สาระน่ารู้ประจำวันที่ 05 กุมภาพันธ์ 2568

ลลิล ชี้คมนาคมกรุงเทพฯตอนใต้ หนุนราคาที่ดิน-อสังหาฯขยับ

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยคมนาคมกรุงเทพฯตอนใต้ หนุนราคาที่ดิน-โครงการอสังหาฯขยับราคา ระบุมี 10 โครงการ มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ ประชาอุทิศ, สุขสวัสดิ์, พระราม 2 และเอกชัย รองรับความต้องการที่อยู่อาศัยที่หลากหลายจากกลุ่มพนักงานและเจ้าของกิจการ

หากพูดถึงปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ขยายตัวไม่หยุด คงจะหนีไม่พ้นการพัฒนาระบบคมนาคมที่สามารถเชื่อมกรุงเทพฯ กับพื้นที่รอบนอกได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งหากมองไปที่ “กรุงเทพฯ ตอนใต้” ก็จะเห็นความเคลื่อนไหวสำคัญจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลให้ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่นี้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการของบริษัท  ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมที่แข็งแกร่งในกรุงเทพฯ ตอนใต้ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมากมาย ซึ่งจะรองรับกำลังซื้อของกลุ่มคนที่ต้องการบ้านในราคาที่เข้าถึงได้ และสามารถเดินทางไปยังใจกลางเมืองได้สะดวกยิ่งขึ้น

การก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางขุนเทียน – ปากท่อ รวมถึงการเปิดสะพานพระราม 10 ซึ่งถือเป็นสะพานที่มีความกว้างที่สุดในประเทศไทย จะยิ่งเป็นตัวเร่งให้โครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ ตอนใต้เติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะโครงการเหล่านี้จะมีความสะดวกในการเดินทางจากและสู่กรุงเทพฯ มากขึ้น ส่งผลให้ราคาที่ดินและอสังหาฯ ในย่านนี้สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” มองเห็นศักยภาพในพื้นที่กรุงเทพฯ ตอนใต้ ที่สามารถพัฒนาเป็นโครงการบ้านหลากหลายประเภทได้แก่ บ้านเดี่ยว, ทาวน์โฮม, หรือคอนโดมิเนียมในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง บางบอน, สมุทรสาคร, และนครปฐม ที่มีความสะดวกสบายในการเดินทางไปยังใจกลางเมือง ขณะที่ราคาที่ดินในพื้นที่นี้ยังคงสามารถจับต้องได้ หากเทียบกับราคาในย่านธุรกิจ CBD ซึ่งกำลังปรับตัวสูงขึ้น

“เรามั่นใจว่าเมื่อโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ๆ พร้อมให้บริการ ราคาที่ดินและอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ ตอนใต้จะมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน และการขยายตัวของพื้นที่นี้จะสามารถรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้คนที่มีงบประมาณไม่มาก แต่ยังคงต้องการบ้านในทำเลที่เดินทางสะดวก”

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มคนที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยนั้น หลัก ๆ คือ ย่านประชาอุทิศ สุขสวัสดิ์ พระราม 2 เอกชัย ที่เชื่อมต่อไปยัง CBD ได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะกับการเปิดใช้โครงการสะพานพระราม 10 ที่จะช่วยลดปัญหาจราจรที่สะสมในอดีตและช่วยให้การเดินทางระหว่างกรุงเทพฯ กับพื้นที่ใกล้เคียงสะดวกขึ้น

ในอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อโครงข่ายคมนาคมเสร็จสมบูรณ์ ถนนพระราม 2 จะกลายเป็นเส้นทางหลักที่เชื่อมกรุงเทพฯ กับภาคใต้และภาคตะวันตก ซึ่งจะส่งผลกระทบในเชิงบวกทั้งในด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า นอกจากนี้ การพัฒนาพื้นที่ยังสามารถกระจายความหนาแน่นของประชากรจากพื้นที่ใจกลางเมืองไปสู่โซนชานเมืองอย่าง สมุทรสาคร และนครปฐม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

” ในอนาคตหากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมแล้วเสร็จ ราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ตอนใต้จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้โอกาสในการซื้อที่อยู่อาศัยในราคาที่สามารถจับต้องได้อาจจะลดลง ดังนั้น ผู้ซื้อจึงควรรีบตัดสินใจก่อนที่ราคาจะขยับขึ้นตามกลไกตลาด”

ปัจจุบัน ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มีโครงการในกรุงเทพฯ ตอนใต้กว่า 10 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ เช่น ประชาอุทิศ, สุขสวัสดิ์, พระราม 2 และเอกชัย โดยลลิลมองเห็นความสำคัญของพื้นที่นี้ในการรองรับความต้องการที่อยู่อาศัยที่หลากหลาย ทั้งจากกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นพนักงานบริษัทและเจ้าของกิจการที่ต้องการบ้านในทำเลที่สะดวกต่อการเดินทางไปยัง CBD

การพัฒนาระบบคมนาคมในกรุงเทพฯ ตอนใต้จึงไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อบ้านสามารถเลือกที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีศักยภาพสูงและยังมีราคาที่เหมาะสมอยู่ในช่วงเวลานี้

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


มอง“อสังหาฯ” มุม “ศุภาลัย” โอกาส ท้าทาย กับกลยุทธ์รับมือ

ศุภาลัยมองโอกาสท่ามกลางความท้าทายในตลาดอสังหาฯ ปี 2568 จากดอกเบี้ยขาลง ซัพพลายลดลง และมาตรการภาครัฐ ขณะที่ผู้ประกอบการแข่งเดือดด้านราคา

ปี 2568 กำลังจะกลายเป็นอีกหนึ่งปีที่น่าจับตามองของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย หลังจากที่ตลาดเผชิญความท้าทายมากมายในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง

รวมถึงมาตรการควบคุมสินเชื่อของธนาคาร ล่าสุดเริ่มมีสัญญาณเชิงบวกที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ลดลง และการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ

โดย ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานคณะกรรมการ และนายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ให้ข้อมูลที่ น่าสนใจเกี่ยวกับแนวโน้มตลาดอสังหาฯ ปี 2568 มองว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ และโอกาสจะอยู่ในมือของผู้ที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ดร.ประทีป ระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนตลาดปีนี้คือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับลดลง หลังจากที่ธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน การลดลงของอัตราดอกเบี้ยจะช่วยให้การเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่เริ่มปรับลดลงหลังจากที่อยู่ในระดับสูงมาหลายปี เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาวัตถุดิบที่ลดลงจากการปรับสมดุลของตลาดโลก การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง จะเป็นปัจจัยช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตั้งราคาขายได้ในระดับที่แข่งขันได้มากขึ้น

อย่างเช่นโครงการของศุภาลัยที่ได้รับอานิสงส์ จึงทำให้มีต้นทุนปัจจุบันกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับต้นทุนในช่วงก่อนวิกฤติโควิด-19 หรืออาจสูงกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สามารถนำเทคโนโลยีและกระบวนการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพมาประยุกต์ใช้ จะมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้นและสามารถนำเสนอราคาที่น่าสนใจให้แก่ผู้บริโภคได้มากขึ้น

นายไตรเตชะ กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งในปัจจัยที่มีผลดีต่อการแข่งขันในปีนี้คือจำนวนซัพพลายที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยระบุว่า ปี 2568 มีโอกาสเห็นการเปิดตัวโครงการใหม่ในระดับตํ่าที่สุดในรอบ 15 ปี

โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ส่วนหนึ่งมาจากความเข้มงวดของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้พัฒนาโครงการ รวมถึงต้นทุนที่ดินที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้หลายบริษัทเลือกที่จะชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไป

ในขณะเดียวกันด้านดีมานด์ความต้องการซื้อยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) และกลุ่มนักลงทุนที่เห็นโอกาสจากราคาที่ปรับตัวลงมาในบางทำเล คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมโอนยังได้รับความสนใจสูง และบางโครงการสามารถขายได้หลายสิบยูนิตภายในระยะเวลาอันสั้น

นายไตรเตชะ เสนอแนะเพิ่มเติมว่า ภาครัฐอาจพิจารณามาตรการสนับสนุนอื่น เช่น การให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ซื้อบ้านหลังแรก หรือการออกโครงการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าสำหรับผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงตํ่า

นอกจากนี้ ยังควรมีการปรับปรุงกฎหมายควบคุมการพัฒนาโครงการให้ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น การพิจารณาปรับลดที่ดินขั้นตํ่าของบ้านแต่ละประเภท เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ซึ่งจะส่งผลให้ราคาขายสามารถเข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้บริโภค อีกทั้ง การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การขยายเส้นทางคมนาคมและพัฒนาเมืองใหม่ จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเติบโตของตลาดในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม นายไตรเตชะ ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 จะเป็นปีแห่งการแข่งขันด้านราคาและคุณค่า (Price Performance) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา การแข่งขันเรื่องราคาในตลาดมีความรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งผู้บริโภคยุคนี้ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน

ผู้พัฒนาอสังหาฯ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านราคาเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นและให้ความสนใจกับโครงการที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด หลายบริษัทจึงเริ่มแข่งขันกันในด้านโปรโมชันและข้อเสนอพิเศษ เช่น อัตราดอกเบี้ยพิเศษ การยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอน หรือแม้กระทั่งลดของแถมเพิ่มเติม เพื่อลดราคาของโครงการ

ทั้งนี้ ในปี 2568 จะเป็นปีแห่งทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ ผู้พัฒนาโครงการต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง ข้อจำกัดด้านซัพพลาย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ยังต้องการการปรับตัวควบคู่กับกลยุทธ์การตลาดที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดในปีนี้ได้

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5ก.พ.“แข็งค่าขึ้น” ที่ระดับ 33.68 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sideways ราคาทองคำก็เสี่ยงที่จะมีจังหวะย่อตัวลง ส่วนเงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่า

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5ก.พ. 2568ที่ระดับ  33.68 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ที่ระดับ  33.82 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น

หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sideways หากประเมินตามกลยุทธ์ Trend Following ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงชัดเจน เหนือโซนแนวต้าน 34.10 บาทต่อดอลลาร์

 อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา เงินบาทได้รับอานิสงส์จากการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำพอสมควร ซึ่งปัจจุบัน หากประเมินในเชิงเทคนิคัล ราคาทองคำก็เสี่ยงที่จะมีจังหวะย่อตัวลงมาบ้าง โดยการปรับตัวลงของราคาทองคำก็อาจถูกเร่งได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ในช่วงนี้ ทั้ง ดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ รวมถึงข้อมูลการจ้างงาน ออกมาดีกว่าคาด

อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า ตลาดการเงินยังเสี่ยงเผชิญความผันผวนลักษณะ Two-Way Volatility ขึ้นกับความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0

ซึ่งในช่วงระยะสั้น อาจต้องจับตาท่าทีของทางการสหรัฐฯ ต่อแนวโน้มการขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรป ที่อาจกดดันให้เงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงแนวโน้มการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำจีน ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอเก็บภาษีนำเข้าที่ได้ประกาศไปล่าสุด

โดยภาพดังกล่าว ก็อาจหนุนให้ เงินหยวนจีน (CNY) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่งผลดีต่อบรรดาสกุลเงินเอเชียได้ไม่ยาก แต่เรายังไม่ได้มีความหวังต่อการรีบกลับมาเจรจาระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มากนัก

และคงมุมมองเดิมว่า ต้องระวังแนวโน้มที่สหรัฐฯ อาจเดินหน้าทยอยขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจีน ทว่าสิ่งที่อาจพอเป็นไปได้ คือ การปรับมาตรการเก็บภาษีนำเข้าใหม่ โดยอาจยกเว้นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง Smartphone เนื่องจากการประกาศมาตรการภาษีล่าสุดจะกระทบต่อบริษัทสหรัฐฯ อย่าง Apple ได้พอสมควร

อนึ่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในคืนนี้ อย่าง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนโดย ADP และดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เนื่องจากสถิติในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงผันผวนโดยเฉลี่ยเกือบ +/-0.20% ภายในช่วง 30 นาที หลังรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50-33.80 บาท/ดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.60-33.87 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ หลังบรรยากาศในตลาดการเงินฝั่งสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น

ท่ามกลางความหวังว่า ผู้นำจีนกับสหรัฐฯ จะมีการเจรจาในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำสงครามการค้า หลังสหรัฐฯ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากจีน ส่วนทางการจีนล่าสุดก็ได้ประกาศมาตรการตอบโต้การขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าวเช่นกัน

นอกจากนี้ ตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส และนอกเหนือจากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทั้งยอดคำสั่งซื้อภาคโรงงาน (Factory Orders) ที่หดตัว -0.9%m/m ส่วนยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) ก็อยู่ที่ระดับ 7.6 ล้านตำแหน่ง ลดลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าและแย่กว่าคาดพอสมควร

ซึ่งการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงหลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ก็มีส่วนหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์และช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมาเช่นกัน

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างก็มีความหวังว่า ผู้นำสหรัฐฯ และจีนอาจมีการเจรจากันในเร็วนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่การชะลอมาตรการเก็บภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ ได้ประกาศก่อนหน้าได้ ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.72%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 รีบาวด์ขึ้นราว +0.22% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส อาทิ Ferrari +8.0%, BNP +4.2% อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก ท่ามกลางความกังวลว่า ยุโรปอาจเผชิญนโยบายกีดกันทางการค้าจากสหรัฐฯ ได้ในอนาคต

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์นั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.53% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 4.60% ทว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ เป็น 74% ก็มีส่วนกดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงได้

อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่อาจผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ขึ้นกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทำให้เราคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip) เพื่อให้ได้ Risk-Reward ที่มีความน่าสนใจและคุ้มค่า

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลง กดดันโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาแย่กว่าคาด รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่าเงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง

เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ อีกทั้งการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวลงสู่โซน 108 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 107.9-108.7 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าตลาดการเงินจะทยอยกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ทว่า การทยอยปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ

(สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้ระดับ 2,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ก่อนที่จะเผชิญแรงขายทำกำไรออกมาบ้าง ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมขายทำกำไรทองคำดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนค่าของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนมกราคม รวมถึงยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ซึ่งอาจพอช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ที่จะรายงานในวันศุกร์นี้ได้

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ภายใต้ความผันผวนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0

ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนและอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ผ่านรายงานดัชนี Caixin PMI ภาคการบริการ เดือนมกราคม 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงรอติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า (รอจับตาว่า ทางการสหรัฐฯ จะมีการเจรจากับทางการจีน จนอาจนำไปสู่การชะลอมาตรการเก็บภาษีนำเข้าได้หรือไม่) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.65-33.67 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.00 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.83 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทขยับแข็งค่าขึ้นท่ามกลางแรงขายเงินดอลลาร์ฯ อย่างต่อเนื่อง หลังสหรัฐฯ ชะลอการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกออกไป 30 วัน นอกจากนี้ Sentiment ของสกุลเงินเอเชียโดยรวม ยังมีแรงหนุนจากสัญญาณการกำหนดอัตราอ้างอิงเงินหยวน (ที่ขยับแข็งค่าขึ้นทั้งเมื่อเทียบกับที่ตลาดประเมิน

และเมื่อเทียบกับระดับอ้างอิงของวันทำการก่อนหน้า) หลังตลาดการเงินจีนกลับมาเปิดทำการจากที่ปิดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประกอบกับน่าจะมีแรงซื้อคืนเงินหยวนต่อเนื่องจากการที่จีนประกาศปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ภายหลังจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เก็บเพิ่มเติมกับจีนมีผลเมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา    

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.55-33.75 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามจะอยู่ที่สัญญาณตึงเครียดในประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า ดัชนี PMI ภาคบริการเดือนม.ค. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน และอังกฤษ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ดัชนี PMI และ ISM ภาคบริการ  ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนม.ค.

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


“หมิว พรปวีณ์” ทะยานมือ 6 ของโลก “บาส-เฟม” พุ่งอันดับ 14

“หมิว” พรปวีณ์ เจ้าของแชมป์หญิงเดี่ยวแบดมินตัน ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์ มาสเตอร์ส 2025 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อันดับโลกขึ้นจากที่ 8 มารั้งที่ 6 ของโลกแล้ว ซึ่งก็นับเป็นอันดับโลกดีสุดของเจ้าตัวนับตั้งแต่เล่นอาชีพมา ด้านคู่ผสม “บาส” เดชาพล และ “เฟม” ศุภิสรา ที่กำลังฟอร์มร้อนแรง คว้าแชมป์ร่วมกันมาแล้ว 4 รายการ ซึ่งก็รวมถึงรายการล่าสุดที่ไทยด้วย อันดับโลกขยับอีก 5 ขั้น มารั้งที่ 14 ของโลกแล้ว

สหพันธ์แบดมินตันโลก (บีดับเบิลยูเอฟ) ทำการอัพเดทอันดับและคะแนนสะสมประจำสัปดาห์ของนักกีฬา เมื่อ 4 ก.พ.2568 โดยหลังจบการแข่งขันในระดับบีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ 300 รายการ ปริ๊นเซส สิริวัณณวรี ไทยแลนด์  มาสเตอร์ส 2025 ที่อาคารนิมิบุตร เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่าน นักกีฬาไทยซึ่งพาเหรดกันทำผลงานได้ดีหลายประเภท อันดับโลกขยับขึ้นกันถ้วนหน้า โดยอันดับโลกของนักกีฬาไทยที่น่าสนใจ มีดังนี้ 

ประเภทหญิงเดี่ยว “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ เจ้าของแชมป์หญิงเดี่ยวในรายการดังกล่าว ขยับ 2 ขั้น จากที่ 8 มารั้งที่ 6 ของโลก ซึ่งก็นับเป็นอันดับโลกที่ดีที่สุดตั้งแต่ “หมิว” เทิร์นโปร ส่วน “เม” ศุภนิดา เกตุทอง อันดับ 7, “เมย์” รัชนก อินทนนท์ อันดับ 10, “ครีม” บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ อันดับ 12, “แครอท”  พรพิชชา เชยกีวงศ์  อันดับ 37, “จิว” ลลินรัศฐ์ ไชยวรรณ อันดับ 57, “มินนี่” ธมนวรรณ นิธิอิทธิไกร อันดับ 67, “พิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ อันดับ 99 

ประเภทชายเดี่ยว “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ อันดับ 5, “กันต์” กันตภณ หวังเจริญ อันดับ 41, หญิงคู่ “เกน” ลักษิกา กัลละหะ กับ “จ๋อมแจ๋ม” ผไทมาส เหมือนวงศ์ อันดับ 12 (อันดับดีสุดตั้งแต่เล่นร่วมกันมา), “มูนา” เบญญาภา เอี่ยมสอาด และ “อันนา” นันทน์กาญจน์ เอี่ยมสอาด อันดับ 17, ประเภทชายคู่ “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “สกาย” กิตตินุพงษ์ เกตุเรน อันดับ 22,  “พี” พีรัชชัย สุขพันธ์ กับ “โอโม่” พรรคพล ธีระรัตน์สกุล อันดับ 32 

ส่วนประเภทคู่ผสม “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ ที่จับคู่กับ “เฟม” ศุภิสรา เพียวสามพราน อันดับโลกพุ่งต่อเนื่อง หลังคว้าแชมป์ที่ 4 ร่วมกัน โดยขยับจากอันดับ 19 โลก ขึ้นมาอยู่ที่ 14 โลกแล้ว ทั้งที่เพิ่งจะมาจับคู่เล่นร่วมกันหลังโอลิมปิก 2024,  “ไตเติ้ล” รุษฐนภัค อูปทอง กับ “เจน” เฌอย์ณิชา สุดใจประภารัตน์ อันดับ 22, “โอโม่” พรรคพล ธีระรัตน์สกุล กับ “จ๋อมแจ๋ม” ผไทมาส เหมือนวงศ์  อันดับ 23 

สำหรับโปรแกรมต่อไปของทีมนักแบดมินตันไทย มีคิวจะลงแข่งขันรายการเอเชีย มิกซ์ ทีม แชมเปี้ยนชิพ 2025 หรือ ศึกทีมผสมชิงแชมป์เอเชีย ระหว่างวันที่ 11-16 ก.พ.68 ที่เมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน และต่อเวย โยเน็กซ์ เยอรมนี โอเพ่น 2025 ที่เยอรมนี ระหว่างวันที่ 25 ก.พ. – 2 มี.ค.นี้  ก่อนจะเข้าสู่ศึกใหญ่ รายการ ออลอิงแลนด์ โอเพ่น ที่อังกฤษ ระหว่าง 11-16 มี.ค.นี้ 

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


รับมือความเครียดจากข่าว ด้วย 7 วิธีป้องกันก่อนเผชิญภาวะ Headline Stress Disorder

ยุคที่ข่าวสารเข้าถึงเราได้ง่ายจากทุกที่ทุกเวลา การรับข่าวที่เกิดขึ้นทุกวันอาจทำให้สาว ๆ หลายคนรู้สึกเครียดจนเกินไป  หากไม่ระมัดระวัง การติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Headline Stress Disorder หรือโรคเครียดจากข่าวสาร ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและร่างกายของคุณผู้หญิงยุคนี้ได้ง่ายเลยทีเดียวค่ะ การป้องกันและรับมือความเครียดจากข่าวสารจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยมีวิธีรับมือ ดังนี้

7 วิธีป้องกันก่อนเผชิญภาวะ Headline Stress Disorder

1.จำกัดเวลาในการรับข่าว

การรับข่าวสารมากเกินไปอาจทำให้สาว ๆ รู้สึกท่วมท้นและเครียด การกำหนดเวลาในการรับข่าวจะช่วยให้คุณควบคุมปริมาณข้อมูลที่เข้ามาในแต่ละวันได้ เช่น ตั้งเวลาให้ตัวเองรับข่าวเพียงวันละ 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ก็เพียงพอที่จะไม่ให้ข่าวสารกลายเป็นปัญหาสุขภาพจิตได้ค่ะ

2.เลือกแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้

เลือกอ่านข่าวจากแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อหลีกเลี่ยงข่าวปลอมและข้อมูลที่ทำให้เกิดความวิตกกังวล ไม่ควรเชื่อข่าวที่ได้รับจากโซเชียลมีเดียหรือแหล่งที่ไม่รู้ที่มา เพราะอาจทำให้คุณตกอยู่ในวงจรของข่าวที่ขัดแย้งหรือเกินจริงไปมาก

3.มองข่าวในแง่บวกบ้าง

แม้ว่าข่าวสารส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องราวด้านลบ เช่น การเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ร้ายแรง แต่ยังมีข่าวดีที่สามารถเสริมสร้างกำลังใจได้บ้าง ลองให้ความสนใจกับข่าวในเชิงบวก เช่น ข่าวเกี่ยวกับการกุศล การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ หรือกิจกรรมที่ช่วยให้สังคมดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่จมอยู่กับความเครียดจากข่าวด้านลบเท่านั้น

4.ฝึกการปล่อยวาง

ข่าวบางเรื่องอาจจะทำให้คุณผู้หญิงเกิดความวิตกกังวลมากเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น การฝึกปล่อยวางและยอมรับว่าคุณทำอะไรได้บ้าง หรือทำได้แค่ในขอบเขตที่ตัวเองควบคุมได้เท่านั้น จะช่วยให้คุณไม่เครียดจนเกินไป

5.พักผ่อนจากข่าว

บางครั้งการพักรับข่าวสารเป็นการแก้ไขปัญหาได้ดีที่สุด การออกไปทำกิจกรรมที่ช่วยให้คุณได้ผ่อนคลาย เช่น การเดินเล่นในสวน การอ่านหนังสือ หรือการฟังเพลง จะช่วยให้จิตใจของคุณสงบและลดความเครียดที่เกิดจากข่าวสารที่ไม่สิ้นสุด

6.ใช้เทคโนโลยีช่วยกรองข่าว

ในยุคดิจิทัล คุณสามารถใช้เครื่องมือหรือแอปพลิเคชันต่าง ๆ ในการกรองข่าวที่ไม่ต้องการ หรือเลือกตามความสนใจของคุณ เช่น การตั้งค่าให้เห็นข่าวที่เป็นประโยชน์เท่านั้น หรือการติดตามช่องทางที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ เป็นต้น

7.สนับสนุนการดูแลสุขภาพจิต

หากรู้สึกว่าความเครียดจากข่าว เริ่มส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือจิตแพทย์ เพื่อหาวิธีการรับมือกับความเครียดอย่างถูกต้อง การดูแลสุขภาพจิตให้ดีจะช่วยให้คุรผู้หญิงไม่ตกอยู่ในภาวะเครียดจนเกินไปค่ะ

การรับมือกับข่าวสารในยุคปัจจุบันแม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยการป้องกันและการปรับวิธีการรับข่าวสารอย่างรอบคอบที่ได้แนะนำไว้ จะทำให้คุรผู้หญิงสามารถหลีกเลี่ยงภาวะ Headline Stress Disorder และรักษาสมดุลทางอารมณ์กับจิตใจได้ดียิ่งขึ้นแน่นอ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


รู้จัก Proof of Human เทคโนโลยีจับผิด AI Deepfake

ปี 2568 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ยังคงพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สร้างทั้งโอกาสและความท้าทายให้กับผู้บริโภคและภาคธุรกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลในโลกออนไลน์ที่กำลังทวีความสำคัญมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม AI มีความซับซ้อนและความสามารถในการสร้างเนื้อหาที่สมจริงมากขึ้น จนบางครั้งยากที่จะแยกแยะระหว่างเนื้อหาที่สร้างโดยมนุษย์และ AI ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งในยุค AI คือปัญหา deepfake ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างหรือดัดแปลงภาพ เสียง และวิดีโอให้มีความสมจริงจนแทบแยกไม่ออก ส่งผลให้การยืนยันตัวตนในระบบดิจิทัลกลายเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะผู้คนเริ่มไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พบเห็นในโลกออนไลน์นั้นเป็นความจริงหรือถูกสร้างขึ้นโดย AI

เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าว เทคโนโลยี “World ID Deep Face” จึงได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือพิสูจน์ความเป็นมนุษย์แบบเรียลไทม์ (Proof of Human) โดยใช้เทคโนโลยีการประมวลผลภาพใบหน้าขั้นสูง ช่วยให้ผู้ใช้มั่นใจได้ว่ากำลังมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์จริง ไม่ใช่ตัวตนปลอมที่สร้างขึ้นโดย AI แนวคิด “Proof of Human” นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือในโลกดิจิทัล โดยยังคงให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและการไม่เปิดเผยตัวตนของผู้ใช้

ประเทศไทยเองก็ตระหนักถึงความสำคัญของการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยได้ริเริ่มโครงการส่งเสริมการพัฒนาและการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัล (Digital Literacy) และศึกษาแนวทางในการตรวจจับและรับมือกับสื่อปลอมแปลง (manipulated media) เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ในขณะที่ AI ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การมีเครื่องมือพิสูจน์ตัวตนในโลกดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาแนวทางด้านจริยธรรมและการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของประชาชน เพื่อลดความเสี่ยงจากการใช้ AI ในทางที่ผิด และช่วยให้เทคโนโลยีสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันได้อย่างปลอดภัย

World Foundation และ Tools for Humanity กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมดิจิทัลที่ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ด้วยการนำเสนอโซลูชันล้ำสมัยอย่าง World ID เพื่อสร้างพื้นที่ออนไลน์ที่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัย และความถูกต้องของข้อมูล นวัตกรรมเหล่านี้กำลังปูทางไปสู่อนาคตที่เทคโนโลยีไม่เพียงแต่ยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ แต่ยังทำให้ AI และมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน สร้างสรรค์ และปลอดภัย ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการรักษาความเป็นมนุษย์ในยุคดิจิทัล

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


Simple Present และ Present Progressive

กริยาที่สื่อนัยบอกเวลา (verb tenses) ชนิดแรกๆ ที่ผู้เรียนภาษาภาษอังกฤษต้องเรียนรู้นั่นก็คือ present simple และ present continuous (หรือ Present Progressive) ส่วนหนึ่งนั่นเป็นเพราะทั้งสอง tenses นี้เป็น tenses พื้นฐานที่ถูกใช้มากที่สุด ด้านล่าง เรามีไกด์ที่จะช่วยแนะนำวิธีการสร้างประโยคสำหรับ tenses ทั้งสองรูป

The Present Simple

เราจะใช้ Present Simple ในสถานการณ์ต่อไปนี้

  1. เพื่ออธิบายถึงความจริงที่มีอยู่มาอย่างยาวนาน เช่น: Lions live in Africa.
  2. เพื่ออธิบายเกี่ยวกับนิสัยหรือกิจกรรมที่ทำเป็นประจำ เช่น: I usually get up at 7am.
  3. เพื่ออธิบายถึงความชอบทั่วไปและความคิดเห็น เช่น: She loves music.
  4. เพื่อพูดถึงตารางการเดินทางหรือเหตุการณ์ เช่น, Our flight leaves at 12:30

โครงสร้าง

ประโยค present tense จะมีด้วยกันสองรูปแบบสำหรับกริยาทุกตัว ตัวอย่างเช่น verb ‘to play’ เวลาใช้ในประโยคบอกเล่า จะมีรูปแบบดังนี้

อย่างที่เห็น เราจะใช้กริยาตัวนี้ในรูปเดิมไม่ว่าประธานจะเป็นตัวไหนก็ตาม ยกเว้นประธานที่เป็นเอกพจน์บุรุษที่สามซึ่งจะต้องเติม –s ตัวอย่างเช่น

They work here.

She likes tennis.

You have a beautiful car.

We want a sandwich.

I live in the city center.

The conference starts tomorrow.

ในกรณีที่ต้องการจะสร้างเป็นประโยคปฏิเสธ เราจะเพิ่ม ‘don’t’ สำหรับ I/you/we/they และ ‘doesn’t’ สำหรับ he/she/it

ตัวอย่างเช่น

We don’t have time.

They don’t come from this city.

He doesn’t often play football.

You don’t speak Chinese.

I don’t like tea.

You and your brother don’t eat fish.

เวลาที่จะทำเป็นประโยคคำถาม เราเติม ‘do’ สำหรับ I/you/we/they และ ‘does’ สำหรับ he/she/it:

ตัวอย่างเช่น

Do we need to make a reservation?

Do you think it’s a good idea?

Does it rain much here?

Do I have time for a coffee?

Do they want something to eat?

ข้อยกเว้นเดียวสำหรับโครงสร้างประโยคแบบนี้คือ เมื่อเป็น verb to be ซึ่งเป็นกริยาพิเศษ เวลาทำเป็นประโยคปฏิเสธและประโยคคำถามจะต้องทำในอีกรูปโดยการเติม ‘not’ และเวลาจะทำเป็นประโยคคำถาม เราจะต้องเอา verb ไปวางไว้แทนประธาน

นี่คือตัวอย่าง

Are you tired?

We’re not hungry.

Is he ready?

They’re from Rome.

You’re not a student, are you?

It’s really hot here today.

The Third Person Singular – ประธานเอกพจน์บุคคลที่สาม

การที่มีรูปประโยคไม่ซับซ้อน ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวไหนก็ตาม อาจจะทำให้หลายคนมอง present simple ว่าเป็น tense ที่ไม่ได้ยากอะไรสำหรับการเรียนรู้ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง แต่สำคัญมากที่ทุกคนจะต้องจำไว้ว่า มีประธานหนึ่งตัวที่ต่างจากตัวอื่น นั่นก็คือประธานที่เป็นเอกพจน์บุรุษที่สาม ซึ่ง verb ที่ตามมา เราจำเป็นต้องเติม –s จะดีกว่าถ้าเราโฟกัสในการเรียนรู้ควบคู่ไปกับการฝึกฝนเพื่อที่จะใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว

มีสามวิธีด้วยกันในการเติม –s ให้กับกริยาในประโยค present simple โดยดูจากตัวสะกดในของคำ

ตัวอย่างเช่น

He studies very hard.

My Dad fixes things in our home.

She does ballet.

Your house looks beautiful.

The weather always gets worse in November.

He doesn’t want to go out.

She doesn’t need any more clothes.

The Structure – โครงสร้าง

การสร้างประโยค present continuous เราจะใช้ verb to be บวกกับกริยาแท้ในรูป gerund (เติม -ing) ตัวอย่างคำกริยา to play ในประโยคบอกเล่าจะอยู่ในรูปดังนี้

หากจะสร้างเป็นประโยคปฏิเสธ เราแค่เปลี่ยน verb to be เป็นรูปปฏิเสธ

การทำเป็นประโยคคำถาม ใช้วิธีสลับประธานกับตัว verb to be

นี่คือตัวอย่าง

We’re going out. See you later.

Ted’s working in the garden.

What are the children doing?

They’re doing their homework.

How are you feeling?

The machine isn’t working properly.

Why are you wearing a sweater? It’s hot in here.

Giulia is staying with her sister at the moment.

ข้อยกเว้น!

มี verb บางตัวที่เราจะไม่ใช้ในประโยค present continuous เพราะพวกมันเป็นกริยาที่บอกสภาวะ ความรู้สึกและความชอบ มันจึงไม่มีรูป –ing เช่น know, have (เป็นเจ้าของ ไม่ใช่ ‘มี’), like, love, prefer, hate, want, believe, own, cost สำหรับ verb เหล่านี้ เราจะใช้ในรูป present simple

Present Continuous ในการสื่อความหมายถึงอนาคต

เวลาที่เราพูดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต เรามักจะใช้ present continuous โดยเฉพาะเวลาที่เราต้องการพูดถึงนัดหมายตามกำหนดการณ์ ตัวอย่างเช่น

I’m going to the dentist on Tuesday at 10am.

We’re meeting my sister for lunch today.

He’s having a haircut this afternoon.

What time are you leaving?

They’re taking the seven o’clock train.

You’re looking after the kids tonight.

Present Simple หรือ Present Continuous?

เวลาที่คุณไม่แน่ใจว่าจะใช้ present simple หรือ the present continuous ลองถามตัวเองด้วยคำถามด้านล่างนี้

  • เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระยะยาวหรือเปล่า? ถ้าใช่ ใช้ present simple
  • เป็นกริยาที่บอกเกี่ยวสภาวะความรู้สึกหรือเปล่า? (ตัวอย่างเช่น ‘like’) ถ้าใช่ ใช้ present simple
  • เป็นกริยาที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นหรือเปล่า? ถ้าใช่ ใช้ present continuous
  • เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นแค่ชั่วคราวหรือเปล่า? ถ้าใช่ ใช้ present continuous
  • เป็นเหตุการณ์ที่ถูกกำหนดไว้แล้วในอนาคตหรือเปล่า? ถ้าใช่ ใช้ present continuous

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


7 เครื่องดื่มประโยชน์สูง ดื่มเวลาไหนเหมาะสมบ้าง คนรักสุขภาพต้องรู้

การดื่มเครื่องดื่มในเวลาที่เหมาะสม สามารถเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ เมื่อคุณเลือกดื่มเครื่องดื่มในช่วงเวลาที่ถูกต้อง ร่างกายจะสามารถดูดซึมสารอาหารและให้ประโยชน์ได้มากที่สุด โดยเครื่องดื่มหลายชนิด มีประโยชน์ในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น ลองมาดูว่าควรดื่มเครื่องดื่มที่มีประโยชน์แต่ละประเภทเมื่อไหร่ ช่วงเวลาไหน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ตามมาดูกันเลย

1.น้ำเปล่า

เวลาที่ดีที่สุดของการดื่มน้ำเปล่า คือ ช่วงเช้าและก่อนมื้ออาหาร การดื่มน้ำเปล่าควรทำทันทีหลังจากตื่นนอน เนื่องจากร่างกายสูญเสียน้ำไปในระหว่างการนอนหลับ การดื่มน้ำเปล่าจะช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญและช่วยขับของเสียที่สะสมในร่างกายออกไป นอกจากนี้ ยังช่วยให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการรับอาหารในมื้อถัดไปอีกด้วย ส่วนการดื่มน้ำเปล่าก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาที จะสามารถช่วยควบคุมความหิวและป้องกันการกินเกินความจำเป็นได้อีกด้วย

2.น้ำมะนาว

น้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มาก ควรดื่มช่วงเช้า โดยเฉพาะหลังจากตื่นนอน น้ำมะนาวช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและเพิ่มระบบการเผาผลาญในร่างกายได้ดี นอกจากนี้ ยังช่วยทำความสะอาดร่างกายจากสารพิษที่สะสมในระหว่างการนอนหลับ และเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย

3.ชาเขียว

ชาเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และมีคุณสมบัติช่วยในการย่อยอาหารได้ดี เหมาะต่อการดื่มช่วงเช้าและหลังมื้ออาหาร เพราะชาเขียวจะช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และช่วยเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย พร้อมช่วยลดการเกิดไขมันสะสมในร่างกายได้เป็นอย่างดีด้วยค่ะ

4.กาแฟดำ

ช่วงเช้า หลังตื่นนอน 30 นาที กาแฟดำไม่หวานเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยกระตุ้นการตื่นตัวและเพิ่มระดับพลังงานในตอนเช้า แต่การดื่มกาแฟไม่ควรทำทันทีหลังจากตื่นนอน ควรรอประมาณ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายมีเวลาปรับตัวและไม่ส่งผลกระทบต่อระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (ฮอร์โมนความเครียด) การดื่มกาแฟในช่วงเช้าช่วยกระตุ้นสมองและเพิ่มระดับการเผาผลาญ

5.น้ำมะพร้าว

เวลาที่ดีที่สุด คือ หลังการออกกำลังกาย น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและเติมสารอาหารที่สูญเสียไปในระหว่างการออกกำลังกายได้ดี เพราะมีอิเล็กโทรไลต์และแร่ธาตุที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย หลังจากการออกกำลังกาย น้ำมะพร้าวยังช่วยในการปรับสมดุลของน้ำในร่างกาย และช่วยให้การฟื้นฟูหลังการออกกำลังกายเป็นไปอย่างรวดเร็ว

6.นม

นมเป็นแหล่งของโปรตีนและแคลเซียม ที่ช่วยให้ร่างกายมีการฟื้นฟูได้ดีในช่วงกลางคืน การดื่มนมก่อนนอนจึงช่วยในการซ่อมแซมกล้ามเนื้อและกระดูก ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้การนอนหลับมีคุณภาพขึ้น เนื่องจากในนมมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่าทริปโตเฟน ซึ่งช่วยให้หลับสบายและผ่อนคลาย

7.น้ำผลไม้สด

น้ำผลไม้สดมีวิตามินและแร่ธาตุสูง เป็นทางเลือกที่ดีในการเติมพลังระหว่างวัน โดยเฉพาะในช่วงบ่าย เมื่อระดับพลังงานเริ่มลดลง น้ำผลไม้จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ และช่วยเพิ่มพลังงานในระหว่างวันที่กำลังยุ่งเหยิง

การเลือกเครื่องดื่มที่เหมาะสมกับสุขภาพของสาว ๆ และดื่มในเวลาที่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ยังช่วยเสริมสร้างสุขภาพในระยะยาวด้วย การดื่มในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้ระบบการย่อยอาหารและการเผาผลาญทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ร่างกายมีพลังงานตลอดทั้งวัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 05/02/2568

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a45,300.0045,400.00
ทองรูปพรรณ 96.5%2,934.0044,479.4445,900.00
ทองรูปพรรณ 90%2,640.6040,031.50n/a
ทองรูปพรรณ 80%2,347.2035,583.55n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,320.0020,011.20n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,027.0015,569.32n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%3,040.0046,086.40n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 05/02/2568


ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9535.7535.7536.2535.7535.7535.7535.7535.7535.7535.75
แก๊สโซฮอล์ 9135.3835.3835.8835.3835.3835.3835.3835.3835.3835.38
แก๊สโซฮอล์ E2033.5433.5434.0433.5433.5433.5433.5433.5433.54
แก๊สโซฮอล์ E8532.5932.5932.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม44.3449.8449.8449.8444.34
เบนซิน 9544.0449.8144.5444.1944.04
ดีเซล32.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.94
ดีเซลพรีเมี่ยม44.9447.1449.8447.1447.1444.94
แก๊ส NGV17.9017.9017.90
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า