สาระน่ารู้ ประจำวันที่ 5 มิถุนายน 2560

เทรนด์ Prop Tech อาวุธใหม่ของศึกอสังหาฯ

เทรนด์ Prop Tech อาวุธใหม่ของศึกอสังหาฯ

ในช่วงที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินการพูดถึง Prop Tech จากคนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์อยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะฝั่งผู้พัฒนาโครงการ หรือดีเวลลอปเปอร์ ในขณะที่ผู้บริโภคอย่างเราเริ่มเกิดข้อกังขาว่า แล้วเทรนด์ดังกล่าวนี้จะมีผลกระทบอย่างไรต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ในตอนสุดท้ายของซีรีส์ Prop Tech นี้ เราจะมาหาคำตอบกัน
สำหรับนวัตกรรม Prop Tech ที่เหล่าดีเวลลอปเปอร์ชั้นนำของเมืองไทยได้พาเหรดออกมาอวดโฉมในช่วงที่ผ่านมาและสร้างความฮือฮาให้กับวงการจะเป็นรูปแบบการเปิดกว้างด้านการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือธุรกิจนวัตกรรมเกิดใหม่ที่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นค่ายแสนสิริที่ประกาศร่วมทุนกับธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อก่อตั้ง “สิริ เวนเจอร์” ด้วยทุนจดทะเบียนกว่า 100 ล้านบาท มุ่งลงทุนพัฒนานวัตกรรมด้านอสังหาฯพื่อการใช้ชีวิตในที่อยู่อาศัยที่สะดวกสบายแบบเต็มรูปแบบ

ขณะที่ค่ายอนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ประกาศตัวเป็น “Tech Company” สนับสนุนการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพที่พัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาชีวิตคนเมือง ส่วนค่ายเอสซี แอสเสทก็วางนโยบายนำนวัตกรรม-เทคโนโลยี ผสานพัฒนาโปรดักส์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Human-Centric” พร้อมกับตั้งงบประมาณในการร่วมทุนกับกลุ่มสตาร์ทอัพทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเช่นกัน เพื่อพัฒนานวัตกรรมด้านที่อยู่อาศัยมาใช้ในอนาคต

Prop Tech คือโอกาสทางธุรกิจใหม่ของผู้ประกอบการ

หากมองในมุมการลงทุน Prop Tech คือการหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ แต่ในแง่ของกลยุทธ์เป้าหมายสำคัญของการมองหาสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์อยู่ที่การหานักพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับธุรกิจดังกล่าวให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีก่อสร้าง ระบบจัดการภายในบ้าน ระบบการซื้อ-ขายที่อยู่อาศัยออนไลน์ หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยีด้านการอยู่อาศัย เพื่อตอบโจทย์ให้กับธุรกิจหลักของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นั่นก็คือการพัฒนาโครงการต่างๆ ทั้งเพื่อขายและเพื่อให้เช่านั่นเอง

การประกาศหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญลักษณะนี้มาร่วมงาน อาจจะยากขึ้น เพราะคนกลุ่มนี้ล้วนออกไปเป็นสตาร์ทอัพที่คิดชิ้นงานด้านเทคโนโลยีแล้วนำเสนอไอเดียของตัวเองให้กับผู้ลงทุน หรือที่เรียกกันว่า VC (Venture Capital) เพื่อทำไอเดียนั้นให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น ถ้าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำต้องการคนลักษณะนี้เข้ามาเสริมทัพ เพื่อใช้เทคโนโนยีช่วยสร้างความเหนือกว่าให้กับการแข่งขันในทุกรูปแบบก็ต้องมองหาจากการเข้าไปร่วมทุนกับสตาร์ทอัพเหล่านี้

สิ่งที่ผู้ประกอบการเหล่านี้ได้รับ นอกจากจะเป็นแนวคิดเจ๋งๆ เสริมทัพด้านการแข่งขันในธุรกิจแล้ว ยังมีโอกาสในการลงทุนด้วย เพราะผู้ลงทุนสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปขายต่อให้กับผู้ที่ต้องการใช้รายอื่นๆ ได้

Prop Tech vs ผู้บริโภค
กลับมาที่ฝั่งผู้บริโภค คนซื้อบ้านอย่างเราได้อะไรจากการที่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ขยับเข้าสู่ Prop Tech?

อย่างแรกเลย เทคโนโลยีด้านที่อยู่อาศัยใหม่ๆ จะช่วยยกระดับการอยู่อาศัยให้กับผู้ซื้อ ควบคู่การบริการที่จะถูกยกระดับให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เช่น การดูแลที่อยู่อาศัย การแจ้งเตือนเรื่องค่าน้ำ ค่าไฟ จดหมายต่างๆ หรือการจ่ายเงินงวด การแจ้งซ่อม ฯลฯ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เลือกมาใช้ เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของตัวเอง

ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นภาพ ในอดีตที่ไม่มีแอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่ เราต้องเดินไปเรียกแท็กซี่เอง หรือโทรหาศูนย์บริการแท็กซี่ ซึ่งจะมีแท็กซี่หรือไม่มี เราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย แต่พอมีสตาร์ทอัพที่คิดค้นแอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่ เราก็สะดวกขึ้น สามารถเรียกรถแท็กซี่ได้จากทุกจุดที่เราอยู่ และรับรู้ได้เลยว่าจุดนั้นมีแท็กซี่ให้บริการหรือไม่

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัยก็เช่นกัน ล้วนพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย การก้าวเข้าสู่โลกของ Internet Of Thing (IoT) ที่อุปกรณ์ทุกอย่างสามารถเชื่อมต่อกันได้ เช่น สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ทีวี ไมโครเวฟ สปริงเกอร์ ระบบน้ำ ระบบไฟภายในบ้าน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม การจุดพลุ Prop Tech ในเมืองไทย จะเห็นว่าเกิดขึ้นจากผู้ประกอบการรายใหญ่เป็นหลัก เพราะเป็นกลุ่มที่มีเงินทุนพร้อม มีฐานลูกค้าที่กว้างมากพอจะคุ้มค่าในการลงทุน และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์อันทันสมัย ก้าวทันเทรนด์ให้กับแบรนด์ขององค์กรด้วย

ท่ามกลางการแข่งขันอันรุนแรง ผู้บริโภคมีโอกาสได้สิ่งที่ดีขึ้นเสมอ!

Fact
20 ปี
คือระยะเวลาที่คาดว่าอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตจะใหญ่กว่ามูลค่าเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน
173.4 ล้าน
คือจำนวนอุปกรณ์ฉัจฉริยะแบบสวมใส่ได้ เช่น Smart Watch จะเพิ่มขึ้นภายในปี 2562
90%
คือสัดส่วนจำนวนรถยนต์ที่จะพัฒนาให้มีระบบเชื่อมต่อทั้งระบบข้อมูล ความบันเทิงในรถ ฯลฯ ภายในปี 2563

ที่มา ddproperty.com


เรื่องร้อนแห่งปีโอกาสสำคัญจดทะเบียนโรงแรมให้ถูกต้อง

ปัญหาใหญ่ของโรงแรมที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายในประเทศเรา ดังที่รับทราบกันทั่วไป กำลังได้รับการดูแลจากภาครัฐ โอกาสครั้งสำคัญโดยกฎหมายโรงแรมใหม่ปี 2559 ถือเป็นโอกาสของ โรงแรมที่ยังไม่ได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย สถานที่พักรายวัน เกสต์เฮาส์ โฮสเทล ฯลฯ กฎหมายได้เปิดช่องให้แล้ว แค่ 2 ปี หรือ 5 ปีเท่านั้นแล้วแต่กรณี มาฟังหน่วยงานภาครัฐกล่าวถึงข้อกฎหมาย แนวทางการดำเนินการ แนวทางการปรับปรุงอาคารให้ถูกต้องจากสถาปนิกผู้ออกแบบ เป็นโอกาสความร่วมมือกันของภาครัฐและเอกชนเพื่อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวบ้านเราที่เป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจประเทศในขณะนี้จะเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากความจำเป็นตามกฎหมาย หากไม่มีใบอนุญาตจะถูกปิดกิจการอย่างที่เป็นข่าวใหญ่ในช่วงที่ผ่านมาแล้ว ความจำเป็นทางการตลาดก็มีมากเช่นกัน โลกยุคปัจจุบันนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญต่อการท่องเที่ยวแนวใหม่ซึ่งสถานที่พักต่างๆ อาจไม่ได้จดทะเบียนโรงแรมให้ถูกต้องทำให้อาจละเลยมาตรฐานสำคัญหลายเรื่อง เช่น มาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานในการบริการ การนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ต้องเป็นโรงแรมจดทะเบียน เป็นต้น ต่อไปในอนาคต เอเยนซีขายห้องพักต่างๆ อาจกำหนดให้โรงแรมที่มีการจดทะเบียนเท่านั้นถึงจะรับขายห้องพัก

อีกทั้งยังมีสำคัญต่อการขอสินเชื่อกับสถาบันการเงินที่ยุคปัจจุบันหากไม่จดทะเบียนก็อาจไม่ได้สินเชื่อ รวมทั้งความสำคัญต่อการซื้อการขาย เนื่องจากนักลงทุนผู้สนใจซื้อโรงแรมส่วนใหญ่ ก็จะซื้อเฉพาะโรงแรมที่จดทะเบียนถูกต้องที่สำคัญความจำเป็นด้านความมั่นคงของชาติเนื่องจากการจดทะเบียนโรงแรมต้องมีการรายงานชื่อผู้เข้าพักต่อภาครัฐต้องตรวจสอบพาสปอร์ตบัตรประชาชน ต่างจากการไม่ได้จดทะเบียนอาจไม่ได้ควบคุมดูแลเรื่องดังกล่าว บ้านเราอาจเป็นแหล่งซ่องสุมของผู้ก่อการร้ายไป ในระยะยาวอาจส่งผลเสียต่ออุตสาหกรรมอย่างมาก

กฎหมายเปิดช่องไว้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ที่ว่างเดิมต้องมีถึง 30% แต่กรณีปรับ ปรุงอาคารกฎหมายปี 2559 กำหนดเพียง 10% เท่านั้น เอาแค่ตึกแถวที่ดินสัก 20 ตารางวา มีที่ว่าง 10% คือ 2 ตารางวา บริเวณด้านหลังอาคารเหลืออยู่สัก 2 เมตรก็ได้แล้ว ทางเดินตามกฎหมายต้อง 1.5 เมตร แต่กฎหมายใหม่อนุโลมให้เหลือเพียง 1.0 เมตรได้กรณีอาคารเล็กๆ 2 ชั้น เป็นต้น เอาเป็นว่าส่วนใหญ่แล้วจะขออนุญาตโรงแรมได้โดยอาจต้องปรับปรุงอาคารบ้าง ในกรณีที่ต้องมีการดัดแปลงอาคารต้องทำภายใน 2 ปีนับจากวันที่ 19 สิงหาคม 2559 (ผ่านมาจะครบปีเหลืออีกแค่ 1 ปีเท่านั้น) และกรณีขอเปลี่ยนการใช้อาคารมาเป็นประกอบธุรกิจโรงแรมให้ทำภายใน 5 ปี

ที่มา  หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ


หุ้นกู้… ลงทุนไม่ยากอย่างที่คิด

หุ้นกู้... ลงทุนไม่ยากอย่างที่คิด

โดย…พูลศรี เจริญ สำหรับคนที่รับความเสี่ยงได้น้อย หากคุณแง้มบานประตูทอดสายตาออกไปก็จะพบว่าในโลกแห่งการลงทุน ไม่ได้มีเพียงช่องทางฝากเงินกินดอกเบี้ยที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน หากแต่ยังมีโปรดักต์ที่คล้ายคลึงกันรอคุณอยู่  เพียงแค่เปิดใจแล้วก้าวออกมา ที่สำคัญคือ กล้าเสี่ยงขึ้นอีกนิด ก็จะพบว่า “หุ้นกู้” ที่ออกโดยบริษัทเอกชนเป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ รับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก แต่ยังอยากได้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมากกว่าเงินฝาก

อย่างไรก็ตาม ก่อนลงทุนในหุ้นกู้มีหลายเรื่องที่ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจเพื่อให้เงินลงทุนของเราสามารถตอบโจทย์วัตถุประสงค์ในการลงทุนได้อย่างเต็มที่ มีคำแนะนำดีๆ จากข้อเขียนของนิชฌานี ฉันทศาสตร์ ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย มาถ่ายทอดดังต่อไปนี้

หลักโดยทั่วไปที่เราควรรู้เมื่อซื้อหุ้นกู้คือ เราจะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ส่วนบริษัทที่ออกหุ้นกู้จะมีฐานะเป็น “ลูกหนี้” ซึ่งความเป็นเจ้าหนี้ของเรานั้น สามารถเป็นได้หลายแบบตามลักษณะของหุ้นกู้ ดังนั้นเมื่อซื้อหุ้นกู้ ควรดูลักษณะของหุ้นกู้ด้วย เช่น มีประกันหรือไม่มีประกัน ด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ ถ้าหุ้นกู้เขียนว่ามีประกัน แสดงว่าหุ้นกู้นี้มีการให้หลักประกันแก่เรา เช่น ที่ดิน อาคาร ผลก็คือถ้าบริษัทมีปัญหาไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นให้เราได้ เราจะมีสิทธิในหลักประกันนั้นเพื่อนำมาชำระหนี้ให้เราก่อนเจ้าหนี้รายอื่น

ส่วนด้อยสิทธิ ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้รายอื่น แต่ก็ยังสูงกว่าเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นนะคะ โดยถ้าบริษัทมีปัญหาหรือล้มละลาย เราในฐานะผู้ถือหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะได้รับชำระเงินคืนเมื่อเจ้าหนี้รายอื่นซึ่งมีลำดับสิทธิที่เหนือกว่า เช่น ผู้ถือหุ้นกู้มีประกัน ผู้ถือหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ได้รับชำระหนี้ในส่วนของตัวเองแล้ว

หุ้นกู้มีการกำหนดผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยที่จะได้รับเอาไว้ โดยทั่วไปมีรูปแบบการจ่ายดอกเบี้ย 2 แบบหลักๆ คือ กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนตายตัวตลอดระยะเวลาของหุ้นกู้ เช่น หุ้นกู้อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.5% ต่อปี และกำหนดเป็นแบบขั้นบันได ปกติแล้วจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น เช่น หุ้นกู้อายุ 5 ปี อัตรา ดอกเบี้ยปีที่ 1-2 เท่ากับ 3% ต่อปี ปีที่ 3 เท่ากับ 4% ต่อปี และปีที่ 4-5 เท่ากับ 5% ต่อปี

อัตราดอกเบี้ยที่กำหนดจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของหุ้นกู้ อายุของหุ้นกู้ โดยทั่วไปหุ้นกู้ด้อยสิทธิจะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ และหุ้นกู้ที่มีอายุยาวกว่าจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ที่มีอายุสั้นกว่า นอกจากนี้จะมีการกำหนดงวดของการจ่ายดอกเบี้ย เช่น จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน โดยดอกเบี้ยที่ได้รับจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15%

ระยะเวลาลงทุนจะนานแค่ไหนนั้น หุ้นกู้มักมีการกำหนดอายุของหุ้นกู้เอาไว้ เช่น 3 ปี 5 ปี 10 ปี เป็นต้น เมื่อครบกำหนดบริษัทก็จะคืนเงินต้นให้เรา ซึ่งเราควรดูอายุของหุ้นกู้ให้สอดคล้องกับระยะเวลาลงทุนที่เราต้องการ

ทั้งนี้ มีหุ้นกู้ประเภทที่กำหนดเงื่อนไข “ไถ่ถอนก่อนกำหนดได้” ซึ่งมี 2 กรณีคือ (1) บริษัทสามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด หรือการที่ผู้กู้ขอคืนเงินกู้ก่อนครบกำหนดและ (2) ผู้ถือหุ้นกู้สามารถไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนด หรือการที่ผู้ให้กู้ขอเงินกู้คืนก่อนครบกำหนด ซึ่งเรามักจะเห็นแบบแรก คือ บริษัทขอไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนกำหนดมากกว่าแบบที่สอง เช่น หุ้นกู้อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.5% ต่อปี ซึ่งบริษัทมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไป โดยถ้าบริษัทใช้สิทธิไถ่ถอน เสมือนขอยกเลิกหุ้นกู้ตัวนั้น บริษัทจะคืนเงินต้นให้กับผู้ลงทุน ซึ่งหุ้นกู้ที่มีเงื่อนไขว่าบริษัทสามารถไถ่ถอนก่อนกำหนดได้นั้น โดยทั่วไปจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าหุ้นกู้ที่ไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว เพื่อชดเชยความเสี่ยงของการถูกไถ่ถอนก่อนกำหนด เพราะผู้ลงทุนต้องหาหุ้นกู้ตัวใหม่เพื่อลงทุน ซึ่งอาจไม่มีหุ้นกู้ออกใหม่เสนอขายในช่วงนั้น หรือถ้าเป็นช่วงดอกเบี้ยขาลง การลงทุนในหุ้นกู้ตัวใหม่อาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่น้อยลงกว่าเดิม

เนื่องจากการซื้อหุ้นกู้ ก็คือการให้บริษัทกู้ยืมเงิน ก่อนซื้อหุ้นกู้จึงต้องดูให้แน่ใจก่อนว่าบริษัทมั่นคงมากน้อยเพียงใด ฐานะการเงินเป็นอย่างไร เพราะสะท้อนว่าบริษัทมีเงินจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นคืนให้เราได้หรือไม่ ซึ่งความมั่นคงแข็งแกร่งของบริษัท สามารถดูได้จากอันดับความน่าเชื่อถือ (เครดิตเรตติ้ง) จัดทำโดยคนกลางที่เรียกว่าบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยทั่วไปหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถือต่ำจะให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าหุ้นกู้ที่มีความน่าเชื่อถือสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั่นเองดังนั้นการซื้อหุ้นกู้ไม่ควรดูเพียงแค่อัตราดอกเบี้ยสูงๆ เท่านั้น แต่ควรดูอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทด้วย เพราะหมายถึงโอกาสของการได้รับชำระดอกเบี้ยและเงินต้นของเรา

ที่มา posttoday.com


วิธีใช้ LINE KEEP บันทึกข้อความและไฟล์ที่ส่งทาง LINE ไม่ให้หาย และวิธีเรียกกลับมาดู

save-with-line-keep-01

อีกหนึ่งฟีเจอร์สำคัญ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ Line ที่ต้องมาเปิดดูไฟล์สำคัญ ชื่อว่า LINE KEEP ฟีเจอร์นี้รูปแบบการใช้งานคล้ายๆ Facebook Save เลยแต่จำบนแอป Line ซึ่งประโยชน์ของ Line Keep คือ แม้มือถือหาย ก็ยังมีไฟล์สำคัญบน LINE KEEP อยู่ ไม่หายไปกับเครื่อง

ทั้งนี้ LINE KEEP สามารถเก็บได้ทั้ง Link ข้อความสนทนา ภาพ วีดีโอ ข้อความ ไปเรื่อยๆได้โดยสิ่งที่บันทึกลง LINE KEEP ทั้งหมด จะบันทึกลง Server ของ Line เองสูงสุดถึง 1GB โดยไม่เผยแพร่แบบสาธารณะ เรียกได้ว่า LINE KEEP คือพื้นที่ส่วนตัวของเราเลย

save-with-line-keep-02ขั้นตอนคือ ขณะที่คุณกำลังแชททั้งแบบ 2 ต่อ 2  หรือแชทเป็นกลุ่ม หรือ อ่านจากบัญชี Official ของแบรนด์ต่างๆบน Line ให้แตะค้างที่ตัวข้อความค้างไว้…… แล้วเลือกที่ Save In Keep

save-with-line-keep-03จากนั้นก็แตะเครื่องหมายถูกด้านหลัง ข้อความ รูปภาพ วีดีโอ ที่ต้องการจะบันทึก เมื่อเลือกเสร็จแล้วก็แตะที่ปุ่ม Keep เพื่อบันทึกลง Line Keep แค่นี้ก็เรียบร้อย

วิธีเรียกดูสิ่งที่บันทึกบน LINE KEEP

save-with-line-keep-04แตะที่ไอคอน Friends เลือก บัญชี Line ของตัวเองขึ้นมา แล้วเลือกที่ Keep

save-with-line-keep-05จะพบสิ่งที่บันทึกทั้งหมดบน LINE KEEP ทั้งข้อความ รูปภาพ และไฟล์ให้คุณเปิดดูได้เลย

save-with-line-keep-06หากต้องการแก้ไขหรือลบออกจาก LINE KEEP ก็แตะค้างรายการนั้นไว้ จะขึ้น Pop-up รายการให้ EDIT (แก้ไข) หรือ DELETE (ลบ) ได้ทันที

save-with-line-keep-07นอกจากนี้แม้ไม่ได้แชทกับใคร คุณสามารถเพิ่มรายการบันทึก จากมือถือตัวเองฝากขึ้น LINE KEEP ได้ เพียงแตะเครื่องหมาย + แล้วเลือกรายการที่ต้องการ เช่น ข้อความ รูปภาพ วีดีโอ หรือเลือกไฟล์ฝากขึ้น LINE KEEP ได้

ทั้งนี้ LINE KEEP จะบันทึกได้สูงสุดรวม 1GB เท่านั้นดังนั้นการบันทึกภาพและวีดีโอ โปรดระวังเล็กน้อยนะ แค่นี้ไฟล์สำคัญ ข้อความสำคัญที่ต้องจำก็จะไม่หายแล้ว

ที่มา www.it24hrs.com


25 วลีและคำภาษาอังกฤษสับสนที่มักใช้ผิด

ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองที่คนไทยเราใช้กัน ดังนั้นการใช้ผิดบ้างถูกบ้างจึงไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร แต่ก็นั่นแหละค่ะ พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ ยังมีหลายคนที่กังวลเรื่องการใช้ผิดๆถูกๆจนทำให้เกิดความกังวลในการใช้ เลยไม่กล้าพูด กล้าเขียนเอาซะอย่างนั้น เชื่อเราเถอะค่ะ ผิดถูกเราก็ค่อยแก้ไขกันไป สิ่งสำคัญคือให้ได้ลองฝึกบ่อยๆ เพราะเจ้าของภาษาเองเค้าก็มีการใช้ภาษาของเค้าผิด และสับสนบ้างอยู่เสมอ

ตัวอย่างเช่น  Dominic Jackson  นักเขียนบลอกอิสระ ผู้สร้างเว็บไซต์ True Stress Management ก็บอกว่าตนมักมีปัญหาสับสนในการใช้เหล่าวลี (หรือ phrase) อยู่เสมอ เขาจึงได้รวบรวมเหล่าวลีและคำที่มักถูกใช้กันอย่างผิดๆมาให้ทุกคนได้ดูกัน

25-confusing-phrases

เราลองมาดูด้วยกันนะคะว่า วลีไหนบ้างที่เราใช้ผิดจากทั้งหมด 25 วลีนี้

1. Nip it in the butt vs. Nip it in the bud

ที่ถูกต้องคือ nip it in the bud (นิพ อิท อิน เดอะ บัดฺ) ที่หมายถึงทำให้บางสิ่งบางอย่างจบลงก่อนที่มันจะเริ่ม ในขณะที่ nip it in the butt (นิพ อิท อิน เดอะ บัทฺ) หมายถึงการที่คุณไปกัดตูดใครซักคนหนึ่ง

ออกเสียงผิดชีวิตเปลี่ยนเลยนะคะ อย่าลืมเน้นเสียง d ด้านหลังล่ะ

2. I could care less vs. I couldn’t care less

ที่ถูกต้องคือ  I couldn’t care less (ไอ คูดดึนทฺ แครฺ เลสฺ) เพราะถ้าเมื่อไหร่คุณบอกว่า I could care less นั่นหมายถึงคุณต้องการบอกว่า คุณยังห่วงหรือสนใจเรื่องนั้นๆนิดนึงอยู่ ซึ่งไอ้ประโยคนี้ส่วนใหญ่เราจะหมายถึงว่า เราไม่ได้แคร์ หรือสนใจใดๆกับเรื่องนี้เลย เลยต้องใช้ I couldn’t care less

3. One in the same vs. One and the same

One in the same จริงๆแล้วไม่ได้มีความหมายใดๆเลย ที่ถูกต้องจริงคือ One and the same (วัน แอนดฺ เดอะ เซม) ที่หมายถึง สองสิ่งที่มีลักษณะเหมือนกัน

4. You’ve got another thing coming vs. You’ve got another think coming

วลีเป็นวลีที่มีการใช้ผิดให้เห็นบ่อยมากๆ เพราะถ้าพิจารณาตามความหมายตรงๆของวลีนี้ วลีแรก You’ve got another thing coming ก็ดูจะเข้าข่ายใช้ได้ แต่ที่ถูกต้องจริงๆ ต้องเป็น You’ve got another think coming (ยูฟ ก็อท เออะนาเธอ ธิงคฺ คัมมิง) ที่หมายถึงว่า คุณต้องคิดใหม่อีกครั้ง หรือต้องเปลี่ยนความคิด พูดถึงสิ่งที่บางคนเคยคิด ความจริงมันผิดแบบว่าเธอคิดผิดแล้วล่ะ ต้องคิดใหม่ นึกถึงประโยคที่ว่า  “if that’s what you think, you’ve got another think coming.”

ที่หมายถึง ถ้านั่นคือสิ่งที่คุณคิด คุณคงต้องคิดใหม่แล้วล่ะ ยังไงก็แล้วแต่ เดี๋ยวนี้จะใช้ You’ve got another thing coming ก็ไม่ได้ผิดอะไรมากมายแล้วล่ะค่ะ ในปัจจุบันนี้ คนก็พอจะเข้าใจในทำนองเดียวกัน

5. Each one worse than the next vs. Each one worse than the last

เว้นแต่คุณจะสามารถมองเห็นอนาคตในภายภาคหน้าวลีที่ว่า Each one worse than the next ถึงค่อยฟังดูมีความหมายขึ้นมาหน่อย ที่ถูกต้องจริงๆต้องเป็น Each one worse than the last (อีชฺ วัน เวิรสฺ แดน เดอะ ลาสฺท) ที่หมายถึง สิ่งหนึ่งที่แย่กว่าอีกสิ่งหนึ่ง นึกภาพว่า ปกติเราไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าจักรยานคันไหนจะขี่ได้ดีกว่ากัน จนกว่าเราจะเคยขี่ทั้งสองคันมาแล้ว นั่นเลยเป็นเหตุให้วลี Each one worse than the last ดูสมเหตุสมผลและถูกต้องที่สุด

6. On accident vs. By accident

ที่ถูกต้องคือ by accident (บาย แอคซิเดนทฺ) ที่ถ้าแปลตรงตัวเป๊ะๆ ก็ โดยอุบัติเหตุ แต่ถ้าให้ฟังดูคุ้นเคยก็หมายถึง โดยบังเอิญ  อันนี้เป็นส่วนที่น่าปวดหัวเพราะ เป็นเรื่องของ preposition หรือคำบุพบท ที่ใช้บอกตำแหน่ง (แม้แต่คนเขียนบทความเองยังแอบบอกว่าสงสารคนที่ต้องเรียนภาษาอังกฤษเลย เพราะเรื่องของ preposition สำหรับเจ้าของภาษาก็น่าปวดหัวไม่ต่างกัน)

7. Statue of limitations vs. Statute of limitations

เกิดความผิดพลาดได้เสมอกับสองวลีนี้ แต่ที่ถูกต้องคือ Statute of limitations (สแตจูท ออฟ ลิมิเทเชิน) ที่หมายถึงอายุความ ในขณะที่คำแรกใช้คำว่า statue (สแตจิว) ที่หมายถึงรูปปั้น ให้ถูกต้องใช้ statute (สแตจูท) ที่หมายถึง กฎระเบียบ ข้อบังคับ รัฐบัญญัติ

8. For all intensive purposes vs. For all intents and purposes

แม้ลึกๆแล้วคุณจะรู้สึกอย่างแรงกล้าและรุนแรงสุดๆต่อจุดหมายของคุณมาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าวลีแรกจะถูกต้องแต่อย่างใด ที่ถูกต้องคือวลีที่สอง for all intents and purposes (ฟอรฺ ออล อินเท็นทสฺ แอนดฺ เผอะโพสเสซฺ) ที่หมายถึง สรุปโดยทั่วไป/โดยรวมแล้ว หรือในความจริงแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสับสนที่พบก็คือ เปลี่ยนจาก for เป็น with แทน ต้องระวังเหมือนกันนะคะ

9. He did good vs. He did well

good กับ well นี่มีการใช้สลับกันเรื่อยมาไม่เสื่อมคลาย จริงๆแล้วที่ถูกต้อง ต้องเป็น He did well (ฮี ดิด เวล) เพราะ well ทำหน้าที่เป็น adverb ขยายกริยาคือ did ในขณะที่ good เป็น adjective ที่มีหน้าที่ขยายคำนาม ดังนั้นที่ถูกต้องที่สุดจึงเป็นวลีฝั่งขวามือ

10. Extract revenge vs. Exact revenge

ถ้าพูดถึงคำว่า extract (เอ็กสฺแทรคทฺ) จะมีความหมายว่า สกัดบางสิ่งออกจากบางสิ่ง คำที่ถูกต้องคือคำว่า exact revenge (เอ็กแซคทฺ รีเวนจฺ)  ที่หมายถึง การแก้แค้น หรือทวงความแค้นจากใครคนหนึ่ง

 

11. Old timer’s disease vs. Alzheimer’s Disease

เหมือนจะคล้ายคลึงกันนะคะสองวลีนี้ แต่ที่ถูกจริงๆต้องเป็น Alzheimer’s disease (อัลไซเมอสฺ ดิซีส) ที่แปลว่า โรคสมองเสื่อม ส่วนใหญ่คือมักเกิดจกความผิดพลาดในการออกเสียงตอนเด็กทำให้พอโตมาบางคนก็ยังเผลอติดใช้กันมาเป็น old timer’s disease

12. I’m giving you leadway vs. I’m giving you leeway

ที่ถูกต้องคือ I’m giving you leeway (แอม กีฟวิง ยู ลีเว) ที่หมายถึง ฉันจะให้ทางเลือก หรือให้อิสระกับคุณ ไอ้คำว่า leadway ไม่ใช่คำศัพท์จริงๆด้วยซ้ำ

13. Aks vs. Ask

ความผิดพลาดที่เกิดจากการออกเสียง ask (อาสคฺ) ที่แปลว่า ถาม ตอนอ่านเสียงท้ายต้องเริ่มด้วยเสียง s ก่อนแล้วจบด้วยเสียง k นะคะถึงจะถูก

14. What’s your guyses opinion? vs. What’s your opinion, guys?

ที่ถูกต้องคือ what’s your opinion, guys? (วอทสฺ ยัวร โอะพิเนียน กายสฺ) ที่หมายถึง แล้วคุณคิดว่าอย่างไรล่ะ ทุกคน คำว่า guys คำนี้มีความหมายในเชิงพหูพจน์อยู่แล้ว ไม่ต้องเติม es ให้อีก

15. Expresso vs. Espresso

ใครที่เคยอยู่ในร้านกาแฟ หรือทำงานในร้านกาแฟ พนันได้เลยว่าต้องเคยได้ยินลูกค้าบางคนสั่งกาแฟ expresso (เอ็กสฺเพรสโซ) แน่ๆ ซึ่งที่ถูกต้องจริงๆ ต้องเรียกว่า Espresso (เอสเพรสโซ)

16. Momento vs. Memento

Momento ไม่ใช่คำด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องจริงๆต้องเป็น  memento ที่หมายถึง ของที่ระลึก อนุสรณ์ที่ช่วยเตือนความจำพวกนี้

17. Irregardless vs. Regardless

จริงแล้ว regardless (รีการฺดเลสฺ) มีความหมายว่า ไม่คำนึงถึง ไม่ใส่ใจ ถ้าเราเติม ir- ไปด้านหน้าทำให้คำนี้มีความหมายเชิงตรงข้ามเข้าไปอีก ก็จะกลายเป็น ไร้ซึ่งการ ไม่มีการคำนึงถึง (ดูซับซ้อนมาก) ซึ่งความหมายของมันก็จะกลับมาเป็นคำว่า regard (รีการฺด) อย่างเดียวที่แปลว่า คำนึงถึง แล้วเราจะมาเติม ir เพิ่มความยุ่งยากทำไมอีกล่ะคะ จริงมั้ย?

18. Sorta vs. Sort of

ถ้าจะใช้คำว่า sorta (ซอรทะ) ขอสงวนไว้ใช้กับการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้นนะคะ ในภาษาเขียนจริงๆแล้วต้องเป็น sort of (ซอรท ออฟ) ที่แปลว่า ทำนองนั้น หรือ ประมาณนั้น

19. Conversating vs. Conversing

หลายคนอาจคิดว่า conversation ที่แปลว่าการสนทนา จะทำให้เป็นกริยาก็แค่ตัด on ออก แล้วเติม ing ใช่มั้ยคะ ลบความคิดนั้นทิ้งไปซะ เพราะถ้าจะให้ถูกจริงๆต้องเป็น conversing (คอนเวิรสซิง) ที่แปลว่า สนทนา Conversating ไม่ใช่คำที่เป็นทางการที่ถูกต้อง เพียงแต่ถูกใช้กันจนเคยชินในภาษาพูดเท่านั้น

20. Scotch free and Scott free vs. Scot free

ที่ถูกต้องต้องเป็น scot free (สกัทฺ ฟรี) ที่หมายถึง ปราศจากการทำโทษที่ควรได้รับ เช่น get off scot free ที่หมายถึง หนีออกไปโดยไม่ได้รับการลงโทษใดๆ พึงจำไว้ว่า ไม่มี Scotch free หรือ Scott free มีแต่ Scot free

21. I made a complete 360 degree change in my life vs. I made a complete 180 degree change in my life

นี่ก็เป็นอีกหนึ่งความเข้าใจผิด วลีที่ถูกต้องจริงๆต้องเป็น I made a complete 180 degree change in my life (ไอ เมด เออะ คอมพลีท วันฮันเดร็ดเอทธี ดิกรี เชงจฺ อิน มาย ไลฟฺ) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงชีวิตจากเดิมโดยสิ้นเชิง แต่คนมักใช้ 360 แทนที่ 180 ลองนึกภาพนะคะ ถ้าเราหมุน 360 องศา นั่นหมายความว่าเราหมุนจากจุดเริ่มแรกแล้ววนกลับมาที่จุดเดิมเป็นวงกลม ในขณะที่ 180 องศา ก็เหมือนกับเราลากเส้นจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง ที่ตรงข้ามจากจุดเดิมที่เราอยู่ ทีนี้ทุกคนน่าจะพอเห็นภาพแล้วใช่มั้ยคะ

22. Curl up in the feeble position vs. Curl up in the fetal position

feeble (ฟีเบิล) หมายถึง อ่อนแอ และเปราะบาง ดังนั้นที่ถูกต้องคือ Curl up in the fetal position (เคิรล ลัพ อิน เดอะ ฟีเทิล โพะสิเชิน) ที่หมายถึง การงอตัวคล้ายกับตัวอ่อนทารกในครรภ์ เพราะคงไม่มีใครจะงอต่อในท่วงท่าที่เปราะบาง หรอกใช่มั้ยคะ

23. Phase vs. Faze

ถ้าในความหมายที่คุณต้องการสื่อคือ ก่อกวน ทำให้ยุ่งยาก คุณต้องใช้คำว่า faze (เฟซฺ) คำนี้ แต่ถ้าคุณจะสื่อความหมายถึง ช่วงเวลาต่างๆ ถึงค่อยใช้คำว่า phase

24. Hone in vs. Home in

ที่ถูกต้องต้องเป็น Home in (โฮม อิน) นะคะ หมายถึง เข้าใกล้บางสิ่ง ตัวอย่างเช่น“We’re homing in on a cure for cancer”.  เรากำลังใกล้ที่จะรักษามะเร็งหายแล้ว ส่วนคำว่า hone (โฮน) หมายถึง ทำให้คม หรือขัดเกลา เช่น you can hone your speaking skills คุณสามารถขัดเกลาทักษะการพูดของคุณได้

25. Brother in laws vs. Brothers in law

ในกรณีนี้คือจะบอกว่ามีพี่เขยหรือน้องเขยมากกว่าหนึ่งคน เลยต้องใช้ brothers in law (บราเธอสฺ ซิน ลอ) อันนี้ความเข้าใจผิดอยู่ตรงที่คนมักคิดว่า law ทำหน้าที่เป็นกริยา ซึ่งความจิรงแล้ว law ทำหน้าที่เป็นคำนามเหมือนกันกับ brother การที่เราใส่ s ในวลีที่ฝั่งขวามือเพราะต้องการให้รู้ว่ามีพี่เขยหรือน้องเขยหลายคน อย่าสับสนเผลอไปใส่ s หลัง law เชียวนะคะ ต่อให้ความจริงคุณจะมีพี่เขยหรือน้องเขยแค่คนเดียวก็ตาม ท่องไว้ law แปลว่า กฎหมาย เป็นคำนาม

ขอบคุณข้อมูลจาก Lifehack


ราคาทองทุกชนิด ตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ(Gold Traders Association) ประจำวันที่ 5/06/2560

ชนิดความบริสุทธิ์ของทอง

ราคารับซื้อต่อกรัม

ราคารับซื้อ/บาท

ราคาขายออก/บาท

ทองคำแท่ง 96.5% n/a 20,500.00 20,600.00
ทองรูปพรรณ 96.5% 1,328.00 20,132.48 21,100.00
ทองรูปพรรณ 90% 1,195.20 18,119.23 n/a
ทองรูปพรรณ 50% 598.00 9,065.68 n/a
ทองรูปพรรณ 40% 465.00 7,049.40 n/a
ทองรูปพรรณ 99.99% 1,376.00 20,860.16 n/a

ราคาน้ำมัน  ประจำวันที่  5/06/2560


ราคาขายปลีมาตรฐาน ในเขต กทม. นนทบุรี
ปทุมธานี และสมุทรปราการ
หน่วย : บาท/ลิตร
ปตท. บางจาก เชลล์ เอสโซ่ ไออาร์พีซี / ทีพีไอ ภาคใต้เชื้อเพลิง ซัสโก้ ระยองเพียว ซัสโก้
ปตท
PTT
บางจาก
BCP
เชลล์
Shell
เอสโซ่
Esso
คาลเท็กซ์
C
altex
ไออาร์พีซี
IRPC
พีทีจี
เอนเนอยี่
PTG
ซัสโก้
Susco
ระยองเพียว
Pure
ซัสโก้ ดีลเลอร์
SUSCO Dealers
แก๊สโซฮอล 95 26.85 26.85 26.85 26.85 26.85 26.85 26.85 26.85 26.85
แก๊สโซฮอล E-20 24.34 24.34 24.34 24.34 24.34 24.34 24.34 24.34 24.34
แก๊สโซฮอล E-85 19.84 19.84 19.84 19.84
แก๊สโซฮอล 91 26.58 26.58 26.58 26.58 26.58 26.58 26.58 26.58 26.58 26.58
เบนซิน 95 33.96 34.41 34.41 34.46 33.96 33.96 33.96
ดีเซลหมุนเร็ว 25.09 25.09 25.09 25.09 25.09 25.09 25.09 25.09 25.09 25.09
ดีเซลหมุนเร็ว พรีเมียม 28.09 28.77 28.77 28.77 28.77
มีผลตั้งแต่ 31 May 05:00 31 May 05:00 31 May 05:00 31 May 05:00 31 May 05:00 31 May 05:00 31 May 05:00 31 May 05:00 31 May 05:00 31 May 05:00

 

By :
Comments : Off
About the Author