บทเรียนฟองสบู่อสังหาฯ โลก สะท้อนตลาดไทยในวันที่กำลังเปราะบาง

- ตลาดอสังหาริมทรัพย์โลกเผชิญความเสี่ยงฟองสบู่จากราคาที่พุ่งสูง ขณะที่ไทยประสบปัญหาตรงกันข้ามคืออุปทานล้นตลาดสวนทางกับกำลังซื้อที่อ่อนแอ
- ปัญหาหลักของตลาดอสังหาฯ ไทยคือ “กำแพงสินเชื่อ” จากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูงเกือบ 40% โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท
- แม้มาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเพื่อกระตุ้นตลาดในระยะสั้น แต่ภาพรวมยังคงเปราะบางจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข
ในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา คำว่า “ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์” ถูกหยิบกลับมาพูดถึงอีกครั้งในหลายประเทศ หลังรายงานระดับโลกชี้ว่า ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองสำคัญอย่าง ไมอามี โตเกียว และซูริก ปรับตัวขึ้นเร็วกว่ารายได้ประชากรและค่าเช่าอย่างมีนัยสำคัญ จนเริ่มส่งสัญญาณความร้อนแรงเกินพื้นฐาน
แต่หากมองกลับมาที่ประเทศไทย ภาพที่เห็นกลับแตกต่างอย่างชัดเจน ตลาดอสังหาฯไทยไม่ได้เผชิญปัญหาราคาพุ่งแรง หากแต่กำลังติดกับดักอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ “ยอดโอนที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ท่ามกลางสต็อกที่อยู่อาศัยเหลือขายจำนวนมาก” โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียม
จากรายงานล่าสุดของ UBS Global Real Estate Bubble Index 2024 ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงของฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลกมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สองติดต่อกัน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคารกลางทั่วโลกคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเพื่อสกัดกั้นเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองที่เป็นจุดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่สภาวะ “Bottomed out” หรือการปรับตัวลดลงสู่จุดต่ำสุดเพื่อความสมดุล
แม้เมืองอย่าง ไมอามี และ โตเกียว จะยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “เสี่ยงสูง” (High Risk) เนื่องจากราคาบ้านพุ่งสูงขึ้นกว่ารายได้และค่าเช่าอย่างรุนแรง แต่ในเมืองสำคัญอื่นๆ เช่น ลอนดอน ปารีส และสตอกโฮล์ม ความเสี่ยงได้ลดลงสู่ระดับ “ต่ำ” (Low Risk) อย่างชัดเจน นี่คือสัญญาณว่าตลาดโลกกำลังพยายามสลัดภาพลักษณ์ของความร้อนแรงจากการเก็งกำไรมาสู่สภาวะความเป็นจริงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย สถานการณ์กลับมีความแตกต่างจากตลาดโลก ในขณะที่โลกกลัวฟองสบู่แตกเพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ที่พุ่งสูงขึ้น แต่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า Silent Bubble หรือฟองสบู่เงียบ
ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ระบุว่าดัชนีราคาห้องชุดใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่อง 2 ไตรมาส ปัจจัยหลักเกิดจากอุปทานเหลือขาย (Supply) ที่สะสมอยู่ในตลาดจำนวนมาก
ในขณะที่ยอดขายชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำสงครามราคาเพื่อระบายสต็อก โดยมีการอัดรายการส่งเสริมการขายในรูปแบบของสมนาคุณสูงถึง 44.3% และการให้ฟรีค่าธรรมเนียมโอนกรรมสิทธิ์ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หัวใจสำคัญที่ทำให้อสังหาฯ ไทยเดินหน้าต่อยาก คือ “กำแพงสินเชื่อ” ปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงราว 89-90% ของ GDP ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) พุ่งสูงถึงเกือบ 40% โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่ของตลาด
สาเหตุหลักมาจากรายได้ของผู้กู้ไม่ถึงเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด และภาระหนี้เดิมที่สูงจนไม่สามารถก่อหนี้ใหม่ได้ แม้ในกลุ่มบ้านราคาแพง ระดับราคา 7 ล้านบาทขึ้นไป ที่เคยเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง ก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลงตามสภาพเศรษฐกิจ สภาวะนี้สะท้อนว่าประเทศไทยไม่ได้เผชิญกับการเก็งกำไรจนราคาพุ่งสูงแบบต่างประเทศ แต่เรากำลังเผชิญกับทางตันของกำลังซื้อที่ถูกจำกัดด้วยโครงสร้างหนี้ภายในประเทศ
ความหวังที่จะช่วยประคองตลาดอสังหาฯ ไทย คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ โดยเฉพาะนโยบาย “Quick Big Win” ที่มีการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยไม่เกิน 7 ล้านบาท

REIC คาดการณ์ว่ามาตรการนี้จะส่งผลบวกชัดเจนในไตรมาส 4 ของปี 2568 โดยจะทำให้ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศปรับเพิ่มขึ้น 13.1% และมูลค่าสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น 9.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ภาพรวมทั้งปี 2568 ยอดโอนอาจยังติดลบประมาณ 7.3% แต่เป็นการติดลบที่ลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1.50% ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนที่ช่วยลดภาระให้กับผู้ซื้อในระยะสั้น
ในวันที่โลกเริ่มกังวลฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ไทยอาจยังไม่อยู่ในจุดนั้น แต่ตลาดไทยกำลังเผชิญ “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ที่ต้องอาศัยเวลา นโยบายรัฐ และการปรับตัวของผู้ประกอบการ โดยปี 2569 จึงอาจไม่ใช่ปีของการกลับมาคึกคัก แต่เป็นปีที่ธุรกิจอสังหาฯต้อง เลือกเดินอย่างระมัดระวัง ระหว่างการเร่งระบายสต็อก การชะลอเปิดโครงการใหม่ และการมองหาตลาดที่ยังมีดีมานด์จริง เพื่อไม่ให้ตลาดที่ยังอั้นลม กลายเป็นแรงกดดันระยะยาวในอนาคต
การปรับตัวเข้าหา Real Demand และการบริหารความเสี่ยงด้านหนี้เสีย (NPL) ที่ปัจจุบันในภาคที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 4.58% จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ก่อนที่วิกฤตความเปราะบางนี้จะกลายเป็นฟองสบู่ที่แตกออกจริง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
อสังหาฯ ไม่หวั่น ปรับเงินสมทบประกันสังคม เขย่าต้นทุนแรงงาน

- ภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมมากนัก เนื่องจากมีการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานเป็นปกติอยู่แล้ว
- การปรับเพดานเงินสมทบแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนและบริหารจัดการต้นทุนแรงงานได้โดยไม่เกิดแรงกดดันในระยะสั้น
- ผู้ประกอบการมองว่าการปรับขึ้นมีความสมเหตุสมผล หากเงินที่เพิ่มขึ้นถูกนำไปใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล
การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมครั้งล่าสุด นับเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ภาคธุรกิจให้ความสนใจ หลังมีการปรับเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบจากเดิมขึ้นเป็น 17,500 บาท ส่งผลให้ทั้งผู้ประกันตนและนายจ้างต้องจ่ายเงินสมทบสูงสุดเพิ่มจาก 750 บาท เป็น 875 บาทต่อเดือน โดยยังคงอัตราการจัดเก็บที่ 5% ของค่าจ้างเช่นเดิม และใช้แนวทางการปรับแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เพื่อลดแรงกระแทกและเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้
การปรับฐานเงินสมทบครั้งนี้ คือการทำให้กองทุนประกันสังคมสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมยกระดับสิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาล ทั้งในแง่วงเงิน ความครอบคลุมของยาและบริการ รวมถึงเสริมความมั่นคงของเงินบำนาญชราภาพให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตในระยะยาว ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท ระบุว่า จากมุมมองในฐานะผู้ประกอบการ ส่วนใหญ่เห็นว่าการเพิ่มเงินสมทบมีความสมเหตุสมผล หากเงินดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนอย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาลที่พนักงานสามารถเข้าถึงบริการและยาที่มีคุณภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน การปรับในลักษณะค่อยเป็นค่อยไปทุก 3 ปี ถือเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนและวางแผนล่วงหน้าได้
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการปรับเงินสมทบมีความแตกต่างกันตามโครงสร้างของแต่ละอุตสาหกรรม โดยกลุ่มอุตสาหกรรมขาขึ้น หรือ Sunrise Industry เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล E-commerce และธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตมากกว่า 5% ต่อปี ถูกมองว่าสามารถรองรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่น่ากังวลคืออุตสาหกรรมขาลง หรือ Sunset Industry รวมถึงธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) อาจได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากมีอัตรากำไรจำกัดและต้นทุนแรงงานคิดเป็นสัดส่วนสูง
ในมุมของภาคอสังหาริมทรัพย์การปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไม่มากนัก เนื่องจากโดยทั่วไปธุรกิจในกลุ่มนี้มีการปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานเฉลี่ยราว 4% ต่อปีอยู่แล้ว อีกทั้งการปรับเพดานเงินสมทบในลักษณะขั้นบันได ทำให้นายจ้างสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีเสถียรภาพ ไม่เกิดแรงกดดันในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน นายจ้างยังเสนอแนวทางเสริมเพื่อลดภาระกองทุนประกันสังคมในระยะยาว โดยไม่พึ่งพาเพียงเงินสมทบจากแรงงานรุ่นใหม่ อาทิ การขยายอายุเกษียณในอาชีพที่ยังสามารถใช้ทักษะและประสบการณ์ได้ การส่งเสริมระบบ Reverse Mortgage เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งรายได้หลังเกษียณ รวมถึงการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจปรับใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อลดการพึ่งพาแรงงานไร้ฝีมือในระยะยาว
นายสุนทร สรุปว่าการปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคมครั้งนี้เป็นภาระที่สามารถบริหารจัดการได้ หากภาครัฐดำเนินนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป และนำเงินสมทบไปใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างเสถียรภาพของกองทุนและความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 9 ม.ค.68 ‘แข็งค่า‘ ปรับขึ้นตามราคาทองพุ่ง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 9 ม.ค. 68 แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหนุนหลักมาจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก ท่ามกลางภาวะตลาดการเงินที่ระมัดระวังตัว
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 31.25-31.65 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.44 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.51 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.25-31.65 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 31.42-31.57 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามภาวะระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน หลังแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor กลับมาอีกครั้ง
ทว่า เงินบาทก็ยังได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นอีกครั้งของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางบรรยากาศระมัดระวังตัวของตลาดการเงิน และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังมีความกังวลต่อประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์อยู่บ้าง
แนวโน้มค่าเงินบาท
เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงเผชิญความผันผวนลักษณะ Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หลังรับรู้ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย
โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ต่างยังคงประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 26% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยครั้งละ 25bps จำนวน 3 ครั้ง ในปีนี้ หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ อย่างแน่นอน ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานออกมาสดใสและดีกว่าคาด อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) สูงขึ้นสู่ระดับ 7.5 หมื่นราย จนถึงระดับ 1 แสนราย ส่วนอัตราการว่างงานก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.5% หรือต่ำกว่า ก็อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มไม่มั่นใจว่า เฟดจะลดดอกเบี้ยได้ถึง 2 ครั้ง หรือไม่ (แต่อย่างน้อย ตลาดควรจะ priced-out การลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ของเฟด) ส่งผลให้ เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง พร้อมการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้ไม่ยาก โดยในกรณีดังกล่าว เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทดสอบโซน 31.60-31.70 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นโซนแนวต้านในช่วงปลายปีก่อนหน้าได้
แม้ว่า เงินบาทจะอ่อนค่าลง ในกรณีที่ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด แต่เราอาจยังไม่ปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทในระยะกลาง (ภายในไตรมาสแรก) จนกว่าจะเห็นการทยอยอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้านสำคัญในเชิงเทคนิคัล อย่าง โซน 31.75-31.80 บาทต่อดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน) และโซน 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (เส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์)
อนึ่ง หากรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาตามคาด เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด มากนัก ทำให้ การเคลื่อนไหวของทั้งเงินดอลลาร์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ราคาทองคำ และเงินบาท ก็มีแนวโน้มแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน และจะขึ้นกับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะ/บรรยากาศของตลาดการเงิน หรือปัจจัยเฉพาะตัว (ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ในตลาดทุนไทย) เป็นต้น
แต่หาก รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด (ซึ่งอาจเกิดได้ยาก เนื่องจากเป็นการจ้างงานช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลที่มักจะเห็นการจ้างงานในภาคการบริการที่ดี) เช่น ยอดการจ้างงานฯ ออกมาต่ำกว่าระดับ 5 หมื่นราย ส่วนอัตราการว่างงานก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.7% ในกรณีนี้ ผู้เล่นในตลาดอาจปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยเฉพาะการประชุม FOMC เดือนมกราคม และมีนาคม กดดันให้ ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงย่อตัวลง เพิ่มเติม หนุนทั้งราคาทองคำ (อาจเข้าใกล้จุดสูงสุดก่อนหน้า) และเงินบาท โดยเงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นต่อทดสอบโซน 31.15-31.20 บาทต่อดอลลาร์ ได้
ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดกลับมาทยอยขายหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวได้โดดเด่นในช่วงก่อนหน้า อีกครั้ง อาทิ Nvidia -2.2% อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ที่ได้อานิสงส์จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุด ซึ่งเรียกร้องให้มีการเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.01% ขณะที่ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.44%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ย่อตัวลงต่อเนื่อง -0.19% ตามแรงขายบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง ASML -3.7% ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการรีบาวด์ขึ้นบ้างของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน รวมถึงหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน อาทิ BAE Systems +5.0%
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงไม่เร่งรีบปรับสถานะถือครอง จนกว่าจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ สอดคล้องกับ มุมมองเดิมของเราว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็น 1. แนวโน้มดอกเบี้ยของเฟด (ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยต้องจับตารายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในช่วงนี้อย่างใกล้ชิด) 2. แนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ และ 3. บรรยากาศในตลาดการเงิน โดยในช่วงระยะสั้น หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up ตามภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด ทว่า การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ก็เป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้นรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ ก่อนจะปรับสถานะถือครองที่ชัดเจน ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) จะเผชิญแรงกดดันบ้าง จากจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า ภาวะระมัดระวังตัวของผู้เล่นในตลาด กอปรกับ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงกังวลต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ยังคงช่วยหนุนให้ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นสู่โซน 4,480 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) และอัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมกราคม และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด
ส่วนทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของยูโรโซน ในเดือนพฤศจิกายน พร้อมรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ของจีน ในเดือนธันวาคม
นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับเวเนซุเอลา รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในพื้นที่อื่นๆ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
“เมย์ รัชนก” ต้านความเหนียวไม่ไหว พ่าย “เฉิน ยู่เฟย” จอดรอบ 8 คน แบดมาเลเซีย โอเพ่น

“เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักตบลูกขนไก่สาวไทย มือ 7 ของรายการ พ่ายให้กับ เฉิน ยู่เฟย มือวางอันดับ 4 จากจีน 0-2 เกม จอดป้ายเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศ ในศึกแบดมินตัน เวิลด์ ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 รายการ เปโตรนาส มาเลเซีย โอเพ่น 2026 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
การแข่งขันแบดมินตันรายการใหญ่ระดับ เวิลด์ ทัวร์ ซูเปอร์ 1000 รายการ “เปโตรนาส มาเลเซีย โอเพ่น 2026” (PETRONAS Malaysia Open 2026) ณ สนามแอ็กเซียต้า อารีน่า กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2569 เป็นการลงสนามในรอบก่อนรองชนะเลิศ หรือรอบ 8 คนสุดท้าย
ไฮไลต์สำคัญในประเภทหญิงเดี่ยว “เมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันขวัญใจชาวไทย มือวางอันดับ 7 ของรายการ ลงสนามพบกับศึกหนักอย่าง เฉิน ยู่เฟย มือวางอันดับ 4 ของรายการจากประเทศจีน
เริ่มเกมแรก ทั้งคู่สู้กันได้อย่างสนุกสูสี ผลัดกันทำแต้มไล่บี้กันมาจนถึงช่วงกลางเซต ทว่าหลังจากนั้น รัชนกเริ่มมีจังหวะผิดพลาดเองบ่อยครั้ง ประกอบกับจังหวะตบทำคะแนนยังไม่เด็ดขาดพอ ทำให้ไปเข้าทางเกมรับที่เหนียวแน่นของ เฉิน ยู่เฟย สาวจีนอาศัยจังหวะสวนกลับและดึงจังหวะทำแต้มทิ้งห่าง ก่อนจะปิดเกมแรกไปได้ก่อนด้วยคะแนน 21-13
เข้าสู่เกมที่สอง รูปเกมยังคงเป็นไปในลักษณะเดิม โดยในช่วงต้นเมย์พยายามเร่งเครื่องทำแต้มสู้ได้อย่างสูสี แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเกม รัชนกเริ่มมีอาการแผ่วให้เห็นและตีเสียเองบ่อยครั้ง ส่งผลให้ เฉิน ยู่เฟย ที่ยังคงรักษามาตรฐานการเล่นได้อย่างสม่ำเสมอ คุมเกมไว้ได้ทั้งหมดและเอาชนะไปได้อีกในเกมที่สอง 21-14
สรุปผลการแข่งขัน “เมย์” รัชนก อินทนนท์ พ่ายให้กับ เฉิน ยู่เฟย 0-2 เกม (13-21 และ 14-21) ยุติเส้นทางในรายการนี้ไว้ที่รอบ 8 คนสุดท้ายอย่างน่าเสียดาย
สำหรับการแข่งขันในรายการถัดไป แฟนกีฬาชาวไทยยังคงสามารถติดตามและส่งกำลังใจให้ทัพนักแบดมินตันไทยในการลามล่าความสำเร็จบนเส้นทางเวิลด์ทัวร์ฤดูกาล 2026 ได้อย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
เทรนด์สุขภาพจิตคนไทยปี 2569 ‘ซึมเศร้า’ ครองแชมป์สูงสุด

- คาดการณ์ว่าในปี 2569 โรคซึมเศร้าจะเป็นปัญหาสุขภาพจิตอันดับหนึ่งของคนไทย โดยอาจพบได้สูงถึง 1 ใน 4 ของประชากร
- นอกจากโรคซึมเศร้า แนวโน้มโรคจิตเวชที่พบบ่อยยังรวมถึงโรควิตกกังวล, โรคแพนิค, โรคจิตเภท/ไบโพลาร์ และภาวะสมองเสื่อม
- กลุ่มเสี่ยงสำคัญ 3 อันดับแรกคือ เด็กและวัยรุ่น (จากการถูกบูลลี่), วัยทำงาน (ภาวะหมดไฟและซึมเศร้าซ่อนยิ้ม) และผู้สูงอายุ (เสี่ยงภาวะสมองเสื่อม)
จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพจิตผ่านแอปพลิเคชัน Mental Health Check-In (MHCI) พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ใช้งานมากกว่า 6 ล้านคน โดยประมาณ 9% มีความเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า และเกือบ 8% มีความเครียดสูง ในขณะที่กว่า 5% เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย กลุ่มผู้สูงอายุและวัยทำงานตอนต้นเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุด
ข้อมูลล่าสุดยังชี้ชัดว่าสถานการณ์สุขภาพจิตของคนไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา เข้าขั้นวิกฤต คนไทยกว่า 10 ล้านคนประสบปัญหาสุขภาพจิตในระดับที่ควรได้รับการดูแล แต่ข้อมูลระบุว่ามีเพียงไม่ถึง 3 ล้านคนที่เข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม
และสถิติจากกรมสุขภาพจิตพบว่า จำนวนผู้ป่วยนอกด้านจิตเวชเพิ่มขึ้นจาก 3.5 ล้านคนในปี 2565 เป็น 4.4 ล้านคนในปี 2567 และที่น่าตกใจคืออัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในปี 2567 พุ่งสูงถึง 5,217 ราย หรือคิดเป็น 8.02 รายต่อประชากรแสนคน ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี
กลุ่มอายุและอาชีพที่น่าจับตามากที่สุดคือ กลุ่มวัยทำงานตอนต้นและผู้สูงอายุ ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ถัดมาคือเด็กและวัยรุ่น พบอัตราป่วยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10% ต่อปีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
โดยโรคที่ต้องเฝ้าระวังคือ สมาธิสั้น, ซึมเศร้า, วิตกกังวล และการใช้สารเสพติด ในกลุ่ม Perfectionist และผู้มีความรับผิดชอบสูง ก็มักเผชิญภาวะ “Smiling Depression” หรือซึมเศร้าซ่อนยิ้ม ภายนอกดูร่าเริงแต่ภายในบอบช้ำ ซึ่งอันตรายเพราะคนรอบข้างสังเกตยากโดยสาเหตุของปัญหามาจาก

1.ประเทศไทยขาดแคลนจิตแพทย์รุนแรง ทั้งประเทศมีจิตแพทย์ราว 700 คนเท่านั้น ขณะที่มีการผลิตเพิ่มได้เพียงปีละ 30-40 คนเท่านั้น 2. ข้อจำกัดด้านยาและค่ารักษา ยาในระบบโรงพยาบาลรัฐบางส่วนล้าสมัยเกิน 10 ปี ส่วนยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงมีราคาแพงและกระจุกตัวในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งมีค่ารักษาต่อเคสสูงถึง 6-7 หมื่นบาท
3. การบูลลี่และการตีตรา การกลั่นแกล้งกัน (Bullying) เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เด็กป่วยซึมเศร้าและอยากฆ่าตัวตาย, ขณะที่สังคมบางส่วนยังไม่เข้าใจและตีตราผู้ป่วยทำให้ไม่กล้าเปิดเผยอาการ 4. ปัจจัยทางชีวภาพ ความเครียดสะสม ทำให้สารสื่อประสาทอย่าง โดปามีนและซีโร-โทนิน ลดต่ำลง จนเกิด “ภาวะสิ้นยินดี” หรือไม่สามารถรู้สึกมีความสุขกับสิ่งใดได้
แม้ในปี 2568 ถูกนิยามว่าเป็น “ปีแห่งการเติบโตและฟื้นฟูจิตใจ” คนไทยมีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อการ “ฮีลใจ” (Healing) มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงปลายปีเพื่อชดเชยความเหนื่อยล้า สอดคล้องกับตลาดสุขภาพจิตโลกคาดว่าจะเติบโต 12.2% ต่อปีจนถึงปี 2571 ขณะเดียวกันในประเทศไทยก็เห็นเทรนด์การใช้ AI และแอปพลิเคชันมาช่วยประเมินสุขภาพจิต รวมถึงการปรึกษาออนไลน์ (Telemedicine) มากขึ้น แต่แนวโน้มในปี 2569 ก็คาดว่ายังคงมี 5 อันดับโรคจิตเวชที่จะพบได้บ่อยที่สุด คือ
1. โรคซึมเศร้า คาดการณ์ว่าอาจพบสูงถึง 1 ใน 4 ของประชากร 2. โรควิตกกังวล 3. โรคแพนิค 4. โรคจิตเภท (Schizophrenia) และโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar) 5. ภาวะสมองเสื่อม/อัลไซเมอร์ พบบ่อยในผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และอาจพบสูงถึง 50% ในผู้ที่อายุ 80 ปีขึ้นไป ดังนั้น ในปี 2569 จะเริ่มเห็นผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจเป็นอันดับต้นๆควบคู่ไปกับการหาอาชีพเสริมและการวางแผนการเงินเพื่อลดความเครียด
อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ประกาศให้สุขภาพจิตเป็น “วาระแห่งชาติ” และกำหนดให้เดือนพฤษภาคมของทุกปีเป็น “เดือนแห่งสุขภาพใจ” (Mind Month) โดยมีมาตรการสำคัญคือ เพิ่มจุดบริการด้วยการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาจิตเวช 580 แห่งใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเชิงรุก, การใช้เทคโนโลยี นำระบบ DMIND (AI คัดกรองซึมเศร้า) และระบบ HERO OBEC CARE สำหรับดูแลนักเรียนในสถานศึกษา, การจัดงบประมาณบัตรทองปี 2569 โดย สปสช. เตรียมงบกว่า 2.72 แสนล้านบาท (เฉลี่ยรายหัว 4,298.24 บาท) เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ เช่น สายด่วนสุขภาพจิต, การตรวจคัดกรองออทิสติกด้วยเครื่องมือ TDAS และบริการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดในชุมชน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2569 ประเทศไทยอาจกำลังเผชิญกับวิกฤตสุขภาพจิตที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ กลุ่มเสี่ยง 3 อันดับแรกคือ 1. กลุ่มเด็กและวัยรุ่น ที่ปัจจัยหลักมาจากการบูลลี่และการกลั่นแกล้งกัน ซึ่งนำไปสู่ความคิดอยากฆ่าตัวตาย 2. กลุ่มวัยทำงาน (โดยเฉพาะ Gen Z และ Millennials) เป็นกลุ่มที่เผชิญภาวะ “หมดไฟ” (Burnout) และ “ซึมเศร้าซ่อนยิ้ม” (Smiling Depression) 3. กลุ่มผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูงสุดกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมที่อาจพุ่งสูงถึง 50% ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป
ปัญหาสุขภาพจิตของประเทศไทย ยังเปรียบเสมือน “ภูเขาน้ำแข็ง” ที่มองเห็นยอดเพียงเล็กน้อยจากสถิติผู้เข้ารับการรักษา แต่ความจริงแล้วมีฐานขนาดใหญ่ที่ยังจมอยู่ใต้ผิวน้ำและรอคอยความช่วยเหลือเชิงรุกจากทั้งระบบสาธารณสุขและสังคม หากภาครัฐสามารถยกระดับในเรื่องนี้ได้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ยกระดับสังคมและเศรษฐกิจไทยได้ในอนาคต
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
100 คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อยสำหรับธุรกิจ

- Advantage แปลว่า ความได้เปรียบ, ข้อได้เปรียบ, ข้อดีต่ำ
- Advertise แปลว่า โฆษณา, ประกาศ
- Accounting แปลว่า การบัญชี
- Achieve แปลว่า สำเร็จ
- Advice แปลว่า คำแนะนำ, ข้อคิดเห็น, ความเห็น
- Asset แปลว่า สิ่งที่มีคุณค่า
- Authorization แปลว่า การให้อำนาจ, การอนุญาต
- Bill แปลว่า ใบเสร็จ
- Brand แปลว่า ผลิตภัณฑ์
- Budget แปลว่า งบประมาณ
- Business แปลว่า ธุรกิจ
- Capital แปลว่า เงินทุน
- Change แปลว่า แลกเปลี่ยน
- Commission แปลว่า ค่านายหน้า, ค่าคอมมิชชั่น
- Competition แปลว่า การแข่งขัน
- Condition แปลว่า เงื่อนไข
- Competitor แปลว่า คู่แข่ง
- Costs แปลว่า ต้นทุน, ค่าใช้จ่าย
- Creditor แปลว่า เจ้าหนี้
- Customer แปลว่า ลูกค้า
- Deadline แปลว่า กำหนดเวลาสุดท้ายที่ต้องทำให้เสร็จ
- Debt แปลว่า หนี้สิน
- Debtor แปลว่า ลูกหนี้
- Decision แปลว่า การตัดสินใจ
- Decrease แปลว่า ลดลง
- Deficit แปลว่า ขาดดุล, การขาดทุน
- Delivery แปลว่า การส่ง, การนำส่ง
- Department แปลว่า แผนก
- Difference แปลว่า ความแตกต่าง, ข้อแตกต่าง
- Disadvantage แปลว่า ความเสียเปรียบ, ข้อเสียเปรียบ
- Discount แปลว่า ลดส่วน
- Distribution แปลว่า การแจก, การแบ่งสรร
- Drop แปลว่า ทิ้ง, ตกหล่น, ตกต่ำลง
- Employ แปลว่า ว่าจ้าง
- Employee แปลว่า ลูกจ้าง
- Employer แปลว่า นายจ้าง
- Encourage แปลว่า ให้กำลังใจ
- Environment แปลว่า ภาวะสิ่งแวดล้อม
- Equipment แปลว่า อุปกรณ์, เครื่องมือ
- Establish แปลว่า สร้าง, ก่อตั้ง
- Estimate แปลว่า การประมาณ, ประเมิน
- Exchange แปลว่า แลกเปลี่ยน
- Experience แปลว่า ประสบการณ์
- Explanation แปลว่า การอธิบาย, การชี้แจง
- Extend แปลว่า ขยายออก, ยืดออก
- Facilities แปลว่า สิ่งอำนวยความสะดวก
- Factory แปลว่า โรงงาน
- Feedback แปลว่า การตอบกลับ
- Fund แปลว่า เงินทุน, ทุน
- Interest แปลว่า ดอกเบี้ย
- Headquarters แปลว่า สำนักงานใหญ่
- Balance sheet แปลว่า งบดุล
- Board of directors แปลว่า คณะกรรมการบริษัท
- Branding แปลว่า การสร้างตราผลิตภัณฑ์
- Budget แปลว่า งบประมาณ
- Capital แปลว่า ทุน, เงินทุน
- Cash flow statement แปลว่า งบกระแสเงินสด
- Cost of sales แปลว่า ต้นทุนขาย
- Credit แปลว่า สินเชื่อ ระยะเวลาที่ให้สินเชื่อ
- Downsizing แปลว่า การลดขนาดองค์กร
- End user แปลว่า ผู้ใช้ขั้นปลาย ผู้บริโภค
- Entrepreneur แปลว่า ผู้ประกอบการ
- Equity แปลว่า กรรมสิทธิ์หุ้นส่วนในบริษัท
- Grant แปลว่า เงินช่วยเหลือ เงินสนับสนุน
- Income statement แปลว่า งบกำไร/ขาดทุน
- Information technology แปลว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ
- Inventory แปลว่า สินค้าคงเหลือ
- Investment แปลว่า เงินลงทุน การลงทุน
- Launch แปลว่า การเปิดตัวของสินค้า การเริ่มปฏิบัติการ
- Liability แปลว่า หนี้สิน
- Loan แปลว่า สินเชื่อ
- Margin แปลว่า กำไรขั้นต้น
- Merger แปลว่า การควบกิจการ การรวมกิจการ
- Multitask แปลว่า ทำหลายงานในเวลาเดียวกัน
- Non-profit organizationแปลว่า องค์กรณ์ไม่แสวงหากำไร
- Opportunity cost แปลว่า ต้นทุนการเสียโอกาส
- Overhead แปลว่า ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการทางธุรกิจ เช่นค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ
- Party แปลว่า คณะ, กลุ่มคน
- Personnelstaff, employees, work force แปลว่า พนักงาน กำลังคน
- Point of sale แปลว่า จุดขาย
- Product แปลว่า ผลิตภัณฑ์
- Profit แปลว่า กำไร
- Promotion แปลว่า การเลื่อนตำแหน่ง
- Quarter แปลว่า ไตรมาส / 1 ใน 4 ส่วน
- R&D แปลว่า ค้นคว้าและพัฒนา (Research and Development)
- Revenue แปลว่า รายได้
- Scalable แปลว่า ขยายหรือย่อได้, เพิ่มหรือลดความสามารถได้
- Shareholder แปลว่า ผู้ถือหุ้น หุ้นส่วน
- Stakeholder แปลว่า ผู้ถือผลประโยชน์ร่วม
- Startup แปลว่า ธุรกิจเกิดใหม่ ธุรกิจที่ถูกออกแบบมาให้เติบโตอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่แรก
- Strategy แปลว่า กลยุทธ์
- Telecommuting แปลว่า การทำงานทางไกล อารมณ์ทำงานจากบ้าน
- Transaction แปลว่า ธุรกรรม
- Tax แปลว่า ภาษี
- Terms แปลว่า ข้อตกลง
- Trademark แปลว่า เครื่องหมายการค้า
- Training แปลว่า การฝึกอบรม
- Venture Capital แปลว่า เงินร่วมลงทุน
- Viral marketing แปลว่า การตลาดแบบแพร่กระจาย
- Vision แปลว่า วิสัยทัศน์
ตัวอย่างประโยค
- Do you have any experience of working with kids?
คุณมีประสบการณ์การทำงานกับเด็ก ๆ บ้างไหมคะ?
- Do you have anything to add to his explanation?
คุณมีอะไรเพิ่มเติมในคำอธิบายของเขาหรือไม่?
- Have you had any feedback from customers about the new product?
คุณมีคำติชมจากลูกค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่?
- The interest on the loan is 16% per year.
อัตราดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมเงินคือ 16% ต่อปี
- We’re moving the headquarters
พวกเรากำลังจะย้ายสำนักงานใหญ่กันอีกแล้ว
- Investors have made a 14% profit in just 3 months.
นักลงทุนได้ทำกำไร 14 % ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา
- Being an entrepreneur is a way of fulfilling your creative potential.
การเป็นผู้ประกอบการเป็นทางหนึ่งในการเติมเต็มศักยภาพด้านการสร้างสรรค์
- The company hopes to launch the new drug by next October.
บริษัทหวังที่จะออกตัวผลิตภัณฑ์ยาตัวใหม่ภายในเดือนตุลาคมหน้า
- This is a high-risk business strategy.
นี้คือกลยุทธ์ธุรกิจที่เสี่ยงสูง
- We won’t invest in any company that pollutes the environment.
เราจะไม่ลงทุนกับบริษัทที่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ขอบคุณข้อมูลจาก engcouncil.com
GISTDA ชวนคนไทยร่วมส่งดาวเทียม THEOS-2A ทะยานสู่วงโคจร 12 ม.ค.นี้

- GISTDA เชิญชวนคนไทยร่วมชมการถ่ายทอดสดการส่งดาวเทียมสำรวจโลก THEOS-2A ขึ้นสู่วงโคจรในวันที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 11.47 น.
- THEOS-2A เป็นดาวเทียมสำรวจโลกดวงที่ 3 ของไทย ซึ่งวิศวกรไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนา เพื่อใช้ข้อมูลในการพัฒนาประเทศและรับมือภัยพิบัติต่างๆ
- ภารกิจนี้จะปล่อยดาวเทียมจากฐานปล่อย ณ ศูนย์อวกาศในประเทศอินเดีย โดยใช้จรวด PSLV ซึ่งเป็นการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมอวกาศของไทย
ประเทศไทยกำลังจะจารึกอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญด้านอวกาศ เมื่อดาวเทียมสำรวจโลกความละเอียดสูง THEOS-2A เตรียมทะยานขึ้นสู่อวกาศในวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2569 นับเป็นดาวเทียมสำรวจโลกดวงที่สามของไทย ต่อจาก THEOS-1 และ THEOS-2 ภายใต้การพัฒนาและบริหารจัดการโดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA
GISTDA ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทยร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญของประเทศ กับการถ่ายทอดสดการนำส่งดาวเทียม THEOS-2A สู่ห้วงอวกาศ ในวันจันทร์ที่ 12 มกราคม 2569 เวลา 11.47 น. ผ่านทาง เฟซบุ๊กแฟนเพจ GISTDA และ ช่อง YouTube : GISTDAspace

โดยตลอดการถ่ายทอดสดจะมี วิศวกรดาวเทียมและผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมให้ความรู้ อธิบายขั้นตอน และตอบคำถาม เพื่อให้ประชาชนเข้าใจภารกิจอวกาศครั้งสำคัญนี้อย่างใกล้ชิด
THEOS-2A ไม่ได้เป็นเพียงดาวเทียมอีกหนึ่งดวงของประเทศ แต่คือ “ดวงตาจากอวกาศ” ที่จะช่วยผสานข้อมูลบนผืนแผ่นดินเข้ากับข้อมูลความเป็นอยู่ของมนุษย์ อย่างมีคุณค่า ทำให้ทุกเหตุการณ์บนโลกได้รับการมองเห็นอย่างรอบด้าน

ข้อมูลจากดาวเทียมจะถูกนำไปใช้ในการตัดสินใจเชิงนโยบาย การพัฒนา การบรรเทาและแก้ไขปัญหา การรับมือภัยพิบัติ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การเกษตร ผังเมือง สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการพัฒนาเชิงพื้นที่ในมิติต่างๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย
สำหรับดาวเทียม THEOS-2A ดวงนี้ วิศวกรดาวเทียมชาวไทยมีส่วนร่วมในการพัฒนาเพย์โหลดตั้งแต่กระบวนการร่างแบบ พัฒนา ทดสอบ ตลอดจนการประกอบเข้ากับตัวดาวเทียม ทั้งนี้ภารกิจการปล่อยดาวเทียม THEOS-2A จะใช้ จรวด PSLV จากฐานปล่อย ณ ศูนย์อวกาศสาธิต ธาวัน เมืองศรีหริโกฏะ สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพของประเทศไทยบนเวทีอวกาศโลก และสะท้อนถึงความพร้อมของอุตสาหกรรมอวกาศไทยที่ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการในไทยมีส่วนในการผลิตชิ้นส่วนสำหรับดาวเทียม THEOS-2A ด้วย ซึ่งถือเป็นการยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อเข้าสู่ Space Value Chain ในระดับสากล ซึ่งการส่ง THEOS-2A ขึ้นสู่วงโคจรในครั้งนี้ ไม่เพียงเสริมกำลังระบบดาวเทียมของประเทศ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมมือ ความรู้ และความมุ่งมั่นของคนไทยในการใช้เทคโนโลยีอวกาศเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘ลดเครียด’ ด้วยกลิ่นจากธรรมชาติ

การใช้กลิ่นบำบัดโรค กลิ่นหอม กับการบำบัดโรคต่างๆ มีความเชื่อมโยงกันจากการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ที่มีความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงและส่งผลถึงกัน เช่น จมูกของเราเป็นอวัยวะที่ไวต่อการรับรู้กลิ่นมาก และการรับกลิ่นนั้นก็ทำโดยระบบประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ต่างๆ ทั้งความรู้สึกสุข ตื่นเต้น หดหู่ได้
ในยุคนี้ที่มีความเสี่ยงสูงต่ออาการป่วยด้วยปัญหาจากความเครียด ทั้งไมเกรน อาการวิตกกังวล ช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงก่อนมีประจำเดือน รวมถึงโรคยอดนิยม อาทิ ความดันโลหิตสูง อาการเกี่ยวกับลำไส้ระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ อาการปวดจากการที่กล้ามเนื้อตึงเครียด และอาการที่เกี่ยวกับสภาพทางจิตใจ กลิ่นบำบัดถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความผ่อนคลายทั้งในด้านอารมณ์และร่างกาย
การบำบัดด้วยกลิ่นหอมผ่านการนวดนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัด เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลือง รวมถึงผ่อนคลายอาการเจ็บปวดอีกด้วย

นอกจากการนวดยังมีแล้ว การบำบัดโดยกลิ่น เช่น การหยดน้ำมันหอมลงอ่างอาบ การใช้เครื่องพ่นไอน้ำปล่อยกลิ่นหอมในห้องที่เราอยู่ การหยดน้ำมันหอมน้อยๆลงบนผ้าเช็ดหน้า การประคบร้อน ประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวด ฯลฯ
อย่างไรก็ดีกลิ่นหอมจากธรรมชาติ ที่ช่วยผ่อนคลายได้ อาทิ
- กลิ่นลาเวนเดอร์ : ช่วยให้นอนหลับง่าย ปรับอารมณ์ และทำให้จิตใจสงบ
- กลิ่นตะไคร้หอม : ช่วยบรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ ลดไข้ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
- กลิ่นเปปเปอร์มินต์ : ช่วยให้สดชื่น แจ่มใส ปลอดโปร่ง กระตุ้นจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
- กลิ่นเลมอน : นอกจากทำให้สดชื่น สดใส แล้ว หากใช้นวด ก็จะช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิตอีกด้วย
- กลิ่นส้ม : ช่วยเติมความสดชื่น ผ่อนคลาย และกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
- กลิ่นโรสแมรี่ : ทำให้สดชื่น สดใส และลดอาการของไมเกรน
- กลิ่นยูคาลิปตัส : ช่วยให้หายใจโล่ง ปลอดโปร่ง และบรรเทาอาการอ่อนล้าที่สะสมมา
- กลิ่นมะลิ : นอกจากความหอมละมุนแล้ว กลิ่นอ่อนๆ ของดอกมะลิ ยังจะช่วยเติมความสดชื่น สดใส ช่วยให้อารมณ์ดี กระตุ้นการมองโลกในด้านบวก รวมถึงมีผลต่ออารมณ์โรแมนติกกันอีกด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 09/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 66,350.00 | 66,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,289.00 | 65,021.24 | 67,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,860.10 | 58,519.12 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,431.20 | 52,016.99 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,930.05 | 29,259.56 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,501.15 | 22,757.43 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,444.56 | 67,379.53 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 09/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.48 | – | – | – | – | – | – | – | 16.48 |







