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน”

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาท จับตาปัญหาขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน

ค่าเงินบาท จับตาปัญหาขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน

กรุงศรีคาดเงินบาทซื้อขายในกรอบ 31.80-32.20 จับตาปัญหาขัดแย้งสหรัฐฯ-จีน กดดันบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) มีมุมมองต่อทิศทางค่าเงินบาทในสัปดาห์นี้ว่า มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 31.80-32.20 ต่อดอลลาร์เทียบกับระดับปิดแข็งค่าที่ 31.89 ต่อดอลลาร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 25bps สู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ที่ 0.50% ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย 1.1 หมื่นล้านบาท และ 8.2 พันล้านบาท ตามลำดับ

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ กรุงศรี มองว่า ตลาดเริ่มเปิดรับความเสี่ยงหลังมีความหวังมากขึ้นจากข่าวผลการทดลองวัคซีน COVID-19 ให้ผลน่าพอใจในขั้นต้น รวมถึงการคาดการณ์ว่าอาจจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะกลับมารุมเร้าบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ขณะที่ตลาดจะติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในฮ่องกงซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียดรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน หลังจากที่จีนยื่นร่างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติในฮ่องกงและมีผู้ออกมาประท้วงในฮ่องกงจำนวนมากช่วงสุดสัปดาห์ โดยก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์เตือนว่าสหรัฐฯ จะตอบโต้จีนอย่างแข็งกร้าว สถานการณ์เช่นนี้รวมถึงการอ่อนค่าของเงินหยวนอาจกดดันสกุลเงินตลาดเกิดใหม่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกซึ่งเผชิญกับความเสียหายอย่างรุนแรงจาก COVID-19

สำหรับปัจจัยในประเทศ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบมากกว่าที่คาด ส่วนเงินบาทกลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินภูมิภาค ซึ่งหากดำเนินต่อไปจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทางด้านกระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 2.12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การนำเข้าหดตัวถึง 17.13% ทำให้เกินดุลการค้า 2.46 พันล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ประเมินการส่งออกในไตรมาส 2 และช่วงครึ่งปีแรกจะติดลบ อนึ่ง หากไม่นับรวมทองคำ การส่งออกเดือนเมษายนจะหดตัว 10.31% ทั้งนี้ เราคาดว่าวัฎจักรการปรับลดดอกเบี้ยของกนง.ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ทางการจะใช้เครื่องมือที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจและดูแลระบบการเงินต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก posttoday.com


เดินหน้าต่อ “กัปตันทีม-ผู้จัดการทีม” เตรียมถกแผนซ้อมแบบเข้าปะทะ

บรรดากัปตันทีม และ ผู้จัดการทีมทั้ง 20 สโมสรของ “พรีเมียร์ลีก” เตรียมที่จะประชุมเพื่อเดินหน้าพูดคุยร่วมกันในแผนกำหนดการซ้อมแบบเข้าปะทะ ตามโปรเจกต์ “รีสตาร์ต”  

วันที่ 26 พ.ค. 63 กัปตันทีม และ ผู้จัดการทีมทั้ง 20 สโมสรของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เตรียมที่จะประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ กับทางเจ้าหน้าที่ พรีเมียร์ลีก เพื่อวางแนวทางในการกลับมาซ้อมในระยะที่ 2 ที่จะสามารถให้ผู้เล่นนั้นสามารถปะทะกันได้ จากการรายงานของ เดลี เมล์ (Daily mail) สื่อชื่อดัง

สำหรับการประชุมครั้งนี้ อาจจะมีการประชุมในเรื่องของนักเตะกลุ่ม (BAME = เบม) หรือกลุ่มที่หวั่นวิตกในการติดเชื้อโควิด-19 จากการเข้าปะทะอย่างเช่น ทรอยด์ ดีนีย์ ผู้เล่นของ “แตนอาละวาด” วัตฟอร์ด รวมถึง เอ็นโกโล ก็องเต กองกลาง “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ที่เลือกปฏิเสธในการกลับมาซ้อมหลังมีความกังวลในเรื่องของโปรเจกต์รีสตาร์ต โดยล่าสุด อารอน แรมส์เดล ผู้รักษาประตู “เดอะ เชอร์รีส์” บอร์นมัธ ก็ยอมรับว่าเป็นนักเตะที่ติดเชื้อโควิดในการตรวจนักเตะพรีเมียร์ลีกในรอบ 2 นอกจากที่กล่าวมา ในการประชุมในวันนี้อีกหนึ่งประเด็น คาดว่าจะเป็นในเรื่องการขอเลื่อนวันเตะจากวันที่ 12 มิถุนายน ออกไปอย่างเร็วที่สุด 26 มิถุนายน

ทั้งนี้เมื่อวานที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษ ได้มีการออกหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับการฝึกซ้อมกีฬาประเภททีมในเฟส 2 คือแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ระยะแรก อนุญาตให้นักกีฬาประเภททีม เช่น ฟุตบอล ซ้อมกลุ่มเล็กๆ เช่น 2-3 คน ส่วนระยะ 2 เพิ่มเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นคือ 4-12 คน และระยะ 3 การซ้อมครบทีม ขณะที่เฟส 3 ที่จะเริ่มในเดือนมิถุนายนนี้ คือรัฐจะอนุญาตให้ฟุตบอลจัดการแข่งขันแบบปิดสนามแข่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก thairath.co.th


ห่วงไข้เลือดออกระบาด พร้อมโรคชิคุนกุนยา

ห่วงไข้เลือดออกระบาด พร้อมโรคชิคุนกุนยา thaihealth

สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ห่วงช่วงรอยต่อฤดูร้อนกับฤดูฝน ระวังโรคไข้เลือดออกกับโรคชิคุนกุนยาระบาด โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค

นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ของโรคประจำฤดู ว่า ในช่วงฤดูร้อนคาบเกี่ยวกับฤดูฝนนี้ โรคภัยไข้เจ็บที่มักจะเกิดขึ้นเสมอ คือโรคอาหารเป็นพิษ และโรคท้องร่วงหรืออุจจาระร่วง ซึ่งถือเป็นโรคประจำฤดูที่ต้อเฝ้าระวัง สำหรับปีนี้เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายนเป็นต้นมา ซึ่งได้มีมาตรการกินร้อน ช้อนกลาง สวมหน้ากากอนามัย กลับพบว่าอัตราการเกิดโรคอาหารเป็นพิษ และโรคท้องร่วงลดลงอย่างมากกว่าเดิมถึง 50%

นพ.อภิชัย กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามอีกโรคหนึ่งที่ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษคือไข้เลือดออก และโรคชิคุนกุนยา ซึ่งถือเป็นโรคประจำถิ่นอีกโรคหนึ่งในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ทั้ง 2 โรคนี้ เกิดจากเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งในปี 2562 ที่ผ่านมา โรคไข้เลือดออกมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ขณะที่ปัจจุบันตั้งแต่ต้นเดือนมากราคม 2563 จนถึงขณะนี้พบว่ามีผู้ได้รับเชื้อ 200 กว่าราย ซึ่งข้อมูลถึงสิ้นเดือนเมษายน พบว่ามากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 2 เท่า และเสียชีวิต 1 ราย

นอกจากนี้ในช่วงเดียวกัน ยังพบว่ามีการระบาดของโรคชิคุนกุนยาอีกด้วย โดยพบครั้งแรกในปี 2562 พบในพื้นที่ อ.ท่าคันโทและหนองกุงศรี จำนวน 100 คน ขณะที่ปีนี้พบที่ อ.กุฉินนารายณ์ ซึ่งจากการส่งทีมตรวจสอบควบคุมโรค มีการยืนยันว่าติดเชื้อจริงจำนวน 3 ราย ทั้งนี้ ได้ประสานทางอำเภอ และ อปท.เร่งดำเนินการออกควบคุมโรคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายแพทย์สาธารณสุขกาฬสินธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับอาการของโรคชิคุนกุนยานั้น มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามข้อ ไม่ทำให้เสียชีวิต แต่จะทำให้ผู้ได้รับเชื้อมีอาการปวดข้อ  ข้อบวม  เกิดการอักเสบของข้อ หากเจอในเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน มีโอกาสหายได้ ทั้งนี้ โรคนี้ไม่ทำให้เกิดอาการช็อค อัตราการเสียชีวิตน้อย แต่ได้รับความทรมานจากการเจ็บปวดสูง 

ขณะที่ไข้เลือดออกนั้นมีโอกาสช็อค เพราะไข้สูง จึงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ยังคงเน้นย้ำและกำชับให้บุคลากรสาธารณสุข อสม.ในพื้นที่และโรงยาบาลต่างๆ ประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ทำการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก thaihealth.or.th


รวมคำตอบประโยคภาษาอังกฤษเวลาต้องไปสัมภาษณ์งาน

เราคงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้การสัมภาษณ์งานสำหรับบางบริษัท แค่ภาษาไทยอย่างเดียวอาจจะไม่พอ! ยิ่งถ้าบริษัทที่คุณสนใจเข้าสมัครงานต้องทำงานร่วมกับชาวต่างชาติด้วยแล้ว หลายที่จึงเลือกที่จะเสริมพาร์ทการสัมภาษณ์แบบภาษาอังกฤษเข้ามา นอกเหนือจากการขอดูคะแนนการสอบด้านภาษาต่างๆ

หลายคนอาจจะเกร็งไม่น้อย เมื่อต้องถูกถามเป็นภาษาอังกฤษแบบนี้ แต่อย่างห่วงไป เพราะวันนี้เรา วอลล์สตรีทอิงลิช จะมาไกด์เล็กๆ น้อยๆ ให้คุณกัน

I have……. ability to be an asset to your company.

(ผม / ดิฉัน มีคุณสมบัติ……ที่จะสร้างคุณค่าให้กับบริษัทของคุณ ครับ / ค่ะ)

สำหรับประโยคนี้ เหมาะกับสำหรับคำถามประเภท “Why should we hire you?” (ทำไมเราต้องจ้างคุณ)  หรือ “What makes you the best fit for this position?” (อะไรทำให้คุณคิดว่าคุณเหมาะกับตำแหน่งนี้) 

โดยส่วนมาก คำถามแนวนี้ทางบริษัทจะต้องการให้คุณได้พรีเซ็นต์ผลงาน และตัวคุณนั่นเอง วิธีที่คุณจะตอบคำถามนั้นได้ดีที่สุด คือการทำความเข้าใจรายละเอียดของตำแหน่งที่คุณสมัคร ก่อนที่จะนำเสนอเอกลักษณ์หรือจุดเด่นในตัวคุณที่ทำให้คุณเหนือกว่าผู้สมัครคนอื่น และสามารถช่วยบริษัทได้อย่างไรบ้าง 

I am very outgoing and have the people skills needed to get customers interested.

(ผม / ดิฉัน เป็นคนเข้าสังคมง่าย และมีทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ที่จำเป็นในการทำให้ลูกค้าสนใจ)

ประโยคคำตอบแบบนี้ เหมาะสำหรับคำถามจากทางบริษัทที่ถามถึงตัวตน หรือคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้สมัครนั่นเอง อย่างคำถาม “Tell me about yourself.” (ไหนลองพูดเกี่ยวกับตัวคุณให้ฟังซิ) หรือ “What would you say about your personality?”  (คุณมีลักษณะนิสัยอย่างไร)

เคล็ดลับหลักๆ เราอยากให้คุณพูดถึงลักษณะนิสัย บุคลิกภาพที่ดีของตัวคุณให้ตัวเองดูดีที่สุด และควรเล่าอย่างมีชั้นเชิง เช่นประโยคข้างต้นที่เราได้ยกตัวอย่างไป

ตัวอย่างประโยคอื่นๆ : I’d say I’m hardworking and honest. (ผม ดิฉัน เป็นคนขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ ครับ / ค่ะ )

I had a bit of trouble with my English classes, but I am trying to improve.

(ผม / ดิฉัน มีปัญหาเล็กน้อยในวิชาภาษาอังกฤษ แต่ ผม / ดิฉัน ก็กำลังพยายามพัฒนาอยู่)

เชื่อว่าคงไม่มีบริษัทไหนถามแต่เรื่องดีๆ ของคุณแน่ และถ้าเกิดทางบริษัทถามถึงจุดด้อย หรือข้อเสียของคุณ อย่างคำถาม “What is your greatest weakness?” (อะไรคือข้อด้อยที่ใหญ่ที่สุดของคุณ) เข้าล่ะ ?

แน่นอนว่าคนเราไม่ควรจะโอ้อวดทักษะที่เกินตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณมองว่าภาษาอังกฤษที่ตนใช้นั่นอยู่ในระดับที่พอสื่อสารได้ แต่ไม่ได้ดีเด่นมาก คำตอบที่เซฟที่สุด ถ่อมตน และแสดงให้เห็นว่าคุณไม่ได้นิ่งนอนใจกับการศึกษาภาษาเพิ่มเติมนั่นเอง

I want to further my career. I am looking for bigger challenges and new experiences.

(ผม / ดิฉัน ต้องการความก้าวหน้าในอาชีพ ผม / ดิฉัน จึงมองหาความท้าทายและประสบการณ์ใหม่ๆ)

ไม่มีใครที่ไม่ถามคำถาม “Why are you leaving or have left your job?” (ทำไมคุณถึงลาออกหรือกำลังจะลาออกจากงานเก่า) แน่นอนว่าคงไม่มีใครที่นึกพิเรนท์ ตอบคำถามนี้แย่ๆ ด้วยการเผาที่ทำงานเก่า หรือเจ้านายเก่าอย่างแน่นอน โดยประโยคสุดคลาสสิค และดูกลางที่สุดก็คงหนีไม่พ้นประโยคขช้างต้นนี่นี่แหละ

เพราะนอกจากจะเป็นคำตอบแบบกลางๆ แล้ว ยังเป็นคำตอบที่สื่อให้ทางบริษัทเห็นว่าคุณมีความกระตือรือร้นที่อยากจะพัฒนาต่อไป ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี และบริษัทไหนๆ ก็อยากจะได้

ตัวอย่างประโยคอื่น : “I recently received my degree, and I want to utilize my educational background in my next position.” ( ผม / ดิฉัน เพิ่งได้รับปริญญามา และ ผม / ดิฉัน ต้องการใช้ความสามารถจากพื้นฐานการศึกษาที่ผมมีกับงานใหม่นี้ ครับ / ค่ะ)

คำตอบนี่จะเหมาะกับเหล่าเด็กจบใหม่ ที่เพิ่งเริ่มต้นสมัครงาน ไม่เคยเริ่มงานกับที่ไหนมาก่อน

My salary requirements are flexible, but I do have significant experience in the field that I believe adds value to my candidacy.”

(สามารถเจรจาได้ ครับ / ค่ะ แต่ ผม /ดิฉัน มีประสบการณ์ในสายงานนี้มาอย่างดี ผมเชื่อว่าตรงนี้สามารถนำมาคิดเป็นเงินเดือนของ ผม / ดิฉัน ได้)

จะบอกว่าประโยคนี้ นับว่าเป็นประโยคกึ่งๆ ปิดท้ายการสัมภาษณ์งานก็ไม่ผิดนัก เพราะเป็นประโยคตอบคำถามสำหรับ คำถามประเภท “What are your salary expectations?” (คุณคาดหวังเงินเดือนเท่าไหร่)  ซึ่งมักจะเป็นคำถามปิดท้ายของการสัมภาษณ์งาน บางบริษัทใช้คำถามนี้เป็นอีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ใช้ในประเมินการรับคนเข้างานเป็นหลักเลยก็มี

สำหรับใครที่มั่นใจ และมีเงินเดือนในใจที่แน่ชัด ก็สามารถบอกทางบริษัท หรือผู้ที่สัมภาษณ์คุณได้เลย แต่ถ้าใครที่ยังไม่มั่นใจนัก หรือผู้สัมภาษณ์พยายามต่อรองเงินเดือนของคุณอยู่ ก็สามารถตอบประโยคนี้กลับไปได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


เอไอเอส ยันไม่มี ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล ตามที่เป็นข่าว

เอไอเอส ยืนยันไม่มี ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล ตามที่เป็นข่าว เผยเป็นข้อมูลการใช้อินเตอร์เน็ตบางส่วน และไม่เกิดความเสียหายด้านการเงิน

     นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าสายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  กล่าวว่า “จากการรายงานข่าวในต่างประเทศเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลลูกค้าเอไอเอส นั้น เอไอเอส ชี้แจงว่าเหตุการณ์ ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล ดังกล่าวไม่ใช่ข้อมูลส่วนบุคคลของแต่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานอินเตอร์เน็ตในภาพรวมบางส่วน และไม่ใช่ข้อมูลที่สามารถก่อให้เกิดความเสียหายด้านการเงินหรือด้านอื่นๆ โดยกรณีนี้เกิดจากการทดสอบเพื่อปรับปรุงคุณภาพเครือข่ายที่มีขึ้นในเดือนพฤษภาคม และภารกิจดังกล่าวได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว โดยขอยืนยันอีกครั้งว่าเหตุการณ์ ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล นั้นไม่มีลูกค้ารายใดได้รับผลกระทบทั้งด้านการเงินและด้านอื่นๆอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ขอเรียนว่า เอไอเอส ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกัน ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล ซึ่งที่ผ่านมาเอไอเอสมีการปฏิบัติตามและทบทวนขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดตามมาตรฐานระดับสากลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม  เอไอเอส ได้ขออภัยที่ทำให้ลูกค้ากังวลใจจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้ เอไอเอส ได้แก้ไขปรับปรุงขั้นตอนการใช้ข้อมูลเพื่อทดสอบบริการเรียบร้อยแล้วและขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


กระดึงช้างเผือก สรรพคุณของต้นกระดึงช้างเผือก 16 ข้อ ! (ขี้กาลาย)

กระดึงช้างเผือก

กระดึงช้างเผือก

กระดึงช้างเผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ Trichosanthes tricuspidata Lour. จัดอยู่ในวงศ์แตง (CUCURBITACEAE)[1],[3]

สมุนไพรกระดึงช้างเผือก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ขี้กาลาย มะตูมกา (นครราชสีมา), ขี้กาแดง (ราชบุรี), กระดึงช้าง กระดึงช้างเผือก (ประจวบคีรีขันธ์), ขี้กาขม (พังงา), ขี้กาใหญ่ (สุราษฎร์ธานี), มะตูมกา (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ขี้กา (ภาคกลาง), กระดึงช้าง (ภาคใต้), เถาขี้กา เป็นต้น[1],[3]

ลักษณะของกระดึงช้างเผือก

  • ต้นกระดึงช้างเผือก จัดเป็นพรรณไม้เถาเลื้อยไปตามผิวดินขนาดใหญ่ เถามีลักษณะเป็นเหลี่ยมสีเขียวเข้มและมีขนสีขาวสั้น ๆ สากมือ แต่ขนจะค่อย ๆ หลุดร่วงไปจนเกือบเกลี้ยง และมีมือสำหรับยึดเกาะแยกเป็น 2-3 แขนง พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ในต่างประเทศพบได้ที่จีนตอนใต้ อินเดีย พม่า และในภูมิภาคอินโดจีน[1],[2]

ขี้กาลาย

ต้นกระดึงช้างเผือก

ใบกระดึงช้างเผือก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับแบบห่าง ๆ ลักษณะของใบมีรูปร่างแตกต่างกัน มีตั้งแต่รูปไข่กว้าง รูปเกือบกลม ไปจนถึงเป็นรูปทรง 5 เหลี่ยม โคนใบเว้าเข้าคล้ายรูปหัวใจกว้าง ๆ ส่วนขอบใบหยักและเว้าลึก 3-7 แห่ง ทำให้ใบมีลักษณะเป็นแฉก 3-7 แฉก โดยแฉกกลางจะยาวที่สุด ใบมีขนาดกว้างและยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร มีเส้นใบออกจากโคนใบประมาณ 3-7 เส้น ปลายเส้นใบยื่นพันขอบใบออกไปคล้ายหนามสั้น ๆ หลังใบเห็นเป็นร่องของเส้นแขนงใบชัดเจน ผิวใบด้านบนสากมือ ด้านล่างมีขนสีออกขาว ก้านใบมีขนหรือเกือบเกลี้ยง[1],[2]

ใบกระดึงช้างเผือก

  • ดอกกระดึงช้างเผือก ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่กันคนละต้น ดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร โดยจะออกตามซอกใบ ดอกย่อยเป็นสีขาว มีใบประดับรูปไข่กลับ ขอบใบประดับหยักแบบซี่ฟันหรือแยกเป็นแฉกตื้น ๆ กลีบเป็นรูปหอกป้อม ๆ ขอบหยักแบบฟันเลื่อยหรือเว้าถึงแหลม ส่วนกลีบดอกมี 5 กลีบ โคนติดกันเล็กน้อย ขอบกลีบเป็นชายครุย ส่วนกลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกออกเป็นกลีบ 5 กลีบ เกสรเพศผู้มี 3 อัน อับเรณูเชื่อมติดกันเป็นรูป S ส่วนดอกเพศเมียจะออกเป็นดอกเดี่ยวตามซอกใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกจะมีลักษณะคล้ายดอกเพศผู้ กลีบดอกเป็นสีเหลืองอมชมพู มีลายเป็นเส้นสีแดง ฐานดอกเป็นหลอดยาว กลีบเป็นรูปไข่กลีบ ปลายแหลมสีขาว ภายในรังไข่มี 1 ช่อง มีไข่อ่อนจำนวนมาก ท่อรังไข่ยาวเล็กเหมือนเส้นด้าย[1],[2],[3]

ดอกกระดึงช้างเผือก

ดอกขี้กาลาย

ผลกระดึงช้างเผือก ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมหรือรูปขอบขนาน ผลอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม มีลายทางเป็นเส้นสีขาวหรือสีเขียวอ่อนตลอดผล ผิวมีขน ผลเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงมีลายสีเหลือง ผลมีขนาดประมาณ 3-5 เซนติเมตร เนื้อในผลเป็นสีเขียว มีเนื้อหุ้มเมล็ดสีเทา เมื่อแห้งเนื้อจะโปร่งคล้ายฟองน้ำ ภายในผลมีเมล็ดเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานแบน[1],[2],[3]

ผลกระดึงช้างเผือก

ผลขี้กาลาย

เมล็ดกระดึงช้างเผือก

สรรพคุณของกระดึงช้างเผือก

  1. ดอกใช้เป็นยาบำรุงกำลัง (ดอก)[1],[2]
  2. รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงร่างกาย (ราก)[1],[2]
  3. ผลใช้เป็นยาถ่ายพิษตานซาง (ผล)[1],[2]
  4. ดอกใช้เป็นยาแก้ไข้ (ดอก)[3]
  5. ใบใช้ตำสุมกระหม่อมเด็กเป็นยาแก้หวัดคัดจมูก (ใบ)[1],[2]
  6. เถาใช้เป็นยาดับพิษเสมหะและโลหิต ชำระเสมหะให้ตก (เถา)[1],[2]
  7. ผลใช้เป็นยาถ่ายเสมหะ (ผล)[1],[2]
  8. ใช้เป็นยาบำบัดโรคท้องผูกเรื้อรัง ด้วยการใช้กระดึงช้างเผือก 250 กรัม (ไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใด), น้ำตาลทราย 100 กรัม และแป้งหมี่ 750 กรัม โดยเริ่มจากเอาไส้กระดึงช้างเผือกออกมาล้างน้ำให้สะอาด ใส่หม้อดินเติมน้ำพอประมาณ แล้วใส่น้ำตาลทรายต้มด้วยไฟอ่อน ๆ แล้วคนให้เละ จากนั้นให้เอาแป้งหมี่เติมน้ำนวดให้เป็นก้อนเหนียว เมื่อฟูแล้วก็นำมาทำเป็นเปลือกขนมเปี๊ยะสำหรับเอากระดึงช้างเผือกที่ต้มเตรียมไว้ยัดเป็นไส้ แล้วนำไปปิ้งหรือนึ่ง ใช้รับประทานต่างอาหารหลัก มากน้อยตามต้องการ (อาจารย์เกรียงไกร เถลิงพล)
  9. รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาถ่าย (ราก)[3]
  10. ใช้เป็นยาขับพยาธิ (ผล)[1],[2]
  11. เถาใช้เป็นยาบำรุงน้ำดี (เถา)[1],[2]
  12. รากนำมาบดให้เป็นผงรับประทานเป็นยาแก้ตับหรือม้ามโต (ราก)[1],[2]
  13. ผลใช้เป็นยาแก้ตับปอดพิการ (ผล)[1],[2]
  14. ใบใช้ตำพอกฝี ทาแก้โรคผิวหนัง (ใบ)[3]
  15. รากสดใช้ตำผสมกับน้ำมันทาแก้โรคเรื้อน (รากสด)[1],[2]
  16. เถาใช้เป็นยาฆ่าเลือด ไร หิด เหา (เถา)[1],[2]

ขอบคุณข้อมูลจาก medthai.com


ชนิดทอง ราคารับซื้อ กรัมละ ราคารับซื้อ บาทละ ราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5% n/a 26,000.00 26,200.00
ทองรูปพรรณ 96.5% 1,684.00 25,529.44 26,700.00
ทองรูปพรรณ 90% 1,515.60 22,976.50 n/a
ทองรูปพรรณ 80% 1,347.20 20,423.55 n/a
ทองรูปพรรณ 50% 758.00 11,491.28 n/a
ทองรูปพรรณ 40% 589.00 8,929.24 n/a
ทองรูปพรรณ 99.99% 1,745.00 26,454.20 n/a

ราคาน้ำมัน ประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/05/2563

ราคาน้ํามันปตท
ปตท.
ราคาน้ํามันบางจาก
บางจาก
ราคาน้ํามันเชล์ Shell
เชลล์
ราคาน้ํามันเอสโซ่ Esso
เอสโซ่
ราคาน้ํามันคาลเท็กซ์ caltex
คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี
ราคาน้ํามันพีที PT
พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันซัสโก้
ซัสโก้ดีลเลอร์
แก๊สโซฮอล์ 95 20.25 20.25 20.25 20.25 20.25 20.25 20.25 20.25 20.25 20.25
แก๊สโซฮอล์ 91 19.98 19.98 19.98 19.98 19.98 19.98 19.98 19.98 19.98 19.98
แก๊สโซฮอล์ E20 18.74 18.74 18.74 18.74 18.74 18.74 18.74 18.74 18.74
แก๊สโซฮอล์ E85 16.99 16.99 16.99
เบนซิน 95 27.66 28.11 28.16 27.66 27.66
ดีเซล 20.39 20.39 20.39 20.39 20.39 20.39 20.39 20.39 20.39 20.39
ดีเซล B10 17.39 17.39 17.39 17.39 17.39 17.39 17.39 17.39 17.39 17.39
ดีเซล B20 17.14 17.14 17.14 17.14 17.14 17.14 17.14 17.14
ดีเซลพรีเมี่ยม 24.24 24.26 26.24 26.24
แก๊ส NGV 15.31 15.31

 

By :
Comments : Off
About the Author