บ้าน-คอนโดต่ำ3ล้านวูบแรงรอบ10ปี รีเจ็กต์พุ่งดับฝันคนชั้นกลาง

- ตลาดที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทหดตัวรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ โดยมีมูลค่าลดลงอย่างต่อเนื่องและมีสัดส่วนในตลาดรวมน้อยลงอย่างชัดเจน
- อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) พุ่งสูงเกือบ 40% กลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ปิดโอกาสของคนชั้นกลางและผู้มีรายได้น้อยในการมีบ้านหลังแรก
- สาเหตุหลักเกิดจากเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดของธนาคาร ประกอบกับกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและเศรษฐกิจชะลอตัว
ตลาดที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท จากเคยเป็น “เสาหลัก” กลับหดตัวแรงสุดในรอบทศวรรษ แม้ดีมานด์ยังคงมีอยู่ แต่กำแพงสินเชื่อและหนี้ครัวเรือนสูง กลายเป็นอุปสรรคใหญ่ ปิดประตูคนไทยสู่การมีบ้านหลังแรก
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอัตรา “ลดลง” อย่างแรง โดยมูลค่าตลาดกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่เคยเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการขาย (Presale) สูงที่สุดในปี 2561 มูลค่า 147,965 ล้านบาท ซึ่งหลังจากนั้นเผชิญกับสภาวะ “หดตัว” มาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2567 ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยในเซกเมนต์นี้มีมูลค่าลดลงถึง 52% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเหลือมูลค่าเพียง 54,377 ล้านบาท ถือเป็นการ “หดตัว” รุนแรงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกกลุ่มราคาในตลาดที่อยู่อาศัย
ในปี 2568 เมื่อเปรียบเทียบผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1 ถึงไตรมาส 3 ของปี 2568 มีมูลค่าราว 33,889 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 อยู่ที่ 42,400 ล้านบาท มูลค่ายังคง “ลดลง” ต่อเนื่องอีก หรือ ติดลบประมาณ 20%
“สะท้อนให้เห็นว่าตลาดได้ปรับฐานลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในอดีตมาก จากที่เคยมีสัดส่วนครองตลาดสูงถึง 36% ในปี 2557 ปัจจุบันเหลือสัดส่วนที่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เมื่อเทียบกับมูลค่ารวมของตลาด โดยปี 2567 คาดการณ์ว่าลดลงเหลือเพียง 21%”
บ้านราคาจับต้องได้กำลังหายไป
นายประเสริฐ ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท “หดตัว” อย่างรุนแรงนั้น เกิดจากปัจจัยด้านความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคาร หรือยอดปฎิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูง
ขณะเดียวกัน กำลังซื้อของผู้บริโภคระดับกลางและล่าง ได้รับผลกระทบจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำเพียง 1-2% ซึ่งไม่เอื้อต่อการตัดสินใจสร้างหนี้ระยะยาว
กู้ไม่ผ่านด่านใหญ่คนอยากมีบ้าน
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความคิดเห็นต่อการให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย จากธนาคารภาครัฐและเอกชนในไตรมาส 3 ปี 2568 ซึ่งจัดเก็บข้อมูลจากสมาชิกสมาคม 17 รายทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ เพื่อสะท้อนสถานการณ์จริงในตลาดสินเชื่อและใช้เป็นข้อมูลเชิงนโยบายสำหรับหน่วยงานรัฐและสถาบันการเงิน
โดยผลสำรวจชี้ว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) สูงกว่า 39-40% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักจาก “รายได้ผู้กู้ไม่ถึงเกณฑ์” และ “ราคาประเมินต่ำกว่าราคาขายจริง” ซึ่งคิดเป็นกว่า 60% ของสาเหตุทั้งหมด
“กว่า 70% ของปัญหาการขอสินเชื่อมาจากความเข้มงวดของเกณฑ์ธนาคารและขั้นตอนเอกสารที่ซับซ้อน ส่งผลให้ผู้กู้กลุ่มรายได้น้อยและอาชีพอิสระเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก”
“หนี้สูง-รายได้ไม่มั่นคง”เหตุปฎิเสธสินเชื่อ
นายสุนทร กล่าวว่า ปัญหาหลักในการขอสินเชื่อ ผลสำรวจพบว่า ปัญหาที่ผู้ประกอบการพบมากที่สุดคือ คะแนนเครดิตและประวัติการเงิน ถัดมา คือ เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด ขั้นตอนพิจารณานาน เอกสารซับซ้อน โดยเฉพาะกลุ่มบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากเศรษฐกิจชะลอตัวและเกณฑ์ปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวด
นอกจากนี้ข้อมูลยังพบว่า พฤติกรรมผู้กู้และกลุ่มเสี่ยง คือ ลูกค้ามีภาระหนี้สูง และ รายได้ไม่มั่นคง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ธนาคารปฏิเสธสินเชื่อ ขณะที่กลุ่มอาชีพอิสระและผู้มีรายได้น้อยยังเป็นกลุ่มเปราะบาง แม้มีวินัยทางการเงิน แต่ไม่สามารถแสดงรายได้ตามหลักเกณฑ์ของธนาคารได้ ทำให้กลุ่มลูกค้าที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ถูกปฏิเสธสินเชื่อพุ่งแตะ 40%
ขอมาตรการสินเชื่อบ้านหลังแรก
นายสุนทร กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการเสนอให้ธนาคารและหน่วยงานรัฐ ปรับเกณฑ์สินเชื่อให้ ยืดหยุ่นมากขึ้น พิจารณาลูกค้าอาชีพอิสระและออนไลน์ในรูปแบบใหม่ ลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อพิเศษ และเร่งรัดการพิจารณา โดยในระยะสั้น มีข้อเสนอให้ จัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับบ้านหลังแรก หรือ บ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท ออกมาตรการลดหย่อนภาษีดอกเบี้ยและเงินดาวน์บ้าน รวมถึงลดขั้นตอนเอกสารและขยายวงเงินกู้ตามราคาประเมินจริง
“ผู้ประกอบการอสังหาฯ มีความเห็นว่ารัฐควรออกมาตรการสินเชื่อบ้านหลังแรก และลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนอง เพื่อกระตุ้นยอดโอนกรรมสิทธิ์”
“รัฐ-แบงก์”ร่วมกำหนดมาตรฐานกลาง
อย่างไรก็ตาม ผลจากการสำรวจสินเชื่อบ้านไตรมาส 3 ปี 2568 พบว่า รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ดันรีเจ็กต์พุ่งแตะ 40% และจากการวิเคราะห์เชิงสถิติ สมาคมฯ พบว่า กลุ่มบ้าน ต่ำกว่า 3 ล้านบาท มีอัตราปฏิเสธสูงสุด กลุ่ม 3-7 ล้านบาท “คงที่” กลุ่มมากกว่า 7 ล้านบาท แม้ยังต่ำแต่เริ่มชะลอตัวในลูกค้าธุรกิจ
นอกจากนี้ มาตรการควบคุมสินเชื่อ LTV (Loan-to-Value) และระบบเครดิตบูโร ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะผู้กู้บ้านหลังที่ 2-3 ที่ไม่สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้
โดยภาพรวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2568 สะท้อนแรงกดดันต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรจึงเรียกร้องให้รัฐและธนาคารร่วมกันกำหนด “มาตรฐานกลาง” ในการปล่อยสินเชื่อ เพื่อเปิดทางให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยเข้าถึงการมีบ้านได้ง่ายขึ้น
วัฏจักรขาลงซัพพลายต่ำสุดรอบ 17 ปี
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2568 ภาพรวมตลาดคอนโดทั้งระบบ “ชะลอตัว”เชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน ตลอดทั้งปีมีโครงการเปิดขายใหม่เพียง 40 โครงการ รวม 17,110 ยูนิต ต่ำสุดในรอบ 17 ปี
ขณะที่มูลค่าการลงทุนหดตัวเหลือราว 70,368 ล้านบาท จากระดับปกติกว่าแสนล้านบาทต่อปี เป็นผลสะสมจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูง
หากมองย้อนตั้งแต่ปี 2552 ตลาดคอนโดกรุงเทพฯ เคยร้อนแรงสุดในช่วงปี 2556-2561 ก่อนเข้าสู่ช่วงขาลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 และชัดเจนยิ่งขึ้นหลังโควิด-19 ปี 2563 เป็นต้นมา ปี 2568 ถือเป็นช่วง “Low Supply Cycle” เต็มรูปแบบ โดยผู้พัฒนารายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งครองสัดส่วนอุปทานใหม่กว่า 83% หรือ 14,323 ยูนิต ด้วยมูลค่าลงทุนเกือบ 64,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้พัฒนานอกตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทลดลง สะท้อนว่าตลาดยุคนี้ต้องอาศัยเงินทุน ความสามารถบริหารความเสี่ยง และพลังแบรนด์ที่แข็งแรง
อย่างไรก็ดี ประเมินว่า ปี 2569 ตลาดจะค่อยๆ ปรับสมดุล อุปทานใหม่อาจอยู่เพียง 15,000 ยูนิต มูลค่าลงทุน 60,000 ล้านบาท ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว ซึ่งผู้พัฒนายังคง“ระมัดระวัง” เลือกโครงการขนาดเล็ก-กลาง ทำเลชัด เน้นแนวรถไฟฟ้าและย่านใจกลางธุรกิจ (CBD)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เปิดแผนที่อสังหาฯ ปี 69 กรุงเทพฯ ตะวันออกขายได้แม้เศรษฐกิจชะลอ

- ตลาดอสังหาริมทรัพย์โซนกรุงเทพฯ ตะวันออก โดยเฉพาะกลุ่มระดับบน เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว และครองสัดส่วนมูลค่าเกือบ 50% ของตลาดรวมในกรุงเทพฯ
- ทำเลบางนาและกรุงเทพกรีฑาเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีดีมานด์มั่นคงจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง โดยมีปัจจัยดึงดูดจากโครงการเมกะโปรเจกต์ โรงเรียนนานาชาติ และการเป็นย่านธุรกิจส่วนขยาย
- ความแข็งแกร่งของทำเลมาจากโครงข่ายคมนาคมที่ครบครัน ศักยภาพการลงทุนสูงจากราคาที่ดินที่เติบโตต่อเนื่อง และผลตอบแทนค่าเช่าที่ดี ทำให้ผู้พัฒนามั่นใจเปิดโครงการใหม่
ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 สะท้อนภาวะ Market Divergence อย่างชัดเจน ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ถ่วงตลาดระดับกลาง-ล่างให้ชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยระดับบน โดยเฉพาะในพื้นที่ “กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก” กลับเคลื่อนไหวสวนทางและรักษาระดับการขายได้อย่างมีเสถียรภาพ
โดยข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่า พื้นที่โซนตะวันออกครองสัดส่วนมูลค่าโครงการและยอดโอนกรรมสิทธิ์รวมเกือบ 50% ของตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ สะท้อนบทบาทของทำเลดังกล่าวในฐานะพื้นที่รองรับดีมานด์คุณภาพท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ
ในเชิงยุทธศาสตร์ ทำเล “บางนา” ถูกจัดอยู่ในกลุ่มพื้นที่ที่มีความมั่นคงของดีมานด์สูงและมีความผันผวนน้อย นางสาวภัคพริ้ง การุญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ยอดขายในโซนบางนามีลักษณะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่สวิงตามภาวะเศรษฐกิจ แม้ในช่วงตลาดชะลอตัวก็ไม่พบการหดตัวของยอดขายเฉลี่ย แต่เป็นการรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายตัวในระยะยาว ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในหลายทำเลของกรุงเทพฯ
ความแข็งแกร่งของบางนามักมีความแตกต่างสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์จ่างจากทำเลอื่นๆ เนื่องจากบางนาเป็นทำเลที่ตอบโจทย์ตลาดระดับบน ทั้งในแง่การเดินทาง โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมต่อกับโซนธุรกิจหลัก ส่งผลให้แสนสิริจัดให้บางนาอยู่ในกลุ่มเดียวกับ “กรุงเทพกรีฑา” ในฐานะทำเลหลักสำหรับการพัฒนาโครงการราคาสูงที่มีความเสี่ยงต่ำ
ปัจจุบันทำเลบางนาไม่ได้เป็นเพียงประตูสู่ EEC (Eastern Economic Corridor) เท่านั้น แต่ได้ยกระดับสู่การเป็น “Extended Business District” หรือย่านธุรกิจส่วนขยายที่มีความพร้อมและศักยภาพ โดยหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนคือการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส เช่น Bangkok Mall และการขยายตัวต่อเนื่องของสิ่งอำนวยความสะดวก ห้างสรรสินค้าต่างๆ
โครงการเหล่านี้เป็นแม่เหล็กที่ดึงดูดกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง (High Net Worth Individuals) โดยเฉพาะพนักงานระดับ ผู้บริหาร (Management) และกลุ่ม Expat ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในไทย ซึ่งกลุ่มนี้มักจะมองหาที่อยู่อาศัยใกล้กับโรงเรียนนานาชาติซึ่งมีอยู่อย่างหนาแน่นในโซนนี้ เช่น Wellington College, Brighton College และ Concordian International School เป็นต้น
จึงทำให้ดีมานด์หลักมาจากกลุ่มพนักงานออฟฟิศระดับสูงและผู้บริหารที่มีกำลังซื้อมั่นคง แตกต่างจากหลายพื้นที่ที่พึ่งพาการซื้อเพื่ออยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว พื้นที่บางนา-กรุงเทพกรีฑามีลักษณะดีมานด์แบบผสมผสาน ทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในระยะยาว และกลุ่มที่มองการลงทุนควบคู่กัน ส่งผลให้ผู้พัฒนาต้องออกแบบสินค้าให้ตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์ระดับบนและศักยภาพการเพิ่มมูลค่าในอนาคต
ในด้านอุปทาน ช่วงปี 2568-2569 มีซัพพลายใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง อาทิ กลุ่มโครงการระดับลักชัวรีใน SANSIRI 10 EAST บนพื้นที่รวมกว่า 165 ไร่ มูลค่ารวมประมาณ 18,000 ล้านบาท ครอบคลุม 4 แบรนด์ระดับบน อาทิ นาราสิริ บางนา กม.10 และเศรษฐสิริ ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อศักยภาพระยะยาวของพื้นที่
ขณะที่โซนถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ (ศรีนครินทร์–ร่มเกล้า) ยังคงรักษาสถานะ “ศูนย์กลางชุมชนบ้านหรู” ของกรุงเทพฯ โดยมีโครงการบ้านระดับพรีเมียมเปิดขายรวมกว่า 40 โครงการ พร้อมโครงการใหม่ในระดับราคา 45-100 ล้านบาทขึ้นไป เข้ามาตอบโจทย์กลุ่ม Young Affluent หรือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จเร็ว มีรายได้สูง มีกำลังซื้อมาก ซึ่งมองหาที่อยู่อาศัยคุณภาพสูงในทำเลที่มีภาพลักษณ์ชัดเจน
นอกจากนี้ ปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้โซนกรุงเทพฯ ตะวันออกยังคงได้เปรียบ ประกอบด้วยการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่หลากหลาย ทั้งรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สายสีส้ม และความใกล้สนามบินสุวรรณภูมิราว 15 นาที การเป็นศูนย์รวมโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ รวมถึงศักยภาพด้านการเพิ่มมูลค่าที่ดินซึ่งเติบโตเฉลี่ย 13-15% ต่อปี และอัตราผลตอบแทนจากการเช่าในกลุ่มบ้านหรูที่อยู่ในระดับประมาณ 5%
ในภาพรวม ปี 2569 กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออกจึงไม่ได้เป็นเพียงทำเลที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเท่านั้น แต่น่าจับตามองในฐานะทำเลที่มีเสถียรภาพสูง รองรับทั้งการอยู่อาศัยและการลงทุน ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เงินบาทเปิดเช้านี้อ่อนค่า 31.32 บาท/ดอลลาร์ รับอานิสงส์ดัชนีภาคบริการสหรัฐฯ พุ่ง

เงินบาทพลิกอ่อนค่าเล็กน้อย หลังดัชนี ISM PMI ภาคการบริการสหรัฐฯ ออกมาแกร่งเกินคาด หนุนดอลลาร์แข็งค่า ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดันจากถ้อยแถลง “โดนัลด์ ทรัมป์” คุมราคาบ้าน-สั่งระงับเงินปันผลกลุ่มอุตสาหกรรมทหาร
ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้เผชิญแรงกดดันในทิศทางอ่อนค่าลงตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ แสดงสัญญาณขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบรรยากาศการลงทุนที่เริ่มเข้าสู่โหมดระมัดระวังตัวมากขึ้น
จากปัจจัยใหม่ด้านนโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมหลักในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงมีความร้อนแรง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.32 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 31.29 บาทต่อดอลลาร์
โดยในช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาทเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways Up จากแรงกดดันหลักหลังรายงานดัชนี ISM PMI ภาคการบริการของสหรัฐฯ เดือนธันวาคม ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 54.4 จุด ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้พอควร
ส่งผลให้ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 98.7 จุด อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทถูกชะลอลงบางส่วนจากการรีบาวด์ของราคาทองคำที่กลับมาทรงตัวเหนือระดับ 4,460 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากตลาดกังวลความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน
ทางด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุถึงมาตรการลดราคาบ้านและคำสั่งห้ามบริษัทอุตสาหกรรมทหารจ่ายเงินปันผลหรือซื้อหุ้นคืนจนกว่าจะแก้ปัญหาการผลิตอาวุธเสร็จสิ้น ซึ่งกดดันหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ การเงิน และการบินอย่างชัดเจน
ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงขายทำกำไรในกลุ่มพลังงานจากความกังวลอุปทานน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นหากสหรัฐฯ นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาตามที่ทรัมป์ระบุ
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเมินกรอบเคลื่อนไหวที่ 31.30-31.45 บาทต่อดอลลาร์ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้งยอดผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานและยอดการลดจ้างงาน เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยของเฟด
หากตัวเลขจ้างงานออกมาแข็งแกร่งเกินคาด อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยและส่งผลให้เงินบาทมีความผันผวนสูงขึ้นในระยะสั้นนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ดูบอลสด พรีเมียร์ลีก อาร์เซนอล พบ ลิเวอร์พูล คืนนี้ เวลา 03:00 น.

LIVE ถ่ายทอดสด ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ระหว่าง อาร์เซนอล พบ ลิเวอร์พูล 03.00 น. รวมลิ้งดูบอลสด ดูบอลสดออนไลน์ ดูบอลสดวันนี้ ผลบอลสด สามารถดูสดได้ช่องทางไหนบ้าง
เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 2025-26 สัปดาห์ที่ 21 คืนนี้! ดูบอลสด อาร์เซนอล พบ ลิเวอร์พูล บิ๊กแมตช์ที่แฟนบอลไม่ควรพลาด ชมการถ่ายทอดสดส่งตรงจากสนามเอมิเรตส์ สเตเดียม คืนวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2569 (เข้าวันศุกร์ที่ 9 มกราคม) 03.00 น.
รับชม LIVE โปรแกรมถ่ายทอดสด อาร์เซนอล VS ลิเวอร์พูล คืนนี้
วิเคราะห์บอลพรีเมียร์ลีก สถิติการพบกัน 5 นัดหลังสุด : อาร์เซนอล พบ ลิเวอร์พูล
- 2025/08/31 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 1-0 อาร์เซนอล
- 2025/05/11 พรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล 2-2 อาร์เซนอล
- 2024/10/27 พรีเมียร์ลีก อาร์เซนอล 2-2 ลิเวอร์พูล
- 2024/08/01 อุ่นเครื่อง ลิเวอร์พูล 2-1 อาร์เซนอล
- 2024/02/04 พรีเมียร์ลีก อาร์เซนอล 3-1 ลิเวอร์พูล
ลิเวอร์พูลชนะ 2 ครั้ง อาร์เซนอลชนะ 1 ครั้ง และเสมอกันไปถึง 2 ครั้ง จะเห็นได้ว่าไม่มีใครผูกขาดชัยชนะได้อย่างเบ็ดเสร็จ
รายชื่อ 11 ตัวจริงที่คาดว่าจะลงสนาม
อาร์เซนอล 4-3-3 : ดาบิด รายา,เยอร์เรียน ทิมเบอร์, วิลเลียม ซาลิบา, กาเบรียล มากัลเญส, ปิเอโร ฮินคาปี้,มาร์ติน โอเดการ์ด, มาร์ติน ซูบิเมนดี้, ดีแคลน ไรซ์,บูกาโย ซาก้า, วิคตอร์ โยเคเรส, เลอันโดร ทรอสซาร์
ลิเวอร์พูล 4-2-3-1 : อลิสสัน เบ็คเกอร์,คอเนอร์ แบรดลีย์, อิบราฮิมา โกนาเต้, เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, มิลอส เคอร์เคซ,อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, ไรอัน กราเฟนแบร์ค,โดมินิค โซโบซไล, ฟลอเรียน เวิร์ตซ์, เคอร์ติส โจนส์,โคดี้ กักโป
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
PM 2.5 เกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย คนเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันเร็วขึ้น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผยฝุ่น PM2.5 กระทบสมอง รับฝุ่นอย่างต่อเนื่องระยะยาว สมองเกิดการอักเสบเรื้อรัง จะเกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย ทำให้คนเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันเร็วขึ้น แนะปรับไลฟ์สไตล์ ป้องกันสมองจากฝุ่นร้าย
ฝุ่นพิษ PM2.5 อันตรายกว่าที่คิด โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส พบว่าฝุ่น PM2.5 มีอนุภาคที่เล็กมาจนสามารถหลุดเข้าไปใน “สมอง” ได้ และหากสูดฝุ่นอยู่ทุกวันโดยไม่ป้องกัน ในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคร้ายอย่างอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.วิมุต ให้ข้อมูลว่า PM2.5 คือขนาดที่เล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20–30 เท่า ทำให้มันเล็กพอที่จะเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายและเดินทางไปถึงสมองผ่าน 2 เส้นทางหลัก โดยเส้นทางแรก คือผ่าน “ปอด” เมื่อสูดอากาศเข้าไป ฝุ่นจะลงสู่ถุงลมและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงสมองซึ่งต้องพึ่งพาเลือดปริมาณมากในการทำงาน
อีกเส้นทางหนึ่งคือผ่าน “จมูก” โดยฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerve) บริเวณยอดโพรงจมูก และเดินทางเข้าสู่สมองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านระบบเลือด เมื่อฝุ่นพิษเหล่านี้ไปถึงสมองจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและเกิด Stress Oxidative หรือความเครียดในระดับเซลล์ ซึ่งทำให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาทำลายเซลล์ประสาท ส่งผลให้โครงสร้างสมองค่อย ๆ เสื่อมลงในระยะยาว
ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 อาจไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดอาการสมองล้า (Brain Fog) ชั่วคราว ทำให้รู้สึกหัวไม่โล่ง คิดช้าลง สมาธิลดลง หรือจู่ ๆ ก็ปวดหัวหรือไมเกรนกำเริบ นพ.ภีมณพัชญ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า หากปล่อยให้สมองรับฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวสมองจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนโครงสร้างสมองเสื่อมลงเร็วกว่าปกติและเกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย
รวมถึง ทำให้คนเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันเร็วขึ้น จากที่พบในวัย 60–70 ปี อาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 40–50 ปี นอกจากนี้ในกลุ่มเด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือในวัยที่สมองกำลังพัฒนา อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้น (ADHD) และกลุ่มออทิสติก (ASD) สูงขึ้น
นพ.ภีมณพัชญ์ ย้ำว่า เนื่องจากไม่สามารถประเมินค่าฝุ่น PM2.5 ได้ด้วยตาเปล่าหรือจมูก การติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ค่า AQI จึงสำคัญมาก โดยหากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มหรือสีแดงถือว่าอันตรายต่อร่างกายและสมอง ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าค่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
แต่ในหลายพื้นที่ของไทยมักพบค่าสูงเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นค่าที่ส่งผลกระทบต่อสมองอย่างชัดเจน ดังนั้น การป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงดีที่สุด และหากใครพบความผิดปกติควรไปตรวจเช็กกับแพทย์ทันที
การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันช่วยลดผลกระทบของฝุ่นพิษต่อสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากจำเป็นต้องไปข้างนอกควรสวมหน้ากาก N95 ที่กรองฝุ่น PM2.5 ได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไป ภายในบ้านควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA พร้อมตรวจเช็กและเปลี่ยนไส้กรองอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ ควรเลือกกินอาหารให้ครบห้าหมู่ เน้นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E รวมถึงปลาทะเลที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูป ของหวาน งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30–40 นาที สัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง โดยแนะนำให้ออกกำลังกายในร่มในวันที่ฝุ่นหนา ที่สำคัญต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพสมองได้อย่างเต็มที่
“แม้เราจะเลี่ยงฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการหันมาใส่ใจตัวเอง และป้องกันด้วยการเลี่ยงวันฝุ่นหนาหรือสวมหน้ากากหากต้องออกไปข้างนอก ส่วนใครที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ สมองล้า คิดช้า หรือปวดหัวบ่อยกว่าเดิม ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อดูแลสมองและสุขภาพของเราให้ยังแข็งแรงไปนาน ๆ” นพ.ภีมณพัชญ์ กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Business English ระดับผู้บริหาร: รวมศัพท์และเทคนิคเจรจาต่อรอง (Negotiation) ให้ปิดดีลสำเร็จ

ในโลกธุรกิจระดับสูง ความแตกต่างระหว่าง “ดีลที่ล้มเหลว” กับ “ดีลที่ประสบความสำเร็จ” บางครั้งไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ “ศิลปะการสื่อสาร” ครับ
ผู้บริหารที่เก่งไม่ใช่แค่คนที่พูดภาษาอังกฤษคล่อง (Fluent) แต่คือคนที่เลือกใช้คำได้ “เฉียบคม” (Sharp) และเข้าใจนัยยะของภาษา เพื่อสร้างความได้เปรียบในการ เจรจาต่อรอง (Negotiation)
Wall Street English ขอพาคุณไปเจาะลึก Business English ระดับ Advance ที่จะช่วยเปลี่ยนคุณให้เป็นนักเจรจาที่ดูเหนือชั้น น่าเชื่อถือ และปิดการขายได้อย่างสวยงามครับ
1. Power Words: คำศัพท์ระดับสูงที่ผู้บริหารควรใช้ (Executive Vocabulary)
การใช้คำศัพท์พื้นฐาน (Basic Vocabulary) อาจทำให้คุณดูเป็นมิตร แต่การใช้คำศัพท์ระดับสูง (Advanced Vocabulary) จะทำให้คุณดูมีอำนาจ (Authority) และความเป็นมืออาชีพ
ลองเปลี่ยนคำศัพท์เดิมๆ เป็นคำเหล่านี้ดูครับ:
- Leverage (อำนาจต่อรอง/ข้อได้เปรียบ):
- Basic: Advantage
- Executive: “We can use our extensive network as leverage to expand your market reach.”
- (เราสามารถใช้เครือข่ายที่กว้างขวางของเราเป็นข้อได้เปรียบในการขยายตลาดให้คุณ)
- Viable (ที่เป็นไปได้จริง/คุ้มค่า):
- Basic: Possible / Good
- Executive: “I’m afraid that proposal isn’t financially viable for us at this moment.”
- (เกรงว่าข้อเสนอนั้นจะไม่คุ้มค่าทางการเงินสำหรับเราในขณะนี้)
- Consensus (มติเอกฉันท์/ความเห็นพ้อง):
- Basic: Agreement
- Executive: “Our goal today is to reach a consensus on the budget allocation.”
- (เป้าหมายของเราวันนี้คือการหาข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันเรื่องการจัดสรรงบประมาณ)
- Mutual benefit (ผลประโยชน์ร่วมกัน – Win-Win):
- Basic: Good for both
- Executive: “We are looking for a solution that ensures mutual benefit for both parties.”
- (เรากำลังมองหาทางออกที่ให้ผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย)
2. The Art of “Conditional Bargaining” (ศิลปะการยื่นหมูยื่นแมว)
หัวใจของการเจรจาคือการ “ให้” และ “รับ” ประโยคที่ทรงพลังที่สุดในห้องเจรจาคือประโยคเงื่อนไข (If-Clause) ครับ
อย่าให้เปล่าๆ แต่ต้องแลกเปลี่ยนเสมอ ด้วยโครงสร้าง: “If you…, then we…”
- “If you can commit to a 2-year contract, we can offer you a 5% discount.” (ถ้าคุณตกลงทำสัญญา 2 ปี เราสามารถให้ส่วนลดคุณ 5% ได้)
- “We are willing to lower the price, provided that you increase the order volume.” (เรายินดีลดราคาให้ โดยมีเงื่อนไขว่าคุณต้องเพิ่มยอดการสั่งซื้อ)
- “Subject to board approval, we can agree to these terms.” (ภายใต้เงื่อนไขที่บอร์ดอนุมัติ เราสามารถตกลงตามเงื่อนไขเหล่านี้ได้)
3. Handling Deadlocks: เทคนิคแก้เกมเมื่อการเจรจามาถึงทางตัน
เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่ยอมถอย อย่าเพิ่งใช้อารมณ์หรือรีบปฏิเสธ ให้ใช้ประโยคที่แสดงถึงความประนีประนอม (Compromise) อย่างมีชั้นเชิง
- “Let’s look at this from another angle.” (ลองมามองเรื่องนี้จากอีกมุมหนึ่งกันดูครับ)
- “What would be a fair compromise in your opinion?” (ในความเห็นของคุณ จุดที่ยุติธรรมสำหรับทั้งสองฝ่ายควรเป็นอย่างไร?)
- “I understand your position. However, we have strict constraints regarding…” (ผมเข้าใจจุดยืนของคุณครับ แต่อย่างไรก็ตาม เรามีข้อจำกัดที่เคร่งครัดเรื่อง…)
4. Closing the Deal: ประโยคปิดการขายอย่างมืออาชีพ
เมื่อทุกอย่างลงตัว อย่าปล่อยให้จบแบบคลุมเครือ ต้องสรุปให้ชัดเจน (Clarify & Confirm) เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง
- “I think we have covered everything. Shall we proceed with the paperwork?” (คิดว่าเราคุยกันครบหมดแล้ว งั้นเรามาเริ่มทำเอกสารสัญญากันเลยไหมครับ?)
- “Let’s summarize the key points we’ve agreed upon.” (ขอสรุปประเด็นหลักที่เราตกลงกันไว้นะครับ)
- “It’s been a pleasure doing business with you.” (ยินดีที่ได้ร่วมธุรกิจกับคุณครับ)
เหนือกว่าภาษา คือ “ความมั่นใจ” ในแบบผู้นำ
การรู้ศัพท์เทคนิคเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้คู่ค้าเชื่อถือคือ “Intonation (น้ำเสียง)” และ “Fluency (ความลื่นไหล)” ที่เป็นธรรมชาติ
ผู้บริหารระดับสูงมักไม่มีเวลาลองผิดลองถูก ที่ Wall Street English เราเข้าใจข้อนี้ดี เราจึงมีคอร์สระดับ Corporate & Professional ที่ออกแบบมาเพื่อผู้บริหารโดยเฉพาะ:
- Flexible Schedule: เรียนเมื่อไหร่ก็ได้ที่ว่าง ไม่กระทบเวลางาน
- Global Standard: หลักสูตรมาตรฐานโลก เน้น Business Case Studies จริง
- Networking: โอกาสเจอเพื่อนร่วมคลาสระดับ Professional จากหลากหลายวงการ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเจรจาต่อรองภาษาอังกฤษ
Q: จะปฏิเสธข้อเสนอ (Reject Offer) อย่างไรไม่ให้เสียมารยาท? A: หลีกเลี่ยงคำว่า “No” ห้วนๆ ครับ ให้ใช้เทคนิค “Softener” หรือการเกริ่นให้นุ่มนวล เช่น “That is an interesting proposal, but I’m afraid it doesn’t fit our current budget.” (เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจครับ แต่เกรงว่ามันจะไม่ตรงกับงบของเราในตอนนี้) หรือ “I would love to agree, but…”
Q: ถ้าฟังคู่ค้าไม่ออก หรือเขาพูดเร็วเกินไป จะเสียหน้าไหมถ้าถามซ้ำ? A: ไม่เสียหน้าครับ การแกล้งเข้าใจ (Pretending to understand) อันตรายกว่ามาก ในระดับบริหาร ความถูกต้องแม่นยำ (Accuracy) สำคัญที่สุด คุณสามารถพูดอย่างมั่นใจได้ว่า “Could you please elaborate on that point slightly more?” (รบกวนช่วยขยายความจุดนั้นอีกนิดได้ไหมครับ?)
Q: คำว่า Bargain กับ Negotiate ต่างกันอย่างไร? A: Bargain มักใช้กับการต่อรองราคาซื้อขายทั่วไป (เน้นเรื่องราคาเป็นหลัก) อาจดูไม่ทางการมากนัก ส่วน Negotiate เป็นคำทางการที่ใช้ในบริบทธุรกิจ ครอบคลุมการเจรจาทั้งเงื่อนไข สัญญา และความร่วมมือระยะยาวครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
‘OR’ ยันเดินหน้าลงทุนโรมแรมราคาถูกในปั๊ม จ่อชงบอร์ดไตรมาส 1/69

- โออาร์ (OR) เตรียมเสนอแผนลงทุนโรงแรมราคาประหยัดในปั๊ม PTT Station ให้คณะกรรมการพิจารณาอนุมัติในไตรมาส 1 ปี 2569
- รูปแบบการลงทุนจะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีประสบการณ์ด้านโรงแรม คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569 และเปิดให้บริการได้ในปี 2570
- โครงการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักเดินทางและคนทำงาน โดยชูจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งสะดวกสบายพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันในสถานีบริการ
แหล่งข่าวจากบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน)หรือ โออาร์ (OR) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการทำธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด หรือ บัดเจ็ทโฮเทล (Budget Hotel) นั้น ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมเสนอคณะกรรมการบริษัทฯช่วงไตรมาส 1/69 เพื่อพิจารณาอนุมัติการลงทุนธุรกิจโรงแรมราคาประหยัดภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ซึ่งล่าช้าไปจากแผนงานเดิมที่คาดว่าจะเสนอบอร์ดฯอนุมัติในเดือนธันวาคม 2568
ทั้งนี้ ยืนยันว่าโครงการบัดเจ็ทโฮเทลยังไม่ถูกยกเลิก เพียงแต่เลื่อนการเสนอบอร์ดฯอนุมัติไปเป็นไตรมาส1/69 เนื่องจากมีรายละเอียดมาก ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อน โดยพาร์ทเนอร์เองก็ต้องเสนอบอร์ดฯอนุมัติด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี เบื้องต้นการก่อสร้างโรงแรมราคาประหยัดในสถานีบริการน้ำมัน จะดำเนินการลงทุนผ่านบริษัทร่วมทุนระหว่าง OR กับพันธมิตรที่มีประสบการณ์ทำโรงแรมอยู่แล้ว หรือเชนโรงแรม เพื่อลงทุนก่อสร้างโรงแรม รองรับนักเดินทางและคนทำงานที่ต้องการที่พักระหว่างการท่องเที่ยวหรือเดินทางไกล โดยมีจุดเด่นด้านทำเล มีที่จอดรถกว้างขวาง มีร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟอเมซอน ,ร้านซักผ้าโอตาริ เป็นต้น
ส่วนขนาดโรงแรมและจำนวนห้องอยู่กับทำเลที่ตั้งซึ่งต้องมีความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ โดยคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ในปี 69 และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ประมาณปี 70 หากโครงการไปได้ด้วยดี OR จะเปิดให้ดีลเลอร์ซื้อแฟรนไชส์ลงทุนต่อไป
“การลงทุนโครงการบัดเจ็ทโฮเทล เป็นธุรกิจที่ OR ให้ความสนใจจะลงทุนมานานหลายปีแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถได้ข้อสรุปเชนโรงแรมที่จะร่วมทุนด้วย และตลาดไม่เอื้ออำนวย จนล่าสุดได้นำโครงการนี้มาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง”
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ไม่ใช่พูดมั่ว! แต่มีผลวิจัย 6 อาหาร “บูสต์ความจำ” เพิ่มสมาธิ-ลดเครียด ช่วยเด็กลง 11 ปี

ฉลาดขึ้นด้วยการกิน! 6 สุดยอดอาหาร “บูสต์สมอง” ความจำดี สมาธิพุ่ง ลดเครียดได้จริง (มีงานวิจัยรับรอง)
เคยรู้สึกไหม? อ่านหนังสือเท่าไหร่ก็ไม่จำ นั่งทำงานแป๊บเดียวก็หลุดโฟกัส หรือรู้สึกสมองล้าคิดอะไรไม่ออก… อาหารการกินอาจเป็นกุญแจสำคัญที่คุณมองข้ามไป!
มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nutrients (2019) ค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยที่บริโภคถั่วและธัญพืชเป็นประจำ มีคะแนนสอบวัดระดับความจำที่สูงกว่ากลุ่มที่ไม่ทานอย่างเห็นได้ชัด นี่เป็นเพียงหนึ่งในหลักฐานที่ยืนยันว่า “อาหารดี สมองก็ดีตาม”
วันนี้ Sanook Health ขอพาทุกคนไปเปิดลิสต์ 6 อาหารช่วยอัปเกรดสมอง เพิ่มสมาธิ และลดความเครียด ที่คุณควรหามาติดตู้เย็นไว้ด่วนๆ
1. ไข่ (Eggs) – ตัวช่วยส่งสัญญาณประสาท
อย่ามองข้ามเมนูพื้นฐานอย่าง “ไข่” โดยเฉพาะ ไข่แดง คือแหล่งขุมทรัพย์ของ โคลีน (Choline) สารอาหารสำคัญที่ช่วยสังเคราะห์ “อะเซทิลโคลีน” ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความจำและการเรียนรู้
- งานวิจัยยืนยัน: มหาวิทยาลัยบอสตัน (2011) ระบุว่าผู้ที่ได้รับโคลีนสูง มักทำคะแนนทดสอบความจำได้ดีกว่า
- คำแนะนำ: การทานไข่วันละ 1 ฟอง (สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาคอเลสเตอรอล) เป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุดในการเติมพลังสมอง
2. ผักใบเขียว (Leafy Greens) – ชะลอสมองเสื่อม
ผักโขม, คะน้า หรือผักกาดเขียว เต็มไปด้วย โฟเลต (วิตามิน B9) และ วิตามิน K ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ประสาทและชะลอความเสื่อมของสมอง
- งานวิจัยยืนยัน: มหาวิทยาลัยรัช (2018) พบว่าผู้ที่กินผักใบเขียวทุกวัน มีประสิทธิภาพการทำงานของสมองเทียบเท่ากับคนที่ “อายุน้อยกว่าถึง 11 ปี”
- คำแนะนำ: ควรมีเมนูผักใบเขียวในมื้ออาหารอย่างน้อย 1-2 มื้อต่อวัน ไม่ว่าจะต้ม ผัด หรือทำสลัด
3. ปลาทะเลไขมันสูง (Fatty Fish) – อาหารสมองของจริง
ปลาแซลมอน, ปลาทู, ปลาซาร์ดีน อุดมไปด้วย Omega-3 (DHA และ EPA) ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่เป็นโครงสร้างหลักของเซลล์สมอง
- งานวิจัยยืนยัน: วารสาร Nature Reviews Neuroscience (2016) ระบุว่าอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง ช่วยเพิ่มความจำ ทักษะการเรียนรู้ และลดความเสี่ยงอัลไซเมอร์
- คำแนะนำ: ดร.ลิซ่า มอสโคนี จากมหาวิทยาลัย Weill Cornell แนะนำให้ทานปลาเหล่านี้ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
4. ธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole Grains) – พลังงานที่ยั่งยืน
ข้าวโอ๊ต, ข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีต ให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่เปลี่ยนเป็นกลูโคสอย่างช้าๆ ช่วยให้สมองได้รับพลังงานที่เสถียรต่อเนื่อง ไม่วูบวาบ ทำให้ตื่นตัวตลอดการเรียนหรือทำงานช่วงเช้า
5. ถั่วและเมล็ดพืช (Nuts & Seeds) – คุมอารมณ์และเสริมความจำ
วอลนัท, อัลมอนด์, เม็ดมะม่วงหิมพานต์ อุดมด้วยวิตามิน E, ไขมันดี และแมกนีเซียม ซึ่งช่วยเพิ่มการส่งสัญญาณประสาทและปรับสมดุลอารมณ์
- งานวิจัยยืนยัน: การศึกษาในวารสาร Nutrients (2019) ชี้ว่าการทานถั่วสัมพันธ์กับคะแนนความจำที่ดีขึ้น
- คำแนะนำ: เปลี่ยนจากขนมขบเคี้ยวมาเป็นถั่ววันละ 1 กำมือ (ประมาณ 30 กรัม) ได้ทั้งสมองดีและหุ่นสวย
6. ดาร์กช็อกโกแลต (Dark Chocolate) – บูสต์เลือดเลี้ยงสมอง
ต้องเป็นชนิดที่มี โกโก้ 70% ขึ้นไป เท่านั้น เพราะมีสาร ฟลาโวนอยด์ สูง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ที่ดูแลเรื่องความจำระยะยาว
- งานวิจัยยืนยัน: วารสาร Frontiers in Nutrition (2017) พบว่าสมองทำงานดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังทานดาร์กช็อกโกแลตไปเพียง 2 ชั่วโมง
- คำแนะนำ: ทาน 1-2 ชิ้นเล็กๆ (10-15 กรัม) ก่อนเข้าห้องสอบหรือประชุมสำคัญ ช่วยปลุกความตื่นตัวได้ดีเยี่ยม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 08/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,000.00 | 66,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,266.00 | 64,672.56 | 66,900.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,839.40 | 58,205.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,412.80 | 51,738.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,919.70 | 29,102.65 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,493.10 | 22,635.40 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,420.73 | 67,018.27 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 08/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 31.35 | 31.35 | 31.85 | 31.35 | 31.35 | 31.35 | 31.35 | 31.35 | 31.35 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.98 | 30.98 | 31.28 | 30.98 | 30.98 | 30.98 | 30.98 | 30.98 | 30.98 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 29.14 | 29.14 | 29.44 | 29.14 | – | 29.14 | 29.14 | 29.14 | 29.14 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 27.09 | 27.09 | – | – | – | – | – | – | 27.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.64 | – | – | 49.51 | – | 40.14 | 39.79 | – | 39.64 |
| ดีเซล | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.48 | – | – | – | – | – | – | – | 16.48 |







