Pet Economy โตแรง! สวนเศรษฐกิจ อสังหาฯ รุกเจาะดีมานด์เพ็ทเลิฟเวอร์

พฤติกรรม “เลี้ยงสัตว์เสมือนสมาชิกครอบครัว” เป็นปัจจัยเร่ง Pet Economy ในไทยแตะระดับแสนล้าน! สร้างโอกาสใหม่ธุรกิจอสังหาฯสวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว
อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดสัตว์เลี้ยงของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่ง คาดมูลค่าแตะระดับ 100,000 ล้านบาท ในปี 2569 โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 13.2% ต่อปี ปัจจัยหนุนหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะ “แมว” เติบโตเร็วที่สุด คาดมีจำนวนมากกว่า 4 ล้านตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
“กลุ่มผู้เลี้ยงสัตว์มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 50,500 บาทต่อตัวต่อปี เพิ่มขึ้น 22.87% จากปีก่อนหน้า สะท้อนกำลังซื้อและความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของสัตว์เลี้ยงในครัวเรือน”
ทั้งนี้กลุ่ม “Pet Humanization” มองสัตว์เลี้ยงเป็น “สมาชิกในครอบครัว” ผู้เลี้ยงหลัก ได้แก่ คนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z โดยเฉพาะกลุ่ม DINKs กลุ่มผู้สูงอายุ (Silver Economy) ผู้บริโภคเหล่านี้ยินดีจ่ายเพิ่ม 20-30% สำหรับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงขึ้น เช่น อาหารสัตว์พรีเมียม บริการดูแลสุขภาพเฉพาะทาง และบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์

ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ มุ่งปรับตัวรับ “Pet-Friendly Living” โดย “คอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้” มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ข้อมูลการค้นหาพบว่า คำว่า “คอนโดเลี้ยงสัตว์ได้” มีการค้นหาเฉลี่ย 12,130 ครั้งต่อเดือน
อภิสิทธิ์ ระบุว่า ออริจิ้น เป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ที่รุกตลาดดังกล่าว มีกว่า 25 โครงการ 4,966 ยูนิต ภายใต้จุดเด่น การออกแบบที่รองรับการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างเป็นระบบ อาทิ เลือกใช้วัสดุที่ปลอดภัยต่อสัตว์เลี้ยง ออกแบบพื้นที่ส่วนกลางเฉพาะ เช่น Pet Park และ Cat Room แยกโซนการใช้งาน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้อยู่อาศัยอื่นๆ ล่าสุดมีความร่วมมือระหว่าง ออริจิ้น กรุ๊ป และ ทรู คอร์ปอเรชั่น ต่อยอดสู่ “Smart Living” นำเทคโนโลยี IoT และ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ในที่อยู่อาศัย
ฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทมุ่งพัฒนาโซลูชัน Beyond Connectivity รองรับไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย รวมถึงสัตว์เลี้ยง เทคโนโลยีที่นำมาใช้ ได้แก่ กล้อง AI สำหรับติดตามพฤติกรรมสัตว์เลี้ยงแบบเรียลไทม์ อุปกรณ์ติดตาม (Pet Tracker) ที่ระบุตำแหน่งได้ทั่วประเทศ ระบบจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์เพื่อความปลอดภัย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งพบว่า 39% ของเจ้าของสัตว์เลี้ยงสนใจใช้งาน “Pet Tech” เพื่อเพิ่มความใกล้ชิดแม้ไม่ได้อยู่ร่วมกัน
สร้าง Ecosystem ตอบโจทย์ระยะยาว
ออริจิ้น ไม่ได้มองเพียงการขายที่อยู่อาศัย แต่ขยายสู่การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจร วางกลยุทธ์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ Pet Innovation, Pet Wellness & Longevity, Pet Community และ Living Service โดยร่วมกับ โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ ในการพัฒนาบุคลากรเฉพาะทางด้านสัตว์เลี้ยง
ขณะที่ “Britania” ภายใต้การบริหารของ กฤษณ์ เตชะสัมมา พัฒนาโมเดล “3H” ได้แก่ Hug, Health และ Hub เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยและสัตว์เลี้ยงควบคู่กัน
“แม้ตลาดมีแนวโน้มเติบโต แต่ผู้ประกอบการยังต้องบริหารจัดการความสมดุลระหว่างผู้อยู่อาศัยที่เลี้ยงและไม่เลี้ยงสัตว์ แนวทางสำคัญ ได้แก่ แยกพื้นที่ใช้งานอย่างชัดเจน ควบคุมด้านสุขอนามัย กลิ่น และเสียง กำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับทุกกลุ่ม”
จากที่อยู่อาศัยสู่ “เมืองที่เป็นมิตรต่อสัตว์”
ระยะต่อไป ผู้ประกอบการมีแผนขยายบทบาทสู่การพัฒนา “Pet-Friendly City” ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ การสนับสนุนพื้นที่สาธารณะสำหรับสัตว์เลี้ยง สร้างกิจกรรมชุมชน ร่วมมือด้านสังคมกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตสัตว์เลี้ยงในภาพรวม
การเติบโตของ Pet Economy สะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมผู้บริโภค จากการเลี้ยงสัตว์เพื่อความเพลิดเพลิน สู่การให้ความสำคัญในฐานะสมาชิกครอบครัว สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และผลักดันให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ทั้งด้านสินค้า บริการ และรูปแบบการพัฒนาโครงการ ซึ่งในระยะยาว Pet Economy อาจไม่ใช่ตลาดเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
วัสดุก่อสร้างพาเหรดขึ้นราคา 10-30% เซ่นพิษตะวันออกกลาง ทุบสภาพคล่องรับเหมา

- ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งพุ่งสูงขึ้น เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างเกือบทุกประเภทปรับตัวสูงขึ้น 10-30%
- วัสดุหลักหลายรายการปรับขึ้นราคาอย่างมีนัยสำคัญ เช่น เหล็กเส้น คอนกรีตผสมเสร็จ ปูนซีเมนต์ และสีทาอาคาร (30-40%) รวมถึงวัสดุอื่นๆ อีกหลายรายการ
- ผู้รับเหมาก่อสร้างเผชิญวิกฤตสภาพคล่องอย่างรุนแรงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ เรียกร้องให้ภาครัฐนำสูตรปรับราคา (K-Factor) มาใช้เพื่อช่วยเหลือ
“พายุต้นทุน” กระหน่ำอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยช่วงต้นปี 2569 หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ฉุดราคาน้ำมัน-ค่าขนส่ง-วัตถุดิบพุ่งพร้อมกัน ผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งคอนกรีต ปูนซีเมนต์ สี เคมีภัณฑ์ เหล็ก ยิปซั่ม ถึงกระเบื้อง
ประกาศขึ้นราคาถ้วนหน้า ด้านสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยฯ ส่งสัญญาณเตือนวิกฤตสภาพคล่องรับเหมาเอกชน เร่งผลักดัน K-Factor พยุงธุรกิจรอดพ้นมรสุม
สถานการณ์เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก ปี 2569 กำลังเผชิญบททดสอบหนัก เมื่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภาคก่อสร้างทั้งระบบสั่นคลอน จากผลพวงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ
กลายเป็นโดมิโนลูกสำคัญส่งแรงกระแทกตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งต่อเนื่อง ค่าขนส่งที่ขยับตาม และการขาดแคลนวัตถุดิบต้นน้ำ โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมีและเหล็ก
นางสาวลิซ่า งามตระกูลพานิช นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่าผลพวงสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากทั้งสภาพคล่องที่มีจำกัด สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ และต้นทุนวัสดุก่อสร้างขยับราคาต่อเนื่องตามต้นทุนพลังงานและค่าขนส่ง ทำให้ผู้รับเหมาหลายรายขอคำปรึกษาว่าจะรับงานต่อไปดีหรือไม่
ล่าสุดอยากชื่นชมกรมบัญชีกลาง ภายใต้ การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้รับเหมาได้อย่างรวดเร็วและทันเวลา (วันที่8 เม.ย.69) ช่วยจำกัดวงความเสียหายได้มาก กล่าวคือผู้รับเหมาที่ชนะการประมูลแล้วหากไม่พร้อมจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ขยายเวลาลงนามในสัญญาได้ เป็นต้นซึ่งผู้รับเหมาไม่ต้องรีบซื้อวัสดุก่อสร้างที่อยู่ในภาวะที่ต้นทุนขยับสูง ซึ่งการช่วยเหลือในครั้งนี้ ดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และเชื่อว่าเสียงสะท้อนที่ผ่านมารัฐบาลได้ยิน
ต้นทุนก่อสร้างพุ่งแรงท่ามกลางวิกฤติสงคราม
อย่างไรก็ตามสถานการณ์ที่หนักหน่วงมีผลต่อต้นทุนก่อสร้างในปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายหมวดหลัก จากผลกระทบของราคาพลังงานและภาวะสงคราม ส่งผลให้ผู้ประกอบการก่อสร้างเผชิญแรงกดดันรุนแรง โดยเฉพาะด้านต้นทุนและกระแสเงินสด
วัสดุก่อสร้างปรับขึ้นถ้วนหน้า
- ยางมะตอยและ Asphalt Concrete ปรับขึ้นมากกว่า 1.5 เท่า
- เหล็กเส้น ปรับเพิ่มประมาณ 4–4.5 บาท/กก.
- จากช่วงเดือนก.พ. ราคา 19–20 บาท/กก.
- ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25 บาท/กก. (ยังไม่รวมค่าขนส่ง)
- ราคาเปลี่ยนแปลงแทบรายวัน บางช่วงโรงงานงดเสนอราคา
- ปูนซีเมนต์ผสมเสร็จ (Ready-mix) ปรับขึ้น 300–450 บาท/ลบ.ม.
- จากเฉลี่ย 2,300 บาท เป็นประมาณ 2,700 บาท/ลบ.ม.
- สีทาอาคาร (สีน้ำ) ปรับขึ้นราว 30%
- สีน้ำมัน ปรับขึ้นราว 40%
- วัสดุก่อสร้างอื่นๆ ปรับขึ้นไม่น้อยกว่า 15%
ต้นทุนขนส่งพุ่ง กระทบซัพพลายเชน
- ค่าขนส่งรถเทรลเลอร์ 30 ตัน ในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 78,000 บาท/เที่ยว
- เส้นทางเกาะสมุยแตะ 90,000 บาท/เที่ยว
- ปรับเพิ่มเฉลี่ยประมาณ 30,000 บาท/เที่ยว
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ประสบปัญหาขาดแคลนทั้งวัตถุดิบและรถขนส่ง ส่งผลให้ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด
จากการสำรวจประกาศของผู้ผลิตรายใหญ่และสมาคมวิชาชีพในอุตสาหกรรมก่อสร้าง พบว่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันออกหนังสือแจ้งปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าบริการ โดยอ้างเหตุผลที่ตรงกันคือต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คอนกรีต-ปูนซีเมนต์อ่วม พลังงานค้ำคอ ขยับราคาถ้วนหน้า
กลุ่มวัสดุฐานรากอย่างคอนกรีตผสมเสร็จและปูนซีเมนต์เป็นด่านแรกที่รับแรงกระแทกโดยตรง จากกระบวนการผลิตที่พึ่งพาพลังงานสูงและต้นทุนขนส่งที่บวมเพิ่ม
ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง บริษัท เอ็ม คอนกรีต จำกัด, บริษัท โอ อาร์ ซี พรีเมียร์ จำกัด และ บริษัท เอเชียผลิตภัณฑ์ซีเมนต์ จำกัด ประสานเสียงออกประกาศปรับขึ้นราคาคอนกรีตผสมเสร็จในอัตราเดียวกันคือ 300 บาทต่อลูกบาศก์เมตร (คิว) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ขณะที่เอเชียผลิตภัณฑ์ซีเมนต์ยื้อไม่ไหว ประกาศบังคับใช้ก่อนหน้าตั้งแต่ 27 มีนาคม 2569
ด้าน บริษัท คอนสมิกซ์ จำกัด ผู้ผลิตปูนซีเมนต์และปูนสำเร็จรูป แจ้งขึ้นราคา 2 บาทต่อถุง มีผลตั้งแต่ 26 มีนาคม 2569 ส่วน SCG Distribution ยักษ์ใหญ่ในวงการ นอกจากส่งสัญญาณพิจารณาปรับส่วนลดและค่าขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จแล้ว ยังเตือนถึงความเสี่ยงขาดแคลนสินค้าในบางช่วงเวลาอีกด้วย
ตลาดสี-เคมีภัณฑ์วิกฤตหนักสุด ราคาพุ่งสูงสุด 30-50%
กลุ่มสินค้าที่มีส่วนประกอบปิโตรเคมีและสารระเหยได้รับผลกระทบหนักที่สุดในรอบนี้ เพราะราคาวัตถุดิบต้นน้ำผันผวนตามราคาน้ำมันดิบโลกแบบเรียลไทม์
กลุ่มบริษัท เบเยอร์ (Beger) เป็นรายแรกที่ออกประกาศรายละเอียดชัดเจน โดยกลุ่มทินเนอร์ปรับขึ้นสูงสุดถึง 30% ตามมาด้วยน้ำยาเคลือบเงาใสกันซึม 16%, สีน้ำมันเคลือบเงาและสีรองพื้นสูตรน้ำมัน 12% ส่วนกลุ่มสีอุตสาหกรรม สีสเปรย์ สีงานไม้ และเคมีภัณฑ์ก่อสร้างปรับขึ้น 8% พร้อมเตือนปัญหาการส่งมอบกลุ่มทินเนอร์จากภาวะวัตถุดิบขาดตลาด
บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคคอเรทีฟ เคลือบ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มสีน้ำและเคมีภัณฑ์พุ่งสูงขึ้นถึง 25-30% ขณะที่ TOA เพ้นท์ แม้ยังไม่ระบุตัวเลขชัดเจน แต่ส่งสัญญาณเตือนลูกค้าเตรียมรับมือสินค้าขาดตลาดชั่วคราวและการจัดส่งล่าช้า ถึงขั้นต้องอัปเดตสถานการณ์ให้ลูกค้าทราบเป็นรายวัน
นอกจากนี้ แซง-โกแบ็ง เวเบอร์ (Weber) ประกาศขึ้นราคาสินค้าทุกรายการ 10% ด้าน สเท็ป อินฟินิตี้ และ ทีแม็กซ์ คอร์ปอเรชั่น ต่างร่วมขบวนปรับขึ้นราคากลุ่มทินเนอร์และสีมีผล ตั้งแต่ 20 มีนาคม และ 1 เมษายน 2569 ตามลำดับ
วัสดุแผ่น-โลหะ ตั้งแต่ยิปซั่มถึงอลูมิเนียม ขยับตาม
บริษัท ไทยผลิตภัณฑ์ยิปซั่ม (Gyproc) เลือกวิธีปรับขึ้นราคาทางอ้อมด้วยการลดส่วนลดสินค้า Gyproc ลง 1.5-3.0% มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 ด้าน Apace Products ผู้ผลิตสินค้ากลุ่มอลูมิเนียมและพีวีซี แจ้งปรับขึ้นราคาทุกรายการ 25% โดยอ้างตรงๆ ว่าเหตุการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลต่อต้นทุนการผลิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ส่วน Flixsteel ประกาศยกเลิกการยืนราคาเดิมทั้งหมด หลังราคาเหล็กในตลาดพุ่งแรง พร้อมขอให้ลูกค้าตรวจสอบราคาใหม่ทุกครั้งก่อนสั่งซื้อ
เครื่องมือช่าง-สุขภัณฑ์-กระเบื้อง โดนเต็มๆ Surcharge ทางออกใหม่ของตลาด
บริษัท ไซเทคเอเชีย โซลูชั่นส์ แจ้งปรับราคาอุปกรณ์นำเข้าแบรนด์ PFERD และ HELLER โดยเฉพาะกลุ่มดอกสว่านที่ปรับขึ้น 5-50% แตกต่างกันตามขนาด
ขณะที่กลุ่มสินค้าภายใต้ตราสินค้า COTTO, CAMPANA และ SOSUCO เลือกรูปแบบเรียกเก็บ Freight Surcharge (ค่าบริการส่วนเพิ่ม) แทนการขึ้นราคาตรง โดยสุขภัณฑ์และก๊อกน้ำเรียกเก็บเพิ่ม 1% ของราคาสุทธิ ส่วนกระเบื้องเรียกเก็บเพิ่ม 2 บาทต่อตารางเมตร
ด้าน บริษัท สหโมเสคอุตสาหกรรม (UMI) เจ้าของแบรนด์ Duragres และ Cergres ประกาศปรับขึ้นราคากระเบื้องตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 อ้างวิกฤตพลังงานน้ำมันและก๊าซธรรมชาติโดยตรง
โลจิสติกส์กระทบลามจังหวัด ค่าขนส่งชายแดนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
จากตารางค่าขนส่งสินค้า ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569 พบอัตราค่าขนส่งตามระยะทางและจังหวัดปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ เชียงรายอยู่ที่ 66,000 บาทต่อเที่ยว (30 ตัน) ขณะที่นราธิวาสพุ่งไปถึง 78,000 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับเงื่อนไขการส่งสินค้าทั่วหน้า
เอส.เอส.โซลูชั่น เรียกเก็บค่าขนส่ง 600 บาทต่อรอบ หากยอดสั่งซื้อต่ำกว่า 8,000 บาท นวพลาสติก (ท่อ SCG) ทบทวนราคาขายและตารางจัดส่งใหม่ ส่วน Blue Label ปรับขั้นตอนสั่งซื้อพร้อมตรวจสอบสต็อกล่วงหน้า เพื่อบริหารสินค้าที่มีอยู่อย่างจำกัด
รับเหมาส่งเสียงวิกฤต สมาคมฯ เร่งผลักดัน K-Factor ช่วยพยุงธุรกิจ
สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ออกหนังสือเปิดผนึกถึงนายกสมาคมฯ ระบุชัดว่า สมาชิกผู้รับเหมาก่อสร้างภาคเอกชนกำลังเผชิญวิกฤตสาหัส จากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นเฉลี่ย ร้อยละ 10-30
นายสุภาพ จรัลพัฒน์ อนุกรรมการกลุ่มงานอาคารภาคเอกชน กล่าวว่า สถานการณ์นี้สร้างภาระต้นทุนอย่างหนักแก่ผู้รับเหมาที่ไม่สามารถปรับราคาตามทันได้ กระทบสภาพคล่องและความอยู่รอดของธุรกิจโดยตรง สมาคมฯ จึงเรียกร้องให้พิจารณามาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน รวมถึงการนำ สูตรการปรับราคาค่าก่อสร้าง (K-Factor) มาใช้ในภาคเอกชน เพื่อพยุงอุตสาหกรรมก่อสร้างให้ผ่านพ้นมรสุมครั้งนี้
วิกฤตราคาวัสดุก่อสร้างรอบนี้ไม่ใช่เพียงการปรับขึ้นราคาสินค้าทั่วไป หากแต่เป็นสัญญาณเตือนภาวะเงินเฟ้อในภาคการผลิต (Producer Price Index) ที่รุนแรง ตราบใดที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าสงบลง ผู้บริโภคและโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศอาจต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนก่อสร้างและราคาบ้านที่พร้อมพุ่งขึ้นตามในอนาคตอันใกล้

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 8 เม.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ กังวลสงครามอิหร่าน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 8 เม.ย. อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับ 32.12 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.00 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่กดดันเงินบาทมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล
- ความตึงเครียดดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้น เงินดอลลาร์แข็งค่า และราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.95-32.20 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีความเสี่ยงที่จะอ่อนค่าลงได้อีกหากสถานการณ์ยังคงร้อนแรง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.12 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.95-32.20 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงบ้าง และกลับมาเคลื่อนไหวเหนือโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.86-32.13 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางบ้าง ท่ามกลางการโจมตีต่อเป้าหมายของอิสราเอลในพื้นที่เลบานอนที่ยังคงดำเนินต่อไป
ขณะเดียวกัน ทางอิหร่านยังคงใช้โดรนและขีปนาวุธโจมตีใส่พื้นที่ในหลายประเทศแถบตะวันออกกลาง อีกทั้งทางการอิหร่านยังคงประกาศปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz จนกว่าอิสราเอลจะหยุดโจมตีใส่เป้าหมายต่อพื้นที่ของกลุ่มพันธมิตร Axis of Resistance (เช่น กลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน) ซึ่งความกังวลดังกล่าว ได้หนุนให้ ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวสูงขึ้นมาก หลังปรับตัวลงแรงในวันก่อนหน้า ส่วนเงินดอลลาร์ได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสเพียง 25% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ จากเดิมผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 60% หลังรับรู้กระแสข่าวการพักการโจมตีเป็นเวลา 2 สัปดาห์ของสหรัฐฯ ต่อเป้าหมายในอิหร่าน นอกจากนี้ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมากังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลาง ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทด้วยเช่นกัน
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ได้ช่วยชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (หลังจากแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จนหลุดแนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าทดสอบโซนแนวรับถัดไปในช่วง 31.85 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้ เงินบาทมีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้บ้าง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาทวีความร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งต้องติดตามท่าทีของทางการอิหร่าน ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและการเปิดช่องแคบ Hormuz รวมถึง ท่าทีของทางการสหรัฐฯ และอิสราเอล
ทั้งนี้ แม้เงินบาทอาจมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทได้เริ่มจำกัดลงในช่วงนี้ หลังผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออกอาจปรับระดับ USDTHB ที่รอขายเงินดอลลาร์ลงมาบ้าง เช่นเดียวกับฝั่งผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) อาจพิจารณา ทยอยปิดสถานะขายทำกำไรมากขึ้น หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลง ทำให้เงินบาทอาจมีโซนแนวต้านแรกในช่วง 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์)
หากเงินบาทมีจังหวะอ่อนค่าลง ซึ่งเกิดขึ้นได้ไม่ยาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง ส่วนโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ จะเริ่มกลับมากดดันเงินบาทในช่วงสัปดาห์ 3 4 ของเดือนเมษายน และช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจากการประเมินของเรา โดยอ้างอิงงานวิจัย (Academic Research) และบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ในต่างประเทศ พบว่า โฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติราว 1 แสนล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 อาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลงได้ราว 15-85 สตางค์ต่อดอลลาร์ (ค่ากลาง จะอยู่ที่ 40 สตางค์ต่อดอลลาร์)
การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะถูกจำกัดเช่นกัน จนกว่าพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะมีสัญญาณที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งต้องรอลุ้น ผลการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ กรุง Islamabad ประเทศปากีสถาน โดยเงินบาทจะมีโซนแนวรับในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวรับถัดไปในช่วง 31.85 บาทต่อดอลลาร์
เราคงมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง ก่อนที่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง จะจำกัดการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งนี้ โดยรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากการรีบาวด์ขึ้นแรงของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ขณะที่ หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลงแรง ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ (ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +2.51% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq พุ่งขึ้น +2.80%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาพุ่งขึ้นกว่า +3.88% ตอบรับความหวังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ โดยบรรดาหุ้นเทคฯ ต่างปรับตัวขึ้นแรง อาทิ ASML +8.9% เช่นเดียวกันกับบรรดาหุ้นสไตล์ Growth หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดันบ้าง จากการปรับตัวลงแรงของบรรดาหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและยังมีความเสี่ยงที่อาจกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ได้กลับมากดดันบรรยากาศในตลาดการเงิน โดน ล่าสุด สัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นยุโรป (อ้างอิง ตลาดหุ้นเยอรมนี) พลิกกลับมาปรับตัวลงราว -0.3% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่ระดับ 4.29% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ลงจากช่วงหลังรับรู้กระแสข่าวการพักการโจมตีและกลับมาเจรจาหยุดยิง โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่เกิดขึ้น ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราในวันก่อนว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ โดยหากสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ในทางกลับกัน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังทรงตัว ไม่มีพัฒนาการเพิ่มเติมชัดเจน ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ (อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่จะรับรู้ในสัปดาห์นี้) ทำให้ ความผันผวนของตลาดบอนด์ยังสูงอยู่ และเราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อย่างช่วงที่ตลาดกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักชัดเจน เช่น ประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่งการทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% (ที่เป็นระดับ Fair Value ที่เราประเมินจากโมเดล ACM และ Yield Spread) ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ (และทิศทางราคาน้ำมันดิบ) หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูงและอาจกลับมาร้อนแรงขึ้นได้อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวขึ้น สู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.5-99.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ ซึ่งหนุนให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาทยอยปรับตัวสูงขึ้น ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมา ปรับตัวลดลง สู่โซน 4,700-4,750 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ คาดการณ์อัตราการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 1 ปี 2026 โดย Atlanta FED (GDPNow) อัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนกุมภาพันธ์ (ซึ่งจะยังไม่สะท้อนผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) อัตราการเติบโตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims)
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis เทียบกับสิ่งที่บรรดาผู้เล่นในตลาดกำลังคาดหวังอยู่)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ทุกคนยังมีโอกาส! “นายกสมพร” ชี้แจงหลักเกณฑ์คัดตัววอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย

กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันหลังจากที่ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้ประกาศเรียกตัวนักตบลูกยางสาวจำนวน 30 คน เข้าแคมป์ทีมชาติเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการแข่งขันรายการสำคัญประจำปี 2569
อย่างไรก็ตาม แฟนลูกยางไทย ต่างแปลกใจที่ผู้เล่นฟอร์มดีในลีกหลายรายกลับไม่ถูกเรียกตัวติดทีมในครั้งนี้ ขณะที่ผู้เล่นบางรายที่ยังมีอาการบาดเจ็บรบกวน แต่กลับมีชื่อติดทีม
เรื่องนี้ นายสมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงหลักเกณฑ์การเรียกนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงเข้าแคมป์ทีมชาติเพื่อเก็บตัวและฝึกซ้อม
“เกณฑ์ในการเรียกนักกีฬาเข้าแคมป์ฝึกซ้อมทีมชาติในครั้งนี้ ยึดหลัก 2 ส่วน คือวัดจากผลงานในลีก และผู้เล่นที่เล่นอาชีพในต่างประเทศ แต่เราก็ยังคงให้โอกาสนักกีฬาที่มีอาการบาดเจ็บอยู่เหมือนกัน”
“เพราะโปรแกรมการแข่งขันมันมีช่วงเวลา ไม่ใช่แค่ระยะสั้นๆ แค่ศึกเนชันส์ลีก 2026 แต่ยังมีรายการ ซี วี. ลีก, ชิงแชมป์เอเชีย และเอเชียนเกมส์“
“ช่วงแรกจะเป็นนักกีฬาที่มีความพร้อมก่อน จากนั้นใครที่พัฒนาขึ้นก็มีโอกาส หรือใครที่มีอาการบาดเจ็บก็จะถูกทดแทนกัน ตามความเหมาะสม คาดว่าจะได้เก็บตัวและซ้อมร่วมกันจริงๆ ไม่เกิน 24 คน” นายกลูกยางไทย กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
คนไทยป่วย ‘พาร์กินสัน’ พุ่ง 3 เท่า นอนละเมอ-ซึมเศร้า สัญญาณเตือนโรค

- คนไทยป่วยเป็น ‘โรคพาร์กินสัน’มากที่สุดในเอเชีย และปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250
- สัญญาณเตือนโรคพาร์กินสันที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ (ร้อยละ50 มีอาการละเมอ) , ท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้แปรปรวน , ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน
- คนไข้พาร์กินสัน หากได้รับการดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80-90 % กินยาตรงเวลา ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินคลีน และได้รับการดูแลที่ดี
“โรคพาร์กินสัน” เป็นโรคที่ใกล้ตัวใครหลายๆ คน และในปัจจุบันพบผู้ป่วยโรคดังกล่าวจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากเดิมพบประมาณ 1 คนในประชากร 1,000 คน แต่ขณะนี้ขยับขึ้นเป็น 1 คน ใน 400 คน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 250 ภายในระยะเวลาเพียง 10 ปี
โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชียสะท้อนปรากฏการณ์ “ความเร่งของโรคในระดับประชากร” ซึ่งไม่อาจอธิบายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง
“นอนละเมอ ซึมเศร้า ท้องผูก”สัญญาณพาร์กินสัน
วันนี้ (8 เมษายน 2569) โรงพยาบาลพระรามเก้า ได้จัดกิจกรรม World Parkinson’s Disease Day “พาร์กินสัน รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” โดยมี นพ.สิทธิ เพชรรัชตะชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาและโรคพาร์กินสันโรงพยาบาลพระรามเก้า อธิบายว่า โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง ส่งผลให้การผลิตสารโดปามีนลดลง ทำให้การเคลื่อนไหวช้าลง และอาจมีอาการมือสั่นร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษา อาการจะค่อย ๆ รุนแรงขึ้นจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีน alpha-synuclein ที่ผิดปกติ ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เมื่อร่างกายไม่สามารถกำจัดโปรตีนชนิดนี้ได้ โปรตีนจะสะสมจนกลายเป็น “โปรตีนขยะ”
โดยมีข้อสันนิษฐานว่าจุดเริ่มต้นอาจเกิดขึ้นที่ลำไส้ ก่อนส่งผ่านเส้นประสาทเข้าสู่ก้านสมองและสมองส่วนอื่น ๆ ผู้ป่วยจำนวนมากจึงเริ่มมีอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องผูก แน่นท้อง หรือเรอบ่อย ซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงปัญหาระบบย่อยอาหาร ทั้งที่เป็นสัญญาณระยะเริ่มต้นของโรคได้ รวมถึง ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสัมผัสสารเคมีกลุ่มยาฆ่าแมลง มลพิษทางอากาศ PM2.5 การสะสมของไมโครพลาสติก และสารเคมีจากบรรจุภัณฑ์อาหาร อาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคได้
“สัญญาณเตือนที่หลายคนมักมองข้าม ได้แก่ การนอนละเมอ ซึ่งคนไข้พาร์กินสันประมาณร้อยละ 50 จะมีอาการละเมอ ท้องผูกเรื้อรัง ลำไส้แปรปรวน ภาวะซึมเศร้า หรือความวิตกกังวลที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน อาการเหล่านี้อาจเป็น “เสียงเตือน” จากสมอง และอาจเกิดขึ้นก่อนอาการ สั่นถึง 10-20 ปี หมายความว่า เมื่อเริ่มมีอาการเคลื่อนไหวผิดปกติ เช่น เคลื่อนไหวช้า มือสั่น หรือเดินสะดุดอาจเป็นช่วงที่เซลล์สมองสูญเสียไปแล้วมากกว่าร้อยละ 60”นพ.สิทธิ กล่าว
คนอายุน้อยเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันมากขึ้น
นพ.สิทธิ กล่าวต่อว่าประเทศไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยสูงเป็น อันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น คือ อายุของผู้ป่วยที่ลดลง จากเดิมที่มักพบในวัยประมาณ 60 ปี ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ราว 50 ปี และเริ่มพบมากขึ้นในกลุ่มอายุ 40 ปี บางรายที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมอาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 30 ปีเศษ สะท้อนว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นเพียงบัญหาของ ผู้สูงอายุหลังเกษียณอีกต่อไป แต่กำลังกระทบประชากรวัยทำงานโดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งสะท้อนถึงศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทยที่สามารถวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น
“หัวใจสำคัญของการรับมือโรคพาร์กินสันคือแนวคิด “รู้เร็ว ดูแลถูก ชีวิตไปต่อได้” เพราะโรคไม่ได้เริ่มต้น ด้วยอาการมือสั่นเสมอไป ระยะแรกอาจแสดงอาการที่ไม่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เช่น ภาวะซึมเศร้า ความวิตก กังวลที่รุนแรงขึ้น การนอนผิดปกติ หรือท้องผูกเรื้อรัง หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกันควรรีบปรึกษาแพทย์ โดยการ รู้เร็วมีสองมิติ คือ รู้ว่าเป็นโรคเร็วเพื่อเริ่มรักษาได้ทันเวลา และรู้วิธีดูแลเร็วเพื่อชะลอความเสื่อมของสมอง”
“พาร์กินสัน” รักษาไม่หายขาดแต่ชะลอได้
นพ.สิทธิ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดหรือหยุดการเสื่อมของเซลล์ประสาทได้โดยตรง แต่การดูแลแบบองค์รวมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ หากได้รับการรักษาและดูแลอย่างเหมาะสม
“คนไข้พาร์กินสัน หากกินยาได้ตรงเวลา ทำให้ยาออกฤทธิ์ได้ดี จะช่วยให้คนไข้สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สม่ำเสมอ รวมถึงการออกกำลังกาย แม้คนไข้อาจจะไม่ออกกำลังกายด้วยตนเอง ผู้ดูแลมีหน้าที่กระตุ้นให้คนไข้ออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายด้วยกิจกรรมที่หลากหลายหรือออกกำลังกายในรูปแบบที่คนไข้ชื่นชอบจะช่วยกระตุ้นความจำเก่าๆ ที่สำคัญต้องทำให้คนไข้อารมณ์ดี ถ้าคนไข้เครียด สมองยิ่งแย่ แต่ถ้าคนไข้อารมณ์ดี สมองจะเติบโต ชะลอความเสื่อมได้ ดังนั้น ยิ่งทำให้คนไข้มีความสุขมากเท่าไหร่ สมองคนไข้จะยิ่งดีมากเท่านั้น และการรับประทานอาหารคลีน คือ ให้กินผัก ธัญพืช กินไข่ชาว เนื้อปลา และลดการกินแป้งกินขนม อาหารปรุงแต่ง และเนื้อแดง”

สำหรับขั้นตอนการรักษาโรคพารกินสัน มีตั้งแต่การใช้ยาเพิ่มระดับสารโดปามีนในสมอง การผ่าตัดผัง อิเล็กโทรดในสมองด้วยเทคโนโลยี Deep Brain Stimulation (DBS) ซึ่งช่วยลดอาการสั่น เคลื่อนไหวช้า และลดการพึ่งพายาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอัลตราชาวด์ความเข้มสูง (Focused Ulrasound) เป็นการรักษาแบบไม่ต้องผ่าตัด โดยใช้คลื่นเสียงยิงเข้าไปในสมองเฉพาะจุดเพื่อหยุดวงจรที่ผิดปกติ และมีแนวโน้มว่าเทคโนโลยีนี้จะขยายผลได้ดีในกลุ่มผู้ป่วยระยะแรก
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์สมองและระบบประสาท โทร. 1270 หรือ Line: @praramghospital นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสันเบื้องต้นได้ที่แอปพลิเคชัน “Check PD”
อย่างไรก็ตาม การสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสันมีความจำเป็นอย่างมาก เพราะต่อให้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาหายขาดได้ แต่ชะลอความเสื่อม หรือป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, กินอาหารมีประโยชน์, และนอนคุณภาพ ที่สำคัญควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะโรคเสื่อมตามเวลา การวินิจฉัยไวและดูแลรักษาเฉพาะทางจะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
because because of ใช้ยังไง? สรุปกฎการบอก “เหตุผล” ฉบับเข้าใจง่าย เลิกสับสนโครงสร้างประโยค

เวลาเราต้องการอธิบายเหตุผลหรือที่มาของบางอย่างในภาษาอังกฤษ คำว่า “เพราะว่า” คือคำที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรกใช่ไหมครับ? แต่หลายครั้งที่เราต้องเขียนอีเมลหรือพรีเซนต์งาน เรามักจะเกิดอาการลังเลว่าประโยคนี้ควรใช้ because หรือ because of กันแน่? ความสงสัยที่ว่า because because of ใช้ยังไง เป็นจุดที่ทำให้หลายคนเสียความมั่นใจ เพราะแม้จะแปลเหมือนกัน แต่ “โครงสร้างประโยค” ที่ตามหลังมานั้นต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
การใช้ผิดตำแหน่งอาจทำให้ประโยคของคุณดูไม่เป็นธรรมชาติหรือผิดไวยากรณ์ขั้นพื้นฐานได้ วันนี้ Engduo จะพาคุณมาถอดรหัสความต่างของสองคำนี้แบบจำง่าย พร้อมตัวอย่างที่หยิบไปใช้ในออฟฟิศได้ทันที รับรองว่าอ่านจบแล้วจะเลิกงงแน่นอนครับ!
1. การใช้ because: “เพราะว่า…” (ตามด้วยประโยคเต็ม)
because ทำหน้าที่เป็น Conjunction (คำสันธาน) ครับ หน้าที่ของมันคือการเชื่อมประโยค 2 ประโยคเข้าด้วยกัน กฎเหล็กของมันคือ because + Clause (Subject + Verb) เสมอครับ คือต้องมีทั้ง “ประธาน” และ “กริยา” ตามหลังมานั่นเอง
- because + Subject + Verb: I stayed at home because it was raining. (ฉันอยู่ที่บ้านเพราะว่าฝนตก)
- because + Subject + Verb: She is happy because she passed the exam. (เธอมีความสุขเพราะว่าเธอสอบผ่าน)
- because + Subject + Verb: We chose Engduo because we wanted to improve our speaking skills. (พวกเราเลือก Engduo เพราะว่าพวกเราอยากพัฒนาทักษะการพูด)
2. การใช้ because of: “เนื่องมาจาก…” (ตามด้วยคำนาม)
because of ทำหน้าที่เป็น Preposition (คำบุพบท) ครับ กฎของมันจะคล้ายกับคำว่า during คือ because of + Noun / Noun Phrase / V.ing เท่านั้น ห้ามมีประธานและกริยาตามหลังมาเป็นประโยคเด็ดขาด
- because of + Noun: I stayed at home because of the rain. (ฉันอยู่ที่บ้านเนื่องมาจากฝน – สังเกตว่า the rain เป็นแค่คำนาม ไม่มีกริยาตามหลัง)
- because of + Noun Phrase: The flight was delayed because of bad weather. (เที่ยวบินล่าช้าเนื่องมาจากสภาพอากาศที่เลวร้าย)
- because of + Pronoun: I am here because of you. (ฉันมาอยู่ที่นี่ก็เพราะคุณ)
ตารางวิเคราะห์: ความแตกต่างของ Because และ Because of (The Reasoning Matrix)
เพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ถูกต้องภายในเสี้ยววินาที ลองใช้ตารางเปรียบเทียบหน้าที่และโครงสร้างนี้เป็นตัวช่วยเช็กความแม่นยำก่อนแต่งประโยคครับ
| คำที่ใช้ (Word) | ประเภททางไวยากรณ์ | สิ่งที่ตามหลังมา (Structure) | ตัวอย่างเปรียบเทียบ (Comparison) |
| because | Conjunction (สันธาน) | ประโยคเต็ม (Subject + Verb) | …because it was cold. (เพราะว่ามันหนาว) |
| because of | Preposition (บุพบท) | คำนาม / กลุ่มคำนาม (Noun) | …because of the cold weather. (เนื่องจากอากาศหนาว) |
| due to | Preposition (บุพบท) | คำนาม (Noun) | (ใช้คล้าย because of แต่เป็นทางการกว่า) |
จุดที่คนไทยมักพลาด: การเปลี่ยน because เป็น because of
มีทริคง่ายๆ ในการเปลี่ยนประโยคเพื่อให้คุณใช้งานได้หลากหลายขึ้นครับ หากคุณมีประโยค “because it was noisy” (เพราะว่ามันเสียงดัง) แต่คุณอยากเปลี่ยนไปใช้ because of คุณต้องแปลงให้เหลือแค่คำนาม เช่น “because of the noise” (เนื่องมาจากเสียงรบกวน) เห็นไหมครับว่าความหมายยังคงเดิม แต่โครงสร้างประโยคจะดูสละสลวยขึ้นมาก
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. “Due to” กับ “Because of” ต่างกันอย่างไร?
ความหมายเหมือนกันคือ “เนื่องมาจาก” ครับ แต่ Due to มักใช้ในบริบทที่เป็นทางการมากๆ หรือใช้ตามหลัง Verb to be (เช่น The delay was due to traffic.) ส่วน Because of นิยมใช้ทั่วไปในทุกสถานการณ์ครับ
2. สามารถขึ้นต้นประโยคด้วย Because ได้ไหม?
ได้แน่นอนครับ! และเป็นการเน้นย้ำเหตุผลที่ชัดเจนมาก เช่น “Because it was raining, we stayed at home.” เพียงแต่ต้องมีเครื่องหมาย Comma (,) คั่นระหว่างประโยคเหตุและประโยคผลด้วยนะครับ
3. “Because of” ตามด้วย V.ing ได้จริงหรือ?
ได้ครับ เรียกว่า Gerund ซึ่งทำหน้าที่เป็นคำนาม เช่น “He succeeded because of working hard.” (เขาประสบความสำเร็จเนื่องจากการทำงานหนัก)
4. มีคำอื่นที่ใช้แทน because ได้อีกไหมเพื่อให้ดูโปรขึ้น?
ในการเขียนงานที่เป็นทางการ คุณสามารถใช้คำว่า As หรือ Since แทน because ได้ครับ เช่น “Since we have no budget, we cannot start the project.”
5. “Cos” หรือ “Cause” คืออะไร?
เป็นรูปย่อภาษาปาก (Informal) ของคำว่า because ครับ มักใช้ในแชทหรือการพูดคุยกับเพื่อนสนิท ไม่แนะนำให้ใช้ในการเขียนอีเมลธุรกิจหรือการสอบครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
Google อัปเกรด Gemini เสริมฟีเจอร์ดูแลสุขภาพจิต-ป้องกันทำร้ายตัวเอง

- Gemini ได้รับการอัปเกรดให้สามารถรับมือกับประเด็นสุขภาพจิต โดยจะแสดงปุ่มเชื่อมต่อไปยังสายด่วนช่วยเหลือทันทีเมื่อตรวจพบความเสี่ยงการทำร้ายตัวเอง
- มีการปรับปรุงระบบให้หลีกเลี่ยงคำตอบที่อาจกระตุ้นพฤติกรรมอันตราย และเพิ่มเกราะป้องกันสำหรับเยาวชนไม่ให้ AI แสดงตนเป็นเพื่อนเพื่อป้องกันการพึ่งพาทางอารมณ์
- Google.org ประกาศสนับสนุนเงินทุน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสายด่วนทั่วโลก และนำ Gemini มาช่วยฝึกอบรมอาสาสมัคร
Google ประกาศอัปเดตฟีเจอร์ใหม่บน Gemini เพื่อยกระดับการตอบโต้ในประเด็นด้านสุขภาพจิต ซึ่งเป็นหนึ่งในกรณีการใช้งาน AI ที่พบมากขึ้นในปัจจุบัน โดยบริษัทเชื่อมั่นว่า AI ที่มีความรับผิดชอบจะสามารถแสดงบทบาทเชิงบวกต่อความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจของผู้คนได้
ในกรณีที่การสนทนาบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายหรือการทำร้ายตัวเอง Gemini จะแสดงอินเทอร์เฟซแบบ “สัมผัสเดียว” เพื่อเชื่อมต่อผู้ใช้งานไปยังทรัพยากรสายด่วนความช่วยเหลือในทันที โดยมีตัวเลือกทั้งการโทร แชท หรือส่งข้อความ ซึ่งหน้าต่างข้อมูลนี้จะปรากฏค้างไว้ตลอดการสนทนาเพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้งานเข้าสู่กระบวนการขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ Google ยังได้ปรับปรุงโมดูล “Help is available” ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทางคลินิก เพื่อให้ข้อมูลที่แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยระบบถูกฝึกฝนให้จดจำสถานการณ์สุขภาพจิตที่รุนแรง และส่งต่อไปยังทรัพยากรช่วยเหลือในโลกแห่งความเป็นจริง

พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการให้คำตอบที่อาจเป็นการยอมรับหรือกระตุ้นพฤติกรรมที่เป็นอันตราย รวมถึงการแยกแยะความเชื่อที่ผิดออกจากข้อเท็จจริงอย่างนุ่มนวล
สำหรับกลุ่มเยาวชน Google ได้เพิ่มเกราะป้องกันพิเศษเพื่อไม่ให้ Gemini แสดงบุคลิกภาพเสมือนเป็นเพื่อนคู่คิด (Companion) หรืออ้างว่ามีคุณลักษณะเหมือนมนุษย์ เพื่อป้องกันการเกิดความพึ่งพาทางอารมณ์ รวมถึงมีระบบป้องกันไม่ให้เกิดการส่งเสริมการบูลลี่หรือการคุกคามในทุกรูปแบบ
ขณะเดียวกัน Google.org ได้ประกาศสนับสนุนเงินทุนจำนวน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (975 ล้านบาท) ภายในระยะเวลา 3 ปี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของสายด่วนความช่วยเหลือทั่วโลก
โดยมีการขยายความร่วมมือกับ รีเฟลกซ์เอไอ (ReflexAI) ผ่านการมอบเงินทุน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (130 ล้านบาท) และการนำ Gemini เข้าไปร่วมในการฝึกอบรมอาสาสมัครผ่านระบบจำลองที่สมจริงร่วมกับองค์กรด้านการศึกษา อาทิ เอริกา ไลท์เฮาส์ (Erika’s Lighthouse) และ เอดูเคเตอร์ส ไธรฟ์วิง (Educators Thriving)
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
กาแฟ vs ชาเขียว อยากได้คาเฟอีน ดื่มอะไรดีต่อสุขภาพมากกว่า

สำหรับใครที่อยากได้คาเฟอีนกระตุ้นให้ตื่นตัวตอนเช้า กาแฟ กับ ชาเขียว อะไรที่ดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน
คาเฟอีนในกาแฟ vs ชาเขียว
หากดูกันที่ปริมาณของคาเฟอีนในกาแฟและชาเขียว ในปริมาณเครื่องดื่มที่เท่ากัน กาแฟมีปริมาณคาเฟอีนมากกว่าชาเขียวถึง 3 เท่า กาแฟ 240 มิลลิกรัม มีคาเฟอีนราว 96 มิลลิกรัม ในขณะที่ชาเขียวในปริมาณเท่ากัน จะมีคาเฟอีนราว 29 มิลลิกรัม
ปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวันในวัยผู้ใหญ่ 100 มิลลิกรัมสำหรับวัยรุ่น และ 2.5 มิลลิกรัมสำหรับเด็ก
นั่นหมายความว่า หากอยากดื่มกาแฟ ก็ไม่ควรดื่มเกิน 4 แก้วต่อวัน ในขณะที่เราสามารถดื่มชาเขียวได้มากถึง 13 แก้วเลยทีเดียว (แต่เราไม่ควรดื่มมากขนาดนั้น)
ด้วยความที่กาแฟมีคาเฟอีนเข้มข้นมากกว่า การดื่มกาแฟจึงอาจทำให้ร่างกายของเราตื่นตัวได้ในทันที ในเวลาอันรวดเร็ว แต่การดื่มชาเขียว หากจิบทีละเล็กละน้อยไปตลอดทั้งวัน ก็จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้ตลอดทั้งวันได้เช่นกัน
ประโยชน์ของคาเฟอีน
- เพิ่มพลังงาน กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว
- ลดความเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ
- เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจ หรือตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ ได้เร็วขึ้น
- เพิ่มความสามารถในการเผาผลาญพลังงานขณะออกกำลังกาย
- เพิ่มความสามารถในการจดจำและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น
ประโยชน์และโทษต่อสุขภาพของกาแฟ vs ชาเขียว
ทั้งกาแฟและชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก และสารแอล-ธีอะนีนในชาเขียวยังช่วยผ่อนคลายจิตใจ ลดความเครียดได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟหรือชาเขียว โดยเฉพาะการดื่มกาแฟหรือชาเขียวที่มีส่วนผสมของครีมเทียม น้ำตาล น้ำเชื่อม หรือสารให้ความหวานต่างๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน หลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือด หรือเบาหวานประเภท 2 รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะ “ติดคาเฟอีน” ที่หากไม่ได้ดื่มจะเกิดอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ หงุดหงิดงุ่นง่าน ไปจนถึงซึมเศร้า หดหู่ ไม่มีสมาธิ และนอนไม่หลับได้
กาแฟ vs ชาเขียว อยากได้คาเฟอีน ดื่มอะไรดีต่อสุขภาพมากกว่า
ทั้งกาแฟ และชาเขียว ต่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพด้วยกันทั้งคู่หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม การเตรียมเครื่องดื่มด้วยวิธีที่ถูกต้อง อาจสามารถทำให้เราได้ดื่มกาแฟหรือชาเขียวแก้วโปรดอย่างปลอดภัยและได้ประโยชน์มากกว่าเดิม ดังนี้
- ใช้กระดาษกรองกาแฟในการชง ช่วยลดปริมาณของสารคาเฟสตอล (cafestol) ในกาแฟได้ ซึ่งเป็นสารที่เพิ่มความเสี่ยงของคอเลสเตอรอลในเลือด
- ดื่มกาแฟและชาเขียวที่ไม่ใส่วัตถุดิบอื่นๆ เพิ่ม เช่น นม น้ำตาล น้ำผึ้ง น้ำเชื่อม ครีม สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ฯลฯ หากอยากได้รสหรือกลิ่นหอมหวาน สามารถใส่อบเชย หรือจันทน์เทศแทนได้ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 และโรคอ้วนได้ด้วย
- หากอยากใส่นมจริงๆ เปลี่ยนจากนมปกติเป็นนมไขมันต่ำ
- ใส่น้ำมะนาวลงไปในชาเขียวเล็กน้อย ช่วยให้สารต้านอนุมูลอิสระในชาดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ในร่างกายได้มากยิ่งขึ้น
- ไม่ดื่มกาแฟเกิน 4 แก้วต่อวัน และไม่ดื่มหลัง 16.00 น.
- ดื่มชาเขียวได้มากกว่า 4 แก้วต่อวันก็จริง แต่ไม่ควรดื่มแต่ชาเขียวทั้งวัน และควรดื่มน้ำเปล่าด้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 9/4/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 71,400.00 | 71,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,616.00 | 69,978.56 | 72,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,154.40 | 62,980.70 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,692.80 | 55,982.85 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,077.20 | 31,490.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,615.60 | 24,492.50 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,783.42 | 72,516.65 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 9/4/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.95 | 43.95 | 44.45 | 43.95 | 43.95 | 43.95 | 43.95 | 43.95 | 43.95 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 43.58 | 43.58 | 43.83 | 43.58 | 43.58 | 43.58 | 43.58 | 43.58 | 43.58 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 38.95 | 38.95 | 39.45 | 38.95 | – | 38.95 | 38.95 | 38.95 | 38.95 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 34.89 | 34.89 | – | – | – | – | – | – | 34.89 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 53.04 | 57.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 53.04 |
| เบนซิน 95 | 52.54 | – | – | 57.51 | – | 53.04 | 52.69 | – | 52.54 |
| ดีเซล | 48.40 | 48.40 | 48.40 | 48.40 | 48.40 | 48.40 | 48.40 | 48.40 | 48.40 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 68.30 | 68.80 | 69.84 | 68.80 | – | – | – | – | 68.30 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







