สาระน่ารู้ประจำวันที่ 07 มกราคม 2569

จับตา 4 ทำเลชานเมือง บูมรับมอเตอร์เวย์ M 9บางบัวทอง–บางปะอิน

  • ครม. อนุมัติโครงการมอเตอร์เวย์ M9 บางบัวทอง-บางปะอิน เพื่อเชื่อมต่อวงแหวนรอบนอกให้สมบูรณ์ แก้ปัญหาจราจร และลดต้นทุนโลจิสติกส์ คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2573
  • โครงการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรในทำเลชานเมืองบริเวณใกล้จุดขึ้น-ลงทางด่วน
  • ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า 4 ทำเลที่น่าจับตาและจะได้รับประโยชน์คือบริเวณจุดเชื่อมต่อพระราม 2, เพชรเกษม, บรมราชชนนี และนครอินทร์ ซึ่งจะกลายเป็นจุดขายสำคัญสำหรับนักพัฒนา
  • พื้นที่ช่วงบางบัวทองถึงลาดหลุมแก้วมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการก่อสร้างบนระดับดิน ซึ่งมีศักยภาพในการเกิดโครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่เหมือนโซนวงแหวนตะวันออก

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติดำเนินงานก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 9 สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง–บางปะอิน โดยอนุมัติงานโยธาวงเงิน 15,862 ล้านบาท ใช้เงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทางและงบประมาณสมทบ จากนี้กรมทางหลวงจะเดินหน้าตามขั้นตอนโครงการดังกล่าวผ่านการศึกษาและบรรจุในงบประมาณปี 2569 แล้ว

ปัจจุบันอยู่ในไตรมาสที่ 2 และได้สอบถามความเห็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งแจ้งว่าสามารถเสนอ ครม. พิจารณาได้โดยมองว่ามอเตอร์เวย์สาย 9 ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาวงแหวนรอบนอกให้เป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง เชื่อมต่อเส้นทางที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอย่างไร้รอยต่อ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความสะดวกรวดเร็วการเดินทางจากภาคใต้สู่ภาคเหนือและอีสาน มีแผนเปิดให้บริการปี 2573 สอดรับกับช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทองที่ตั้งเป้าเปิดปีเดียวกัน

สาระสำคัญคือการเชื่อมต่อ 2 ช่วงให้เป็นวงแหวนรอบนอกสมบูรณ์ เชื่อมโยงโครงข่ายในอนาคต โดยลักษณะโครงการเป็นการปรับปรุงทางหลวงเดิมตามมาตรฐานมอเตอร์เวย์ ไม่ต้องเวนคืนที่ดิน ก่อสร้างผิวทางคอนกรีต 6 ช่องจราจร (ขาเข้า–ออกทิศทางละ 3 ช่อง) เก็บค่าธรรมเนียมแบบระบบปิด คิดตามระยะทาง ใช้ M-Flow เป็นหลัก ออกแบบทางเข้าขออก 4 แห่ง ได้แก่ ด่านบางบัวทอง ด่านลาดหลุมแก้ว ด่านสามโคก และด่านบางไทร รองรับโครงข่ายทางหลวงหลักใกล้เคียง

โดยมูลค่าโครงการรวม 15,862 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินทุนค่าธรรมเนียมผ่านทาง 8,739 ล้านบาท และงบประมาณ 7,123 ล้านบาท ผลวิเคราะห์เศรษฐกิจพบว่าคุ้มค่า (B/C 1.52, NPV 5,225.71 ล้านบาท, EIRR 15.96%) แต่ด้านการเงินตลอด 30 ปีไม่คุ้มค่า (FIRR -1.84%) จึงไม่จูงใจเอกชนร่วมลงทุน

กรณีข้อกังวลเสนอในช่วงยุบสภา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า โครงการถูกกำหนดใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 แล้ว ไม่เข้าข่ายสร้างพันธะผูกพันต่อ ครม. ชุดถัดไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169(1) โครงการมอเตอร์เวย์ สาย 9 (วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน ) มูลค่ากว่า 5.6 หมื่นล้านบาท นอกจากจะช่วยระบายการจราจรออกนอกเมืองได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังพบว่าบริเวณจุดขึ้นลง ส่งผลดีต่อการเปิดหน้าดินพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ โครงการบ้านจัดสรร รองรับการขยายตัวของเมืองและการเดินทางเชื่อมโยงเข้าออกเมือง ที่น่าจับตาราคาที่ดินขยับสูงขึ้น

 จากการวิเคราะห์ของ นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์น พร็อพเพอร์ตี้ คอนซัลแตนท์ จำกัดบริษัทที่ปรึกษาและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เนื่องจากโครงการมอเตอร์เวย์ สาย9  (วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน เป็นโครงการต่อขยายก่อสร้างบนโครงสร้างเดิมซึ่งต่อจาก ช่วงM9 บางขุนเทียน-บางบัวทอง

ดังนั้นการปรับขึ้นของราคาที่ดินจึงไม่มีผลมากนัก เนื่องจากมีการเปิดใช้งานมาก่อนหน้านี้ แต่จะมีผลช่วยกระตุ้น ให้เกิดการพัฒนา แต่ความน่าสนใจอยู่ในช่วงจุดขึ้นลง บริเวณพระราม 2, เพชรเกษม, บรมราชชนนี, และนครอินทร์ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นจุดขายพัฒนาโครงการบ้านจัดสรร บริเวณด้านใน ทำเลชานเมือง และใช้เส้นทางดังกล่าว เชื่อมเข้าเมืองได้ สะดวก ทำให้ราคาที่ดินขยับได้ โดยเฉพาะทำเลบริเวณ บางบัวทอง ไปลาดหลุมแก้วเป็นลักษณะก่อสร้างบนระดับดิน ที่แยกจากโครงสร้างเดิม คล้ายกับถนนวงแหวนตะวันออกที่มีโครงการบ้านจัดสรรขนาดใหญ่เกิดขึ้นมาก แต่จากลาดหลุมแก้วไปบางปะอินจะเป็นทางยกระดับทั้งหมด

 ในภาพรวมทั้งโครงสร้างส่วนใหญ่เป็นทางปิด มีรั้วกั้น การปรับขึ้นของราคาที่ดิน และการพัฒนาตลอดทั้งแนวจะมีไม่มาก อีกทั้งยังเป็นทำเลที่ไกล อย่างทำเลบางบัวทอง ทางแยกไปสุพรรณ แปลงเล็กไม่เกิน 5 ไร่ราคา 30-40 ล้านบาทต่อไร่ ขณะแปลงใหญ่ 20 ไร่ขึ้นไป ราคาไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อไร่ ส่วนทำเลวงแหวนตะวันออก เชื่อมรังสิต-นครนายกแปลงเล็ก 10 ล้านบาทต่อไร่ ทำเลวังน้อย 5-6 ล้านบาทต่อไร่ ลาดหลุมแก้ว เชียงรากน้อย 5 ล้านบาทต่อไร่

            ขณะที่ทำเลย่านบางใหญ่ ใกล้เซ็นทรัลเวสเกต แปลงเล็ก 5 ไร่ ตารางวะ 2 แสนบาท ไร่ละ 80 ล้านบาท ลำลูกกา 2-3 แสนบาทต่อตารางวา สถานีคูคตสายสีเขียว ไร่ละ 80 ล้านบาท แต่หากเลยไปบริเวณลำลูกกาคลอง 4 คลอง 5 เหลือไร่ละ 10 ล้านบาทต่อตารางวา เนื่องจากไม่มี คอมเมอร์เชียลหรืย่านการค้า และขยับไกลออกไป ไม่ถึง10 ล้านบาทต่อไร่ ดังนั้นหากมองให้ลึกลงไป ความต้องการของผู้บริโภคยังอยู่ในย่านปริมณฑลที่ใกล้กรุงเทพมหานคร ยังมีสูงมากกว่า

สำหรับโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ด้านตะวันตก ช่วงบาง บางบัวทอง-บางปะอิน หรือ M9 โดยมีด่านเก็บค่าผ่านทาง รวมทั้งหมด 6 ด่าน ประกอบด้วย 1.จุดทางขึ้นอยู่ที่ด่านบางบัวทอง 2 โดยอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรี 2.ด่านลาดหลุมแก้ว1 3.ด่านลาดหลุมแก้ว 2 4.ด่านสามโคก1 5.ด่านสามโคก2 6.ด่านบางไทร และมีจุดสิ้นสุดลงที่ทางแยกต่างระดับบางปะอิน โดยอยู่ในพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

นอกจากนี้โครงการมีจุดเริ่มต้นต่อจากจุดสิ้นสุดของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข M8 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง (โครงการช่วงบางขุนเทียนฯ) ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กรมทางหลวง (ทล.) ดำเนินโครงการช่วงบางขุนเทียนฯ ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 

ทั้งนี้ทล. จึงมีความจำเป็น ต้องดำเนินโครงการเพื่อให้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองทั้ง 2 ช่วง ได้แก่ (1) ช่วงบางขุนเทียน-บางบัวทอง และ (2) ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน (ข้อเสนอในครั้งนี้) สามารถเชื่อมต่อกันโดยเป็นโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่เป็นวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครอย่างสมบูรณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและแผนการพัฒนาในอนาคตให้เป็นไปอย่างไร้รอยต่อทั้งระบบ โดยที่โครงการจะทำหน้าที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่าง ภูมิภาคโดยรอบกรุงเทพมหานครกับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองเส้นทางอื่นในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ส่องเทรนด์อสังหาฯ 2569 สมาร์ทโฮม-รักษ์โลก พร้อมตอบโจทย์สูงวัย

  • เมกะเทรนด์อสังหาฯ ปี 2569 มุ่งเน้น 3 แกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี (Smart Home) ความยั่งยืน  และการออกแบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย
  • เทคโนโลยีถูกนำมาใช้ตั้งแต่การออกแบบและก่อสร้าง (AI, BIM) ไปจนถึงการอยู่อาศัยจริง เพื่อสร้างบ้านที่ตอบโจทย์และลดภาระให้ผู้อยู่อาศัย
  • แนวคิดบ้านรักษ์โลกเน้นประโยชน์ที่จับต้องได้ เช่น การใช้โซลาร์เซลล์เพื่อประหยัดพลังงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อลดต้นทุนชีวิตระยะยาว
  • ที่อยู่อาศัยถูกออกแบบตามหลัก Universal Design และ Wellness เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนทุกวัยในสังคมสูงวัยได้อย่างปลอดภัยและยาวนาน

หลังจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญช่วงชะลอตัวหลายปี และถึงแม้ในปี 2569 อาจจะยังไม่พบกับสัญญาณของการฟื้นตัวแบบหวือหวา แต่เป็นปีที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ประกอบการต่างเลือกมากขึ้น บ้านหนึ่งหลังจึงไม่ถูกมองแค่ราคาต่อ ตารางเมตร หรือทำเลอีกต่อไป หากแต่ถูกประเมินในฐานะต้นทุนชีวิตระยะยาว ที่ต้องตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง สุขภาพ และค่าใช้จ่ายในอนาคต

ภาพรวมความต้องการในตลาดสะท้อนว่า คนไทยยังให้คุณค่ากับการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมากกว่าการเช่า แม้พฤติกรรมการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไป ขนาดครอบครัวเล็กลง การครองตัวเป็นโสดหรือไม่มีลูกเพิ่มขึ้น แต่ความต้องการ “บ้านของตัวเอง” ยังไม่หาย เพียงแต่โจทย์การซื้อซับซ้อนกว่าเดิม ผู้บริโภคต้องการบ้านที่อยู่ได้ในระยะยาว ปรับตัวได้ และไม่สร้างภาระ

จากบริบทดังกล่าว ทำให้เมกะเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 ชัดเจนขึ้นเป็นสามแกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี ความยั่งยืน และการรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นระบบเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค

เทคโนโลยีจากต้นน้ำการพัฒนา สู่ปลายน้ำการอยู่อาศัย

เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์จาก “ธุรกิจก่อสร้าง” ไปสู่ “ธุรกิจข้อมูลและระบบ” ตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาโครงการ ผู้ประกอบการเริ่มนำ AI และระบบดิจิทัลเข้ามาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคอย่างละเอียด เพื่อออกแบบสินค้าให้ตรงกับความต้องการจริง ลดการทำตลาดแบบเหมารวม และคัดกรองลูกค้าที่มีโอกาสซื้อสูงในภาวะที่ต้นทุนต่อการขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ระบุว่า การตลาดอสังหาฯ กำลังเปลี่ยนจากการหวังปริมาณคนเดินเข้าโครงการ ไปสู่การมองหา “คุณภาพของผู้ซื้อ” เทคโนโลยีจึงถูกนำมาใช้ตั้งแต่การวิเคราะห์ไลฟ์สไตล์ ความสามารถทางการเงิน ไปจนถึงความคาดหวังด้านการอยู่อาศัย เพื่อให้พนักงานขายทำงานได้แม่นยำขึ้น และควบคุมต้นทุนในยุคที่กำไรลดลงเหลือตัวเลขหลักเดียว

ในขั้นตอนการก่อสร้าง เทคโนโลยีอย่าง BIM (Building Information Modeling) และระบบบริหารจัดการโครงการ ถูกผลักดันให้เป็นมาตรฐานใหม่ เพื่อช่วยจำลองการก่อสร้าง เลือกวัสดุ คำนวณพลังงาน และประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานจริง ส่งผลให้บ้านในอนาคตไม่ได้ฉลาดเฉพาะตอนอยู่อาศัย แต่ถูกออกแบบอย่างมีข้อมูลรองรับตั้งแต่ต้นทาง

เมื่อถึงปลายน้ำ เทคโนโลยีถูกถักทอเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัย ทั้งระบบ Smart Home ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบควบคุมพลังงาน และเทคโนโลยีดูแลสุขภาพ โดยผู้บริโภคเริ่มคาดหวังว่าบ้านต้องช่วย “ลดภาระ” ไม่ใช่เพิ่มความซับซ้อน เทคโนโลยีที่ดีจึงต้องใช้งานง่าย เชื่อถือได้ และดูแลชีวิตได้จริง

บ้านประหยัดพลังงาน สู่ชุมชนที่ยั่งยืน

อีกแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังขยับจากคำว่า “รักษ์โลก” เชิงภาพลักษณ์ ไปสู่การคำนวณต้นทุนชีวิตที่จับต้องได้ ผู้บริโภคมองเรื่องค่าไฟ ค่าใช้จ่ายระยะยาว และความเสี่ยงด้านพลังงานมากขึ้น บ้านที่ผลิตพลังงานได้เอง บ้านที่ออกแบบให้ประหยัดพลังงาน และโครงการที่มีระบบจัดการสิ่งแวดล้อมชัดเจน จึงกลายเป็นแต้มต่อสำคัญ

ตัวอย่างจาก บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ขยับเกมด้านนี้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอรี่ในโครงการระดับกลาง-บน เพื่อให้พลังงานสะอาดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพียงฟังก์ชันเสริม ขณะเดียวกันยังต่อยอดไปสู่ระบบดูแลโซลาร์ การบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนในระยะยาว

อีกหนึ่งประเด็นที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นคือการจัดการขยะในระดับชุมชน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่องพฤติกรรม เสนาเลือกลงมือแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ด้วยการแยกขยะตั้งแต่ชั้นพักอาศัย เพื่อลดปัญหาการรวมขยะในภายหลัง แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ที่เตรียมผลักดันมาตรฐาน Low Carbon Living และการจัดการขยะ เพื่อลดต้นทุนเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว

บ้านต้องอยู่ได้ยาว และดูแลคนได้ตลอดชีวิต

โครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของตลาดอสังหาริมทรัพย์ บ้านไม่ใช่สินทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตอีกต่อไป แต่ต้องรองรับการใช้ชีวิตในวันที่ร่างกายเปลี่ยน รายได้ลดลง และความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น

กลุ่ม Baby Boomer ยังคงเป็นกำลังซื้อสำคัญ โดยให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความปลอดภัย และการปรับปรุงบ้านให้รองรับวัยที่เปลี่ยนไป ขณะที่ Gen X และ Gen Y เริ่มมองบ้านในฐานะพื้นที่ดูแลทั้งตัวเองและครอบครัวในระยะยาว ส่วนคนรุ่นใหม่ แม้จะเริ่มจากการเช่ามากขึ้น แต่ยังไม่หลุดจากสมการผู้ซื้อในอนาคต เพียงแต่ต้องการความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม

แนวคิด Wellness และ Universal Design จึงขยับจากตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นมาตรฐานใหม่ของที่อยู่อาศัย ตั้งแต่พื้นที่สีเขียว ระบบอากาศที่ดี การออกแบบลดอุบัติเหตุ ไปจนถึงเทคโนโลยีช่วยชีวิตในกรณีฉุกเฉิน บ้านที่ดูแลผู้สูงวัยได้ ย่อมดูแลคนทุกวัยได้ และมีคุณค่าในระยะยาวมากกว่า

โดยภาพรวมทั้งหมดแล้ว จะเห็นว่าอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “ที่อยู่อาศัย” ไปสู่ “ระบบชีวิต” ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากรเข้าไว้ด้วยกัน ผู้ประกอบการที่ยังมองบ้านเป็นเพียงสินค้าที่ขายแล้วจบ อาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น ในขณะที่ผู้ที่สามารถออกแบบบ้านให้ดูแลชีวิตลูกค้าได้ตลอดเส้นทาง มีโอกาสสร้างความได้เปรียบในตลาดที่ยากขึ้น โดยยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เงินบาทแข็งค่าเล็กน้อย เปิดเช้าที่ 31.20 บาท/ดอลลาร์ ตามราคาทองคำและตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ คาดเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.10-31.35 บาทต่อดอลลาร์ในช่วง 24 ชั่วโมงนี้

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.20 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.27 บาทต่อดอลลาร์

โดยในระยะ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในกรอบ 31.17-31.28 บาทต่อดอลลาร์ สืบเนื่องจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ได้รับอานิสงส์จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงตึงเครียดต่อเนื่อง

ทว่า การแข็งค่าของเงินบาทถูกชะลอลงหลังจากเงินดอลลาร์สหรัฐฯ พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับภาวะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เปิดรับความเสี่ยง และการปรับสถานะของนักลงทุนบางส่วนก่อนที่จะรับรู้รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์นี้

ในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปิดบวก 0.62% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.65% จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี เช่น หุ้นในธีม AI และ Semiconductor แต่ก็ยังเผชิญแรงกดดันจากการขายทำกำไรในหุ้นบางตัว

เช่น Tesla ที่ลดลง 4.1% และหุ้นพลังงานอย่าง Chevron ที่ปรับตัวลดลง 4.5% เนื่องจากความกังวลต่อการฟื้นฟูกิจการน้ำมันของเวเนซุเอลา

ขณะที่ราคาทองคำยังคงได้รับแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ในส่วนของตลาดหุ้นไทย แม้เงินบาทได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำ แต่ก็มีแรงกดดันจากการขายสินทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในตลาดบอนด์ ซึ่งคาดว่าเกิดจากความกังวลต่อแนวโน้มการออกบอนด์ระยะยาวของรัฐบาลไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้

การคาดการณ์ทิศทางค่าเงินบาทยังคงอยู่ในกรอบ Sideways ระหว่าง 31.00-31.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงมุมมองของนักลงทุนในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยเฉพาะหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีเกินคาด ซึ่งอาจกระทบต่อทิศทางของเงินดอลลาร์และค่าเงินบาทได้

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ยังอยู่ท็อปเทนโลก! BWF ประกาศอันดับโลก “เมย์-หมิว” สองนักแบดสาวไทยปี 2026

เปิดฉากอย่างเป็นทางการสำหรับ การแข่งขันแบดมินตัน ฤดูกาล 2026 ประเดิมด้วย มาเลเซีย โอเพ่น 2026 (Malaysia Open 2026) รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ล่าสุดจากการประกาศอันดับคะแนนล่าสุดของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิง เมื่อวันอังคารที่ 6 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัปดาห์ที่ 2 ของปี 2026

ปรากฏว่า “เมย์” รัชนก อินทนนท์ และ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ สองนักแบดมินตันสาวขวัญใจชาวไทย ยังอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก หลังปีที่ผ่านมาทั้งคู่ทำผลงานได้ดี

โดย รัชนก อินทนนท์ รั้งอันดับ 7 ของโลก ด้วยการมี 73,264 คะแนน ขณะที่ พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ อยู่อันดับ 8 มี 73,238 คะแนน และทั้งคู่เตรียมพร้อมไล่ล่าความสำเร็จในปี 2026

อันดับคะแนนเวิลด์ทัวร์ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว

  1. อัน เซ ยอง (เกาหลีใต้) 117,270 คะแนน
    2. หวาง จื้ออี้ (จีน) 103,362 คะแนน
    3. อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น) 93,064 คะแนน
    4. เฉิน ยู่เฟย (จีน) 89,935 คะแนน
    5. ฮั่น หยู (จีน) 88,250 คะแนน
    6. ปุตรี กุสุมา วาร์ดานี (อินโดนีเซีย) 73,590 คะแนน
    7. รัชนก อินทนนท์ (ไทย) 73,264 คะแนน
    8. พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) 73,238 คะแนน
    9. โทโมกะ มิยาซากิ (ญี่ปุ่น) 65,824 คะแนน
    10. ซิม ยูจิน (เกาหลีใต้) 57,989 คะแนน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


แพทย์เผย ‘ตับแข็ง’ เจอในคนอายุน้อยลงเรื่อยๆ  ระยะแรกๆไม่มีอาการ

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เผย โรคตับจากแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในคนอายุ 30-40 ปี ขณะที่ 30-40 % ของผู้ป่วยตับแข็งที่นอนรพ.มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ ผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากแอลกอฮอล์มีอัตราตายสูงมากถึงราว 50 %

ในเวทีสาธารณะ “แอลกอฮอล์: ตัวเร่งโรค NCDs และทางออกเพื่อปกป้องสุขภาพคนไทย” จัดโดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ร่วมกับสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
รศ.นพ.ศิษฎ์ ศิรมลพิวัฒน์  แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์และคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า  ตับมีหน้าที่สร้างสารต่างๆที่สำคัญ เช่น  โปรตีน แอลบูมิน  น้ำดีและเกลือน้ำดีเพื่อช่วยย่อยสลายไขมัน

สะสมพลังงาน เช่น กลูโคส และวิตามิน  ,ผลิตพลังงานให้ร่างกาย จากการสลายสารอาหารต่างๆ ,กำจัดของเสียที่อาจได้มาจากอาหาร หรือสารที่เรารับเข้าไป เช่น ยา แอลกอฮอล์ หรือสารที่เป็นพิษ และเป็นที่อยู่ของเม็ดเลือดเพื่อดักจับเชื้อโรค

ทั้งนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อตับ โดยคนที่ดื่มเป็นประจำจะเปลี่ยนจากตับที่ปกติเป็นลักษณะที่มีไขมันสะสมในตับ  90-100 % ,1 ใน 3 หรือ 10-35 % ที่ตัวโรครุนแรงมากขึ้น กลายเป็นภาวะตับอักเสบ , อีก 1 ใน 5 หรือ 8-20 % เกิดภาวะตับแข็งจากแอลกอฮอล์ จัดเป็นภัยเงียบ

ซึ่งคนไข้มักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการตัว ตาเหลือง ท้องโตท้องมารที่เป็นเพียงอาการส่วนหนึ่ง  เพราะระยะเริ่มต้นจะไม่มีอาการผิดปกติ  จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งตับ  นอกจากนี้ ยังมีคนไข้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันอีก 40 % เป็นกลุ่มที่มีความรุนแรงโดยมีอัตราการเสียชีวิตภายใน 1 เดือน 10-50 % 

สถานการณ์น่ากังวลในประเทศไทยเกี่ยวกับแอลกอฮอล์และการเกิดโรคตับ  พบว่า โรคตับจากแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในคนอายุ 30-50 ปี ส่วนตัวเคยเจอคนไข้อายุน้อยทึ่สุด 30 ปี ถือว่าอายุน้อยมากๆเมื่อเทียบกับคนที่เป็นตับแข็งโดยทั่วๆไป 

อีกทั้ง ข้อมูลในประเทศไทยจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) 30-40 % ของผู้ป่วยตับแข็งที่นอนรพ.มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายของการดูแลสุขภาพโดยรวมของปัญหาทางสุขภาพจากแอลกอฮอล์ประมมณ 1.5-2 แสนล้านบาทต่อปี  และประเทศไทยยังมีช่องว่างในระบบคัดกรองโรคตับจากแอลกอฮอล์

ปัญหาที่น่ากังวลจากการดูแลผู้ป่วย เจอว่าคนไข้ที่เป็นตับแข็งมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ บางคนอายุ 30-40 ปีก็เจอแล้ว ซึ่งอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเพราะไม่มีอาการมาก่อน ทำให้มาถึงรพ.ในระยะที่สายเกินไป เป็นตับแข็งระยะสุดท้ายเป็นมะเร็งตับ 

“ผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากแอลกอฮอล์มีอัตราตายสูงมากถึงราว 50 % ซึ่งผู้ป่วยส่วนหนึ่งต้องได้รับการปลูกถ่ายตับแต่ในประเทศไทยยังมีข้อจำกัด ในแง่ทรัพยากรและผู้บริจาคไม่เพียงพอ และผู้ป่วยที่รักษาหายแล้วมีอัตราการกลับมาดื่มซ้ำสูง ทั้งที่โรคตับจากแอลกอฮอล์เป็นภาวะที่ป้องกันได้”รศ.นพ.ศิษฎ์กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เขียน Email ภาษาอังกฤษแบบมือโปร รวมประโยคและโครงสร้างที่คนทำงานต้องรู้ (Update 2026) | Wall Street English

โครงสร้างของ Business Email ที่ดี (Anatomy of a Professional Email)

ก่อนจะไปดูประโยคสำเร็จรูป เรามาทำความเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานกันก่อนครับ อีเมลที่ดีต้อง “กระชับ ชัดเจน และตรงประเด็น” โดยประกอบด้วย 4 ส่วนหลักดังนี้:

  1. Subject Line (หัวข้ออีเมล): ต้องระบุวัตถุประสงค์ชัดเจน
  2. Salutation (คำขึ้นต้น): ทักทายให้เหมาะสมกับระดับความสัมพันธ์
  3. Body Paragraphs (เนื้อหา): บอกเหตุผลที่เขียน สิ่งที่ต้องการ และรายละเอียด
  4. Sign-off (คำลงท้าย): จบประโยคอย่างสวยงามและสุภาพ

Pro Tip: หัวข้ออีเมล (Subject Line) สำคัญที่สุด! หลีกเลี่ยงหัวข้อกว้างๆ เช่น “Question” หรือ “Meeting” แต่ควรระบุให้ชัดเจน เช่น “Meeting Request: Project A Update” เพื่อให้ผู้รับรู้ทันทีว่าเรื่องอะไรและด่วนแค่ไหน

รวมประโยคเขียน Email ภาษาอังกฤษ แบ่งตามสถานการณ์

เพื่อช่วยให้ชีวิตการทำงานของคุณง่ายขึ้น เราได้คัดสรร ประโยคเขียนอีเมลภาษาอังกฤษ ที่ใช้บ่อยที่สุด แบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานครับ

1. การทักทายและเกริ่นนำ (Opening Lines)

อย่าเพิ่งเข้าเรื่องทันที การมี Small Talk เล็กน้อยในอีเมลช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีได้ครับ

  • ทางการ (Formal):
    • “I hope this email finds you well.” (หวังว่าคุณจะสบายดี)
    • “I am writing to inquire about…” (ฉันเขียนมาเพื่อสอบถามเกี่ยวกับ…)
    • “I am writing with reference to…” (ฉันเขียนมาโดยอ้างอิงถึง…)
  • กึ่งทางการ (Semi-formal – สำหรับคนที่เคยคุยกันแล้ว):
    • “I hope you are having a good week.” (หวังว่าสัปดาห์นี้จะเป็นสัปดาห์ที่ดีของคุณ)
    • “Just a quick note to…” (เขียนมาสั้นๆ เพื่อจะ…)

2. การขอข้อมูลหรือขอความช่วยเหลือ (Making Requests)

หลีกเลี่ยงประโยคคำสั่งอย่าง “Send me the file.” แต่ควรใช้โครงสร้างที่สุภาพกว่า:

  • “Could you please send me…?” (รบกวนช่วยส่ง…ให้หน่อยได้ไหมครับ?)
  • “I would appreciate it if you could…” (ฉันจะขอบคุณมากถ้าคุณช่วย…)
  • “Could you possibly clarify…?” (คุณพอจะช่วยขยายความเรื่อง…หน่อยได้ไหม?)

3. การนัดหมายประชุม (Arranging a Meeting)

การนัดหมายต้องระบุเวลาให้ชัดเจน แต่เปิดช่องให้อีกฝ่ายเลือกได้:

  • “I would like to schedule a meeting to discuss…” (ฉันอยากขอนัดประชุมเพื่อหารือเรื่อง…)
  • “Are you available on [Day] at [Time]?” (คุณสะดวกวัน… เวลา… ไหม?)
  • “Please let me know what time suits you best.” (รบกวนแจ้งเวลาที่คุณสะดวกที่สุดให้ทราบด้วย)

4. การแนบไฟล์ (Attachments)

อย่าลืมแจ้งผู้รับทุกครั้งที่มีการแนบไฟล์:

  • “Please find attached…” (ขอส่งไฟล์แนบมาพร้อมกับอีเมลนี้…)
  • “I have attached the report for your review.” (ฉันแนบรายงานมาเพื่อตรวจสอบ)
  • “Here is the document we discussed.” (นี่คือเอกสารที่เราคุยกันไว้)

5. คำลงท้าย (Closing Lines)

ก่อนเซ็นชื่อ จบประโยคให้สวยด้วยวลีเหล่านี้:

  • “If you have any questions, please do not hesitate to contact me.” (หากมีคำถาม สามารถติดต่อฉันได้ทันที)
  • “I look forward to hearing from you.” (รอคอยที่จะได้รับคำตอบจากคุณ)
  • คำลงท้ายชื่อ (Sign-off):
    • Best regards, / Kind regards, (ใช้ได้ทั่วไป ปลอดภัยที่สุด)
    • Sincerely, (ทางการมาก ใช้เมื่อรู้ชื่อผู้รับแต่ไม่สนิท)

ตัวอย่าง Template อีเมลภาษาอังกฤษ (Copy ไปใช้ได้เลย)

สถานการณ์: การติดตามงาน (Follow-up)

Subject: Follow up on [Project Name] / [Topic]

Dear [Client’s Name],

I hope you are well.

I am writing to follow up on the proposal sent last week. Have you had a chance to review it?

If you need any further information or clarification, please let me know. I would be happy to discuss this further at your convenience.

I look forward to your feedback.

Best regards,

[Your Name]

Do & Don’t สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำในการเขียน Business Email

เพื่อให้การสื่อสารของคุณไร้ที่ติ นี่คือข้อควรระวังสำคัญครับ:

  • DO: ตรวจทาน Grammar และตัวสะกด (Spelling) ทุกครั้งก่อนกดส่ง ความผิดพลาดเล็กน้อยอาจลดความน่าเชื่อถือได้
  • DO: ใช้ภาษาที่กระชับ ตรงประเด็น ฝรั่งชอบความไม่อ้อมค้อม (Be concise).
  • DON’T: ใช้อักษรตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด (ALL CAPS) เพราะเหมือนการตะโกนใส่หน้า
  • DON’T: ใช้คำสแลง (Slang) หรืออิโมจิ (Emoji) มากเกินไปในอีเมลที่เป็นทางการ

เก่งเขียนแล้ว ต้อง “เก่งพูด” ด้วยถึงจะครบเครื่อง

การเขียน Email ภาษาอังกฤษได้ดี คือก้าวแรกของความสำเร็จ แต่ในโลกธุรกิจจริง การเจรจาต่อรอง การนำเสนองาน และการประชุม ต้องใช้ทักษะ “การพูด (Speaking)” ควบคู่กันไป

หากคุณพิมพ์อีเมลได้เป๊ะปัง แต่พอต้องรับสาย หรือ Zoom Meeting แล้ว “พูดไม่ออก” ความน่าเชื่อถือที่คุณสร้างมาอาจลดฮวบลงได้

ที่ Wall Street English เราเข้าใจคนทำงาน เราจึงออกแบบคอร์ส Business English ที่เน้นการใช้งานจริง ทั้งการเขียนและการพูด ผ่านวิธีเรียนแบบ Natural Method ให้คุณซึมซับภาษาเหมือนเจ้าของภาษา ไม่ต้องท่องจำ แต่ใช้งานได้อัตโนมัติ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเขียน Email ภาษาอังกฤษ

Q: ควรใช้ Dear หรือ Hi ในการขึ้นต้นอีเมลดี? A: หากเป็นอีเมลฉบับแรก หรือติดต่อลูกค้าที่เป็นทางการ ควรใช้ “Dear [Name],” เสมอครับ แต่ถ้าเป็นเพื่อนร่วมงาน หรือคนที่ติดต่อกันบ่อยแล้ว สามารถใช้ “Hi [Name],” เพื่อความสนิทสนมและดูเป็นกันเองได้ครับ

Q: ถ้าไม่รู้ชื่อผู้รับ ควรขึ้นต้นอย่างไร? A: ในสมัยก่อนเราอาจคุ้นกับ “To whom it may concern,” แต่มันดูเก่าและห่างเหินเกินไปในปัจจุบัน แนะนำให้ใช้ตำแหน่งแทน เช่น “Dear Hiring Manager,” หรือ “Dear [Department Name] Team,” จะดูดีกว่าครับ

Q: คำย่ออย่าง ASAP ใช้ใน Business Email ได้ไหม? A: ใช้ได้ครับ แต่ต้องดูบริบท ASAP (As Soon As Possible) อาจดูเป็นการเร่งรัดและแข็งกระด้าง แนะนำให้ใช้ “at your earliest convenience” (เมื่อคุณสะดวกที่สุด) จะดูสุภาพและเป็นมืออาชีพกว่ามากครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


หยุดเรียกว่า “AI ขยะไอที’ CEO ไมโครซอฟท์ แนะมองเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ

  • สัตยา นาเดลลา ซีอีโอไมโครซอฟท์ เรียกร้องให้หยุดเรียก AI ว่าเป็น “ขยะไอที” (AI Slop) และหันมามองในฐานะเครื่องมือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
  • ไมโครซอฟท์ตั้งเป้าในปี 2569 ที่จะพิสูจน์ให้เห็นถึงประโยชน์และสาระสำคัญ (Substance) ของ AI ที่จับต้องได้จริง ไม่ใช่แค่การสร้างความตื่นตาตื่นใจชั่วคราว
  • ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่อผลิตภัณฑ์ Copilot และการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งอย่าง Google ซึ่งกระทบต่อความได้เปรียบด้าน AI ของบริษัท

ปิดฉากปี 2568 และก้าวเข้าสู่ปี 2569 อย่างเป็นทางการ ทิศทางของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง ไมโครซอฟท์ยังคงปักหมุดอยู่ที่ “ปัญญาประดิษฐ์” (AI) อย่างเหนียวแน่น แม้จะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณภาพและประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริงจากผู้ใช้งานทั่วโลกในช่วงปีที่ผ่านมา จนทำให้เกิดคำนิยามเชิงลบอย่าง “AI Slop” หรือขยะไอทีที่แพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต

สัตยา นาเดลลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ไมโครซอฟท์ได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ผ่านบทความ “Looking Ahead to 2026” โดยยืนยันว่าปีนี้จะเป็นปีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับ AI ซึ่งก้าวข้ามผ่านช่วงการค้นพบเข้าสู่ยุคของการแพร่กระจายเทคโนโลยีไปสู่ทุกภาคส่วน พร้อมแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ผู้ใช้งานเลิกมองว่า AI เป็นเพียงขยะไอทีที่ไร้คุณภาพ แต่ให้หันมามองถึงแก่นสารและการสร้างมูลค่าที่จับต้องได้จริง

นาเดลลา ระบุว่าในปี 2569 ไมโครซอฟท์กำลังพยายามแยกแยะระหว่างสิ่งที่เรียกว่า “Spectacle” หรือการสร้างความตื่นตาตื่นใจเพียงชั่วคราว กับ “Substance” หรือเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งานจริง

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ไมโครซอฟท์ ถูกวิจารณ์เรื่องการยัดเยียด Copilot ลงในทุกผลิตภัณฑ์ จนผู้ใช้งานบางส่วนเริ่มมองหาทางเลือกอื่น เช่น การย้ายไปใช้ระบบปฏิบัติการ Linux ที่เริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

แม้ว่า Copilot จะเป็นหัวหอกสำคัญจากการลงทุนมหาศาลใน OpenAI แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่ง่ายนัก เมื่อคู่แข่งสำคัญอย่าง Google Gemini เริ่มเร่งเครื่องแซงหน้า โดยเฉพาะในตลาดกลุ่มองค์กร (Enterprise) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของ ไมโครซอฟท์ 

ขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 5% ท่ามกลางความกังวลว่าความได้เปรียบด้าน AI กำลังจางหายไป

สำหรับ ไมโครซอฟท์แล้ว ปี 2569 คือปีแห่งการพิสูจน์ว่า AI จะไม่ใช่แค่เครื่องมือสร้างเนื้อหาที่ถูกตราหน้าว่าเป็นขยะออนไลน์อีกต่อไป แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดที่ ไมโครซอฟท์จะพลาดไม่ได้อีกต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ต้านฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ด้วยการกิน 5 สมุนไพร

จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ดูเหมือนจะกลับมาอีกครั้ง ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงได้แนะนำถึง 5 สมุนไพรที่ช่วยในการดูแลปอด ฟอกปอด ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจาก PM 2.5 ดังนี้

  1. หญ้าดอกขาว

ปัจจุบันมีการใช้หญ้าดอกขาวเป็นยาแก้อาการติดบุหรี่ เพราะกินแล้วจะทำให้เหม็นบุหรี่ และไม่อยากสูบบุหรี่อีก ซึ่งทำให้โรงพยาบาลหลายแห่ง นำหญ้าดอกขาวไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งนอกเหนือจากจะทำให้เลิกบุหรี่ได้แล้ว ยังช่วยทำให้สมรรถภาพทางกายดีขึ้นอีกด้วย โดยเลือดจะมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้มีปริมาณของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่คั่งค้างในปอดลดลงอย่างชัดเจน

เนื่องจากสมุนไพรชนิดนี้มีความปลอดภัยสูง มีสรรพคุณมากมาย กินง่าย มีรสชาติดีเยี่ยม จึงได้มีการพัฒนาเป็นยาในรูปแบบชง แบบแคปซูล แบบลูกอมเม็ดแข็ง แบบลูกกวาดนุ่ม แบบหมากฝรั่ง แบบแผ่นฟิล์มละลายเร็ว และแบบผลิตภัณฑ์กาแฟผสมหญ้าดอกขาว ที่สามารถหาซื้อได้ง่าย และนำไปใช้ประโยชน์กันได้ง่ายขึ้น ซึ่งในปัจจุบันชาหญ้าดอกขาว ถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2555 ในส่วนยาพัฒนาจากสมุนไพร สำหรับลดความอยากบุหรี่ในรูปแบบชง และแม้สมุนไพรชนิดนี้จะมีประโยชน์อยู่มากก็ตาม แต่ก็มีข้อเสียอยู่ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ เมื่อกินยาชนิดแล้วจะทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ทำให้ไม่อยากอาหาร ด้วยเหตุนี้หญ้าดอกขาวจึงอาจมีประโยชน์ในการนำไปใช้ เพื่อควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย (ควรระวังในการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคไต เนื่องจากมีโพแทสเซียมสูง)

  1. ขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน มีความโดดเด่นในเรื่องช่วยลดการอักเสบ ผลการศึกษาพบว่า ขมิ้นชันมีผลในการปกป้องระบบหัวใจ หลอดเลือดและปอด นอกจากนี้มีการศึกษาพบว่า การรับประทานขมิ้นตามเวลาที่อวัยวะต่างๆ กำลังทำงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของขมิ้นให้มากขึ้น เช่น กินขมิ้นชันในช่วงเวลา 03.00-05.00 น. ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาของปอด จะช่วยบำรุงให้ปอดแข็งแรง ช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนัง และช่วยเรื่องภูมิแพ้ หายใจไม่สะดวก

ทั้งนี้ การหาซื้อขมิ้นมารับประทานเอง ไม่ว่าจะเป็นแบบผงหรือแบบแคปซูล ควรจะซื้อจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดสารเคมี ไม่มีสารสเตียรอยด์ปลอมปน และในกระบวนการผลิตนั้น ต้องไม่ผ่านความร้อนเกิน 65 องศา เพื่อคงคุณภาพของขมิ้น

  1. รางจืด

รางจืด หรือ “ราชาแห่งการถอนพิษ” เป็นสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์ให้เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไป เลือกใช้เพื่อแก้พิษต่างๆ เช่น พิษจากยาฆ่าแมลง ยาเบื่อ สารตะกั่ว ฯลฯ ดังนั้นรางจืดจึงถือเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงมากชนิดหนึ่ง ซึ่งเราสามารถกินยอดอ่อน ดอกอ่อนเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวกกิน แกงกิน ก็ทำได้เหมือนกับผักพื้นบ้านทั่วไป นอกจากนี้ผู้คนยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกรางจืดอีกด้วย

ม้ว่ารางจืดจะสามารถช่วยล้างสารพิษได้จริง แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลในการวิจัยหรือเอกสารใดที่บ่งชี้ได้ว่า หากเราใช้ไปนานๆ ติดต่อกัน หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปจะเกิดผลอย่างไรบ้าง ซึ่งจุดนี้นักวิชาการทางด้านนี้จึงไม่แนะนำที่จะให้รับประทานอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นคุณควรใช้เป็นครั้งคราวในยามที่จำเป็น หรือเมื่อต้องการที่จะรักษาโรค เมื่อได้ผลหรือหายดีแล้วก็ควรจะหยุดใช้ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เรายังไม่รู้และอาจจะเกิดขึ้นได้

  1. มะขามป้อม

หมอยาพื้นบ้านเชื่อว่ามะขามป้อม เป็นยาละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้ดีที่สุด ในด้านอายุระเวทใช้แก้ไอ แก้หอบ รักษาหลอดลมอักเสบ จากงานวิจัยพบว่าการกินมะขามป้อม ช่วยลดผลกระทบจากก๊าซพิษซัลเวอร์ไดออกไซด์ อันเป็นแหล่งกำเนิดของ PM 2.5

มะขามป้อมมีรสเปรี้ยว รสฝาด อาจจะรับประทานยากสักหน่อยสำหรับบางคน การรับประทานมะขามป้อมนั้น ควรปรุงรสด้วยการนำมะขามป้อมมาผ่าเอาเมล็ดออก ให้เหลือแต่เนื้อแล้วนำมาใส่ พริก เกลือ น้ำตาล และตำให้พอแหลก ทั้งนี้ ควรรับประทานก่อนนอน หรือช่วงตื่นนอนใหม่ๆ หรือขณะที่ท้องว่าง สำหรับวิธีลดความฝาดของมะขามป้อมนั้น ทำได้โดยการล้างให้สะอาดและลวกด้วยน้ำร้อน แล้วนำไปแช่ในน้ำเกลือที่เค็มจัด ทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน รสฝาดก็จะหายไป

  1. ฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร มีความโดดเด่นเรื่องการเสริมภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในระบบทางเดินหายใจ ในทางคลินิกใช้ป้องกันและรักษาหวัด ไซนัสอักเสบชนิดไม่รุนแรง หลอดลมอักเสบ คออักเสบ และทอนซิลอักเสบ สรรพคุณของฟ้าทะลายโจรหลักๆ คือช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย รวมไปถึงช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ให้จับกินเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาผลิตเป็นแคปซูล จึงทำให้หาซื้อมารับประทานได้ง่าย และสะดวกในการรับประทานมากยิ่งขึ้น ไม่ควรรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรติดต่อกันนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ เพราะอาจจะส่งผลทำให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงได้ ผู้ที่ไม่ควรใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจร ได้แก่ สตรีมีครรภ์ และผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 07/1/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a65,950.0066,050.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,263.0064,627.0866,850.00
ทองรูปพรรณ 90%3,836.7058,164.37n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,410.4051,701.66n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,918.3529,082.19n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,492.0522,619.48n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,417.6266,971.12n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 07/1/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9531.3531.3531.8531.3531.3531.3531.3531.3531.35
แก๊สโซฮอล์ 9130.9830.9831.2830.9830.9830.9830.9830.9830.98
แก๊สโซฮอล์ E2029.1429.1429.4429.1429.1429.1429.1429.14
แก๊สโซฮอล์ E8527.0927.0927.09
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.6449.5140.1439.7939.64
ดีเซล30.4430.4430.4430.4430.4430.4430.4430.4430.44
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.4816.48
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า