สาระน่ารู้ประจำวันที่ 01 เมษายน 2569

อสังหาฯไตรมาส2 เดือด! เอพีVSแสนสิริ ผุดโครงการใหม่กว่า3.3หมื่นล้านชิงดีมานด์

เอพีVSแสนสิริ ยักษ์ใหญ่อสังหาฯ เร่งเครื่องฝ่าตลาดผันผวนไตรมาส2แข่งเปิดโครงการใหม่รวมกว่า 3.3 หมื่นล้านชิงดีมานด์จริง-นักลงทุน ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจเดินเกมรุกสวนกระแส

ไตรมาส 2/2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังไม่พ้นเงาความท้าทาย ทั้งภาระหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดสินเชื่อ แต่ผู้ประกอบการรายใหญ่กลับเลือก “เร่งเครื่อง” มากกว่าเบรกการเปิดเกมรุกครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเติมซัพพลาย แต่สะท้อนการอ่านเกมใหม่ของตลาดที่ “ดีมานด์จริง” และกลุ่มกำลังซื้อระดับกลาง-บน ยังคงเป็นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขาย

เอพี เปิดเกมใหญ่ 12 โครงการ

เอพี ไทยแลนด์ เดินหน้ารุกหนักต่อเนื่อง หลังโกยยอดขายไตรมาสแรกทะลุ 20,645 ล้านบาท ล่าสุดประกาศเปิดตัว 12 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 17,150 ล้านบาท ครอบคลุมทุกเซกเมนต์

  •  บ้านแฝด–ทาวน์โฮม 6 โครงการ มูลค่า 7,550 ล้านบาท
  •  บ้านเดี่ยว 3 โครงการ มูลค่า 3,500 ล้านบาท
  •  คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 4,500 ล้านบาท
  •  ต่างจังหวัด 2 โครงการ มูลค่า 1,600 ล้านบาท

ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสะท้อนการ “กระจายความเสี่ยง” และเกาะกระแสดีมานด์ที่ยังมีอยู่จริงในหลายระดับราคา

นวัตกรรมที่อยู่อาศัย เดิมพันใหม่ของเอพี

เกมรุกเอพี ไม่ได้อยู่แค่จำนวนโครงการ แต่คือ “คุณภาพโปรดักต์” ที่พัฒนาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่โมเดลใหม่อย่าง “Foyer House” และ “Nature Architect” ถูกออกแบบเพื่อเชื่อมพื้นที่ใช้สอยกับธรรมชาติ รองรับไลฟ์สไตล์ Hybrid ขณะที่คอนโดมิเนียม LIFE สุขุมวิท – พระราม 4 เจาะทำเลศักยภาพใจกลางเมือง หวังปลุกกำลังซื้อทั้งผู้พักอาศัยและนักลงทุน

แสนสิริเปิด 7 โครงการ ชูคอนโด–ลักชัวรีนำทัพ

ด้านแสนสิริ เลือกเดินเกม “แม่นยำ” มากกว่า “ปริมาณ” เตรียมเปิด 7 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 15,900 ล้านบาทแบ่งเป็น แนวราบ 3 โครงการ คอนโดมิเนียม 4 โครงการไฮไลต์อยู่ที่การเปิดตัวโครงการระดับลักชัวรีและคอนโดในทำเลศักยภาพ อาทิ XT เอกมัย, VIA 34 และโครงการใหม่ในแบรนด์เศรษฐสิริ–บุราสิริ ที่มุ่งสร้างความแตกต่างในแต่ละเซกเมนต์

คอนโด–ลักชัวรี ยังแรง สวนตลาดชะลอ

แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัว แต่แสนสิริยังรักษาโมเมนตัมได้ โดยไตรมาส 1 ทำยอดขาย 13,300 ล้านบาท หรือ 28% ของเป้าทั้งปีแรงหนุนสำคัญมาจาก 2 เซกเมนต์หลัก

  • คอนโดมิเนียม ที่ยังเป็นเครื่องยนต์หลัก โดยเฉพาะในทำเลเมือง
  • ลักชัวรีที่ยังเติบโตดี จากกำลังซื้อกลุ่มบนและนักลงทุน

ปรากฏการณ์ปิดการขายเร็วในบางโครงการ สะท้อนว่า “สินค้าที่ใช่ + ทำเลที่ถูก” ยังสามารถปลุกดีมานด์ได้แม้ในภาวะตลาดกดดัน

 ต่างจังหวัด–ต่างชาติ ตัวแปรใหม่ของการเติบโต

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของแสนสิริ คือการขยายพอร์ตสู่หัวเมืองท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และขอนแก่นดีมานด์จากต่างชาติ โดยเฉพาะในภูเก็ต และกลุ่ม Digital Nomad ในเชียงใหม่ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหม่ของตลาด ขณะที่ทำเล EEC ยังถูกจับตาในฐานะฐานดีมานด์ระยะยาว

นอกจากนี้ แสนสิริยังมี Backlog ในมือกว่า 24,000 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ราวครึ่งหนึ่งในปีนี้ ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ลดความผันผวน และสร้างความมั่นใจต่อผลประกอบการ

 ศึกนี้วัดกันที่ “ความเข้าใจลูกค้า”

การเร่งเปิดโครงการของทั้งเอพีและแสนสิริ สะท้อนชัดว่า ตลาดอสังหาฯ ไม่ได้หดตัว แต่กำลัง “คัดกรอง” ผู้เล่นผู้ชนะในเกมนี้ ไม่ใช่แค่รายที่เปิดโครงการมากที่สุด แต่คือผู้ที่เข้าใจดีมานด์เชิงลึก เลือกทำเลแม่นยำ และพัฒนาโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ชีวิตจริงในสมรภูมิที่ความไม่แน่นอนยังสูง “Living Quality” และ “Customer Insight” จึงกลายเป็นอาวุธสำคัญ ที่จะชี้ชะตาผู้นำตลาดในระยะต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


7เทรนด์ พลิกเกมบริหารอสังหาฯ ปรับตัวสู่ Transformation Era

พรีโม เปิด 7 เทรนด์บริหารอสังหาฯ Transformation Era จากผู้ดูแลอาคาร สู่ ผู้ออกแบบประสบการณ์ชีวิต “คอมมูนิตี้” ที่มีชีวิต และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายภายใต้กรอบ ESG

สุพินท์ มีชูชีพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI กล่าวว่า ทิศทางการบริหารอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านสู่การให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” และ “คุณภาพชีวิต” ของลูกบ้านเป็นหัวใจหลัก

โดยผู้ให้บริการต้องเข้าใจความต้องการที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยในแต่ละกลุ่ม พร้อมพัฒนาโครงการให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่เป็น “คอมมูนิตี้” ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ควบคู่กับการดำเนินงานอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวทั้งต่อผู้อยู่อาศัยและธุรกิจ
 

7 เทรนด์ พลิกเกมบริหารอสังหาฯ

ทิศทางดังกล่าวถูกถอดรหัสออกมาเป็น 7 เทรนด์สำคัญที่กำลังยกระดับมาตรฐานการบริหารโครงการในทุกมิติ

1. Resident Experience

เมื่อ “ความรู้สึก” สำคัญกว่า “โครงสร้าง” ผู้พักอาศัยยุคใหม่ไม่ได้วัดคุณค่าที่ดีไซน์หรือความหรูหราเพียงอย่างเดียวแต่ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์จริง” ในทุกวันตั้งแต่ความรวดเร็วในการแจ้งซ่อมการตอบสนองแบบเรียลไทม์ไปจนถึงกิจกรรมในโครงการที่สร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม

2. Smart Building

เมื่อข้อมูลกลายเป็นหัวใจการบริหารอาคารกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Data-Driven ที่ใช้เทคโนโลยีและข้อมูลแบบเรียลไทม์ทั้งการจัดการพลังงานการซ่อมบำรุงเชิงป้องกันและการคาดการณ์ปัญหาล่วงหน้า
ทำให้งานบริหารมีประสิทธิภาพ แม่นยำ และลดต้นทุนในระยะยาว

 3. ESG 

จากแนวคิดสู่การปฏิบัติจริงความยั่งยืนไม่ใช่เพียง “ภาพลักษณ์” อีกต่อไปแต่ถูกแปลงเป็นการดำเนินงานในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงานการจัดการขยะหรือการวัดผลคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมอาคารที่ทำได้ดี จะมีแต้มต่อทางการแข่งขันเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

 4. Personalized Service 

บริการที่เข้าใจ “ความต่าง”จากอดีตที่ใช้โมเดลเดียวกับทุกคนสู่การออกแบบบริการเฉพาะบุคคลรองรับกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นสาย Work from Homeคนเลี้ยงสัตว์ผู้สูงอายุ หรือครอบครัวรุ่นใหม่นำไปสู่บริการใหม่ เช่น Concierge, Wellness หรือ Home Tech Support

 5. Community & Lifestyle

 เมื่อ “นิติ” กลายเป็นผู้สร้างสังคมบทบาทของผู้บริหารอาคารกำลังขยับจาก “ผู้ดูแล”ไปสู่ “ผู้สร้างคอมมูนิตี้”ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตทั้งด้านสุขภาพ การเรียนรู้ และความสัมพันธ์ของผู้อยู่อาศัยทำให้ “คุณค่าของที่อยู่อาศัย” ไม่ได้อยู่แค่พื้นที่แต่อยู่ที่ “ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง”

 6. Seamless Living 
เชื่อมออนไลน์สู่ออฟไลน์ลูกบ้านยุคดิจิทัลคาดหวังความสะดวกแบบไร้รอยต่อตั้งแต่การจองพื้นที่ จ่ายค่าส่วนกลาง รับพัสดุ ไปจนถึงแจ้งปัญหาโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่แค่ “มีแอป”แต่ต้องออกแบบประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับบริการจริงได้อย่างสมบูรณ์

 7. Pet Service 

การเติบโตของกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์กำลังผลักดันให้ “Pet-Friendly Residence” กลายเป็นมาตรฐานตั้งแต่พื้นที่เฉพาะสำหรับสัตว์เลี้ยงบริการดูแลครบวงจรไปจนถึงกิจกรรมสำหรับเจ้าของและสัตว์เลี้ยงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างชัดเจนภาพรวมของทั้ง 7 เทรนด์สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จาก “การบริหารพื้นที่”สู่ “การออกแบบประสบการณ์ชีวิต”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 1 เม.ย.69 ‘แข็งค่า‘ หวังสงครามคลี่คลาย

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 1 เม.ย. แข็งค่าขึ้นมากที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.95 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดมีความหวังว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านจะคลี่คลายลง หลังมีสัญญาณพร้อมเจรจา
  • ความหวังดังกล่าวส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง และตลาดการเงินโดยรวมกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
  • นักวิเคราะห์มองว่าเงินบาทยังคงมีความผันผวนสูงและเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก“ จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.95 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง เข้าใกล้โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.51-33.00 บาทต่อดอลลาร์) ตอบรับกระแสข่าว ประธานาธิบดีอิหร่าน ส่งสัญญาณพร้อมเจรจายุติสงครามกับทางฝั่งสหรัฐฯ

โดยภาพดังกล่าวยังสอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ที่ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ใกล้บรรลุเป้าหมายในการลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านโดยสมบูรณ์ และกองทัพสหรัฐฯ จะเสร็จสิ้นปฏิบัติการทางหารในอิหร่านเร็วๆ นี้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ 

และต่างปรับลดความคาดหวังที่บรรดาธนาคารกลางหลักอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัว ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เล่นในตลาดกลับมาประเมินว่า FED มีโอกาสราว 38% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ (ส่วนทั้ง BOE และ ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2-3 ครั้ง) กดดันให้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง

พร้อมกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนบรรยากาศโดยรวมในตลาดการเงินได้พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง ของเงินบาท (จนทะลุกรอบล่าง 32.70 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า) ได้ย้ำมุมมองของเราที่เตือนว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้ 

อย่างไรก็ดี การประเมินแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะข้างหน้านั้น อาจยังคงจำเป็นต้องอาศัยการประเมิน Scenario Analysis ควบคู่กับการวิเคราะห์มุมมองของผู้เล่นในตลาดว่า ณ ขณะนั้น กำลังคาดหวังแนวโน้มพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางในรูปแบบไหน โดยล่าสุด หากประเมินจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก อาจสะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความหวังมากขึ้น ว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ภายในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ ตามไทมไลน์ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ระบุไว้ก่อนหน้า แต่ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่มั่นใจต่อภาพดังกล่าวนัก ดังจะเห็นได้จากการประเมินโอกาส FED ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เพียง 38% (เรามองว่า หากจะชี้ว่า ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า สถานการณ์จะคลี่คลายลงได้ใน 1-2 สัปดาห์ อาจต้องเห็นการคาดหวัง โอกาสราว 90% เป็นอย่างน้อย ต่อการลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ของ FED ในปีนี้) 

ทำให้ หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายได้ตามที่ผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่ อาจเห็นการอ่อนค่าลงเพิ่มเติมของเงินดอลลาร์ พร้อมกับการย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก (สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวของบรรดาธนาคารกลางหลัก) ส่วนราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสทดสอบโซนแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติรวมกันเกิน 1 แสนล้านบาท 

ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ หรือกล่าวได้ว่า พัฒนาการของสถานการณ์มีแนวโน้มเป็น Moderate หรือ Worst Case Scenarios ที่เราประเมินไว้ ในกรณีนี้ เงินดอลลาร์จะสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะกดดันให้ ราคาทองคำเสี่ยงปรับตัวลงแรง และมีโอกาสเห็นราคาทองคำทดสอบโซนแนวรับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และโซน 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ ซึ่งหากประเมินร่วมกับโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติในช่วงไตรมาสที่ 2 เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และอาจอ่อนค่าทะลุโซนดังกล่าว จนถึงโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ 

เราขอเน้นย้ำว่า แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยคลี่คลายลงได้ ทำให้ FED ยังสามารถทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ในปีนี้ ส่งผลให้บรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ต่างพุ่งขึ้นแรง อาทิ Meta +6.7% และ Nvidia +5.6% และมีเพียงหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวลดลงชัดเจน ตามการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +2.91% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +3.83%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย +0.42% หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอประเมินพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปโดยรวมยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.30% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 38% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดอาจรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ก่อนปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทำให้ การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะขึ้นกับรายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ จากภาพความผันผวนของตลาดบอนด์ที่ยังสูงอยู่ ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง สอดคล้องกับการทยอยย่อตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะทยอยคลี่คลายลงได้ในเร็ววันนี้ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-100.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ จะพลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ทว่า ความหวังต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจทยอยคลี่คลายลงในเร็ววันนี้ ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวของบรรดาธนาคารกลางหลัก กอปรกับการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สู่โซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ในเดือนมีนาคม รวมถึง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรม (ISM Manufacturing PMI) ในเดือนมีนาคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกุมภาพันธ์

ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมของจีน (RatingDog Manufacturing PMI) ในเดือนมีนาคม ที่จะสะท้อนแนวโน้มภาคการผลิตในส่วนของบริษัทขนาดเล็ก-กลาง เป็นหลัก

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เปิดทำเนียบ 14 อันดับ! นักเตะที่ลงเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายมากที่สุด

การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่จะมีการเพิ่มทีมเป็น 48 ชาติเข้าร่วมแข่งขัน รวมถึงจะมีเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา, แคนาดา และ เม็กซิโก รับหน้าที่จัดแข่งขัน

ซึ่งตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา นักเตะระดับตำนานหลายคนได้สร้างชื่อเสียงจากทัวร์นาเมนต์นี้ และบางคนก็เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายได้หลายครั้ง

ขณะที่การนับถอยหลังสู่การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งใหม่กำลังยังคงดำเนินต่อไป เราลองไปดูรายชื่อนักเตะที่ลงเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย มากที่สุดในประวัติศาสตร์กัน

นักฟุตบอลที่ลงเล่น ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย มากที่สุด

  • 1. ลิโอเนล เมสซี (อาร์เจนตินา) 26 นัด
  • 2. โลธาร์ มัทเธอุส (เยอรมนี) 25 นัด
  • 3. มิโลสลาฟ โคลเซ (เยอรมนี) 24 นัด
  • 4. เปาโล มัลดินี (อิตาลี) 23 นัด
  • 5. คริสเตียโน โรนัลโด (โปรตุเกส) 22 นัด
  • 6. ดีเอโก มาราโดนา (อาร์เจนตินา) 21 นัด
  • 6. วลัดสลาฟ ซมูดา (โปแลนด์) 21 นัด
  • 6. อูเว ซีเลอร์ (เยอรมนี) 21 นัด
  • 9. อูโก้ โยริส (ฝรั่งเศส) 20 นัด
  • 9. ฮาเวียร์ มาสเคราโน (อาร์เจนตินา) 20 นัด
  • 9. ฟิลิปป์ ลาห์ม (เยอรมนี) 20 นัด
  • 9. บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ (เยอรมนี) 20 นัด
  • 9. คาฟู (บราซิล) 20 นัด
  • 9. เกร์เซกอร์ซ ลาโต้ (โปแลนด์) 20 นัด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


คนไทยเสียชีวิตกะทันหันชั่วโมงละ 8 คน วัยทำงาน-นักกีฬาเสี่ยงสุด

  • “ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death)”เป็นการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิด มักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการผิดปกติ
  • กลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเสียชีวิตกะทันหัน ไม่ได้พบเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ในกลุ่มคนอายุน้อยหรือคนที่มีประวัติครอบครัวเสียชีวิตเฉียบพลัน รวมถึงคนวัยทำงาน นักกีฬา นักออกกำลังกาย ล้วนพบมากขึ้น
  • การตรวจเชิงลึกเฉพาะทางช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตกะทันหันประมาณ 40 – 60% ในกลุ่มคนทั่วไป และ 60- 80% ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะประวัติคนในครอบครัวที่เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรตรรวจเชิงลึกเฉพาะทางตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป 

สถิติจากทั่วโลก พบว่า มีผู้ป่วยภาวะเสียชีวิตกะทันหันจำนวน 1.5 ล้านคนต่อปี  แต่ในประเทศไทยยังไม่มีสถิติชัดเจน เนื่องจากการอัตราการเสียชีวิตกะทันหันจะนับรวมกับผู้ป่วยโรคอื่นๆ ซึ่ง “ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน(Sudden Death)” เกิดขึ้นได้กับทุกวัย ไม่ใช่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ และในปัจจุบันเกิดในกลุ่มวัยทำงาน นักกีฬา และกลุ่มอายุ 20-40 ปีมากขึ้น

ด้วยการสื่อสาร การเก็บรวบรวมข้อมูลมากขึ้น และปัจจุบันคนสนใจการออกกำลังกาย ใช้ชีวิตอย่างหักโหมส่งผลให้  “ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death)” มีผู้เสียชีวิจมากขึ้น  ส่วนใหญ่เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือด คิดเป็น 15-20% ของการเสียชีวิตทั่วโลก โดยเฉพาะภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันนอกโรงพยาบาล ในไทยพบคนเสียชีวิตจากกลุ่มโรคนี้สูงถึงชั่วโมงละ 8 คน โดยเฉพาะวัยทำงานที่เสี่ยงต่อการตายก่อนวัยอันควร

ด้วยจังหวะชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ อาการเหนื่อยล้า ใจสั่น หรือการวูบหมดสติช่วงสั้น ๆ อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้อาจเป็น “สัญญาณเตือน” ของ ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death) ภัยเงียบที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว และคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกนับล้านคนในแต่ละปี

‘ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน’ พรากชีวิตได้ไม่กี่นาที

วานนี้ (30 มีนาคม 2569) ที่ห้องประชุม The Forum ชั้น M โรงพยาบาลเมดพาร์ค ได้จัดงานแถลงข่าว “รู้ทันภาวะเสียชีวิตกะทันหัน เข้าใจความเสี่ยงจากหลายระบบของร่างกาย” ผ่านการเสวนาของแพทย์ผู้ชำนาญการ 3 สาขาได้แก่ หัวใจและหลอดเลือด ระบบประสาทและสมอง และเวชศาสตร์การนอนหลับ มาร่วมถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกเกี่ยวกับสาเหตุ ความเสี่ยง และแนวทางการป้องกันภาวะเสียชีวิตกะทันหันก่อนเกิดความสูญเสีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งต่อองค์ความรู้ที่ถูกต้องสู่สังคม

นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช กรรมการผู้จัดการ โรงพยาบาลเมดพาร์ค กล่าวว่าโรงพยาบาลเมดพาร์ค มุ่งหวังให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และเข้าใจว่าภาวะเสียชีวิตกะทันหันไม่ใช่เหตุการณ์ที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” เสมอไป หากแต่เป็นความเสี่ยงที่สามารถประเมินและลดโอกาสเกิดได้ ด้วยการตรวจคัดกรองเฉพาะทางที่ค้นหาความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่และวางแผนรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน โดยประสบการณ์ตัวเอง พบเจอคนใกล้ชิด อย่างแพทย์ พยาบาลหลายท่านที่เสียชีวิตกะทันหัน ซึ่งภาวะนี้อาจจะแตกต่างจากโรคภัยอื่นๆ เพราะภาวะเสียชีวิตกะทันหัน ไม่มีใครคาดเดาได้ ดังนั้น จึงมองว่าจะทำอย่างไรให้สามารถป้องกันได้ WHO ระบุว่ามีผู้คนทั่วโลกประมาณ 19-20 คนต่อปี หรือ 85% เสียชีวิตกะทันหันด้วยอาการทางหัวใจ  และขณะนี้คนรุ่นใหม่อายุ  30-40 กว่าปี ต่างขวนขวายในการทำงาน อยากมีรายได้ที่สูงขึ้น ทำให้หลายคน มีโอกาสที่จะเสียชีวิตกะทันหัน ฉะนั้น หากอยากมีชีวิตที่ดีต้องป้องกันโรคที่จะเกิดขึ้นได้”

การป้องกันไม่ได้หมายถึง 100% แต่สามารถป้องกันได้ถึง 99%  ควรมีการตรวจคัดกรองเชิงลึกแบบเฉพาะทาง และเข้าใจความเสี่ยงจากหลายระบบของร่างกาย 

80-90% Sudden Death เกิดจากหัวใจและหลอดเลือด

“ภาวะเสียชีวิตกะทันหัน (Sudden Death)”เป็นการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิด มักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่เกินหนึ่งชั่วโมงหลังเริ่มมีอาการผิดปกติ โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งทำให้เลือดหยุดไหลไปเลี้ยงสมองและอวัยวะสำคัญ

โดยส่วนใหญ่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการเสียชีวิตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสัญญาณเตือน แต่ในทางการแพทย์แล้ว ร่างกายอาจเคยส่งสัญญาณบางอย่างมาก่อน เช่น ใจสั้น เหนื่อยง่าย เจ็บแน่นหน้าอก หรือวูบเป็นครั้งคราว แต่กลับถูกมองข้ามไป และไม่ได้เข้ารับการตรวจเชิงลึกอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

พญ.ปิยะนาฏ ปรียานนท์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่าภาวะเสียชีวิตกะทันหัน จะเป็นการเสียชีวิตตามธรรมชาติ หรือการตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เกิดขึ้นเร็ว รุนแรง และต้องเป็นการเสียชีวิตภายใน 1 ชั่วโมงหลังมีอาการ หรือมีบางคนที่ไปเจอว่าเสียชีวิตแล้ว ซึ่งภาวะนี้ไม่มีสัญญาณเตือนมาก่อน ผู้ป่วยหรือผู้เสียชีวิตอาจจะไม่เคยมีอาการมาก่อน หรือมีอาการเล็กน้อยแต่ไม่รู้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่คนมองข้าม คือ คนที่เป็นโรคหัวใจที่เกิดจากกรรมพันธุ์ และ80-90% ของผู้ป่วย Sudden Death เกิดจากระบบหัวใจและหลอดเลือด

“โรคหัวใจหลายชนิดอาจไม่แสดงอาการชัดเจนโดยเฉพาะในคนอายุน้อย นักกีฬาอาชีพ หรือคนที่เป็นโรคอ้วน ปัจจุบันยังพบมากขึ้นในวัยทำงานที่มีความเครียดสะสมต่อเนื่อง เพราะความเครียดสามารถกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจอยู่แล้ว อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตกะทันหันได้สูงกว่าคนทั่วไป”

ทั้งนี้ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนวัยทำงานในปัจจุบันจะประสบกับภาวะความเครียดทั้งทางสมอง  ร่างกาย และจิตใจ อีกทั้งจะพักผ่อนน้อย รับประทานอาหารที่ไม่ดีเท่าที่ควร และออกกำลังกายน้อย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อฮอร์โมนที่มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดสูง รวมถึงทำให้ระบบประสาทและอัตโนมัติทำงานไม่สมดุล และกระตุ้นให้โรคหัวใจที่ซ่อนอยู่ทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะอย่างรุนแรง และเสียชีวิตได้ หรือกลุ่มคนที่มีภาวะโรคอื่นๆ เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน จะมีความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เพิ่มโรคและเพิ่มโอกาสภาวะเสียชีวิตกะทันหัน

“การตรวจสุขภาพประจำปี  สามารถวินิจฉัยโรคหัวใจได้ในบางคนแต่ยังไม่พอ ควรตรวจเชิงลึกเฉพาะทาง เพื่อจะได้รู้ว่ามีความเสี่ยงมากน้อยอย่างไร และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ควรกินดี นอนให้พอ ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงวัย โดยเฉพาะคนอายุน้อยหรือคนที่มีประวัติเสียชีวิตเฉียบพลัน นักกีฬา นักออกกำลังกาย และผู้สูงอายุ ควรตรวจเชิงลึกเฉพาะทาง”

ความเสี่ยงจากสมอง ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับ

น.อ. นพ.อุดม สุทธิพนไพศาล ร.น. แพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา โรคหลอดเลือดสมอง และรังสีร่วมรักษาระบบประสาท กล่าวว่าเมื่อเกิดภาวะเลือดออกในสมองอย่างรุนแรง จะส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุม หัวใจ ทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ภายในเวลาไม่กี่นาที รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองตีบ หรือโรคหลอดเลือดสมองอุดตัน และโรคหลอดเลือดแตก การตรวจสุขภาพทั่วไปอาจจะตรวจได้ไม่ควบคุม

“สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม คือ ปวดศีรษะ ซึ่งการปวดศีรษะ ไม่ว่ามากหรือน้อย อาจมีภาวะเกี่ยวกับสมอง รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการอัมพฤกษ อัมพาต คนไข้ที่มีอาการควรตรวจละเอียด เพื่อจะได้ทราบว่ามีภาวะอะไรบ้าง เข้าถึงการวินิจฉัยจากแพทย์อันนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง”

ผศ. นพ.จิรยศ จินตนาดิลก แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ และเวชศาสตร์โรคปอด  อธิบายว่าการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ มีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งภาวะหยุดหายใจขณะหลับทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น และอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงได้ในขณะนอนหลับ โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะอยู่แล้ว เปลี่ยนความเสี่ยงที่มองไม่เห็น ให้กลายเป็นการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

“ปัจจัยที่มักถูกมองข้าม คือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Aprea) ซึ่งทำให้ระดับออกชิเจนในเลือดลดลง ร่างกายสูญเสียสมดุล และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมถึงความเครียด ซึ่งจะเกี่ยวข้องทั้งโรคทางกายและโรคทางใจ ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ คนวัยทำงานมีโอกาสที่จะนอนน้อย เครียด และทำให้เกิดภาวะเสียชีวิตกะทันหันได้ ฉ​ะนั้น ควรมีการตรวจหาสาเหตุความเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ”

ทั้งนี้ คนไข้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ประมาณ 40% มาด้วยการรักษาโรคอื่น ๆ และไม่รู้ว่าตัวเองมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เพราะเวลาปกติจะไม่มีอาการใดๆ แต่หากมาตรวจก็จะทำให้รู้ทันภาวะต่างๆ

ผศ. นพ.จิรยศ กล่าวต่อว่าการตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการตรวจหลายระดับ แต่ถ้าอยากจะรู้ในเชิงลึกว่าคนในครอบครัว หรือตัวเราเองมีปัจจัยเสี่ยง หรือโรคอะไรบ้าง จะต้องตรวจเชิงลึกแบบเฉพาะทาง  ซึ่งการจะป้องกันภาวะเสียชีวิตกะทันหันนั้น สามารถเริ่มได้จากการดูแลพฤติกรรม อาทิ ควรหลักเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ควรเข้านอนให้ตรงเวลา รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควรตรวจสุขภาพเชิงลึก เมื่อมีปัญหาควรรีบรักษาให้เร็วที่สุด

ครอบครัวเสียชีวิตกะทันหันควรตรวจเชิงลึก

พญ.สุรีย์รัตน์ ปันยารชุน แพทย์ผู้ชำนาญการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวถึงการลดความเสี่ยงและแนวทาง ป้องกันการเสียชีวิตจากภาวะ Sudden Death ว่าแม้ภาวะเสียชีวิตกะทันหันจะดูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ แต่ในทางการแพทย์ความเสี่ยงเหล่านี้สามารถตรวจพบได้ด้วยการตรวจเชิงลึก ซึ่งลดความเสี่ยงการเสียชีวิตกะทันหันในกลุ่มคนทั่วไปได้ประมาณ 40 – 60% และ 60- 80% ในกลุ่มผู้มีความเสี่ยงสูง

สำหรับแนวทางสำคัญของการตรวจคัดกรองเชิงลึกแบบเฉพาะทาง (Targeted Prevention) เป็นการตรวจเชิงลึกที่ครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงรอบด้าน ได้แก่ ระบบหัวใจและหลอดเลือด สมองและระบบประสาท การนอนหลับและโรคทางพันธุกรรม เพื่อค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ในร่างกายได้ลึกถึงระดับยืน ซึ่งหากคนในครอบครัวมีประวัติเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีภาวะเสียชีวิตกะทันหัน ควรจะมีตรวจเชิงลึกเฉพาะทางตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง

“การรู้ทันสัญญาณเตือนของโรค” ไม่ใช่เพียงการรับรู้ข้อมูลว่าเรากำลังจะป่วย แต่คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้วางแผนดูแลสุขภาพอย่างมีระบบ เพื่อเปลี่ยนความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด ให้กลายเป็นความเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมได้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผลไม้อันดับ 1 น้ำตาลสูงเทียบเท่าขนมเค้ก กินเยอะเสี่ยงเบาหวาน บางชนิดนึกว่าดีต่อสุขภาพ

ผลไม้กับน้ำตาลที่ซ่อนอยู่ รู้ทันปริมาณความหวาน ก่อนเทียบเท่าเค้กหนึ่งชิ้น

หลายคนมักมีความเชื่อว่าการรับประทานผลไม้ในปริมาณมากเท่าใดก็ได้ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพเสมอ เนื่องจากเป็นแหล่งของวิตามินและแร่ธาตุจากธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่าผลไม้บางชนิดมีปริมาณน้ำตาลสูงมาก จนหากรับประทานในปริมาณที่เกินพอดี อาจทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในระดับที่ใกล้เคียงหรือมากกว่าการรับประทานขนมหวานอย่างเค้กได้เลยทีเดียว

ความแตกต่างที่สำคัญคือ น้ำตาลในผลไม้คือ “ฟรุกโตส” ซึ่งเป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ

ในขณะที่ เค้ก ประกอบด้วยน้ำตาลเติมแต่ง ไขมัน และแป้งแปรรูป

แม้ผลไม้จะดูมีภาพลักษณ์ที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า แต่ประเด็นสำคัญที่ผู้รักสุขภาพต้องพึงระวังคือ “ปริมาณ” เพราะหากรับประทานเพลินจนเกินขนาด น้ำตาลสะสมในร่างกายก็สามารถพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน

ผลไม้น้ำตาลสูงที่อาจทำให้น้ำตาลพุ่งโดยไม่รู้ตัว

ข้อมูลโภชนาการเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลต่อส่วนประกอบ 100 กรัม พบว่าผลไม้ยอดนิยมหลายชนิดมีค่าความหวานที่น่าสนใจ อันดับ1 มะขามหวาน มีน้ำตาล 58.28 กรัมต่อ 100 กรัม 

ทุเรียน 100 กรัม มีน้ำตาลสูงถึง 21 กรัม ต้องรับประทานอย่างระมัดระวังมากๆ 

มะม่วงสุก ซึ่งมีน้ำตาลสูงถึง 20-25 กรัมต่อ 100 กรัม หากรับประทานมะม่วงสุกลูกใหญ่เพียงหนึ่งลูก ร่างกายอาจได้รับน้ำตาลใกล้เคียงกับการรับประทาน เค้ก หนึ่งชิ้นที่มีน้ำตาลประมาณ 20-30 กรัม

นอกจากนี้ยังมีผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ควรระมัดระวังปริมาณการกิน ดังนี้

  • กล้วยสุก: มีน้ำตาลประมาณ 22 กรัมต่อลูก โดยเฉพาะกล้วยที่ยิ่งสุกงอม ปริมาณน้ำตาลจะยิ่งเพิ่มสูงขึ้น
  • องุ่น: มีน้ำตาลประมาณ 16-18 กรัมต่อ 100 กรัม ด้วยลักษณะลูกเล็กที่กินง่าย ทำให้หลายคนเผลอรับประทานในปริมาณมากในคราวเดียว
  • สับปะรด: แม้จะมีรสเปรี้ยวตัดบ้าง แต่มีน้ำตาลซ่อนอยู่ประมาณ 10-13 กรัมต่อ 100 กรัม
  • แอปเปิ้ล: หนึ่งลูกให้ปริมาณน้ำตาลประมาณ 10-12 กรัม แม้จะเป็นผลไม้ลดน้ำหนักยอดฮิตแต่ก็ไม่ควรละเลยปริมาณน้ำตาล

ความแตกต่างระหว่างน้ำตาลจากผลไม้และของหวาน

ผู้เชี่ยวชาญเคยให้ข้อมูลในเชิงสนับสนุนว่า แม้ผลไม้จะมีน้ำตาล แต่ก็ยังมีความได้เปรียบกว่าขนมหวานหรือเค้กในหลายมิติ เนื่องจากผลไม้มีกากใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด อีกทั้งยังมีวิตามิน แร่ธาตุ และปราศจากไขมันทรานส์ซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือดและหัวใจ

ดังนั้น ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวผลไม้ แต่อยู่ที่พฤติกรรมการบริโภคที่มากเกินความจำเป็น การเลือกรับประทานผลไม้ให้หลากหลายและจำกัดปริมาณให้เหมาะสมในแต่ละวัน จะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด โดยไม่เสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือโรคอ้วนที่อาจตามมาจากการบริโภคความหวานเกินขนาด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


in on at ใช้ยังไง? สรุปหลักการใช้บอกเวลาและสถานที่ ครบจบในที่เดียว

เบื่อไหมครับที่ต้องมานั่งเดาใจเจ้าของภาษาว่าประโยคนี้ควรใช้ in, on หรือ at ดี? โดยเฉพาะเวลาต้องนัดหมายงานหรือบอกทางให้เพื่อนชาวต่างชาติ “เจอกันที่หน้าสยามพารากอนตอนบ่ายสาม” แค่ประโยคสั้นๆ นี้ก็ทำเอาหลายคนสะดุดเพราะไม่แน่ใจว่า in on at ใช้ยังไง ให้ดูเป็นธรรมชาติและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์

คำบุพบท (Prepositions) เหล่านี้เปรียบเสมือนเข็มทิศและนาฬิกาในภาษาอังกฤษครับ แม้จะเป็นคำสั้นๆ แต่ถ้าใช้ผิด ความหมายอาจจะคลาดเคลื่อนหรือฟังดูทะแม่งๆ ได้ทันที วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสการใช้ in, on, at แบบจำง่ายด้วย “เทคนิคสามเหลี่ยมหัวกลับ” ที่จะทำให้คุณแยกแยะระดับความเฉพาะเจาะจงของเวลาและสถานที่ได้อย่างแม่นยำ อ่านจบแล้วรับรองว่าเลิกสับสนแน่นอนครับ!

1. การใช้ in on at บอกเวลา (Prepositions of Time)

จำง่ายๆ คือเราจะเรียงจาก “กว้าง” ไปหา “แคบ” ครับ

in (กว้างที่สุด): ใช้กับช่วงเวลาที่ยาวนาน ไม่เจาะจงเวลาที่แน่นอน

  • เดือน: in January, in October
  • ปี: in 2026, in the 1990s
  • ฤดูกาล: in summer, in winter
  • ช่วงเวลาของวัน: in the morning, in the afternoon (ยกเว้น at night)

on (เฉพาะเจาะจงขึ้นมา): ใช้กับ “วัน” และ “วันที่”

  • วันในสัปดาห์: on Monday, on Friday
  • วันที่เจาะจง: on the 25th of March
  • วันสำคัญ/วันหยุดที่มีคำว่า Day: on my birthday, on Christmas Day

at (แคบที่สุด/เจาะจงเป๊ะ): ใช้กับเวลาที่ระบุเป็นตัวเลขหรือจุดเวลาที่แน่นอน

  • เวลาตามหน้าปัด: at 7 o’clock, at 3:30 p.m.
  • ช่วงเวลาสั้นๆ: at noon, at midnight, at lunchtime
  • ข้อยกเว้นยอดฮิต: at night (ห้ามใช้ in night นะครับ!)

2. การใช้ in on at บอกสถานที่ (Prepositions of Place)

ใช้หลักการสามเหลี่ยมหัวกลับเหมือนกันครับ คือเรียงจาก “พื้นที่ใหญ่” ไปจนถึง “จุดที่แน่นอน”

in (พื้นที่กว้าง/มีขอบเขต): ใช้กับเมือง ประเทศ หรือพื้นที่ที่มีขอบเขตปิดล้อม

  • ประเทศ/จังหวัด: in Thailand, in Bangkok
  • พื้นที่ในอาคาร: in the kitchen, in the office
  • ในรูปภาพ/หนังสือ: in the book, in the picture

on (บนพื้นผิว/ถนน): ใช้กับสิ่งที่อยู่บนพื้นผิว หรือชื่อถนน

  • พื้นผิว: on the table, on the floor, on the wall
  • ถนน (ไม่มีเลขที่): on Sukhumvit Road, on Silom Road
  • การขนส่งสาธารณะ: on the bus, on the train (ยกเว้น in a car)

at (จุดที่แน่นอน/บ้านเลขที่): ใช้บอกตำแหน่งที่ระบุพิกัดชัดเจน

  • สถานที่เฉพาะเจาะจง: at the entrance, at the bus stop
  • บ้านเลขที่ (Address): at 72/47 Sukhumvit Road
  • จุดนัดพบ: at the cinema, at the airport

ตารางสรุป: เลือกใช้ in on at ให้เหมาะกับสถานการณ์ (Quick Decision Guide)

เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ไวขึ้นเวลาแต่งประโยค ลองใช้ตารางเปรียบเทียบนี้เป็นตัวช่วยเช็กความถูกต้องครับ

คำบุพบท (Preposition)ใช้กับเวลา (Time)ใช้กับสถานที่ (Place)ตัวอย่าง (Examples)
at (เฉพาะเจาะจง)เวลาเป๊ะๆ / จุดเวลาสั้นๆบ้านเลขที่ / จุดนัดพบที่เล็กๆat 9 a.m. / at the door
on (ปานกลาง)วัน / วันที่ / วันหยุดชื่อถนน / พื้นผิว / ยานพาหนะใหญ่on Sunday / on the second floor
in (กว้างมาก)เดือน / ปี / ฤดู / ศตวรรษประเทศ / เมือง / พื้นที่ปิดin April / in the city center

จุดควรระวัง: ข้อยกเว้นที่คนไทยมักพลาดบ่อยที่สุด

มีบางสำนวนที่ไม่ได้เป็นไปตามกฎสามเหลี่ยม 100% ซึ่งต้องอาศัยความคุ้นเคยครับ:

  • At the weekend (UK) หรือ On the weekend (US): ใช้ได้ทั้งคู่แต่ขึ้นอยู่กับสไตล์ภาษา
  • In a car / In a taxi: ยานพาหนะเล็กที่เราเดินไปมาไม่ได้ใช้ in แต่ถ้าเป็นรถเมล์ เครื่องบิน เรือ (ที่เรายืนเดินได้) ใช้ on the bus / on the plane
  • On time (ตรงเวลา) vs In time (ทันเวลาพอดี)

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. จะบอกว่า “อยู่ในรูปภาพ” ต้องใช้ in หรือ on?

ต้องใช้ in the picture ครับ แม้ภาพจะอยู่บนพื้นผิวของกระดาษ แต่ภาษาอังกฤษมองว่าสิ่งที่อยู่ในรูปนั้นถูกจำกัดอยู่ในขอบเขตของกรอบรูปครับ

2. ในวันหยุดยาว เช่น สงกรานต์ ใช้ at หรือ on?

ถ้าพูดถึงช่วงเทศกาลภาพรวมใช้ at Songkran ได้ครับ แต่ถ้ามีคำว่า Day ตามหลังมา เช่น “ในวันสงกรานต์” ต้องใช้ on Songkran Day ตามกฎของ “วัน” ครับ

3. ใช้ at กับสถานที่ใหญ่ๆ เช่น เมือง ได้ไหม?

ได้ในกรณีที่มองสถานที่นั้นเป็น “จุดแวะพัก” หรือ “จุดผ่าน” ในการเดินทางครับ เช่น The plane stopped at Bangkok on its way to Tokyo. (เครื่องบินแวะพักที่กรุงเทพฯ ระหว่างไปโตเกียว)

4. จะบอกว่า “อยู่บนรถเมล์” พูดว่า in the bus ได้ไหม?

ฝรั่งจะเข้าใจครับ แต่ทางที่ถูกคือ on the bus เพราะรถเมล์เป็นพาหนะสาธารณะขนาดใหญ่ที่เราสามารถเดินเหินบนนั้นได้ (กฎเดียวกับ on a ship, on a plane)

5. ทำไมตอนเช้าใช้ in the morning แต่ตอนกลางคืนใช้ at night?

นี่เป็นหนึ่งในข้อยกเว้นดั้งเดิมของภาษาอังกฤษครับ แนะนำให้จำแบบเป็นกลุ่มคำไปเลยจะง่ายที่สุดครับ: in the morning/afternoon/evening แต่ at night/noon ครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


‘ควอนตัมเอไอ’ ปฏิวัติธุรกิจ ‘บิ๊กเทค’ชี้ Game Changer ระลอกใหม่ – รีเซ็ตเกมแข่งขันโลก

  • บิ๊กเทคชี้ว่าควอนตัมคอมพิวติงคือ Game Changer ระลอกใหม่ที่จะเข้ามาปฏิวัติธุรกิจและรีเซ็ตการแข่งขันทั่วโลก โดยคาดว่าจะให้บริการเชิงพาณิชย์ได้เต็มรูปแบบในปี 2572 และ จับตา ควอนตัมเอไอ จะสร้างกระเพื่อมในโลกเทคโนโลยียุคถัดไป
  • วิวัฒนาการของ AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นผู้ช่วยตอบคำถามไปสู่ “Agentic AI” ที่สามารถคิดวิเคราะห์และลงมือทำงานที่ซับซ้อนแทนมนุษย์ได้โดยตรง
  • AI ทำให้ความได้เปรียบทางธุรกิจเปลี่ยนจากการแข่งขันด้านขนาด (Economy of Scale) ไปสู่การแข่งขันด้านความเร็วในการเรียนรู้และปรับตัว (Economy of Speed)
  • การมาถึงของ AI ที่ทรงพลังทำให้องค์กรต้องสร้าง “อธิปไตย AI” (AI Sovereignty) และวางรากฐานธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อควบคุมโมเดลและความปลอดภัยของตนเอง

กรุงเทพธุรกิจ จัดงานสัมมนา  AI Revolution SHIFT 2026 : Shaking The global Economy เขย่าโลกพลิกเกมธุรกิจ บิ๊กเทคระดับโลกอย่าง เอดับบลิวเอส ไอบีเอ็ม เซลส์ฟอร์ซ รวมถึงแคนวา และหัวเว่ยมองปรากฏการณ์ของเทคโนโลยีเอไอจากนี้จะเป็นฐานรากสำคัญของการพลิกเกมธุรกิจ กลไกสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

นายโอลิวิเย่ร์ ไคลน์ หัวหน้านักเทคโนโลยีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส (AWS) กล่าวในหัวข้อ A Deep Dive into the AI World โดยพูดด้วยจุดยืนที่ชัดเจนว่า เอไอไม่ใช่สิ่งที่ทำให้องค์กรหนึ่งได้เปรียบองค์กรอื่นอีกต่อไป เพราะทุกองค์กรต่างพากันนำเอไอมาใช้ ดังนั้น องค์กรใดที่ยังไม่ขยับตัว ถือว่า “ตกขบวนไปแล้ว” คำถามที่แท้จริงในตอนนี้จึงไม่ใช่ว่าจะใช้เอไอหรือไม่ แต่คือจะนำมาใช้ให้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพแค่ไหน

5 เทรนด์เอไอที่กำลังบุกโลกองค์กรในปี 2026

ไคลน์ ชี้ว่ามี 5 แนวโน้มสำคัญที่กำลังขยายตัวเข้าสู่องค์กรอย่างรวดเร็ว 1.โมเดลที่คิดก่อนลงมือ เอไอรุ่นใหม่มีความสามารถในการใช้เหตุผลก่อนตัดสินใจกระทำสิ่งใด ทำให้ผลลัพธ์ที่ได้มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือมากขึ้น 2. โมเดลที่เข้าใจหลายรูปแบบในคราวเดียว เอไอสมัยใหม่สามารถเข้าใจรูปภาพ วิดีโอ เสียงพูด และเอกสารได้พร้อมกัน การรวมความสามารถเหล่านี้เข้าด้วยกันทำให้เอไอ “เข้าใจโลก” ได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น

3. เอไอที่ลงมือทำ ไม่ใช่แค่ตอบคำถาม นี่คือก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุด ไคลน์เน้นว่าอนาคตขององค์กรไม่ใช่ระบบแชทที่ตอบโต้ แต่คือ ตัวแทนเอไอที่เชื่อมต่อกับระบบงานจริงขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูล ระบบบัญชี หรือระบบจัดการสินค้า แล้วลงมือทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างแท้จริง

4. ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเติบโตแรง โมเดลเอไอแบบโอเพนซอร์ส ซึ่งหมายถึงโมเดลที่เปิดให้ทุกคนนำไปใช้และพัฒนาต่อได้ฟรี กำลังขยายตัวและกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นสำหรับองค์กรที่ต้องการความยืดหยุ่นหรือต้องการควบคุมข้อมูลของตัวเอง และ 5. โครงสร้างพื้นฐานต้องประหยัดพลังงานมากขึ้น

ทั้งนี้ เขาสาธิตให้เห็นว่าเอไอสามารถ “ใช้คอมพิวเตอร์ได้เหมือนมนุษย์” โดยมองเห็นหน้าจอและควบคุมเมาส์ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ฝ่ายไอทีสร้างการเชื่อมต่อระบบใหม่ก่อน เช่นเดียวกับที่ เอไอสามารถเปิดเบราว์เซอร์ พิมพ์ค้นหาสินค้า เลือกสินค้า และดำเนินการสั่งซื้อบนเว็บไซต์อเมซอนได้ครบทั้งกระบวนการ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องแตะต้องใดๆ เลย

“เอไอไม่ได้อยู่แค่ในหน้าจออีกต่อไปแล้ว วันนี้เรามีหุ่นยนต์ที่รู้สึกได้ว่าของชิ้นที่จับอยู่นั้นแข็งหรือนุ่ม หนักหรือเบา เพื่อหยิบมันได้อย่างถูกต้อง นั่นแปลว่าเอไอกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมนุษย์ในโลกจริง ไม่ใช่แค่โลกดิจิทัลอีกต่อไป”

ข้อมูล คือ ฐานรากสำคัญในยุค เอไอ

นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย เอดับบลิวเอส กล่าวหัวข้อ Data Foundation in Agentic AI Era ว่า ทิศทางเทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน สู่ยุค เอไอ และ AI Agents ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นมี “ข้อมูล” เป็นรากฐานสำคัญ องค์กรที่มีโครงสร้างข้อมูลแข็งแกร่ง จะสามารถต่อยอด เอไอและสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้จริง

“วันนี้ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกไม่ใช่น้ำมันแต่คือข้อมูล และข้อมูลคุณภาพสูงคือหัวใจสำคัญขับเคลื่อน เอไอ”

ทั้งนี้ มีสถิติที่น่าสนใจ คือ ภายในปี 2027 หรือใน 2 ปีข้างหน้ามากกว่า 50% ของบริษัทที่ใช้ Generative AI จะเริ่มรันระบบ “Agentic Systems” ผ่านโครงการนำร่องหรือการทดสอบระบบ (PoC)

ขณะที่ภายในปี 2028 ประมาณ 33% ของซอฟต์แวร์สำหรับองค์กรจะมี AI Agents ฝังอยู่ข้างใน วิวัฒนาการของเอไอกำลังเคลื่อนที่จากระบบที่มนุษย์ต้องดูแลใกล้ชิด ไปสู่ระบบที่ทำงานได้เองมากขึ้น มีผู้ช่วย Generative AI ทำงาน AI Agents จะทำงานแบบมุ่งเป้าหมายเฉพาะ จัดการงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้นประสานการทำงานระหว่างหลายระบบได้ดีขึ้น

ทั้งนี้ เขามองว่าโลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนผ่านจากแค่การ “แชท” กับเอไอไปสู่การสร้าง AI Agents ที่ทำงานแทนได้เกือบทั้งหมด โดยมีพื้นฐานสำคัญคือการจัดการข้อมูลให้ดีและเข้าถึงง่าย

ควอนตัมเอไอรีเซ็ตเกมแข่งขัน

นาย อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวใน หัวข้อ The World after AGI / Quantum AI  Perspectives from Big Tech ว่า โลกกำลังเปลี่ยนจากยุค Industrial Economy ไปสู่ Cognitive Economy ในยุค Artificial General Intelligence (AGI) ซึ่งปัญญาประดิษฐ์มีความสามารถคล้ายคลึงกับมนุษย์อย่างมากเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับมนุษยชาติ

“ยุค AGI ปัญหาไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีหรือแมชีน แต่คือมนุษย์ว่าจะใช้ความอัจฉริยะที่มีอยู่มากมายมหาศาลนี้อย่างไร”

ผู้บริหารไอบีเอ็มยังได้กล่าวถึงแนวคิด “อธิปไตย AI”ที่แต่ละองค์กรจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อควบคุมข้อมูล โมเดล AI และธรรมาธิบาลของตนเอง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยจากปัจจัยภายนอกและภัยคุกคามต่าง ๆ

ไฮไลต์สำคัญที่กำลังจะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงคือ เทคโนโลยีควอนตัมคอมพิวติง คาดการณ์ว่าปี 2572จะเข้าสู่ยุคที่สามารถให้บริการในเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ

“ไทม์ไลน์ของควอนตัมคอมพิวติงขณะนี้ มีทิศทางไม่ต่างกับเทคโนโลยี AI เมื่อ 3 ปีที่แล้ว คือกำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงและสร้างผลกระทบมหาศาลประเทศไทยต้องเร่งสร้างการตื่นตัว พัฒนาบุคลากร พร้อมกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ”

‘ธรรมาภิบาลข้อมูล’ ฐานรากยุค AI

นายอภิสิทธิ์ คุปรัตน์ผู้บริหารและกรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เซลส์ฟอร์ซ (Salesforce) กล่าวว่า วันนี้ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่โปรแกรมช่วยงาน แต่อยู่ในฐานะโค้ชส่วนตัว ที่ยกระดับความสามารถพนักงานในหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่องค์กรต้องให้ความสำคัญสูงสุด คือ ความปลอดภัยของข้อมูล โดยต้องกำหนดนโยบายความปลอดภัยของข้อมูล

“ต้องหาจุดสมดุลระหว่างมนุษย์และเอเจนต์ อย่ากลัวที่จะยอมรับสิ่งใหม่ให้ทำความคุ้นเคยและหาจุดสมดุลให้ได้ โดยมีธรรมาภิบาลข้อมูลเป็นก้าวแรกที่ต้องวางรากฐาน”

ในมุมของธุรกิจ เอไอจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อสามารถดึงพลังมากใช้ได้ตอบโจทย์ธุรกิจ เข้ามาปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็ง เสริมสร้างความเร็วและอุดช่องว่างด้านบุคลากร ที่สำคัญในโลกที่ เอไอมีพลังมหาศาล องค์กรต้องย้อนกลับมาให้ความสำคัญกับเรื่อง Security, Trust และ Control เพื่อควบคุมให้ เอไอดำเนินไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทมากที่สุด

ธุรกิจ ‘เล็กลง’ แข่งกันที่ ‘ความเร็ว’

นายภัคพล ตั้งตงฉิน ผู้จัดการประจำประเทศไทย Canva กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคการย่อส่วนธุรกิจ ซึ่ง เอไอ เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดขนาดขององค์กรลงแต่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น นำไปสู่แนวคิด One-person Founder ที่ผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียวสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้ครอบคลุมทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพด้วยทีมงาน AI Specialist

นอกจากนี้ ความได้เปรียบทางการแข่งขันจะเปลี่ยนจาก Economy of Scale หรือการวัดกันที่ความใหญ่ขององค์กร ไปสู่ยุคของ Economy of Speed ซึ่งเน้นความเร็วในการเรียนรู้และนำข้อมูลจากตลาดมาพัฒนาต่อยอด ใครที่สามารถปรับตัวและประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่าจะเป็นผู้ชนะในเกมธุรกิจยุคใหม่

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 1/4/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a72,500.0072,700.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,687.0071,054.9273,500.00
ทองรูปพรรณ 90%4,218.3063,949.43n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,749.6056,843.94n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,109.1531,974.71n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,640.4524,869.22n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,856.9973,631.97n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 1/4/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9542.0542.0542.5542.0542.0542.0542.0542.0542.05
แก๊สโซฮอล์ 9141.6841.6841.9341.6841.6841.6841.6841.6841.68
แก๊สโซฮอล์ E2037.0537.0537.5537.0537.0537.0537.0537.05
แก๊สโซฮอล์ E8533.7933.7933.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม53.0457.5449.8453.04
เบนซิน 9550.6457.5151.1450.7950.64
ดีเซล40.7440.7440.9440.7440.7440.7440.7440.7440.74
ดีเซลพรีเมี่ยม56.4458.6459.8458.6456.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า