จับสัญญาณฟองสบู่อสังหาฯ โลก ไมอามี–โตเกียว–ซูริก เสี่ยงสูงสุด

- รายงานของ UBS ชี้ว่า ไมอามี โตเกียว และซูริก เป็นสามเมืองที่มีความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์สูงที่สุดในโลก
- สาเหตุหลักเกิดจากราคาที่อยู่อาศัยได้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานอย่างรายได้และค่าเช่าในท้องถิ่น
- รายงานยังจัดอันดับเมืองสำคัญอื่นๆ โดยลอสแอนเจลิสและดูไบอยู่ในกลุ่มเสี่ยง “สูงกว่าปกติ” ขณะที่ลอนดอน นิวยอร์ก และฮ่องกงอยู่ในกลุ่มเสี่ยง “ต่ำ”
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงฟองสบู่ที่เพิ่มขึ้น จากราคาที่อยู่อาศัยซึ่งปรับตัวเร็วเกินกว่าระดับรายได้และค่าเช่าจะรองรับได้ รายงานล่าสุดของ UBS ที่จัดอันดับความเสี่ยงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ใน 21 เมืองสำคัญทั่วโลก สะท้อนภาพความเปราะบางของตลาดที่นักลงทุนและผู้บริหารต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ข้อมูลระบุว่า ไมอามี ครองอันดับหนึ่งของเมืองที่มีความเสี่ยงฟองสบู่สูงที่สุด ด้วยคะแนนความเสี่ยง 1.7 แม้การเพิ่มขึ้นของราคาจะเริ่มชะลอลง แต่สัดส่วนราคาต่อค่าเช่าปรับขึ้นสูงกว่าระดับช่วงฟองสบู่ปี 2006 แล้ว สะท้อนว่าราคาทรัพย์สินยังคงนำหน้าปัจจัยพื้นฐานอย่างชัดเจน
อันดับสองคือ โตเกียว และอันดับสาม ซูริก ซึ่งต่างมีคะแนนความเสี่ยง 1.6 เท่ากัน โตเกียวเผชิญแรงกดดันจากราคาที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้และค่าเช่าเติบโตเพียงเล็กน้อย ส่วนซูริกโดดเด่นในด้านความตึงตัวของตลาด โดยมูลค่าอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการเติบโตของรายได้ถึง 5 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และมีสัดส่วนราคาต่อค่าเช่าสูงที่สุดในโลก
ในกลุ่มความเสี่ยง “สูงกว่าปกติ” (Elevated) ประกอบด้วย ลอสแอนเจลิส ดูไบ อัมสเตอร์ดัม และเจนีวา ซึ่งมีคะแนนความเสี่ยงเท่ากันที่ 1.1 สะท้อนว่าราคาที่อยู่อาศัยในเมืองเหล่านี้เริ่มเบี่ยงเบนจากปัจจัยพื้นฐาน แม้ยังไม่อยู่ในระดับฟองสบู่รุนแรง
ขณะที่เมืองในกลุ่มความเสี่ยง ปานกลาง (Moderate) เช่น โตรอนโต ซิดนีย์ มาดริด แฟรงก์เฟิร์ต แวนคูเวอร์ มิวนิก และสิงคโปร์ มีคะแนนความเสี่ยงอยู่ระหว่าง 0.6–0.8 บ่งชี้ว่าตลาดยังมีแรงกดดันด้านราคา แต่ยังไม่ถึงขั้นเปราะบางสูง
ด้านกลุ่มความเสี่ยง ต่ำ (Low) ได้แก่ ฮ่องกง ลอนดอน ซานฟรานซิสโก นิวยอร์ก ปารีส มิลาน และเซาเปาลู โดยมิลานมีคะแนนอยู่ที่ 0.0 และเซาเปาลูติดลบที่ -0.1 สะท้อนว่าราคาที่อยู่อาศัยยังสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานมากกว่าเมืองอื่น
UBS ระบุว่า การจัดอันดับดังกล่าวเป็นสัญญาณเตือนสำหรับนักลงทุนและผู้จัดการสินทรัพย์ เนื่องจากในเมืองที่มีความเสี่ยงฟองสบู่สูง การปรับฐานของราคาที่อยู่อาศัยอาจกระทบมูลค่าการถือครองอสังหาริมทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะพอร์ตที่กระจุกตัวอยู่ในตลาดอย่างไมอามี โตเกียว หรือซูริก
นอกจากนี้ ความตึงตัวด้านราคายังอาจส่งผลต่อการวางแผนเชิงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ ทั้งการเลือกทำเล การลงทุนระยะยาว และการรักษากำลังแรงงาน เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น พนักงานอาจย้ายออกไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายกว่า ซึ่งกลายเป็นต้นทุนแฝงที่องค์กรต้องคำนึงถึงในระยะต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
อสังหาฯ เปลี่ยนเกม หันซบคลังสินค้า สร้างรายได้ยั่งยืน

ชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ชี้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เร่งกระจายความเสี่ยง หันลงทุนคลังสินค้าให้เช่า หลังตลาดที่อยู่อาศัยเผชิญกำลังซื้อหดและหนี้ครัวเรือนสูง
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย วิเคราะห์ว่า ภาพรวมธุรกิจพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง ทั้งกำลังซื้อที่อ่อนแรงต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเข้มงวดสินเชื่อของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มมองหาแหล่งรายได้ใหม่ นอกเหนือจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายเพียงอย่างเดียว
ปัจจัยสำคัญมาจากผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้กำลังซื้อของคนไทยลดลง ทั้งจากภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น การชะลอการจ้างงาน รวมถึงการปรับโครงสร้างองค์กรและการนำเทคโนโลยีเข้ามาทดแทนแรงงาน ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในการสร้างหนี้ระยะยาวเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย
สุรเชษฐระบุว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนชัดจากตัวเลขที่อยู่อาศัยเหลือขายทั่วประเทศ ซึ่ง ณ ไตรมาส 2 ปี 2568 มีจำนวนกว่า 363,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากปีก่อนหน้า และมีมูลค่ารวมมากกว่า 2 ล้านล้านบาท ขณะที่กำลังซื้อต่างชาติในตลาดคอนโดมิเนียมยังมีสัดส่วนไม่ถึง 15% ของการโอนทั้งหมด ไม่สามารถทดแทนกำลังซื้อในประเทศที่หดตัวได้
ที่อยู่อาศัยสั่นคลอน ดันอสังหาฯ หาโมเดลใหม่
จากสถานการณ์ดังกล่าว นายสุรเชษฐมองว่า โมเดลการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เพื่อขายเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ ด้วยการขยายไปสู่ธุรกิจอื่นที่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่อง ไม่ผันผวนตามรอบเศรษฐกิจมากนัก
ธุรกิจที่ได้รับความสนใจอย่างชัดเจน คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ (Income-generating assets) อาทิ โรงแรม ค้าปลีก เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ นิคมอุตสาหกรรม และโดยเฉพาะ อาคารคลังสินค้าให้เช่า ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่
จุดแข็งคลังสินค้า สร้างรายได้ระยะยาว
สุรเชษฐอธิบายว่า คลังสินค้าให้เช่ามีจุดเด่นด้านต้นทุนก่อสร้างที่ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับที่อยู่อาศัย แต่สามารถสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องในระยะยาว ผู้ประกอบการยังคงถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคาร ต่างจากโครงการบ้านหรือคอนโดที่รายได้จะสิ้นสุดเมื่อโอนกรรมสิทธิ์ครบ
อีกทั้ง คลังสินค้ายังมีความยืดหยุ่นในการบริหารสินทรัพย์ หากศักยภาพที่ดินเปลี่ยนในอนาคตสามารถปรับการใช้ประโยชน์ได้ รวมถึงสามารถพัฒนาเป็นสินทรัพย์เพื่อขายเข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อดึงเงินลงทุนกลับมา และสร้างการเติบโตต่อเนื่องให้กับองค์กร
ภาพการเปลี่ยนทิศทางดังกล่าว สะท้อนจากการที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายประกาศลงทุนหรือร่วมทุนในธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า ไม่ว่าจะเป็น แสนสิริ ที่ร่วมทุนพัฒนาโครงการในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อาทิ เอสซี แอสเสท ที่ตั้งเป้าพื้นที่คลังสินค้าระยะยาวกว่า 1 ล้านตารางเมตร ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ที่ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ รวมถึงพฤกษา เสนา และผู้พัฒนาอีกหลายรายที่จับมือพันธมิตรต่างชาติ
แม้ในระยะสั้น ตลาดคลังสินค้าอาจเผชิญแรงกดดันจากการคืนพื้นที่เช่าของผู้ประกอบการบางส่วน แต่สุรเชษฐมองว่า ในระยะยาวความต้องการยังมีโอกาสกลับมา จากการขยายตัวของโลจิสติกส์ อีคอมเมิร์ซ และการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุนต่างชาติ
นายสุรเชษฐสรุปว่า การหันมาลงทุนในคลังสินค้าให้เช่า สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ จากผู้ขายทรัพย์สิน ไปสู่ผู้สร้างและบริหารสินทรัพย์ระยะยาว ซึ่งอาจเป็นทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงหลายปีข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทปิดตลาดวันที่ 30ธ.ค.ที่ระดับ 31.41 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทฟื้นตัวกลับมาในช่วงบ่ายก่อนปิดตลาดในประเทศตามการฟื้นตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก เงินดอลลาร์ขาดแรงหนุน ในสัปดาห์แรกของ69 ระหว่าง 5-9 ม.ค. ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 31.00-31.60 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทปิดตลาดวันที่ 30ธ.ค.ที่ระดับ 31.41 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.45 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอย่างผันผวน โดยอ่อนค่าลงในช่วงเช้าแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 สัปดาห์ที่ 31.67 บาทต่อดอลลาร์ฯ แต่ก็ฟื้นตัวกลับมาในช่วงบ่ายก่อนปิดตลาดในประเทศตามการฟื้นตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก
ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ขาดแรงหนุนเนื่องจากตลาดกลับมารอติดตามบันทึกการประชุมเฟดที่จะเปิดเผยออกมาในคืนนี้อย่างใกล้ชิด สำหรับทิศทางฟันด์โฟลว์ในวันนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 49 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทย 171 ล้านบาท
ส่วนค่าเฉลี่ย Indicative forward points ของธุรกรรมระยะ 3 เดือนสำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 50-200 ล้านบาทต่อปี รายงานข้อมูล ณ 10.00 น. วันที่ 30 ธันวาคม 2568 จากเว็บไซต์ ธปท. อยู่ที่ -21.68 สำหรับผู้ส่งออก (ขายเงินดอลลาร์ฯ ล่วงหน้า) และที่ -17.69 สำหรับผู้นำเข้า (ซื้อเงินดอลลาร์ฯ ล่วงหน้า)
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในสัปดาห์ทำการแรกของปี 2569 (5-9 ม.ค. 69) ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 31.00-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของไทย ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก
ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นและมุมมองต่อเงินเฟ้อของผู้บริโภค (เบื้องต้น) สำหรับเดือนม.ค. 2569 ดัชนี ISM/PMI ภาคการผลิตและภาคบริการ ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน การจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราการว่างงานเดือนธ.ค. 2568
ตัวเลขการเริ่มสร้างบ้านเดือนก.ย.-ต.ค. 2568 และข้อมูลจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการเดือนธ.ค. ของญี่ปุ่น จีน ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนธ.ค. ของยูโรโซนด้วยเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ปีนี้มีน้องใหม่! เปิดรายชื่อ 18 ทีมชาติ ได้สิทธิ์เข้าแข่งขันศึกลูกยางเนชันส์ลีก 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 เตรียมที่จะกลับมาระเบิดความันกันอีกครั้ง ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 26 กรกฎาคม 2026
โดย สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้กำหนดสนามแข่งขันครบทั้ง 4 สัปดาห์ ประกอบด้วย รอบแรก ที่จะใช้เวลาแข่งขัน 3 สัปดาห์ ขณะที่รอบสุดท้ายปีนี้จะแข่งกันที่ มาเก๊า
สัปดาห์ 1 : บราซิล, จีน, แคนาดา
สัปดาห์ 2 : ตุรกี, ฟิลิปปินส์, ไทย
สัปดาห์ 3 : ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, เซอร์เบีย
รอบสุดท้าย : มาเก๊า
ขณะที่รูปแบบการแข่งขันจะยังคงยึดกฎกติกาเหมือนกับปี 2025 คือมีทั้งหมด 18 ชาติ ลงแข่งขัน และยกเลิกระบบ ทีมหลัก (Core Teams) และ ทีมชาเลนเจอร์ (Challenger team) ทำให้ทุกทีมสามารถตกชั้นได้หมด
โดยทีมอันดับ 18 ของตาราง จะต้องตกชั้นไม่ได้ลงแข่งขันในปี 2027 และจะให้สิทธิ์ทีมที่มีอันดับโลกสูงที่สุดที่ไม่ได้เข้าแข่งขันในปี 2026 ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นแทน
สรุปรายชื่อ 18 ชาติ ที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026
ยุโรป : อิตาลี, โปแลนด์, ตุรกี, เนเธอร์แลนด์, เซอร์เบีย, เยอรมนี, สาธารณรัฐเช็ก, ฝรั่งเศส, เบลเยียม, บัลแกเรีย และ ยูเครน (น้องใหม่)
อเมริกาใต้ : บราซิล
นอร์เซกา : สหรัฐอเมริกา, โดมินิกัน, แคนาดา
เอเชีย : จีน, ญี่ปุ่น, ไทย
สำหรับ ประเทศไทย ที่ได้สิทธิ์เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในสัปดาห์ที่สอง จะใช้สนามอินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก จัดการแข่งขันช่วงระหว่างวันที่ 17-21 มิถุนายน 2569 ถือเป็นโอกาสดีที่แฟนลูกยางชาวไทยจะได้ชม และเชียร์แบบติดขอบสนาม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
จาก 20 ล้านสู่ความหวังคนไทย CAR T-cell ยาต้านมะเร็ง ‘ที่มีชีวิต’

- CAR T-cell ไม่ใช่แค่ยาแต่เป็นโอกาสสู่การเป็น Medical Hub เพราะเป็นกองทัพเซลล์ที่มีชีวิตของผู้ป่วยเอง ช่วยเข้าถึงการรักษาและลดค่าใช้จ่ายในการรักษา
- ในต้นปี 2026 Genepeutic Bio จะเริ่มการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิภาพ (Efficacy) ของยา คาดว่าาจะเสร็จสิ้นในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของปี
- ATMPs ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ เซลล์บำบัด (Cell Therapy), ยีนบำบัด (Gene Therapy), วิศวกรรมเนื้อเยื่อ (Tissue Engineering)และ ผลิตภัณฑ์ผสมหรืออื่นๆ (Combined Products)
การเข้าถึงการรักษา “โรคมะเร็ง” ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เป็นความท้าทายสำหรับผู้ป่วยชาวไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรักษาด้วยยา CAR T-cell ซึ่งหากนำเข้าจากต่างประเทศ อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 16-20 ล้านบาทต่อครั้ง เป็นราคาที่เกินกว่าคนส่วนใหญ่จะสามารถเข้าถึงได้ ทำให้โอกาสในการรอดชีวิตของผู้ป่วยมะเร็ง โดยเฉพาะกลุ่มมะเร็งเม็ดเลือดที่ไม่ตอบสนองต่อเคมีบำบัดนั้นริบหรี่ลง
“โรคมะเร็ง” เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากร ทั้งในระดับครอบครัว สังคม และเศรษฐกิจของประเทศ โดยแต่ละปี ไทยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 140,000 คน เสียชีวิตประมาณ 83,000 คน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางจำนวนผู้ป่วยมะเร็งที่เพิ่มขึ้น ทีมแพทย์และนักวิจัยไทยได้เร่งพัฒนานวัตกรรม CAR T-cell ฝีมือคนไทย ซึ่งไม่ใช่เพียงการสร้างยาตัวใหม่ แต่เป็นการวางรากฐานสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการรักษาโรคร้ายในประเทศไทย
สร้างฐานการผลิตยาขั้นสูงในไทย
“Genepeutic Bio Co., Ltd. หรือบริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด เป็นบริษัทแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practices) ด้านเซลล์และยีนบำบัด โดยดำเนินการพัฒนานวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ยาที่ใช้รักษามะเร็งด้วยเซลล์และยีน (CAR T-cell)
“ดร.กิตติพงษ์ เอื้อสุนทราชุน” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิทยาศาสตร์ บริษัท เจเนพูติก ไบโอ จำกัด Genepeutic Bio Co., Ltd. ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าการรักษามะเร็งเม็ดเลือด โรคลูคีเมียในกลุ่มที่ผู้ป่วยใช้เคมีบำบัดแล้วไม่เห็นผล เปรียบเสมือนการยืนอยู่บนปากเหวของความสิ้นหวัง เพราะต้องยอมรับว่าการนำนวัตกรรมทางการแพทย์มาจากต่างประเทศ อย่างการใช้เซลล์และยีนบำบัด (CAR T-cell) ต้องใช้เงินจำนวนมาก เนื่องจากราคาสูงถึง 16-20 ล้านบาท และมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้
การที่กลุ่มแพทย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการริเริ่มการพัฒนาและศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เซลล์และยีนบำบัดถือเป็นความหวังใหม่ และนั่นเป็นจุดกำเนิดของ Genepeutic Bio Co., Ltd. ที่ก่อตั้งขึ้นด้วยภารกิจที่ชัดเจน คือ การพัฒนานวัตกรรม CAR T-cell ของคนไทย โดยสิทธิบัตรเป็นของมหาวิทยาลัยมหิดล
“เป้าหมายหลักของการพัฒนา คือ การสร้างฐานการผลิตยาในประเทศไทย เพื่อลดต้นทุนมหาศาลที่เกิดจากการขนส่งและโลจิสติกส์ ที่สำคัญทำให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยได้ในราคาที่จับต้อง ซึ่งเป็นการลดข้อจำกัดทางการเงินที่เคยเป็นอุปสรรค อีกทั้งบริษัท ไม่ได้หยุดเพียงการวิจัย แต่เป็นการผลิตที่เป็นรูปธรรม ซึ่งมีการสร้างโรงงานที่ถือเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) ที่โรงงานได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตยาขั้นสูง (GMP) จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย” ดร.กิตติพงษ์ กล่าว

รักษาผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
การรับรองมาตรฐาน GMP จาก อย. ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะโรงงาน แต่เป็นการดำเนินงานที่ นี้ “ครบทั้งกระบวนการผลิต” ซึ่ง Genepeutic Bio ได้ก่อตั้งโรงงานมาตรฐานระดับ GMP เพื่อผลิตเซลล์สำหรับใช้ในการบำบัดผู้ป่วยในพื้นที่กว่า 600 ตารางเมตร โดยโรงงานตั้งอยู่ภายในอาคาร Innovation Cluster II อุทยาวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี นำเทคนิคการรักษาผู้ป่วยโดยวิธีเซลล์บำบัด เพื่อให้การรักษากับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดลิมฟอยด์ (Acute Lymphoblastic Leukemia – ALL) ได้ในจำนวนหลายร้อยคน ทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน
บริษัทมีแผนการพัฒนาที่ชัดเจนและเป็นระบบตามมาตรฐานสากล เพื่อนำยาออกสู่ตลาดอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่ง Genepeutic Bio ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี 2020 โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP ประมาณปี 2021 และมีการทดลองทางคลินิกระยะที่ 1 เริ่มต้นปี 2022 หลังจากได้รับการอนุมัติจาก อย. เพื่อประเมินความปลอดภัย (Safety) ของยา และในต้นปี 2026 จะเริ่มการทดลองทางคลินิกระยะที่ 2 เพื่อประเมินประสิทธิภาพ (Efficacy) ของยา
“คาดว่าจะเสร็จสิ้นระยะที่ 2 ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 ของปีหน้า จากนั้นจะยื่นขอ “การอนุมัติแบบมีเงื่อนไข” (Conditional Approval) จาก อย. เพื่อให้สามารถจำหน่ายยาได้ พร้อมกับการเก็บข้อมูลใน ระยะที่ 3 (Post-Marketing Surveillance)” ดร.กิตติพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ทุกขั้นตอนการทำงานจริง ต้องเริ่มตั้งแต่การจัดการเซลล์ที่มีชีวิต ไปจนถึงการบรรจุยาขั้นสุดท้าย ได้ผ่านมาตรฐานระดับสากลที่เข้มงวดที่สุดแล้ว นี่คือเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตยาแห่งอนาคต เปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ซื้อ” มาเป็น “ผู้ผลิต” อีกทั้งบริษัทยังสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์รับจ้างผลิต (CDMO) ให้กับนวัตกรรมอื่นๆ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศทางการแพทย์ของประเทศโดยรวม
‘สะพาน’ จากห้องแล็บสู่เชิงพาณิชย์
ดร.กิตติพงษ์ กล่าวต่อว่าหลายคนมักมองว่าอุปสรรคสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ในไทยจะเป็นการขาดแคลนองค์ความรู้ด้านการวิจัย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ นักวิจัยไทยมีองค์ความรู้และความสามารถ ซึ่งปัญหาที่แท้จริง คือ การนำผลงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการ ไปสู่การผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพราะกระบวนการดังกล่าว ไม่ใช่การขายผลิตภัณฑ์อย่างเดียว แต่เป็นศาสตร์ที่ซับซ้อน โดยเฉพาะการผ่านกฎระเบียบต่างๆ ตั้งแต่การสร้างกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐาน GMP การตรวจสอบความถูกต้องทุกขั้นตอน ไปจนถึงการขออนุมัติเพื่อทดลองในมนุษย์กับหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง
“CAR T-cell ไม่ใช่แค่ยาแต่เป็นโอกาสสู่การเป็น Medical Hub เพราะเป็นกองทัพเซลล์ที่มีชีวิตของผู้ป่วยเอง โดยถูกนำออกมาปรับแต่งพันธุกรรมและฝึกฝนเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายของคนๆ นั้นโดยเฉพาะการควบคุมอุณหภูมิและสภาวะแวดล้อม เพื่อรักษาคุณภาพของเซลล์ไว้ และการมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงและความยุ่งยากในการขนส่ง ทำให้การรักษาไม่เพียงแต่ถูกลง แต่ยังปลอดภัยและเชื่อถือได้มากขึ้น”ดร.กิตติพงษ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ศักยภาพดังกล่าวยังเชื่อมโยงโดยตรงกับวิสัยทัศน์ที่ใหญ่ขึ้นในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) ของภูมิภาค ที่สามารถดึงดูดผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านให้เดินทางเข้ามารับการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงได้อย่างสะดวกและมั่นใจ
รู้จักประเภท ATMPs และกฎใหม่จาก อย.ไทย
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้นำเสนอแนวทางใหม่ในการควบคุมยา ATMPs ประเภทนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในระบบสาธารณสุข โดย ATMPs ถูกมองว่าเป็น ‘อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระดับโลก’ ตามแนวทางของสหภาพยุโรป แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ เซลล์บำบัด (Cell Therapy), ยีนบำบัด (Gene Therapy), วิศวกรรมเนื้อเยื่อ (Tissue Engineering)และ ผลิตภัณฑ์ผสมหรืออื่นๆ (Combined Products)
กรอบการกำกับดูแลใหม่ แนวทางตามระดับความเสี่ยง โดย อย. ได้ปรับใช้แนวทางจาก JP Safety Act (Class 1-3) ของประเทศญี่ปุ่นร่วมกับเกณฑ์ที่ประเทศไทยพัฒนาขึ้น พิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลักในการแบ่งระดับความเสี่ยง ได้แก่
1. แหล่งเซลล์ (Cell Source) คือ Autologous: เซลล์ที่ได้มาจากตัวผู้ป่วยเอง และAllogeneic : เซลล์ที่ได้มาจากผู้อื่น
2. ระดับการดัดแปลง (Level of Manipulation) แบ่ง Minimal Manipulation : การปรับแต่งหรือจัดการให้น้อยที่สุด โดยไม่เปลี่ยนคุณสมบัติทางชีวภาพหลักของเซลล์ (ควบคุมภายใต้มาตรฐาน GTP) และ More-than-minimal Manipulation : การปรับแต่งที่มากกว่าขั้นต่ำ เช่น การเพาะเลี้ยงขยายจำนวนเซลล์ (ควบคุมภายใต้มาตรฐาน GMP)
3. การดัดแปลงจีโนม (Genome Modification) ได้แก่ Not gene-edited : ไม่มีการตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรม และ Gene-edited : มีการตัดต่อหรือดัดแปลงพันธุกรรม
จำแนกประเภท ATMP ตามระดับความเสี่ยง
เป็น 3 ระดับ ได้แก่
1.ระดับความเสี่ยงต่ำ (Low Risk- Class 3) ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือ Minimal Manipulated Products (Autologous) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเซลล์หรือเนื้อเยื่อของผู้ป่วยเองและผ่านการปรับแต่งน้อยที่สุดก่อนนำกลับไปใช้รักษาในคนเดิม
2.ระดับความเสี่ยงปานกลาง (Medium Risk – Class 2) ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือ Autologous use (Not gene-edited cells) ซึ่งเป็นการใช้เซลล์ของผู้ป่วยเองที่ผ่านกระบวนการดัดแปลงมากกว่าขั้นต่ำ แต่ไม่มีการดัดแปลงยีน
3. ระดับความเสี่ยงสูง (High Risk – Class 1) ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือ Allogeneic use / Gene-edited ซึ่งเป็นการใช้เซลล์จากผู้อื่น หรือเซลล์ที่มีการตัดต่อดัดแปลงพันธุกรรม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ประชุมภาษาอังกฤษ ไม่ใช่งานยาก! รวมประโยคเด็ด พูดคล่อง ไม่อนุบาล ฉบับ EngDuo

“Next week we have a regional meeting.” ประโยคสั้นๆ จากเจ้านายที่ทำเอาหลายคนนอนไม่หลับ เพราะสำหรับคนทำงานแล้ว การเข้า ประชุมภาษาอังกฤษ (English Meeting) คือสมรภูมิที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่เพราะทำงานไม่เก่ง แต่เพราะกลัวฟังไม่ทัน กลัวพูดผิดแกรมม่า หรือนึกคำศัพท์ไม่ออกจนกลายเป็น “ผู้สังเกตการณ์” (Silent Observer) ตลอดการประชุม ซึ่งน่าเสียดายมากครับ เพราะนั่นทำให้คุณพลาดโอกาสในการแสดงศักยภาพและความคิดเห็นดีๆ
วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณก้าวข้ามความกลัว ด้วยเทคนิคและชุดประโยคสำเร็จรูปที่จะช่วยให้คุณ “Run the meeting” ได้อย่างมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมสดหรือผ่าน Zoom รับรองว่าครั้งหน้าคุณจะกล้ายกมือพูดอย่างมั่นใจแน่นอน
ปัญหาโลกแตกที่คนไทยเจอในห้องประชุมอินเตอร์
ทำไมเราถึงเกร็งทุกครั้งที่ต้องประชุม?
- The Speed: ชาวต่างชาติ (โดยเฉพาะ Native) มักพูดเร็วและรัว
- The Accent: สำเนียงที่หลากหลาย ทั้งอินเดีย สิงคโปร์ อังกฤษ หรืออเมริกัน ทำให้จับใจความยาก
- The Interruption: วัฒนธรรมฝรั่งเน้นการถกเถียง (Discussion) การแทรกพูดเป็นเรื่องปกติ แต่คนไทยขี้เกรงใจเลยหาจังหวะแทรกไม่ได้
3 สเต็ปเทพ เตรียมตัวก่อนเข้าประชุม (Pre-Meeting Prep)
การเตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง อย่าเดินตัวเปล่าเข้าห้องประชุมครับ
- ขอ Agenda ล่วงหน้า: เพื่อรู้ว่าวันนี้จะคุยเรื่องอะไร จะได้เตรียมคำศัพท์ (Vocabulary) ที่เกี่ยวข้องไปก่อน
- เตรียม “Small Talk”: ช่วง 2-3 นาทีก่อนเริ่มประชุมคือช่วงสร้างสัมพันธ์ เตรียมเรื่องดินฟ้าอากาศ หรือข่าวสารทั่วไปไว้คุยเล่นแก้เขิน
- ซ้อมประโยคเปิดตัว: ถ้าต้องรายงานความคืบหน้า ให้เขียน Bullet points และซ้อมพูดประโยคแรกให้คล่อง เพื่อเรียกความมั่นใจ
คลังประโยค “ประชุมภาษาอังกฤษ” แบ่งตามสถานการณ์
ไม่ต้องท่องจำไปทั้งหมด ให้เลือกจำเฉพาะอันที่เข้าปากและคิดว่าได้ใช้บ่อยๆ ครับ
1. การเริ่มประชุมและแจ้งวัตถุประสงค์ (Opening)
- “Since everyone is here, let’s get started.” (ในเมื่อมาครบแล้ว เรามาเริ่มกันเลยครับ)
- “The purpose of today’s meeting is to discuss…” (วัตถุประสงค์ของการประชุมวันนี้คือเพื่อหารือเรื่อง…)
2. การแสดงความคิดเห็น (Expressing Opinions)
เลิกใช้ “I think…” ตลอดเวลา ลองเปลี่ยนเป็น:
- “From my perspective,…” (ในมุมมองของผม…)
- “I am convinced that…” (ผมเชื่อมั่นว่า… ใช้เมื่อมั่นใจมาก)
- “It seems to me that…” (ดูเหมือนว่า… ใช้เมื่อออกความเห็นแบบนุ่มนวล)
3. การขอแทรกหรือขัดจังหวะ (Interrupting Politely)
นี่คือจุดที่ยากที่สุด แต่ถ้าใช้ประโยคเหล่านี้ คุณจะดูสุภาพและเป็นมืออาชีพ
- “May I come in here?” (ขออนุญาตแทรกตรงนี้ได้ไหมครับ?)
- “Sorry to interrupt, but I’d like to add a point.” (ขอโทษที่ขัดจังหวะ แต่อยากขอเสริมประเด็นนี้ครับ)
- “Could I just comment on that?” (ขออนุญาตออกความเห็นเรื่องนั้นหน่อยได้ไหมครับ?)
4. เมื่อฟังไม่ทันหรือขอให้ขยายความ (Clarification)
อย่าพยักหน้าถ้าไม่เข้าใจ! การถามกลับแสดงถึงความใส่ใจครับ
- “Could you please elaborate on that?” (ช่วยขยายความตรงนั้นหน่อยได้ไหมครับ?)
- “I didn’t quite catch that. Could you repeat it, please?” (ผมฟังไม่ทัน รบกวนพูดซ้ำหน่อยครับ)
- “Just to clarify, do you mean…?” (เพื่อความชัดเจน คุณหมายความว่า… ใช่ไหมครับ?)
ตาราง: สถานการณ์คับขันในห้องประชุม VS ประโยคทางรอด (Survival Kit)
เคยไหมครับที่เจอสถานการณ์น่าอึดอัดใจในห้องประชุม? แทนที่จะเงียบหรือยิ้มแห้งๆ ลองใช้ประโยคทางรอดเหล่านี้ดูครับ
| สถานการณ์คับขัน (Crisis) | สิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ (Common Reaction) | ประโยคทางรอดแบบมืออาชีพ (EngDuo Pro Tips) |
| โดนถามจี้ แต่ยังคิดคำตอบไม่ออก | เงียบกริบ (Dead Air) หรือพูดตะกุกตะกัก | “That’s a great question. Let me think about it for a moment.” (ซื้อเวลาอย่างฉลาด) |
| เพื่อนร่วมงานพูดแย่งซีนไม่หยุด | นั่งฟังเงียบๆ ด้วยความหงุดหงิด | “If I could just finish my point, please.” (ขออนุญาตพูดให้จบประเด็นก่อนนะครับ – สุภาพแต่เด็ดขาด) |
| เสียงไมค์เพื่อนหาย/สัญญาณไม่ดี | ตะโกน “Hello? Hello?” หรือทำหน้างง | “I’m sorry, you’re breaking up. Could you say that again?” (เสียงคุณขาดๆ หายๆ ครับ) |
| ไม่เห็นด้วยกับไอเดียหัวหน้า | พูดว่า “No, I don’t like it.” (หักหน้าเกินไป) | “I see your point, but have we considered…?” (เข้าใจมุมมองนะครับ แต่เราลองพิจารณา…ดูไหม?) |
| ต้องการสรุปจบ เพราะประชุมยืดเยื้อ | มองนาฬิกาบ่อยๆ | “I think we’ve covered everything. Shall we wrap up?” (คิดว่าคุยครบแล้ว เรามาสรุปจบกันไหมครับ?) |
เทคนิค Meeting Online ให้ปัง (Virtual Meeting Tips)
การ ประชุมภาษาอังกฤษ ผ่าน Zoom หรือ Teams มีความท้าทายเพิ่มขึ้น EngDuo แนะนำเทคนิคดังนี้:
- Check Tech: “Can everyone hear me clearly?” (ทุกคนได้ยินผมชัดเจนไหมครับ?) เป็นประโยคเช็กระบบที่ควรพูด
- Mute/Unmute: “I think you’re on mute.” (คิดว่าคุณปิดไมค์อยู่นะครับ) ประโยคยอดฮิตแห่งยุค
- Share Screen: “Let me share my screen quickly.” (ขออนุญาตแชร์หน้าจอครับ)
ฝึกซ้อมเสมือนจริงกับ EngDuo Business Course
การอ่านบทความช่วยให้คุณ “รู้” แต่การฝึกพูดจะช่วยให้คุณ “ทำได้” คอร์ส Business English ของ EngDuo เน้นการจำลองสถานการณ์การประชุม (Meeting Simulation)
- Role-Play: ครูผู้สอนจะรับบทเป็นลูกค้าหรือเจ้านายต่างชาติ เพื่อให้คุณฝึกโต้ตอบจริง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าจริง
- Feedback: ครูจะจดทุกคำพูดของคุณและ Feedback หลังจบคาบว่าประโยคไหนใช้ผิด หรือควรใช้คำไหนให้ดู Professional ขึ้น
- Confidence: ฝึกบ่อยๆ จนความกลัวหายไป เหลือไว้แต่ความมั่นใจ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ 7 ม.ค. เตรียมพิจารณายุทธศาสตร์ชิปขั้นสูง

- คณะกรรมการนโยบายเซมิคอนดักเตอร์ฯ จะประชุมในวันที่ 7 ม.ค. เพื่อพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ชิปขั้นสูงเป็นครั้งแรก โดยมีเป้าหมายยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตต้นน้ำ เช่น การออกแบบชิป
- ยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการดึงดูดการลงทุนด้านการออกแบบชิปและ Advanced Packaging ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง 100,000 คน ด้วยงบประมาณ 2,000 ล้านบาท
- มีแผนพัฒนาพื้นที่ลำพูน-ลำปางเป็นคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์ พร้อมส่งเสริมการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไก Direct PPA และ UGT 2 เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 ม.ค.นี้ รัฐบาลจะจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน การประชุมครั้งนี้จะเป็นการนำร่างยุทธศาสตร์ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะมาเสนอผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาครั้งแรก เพื่อรับข้อเสนอแนะและปรับปรุงยุทธศาสตร์ให้สมบูรณ์
หนึ่งในจุดสำคัญของแผนยุทธศาสตร์คือการพัฒนาบุคลากรทักษะสูงควบคู่กับการลงทุน เนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วนที่นักลงทุนให้ความสำคัญ โดยตั้งเป้าสร้าง Talent ด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุตสาหกรรมเป้าหมาย 100,000 คน ด้วยงบสนับสนุน 2,000 ล้านบาท จากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ขณะเดียวกัน การอนุมัตินโยบายเซมิคอนดักเตอร์ระดับชาติอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลชุดใหม่
สำหรับทิศทางการลงทุน รัฐบาลมุ่งยกระดับไทยจากฐานการผลิตกลางน้ำและปลายน้ำสู่ต้นน้ำที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ทั้งด้านการออกแบบชิป (Chip Design) และเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง โดยล่าสุด Analog Devices (ADI) ลงทุนด้านออกแบบชิปในไทย ขณะที่ Infineon เตรียมเปิดโรงงาน Advanced Packaging ภายในปีหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพไทยและโอกาสในการขยายซัพพลายเชน
ด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลวางแผนพัฒนาพื้นที่ลำพูน–ลำปาง ให้เป็นคลัสเตอร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ของภาคเหนือ ด้วยทำเลใกล้สนามบินเชียงใหม่ โครงข่ายโลจิสติกส์เชื่อมโยงสะดวก และพลังงานจากแหล่งผลิตไฟฟ้าแม่เมาะ ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังมีความต้องการพลังงานสะอาด 100% บีโอไอจึงผลักดันกลไก Direct PPA กำลังผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ และโครงการ UGT 2 (Utility Green Tariff) เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนที่ตรวจสอบได้
จุดแข็งของไทยยังอยู่ที่ฐานการผลิตกลางน้ำและปลายน้ำที่แข็งแกร่ง ไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียนด้านการผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และเป็นฐานสำคัญของ Hard Disk Drive (HDD) ของโลก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
4 สุดยอดอาหารด่างสูง “ศัตรู” ตัวฉกาจของเซลล์มะเร็ง ที่คุณควรทานเป็นประจำ!

4 สุดยอดอาหารด่าง “ศัตรู” เซลล์มะเร็ง เคล็ดลับปรับสมดุล pH ต้านโรคร้ายด้วยมื้ออาหาร
ในโลกยุคใหม่ที่ความเร่งรีบนำมาซึ่งความเครียดและอาหารจานด่วน ร่างกายของเรามักตกอยู่ในภาวะ “เลือดเป็นกรด” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดนี้เองคือ “บ้านหลังใหญ่” ที่เซลล์มะเร็งโปรดปราน การเลือกรับประทาน “อาหารด่าง” (Alkaline Foods) จึงเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกัน และเปลี่ยนสภาพร่างกายให้กลายเป็นเขตปลอดมะเร็ง
ทำไม “ความเป็นด่าง” ถึงหยุดมะเร็งได้?
ค่า pH ในเลือดที่สมดุลของคนสุขภาพดีจะอยู่ที่ประมาณ 7.35 – 7.45 (เป็นด่างอ่อนๆ) อาหารด่างจะเข้าไปช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเซลล์ ซึ่งเป็นสภาวะที่เซลล์มะเร็งไม่สามารถทนทานอยู่ได้ นอกจากนี้ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระและเร่งการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ
เปิดลิสต์ 4 อาหารด่างสูงที่คุณควรทานทุกวัน
- บรอกโคลี (Broccoli): ราชาผักตระกูลกะหล่ำที่มีแร่ธาตุสูงและสารไอโซไทโอไซยาเนต ช่วยยับยั้งเซลล์ร้ายไม่ให้ลุกลาม
- เห็ด (Mushrooms): โดยเฉพาะเห็ดหอม มีโพลีแซ็กคาไรด์สูง ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและปรับสมดุล pH ในร่างกาย
- ผลหม่อน (Mulberries): ผลไม้ที่มีความเป็นด่างสูงมาก อุดมด้วยแอนโทไซยานิน ช่วยดักจับกรดส่วนเกินในระบบทางเดินอาหาร
- ลูกเกด (Raisins): แหล่งรวมเรสเวอราทรอลและแร่ธาตุอัลคาไลน์ ช่วยสนับสนุนการทำงานของไตในการขับกรดออกจากเลือด
การปรับสมดุลอาหารควบคู่กับการนอนหลับและลดความเครียด คืออาวุธลับที่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคมะเร็งได้อย่างยั่งยืน
– ข้อควรระวังในการบริโภค: เนื่องจากลูกเกดเป็นอาหารที่มีพลังงานสูง คุณจึงควรบริโภคเพียงประมาณ 30 กรัมต่อวัน เลือกลูกเกดอบแห้งตามธรรมชาติที่ไม่มีการเติมน้ำตาลสังเคราะห์ และสามารถรับประทานคู่กับโยเกิร์ตที่ไม่เติมน้ำตาลเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารรักษาระดับ pH ให้คงที่ได้
เพื่อปกป้องสุขภาพโดยรวมของคุณ คุณควรสร้างวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีโดยการผสมผสานโภชนาการที่สมดุลกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน ควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับให้เพียงพอ การจัดการความเครียด และการตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคมะเร็งล่วงหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 05/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 65,400.00 | 65,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,228.00 | 64,096.48 | 66,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,805.20 | 57,686.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,382.40 | 51,277.18 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,902.60 | 28,843.42 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,479.80 | 22,433.77 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,381.35 | 66,421.27 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 05/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 31.35 | 31.35 | 31.85 | 31.35 | 31.35 | 31.35 | 31.35 | 31.35 | 31.35 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.98 | 30.98 | 31.28 | 30.98 | 30.98 | 30.98 | 30.98 | 30.98 | 30.98 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 29.14 | 29.14 | 29.44 | 29.14 | – | 29.14 | 29.14 | 29.14 | 29.14 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 27.09 | 27.09 | – | – | – | – | – | – | 27.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.64 | – | – | 49.51 | – | 40.14 | 39.79 | – | 39.64 |
| ดีเซล | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.48 | – | – | – | – | – | – | – | 16.48 |







