สาระน่ารู้ประจำวันที่ 04 มีนาคม 2568

“พรีโม” โตแกร่ง! พร้อมลุยขยายฐานลูกค้าปี 68 หลังกวาดรายได้ปีก่อน 1.6 พันล้าน

พรีโม โชว์ผลประกอบการปี 67 รายได้ 1,637 ล้านบาท กำไรสุทธิ 262 ล้านบาท เดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ เสริมแกร่ง Recurring Income พร้อมรุกธุรกิจบริการครบวงจร

บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI เผยผลประกอบการปี 2567 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยรายได้รวม 1,637 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 262 ล้านบาท ตอกย้ำความสำเร็จจากกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจอย่างต่อเนื่อง มุ่งสร้าง Recurring Income ที่มั่นคงในระยะยาว

นายสุรินทร์ สหชาติโภคานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PRI เปิดเผยว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายฐานลูกค้าและการเพิ่มมูลค่าธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยในปี 2567 PRI มีบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นเป็น 18 บริษัท ครอบคลุมบริการครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาโครงการ การบริหารจัดการ ไปจนถึงบริการหลังการขาย ผ่านแนวคิด “Elevate Your Living Experience” ที่ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลลูกค้า ทั้งกลุ่ม B2G, B2B และ B2C

โดยปัจจุบัน พรีโมให้บริการกว่า 100 โครงการทั่วประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีบริษัทในเครือที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ เช่น United Project Management (UPM) ที่บริหารและควบคุมงานก่อสร้าง PMM Property Management ที่ให้บริการบริหารนิติบุคคลอาคารชุด ศูนย์การค้า

และสำนักงาน Crown Residence (CRD) ที่ดูแลอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี Uno Service (UNO) ที่ให้บริการทำความสะอาดอาคาร และ Prim Insurance ที่ให้บริการด้านประกันภัย นอกจากนี้ PRI ยังรุกธุรกิจบริการใหม่ เช่น Doormart ที่ให้บริการจัดส่งสินค้าถึงห้องลูกค้า และการนำหุ่นยนต์แม่บ้านและหุ่นยนต์ส่งของเข้ามาใช้ในโครงการที่ดูแล เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

“รากฐานที่เราได้สร้างไว้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งในแง่ของฐานลูกค้าและบริการที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมขยายไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่าแนวโน้มในปี 2568 จะสามารถขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไม่หยุดยั้ง” นายสุรินทร์กล่าว

PRI ได้วางกลยุทธ์ขยายบริการให้ครอบคลุมในทุกมิติของการอยู่อาศัย โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ Pre-Living Services ให้บริการก่อนเข้าอยู่อาศัย เช่น การบริหารโครงการและการให้คำปรึกษาด้านก่อสร้าง Living Services ให้บริการด้านการจัดการที่อยู่อาศัย เช่น การบริหารนิติบุคคลและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์ และ Living & Earning Services บริการหลังการขาย เช่น งานตกแต่งภายใน การทำความสะอาด และบริการงานช่าง)

ด้วยแผนการเติบโตที่ครอบคลุมและการพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ๆ PRI มุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรของประเทศ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในการดูแลลูกค้าทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เอฟเฟกต์!สงครามราคา-รักษาสภาพคล่อง 38 อสังหากำไรปี67 ลดลง27.16%

เอฟเฟกต์!สงครามราคา-รักษาสภาพคล่อง ส่งผลให้ 38 อสังหาฯกำไรในปี67 ลดลง27.16% จากปีก่อน ศุภาลัยกำไรสูงสุด 6,189 ล้านกำไรขั้นต้น 19% ตามแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แสนสิริ

ปี 2567 เป็นปีที่ท้าทายสำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หลังจากผลประกอบการของ 38 บริษัทอสังหาฯ แสดงให้เห็นถึงการ”หดตัว”ของกำไรอย่างชัดเจน โดยรายได้รวมของทั้ง 38 บริษัท อยู่ที่ 313,634.18 ล้านบาท “ลดลง” 4% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีรายได้รวม 326,722.43 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 27,426.12 ล้านบาท ลดลงถึง 27.16% จากปีที่แล้วที่ทำได้ 37,653.10 ล้านบาท

กำไรลดลง…แต่รายได้ไม่ตกหนัก

ถ้าดูจากผลลัพธ์เชิงลึกจะพบว่า แม้รายได้รวมของหลายบริษัทจะลดลงเล็กน้อย แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือกำไรสุทธิที่”ลดลง”อย่างรุนแรง! การที่กำไรลดลงถึง 27.16% เมื่อเทียบกับปีก่อนสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากที่บริษัทต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น หรือการที่กลยุทธ์ทางการตลาดไม่ได้สร้างกำไรตามที่คาดหวัง

ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์ จำกัด อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “ในภาวะที่กำลังซื้อชะลอตัว บริษัทอสังหาฯ ต้องหันมาปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างเร่งด่วน โดยมักใช้กลยุทธ์ด้านราคามากขึ้นเพื่อล่อใจลูกค้า แม้ว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้บ้าง แต่กำไรกลับลดลงตามมา เนื่องจากการปรับราคาลดลงและการใช้โปรโมชั่นมากมายเพื่อดึงดูดลูกค้า”

การปรับกลยุทธ์และบริหารสภาพคล่อง

บริษัทอสังหาฯ ส่วนใหญ่ต้องปรับกลยุทธ์ธุรกิจอย่างรวดเร็วในปีนี้ โดยเฉพาะการบริหาร”สภาพคล่อง”ทางการเงินที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินธุรกิจ กลยุทธ์การใช้โปรโมชั่นและราคาถือเป็นเครื่องมือหลักในการดึงดูดลูกค้า แต่ก็ต้องแลกมากับการ”ลดลง”ของอัตรากำไร เพราะการขายราคาถูกในบางครั้งทำให้กำไรเฉลี่ยของบริษัทในกลุ่มอสังหาฯ อยู่ที่ 8.74% ในปี 2567 ลดลงจาก 11.52% ในปีก่อนหน้า

สินค้าคงเหลือและการพัฒนาเพิ่มขึ้น


หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือสินค้าคงเหลือและสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนาของบริษัทอสังหาฯ ทั้ง 38 บริษัท ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 7.50% เป็นมูลค่า 716,560.50 ล้านบาท จาก 666,526.73 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2566 โดยบริษัท แสนสิริ ถือเป็นบริษัทที่มีสินค้าคงเหลือและสินค้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนามากที่สุดที่ 101,582.28 ล้านบาท

อสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ที่ครองส่วนแบ่งตลาด

บริษัทอสังหาริมทรัพย์ 10 แห่งที่มีรายได้สูงสุดในปี 2567 ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 75.56% โดยบริษัทที่มีรายได้สูงสุดคือ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน) ด้วยมูลค่ารายได้ 39,204.56 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน) มีอัตรากำไรสูงสุดที่ 6,189.53 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของบรรดาผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์

โอกาสและความท้าทาย

แม้จะมีการลดลงของกำไร แต่ก็ยังมีโอกาสในตลาดอสังหาฯ ที่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ หากมีการปรับกลยุทธ์อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการมุ่งเน้นการบริหารสภาพคล่องทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับการหาวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าคงเหลือและโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา

ทว่า การเพิ่มแคมเปญทางการตลาดอาจ”ไม่ใช่”คำตอบในระยะยาว หากไม่สามารถรักษาอัตรากำไรให้ดีขึ้น บริษัทอสังหาฯ ต้องหาวิธีการที่มีความยั่งยืนมากขึ้นในการบริหารต้นทุนและเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

“อสังหาฯ ต้องเตรียมตัวให้พร้อมกับความท้าทายในอนาคต พร้อมปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 4มี.ค. “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” ที่ระดับ 34.06 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้างมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หากราคาทองคำยังได้แรงหนุนจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ทั้ง ทองคำ และเงินเยน ท่ามกลางความไม่แน่นอนสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความกังวลต่อนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 4มี.ค.2568 ที่ระดับ  34.06 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  34.16 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา ยังคงสะท้อนให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำมีผลต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน และเป็นอีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ในการประเมินแนวโน้มเงินบาท

ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าอาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หากราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ

ทั้งนี้ เรามีความกังวลว่า ณ ปัจจุบัน ผู้เล่นในตลาดได้ “รับรู้และคาดหวัง” ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปีหน้า ไปเต็มที่แล้ว (Fully Priced-In) ทำให้มีความเสี่ยงที่ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

อย่าง ข้อมูลการจ้างงานออกมาดีกว่าคาด หรือบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดย้ำจุดยืน ไม่รีบลดดอกเบี้ย ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองการลดดอกเบี้ยของเฟดดังกล่าว จนหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ นอกจากนี้ แนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ

และความไม่แน่นอนของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่หนุนเงินดอลลาร์ ได้เช่นกัน ซึ่งในส่วนของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ นั้น การเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากจีนล่าสุด ก็อาจเป็นปัจจัยที่กดดันให้เงินหยวนจีนทยอยอ่อนค่าลงได้ โดยภาพดังกล่าวก็อาจเป็นปัจจัยกดดันบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย

อนึ่ง แม้ว่าเงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าลงบ้าง แต่ในระยะสั้น เงินบาทอาจพอมีโซนแนวต้านแถว 34.30 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับยังคงอยู่ในช่วง 33.90-34.00 บาทต่อดอลลาร์

ซึ่งเราประเมินว่า บรรดาผู้นำเข้าบางส่วนอาจรอจังหวะเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นในการทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์บ้าง อีกทั้ง อาจเห็นโฟลว์ธุรกรรมน้ำมันเช่นกัน หลังล่าสุดราคาน้ำมันดิบได้ทยอยปรับตัวลดลง จากความกังวลแนวโน้มการเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจากผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.95-34.25 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น (แกว่งตัวในกรอบ 33.93-34.18 บาทต่อดอลลาร์) ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาผสมผสาน โดยล่าสุด ดัชนี ISM PMI ภาคการผลิตของสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ ก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 50.3 จุด แย่กว่าที่ตลาดคาด (ดัชนี เกิน 50 จุด สะท้อนถึงภาวะขยายตัว)

ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือ 75bps ในปีนี้ และลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง หรือ 25bps ในปีหน้า (Fully priced-in) นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากการรีบาวด์ขึ้นของเงินยูโร (EUR) หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป

ขณะเดียวกัน ความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ กอปรกับภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังได้หนุนความต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย

ทั้ง ทองคำ และเงินเยนญี่ปุ่น โดยการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ และการกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น (เพิ่มแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์) ก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลง ตามการอ่อนค่าลงของเงินหยวนจีน หลังสหรัฐฯ เตรียมขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมกับจีนอีก 10%

บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia -8.7% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เตรียมจะขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา จีน และยุโรป ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -2.64% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.76%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น +1.07% แม้ว่าโดยรวมตลาดหุ้นยุโรปจะถูกกดดันบ้างจากความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มการบินและอุตสาหกรรมทางทหาร

อาทิ BAE Systems +14.6% หลังผู้เล่นในตลาดประเมินว่า บรรดาประเทศในยุโรปมีแนวโน้มเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมชัดเจน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต

ในส่วนตลาดบอนด์ บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่าง “Fully Priced-In” ว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1 ครั้ง ในปีหน้า ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.13%

อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว มากกว่าไล่ราคาซื้อ เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่อาจปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และมุมมองของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง กดดันโดยมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า เฟดมีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้ ตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ขณะเดียวกัน การรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก ทั้ง เงินยูโร (EUR) และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ก็มีส่วนกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวลง สู่โซน 106.7 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.7-107.1 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน รวมถึงความต้องการถือทองคำเพื่อรับมือความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์  อีกทั้งการปรับตัวลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ปรับตัวขึ้นสู่แถวโซน 2,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ซึ่งการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอาจมีไม่มากนัก ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก จากทั้งฝั่งเฟด และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งเฟดและ BOJ

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในส่วนของการเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากจีน เม็กซิโกและแคนาดา รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรปด้วยเช่นกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทแข็งค่าผ่านแนว 34.00 มาปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.95-33.97 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.15 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 34.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ

เงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้น สวนทางเงินดอลลาร์ฯ ที่อ่อนค่าลง หลังจากตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด ซึ่งทำให้มุมมองต่อแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน  โดยดัชนี ISM ภาคการผลิต ปรับตัวลดลงมาที่ 50.3 ในเดือนก.พ. (ต่ำกว่าตลาดคาดที่ 50.7 และลดลงจากระดับ 50.9 ในเดือนม.ค.)

นอกจากนี้ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่ลดลง ยังเพิ่มแรงกดดันต่อ Sentiment ของค่าเงินดอลลาร์ฯ ด้วยเช่นกัน 

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.95-34.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและประเทศคู่ค้าอื่น (หลังภาษีที่เก็บจากแคนาดา เม็กซิโก และจีน มีผลแล้ว) ทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกและสัญญาณฟันด์โฟลว์ในตลาดการเงินไทย 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


สาวขอนแก่นโค่น “แชมป์เก่า” โคราชลิ่วชิงสุพรีม วอลเลย์บอลไทยลีก

การแข่งขันวอลเลย์บอลอาชีพ รายการ วอลเลย์บอล ไทยแลนด์ ลีก เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2568 รอบรองชนะเลิศ แข่งขันที่ MCC HALL เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค กรงุเทพมหานคร ประเภททีมหญิง สุพรีม ทิพย ชลบุรี-อี.เทค นำโดย ปลื้มจิตร์ ถินขาว ,วริศรา สีทาเลิศ, กุลภา เปี่ยมพงษ์สานต์ , กนกพร แสงทอง ,กัญญารัตน์ ขุนเมือง และ กัตติกา แก้วพิน เจอกับ แฮนด์อินแฮนด์ รือเสาะ ราชมงคลธัญบุรี วีซี ที่นำมาโดย นันท์นภัส มูลจะคำ , สุทัตตา เชื้อวู้หลิม , นารีรัตน์ บุตรเครือ , กัลยกร ลังบุบผา และ อัมพร หญ้าผา ปรากฎว่า เป็นฝ่ายสาวสุพรีม ที่เล่นได้เหนือกว่า ตบเอาชนะไป 3-0 เซต (25-21, 25-19, 25-19) ส่งผลให้สาวสุพรีม ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

ขณะที่ทีมหญิงอีกคู่ “ทีมแชมป์เก่า” นครราชสีมา คิวมิน ซี วีซี นำโดยขุมกำลังหลักอย่าง “ออมสิน” ศศิภาพร จันทวิสูตร, สิริมา มานะกิจ, กัญธิมา เอกปัชชา, ชิตพร กำลังมาก และดาวตบอย่าง อรอุมา สิทธิรักษ์ เจอกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอนแก่นสตาร์ ที่นำโดย แก้วกัลยา กมุลทะลา ดาวตบทีมชาติไทย พร้อมด้วย อนงค์พร พรหมรัด, หทัยรัตน์ จารัตน์, โสรยา พรมหล้า, ประภัสสร กองอุดม และ ฑิฆัมพร ช้างเขียว

ทีมนักตบสาวมหาวิทยาลัยขอนแก่น ขอนแก่นสตาร์ เตรียมแผนรับมือมาดี และระเบิดฟอร์มการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม ตบล้มแชมป์เก่าไป 3-1 เซต (25-14,25-15,23-25, 25-23) ส่งผลให้ สาวขอนแก่นสตาร์ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศกับ สุพรีม ทิพย ชลบุรี-อี.เทค แข่งขัน ในวันที่ 9 มีนาคม 2568 เวลา 17.00 น. ขณะที่รอบชิงอันดับ แข่งขันวันที่ 8 มี.ค. 2568 เริ่มเวลา 14.00 น.

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


5 วัคซีนสำหรับวัยรุ่น-ผู้ใหญ่ตอนต้น เพื่อป้องกัน 9 โรคร้าย

ปัจจุบัน ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างให้ความสนใจและสนับสนุนการให้วัคซีนป้องกันโรคแก่บุคคลในกลุ่มอายุต่างๆ มากขึ้น  อย่างไรก็ตามพบว่าอัตราการให้วัคซีนแก่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น (หรืออายุระหว่าง 9-26 ปี) ยังต่ำอยู่ ทำให้คนในวัยนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางชนิดมากขึ้น

ในฐานะผู้ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับคนไทยมากว่า 95 ปี สถานเสาวภา สภากาชาดไทย จึงรณรงค์ให้ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นตระหนักถึงความจำเป็นของการรับวัคซีนเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน ตลอดจนลดความรุนแรงของโรค ลดการแพร่เชื้อไปยังคนใกล้ตัว และลดอัตราการเสียชีวิตจาก 9 โรคร้ายซึ่งสามารถป้องกันได้ตามคำแนะนำการให้วัคซีนป้องกันโรคโดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทยในปี 2557

วัคซีนที่แนะนำให้ฉีดทั้ง 5 ชนิด ซึ่งป้องกันได้ทั้งหมด 9 โรคสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น ประกอบด้วย

  • วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก 
  • วัคซีนป้องกัน คอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก 
  • วัคซีนป้องกันเอชพีวี  
  • วัคซีนป้องกัน หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม 
  • วัคซีนป้องกันอีสุกอีใส 

สาเหตุที่วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นควรฉีดวัคซีนทั้ง 5 ชนิดนี้ เนื่องจาก

ประการแรก แม้เคยรับวัคซีนแล้วในตอนเด็ก แต่ภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนบางชนิดอาจลดลงตามกาลเวลาเนื่องจากวัยรุ่นไม่มีการพบแพทย์ เนื่องจากมักมีสุขภาพดี และไม่มีโปรแกรมการนัดฉีดวัคซีนชัดเจนเหมือนในเด็กเล็ก จึงจำเป็นต้องได้รับการฉีดเข็มกระตุ้น

อย่างเช่นโรคบาดทะยัก ซึ่งมีแนวโน้มว่าภูมิคุ้มกันเริ่มลดลงในช่วงอายุ 15-30 ปีจากไม่ได้รับการฉีดกระตุ้นในช่วงวัยรุ่น หรือโรคคอตีบ ซึ่งเคยพบมีการระบาดและพบว่าผู้ป่วยเป็นในกลุ่มเด็กอายุ 5-14 ปี และผู้ใหญ่อายุมากกว่า 15 ปี โดยอัตราเสียชีวิตก็สูงขึ้นเมื่อเทียบกับในอดีต รวมถึงโรคไอกรนที่มีรายงานในต่างประเทศว่าพบอัตราการเกิดโรคสูงขึ้นในทั้งเด็กโตและวัยรุ่น

ประการที่สอง แพทย์อาจเข้าใจว่าผู้ป่วยเคยรับวัคซีนมาแล้วตั้งแต่ในวัยเด็กทั้งที่แท้จริงยังไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนจึงไม่ได้ให้วัคซีน หรือเคยได้รับวัคซีนไปแล้วแต่ไม่ได้ผล เช่น ปรากฏรายงานผู้ป่วยโรคหัดที่เคยมีประวัติฉีดวัคซีนมาก่อน จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน หัด หัดเยอรมัน คางทูม ซ้ำเพื่อให้มีภูมิต้านทาน โรคหัดเยอรมันซึ่งหากหญิงมีครรภ์ได้รับเชื้อ เด็กที่เกิดมาอาจเป็นหัดเยอรมันโดยกำเนิดได้ แม้ว่าภูมิต้านทานที่เกิดจากการฉีด

ประการที่สาม โรคบางชนิดอาจมีโอกาสติดเชื้อเพิ่มขึ้นหรือรุนแรงขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อในวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ เช่น การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี ซึ่งติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์และอาจนำไปสู่การป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูก และบางโรคอาจรุนแรงหรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนมาก เช่น โรคสุกใส ที่พบว่าผู้ใหญ่และหญิงตั้งครรภ์มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้มากกว่าในเด็ก

ประการที่สี่ นวัตกรรมการแพทย์มีการพัฒนามากขึ้นและทำให้มีการพัฒนาวัคซีนใหม่ๆ ที่ป้องกันโรคติดเชื้อที่มีความสำคัญ เช่น วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ที่เพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2559 เนื่องจากไข้เลือดออกเป็นโรคที่ไม่สามารถคาดเดาความรุนแรงของอาการได้และยังไม่มียารักษาโดยตรง ซึ่งนอกจากเป็นการป้องกันตนเองจากอันตรายของโรคแล้ว ยังเป็นการลดโอกาสแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น 

ยิ่งกว่านั้นการฉีดวัคซีนบางชนิดในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นยังสามารถป้องกันการแพร่โรคไปยังบุคคลใกล้ชิดโดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำที่จะได้รับอันตรายจากติดเชื้อ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และหญิงมีครรภ์

หากประชากรกลุ่มนี้ไม่มีภูมิคุ้มกัน เมื่อมีการติดเชื้อจากโรคดังกล่าว แม้บางครั้งอาการอาจไม่รุนแรง แต่ความเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายตามมาคือ การเป็นพาหะแพร่เชื้อให้คนใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ เด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ และผู้สูงอายุ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


“บีไอจี – ดั๊บเบิ้ล เอ” ใช้ออกซิเจนคาร์บอนต่ำผลิตกระดาษเจ้าแรก มุ่ง Net Zero

นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี เปิดเผยว่า บริษัทได้ดำเนินการพัฒนาและนำนวัตกรรมออกซิเจนคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Oxygen) มาใช้ในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษให้กับบริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) เป็นรายแรกของอุตสาหกรรมกระดาษในไทย

ทั้งนี้ บีไอจีมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันด้านก๊าซอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยกระบวนการผลิตก๊าซของบีไอจีได้รับการรับรองจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ว่ามีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีนัยสำคัญ 

ส่งผลให้ก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำจากบีไอจี เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และไฮโดรเจน สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมให้กับภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกได้อีกด้วย

สำหรับดั๊บเบิ้ล เอ ถือเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมกระดาษไทยรายแรก ที่นำนวัตกรรมออกซิเจนคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Oxygen) ของบีไอจี เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษเป็นรายแรกของอุตสาหกรรมกระดาษไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นายชาญวิทย์ จารุสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดั๊บเบิ้ล เอ (1991) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การนำออกซิเจนคาร์บอนต่ำมาใช้ในกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษมีส่วนสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

สอดคล้องกับนโยบายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัท ซึ่งมุ่งเน้นการดูแลใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยเฉพาะการไปสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยการนำก๊าซ Low-Carbon Oxygen มาใช้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากซัพพลายเชน

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) โดยในปี 2566 บริษัทได้บรรลุความสำเร็จในเป้าหมายระยะสั้นไปได้เร็วกว่าและดีกว่าที่ตั้งไว้ โดยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 48% จากปีฐานที่ประเมินไว้ และเป้าหมายต่อไปคือการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2583 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศที่กำหนดไว้ในปี 2608

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


9 วิธีเก่งภาษาอังกฤษ ใน 3 เดือน สำหรับคนทำงาน คุณก็ทำได้!

9 วิธีเก่งภาษาอังกฤษ ในการทำงาน

วิธีที่จะช่วยให้คุณเก่งภาษาอังกฤษในการทำงานมากขึ้น มีวิธีฝึกดังนี้

1. ฝึกฟังภาษาอังกฤษทุกวัน

การฟังเพลงเป็นกิจกรรมที่เราสามารถทำได้ทุกวัน เริ่มจากเลือกเพลงภาษาอังกฤษจากศิลปินที่คุณชื่นชอบสักเพลง เพื่อเป็นแรงจูงใจ ในการฟังเพลงภาษาอังกฤษ แล้ว search หาเนื้อเพลงและความหมายเพื่อให้เราเข้าใจ และร้องตามได้อย่างถูกต้อง (การฟังเพลงขณะรถติดก็เป็นวิธีที่ดีไม่ใช่น้อย)

การดูภาพยนตร์, ซีรี่ส์ที่เป็นภาษาอังกฤษ โดยครั้งแรกให้เราอ่านซับไตเติ้ลหรือคำแปลด้านล่างเพื่อให้เราเข้าใจในเรื่องราว และในการฝึกครั้งต่อไปให้คุณลองปรับเป็น subtitle ภาษาอังกฤษ การดูหนังเป็นวิธีการที่ได้ทั้งความบันเทิง และได้ฝึกภาษาอังกฤษที่ง่ายดายวิธีหนึ่ง

เราจะได้พักผ่อนและคลายความเครียด ด้วยการดูหนังฟังเพลง แถมยังได้ฝึกฟังสำเนียงที่แตกต่าง ฝึกการคิดเดาความหมายจากอวัจนภาษาที่ปรากฏ ฝึกร้องเพลงภาษาอังกฤษ และยังได้เรียนรู้วลีคำศัพท์แสลงใหม่ ๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หากเราสามารถฟังบทสนทนาแล้วเข้าใจความหมาย หรือเข้าใจเนื้อร้องจากเพลงที่เราได้ยินบ่อย ๆ จะเป็นการเพิ่มความมั่นใจและทำให้เราไม่กลัวเวลาที่ต้องฟังฝรั่งพูดอีกต่อไป

2. ฝึกอ่านภาษาอังกฤษทุกวัน

ฝึกอ่านภาษาอังกฤษสิ่งรอบตัวให้ได้มากที่สุด ในปัจจุบันนี้เราอยู่ในยุคดิจิทัล ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารภาษาอังกฤษง่ายๆ เพียงแค่ใช้ Smart Phone หรือ Tablet ให้เป็นประโยชน์มากขึ้น นอกเหนือจากการใช้เพื่อความบันเทิงหรือใช้เล่นโซเชียลมีเดียกับเพื่อน ๆ เท่านั้น

คุณสามารถฝึกอ่านข่าวภาษาอังกฤษจาก Website สำนักข่าวต่างประเทศ อาทิ CNN, BBC, Bloomberg ได้ง่ายทุกวัน นอกจากจะประโยชน์ทางภาษาและยังได้ความรู้รอบตัวที่กว้างขวางขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการทำงานอีกด้วย

นอกจากนี้หากคุณเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ คุณสามารถเลือกซื้อหนังสือตามความชอบหรือสิ่งที่คุณสนใจ เช่น นิยายภาษาอังกฤษ เพื่อการฝึกคำศัพท์ ฝึกการอ่านจับใจความ ฝึกการใช้รูปประโยคที่หลากหลาย สละสลวย ฝึกจินตนาการ การอ่านทุกวันจะทำให้เราเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

3. ฝึกเขียนภาษาอังกฤษทุกวัน

เมื่อเราฝึกการฟัง พูด อ่าน อย่างเป็นประจำแล้ว ทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ ก็มีความจำเป็นในการทำงานมากเช่นกัน เราควรหมั่นฝึกฝนการเขียนภาษาอังกฤษในทุกวัน เมื่อเรานึกคำหรือรูปประโยคที่เราจำได้ เราก็ควรเขียนลงสมุด เพื่อทบทวนสิ่งเราได้เรียนรู้และพยายามฝึกฝนการเขียนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เราใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้อย่างถูกต้อง หมั่นท่องศัพท์ และเรียนรู้หลักไวยากรณ์พื้นฐานให้แม่นยำ

เราสามารถฝึกฝนการเขียนภาษาอังกฤษเป็นประจำในทุกๆ วัน โดยอาจฝึกเขียนไดอารี่เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ฝึกเขียนอีเมลภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ในการทำงานได้ ทั้งนี้เราอาจถามผู้รู้ หรืออาจารย์เพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้องและอาจได้รับคำแนะนำเพื่อพัฒนาการเขียนภาษาอังกฤษของเรา ในครั้งต่อๆ ไป

4. จัดให้มีช่วงเวลาพูดภาษาอังกฤษในที่ทำงาน

เพื่อการฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษให้เป็นเร็ว เราต้องสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่คุณจำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในทุก ๆ วัน โดยอาจนำเสนอให้ที่ทำงานมีกิจกรรม “ชั่วโมงฝึกพูดภาษาอังกฤษ” เช่น หลังบ่ายสามโมงของทุกวัน ให้ทุกคนในแผนกหรือในองค์กรสื่อสารกันโดยใช้ภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นการพูดหรือการเขียน หรืออาจเสนอให้มีการจัดอบรมภาษาอังกฤษทุกวันหลังเลิกงาน เพื่อสร้างแรงจูงใจและกระตุ้นให้เราได้ใช้ภาษาอังกฤษทุกๆ วัน

เมื่อเราพูดบ่อยๆ เราก็จะเคยชิน และการใช้ภาษาอังกฤษก็จะเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เราทำได้เหมือนเวลาเราใช้ภาษาไทยในการติดต่อสื่อสาร

5. เข้าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ

หากมีเวลาและทุนทรัพย์เพียงพอ การไปเข้าคอร์สเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ตามสถาบันสอนภาษาก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น เพราะเราจะรู้หลักการใช้ภาษาอังกฤษ รู้เทคนิคในการฟัง-พูด-อ่าน-เขียน จากอาจารย์ผู้สอน เราจะได้มีชั่วโมงบังคับที่ที่จะทำให้เราได้ใช้ภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่

หากเราตั้งเป้าหมายสอบวัดระดับความรู้ความสามารถทางภาษาอังกฤษ เช่น TOEICTOEFLIELTS ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราต้องกระตุ้นตัวเองให้ฝึกภาษาอังกฤษอย่างจริงจังมากขึ้น เพื่อใช้ผลคะแนนที่ดี มาพัฒนาในด้านการทำงานหรือการศึกษาต่อในอนาคต

และถึงตอนนี้คุณทุ่มเทให้กับการทำงานจนมีเวลาน้อย คอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ก็จะช่วยให้คุณประหยัดเวลามากขึ้นด้วย

6. เข้าร่วมชมรมหรือกิจกรรมนอกเวลางานที่ใช้ภาษาอังกฤษ

การหาเพื่อนชาวต่างชาติ หรือการไปเข้าร่วมชมรมภาษาอังกฤษ หรือกิจกรรมต่างๆ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้เราได้ฝึกภาษาโดยตรงกับเจ้าของภาษา

การที่ตัวเราได้ไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด จะทำให้เราสังเกตการใช้คำและรูปประโยคจากคนต่างชาติ แล้วนำมาปรับใช้ในภาษาอังกฤษของเราได้ดีขึ้น ข้อดีคือเราจะได้เพื่อนใหม่ เปิดโลกกว้าง และสร้าง connection กับชาวต่างชาติอีกด้วย

7. พยายามนึกหรือมองทุกสิ่งรอบตัวให้เป็นภาษาอังกฤษ

หากงานของคุณเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ คุณอาจเพิ่มการเรียนรู้ภาษาอังกฤษง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง โดยการนึกหรือมองทุกสิ่งรอบตัวเป็นภาษาอังกฤษ นึกคำศัพท์ของสิ่งรอบตัวที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันเป็นภาษาอังกฤษ

ถ้าไม่แน่ใจศัพท์คำไหน ให้จำหรือจดไว้แล้วมาเปิดดิกชันนารีทีหลัง หรือคุณจะโหลดแอปดิกชันนารี อาทิ Longdo Dict, Urban Dictionary ไว้ในสมาร์ทโฟนของคุณ เพื่อการเรียนรู้ที่รวดเร็วขึ้นก็ได้ หรือก่อนจะคุยกับใครคุณอาจลองนึกบทสนทนาเป็นภาษาอังกฤษในหัวก่อนว่ารูปประโยคที่คุณต้องการสื่อสารนี้จะใช้เป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ก่อนที่จะคุยกับเขาเป็นภาษาไทยปกติก็ได้ วิธีนี้จะทำให้เราได้ฝึกภาษาบ่อยขึ้นทุกที่ทุกเวลา

8. กำหนดเป้าหมายในการใช้ภาษาอังกฤษและมุ่งมั่นตั้งใจจริง

การกำหนดเป้าหมายในการใช้ภาษาอังกฤษและฝึกฝน และเรียนรู้อย่างมุ่งมั่น ตั้งใจจริง จะทำให้เรารู้ว่าเราเรียนภาษาอังกฤษไปเพื่ออะไร? เพื่อเพิ่มพูนความรู้ เพื่อใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพื่อเพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพการงาน

เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว และพุ่งชนอย่างจดจ่อตั้งใจ อดทน ความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษภายใน 3 เดือนนั้นไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน แต่เชื่อเถอะว่าถ้าคุณตั้งใจกับการฝึกภาษาอังกฤษขนาดนี้แล้วละก็ ภาษาอังกฤษของคุณจะดีขึ้นแน่นอนไม่มากก็น้อย จริงไหม!

9. ทำการฝึกใช้ภาษาอังกฤษให้เป็นเรื่องสนุก

มองการฝึกการใช้ภาษาอังกฤษให้เป็นเรื่องสนุก ให้เป็นความท้าทาย เป็นความตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้สิ่งแปลกใหม่และเอาชนะตัวเองได้ เมื่อเรามองว่าภาษาอังกฤษเป็นเรื่องธรรมดารอบตัว จะทำให้เราลดความเครียดที่ต้องฝึกภาษาอังกฤษลง เมื่อนั้นเราจะเกิดความภาคภูมิใจ มั่นใจในตัวเอง ไม่ประหม่า เขิน อาย หรือกลัวเวลาที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษอีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก edufirstschool.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 04/03/2568

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a46,350.0046,450.00
ทองรูปพรรณ 96.5%3,002.0045,510.3247,250.00
ทองรูปพรรณ 90%2,701.8040,959.29n/a
ทองรูปพรรณ 80%2,401.6036,408.26n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,351.0020,481.16n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,051.0015,933.16n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%3,111.0047,162.76n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 04/03/2568



ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9535.3535.3535.8535.3535.3535.3535.3535.3535.3535.35
แก๊สโซฮอล์ 9134.9834.9835.4834.9834.9834.9834.9834.9834.9834.98
แก๊สโซฮอล์ E2033.1433.1433.6433.1433.1433.1433.1433.1433.14
แก๊สโซฮอล์ E8531.6931.6931.69
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม43.9449.8449.8449.8443.94
เบนซิน 9543.6449.8144.1443.7943.64
ดีเซล32.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.94
ดีเซลพรีเมี่ยม44.9447.1449.8447.1447.1444.94
แก๊ส NGV17.9017.9017.90
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า