สาระน่ารู้ประจำวันที่ 06 กุมภาพันธ์ 2568

เกมรุกอสังหา4.0ยุคแห่งAI เคลื่อนธุรกิจ ครีเอต‘ดีไซน์’จนถึง‘ปิดการขาย’

อสังหา4.0 ยุคแห่งAI เคลื่อนธุรกิจ ครีเอต‘ดีไซน์’ไปจนถึง‘ปิดการขาย’เฟรเซอร์ส ผุดโปรเจกต์ “Everyday AI” อบรมพนักงาน “ศุภาลัย” ดึง AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคปรับกลยุทธ์การตลาดโดนใจ

ในปี 2568 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เผชิญกับ “แรงกดดัน” จากหลายปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน การกลับมาของ “ทรัมป์ 2.0”  และสงครามการค้าที่อาจส่งผลกระทบไปทั่วโลก ขณะที่ภายในประเทศ กำลังซื้อของประชาชนยังคงชะลอตัว ภาวะหนี้ครัวเรือนสูง และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่!

ท่ามกลางความท้าทายนี้ ผู้ประกอบการต่างๆ ที่มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วจะกลายเป็นผู้ชนะในเกมการแข่งขันที่เรียกได้ว่าค่อนข้างจะโหดร้าย! หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่น คือ การนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในการดำเนินงาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกด้าน

ธนพล ศิริธนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เฟรเซอร์สฯ ให้ความสำคัญกับการนำ AI และ Data Analytics เข้ามาใช้พัฒนาธุรกิจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบโครงการ การพัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้น แม้กระทั่งการจัดการด้านบัญชีและการเงินภายในองค์กร การใช้ AI จะช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในกระบวนการต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งที่น่าสนใจ คือ โปรเจกต์ “Everyday AI” ซึ่งเป็นการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้และสามารถใช้ AI ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างรากฐานองค์กรที่มั่นคงในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากการใช้เทคโนโลยี AI อย่างชาญฉลาดแล้ว บริษัทยังได้พัฒนาแนวคิด “Real Estate as a Service” ซึ่งไม่เพียงแต่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังมุ่งพัฒนาแนวทางบริการที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนอีกด้วย

อีกหนึ่งบริษัทที่ไม่หยุดนิ่งในการใช้เทคโนโลยีพัฒนาธุรกิจ  คือ “ศุภาลัย” ได้นำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อปรับกลยุทธ์การตลาดให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น ศุภาลัยยังพัฒนานวัตกรรมการอยู่อาศัยในรูปแบบ “Smart Village” ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของลูกบ้าน โดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ช่วยให้การใช้ชีวิตในหมู่บ้านมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

“10 ปีที่ผ่านมา นวัตกรรมส่วนใหญ่ของศุภาลัยจะเป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับต้นทุน ทำให้สามารถทำราคาได้ดี แต่ 2 ปีที่ผ่านมา เราโฟกัสที่นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น”

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ผ่านมาศุภาลัยได้ทรานส์ฟอร์มองค์กรให้มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีมากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตควบคู่ไปกับยุคสมัยใหม่ หนึ่งในนั้น คือ การนำ AI มาประยุกต์ใช้ทั้งด้านการสื่อสารกับลูกค้าต่างชาติ การออกแบบ ฯลฯ

“สมัยก่อนการซื้อที่ดินเราจะวางผังให้เสร็จ แต่เชื่อหรือไม่ว่า ปัจจุบันบางโครงการแม้ยังไม่ซื้อที่แต่เราสามารถทำ perspective เรียบร้อยแล้ว เพราะ AI เข้ามาช่วยทำให้ง่ายขึ้น นอกจากนี้กำลังนำฐานข้อมูลที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้กับ AI เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทำให้สามารถปิดการขายได้เร็วขึ้น”

ในยุคที่ทุกคนพูดถึง AI การใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาองค์กรนั้นไม่ได้หมายความแค่การนำเครื่องมือมาใช้เท่านั้น แต่ต้องใช้งานได้จริงและเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม อย่าง เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ และศุภาลัย ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การนำ AI มาใช้ในธุรกิจ “ไม่ใช่” แค่เรื่องของการปรับปรุงกระบวนการภายใน แต่ยังเป็นตัวช่วยสำคัญในการสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าให้ลูกค้า และสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์’ภารกิจฟื้นฟู LPN ผงาด ‘TOP10’ โกย 1.5 หมื่นล้าน ใน 5 ปี

พิสูจน์ฝีมือ ‘ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์’ภารกิจฟื้นฟู LPN ผงาด ‘TOP10’ โกย 1.5 หมื่นล้าน ใน 5 ปีภายใต้กลยุทธ์หลากหลายทั้งเปิดน่านน้ำใหม่ตลาดต่างประเทศ ผนึกพันธมิตรร่วมทุน ผุดธุรกิจใหม่ ปล่อยเช่า เวลเนส ตามเทรนด์เพิ่มรายได้ ลดเสี่ยง

“ดาว-ดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์” รับตำแหน่งซีอีโอหญิงคนแรกของ “แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์”  เมื่อปี 2567 กับก้าวสำคัญที่เต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาส สานภารกิจใหญ่เคลื่อนธุรกิจกลับสู่ “Top 10” กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย! ภายใน 5 ปี วางกลยุทธ์หลากหลายทั้งเปิดน่านน้ำใหม่ตลาดต่างประเทศ ผนึกพันธมิตรร่วมทุน ผุดธุรกิจใหม่ ปล่อยเช่า เวลเนส ตามเทรนด์เพิ่มรายได้ ลดเสี่ยง

ดารณี ในวัย 38 ปี เป็นบุตรสาวคนที่ 2 ของ “ชาญยุทธ ฉัตรพิริยะพันธ์” ผู้ปลุกปั้นธุรกิจรีไซเคิล “เมทัล คอปเปอร์” รีไซเคิลเศษโลหะ อาทิ ทองแดง และอลูมิเนียม เพื่อส่งขายทั้งในและต่างประเทศ  

โดยก่อนที่ดารณีจะนั่งเก้าอี้ซีอีโอ LPN เริ่มต้นจาก “ฟ้า-วรัญญา ฉัตรพิริยะพันธ์” พี่สาวคนโตของเธอ เข้าลงทุนหุ้น LPN สะท้อนถึงความมั่นใจในศักยภาพธุรกิจ ด้วยมุมมองที่ว่า LPN เป็นองค์กรที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 30 ปี มีโมเดลธุรกิจที่ครบเครื่องตั้งแต่ธุรกิจการพัฒนาที่อยู่อาศัย ธุรกิจการบริหารจัดการอาคาร ธุรกิจด้านการวิจัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจการก่อสร้าง งานวิศวกรรม และธุรกิจการบริหารงานขาย ที่สำคัญสามารถเติบโตได้ในระยะยาว!

“จึงมั่นใจและตัดสินใจเข้าลงทุนในหุ้น LPN โดยขายหุ้นตัวอื่นเพื่อมาซื้อหุ้นตัวนี้ ! แม้ที่ผ่านผลประกอบการไม่ได้ดีมาก แต่เชื่อว่า สามารถไปต่อได้ ไม่ได้แย่ จึงทยอยซื้อเก็บสะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2564 กระทั่งปี 2566 สัดส่วนการถือหุ้นทะยานขึ้นไปที่ 17.91% กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาและกลยุทธ์ของบริษัทในอนาคต”

ภารกิจใหญ่สู่ Top 10 ใน 5 ปี

“ดารณี” ได้รับมอบหมายให้นั่งตำแหน่งซีอีโอ มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ “เป้าหมายสำคัญของเราคือการนำ LPN กลับสู่ Top 10 ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ภายใน 5 ปี จากผลการดำเนินงานครึ่งปี 2567 LPN มีรายได้รวม 3,784 ล้านบาท อยู่ในอันดับที่ 15 เทียบกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นั่นหมายความว่าจะต้องมียอดขาย 15,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับตัวเลขที่เคยทำได้สูงสุด…”

เป้าหมายนี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย! โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนจากภาวะเงินเฟ้อ การปรับขึ้นดอกเบี้ย และการปรับเปลี่ยนของนโยบายการปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ท่ามกลางการต่อสู้กับคู่แข่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ดีกรีความดุเดือดไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด

หัวใจสำคัญเสถียรภาพทางการเงิน

ภายใต้ความท้าทายจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ดารณี เน้นการบริหารการเงินอย่างเข้มข้น เพราะเธอเชื่อว่า “ความแข็งแกร่งทางการเงินขององค์กร คือ หัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถฝ่ามรสุมไปได้ LPN เคยผ่านวิกฤติการเงินมาแล้วหลายครั้ง และผ่านมาได้ด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เป้าหมายต่อไป คือ การลดหนี้สินที่มีดอกเบี้ยต่อทุนเพื่อให้บริษัทมีเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงินมากยิ่งขึ้น”

เธอให้ความสำคัญกับการลดสินค้าคงเหลือ (inventory) โดยการแปลงสินค้าคงเหลือให้กลายเป็นเงินสดที่สามารถนำมาใช้ชำระหนี้และเพิ่มกระแสเงินสดให้กับบริษัท ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ภาพรวม “สต็อกพร้อมอยู่” ของ LPN มูลค่า 9,000 ล้านบาท เป็นโครงการบ้าน มูลค่า 1,000 ล้านบาท อีก 8,000 ล้านบาท เป็นโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และชะอำ มูลค่า 500 ล้านบาท ในปี 2567 ขายได้ 70%  ปี 2568 เหลือขายไม่มากนัก คาดใช้เวลาระบายสต็อกไม่เกิน 2 ปี

LPN ยุคใหม่มุ่งเติบโตมั่นคง

ภายใต้การนำของดารณี ใน 5 ปีข้างหน้า LPN ไม่เพียงแต่จะกลับมามีการเติบโตในด้านรายได้ แต่จะเป็นองค์กรที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพ การบริหารการเงินที่มีเสถียรภาพ และการสร้างชุมชนน่าอยู่  ทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับ LPN สามารถแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ในระยะยาว ด้วยการปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ เปิดมิติใหม่ให้ LPN โดยการเชื่อมต่อตลาดในและต่างประเทศ การพัฒนาธุรกิจใหม่ เช่น การพัฒนาโครงการเพื่อปล่อยเช่า ธุรกิจเวลเนส รับเทรนด์ผู้สูงวัยที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น การเปิดน่านน้ำใหม่ในธุรกิจที่มีศักยภาพด้วยการร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อลดความเสี่ยง ให้ผลตอบแทนสูง

เริ่มจากการพัฒนา “โครงการขนาดเล็ก” นำร่อง อย่างการพัฒนาโครงการเช่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ หรือกลุ่มผู้ซื้อที่ขณะนี้กำลังซื้อลดลง รวมทั้งรองรับดีมานด์ต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่ม ดิจิทัลนอแมด (Digital Nomad)

อย่างไรก็ตาม จากนโยบายของผู้บริหารที่ผ่านมา สามารถลดต้นทุนทางการเงิน ลดภาระหนี้ ด้วยการลดดอกเบี้ยและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้ปี 2568 มีความคล่องตัวขึ้น มีเงินเหลือพอที่จะซื้อหุ้นคืนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 100 ล้านบาท และมีงบที่ซื้อที่ดินเพิ่ม 2,000 ล้านบาท เน้นซื้อแปลงเล็กไม่เกิน 3 ไร่ มาพัฒนาโครงการขนาดเล็กเพื่อขายหมดเร็ว

“ปีที่ผ่านมาเป็นการตั้งหลัก เน้นระบายสต็อก ปีนี้ยังคงระมัดระวัง ประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นปีของการเก็บคองอเข่า ตามที่ประธานบริหารกล่าวไว้ เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจไทยและทั่วโลก จึงเป็นที่มาของธีมการทำงาน แบบ Healthy Resilience ยืดหยุ่น พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

ในปี 2568 วางแผนเปิด 4 โครงการใหม่ มูลค่า 6,000 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม 2 โครงการ ย่านสุขุมวิท 77 และรามอินทรา บ้าน 2 โครงการ ทำเลสะพานเจษฎา และถนนอุทยาน (ถนนอักษะ) สาย4 ตั้งเป้ายอดขาย 8,500-9,000 ล้านบาท

หนุนธุรกิจเติบโตยั่งยืนระยะยาว

ดารณี ตั้งเป้าหมายผลักดัน LPN เติบโตในอัตรา 5-10% ต่อปี เน้นสร้างรายได้ระยะยาวจากบริการหลังการขาย การบริหารชุมชน และการปล่อยเช่าพื้นที่ภายในโครงการ ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ทำให้ LPN แข่งขันได้ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระยะยาว

“เราต้องการพัฒนาโครงการที่มีฟังก์ชันการใช้งานที่เหมาะสมในราคาที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ สร้างความยั่งยืนทั้งด้านการบริหารและบริการที่ LPN ให้กับลูกค้า”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 6ก.พ.“ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง” ที่ระดับ 33.57 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways ตราบใดที่ไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงชัดเจนเหนือโซนแนวต้าน 34.10 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้6 ก.พ.2568  ที่ระดับ  33.57 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sideways หากประเมินตามกลยุทธ์ Trend Following ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่าลงชัดเจน เหนือโซนแนวต้าน 34.10 บาทต่อดอลลาร์

อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา เงินบาทได้รับอานิสงส์จากการทยอยปรับตัวขึ้นของราคาทองคำพอสมควร ซึ่งปัจจุบัน หากประเมินในเชิงเทคนิคัล ราคาทองคำก็เสี่ยงที่จะมีจังหวะย่อตัวลงมาบ้าง โดยการปรับตัวลงของราคาทองคำก็อาจถูกเร่งได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ในช่วงนี้ อย่าง ข้อมูลการจ้างงาน ออกมาดีกว่าคาด

อย่างไรก็ดี เงินบาทก็อาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่าย นัก จนกว่าจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสำคัญต่อตลาดการเงินในช่วงนี้ ทั้ง มุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งอาจต้องเห็นการปรับเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ ต้องเริ่มเห็นการคาดหวังว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้มากกว่า 2 ครั้ง

ซึ่งเรามองว่า กรณีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน นอกจากนี้ ควรจะต้องเห็นความกังวลนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่คลี่คลายลงด้วย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่ ผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำจีน เริ่มเจรจา เพื่อยุติหรือชะลอมาตรการเก็บภาษีนำเข้าที่ได้ประกาศออกมาในช่วงนี้

แต่หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้จริง ก็อาจเปิดโอกาสให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นสู่โซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก ท่ามกลางการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะในฝั่งผู้เล่นที่มีสถานะ Net Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง)

อนึ่ง เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม BOE และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในคืนนี้ เพราะหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดชัดเจน

ส่วน BOE ก็ลดดอกเบี้ยตามคาด และส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ก็อาจหนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นได้พอสมควร (ส่วนเงินปอนด์อังกฤษ เสี่ยงอ่อนค่าลงได้) กดดันให้เงินบาทมีโอกาสทยอยกลับมาอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ได้ นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามทิศทางราคาทองคำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินบาทได้พอสมควรในระยะนี้

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.75 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 33.49-33.62 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังรายงานข้อมูล ยอดการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ของสหรัฐฯ ออกมา เพิ่มขึ้น 1.83 แสนตำแหน่ง ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้

อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์ก็มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลัง รายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 52.8 จุด แย่กว่าที่ตลาดคาดไว้พอสมควร ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างเพิ่มโอกาสที่เฟดอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 50bps ในปีนี้ เป็น 84%

นอกจากนี้ ราคาทองคำยังได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หนุนให้ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรทองคำ และโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนให้เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia +5.2% รวมถึงรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส ยกเว้นในส่วนของ Alphabet -7.3% ที่รายงานผลประกอบการที่น่าผิดหวัง และมีการเปิดเผยแผนการลงทุนด้าน AI ที่สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้มาก ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาดเพียง +0.39%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น +0.47% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ออกมาสดใส อาทิ Novo Nordisk +4.5% ทว่าตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้าง ตามการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มยานยนต์ หลังมีรายงานว่า Nissan อาจยกเลิกการเจรจาควบควมกิจการกับ Honda กดดันให้ราคาหุ้นบริษัท Renault (ที่เป็นผู้ถือหุ้นสำคัญของ Nissan) -2.6%

ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์นั้น บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.43% หลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยเพิ่มโอกาสเฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้

อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่อาจผันผวนสูงขึ้นได้บ้าง ขึ้นกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

โดยเฉพาะ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในคืนวันศุกร์นี้ ตามเวลาประเทศไทย ทำให้เราคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว (เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip) เพื่อให้ได้ Risk-Reward ที่มีความน่าสนใจและคุ้มค่า

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลง ตามบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ทว่า เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายการค้าของรัฐบาล Trump 2.0

อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์เคลื่อนไหวแถวโซน 107.6 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 107.3-107.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะมีจังหวะปรับตัวลดลงบ้าง หนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่

ทว่า บรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน รวมถึงแรงขายทำกำไรทองคำ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ทำให้ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 2,880-2,890 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งบรรดาผู้เล่นในตลาดและนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างมองว่า BOE จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.50% ในการประชุมครั้งนี้

(เรามองต่าง ว่า BOE อาจเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน หลังอัตราเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับสูง) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE โดยเฉพาะผู้ว่าฯ BOE เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ ซึ่งผู้เล่นในตลาดต่างให้โอกาสราว 36% ที่ BOE จะลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง หรือ 100bps ในปีนี้

ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของเวียดนามในเดือนมกราคม อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) รวมถึงอัตราเงินเฟ้อ CPI

ทางฝั่งไทย เราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนมกราคม จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.32% (+0.10% จากเดือนก่อนหน้า) ตามอานิสงส์จากระดับฐานราคาที่ต่ำในปีก่อนหน้า อีกทั้งราคาสินค้าหมวดอาหารก็มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ทว่าปัจจัยกดดันจะมาจากการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมัน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) อาจทรงตัวแถวระดับ 0.80%

และในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายของเฟด ภายใต้ความไม่แน่นอนของนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน รวมถึงรอติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้า (รอจับตาว่า ทางการสหรัฐฯ จะมีการเจรจากับทางการจีน จนอาจนำไปสู่การชะลอมาตรการเก็บภาษีนำเข้าได้หรือไม่) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


“ปวีณอร” โชว์ฟอร์มสมราคาเต็ง 1 เข้าชิงเทนนิสคัดเยาวชนทีมชาติ

ปวีณอร นวลศรี มือวางอันดับ 1 ของรายการ จากปทุมธานี โชว์ฟอร์มการเล่นครบเครื่องเก็บชัยตีตั๋วเข้ารอบชิงชนะเลิศ ประเภทหญิงเดี่ยว รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ในศึกเทนนิสคัดเยาวชนทีมชาติ

สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดการแข่งขันคัดเลือกนักกีฬาเทนนิสเยาวชนทีมชาติไทย ประจำปี 2568 ในรุ่นอายุไม่เกิน 12, 14 และ 16 ปี ที่ศูนย์พัฒนากีฬาเทนนิสแห่งชาติ เมืองทองธานี จ.นนทบุรี เมื่อ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันรอบรองชนะเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศการชิงชัยและการเชียร์ที่เป็นไปอย่างคึกคัก เนื่องจากผู้ชนะในรอบนี้ จะได้สิทธิติดทีมชาติแน่นอน ตามระเบียบที่จะให้สิทธิแก่นักกีฬาที่ได้อันดับ 1-3 ส่วนอันดับ 4 จะเป็นนักกีฬาสำรอง

โดยคู่ที่น่าสนใจ รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ประเภทชายเดี่ยว รอบรองชนะเลิศ นักหวดดาวรุ่งโคจรมาพบกัน ระหว่าง พัชรพล หลีกุล จากสงขลา กับ ธรรมะ โคศิริ จาก กทม. ซึ่งเรียกอาวุธออกมาสู้กันได้อย่างดุเดือด ทว่า พัชรพล มีจังหวะในการทำแต้มสำคัญได้มากกว่า จึงเป็นฝ่ายเอาชนะ ธรรมะ ไปในที่สุด 2-0 เซต ด้วยสกอร์ 7-5 และ 6-4 พัชรพล ควงแร็กเกตคู่ใจผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับ ปัณณพรรธน์ นิ่มนวลกุล จาก กทม. ที่ระเบิดฟอร์ม ตัดเชือกชนะ ศิวกร ฉวยกระโทก จากนครราชสีมา ได้ภายใน 2 เซต 6-2 และ 6-2 ขณะที่ ธรรมะ จะชิงอันดับ 3 กับ ศิวกร ผู้ชนะจะได้สิทธิติดทีมชาติไทย

ด้านประเภทหญิงเดี่ยว รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี รอบรองชนะเลิศ ปวีณอร นวลศรี จากปทุมธานี โชว์ฟอร์มการเล่นที่ครบเครื่อง เอาชนะ พิมพ์พิศา วงษ์วานิชขจร จาก กทม. ได้ 2 เซตรวด 6-2 และ 6-0 ปวีณอร ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้ตามคาด ในฐานะมือวางอันดับ 1 ของรายการ ซึ่งจะชิงฯ กับ ปัฐน์ธินันต์ เผือกคำ จากนครราชสีมา ที่ตัดเชือกชนะ พลอยทิพย์ ธนศิรินวกุล จาก กทม. 2-0 เซต 6-1 และ 6-3 ขณะที่ พิมพ์พิศา จะชิงอันดับ 3 กับ พลอยทิพย์ ผู้ชนะจะได้สิทธิติดทีมชาติไทย 

ขณะที่การแข่งขันรอบรองชนะเลิศของรุ่นอื่น ๆ ก็เข้มข้นและสนุกไม่แพ้กัน ซึ่งผู้ชนะได้เข้าชิงฯ ส่วนผู้แพ้ไปชิงอันดับ 3 โดยมีผลการแข่งขันดังนี้ รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ชายเดี่ยว นวธรณ์ ผลากรกุล (กทม.) ชนะ อนันต์นที พงศ์ศิริเลิศ (ชุมพร) 1-6, 6-1 และ 6-2, ลีโอ โกวิทวัฒนชัย (ชลบุรี) ชนะ ก้องภพ แซ่ลิ้ม (นครปฐม) 6-2, 6-0

หญิงเดี่ยว รุ่นอายุไม่เกิน 12 ปี ณิชวรัชญ์ พลอยเกษมสุข (กทม.) ชนะ อาร์ภรนันท์ โซเฟีย แสงสุชาติ (กทม.) 6-0, 2-6 และ 6-3, ศิริกร พูลผล (พิษณุโลก) ชนะ ธมลวรรณ โพธิ์จันทร์ (ขอนแก่น) 6-2, 6-3

รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ชายเดี่ยว วีรวิชญ์ กำพุฒ (กทม.) ชนะ เตชธรรม ศรีเสน (ประจวบคีรีขันธ์) 6-3, 6-3, กานต์ธัช สุรฤทธิ์โยธิน (ชลบุรี) ชนะ ตรัย ศรีเสน (ประจวบคีรีขันธ์) 2-6, 6-4 และ 6-0

ขณะที่หญิงเดี่ยว รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี โชติรินทร์ แก้วก่า (ชลบุรี) ชนะ ปารมี ทัดแก้ว (ยะลา) 6-0, 6-4, จิณห์นิภา ตราชูวณิช (เพชรบุรี) ชนะ ศรร์วิศา กุลพิศาลรัศม์ (กทม.) 6-2, 7-6(6)

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


รู้จัก “โรคเดอกาแวง” โรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ โรคที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้ป่วยหลาย ๆ ท่านอาจจะชล่าใจเวลาปวดที่บริเวณข้อมือหรือด้านบนหัวแม่มือ คิดว่าอาการที่เกิดขึ้นนี้คงไม่ส่งผลอะไรมากกับร่างกายของเรา แต่รู้หรือไม่ว่าหากปล่อยไว้ไม่เข้ารับการรักษาที่เหมาะสมอาจส่งผลให้เกิดโรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบได้

โรคเดอกาแวงคืออะไร

โรคเดอกาแวงหรือที่เรียกทางการแพทย์ว่า De Quervain’s Tenosynovitis เป็นภาวะที่เกิดจากการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นบริเวณข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการปวดและจำกัดการเคลื่อนไหวในบริเวณดังกล่าว

สาเหตุของโรค

  • การใช้งานข้อมือซ้ำๆ จากการทำกิจกรรมที่ต้องขยับข้อมือหรือนิ้วหัวแม่มือบ่อย เช่น พิมพ์งาน เล่นโทรศัพท์ ใช้เครื่องมือ หรือยกของหนัก
  • การบาดเจ็บ โดยการได้รับแรงกระแทกหรือบาดเจ็บที่ข้อมือหรือเอ็น
  • การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน สามารถพบในสตรีตั้งครรภ์หรือหลังคลอด เนื่องจากฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงและการใช้งานข้อมือขณะดูแลลูก
  • เกิดขึ้นได้จากโรคประจำตัว เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์หรือโรคเกาต์

อาการของโรค

  • ปวดบริเวณข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือ อาการปวดอาจร้าวไปที่ปลายแขนหรือข้อนิ้ว
  • บวม บริเวณข้อมืออาจมีอาการบวมและรู้สึกเจ็บเมื่อกด
  • ขยับนิ้วหัวแม่มือได้ลำบาก โดยเฉพาะเมื่อพยายามกำมือ หยิบจับสิ่งของ หรือหมุนข้อมือ
  • เสียงดังกึกในข้อมือ บางครั้งอาจมีเสียงดังคล้ายเสียดสีระหว่างการเคลื่อนไหว

การวินิจฉัย

  • การตรวจร่างกาย แพทย์จะทำการตรวจหาจุดที่ปวดและประเมินการเคลื่อนไหวของข้อมือ
  • Finkelstein Test  การทดสอบโดยให้ผู้ป่วยกำมือพร้อมกับกดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในกำมือ แล้วงอข้อมือไปทางด้านนิ้วก้อย หากเกิดอาการปวดแสดงว่ามีการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็น
  • Ultrasound คือการอัลตร้าซาวด์เอ็นและปลอกหุ้มเอ็นโดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์ ดูภาพบริเวณข้อมือ ภาพจะแสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่มีการอักเสบและบวม ไปจนถึงบอกความรุนแรงของอาการและปริมาณของพังผืดบริเวณดังกล่าว โดยสามารถใช้เครื่องอัลตราซาวด์กำหนดตำแหน่งที่จะทำการฉีดยาหรือผ่าตัดได้

การรักษา

  • การพักการใช้งาน หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมที่กระตุ้นให้อาการแย่ลง
  • การประคบเย็น ลดอาการบวมและการอักเสบ
  • การใช้ยา ยาลดการอักเสบกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน
  • การใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดอาการปวด
  • กายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูความแข็งแรงและการเคลื่อนไหว
  • การฉีดยาสเตียรอยด์ ภายใต้เครื่องอัลตราซาวด์ กรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากการรักษาเบื้องต้น
  • การผ่าตัด  ในกรณีรุนแรงที่อาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอื่น แพทย์อาจพิจารณาให้ผ่าตัดเพื่อเปิดปลอกหุ้มเอ็น

การป้องกัน

  • หลีกเลี่ยงการใช้งานข้อมือซ้ำๆ หรือในท่าที่ไม่เหมาะสม
  • พักมือและข้อมือระหว่างการทำงาน เช่น การพิมพ์งานหรือใช้โทรศัพท์
  • ฝึกยืดและบริหารข้อมืออย่างสม่ำเสมอ
  • ใช้ท่าทางการทำงานที่เหมาะสม เช่น การปรับโต๊ะและเก้าอี้ให้อยู่ในระดับที่ถูกต้อง
    โรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบมักไม่ใช่อาการที่รุนแรง แต่หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้การใช้งานข้อมือแย่ลงได้ หากผู้ป่วยมีอาการที่คล้ายคลึงกับโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


‘อาลีบาบา’ แนะกลยุทธ์ลงทุน ปูทางติดปีกธุรกิจยุค ‘AI’

  • AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกวงการอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
  • GenAI มีอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งถึง 59.2% ต่อปี
  • การใช้ AI ในประเทศไทยนับว่ากำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
  • การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่แข็งแกร่ง ปรับขนาดได้ และปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญ
  • AI ต้องไม่เพียงเพื่อประสิทธิภาพ แต่ยังต้องมีความปลอดภัย
  • คลาวด์-เนทีฟ คือฐานรากที่รองรับการนำ AI มาใช้

ไอดีซี คาดการณ์ว่า การใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลกจะสูงถึง 6.32 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 โดย generative AI (GenAI) มีอัตราการเติบโตที่น่าทึ่งถึง 59.2% ต่อปี

ฌอน หยวน รองประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ  ผู้จัดการทั่วไปภูมิภาคแปซิฟิกใต้และญี่ปุ่น อาลีบาบา คลาวด์ อินทิลิเจนซ์ แสดงทัศนะว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกวงการอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทว่าความสามารถที่สูงขึ้นของ AI ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้รองรับความสามารถเหล่านั้นมีภาระหนัก และส่งผลต่อความรวดเร็วที่องค์กรจะใช้ประโยชน์จาก AI

สำหรับการใช้ AI ในประเทศไทยนับว่ากำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในทิศทางเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก อ้างอิงจากผลสำรวจความพร้อมในการประยุกต์ใช้ AI สำหรับบริการดิจิทัล ปี 2567 โดยเอ็ตด้า ร่วมกับ สวทช. พบว่า องค์กรไทยมากกว่าครึ่งตระหนักถึงความจำเป็นในการนำ AI มาใช้งานและสามารถระบุว่าจะนำมาใช้ในส่วนใด

นอกจากนี้พบด้วยว่ามีหน่วยงานที่นำ AI มาใช้แล้ว 17.8% สูงกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย องค์กร 73.3% มีแผนที่จะนำมาใช้ในอนาคต โดยเป้าหมายสามอันดับแรก คือ เพื่อบริหารจัดการภายในองค์กร (69.6%) เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (59.8%) และ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์หรือบริการ (56.8%)

อินฟราฯ เดิม รับมือไม่ได้

อาลีบาบา ประเมินว่า GenAI เป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมาก แต่ GenAI ต้องการพลังการประมวลผลมหาศาล ต้องการพื้นที่สตอเรจขนาดใหญ่ และอัลกอริธึมที่มีความสามารถระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่าย ความยั่งยืน และประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก

ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมไม่เหมาะที่จะรองรับความต้องการเหล่านี้ การจะทำกระบวนการใดๆ จะต้องทำควบคู่กับการปรับโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการลงทุนด้าน AI รวมถึง GenAIซึ่งไอดีซีประเมินไว้ว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI จะมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) ที่ 14.7% จนถึงปี 2571

ที่ผ่านมา 24% ของการใช้จ่ายด้าน AI ทั้งหมด เป็นการใช้จ่ายด้านฮาร์ดแวร์ AI และ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) ดังนั้นฮาร์ดแวร์ AI และ IaaS จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อความสามารถด้านต่างๆ ของ AI

การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ที่แข็งแกร่ง ปรับขนาดได้ และปลอดภัย เป็นสิ่งสำคัญในปัจจุบันสำหรับธุรกิจที่ต้องการใช้โซลูชันที่เป็น AI อย่างประสบความสำเร็จ

‘ความปลอดภัย’ ไม่อาจละเลย

ต่อคำถามที่ว่า แล้วโครงสร้างพื้นฐาน AI นั้นควรมีลักษณะอย่างไร AI ต้องการสิ่งใดเป็นพิเศษ และธุรกิจต่างๆ จะสามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามความต้องการเหล่านั้นได้อย่างไร

อันดับแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เป็นมาตรฐาน : โมเดล AI ประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก ดังนั้นความปลอดภัยของข้อมูลและการรักษากฎระเบียบตามมาตรฐานต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจ

โดยต้องมั่นใจว่ามีอยู่ในทุกกระบวนการการใช้โซลูชัน AI โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยที่รวมถึงการเข้ารหัส การควบคุมการเข้าถึงอย่างรัดกุม และปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านการปกป้องข้อมูลระดับโลก เช่น GDPR

การออกแบบโครงสร้างพื้นฐาน AI ต้องไม่เพียงเพื่อประสิทธิภาพและการปรับขนาดได้เท่านั้น แต่ยังต้องมีความปลอดภัยด้วย

เพราะความล้มเหลวในการรักษาความปลอดภัยให้กับแอปพลิเคชัน AI หรือโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับแอปฯ อาจทำให้ข้อมูลถูกละเมิด ต้องเสียค่าปรับจากการไม่ปฏิบัติตามกฎ และสูญเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า ซึ่งเมื่อลูกค้าหมดความไว้วางใจไปแล้ว การจะกลับมาเชื่อมั่นอีกเป็นไปได้ยากมาก

‘คลาวด์-เนทีฟ’ ฐานรากสำคัญ

คลาวด์-เนทีฟ คือฐานรากที่รองรับการนำ AI มาใช้ : ธุรกิจต้องนำโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์-เนทีฟ มาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการ AI ที่เพิ่มมากขึ้น 

โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์-เนทีฟ ประกอบด้วยการประมวลผลที่ทรงพลัง เน็ตเวิร์กและสตอเรจที่มีประสิทธิภาพสูง คอนเทนเนอร์และระบบบริหารจัดการข้อมูล ทั้งยังมอบความยืดหยุ่นและการปรับขนาดที่จำเป็นต้องใช้เพื่อรองรับความต้องการด้านการประมวลผลและสตอเรจที่ AI ต้องใช้เพิ่มมากขึ้น

ต่างจากโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมมีความยุ่งยากในการจัดการกระแสข้อมูลจำนวนมาก และไม่รองรับความต้องการประสิทธิภาพสูงในด้านต่างๆ ที่แอปพลิเคชัน AI สมัยใหม่ต้องการ

คลาวด์-เนทีฟ ช่วยให้ธุรกิจปรับขนาดโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับความต้องการต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และทำให้มั่นใจได้ว่าองค์กรมีพลังการประมวลผลที่จำเป็นต้องใช้กับโมเดล GenAI และการใช้ AI ที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี สภาพแวดล้อมคลาวด์-เนทีฟ ไม่เพียงรองรับการทำงานด้านการประมวลผลที่หนักหน่วงที่ AI ต้องการ แต่ยังมอบความคล่องตัวอย่างมากซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจใช้ จัดการ และอัปเดทแอปพลิเคชัน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถผสานรวมกับเวิร์กโฟลว์การพัฒนา AI ได้อย่างราบรื่น ซึ่งนั่นหมายความว่า ธุรกิจจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องติดอยู่กับข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน

เดินบนถนน ‘ความยั่งยืน’

สุดท้าย ประสิทธิภาพด้านพลังงาน และความยั่งยืน มีความสำคัญมากขึ้น : การใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามเวิร์กโหลด AI ที่เพิ่มขึ้น โมเดล AI โดยเฉพาะ GenAI ใช้พลังงานมาก ทำให้เกิดความกังวลด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

จากการเติบโตของ AI ธุรกิจต่างตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น เพื่อรองรับการใช้ AI ขององค์กร โดยไม่เพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดาต้าเซ็นเตอร์สีเขียว แหล่งพลังงานหมุนเวียน และฮาร์ดแวร์ประหยัดพลังงาน กำลังกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI

เขากล่าวว่า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลงทุนกับแนวทางด้านความยั่งยืน จะช่วยให้ธุรกิจสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ไปพร้อมๆ กับบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ทั้งการโฟกัสไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่ประหยัดพลังงานจะกลายเป็นความต่างที่สำคัญของธุรกิจที่ต้องการนำนวัตกรรมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบต่อสังคม

โดยสรุปแล้ว AI ยังคงพัฒนาต่อเนื่อง ดังนั้นองค์กรธุรกิจไม่เพียงต้องจัดการความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีในปัจจุบัน แต่ยังต้องคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิทัศน์ของ AI ในอนาคต ซึ่งควรรวมถึงความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ความต้องการด้านเทคนิค และความยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


Speak อย่างไรเมื่อ คู่สนทนาไม่เข้าใจ ให้การสื่อสารราบรื่น ไม่มีสะดุดฉบับมือโปร!

สถานการณ์ที่ไม่คาดคิด รับมือกับ คู่สนทนาไม่เข้าใจ อย่างไร

          การสื่อสารในชีวิตจริงไม่ได้ราบรื่นเสมอไป บางครั้งอาจเผชิญกับสถานการณ์ที่คู่สนทนาไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูด หรือการอธิบายของเราอาจไม่ชัดเจนพอ สถานการณ์เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ในที่ทำงาน การเดินทาง หรือแม้แต่การสนทนาทั่วไปในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การรับมือกับปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องยาก หากเรามีวิธีการที่เหมาะสมและมีประโยคที่ช่วยให้การสื่อสารชัดเจนยิ่งขึ้น

วิธีการรับมือเมื่อ คู่สนทนาไม่เข้าใจ

การเผชิญหน้ากับคู่สนทนาที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เราพูดในภาษาอังกฤษอาจสร้างความท้าทาย แต่ด้วยการใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสม คุณสามารถปรับตัวและทำให้การสื่อสารกลับมาเป็นไปอย่างราบรื่นได้ ดังนี้

  1. สังเกตปฏิกิริยาของคู่สนทนา

หากคู่สนทนาแสดงสีหน้าสงสัยหรือพยักหน้าอย่างลังเล นี่อาจเป็นสัญญาณว่าเขาไม่เข้าใจ ใช้โอกาสนี้เพื่อหยุดพูดและถามว่า

“Am I explaining this clearly?” สิ่งที่ฉันอธิบายชัดเจนไหม?

  1. ใช้คำศัพท์ง่าย ๆ และพูดช้าลง

หลีกเลี่ยงคำศัพท์ซับซ้อนและประโยคที่ยาวเกินไป ตัวอย่างเช่น แทนที่จะพูดว่า

Could you clarify your requirements?

ให้พูดว่า What do you need exactly? คุณต้องการอะไรโดยเฉพาะ?

  1. ย้ำประเด็นสำคัญ

หากข้อความที่พูดไปซับซ้อนเกินไป ให้เน้นย้ำเฉพาะส่วนสำคัญโดยพูดซ้ำด้วยคำพูดที่ต่างออกไป เช่น

To sum up, we need to focus on the deadline. สรุปคือ เราต้องเน้นเรื่องกำหนดส่งงาน

  1. อธิบายด้วยตัวอย่างหรือเปรียบเทียบ

การใช้ตัวอย่างช่วยทำให้เนื้อหาที่ซับซ้อนเข้าใจง่ายขึ้น เช่น หากพูดถึงแนวคิดทางธุรกิจ คุณอาจเพิ่ม:

It’s like building a house. We need a strong foundation first. มันเหมือนกับการสร้างบ้าน เราต้องมีฐานที่แข็งแรงก่อน

  1. ขอให้คู่สนทนาอธิบายกลับ

วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจว่าคู่สนทนาเข้าใจสิ่งที่เราพูดไป โดยถามว่า

Could you repeat what I just explained? ช่วยพูดซ้ำสิ่งที่ฉันอธิบายไปหน่อยได้ไหม?

  1. ใช้เครื่องมือหรือภาพประกอบ

หากคำพูดอย่างเดียวไม่เพียงพอ ลองใช้รูปภาพ วาดแผนผัง หรือแม้แต่เขียนประโยคช่วยอธิบาย

เช่น Let me draw it for you. ขอฉันวาดให้ดู

  1. เปลี่ยนวิธีการสื่อสาร

หากคู่สนทนาไม่เข้าใจแม้จะพยายามพูดซ้ำหลายครั้ง อาจเสนอทางเลือกอื่น เช่น การส่งข้อความอีเมลหรือเอกสาร

Shall I send you an email to explain this further? ฉันส่งอีเมลอธิบายเพิ่มเติมให้ไหม ?

  1. ใช้ภาษากายช่วยเสริม

การพยักหน้า การชี้ไปยังสิ่งที่เกี่ยวข้อง หรือการทำมือประกอบคำพูด สามารถช่วยทำให้สิ่งที่พูดเข้าใจง่ายขึ้น

  1. แสดงความเข้าใจและอดทน

การแสดงน้ำเสียงที่สงบและให้กำลังใจช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี เช่น

It’s okay if this is a bit confusing. Let’s take it step by step. ไม่เป็นไรถ้าสิ่งนี้ดูสับสน มาลองทีละขั้นตอนกัน

  1. ตรวจสอบความเข้าใจอีกครั้ง

ก่อนจะจบบทสนทนา ให้ยืนยันว่าคู่สนทนาเข้าใจอย่างถูกต้องโดยพูดว่า

So, do you have any questions about this?” (คุณมีคำถามเพิ่มเติมไหม?

มาดูประโยคที่คู่สนทนามักใช้เมื่อไม่เข้าใจในสิ่งที่เราพูด และเราสามารถใช้เมื่อเราไม่เข้าใจในสิ่งที่คู่สนทนาพูด

  • Can you slow down a little, please? ช่วยพูดช้าลงหน่อยได้ไหม?
  • What do you mean by that? คุณหมายถึงอะไร?
  • I’m not sure I got that right. ฉันไม่แน่ใจว่าฉันเข้าใจถูกหรือเปล่า
  • Could you repeat the key points? ช่วยพูดประเด็นสำคัญอีกครั้งได้ไหม?
  • Can you break it down for me? ช่วยแยกอธิบายเป็นส่วนๆ ได้ไหม?
  • Can we start from the beginning? เราสามารถเริ่มจากต้นได้ไหม?
  • Can you go over the main points again? ช่วยทบทวนประเด็นสำคัญอีกครั้งได้ไหม?
  • I’m not familiar with that word. Could you explain what it means? ฉันไม่คุ้นกับคำนั้น ช่วยอธิบายหน่อยว่ามันหมายถึงอะไร?
  • Could you provide an example to help me understand better? ช่วยยกตัวอย่างเพื่อให้ฉันเข้าใจมากขึ้นได้ไหม?
  • Did I understand you correctly when you said this? ฉันเข้าใจคุณถูกต้องไหมตอนที่คุณพูดสิ่งนี้?
  • Could you elaborate on that point, please? ช่วยขยายความในประเด็นนั้นหน่อยได้ไหม?
  • I’m sorry, I’m still not clear. Could you explain it one more time? ขอโทษครับ/ค่ะ ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจ ช่วยอธิบายอีกครั้งได้ไหม?

ประโยคที่ใช้เพื่อให้สื่อสารอย่างถูกต้อง

การใช้ประโยคเพื่อให้สื่อสารอย่างถูกต้องเหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ต้องการความชัดเจนและการทำความเข้าใจร่วมกัน

  • เมื่อเราไม่เข้าใจหรือสับสนคู่สนทนา ใช้ประโยคเพื่อถามซ้ำ อธิบายเพิ่มเติม หรือปรับปรุงวิธีการพูด เช่น

Can you slow down a little, please? ใช้เมื่อคู่สนทนาพูดเร็วเกินไป

Could you explain that in simpler terms? ใช้เมื่อเนื้อหาที่พูดยากเกินไป

  • เมื่อต้องการตรวจสอบความเข้าใจของตัวเอง ใช้เพื่อยืนยันหรือขอคำอธิบายเพิ่มเติม เช่น

Let me make sure I understand. เพื่อยืนยันว่าเราเข้าใจถูกต้อง

Did I get that right? เพื่อถามว่าเราเข้าใจสิ่งที่คู่สนทนาหมายถึงถูกต้องหรือไม่

  • เมื่อต้องการปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสาร ใช้เพื่อเสนอแนวทางใหม่ในการพูดให้เข้าใจง่ายขึ้น เช่น

Do you want me to say it in a different way? เสนอเปลี่ยนวิธีการพูดเพื่อความชัดเจน

  • เมื่อไม่เข้าใจศัพท์หรือข้อมูลบางส่วน ใช้ถามเกี่ยวกับรายละเอียดที่ต้องการ เช่น

What does this word mean? ใช้เมื่อไม่เข้าใจคำศัพท์

Could you break it down for me? ใช้เมื่อข้อมูลซับซ้อนเกินไป

ตัวอย่างประโยคในสถานการณ์จริง

ลองดูประโยคเหล่านี้จะช่วยแก้ไขปัญหาและเพิ่มโอกาสให้คู่สนทนาเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

  • สถานการณ์: คู่สนทนาฟังคำสั่งของเราไม่เข้าใจ

Let me explain it another way to make it clearer.

ให้ฉันอธิบายอีกแบบเพื่อให้ชัดเจนขึ้น

  • สถานการณ์: คู่สนทนาฟังไม่ทันบางส่วน

I think you missed a part. Let me repeat it.

ฉันคิดว่าคุณอาจพลาดไปบางส่วน ขอพูดซ้ำอีกที

  • สถานการณ์: ไม่เข้าใจเพราะสำเนียงหรือการออกเสียง

Sorry if my pronunciation is unclear. Let me try again.

ขอโทษด้วยถ้าการออกเสียงของฉันไม่ชัดเจน ขอพูดใหม่อีกครั้ง

  • สถานการณ์: คู่สนทนาสับสนกับคำศัพท์ที่เราใช้

This word might be unfamiliar. It means…

คำนี้อาจไม่คุ้นเคย มันหมายถึง…

  • สถานการณ์: พูดเร็วเกินไปจนอีกฝ่ายไม่เข้าใจ

I’ll slow down. Let me say it step by step.

ฉันจะพูดช้าลง ขอพูดทีละขั้น

  • สถานการณ์: คู่สนทนาไม่เข้าใจแนวคิดที่อธิบาย

Let me give you an example to clarify.

ขอฉันยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น

  • สถานการณ์: การสื่อสารทางโทรศัพท์ไม่ชัดเจน

The line might not be clear. Should I send this in writing instead?

สายอาจไม่ชัดเจน ฉันควรส่งข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรแทนไหม?

  • สถานการณ์: คู่สนทนาทำหน้าเหมือนไม่เข้าใจ

You seem unsure. Should I explain it another way?

คุณดูเหมือนไม่แน่ใจ ฉันควรอธิบายอีกแบบไหม?

  • สถานการณ์: อธิบายคำสั่งที่ซับซ้อนเกินไป

I realize this might sound complicated. Let me simplify it.

ฉันเข้าใจว่านี่อาจฟังดูซับซ้อน ขอฉันทำให้มันง่ายขึ้น

  • สถานการณ์: คู่สนทนาขอให้พูดซ้ำ

Sure, I’ll repeat that for you.

ได้เลย ฉันจะพูดซ้ำให้นะ

ฝึก Speak หรือการพูดทางไหนได้บ้าง

  • พูดหน้ากระจกฝึกการออกเสียงและสำรวจสีหน้าท่าทางของตนเอง
  • ดูหนังหรือซีรีส์ภาษาอังกฤษพยายามเลียนแบบประโยคและสำเนียงที่ได้ยิน
  • ฟังพอดแคสต์และพูดตามเลือกรายการที่เหมาะสมกับระดับภาษา
  • ใช้แอปพลิเคชันฝึกพูดภาษาอังกฤษ
  • เข้าร่วมกลุ่มภาษาออนไลน์เช่น คลาสสนทนาออนไลน์หรือกลุ่มฝึกภาษาในโซเชียลมีเดีย
  • เขียนสคริปต์และฝึกพูดตามเลือกหัวข้อที่สนใจและเขียนบทสนทนา
  • พูดคุยกับเจ้าของภาษาใช้โอกาสฝึกพูดกับเจ้าของภาษาโดยตรง
  • ตั้งคำถามกับตัวเองฝึกการถาม-ตอบในหัวข้อต่าง ๆ
  • อัดเสียงตัวเองตรวจสอบการออกเสียงและปรับปรุง
  • สร้างสถานการณ์จำลองฝึกพูดในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การสัมภาษณ์งาน การถามทาง

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


“หัวหอม” กับผลกระทบ ผลข้างเคียงด้านสุขภาพ ที่ควรใส่ใจ

หัวหอม เป็นทั้งพืชสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงอาหารและเป็นยา จัดอยู่ในสกุล Allium เช่นเดียวกับกระเทียม หอมแดง กระเทียมแกง ต้นหอม และกุยช่าย เชื่อกันว่าเป็นหนึ่งในผักที่เพาะปลูกกันมาแต่แรกเริ่มของโลก ที่จริงแล้ว มีการใช้หัวหอมโดยชาวโรมัน ชาวกรีก และวัฒนธรรมอื่นๆ อีกมากมายหลายพันปี ทั้งเป็นอาหารและเป็นยารักษาโรคต่างๆ (1 แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้)

ยิ่งไปกว่านั้นการใช้หัวหอมเป็นยาสมุนไพรได้นำไปสู่การค้นพบประโยชน์ทางการแพทย์มากมายในการวิจัยยุคใหม่ ตัวอย่างเช่น หัวหอมอาจมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ต้านการเกิดลิ่มเลือด ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยปกป้องหัวใจและตับ

ถึงกระนั้นแม้จะมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายมหาศาล หัวหอมก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ในบางคนได้

“หัวหอม” กับผลกระทบด้านสุขภาพ

1.อาจทำให้อาการของโรคลำไส้แปรปรวนแย่ลง

โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) เป็นภาวะที่ส่งผลกระทบต่อประชากร 10–15% ในสหรัฐอเมริกา มีลักษณะอาการ เช่น ท้องอืด ปวดท้อง ปวดเกร็ง มีแก๊ส อ่อนแรงทั่วไป และการเคลื่อนไหวของลำไส้ผิดปกติ ตั้งแต่ท้องผูกจนถึงท้องเสีย การรักษา IBS เกี่ยวข้องกับแนวทางแบบผสมผสานที่มุ่งเน้นการจัดการอาการเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิต การเปลี่ยนแปลงอาหารเป็นปัจจัยสำคัญ

แม้ว่าอาหารจะไม่ถือเป็นสาเหตุของ IBS แต่อาจกระตุ้นอาการได้ ดังนั้น การรับประทานอาหารที่มี FODMAP ต่ำจึงกลายเป็นการรักษาตามหลักฐานที่เป็นที่นิยม “FODMAP” ย่อมาจาก “fermentable oligo-, di-, monosaccharides and polyols” ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตสายสั้นที่ย่อยยากและดูดซึมช้า ซึ่งพบในอาหารบางชนิดและทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายในผู้ที่เป็น IBS

อาหารที่มี FODMAP ต่ำมีจุดมุ่งหมายเพื่อหลีกเลี่ยงอาหารที่มี FODMAP สูงและแทนที่ด้วยอาหารที่มี FODMAP ต่ำ เพื่อลดการบวมของลำไส้ หัวหอม กระเทียม หอมแดง พืชตระกูลถั่ว มะพร้าว และผลิตภัณฑ์จากนมและข้าวสาลีเป็นอาหารที่มี FODMAP สูงทั่วไป เนื่องจากหัวหอมอาจกระตุ้นหรือทำให้อาการ IBS แย่ลง บางคนอาจต้องหลีกเลี่ยงหัวหอมชั่วคราวหรือถาวร

2.บางคนอาจแพ้

อาการแพ้อาหารเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของคุณมีปฏิกิริยาตอบโต้กับโปรตีนจากอาหารบางชนิด ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันนี้สามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะและระบบต่างๆ เช่น ผิวหนัง ลำไส้ หัวใจ และระบบทางเดินหายใจและประสาท สารก่อภูมิแพ้อาหารที่พบบ่อยที่สุดสำหรับเด็กและผู้ใหญ่คือ นมวัว ไข่ ถั่วลิสง ปลา หอย ถั่วเปลือกแข็ง ถั่วเหลือง และข้าวสาลี นอกจากนี้ ผลไม้และผักเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่แพร่หลายในผู้ใหญ่

การศึกษาบางส่วนได้ระบุปฏิกิริยาแพ้ต่อหัวหอม หัวหอมอยู่ในวงศ์ Liliaceae ซึ่งเป็นวงศ์ของพืชดอก เช่นเดียวกับกระเทียม หน่อไม้ฝรั่ง และกระเทียมแกง งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าปฏิกิริยาข้ามกลุ่มภูมิแพ้อาจเกิดขึ้นระหว่างพืช Liliaceae ที่แตกต่างกัน รวมถึงละอองเกสรหญ้า ซึ่งหมายความว่าหากคุณแพ้พืชชนิดใดชนิดหนึ่ง คุณอาจพบอาการแพ้ต่อพืชชนิดอื่นๆ ด้วย

หัวหอมมีสารประกอบที่เรียกว่า diallyl disulfide และ lipid transfer protein ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น หอบหืด น้ำมูกไหล คัดจมูก ตาแดง คันตาและจมูก และโรคผิวหนังจากการสัมผัส ซึ่งมีลักษณะเป็นผื่นแดงคัน ในกรณีที่หายาก โรคผิวหนังจากการสัมผัสสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อผู้คนเพียงแค่สัมผัสหัวหอมโดยไม่ได้กิน

3.อาจทำให้ระคายเคืองตา

เมื่อหั่นหัวหอม คุณคงเคยรู้สึกแสบตาจนน้ำตาไหลเพราะมีการผลิตสารเมตาบอไลต์กำมะถันที่เรียกว่า lachrymatory factor (LF) ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกป้องกันทางเคมีต่อสัตว์และจุลินทรีย์

LF เป็นสารประกอบระเหยง่าย ซึ่งหมายความว่ามันระเหยได้ง่าย มันถูกปล่อยออกมาเป็นผลจากปฏิกิริยาเอนไซม์หลายชุดที่เกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อหัวหอมถูกทำลาย เช่น เมื่อคุณหั่นมัน เนื่องจากมันระเหยง่าย LF จึงสามารถเข้าถึงดวงตาของคุณและทำให้เกิดการระคายเคืองซึ่งเป็นสาเหตุของฤทธิ์กระตุ้นน้ำตาของหัวหอม เพื่อป้องกันไม่ให้ LF เข้าถึงดวงตาของคุณ คุณสามารถลองแช่เย็นหัวหอมก่อนหยิบจับ หั่นภายใต้น้ำไหล สวมแว่นตาปิดสนิท และจุดไม้ขีดไฟ

4.ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก

อาการแสบร้อนกลางอกอาจเป็นอาการของโรคกรดไหลย้อน (GERD) ซึ่งเป็นภาวะที่เนื้อหาในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปยังหลอดอาหาร ซึ่งเป็นท่อที่เชื่อมกระเพาะอาหารและลำคอของคุณ สิ่งนี้อาจทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนในหน้าอกของคุณ  เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อที่ปลายหลอดอาหารของคุณ ซึ่งเรียกว่าหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (LES) คลายตัว สิ่งนี้สามารถทำให้ อาหารและกรดในกระเพาะอาหารไหลผ่านเข้าไปในหลอดอาหารได้

งานวิจัยจากปี 2000 ชี้ให้เห็นว่าอาหารบางชนิด รวมทั้งหัวหอม อาจกระตุ้นอาการแสบร้อนกลางอกได้โดยการส่งเสริมการคลายตัวของ LES  การศึกษาจากปี 1990 สังเกตว่าอาหารที่มีหัวหอมทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในผู้ที่มีอาการแสบร้อนกลางอกบ่อยๆ ทั้งเมื่อเทียบกับอาหารชนิดเดียวกันที่ไม่มีหัวหอม และกับกลุ่มควบคุมของคนที่ไม่แสบร้อนกลางอก (17 แหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้) ดังนั้น คุณอาจต้องการงดหัวหอมหากคุณมีอาการแสบร้อนกลางอก

ผลเสียอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการกินหัวหอม

งานวิจัยได้เชื่อมโยงการบริโภคหัวหอมกับผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นเล็กน้อย

กลิ่นปาก

ถ้าคุณเคยทานอาหารที่มีหัวหอม ผลข้างเคียงที่มีกลิ่นเหม็นนี้คงไม่ทำให้คุณประหลาดใจ การบริโภคอาหารบางชนิด เช่น หัวหอมและกระเทียม อาจทำให้เกิดภาวะกลิ่นปากชั่วคราว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่ากลิ่นปากเหม็น หากคุณต้องการเพลิดเพลินกับอาหารที่มีหัวหอมแต่กังวลเรื่องกลิ่นปาก คุณอาจสามารถต่อสู้กับกลิ่นได้โดยการแปรงฟัน ใช้ไหมขัดฟัน เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือบ้วนปากด้วยน้ำยาบ้วนปากหลังรับประทานอาหาร

ปฏิกิริยาระหว่างยา

หัวหอมมีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งหมายความว่าอาจช่วยป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือด แม้ว่านี่อาจฟังดูเหมือนเป็นประโยชน์ แต่มันอาจเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังใช้ยาบางชนิด ตัวอย่างเช่น การศึกษาทั้งเก่าและใหม่แสดงให้เห็นว่าหัวหอมอาจรบกวนยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดในระดับปานกลาง ถึงกระนั้น การศึกษาเหล่านี้ไม่ได้กล่าวถึงปริมาณที่จำเป็นต่อการก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม

หัวหอมเป็นผักอเนกประสงค์ที่ใช้ในอาหารมากมายหลากหลายประเภท นอกจากนี้ยังมีการใช้หัวหอมตลอดประวัติศาสตร์เป็นยารักษาโรคในบ้าน เนื่องจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่น่าเสียดายที่หัวหอมก็มีข้อเสียหลายประการเช่นกัน ซึ่งมีตั้งแต่เล็กน้อย เช่น กลิ่นปากและอาการระคายเคืองตา ไปจนถึงรุนแรง เช่น ปฏิกิริยาแพ้และปฏิกิริยาระหว่างยา

ถึงกระนั้นคนส่วนใหญ่สามารถเพลิดเพลินกับหัวหอมในการปรุงอาหารได้โดยมีปัญหาเล็กน้อยหรือไม่มีเลย ดังนั้น หากคุณไม่เคยประสบปัญหาใดๆ จากการรับประทานผักยอดนิยมนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องหยุด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 06/02/2568

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a45,500.0045,600.00
ทองรูปพรรณ 96.5%2,947.0044,676.5246,100.00
ทองรูปพรรณ 90%2,652.3040,208.87n/a
ทองรูปพรรณ 80%2,357.6035,741.22n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,326.0020,102.16n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,031.0015,629.96n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%3,054.0046,298.64n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 06/02/2568


ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9535.3535.3535.8535.3535.3535.3535.3535.3535.3535.35
แก๊สโซฮอล์ 9134.9834.9835.4834.9834.9834.9834.9834.9834.9834.98
แก๊สโซฮอล์ E2033.1433.1433.6433.1433.1433.1433.1433.1433.14
แก๊สโซฮอล์ E8532.0932.0932.09
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม43.9449.8449.8449.8443.94
เบนซิน 9543.6449.8144.1443.7943.64
ดีเซล32.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.94
ดีเซลพรีเมี่ยม44.9447.1449.8447.1447.1444.94
แก๊ส NGV17.9017.9017.90

About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า