ทำไม ตลาดบ้าน-คอนโด ราคาไม่เกิน3ล้านบาทถึงน่าเป็นห่วง

- กำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มหลักอ่อนแอลงจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและรายได้ที่ฟื้นตัวช้า
- สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากไม่ผ่านการอนุมัติแม้จะมีความต้องการที่อยู่อาศัย
- มีสต็อกบ้านและคอนโดคงค้างในตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าซึ่งระบายออกได้ช้า
- มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐมีระยะเวลาจำกัดและอาจไม่เพียงพอที่จะช่วยแก้ปัญหาในระยะยาวได้
ปี2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยฟันธงว่า สถานการณ์เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าปีที่ผ่านมา นั้นหมายถึง กำลังซื้อซื้อที่อยู่อาศัยจะชะลอตัวลง ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงซึ่งไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา
ที่น่าเป็นกังวลตลาดบ้าน-คอนโดมิเนียมต่ำกว่า 3 ล้านบาท ฐานกำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ กลายเป็นสต๊อกจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะในทำเลกรุงเทพฯและปริมณฑล แม้ว่าปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการเปิดตัวโครงการลดลงและหันไปจับตลาดโครงการบ้านราคาสูงมากขึ้น แต่มองว่า สต๊อกเก่าจำนวนไม่น้อยยังคงมีอยู่
แม้ว่าจะมีโปรโมชันที่ดีร่วมกับมาตรการรัฐ ลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองก็ตาม รวมถึงการผ่อนปรนมาตรการ LTV (Loan to Value) หรือ อัตราส่วนวงเงินกู้ต่อมูลค่าหลักประกันก็ตาม ด้วยกำลังซื้อที่หายไปจากตลาด หนี้ครัวเรือนที่ไม่มีท่าทีลดน้อยลง สถาบันการเข้มงวดสินเชื่อ บางโครงการมากถึง 70-80%
โดยเฉพาะสต๊อกคอนโดฯแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลยังคงมีจำนวนมากโดยเฉพาะช่วงปี 2568 ตลาดคอนโดฯ เผชิญภาวะหดตัวรุนแรง (-28%) ทำให้มีบ้านเหลือขายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว แต่คอนโดฯ ก็เผชิญปัญหาเหมือนกัน ซึ่งนักวิเคราะห์ชี้ว่า ภาวะอสังหาฯ ยังปรับฐานต่อเนื่องถึงปี 2570
โดยเน้นคอนโดฯ ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทที่ยังมีความต้องการ แต่กำลังซื้อติดขัดเรื่องกู้ไม่ผ่าน โดยมีสต๊อกรวมกันกว่า 13,000 หน่วย ที่ต้องจับตา ทำเลแนวรถไฟฟ้า ยังเป็นที่ต้องการ แต่ปัญหาหลักคือ การเข้าถึงสินเชื่อ (กู้ไม่ผ่าน) ทำให้การโอนลดลง แม้มีดีมานด์ แต่ยอดขายจริงไม่เข้าเป้า มีรายงานว่าคอนโดฯ มีสต๊อกสะสมสูง โดยเฉพาะตามแนวรถไฟฟ้า (เช่น สายสีส้ม)
ปัจจัยที่ส่งผลให้ตลาดที่อยู่อาศัยไม่เกิน3ล้านบาทยังคงน่าเป็นห่วง ประเมินจากกำลังซื้อผู้บริโภคมีปัญหาการเงิน รายได้ไม่พอรายจ่าย, ทำให้การกู้สินเชื่อยากขึ้นมาตรการกระตุ้น (ลดค่าโอนฯ) หมดไปภายในเดือนมิถุนายน ปีนี้, การเรียกร้องให้มีมาตรการใหม่ (ลดดอกเบี้ย, ผ่อน LTV) ยังต้องรอการพิจารณา
ที่สำคัญกลุ่มผู้ซื้อหลักคือมนุษย์เงินเดือนและแรงงานรายได้ปานกลาง-ต่ำ แต่รายได้จริงของคนกลุ่มนี้ฟื้นช้ากว่าเศรษฐกิจภาพรวม ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งอาหาร พลังงาน และหนี้ครัวเรือน ทำให้ความสามารถผ่อนบ้านลดลง
แม้ราคาบ้านไม่สูง ธนาคารจึงเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น อัตราปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) ในกลุ่มนี้สูงกว่าระดับอื่น ผู้ซื้อ “อยากมีบ้าน” แต่ “กู้ไม่ผ่าน” กลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ผู้ประกอบการรายกลาง-เล็ก พึ่งพาตลาดต่ำกว่า 3 ล้านเป็นหลัก
เมื่อขายช้า สต๊อกค้าง กระแสเงินสดเริ่มตึงตัว ต้นทุนก่อสร้างไม่ได้ลดตามกำลังซื้อราคาที่ดิน วัสดุ และค่าแรงยังอยู่ในระดับสูง ทำให้กำไรต่อหน่วยบางลงอย่างมาก บางโครงการต้องชะลอ เปิดขาย หรือยกเลิกแผนลงทุน คอนโดฯระดับล่างได้รับผลกระทบหนักจากซัพพลายสะสมโดยเฉพาะในเมืองใหญ่และแนวรถไฟฟ้า
ด้านผู้บริโภค หนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 90% ต่อ GDPเป็นตัวถ่วงสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อบ้านใหม่มาตรการรัฐยังไม่ตรงจุดหรือมีระยะเวลาจำกัดไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นกำลังซื้อระยะยาวหากตลาดนี้ไม่ฟื้น จะกระทบห่วงโซ่เศรษฐกิจตั้งแต่ก่อสร้าง วัสดุ แรงงาน ไปจนถึงสถาบันการเงิน
อย่างไรก็ตามบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้าน ไม่ใช่บ้านราคาถูกแต่คือ “บ้านหลังแรก” ของคนส่วนใหญ่ในประเทศเมื่อคนเข้าถึงบ้านยากขึ้นความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือนก็ลดลงปัญหานี้สะท้อนโครงสร้างรายได้ มากกว่าปัญหาอสังหาฯเป็นสัญญาณเตือนกำลังซื้อฐานรากที่ยังเปราะบางหากไม่เร่งแก้ไข อาจฉุดการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะยาว ดังนั้น ตลาดบ้านต่ำกว่า 3 ล้านจึง “น่าห่วง” มากกว่าที่คิด
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
MQDC เร่งเครื่อง 3 ปี ปิดจ็อบโอนดันรายได้ใหม่จากพัฒนาเมืองโลก

MQDC วางเกมรุกระยะ 3 ปี เดินหน้าเร่งขาย–โอนโครงการที่สร้างเสร็จ ต่อยอดความเชี่ยวชาญอสังหาฯ สู่ธุรกิจพัฒนาเมืองใน–ต่างประเทศ ชู Sustainability และ Longevity Living
MQDC หรือ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ประกาศแผนธุรกิจระยะ 3 ปี มุ่ง “เปลี่ยนทรัพย์สินที่สร้างเสร็จเป็นรายได้” ด้วยการเร่งการขายและโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาให้เป็นไปตามแผน พร้อมสร้างกระแสเงินสดที่จับต้องได้ในช่วงปี 2569 เป็นต้นไป
โครงการหลักที่อยู่ในแผนรับรู้รายได้ ได้แก่ ที่อยู่อาศัยในโครงการเดอะ ฟอเรสเทียส์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารไทยพาณิชย์ โครงการมัลเบอร์รี โกรฟ สุขุมวิท และโครงการ Cloud 11 ฮับครีเอทีฟแห่งใหม่ที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกรุงเทพ
นายวิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานกรรมการบริหารร่วมและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม MQDC ระบุว่า โครงการต่าง ๆ มีความพร้อมทั้งด้านการก่อสร้างและการสนับสนุนทางการเงินจากสถาบันการเงิน ทำให้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถทยอยรับรู้รายได้จากโครงการที่แล้วเสร็จภายในปี 2569
ขณะเดียวกัน โครงการที่เปิดขายไปแล้วและได้รับการตอบรับดีจากทั้งลูกค้าไทยและต่างชาติ อย่าง “วิสซ์ดอม คราฟท์ สามย่าน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารทิสโก้ จะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปีเดียวกัน
จากดีเวลลอปเปอร์ สู่ผู้พัฒนาเมือง
อีกหนึ่งแกนยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การขยายแหล่งรายได้ผ่านการรับงานที่ปรึกษาและรับพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ รวมถึงงานพัฒนาเมือง (City Development) ทั้งในและต่างประเทศ โดยอาศัยองค์ความรู้ด้านการออกแบบและพัฒนาพื้นที่ที่ผสาน Sustainability, Biodiversity และ Longevity Living
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการขยับบทบาทของ MQDC จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่ “ผู้วางระบบเมืองและคุณภาพชีวิต” ในระยะยาว
Longevity Living จากผู้สูงวัย สู่ทุกช่วงวัย
MQDC ยังคงเดินหน้าต่อยอดแนวคิด Longevity Living ซึ่งเริ่มต้นจากโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย สู่การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพสำหรับคนทุกเจเนอเรชัน โดยผสานงานวิจัยด้าน Lifespan และ Healthspan เข้าด้วยกัน
บริษัทมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับ Baycrest องค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการดูแลผู้สูงวัยและสุขภาพสมองจากแคนาดา กว่า 105 ปี ในโครงการ The Aspen Tree ซึ่งรวมที่อยู่อาศัยและศูนย์สุขภาพ–สมองแบบครบวงจร และเตรียมนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปขยายผลในโครงการอื่นต่อไป
โรงแรม–เช่า เสริมรายได้ประจำ
ในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ถูกวางบทบาทเป็นกลไกสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงิน โดย MQDC ยังคงเน้นการบริหารสินทรัพย์และการให้บริการในระดับคุณภาพสูง รองรับฐานลูกค้าที่หลากหลาย
ความเชื่อมั่นบนเกมยาว 1–3 ปี
นายวิสิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า แผนธุรกิจดังกล่าวเป็นการต่อยอดธุรกิจหลักด้านอสังหาริมทรัพย์ ควบคู่กับการเปิดประตูสู่ธุรกิจที่ปรึกษาและพัฒนาเมือง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า และจะเป็นฐานสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและนักลงทุนในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ดอลลาร์ร่วงแรงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ หลัง ‘พาวเวลล์’ ถูกหมายเรียก

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าแรงสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ หลังประธานเฟดเผชิญหมายเรียก กระตุ้นความกังวลว่าการเมืองสหรัฐอาจแทรกแซงความเป็นอิสระของนโยบายการเงินสหรัฐอีกครั้ง
บลูมเบิร์ก รายงานว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงแรงที่สุดในรอบเกือบสามสัปดาห์ หลัง เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เผชิญหมายเรียกจากคณะลูกขุนใหญ่ของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ ทำให้จุดชนวนความกังวลขึ้นอีกครั้งเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองต่อการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐ
ดัชนี Bloomberg Dollar Spot Index ลดลง 0.2% ในการซื้อขายช่วงเช้าวันนี้ (12 ม.ค.) ในการซื้อขายที่เอเชีย ซึ่งถือเป็นการปรับลงมากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 23 ธ.ค. หลังพาวเวลล์เปิดเผยว่าเฟดถูกออกหมายเรียกจากคณะลูกขุนใหญ่ของกระทรวงยุติธรรม โดยเกี่ยวข้องกับคำให้การของเขาเมื่อเดือนมิ.ย. เรื่องโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของเฟด ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาทางอาญาตามมา
พาวเวลล์ ระบุในแถงการณ์ว่า ความเสี่ยงในการถูกตั้งข้อหาทางอาญาเกิดจากการที่เฟดกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามการประเมินของตนเอง แทนที่จะดำเนินนโยบายตามความต้องการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งที่ผ่านมาได้วิจารณ์พาวเวลล์อย่างต่อเนื่องผ่านโซเชียลมีเดีย เรียกร้องให้ลดดอกเบี้ย และเคยขู่ว่าจะปลดประธานเฟด ก่อนจะถอยและปฏิเสธในเวลาต่อมาว่าไม่เคยคิดจะทำเช่นนั้น
“ทรัมป์ดูมุ่งมั่นที่จะใช้อำนาจควบคุมเฟด ซึ่งอาจบั่นทอนความเป็นอิสระด้านนโยบายการเงิน” ฟิโอนา ลิม นักกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนอาวุโสของธนาคารเมย์แบงก์ในสิงคโปร์ กล่าว
“การไม่ยอมทนและความมุ่งมั่นของทรัมป์ที่จะกดต้นทุนการกู้ยืมให้ต่ำลง บ่งชี้ว่าคนที่เขาอาจเลือกเป็นประธานเฟดคนต่อไปอาจเป็นสายผ่อนคลายและภักดีต่อฝ่ายการเมือง ซึ่งจะเป็นความเสี่ยงต่อค่าเงินดอลลาร์”
ความตึงเครียดที่ทวีขึ้นกำลังกระตุ้นความวิตกของตลาดต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง โดยฟิวเจอร์สดัชนีหุ้นสหรัฐปรับลดลง ขณะที่ฟิวเจอร์สพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐขยับขึ้นเล็กน้อยในวันจันทร์
ขณะที่ มาร์ก แครนฟิลด์ นักกลยุทธ์จากบลูมเบิร์กระบุว่า นักลงทุนสายแมคโครมีแนวโน้มจะเพิ่มสถานะขายดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความเสี่ยงที่พาวเวลล์อาจถูกจำกัดบทบาทในการทำหน้าที่ประธานเฟด
ด้านรอยเตอร์สรายงานว่า ดัชนีค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินหลัก 6 สกุล ล่าสุดปรับลดลง 0.3% มาอยู่ที่ 98.899 ซึ่งหยุดสถิติปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 5 วันติดต่อกันก่อนหน้านี้
ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ดอลลาร์อ่อนค่า 0.2% เมื่อเทียบเงิน “เยน” อยู่ที่ 157.56 เยน และอ่อนค่า 0.1% หรืออ่อนค่าสุดในรอบสัปดาห์เมื่อเทียบเงิน “หยวน” นอกประเทศ (ออฟชอร์) ที่ 6.968 หยวน
ขณะที่เงิน “ยูโร” แข็งค่า 0.2% สู่ 1.1664 ดอลลาร์ ฟื้นจากระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือน และ “ปอนด์” อังกฤษขยับขึ้น 0.2% ที่ 1.3433 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่า 0.2% ที่ 0.6704 ดอลลาร์ และดอลลาร์นิวซีแลนด์เพิ่มขึ้น 0.2% ที่ 0.5746 ดอลลาร์
“พาวเวลล์น่าจะทนกับเสียงวิจารณ์จากข้างสนามไม่ไหวแล้ว และกำลังเปิดเกมรุกกลับอย่างชัดเจน” เรย์ แอททริล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราแลกเปลี่ยนของธนาคารแนชันนัล ออสเตรเลีย แบงก์ กล่าวและเสริมว่า “ถ้ายึดตามคำกล่าวของพาวเวลล์ ความขัดแย้งแบบเปิดระหว่างเฟดกับฝ่ายบริหาร ไม่ใช่ภาพที่ดีต่อค่าเงินดอลลาร์”
ก่อนหน้าที่จะมีประเด็นเรื่องเฟด ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นจากรายงานการจ้างงานสหรัฐเมื่อวันศุกร์ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจากข่าวการเสียชีวิตจำนวนมากในการประท้วงที่อิหร่าน ซึ่งกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย
สำหรับข้อมูลด้านเศรษฐกิจที่สำคัญต่อไปก็คือ การเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนธ.ค. ของสหรัฐ ที่จะประกาศในวันอังคาร 13 ม.ค. ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญสุดท้ายก่อนการประชุม FOMC ของเฟดช่วงปลายเดือนม.ค.
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ยกย่องแบบนี้เลย! “ฉี ยู่ฉี” พูดถึง “กุลวุฒิ” หลังคว้าแชมป์มาเลเซีย โอเพ่น 2026

ควันหลงการแข่งขัน แบดมินตัน มาเลเซีย โอเพ่น 2026 รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ พบกับ ฉี ยู่ฉี ที่ เอเซียต้า อารีน่า กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม 2569
โดยผลการแข่งขันปรากฏว่า นักแบดมินตันชาวไทย เป็นฝ่ายเอาชนะ ฉี ยู่ฉี จากจีน ไปได้ 2-0 เกม (23-21 และ 6-1) ภายหลังจากที่ นักตบลูกขนไก่แดนมังกร ตัดสินใจขอยอมแพ้เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บในเกมที่สองทำให้คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ
หลังจบการแข่งขัน นักแบดมินตันมือ 1 โลก ที่ได้เพียงรองแชมป์ ได้ออกมาเผยผ่านสื่อบ้านเกิดรวมถึงยกให้ “วิว กุลวุฒิ” เป็นนักกีฬาที่อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก รวมทั้งเป็นคู่ปรับที่เจอกี่ครั้งก็เล่นด้วยยากเสมอ
“กุลวุฒิ เป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่งมาก รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในนักแบดมินตันมือดับต้นๆ ของโลกในตอนนี้ การได้เล่นกับเขาเป็นงานยากเสมอ รวมทั้งถือเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรอบชิงชนะเลิศแบบนี้”
“เกมแรกส่วนตัวผมคิดว่าน่าเสียดาย ผมตีพลาดเองหลายครั้งในแต้มสำคัญ รวมถึงในช่วงครึ่งแรกของเกมด้วย ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อรูปเกมในครึ่งหลัง อย่างไรก็ตามผมทำอะไรไม่ได้ มันเป็นเพียงแค่ปัจจัยภายนอก”
สำหรับที่ผ่านมาคู่นี้เจอกันมาทั้งหมด 11 ครั้ง เป็นทางด้าน นักตบลูกขนไก่แดนมังกร ที่เหนือกว่าเอาชนะไปได้ 7 ครั้ง ขณะที่ นักแบดมินตันชาวไทย เอาชนะได้เพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘นอนกรน-นอนหลับมากเกินไป’ เสี่ยงภาวะซึมเศร้ามากกว่าคนปกติ 40%

- ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อ OSA มีโอกาสเป็น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล PTSDและภาวะทางจิตเวชอื่นๆ สูงกว่าคนทั่วไปถึง 40%
- การนอนหลับมากเกินไปสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้ และอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทางด้านสุขภาพจิตอย่างโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน
- เมื่อมีอาการนอนกรน หรือนอนหลับมากเกินไป ควรดูแลตัวเองและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะซึมเศร้า และทำให้คุณภาพการนอนหลับดีขึ้น
อาการนอนกรนมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับโรคซึมเศร้า โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2026 ระบุว่าผู้ที่มีอาการนอนกรนหรือมีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (OSA) ทำให้สมองขาดออกซิเจนและนอนหลับไม่สนิท ส่งผลกระทบต่อสารเคมีในสมองและระบบฮอร์โมน นำไปสู่ความเครียด อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลได้สูงกว่าคนปกติถึง 40-44%
โดยกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างการนอนกรนและซึมเศร้า เนื่องจาก สมองขาดออกซิเจน (Hypoxia) เมื่อมีการหยุดหายใจขณะนอนหลับ สมองจะขาดออกซิเจนเป็นระยะๆ ทำให้การทำงานของสมองส่วนควบคุมอารมณ์ ( limbic system ) และการสื่อสารของสารสื่อประสาท ( neurotransmitters ) เช่น เซโรโทนินและโดพามีน ผิดปกติไป
นอกจากนั้น การหลับที่ถูกรบกวน (Sleep Fragmentation) ร่างกายต้องสะดุ้งตื่นบ่อยๆ เพื่อหายใจ ทำให้คุณภาพการนอนหลับแย่ลง สมองไม่ได้พักผ่อนเต็มที่ ส่งผลให้เกิดความอ่อนเพลียเรื้อรังและอารมณ์แปรปรวน มีผลกระทบต่อฮอร์โมน การขาดออกซิเจนและนอนไม่พอ กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนความเครียด ( cortisol ) ทำให้ระบบฮอร์โมนเสียสมดุล ซึ่งส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ และทำให้เกิดการอักเสบ: การขาดออกซิเจนซ้ำๆ กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เวชปฏิบัติทางประสาทวิทยาที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านสมองและความผิดปกติทางประสาทวิทยา อธิบายผ่านเพจ “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ว่านอนกรน มันจะเสี่ยงซึมเศร้ายังไง คือ ต้องนอนกรนแล้ว คือต้องเป็น การมีการขาด oxygen จากลมทางเดินหายใจส่วนบนถูกอุดกั้น หรือ OSA
งานวิจัยใหญ่จากประเทศแคนาดาที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2025 มีข้อมูลว่า ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ง่วงกลางวัน” หรือ “นอนกรนเสียงดัง” แต่ทำให้มีปัญหา ด้านจิตเวช
Dr. Kendzerska ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก Canadian Longitudinal Study on Aging ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุและวัยกลางคนกว่า 27,000 คน ตลอดช่วงเวลา 2.9 ปี โดยประเมิน “ความเสี่ยง OSA” จากแบบสอบถามมาตรฐานที่ชื่อว่า STOP(ดูว่ามีอาการกรน, ง่วงผิดปกติ, หยุดหายใจตอนนอน, หรือมีความดันสูงหรือไม่)
ตนเอง คือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อ OSA มีโอกาสเป็น โรคซึมเศร้า วิตกกังวล PTSDและภาวะทางจิตเวชอื่นๆ สูงกว่าคนทั่วไปถึง 40%และที่สำคัญคือ ความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิด “แค่ตอนเริ่มต้น” แต่ยังคงอยู่ตลอดระยะติดตามเกือบ 3 ปี แม้จะยังไม่เคยมีปัญหาทางจิตมาก่อนก็ตาม!
กลไกที่เกี่ยวคืออะไร
เมื่อเรามี OSA สมองจะถูกกระตุ้นจาก ภาวะขาดออกซิเจน (intermittent hypoxia) และ การหลับที่ถูกรบกวนซ้ำๆ (sleep fragmentation)ซึ่งไปทำให้ระบบสำคัญในร่างกายเสียศูนย์ เช่น…
- ระบบฮอร์โมน (neuroendocrine)
- กลไกการอักเสบ (inflammatory pathways)
- นาฬิกาชีวิต (circadian rhythm)
แล้ว สมองเนี่ยเมื่อทำงานไม่ปกติ ความคิด ความจำ อารมณ์ มันก็คงไม่ปกติเช่นกัน
การสังเกตที่ดี
1. สังเกตว่านอนกรนไหม หาก ใช่ มีนอนหยุดหายใจไหม แบบ คร้อก ๆ
2. กลางวัน มีอาการง่วงนอน เหมือนนอนไม่อิ่มไหม
3. มีอารมณ์หงุดหงิดไหม หดหู่ไหม คิดไม่ค่อยออกไหม
นอนหลับมากเกินไป เสี่ยงโรคซึมเศร้า
ผศ. นพ.คมสันต์ เกียรติรุ่งฤทธิ์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าการนอนหลับ เป็นการพักผ่อนที่ดีต่อสุขภาพและร่างกาย แต่การนอนหลับมากเกินไปสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้ และอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงทางด้านสุขภาพจิตอย่างโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน
อาการของคนที่นอนหลับมากเกินไป
• ต้องการนอนเพิ่มขึ้นในช่วงกลางวันและกลางคืน
• ง่วงเพลีย ถึงแม้หลับเพียงพอแล้ว
• ไม่สดชื่นหลังตื่นนอน
• สมาธิหรือความจำลดลง
• หงุดหงิดง่าย
สาเหตุที่ทำให้นอนหลับมากเกินไป
• ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ เช่น ภาวะไทรอยด์ต่ำ
• นอนกรน หรือภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
• ร่างกายเปลี่ยนปรับเวลาชีวิต
• ปัญหาสุขภาพจิต เช่น ซึมเศร้า วิตกกังวล
• ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยานอนหลับ
• สมองได้รับบาดเจ็บหายหรือโรคเกี่ยวกับทางสมอง
ผลกระทบของการนอนมากเกินไป
• สมองเฉื่อยช้า สมองล้า
• ประสิทธิภาพการทำงานของกระดูก กล้ามเนื้อ และข้อ ลดลง
• น้ำหนักขึ้น เนื่องจากระบบการเผาผลาญไขมันลดลง
• รับผิดชอบหน้าที่ต่าง ๆ ลดลง
การดูแลตัวเองเบื้องต้น
• นั่งสมาธิหรือกิจกรรมเบา ๆ
• หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ คาเฟอีน สูบบุหรี่
• จดบันทึกการนอน เช่น เวลาเข้านอน ตื่นนอน ความรู้สึกง่วง
• ประเมินสุขภาพจิตเบื้องต้น เช่น แบบสอบถาม PHQ-9 หรือ GAD-7
• กินอาหารเป็นเวลาสม่ำเสมอ
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
• ลดพฤติกรรมที่รบกวนวงจรการนอน เช่น เล่นมือถือก่อนนอน งีบกลางวันนานเกินไป

ความเชื่อมโยงซึมเศร้า และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
พญ.ศรัชชา เทียนสันติสุข จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอน กล่าวว่าภาวะหยุดหายใจในขณะหลับเป็นโรคการนอนหลับที่พบได้บ่อย สามารถพบความชุกของโรคนี้ในประชากรตะวันตกร้อยละ 24 ในเพศชาย และร้อยละ 9 ในเพศหญิง สำหรับการศึกษาในประเทศไทยพบความชุกของโรคนี้ร้อยละ 15.4 ในเพศชาย และร้อยละ 6.3 ในเพศหญิง โดยโรคนี้สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุ และพบมากในช่วงวัยกลางคนถึงสูงอายุ หรือผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
อาการที่พบได้บ่อยในภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ ได้แก่ อาการนอนกรน อาการง่วงมากกว่าปกติในช่วงเวลากลางวัน ปวดศีรษะ ปากแห้งตอนเช้า ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน ซึ่งหากคนไข้มีอาการดังกล่าว และสงสัยว่าจะเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยตรวจการนอนกรน เพื่อประเมิน และทำการรักษาต่อไป
เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะหยุดหายใจในขณะหลับ สามารถมีโรคร่วม และมีภาวะแทรกซ้อนทางร่างกายได้หลายประการ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมอง ทางด้านจิตใจเองก็เช่นกัน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ สามารถพบร่วมกับภาวะซึมเศร้า โดยจากการศึกษาของต่างประเทศพบว่า ความชุกของภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยภาวะหยุดหายใจในขณะหลับสูงถึงร้อยละ 15-56 เมื่อเทียบกับความชุกของภาวะซึมเศร้าในประชากรทั่วไปที่ร้อยละ 6.6 และยังมีการศึกษาทางพยาธิสรีรวิทยาที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างภาวะซึมเศร้า และภาวะหยุดหายใจขณะหลับว่าอาจเป็นผลกระทบจากการรบกวนในวงจรการนอนหลับ และการตื่น รวมถึงภาวะออกซิเจนต่ำในขณะนอนหลับ
การไม่ได้รักษาภาวะซึมเศร้า ที่เกิดร่วมกับภาวะ อย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่คุณภาพการนอนหลับที่ลดลง ความเสี่ยงต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือดที่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงความสามารถในการทำงาน และคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ลดลง การดูแลรักษาแบบเป็นองค์รวมโดยสหสาขาวิชาชีพจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มคุณภาพชีวิตของคนไข้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เจาะ ‘5 เทรนด์’ ทรงอิทธิพล กำหนดทิศทางเทคโนโลยี AI ปี 2026

- AI จะเปลี่ยนจากการใช้งานทั่วไปสู่ยุคของการใช้งานจริง
- เวอร์ชวลไลเซชันจะถูกปรับเปลี่ยนให้สามารถรองรับเวิร์กโหลด AI
- สถาปัตยกรรมไฮบริดคลาวด์จะกลายเป็นมาตรฐานหลักสำหรับ AI
- กรอบการกำกับดูแลด้านความปลอดภัย ความโปร่งใส และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางและกลยุทธ์การนำ AI มาใช้ในองค์กร
- ทักษะ คอมมิวนิตี้ และความร่วมมือ คือตัวเร่งนวัตกรรมที่แท้จริง
ยุคของ AI กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ความชำนาญเฉพาะด้าน…
สุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท เปิดมุมมองว่า องค์กรต่างต้องการระบบที่ได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับบริบทของอุตสาหกรรม ข้อมูล และรูปแบบการดำเนินงานจริงของตนเอง
ขณะเดียวกัน มาพร้อมอิสระในการรันเวิร์กโหลดได้ทุกที่บนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นภายในศูนย์ข้อมูลของตนเอง (on-premise), บนคลาวด์ หรือที่ edge
เร้ดแฮท เชื่อว่าการผสานรวมระหว่างความชาญฉลาดที่เฉพาะเจาะจง และความยืดหยุ่นในการเลือกใช้สถาปัตยกรรม คือเทรนด์สำคัญที่จะกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในปี 2026
องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทดสอบเทคโนโลยีเกิดใหม่ต่าง ๆ สู่การนำมาประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปองค์กรอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่วัดผลได้ในระดับโครงสร้าง พร้อมผนวก AI เข้าเป็นแกนหลักของแพลตฟอร์มดิจิทัล
1. AI เข้าสู่ยุคการใช้งานจริง: โมเดลที่ออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้านจะมีบทบาทสำคัญ
หากช่วงปี 2023 ถึง 2025 คือยุคแห่งความตื่นเต้นในศักยภาพของ generative AI ปี 2026 ก็จะเป็นปีที่มุ่งเน้นผลลัพธ์จากการใช้งานจริง เราได้ข้ามผ่านขั้นตอนการพิสูจน์ว่า AI มีศักยภาพอะไรบ้างในช่วงสองปีที่ผ่านมา มาสู่การพิสูจน์ให้เห็นคุณค่าของ AI ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะด้านของธุรกิจ
ผลการศึกษาล่าสุดจาก IDC พบว่า 70% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิก คาดการณ์ว่า agentic AI จะเข้ามาพลิกโฉมโมเดลธุรกิจของตนภายใน 18 เดือนข้างหน้า องค์กรธุรกิจเริ่มตระหนักว่าอนาคตของ AI ไม่ใช่การใช้โมเดลเดียวที่ทำได้ครอบจักรวาล
แต่คือระบบ AI ที่มีความเฉพาะทาง มีขนาดพอเหมาะกับงาน สามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ และออกแบบมาอย่างเฉพาะเจาะจงสำหรับอุตสาหกรรมและเวิร์กโฟลว์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน
การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับอีกหนึ่งการคาดการณ์ของ IDC ที่ว่า ภายในปี 2027 องค์กร 40% จะหันไปใช้ชิปสั่งทำพิเศษที่มีประสิทธิภาพเฉพาะทาง (custom silicon) เช่น หน่วยประมวลผล ARM หรือชิปเฉพาะทางสำหรับ AI/ML เพื่อตอบสนองการเพิ่มขึ้นของความต้องการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด ความคุ้มค่าด้านต้นทุน และการประมวลผลเฉพาะด้าน
2. การปรับตัวของเวอร์ชวลไลเซชัน เพื่อให้สามารถรองรับเวิร์กโหลดยุค AI
AI กำลังเข้ามาปรับเปลี่ยนแนวคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรไปอย่างสิ้นเชิง แนวทางการใช้เวอร์ชวลไลเซชันแบบเดิมที่สร้างมาเพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่คาดการณ์ได้และมีรูปแบบตายตัว กำลังถูกท้าทายด้วยความต้องการของ AI ที่ทันสมัย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ประสิทธิภาพที่สูงขึ้น มีระยะเวลาตอบสนองของระบบ (latency) ที่ต่ำลง และต้องการความยืดหยุ่นที่มากกว่าเดิมอย่างมหาศาล
ปี 2026 องค์กรจะหันมาใช้กลยุทธ์เวอร์ชวลไลเซชันที่รวมเอาทั้งเวอร์ชวลแมชีน คอนเทนเนอร์ และการประมวลผลเฉพาะทางเข้ามาอยู่ภายใต้โมเดลการทำงานเดียวกันมากขึ้น ซึ่งจะช่วยทีมงานที่ดูแลแพลตฟอร์มสามารถปรับปรุงระบบให้ทันสมัยได้ตามความต้องการของตน
ในขณะที่ยังสามารถรองรับได้ทั้งแอปพลิเคชันเดิมและเวิร์กโหลด AI ใหม่ ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะใช้งานแอปพลิเคชันแบบดั้งเดิมและระบบอัจฉริยะควบคู่กันไปได้ โดยไม่ลดทอนการกำกับดูแลหรือการควบคุม
3. ไฮบริดคลาวด์กำลังกลายเป็นสถาปัตยกรรมมาตรฐานที่สามารถรองรับ AI ที่ทันสมัย
การที่โมเดล AI ต้องพึ่งพาข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบประมวลผลแบบกระจายตัว และทรัพยากรการประมวลผลเฉพาะทางมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้องค์กรจำเป็นต้องใช้สถาปัตยกรรมที่ช่วยให้สามารถรันเวิร์กโหลดได้ใกล้กับแหล่งที่มาของข้อมูลของตนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในขณะที่ยังคงความสามารถในการขยายขนาดการทำงาน และความสามารถในการฟื้นฟูระบบได้อย่างแข็งแกร่ง และดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
ความต้องการที่ซับซ้อนของ AI จำเป็นต้องใช้ไฮบริดคลาวด์ ในปี 2026 ไฮบริดคลาวด์จะตอกย้ำสถานะการเป็นโมเดลมาตรฐานให้กับระบบอัจฉริยะต่าง ๆ ขององค์กร
องค์กรต่างๆ จะให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มที่ช่วยให้พวกเขายังคงสิทธิ์ในการควบคุมเวิร์กโหลดที่อ่อนไหวภายไว้ภายในองค์กรของตน (on-premises) ในขณะเดียวกันก็สามารถขยายขีดความสามารถได้อย่างรวดเร็วผ่านพับลิคคลาวด์ และสามารถส่งต่อความฉลาดของระบบไปใกล้จุดกำเนิดของข้อมูลที่ edge ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
AI จะไม่ได้ถูกจำกัดให้รันอยู่แค่ที่ใดที่หนึ่ง องค์กรที่สามารถออกแบบสภาพแวดล้อมให้รองรับการรัน AI ได้จากทุกสภาพแวดล้อม คือ ผู้ที่อยู่ในจุดที่ได้เปรียบที่สุดในการคว้าโอกาสและสร้างมูลค่าจาก AI ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
4. กรอบการกำกับดูแลพลิกโฉมกลยุทธ์ดิจิทัลทั่วเอเชียแปซิฟิก
เมื่อมีการนำ AI มาใช้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การกำกับดูแลกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กรอบการกำกับดูแลที่แข็งแกร่งมากขึ้นจะมีอิทธิพลต่อรูปแบบการนำAI มาใช้
องค์กรต่างต้องการระบบที่มีความปลอดภัยสูง โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎระเบียบในท้องถิ่น อีกทั้งยังคาดหวังเพิ่มขึ้นว่าแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ตนเลือกใช้จะสามารถรองรับข้อกำหนดเหล่านี้ได้ ทั้งในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์และมัลติคลาวด์
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังสร้างกรอบการกำกับดูแลที่สร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ เช่นเดียวกับหน่วยงานภาครัฐของไทยเองที่ให้ความสำคัญในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเกิดการประยุกต์ใช้ AI อย่างมีจริยธรรม เหมาะสม ลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น
5. ทักษะ คอมมิวนิตี้ และความร่วมมือ คือตัวเร่งนวัตกรรมที่แท้จริง
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้นได้หากปราศจากคน ความต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน cloud-native, AI และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังคงมีมากกว่าจำนวนบุคลากรที่มีอยู่ในตลาดทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ปี 2026 ช่องว่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้น เว้นแต่ว่าองค์กรจะเริ่มลงทุนในแนวทางที่เน้นทักษะเป็นหลัก (skills-first approach) เพื่อสร้าง ดำเนินงาน และเพิ่มประสิทธิภาพระบบดิจิทัลที่ทันสมัย
อย่างไรก็ดี ชุมชนโอเพ่นซอร์ส หรือ โอเพ่นซอร์สคอมมิวนิตี้ จะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยเป็นแหล่งรวมการแบ่งปันความรู้ ความโปร่งใส และเป็นระบบนิเวศระดับโลกที่หยั่งรากอยู่บนการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง
อนาคตของ AI องค์กรในยุคหน้า จะถูกกำหนดโดยโมเดลที่ใช่ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และอยู่บนสถาปัตยกรรมที่ถูกต้อง
การใช้ agentic AI ได้อย่างประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับโมเดลที่ทรงพลังเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐาน การกำกับดูแล และทักษะ ที่คอยเป็นฐานสนับสนุนอยู่ด้วย
ปี 2026 ความเป็นระบบเปิด ความยืดหยุ่น และความร่วมมือ จะยังคงเป็นหลักการสำคัญที่ช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านจากศักยภาพที่เป็นไปได้ ไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง
โอเพ่นซอร์สจะยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่มอบอิสระและนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะไม่มีโมเดลเดียวที่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกบริบทของธุรกิจ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
9 ประโยคง่ายๆ ใช้ขอโทษแทนคำว่า “Sorry”

เวลาที่เราอยากจะเอ่ยปากขอโทษใครสักคนเป็น ประโยคภาษาอังกฤษ นอกเหนือจากคำว่า “Sorry” หรือ “I’m sorry.” แล้ว เราจะกล่าวคำขอโทษอย่างไร เพื่อแสดงความเสียใจได้อีกบ้างนะ มาดูสำนวนภาษาอังกฤษง่ายๆ ที่สามารถเลือกไปใช้ได้ตามสถานการณ์กันเลย
“I sincerely apologize for having overlooked the issue, it was a mistake, and I will make sure it doesn’t happen again.”
“ฉันขอโทษจากใจจริงที่มองข้ามปัญหานี้ไป ซึ่งเป็นความผิดพลาด และจะตรวจเช็กให้มั่นใจ ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก” (เป็นประโยคที่เหมาะสำหรับการขอโทษ หากคุณละเลยหรือหลงลืมอะไรไป)
“Please forgive me.”
ยกโทษให้ฉันด้วย (ประโยคขอโทษแบบทั่วไปที่สามารถใช้ได้หลายกรณี)
“I’m terribly sorry.”
ฉันขอโทษอย่างสุดซึ้ง (ประโยคนี้เหมาะกับการใช้ขอโทษในเรื่องร้ายแรง ซึ่งสามารถต่อท้ายด้วย for แล้วตามด้วยสิ่งที่อยากขอโทษก็ได้)
“I’ve no intention to make you mad I’m really sorry.”
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เธอโกรธเลย ขอโทษจริงๆ (ประโยคขอโทษอารมณ์แบบง้อแฟน ใครแฟนงอนอยู่เอาไปใช้เลย)
“How sad for you it happened”
ฉันรู้สึกเสียใจกับคุณในสิ่งที่เกิดขึ้น (เป็นการขอโทษแบบอารมณ์สำนึกผิดแล้วจ้า เหมาะกับการใช้ขอโทษแฟนหรือคนที่สนิท)
“It’s unfortunate that it happened.”
ฉันเสียใจมากจนไม่รู้จะแสดงความเสียใจออกมายังไง (เป็นการขอโทษในเชิงออดอ้อนหน่อยๆ เหมาะกับการใช้ขอโทษคนสนิท)
“I made a stupid mistake.”
สิ่งที่ฉันทำมันเป็นความผิดที่โง่เง่ามากเลย (เป็นการขอโทษในเชิงตัดพ้อตัวเองไปอีก)
“I cannot express how sad I am.”
ฉันเสียใจมากจนไม่รู้จะอธิบายยังไง (เป็นประโยคขอโทษที่ออกจะเป็นทางการนิดหน่อย)
“I promise not to do such nonsense again, I’m wrong and I’ll not do that again”
ฉันยอมรับว่าฉันทำผิดไป ขอสัญญาว่าต่อไปนี้จะไม่ทำอีก
ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th
4 สุดยอดอาหารด่างสูง “ศัตรู” ตัวฉกาจของเซลล์มะเร็ง ที่คุณควรทานเป็นประจำ!

4 สุดยอดอาหารด่างสูง “ศัตรู” เซลล์มะเร็ง เคล็ดลับปรับสมดุล pH ต้านโรคร้ายด้วยมื้ออาหาร
ในโลกยุคใหม่ที่ความเร่งรีบนำมาซึ่งความเครียดและอาหารจานด่วน ร่างกายของเรามักตกอยู่ในภาวะ “เลือดเป็นกรด” โดยไม่รู้ตัว ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เป็นกรดนี้เองคือ “บ้านหลังใหญ่” ที่เซลล์มะเร็งโปรดปราน การเลือกรับประทาน “อาหารด่าง” (Alkaline Foods) จึงเปรียบเสมือนการสร้างเกราะป้องกัน และเปลี่ยนสภาพร่างกายให้กลายเป็นเขตปลอดมะเร็ง
ทำไม “ความเป็นด่าง” ถึงหยุดมะเร็งได้?
ค่า pH ในเลือดที่สมดุลของคนสุขภาพดีจะอยู่ที่ประมาณ 7.35 – 7.45 (เป็นด่างอ่อนๆ) อาหารด่างจะเข้าไปช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเซลล์ ซึ่งเป็นสภาวะที่เซลล์มะเร็งไม่สามารถทนทานอยู่ได้ นอกจากนี้ยังช่วยต้านอนุมูลอิสระและเร่งการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ
เปิดลิสต์ 4 อาหารด่างสูงที่คุณควรทานทุกวัน
- บรอกโคลี (Broccoli): ราชาผักตระกูลกะหล่ำที่มีแร่ธาตุสูงและสารไอโซไทโอไซยาเนต ช่วยยับยั้งเซลล์ร้ายไม่ให้ลุกลาม
- เห็ด (Mushrooms): โดยเฉพาะเห็ดหอม มีโพลีแซ็กคาไรด์สูง ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและปรับสมดุล pH ในร่างกาย
- ผลหม่อน (Mulberries): ผลไม้ที่มีความเป็นด่างสูงมาก อุดมด้วยแอนโทไซยานิน ช่วยดักจับกรดส่วนเกินในระบบทางเดินอาหาร
- ลูกเกด (Raisins): แหล่งรวมเรสเวอราทรอลและแร่ธาตุอัลคาไลน์ ช่วยสนับสนุนการทำงานของไตในการขับกรดออกจากเลือด
การปรับสมดุลอาหารควบคู่กับการนอนหลับและลดความเครียด คืออาวุธลับที่จะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคมะเร็งได้อย่างยั่งยืน
ข้อควรระวังในการบริโภคอาหารด่างสูง
เนื่องจากลูกเกดเป็นอาหารที่มีพลังงานสูง คุณจึงควรบริโภคเพียงประมาณ 30 กรัมต่อวัน เลือกลูกเกดอบแห้งตามธรรมชาติที่ไม่มีการเติมน้ำตาลสังเคราะห์ และสามารถรับประทานคู่กับโยเกิร์ตที่ไม่เติมน้ำตาลเพื่อช่วยให้ระบบย่อยอาหารรักษาระดับ pH ให้คงที่ได้
เพื่อปกป้องสุขภาพโดยรวมของคุณ คุณควรสร้างวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีโดยการผสมผสานโภชนาการที่สมดุลกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกัน ควรให้ความสำคัญกับการนอนหลับให้เพียงพอ การจัดการความเครียด และการตรวจสุขภาพเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคมะเร็งล่วงหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 12/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,400.00 | 67,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,357.00 | 66,052.12 | 68,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,921.30 | 59,446.91 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,485.60 | 52,841.70 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,960.65 | 29,723.45 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,524.95 | 23,118.24 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,515.03 | 68,447.85 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 12/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.48 | – | – | – | – | – | – | – | 16.48 |







