ถอดรหัสอสังหาฯ เปิดปี 69 ลุ้นตลาดที่อยู่อาศัย ฟื้นตัวปรับสมดุล

- ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะ “ปรับสมดุล” จากการที่ผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ ทำให้อุปทานคงเหลือในตลาดลดลง
- แม้การโอนกรรมสิทธิ์จะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ภาพรวมกำลังซื้อยังคงอ่อนแอกว่าปีก่อนหน้า สะท้อนว่าตลาดยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
- ตลาดแนวราบยังคงเป็นแกนหลักที่แข็งแกร่ง ในขณะที่ตลาดคอนโดมิเนียมยังคงเปราะบางและต้องใช้เวลาในการดูดซับอุปทานสะสม
- การฟื้นตัวของตลาดในปี 2569 จะเป็นการเติบโตในบางเซ็กเมนต์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 ตลาดที่อยู่อาศัยไทยยังอยู่ในช่วงของการปรับฐานต่อเนื่องจากภาวะชะลอตัวในรอบที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจแม้ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนหน้า แต่ในเชิงโครงสร้างเริ่มปรากฏสัญญาณที่น่าจับตา ทั้งจังหวะการชะลอเปิดโครงการใหม่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้ซื้อ และทิศทางอุปทานคงเหลือในหลายพื้นที่ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังเคลื่อนไหวเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล มากกว่าการขยายตัวอย่างชัดเจน ตามการประเมินของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC)
ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งสรุปสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยสะท้อนว่า ภาพรวมด้านอุปทานเริ่มเห็นสัญญาณ “ตึงตัวขึ้นเล็กน้อย” หลังผู้ประกอบการส่วนใหญ่ชะลอการเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ส่งผลให้อุปทานคงเหลือปรับลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า รวมทั้งตลาดแนวราบและอาคารชุด
REIC ระบุว่า ในช่วงไตรมาส 3/2568 อุปทานคงเหลือในภาพรวมลดลงเกือบ 1% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) จากการที่โครงการเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดในระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยหลายปี ขณะที่โครงการเดิมยังมีการระบายสต๊อกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบในปริมณฑล ซึ่งอุปทานลดลงติดต่อกันหลายไตรมาส สอดคล้องกับจำนวนโครงการจัดสรรที่ได้รับอนุญาตใหม่ซึ่งหดตัวลงเกือบทุกพื้นที่หลัก
ในเชิงโครงสร้างราคา พบความแตกต่างชัดเจนระหว่างตลาดระดับล่างและบน โดยบ้านราคาต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอุปทานจำกัด อุปทานคงเหลือหายไปเกือบ 10% ภายในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งปี สะท้อนแรงซื้อที่ยังมีอยู่จริงในกลุ่มผู้มีรายได้ประจำ ขณะที่บ้านระดับราคา 20-40 ล้านบาท กลับมีอุปทานคงเหลือเพิ่มขึ้นราว 2% จากการสะสมสต๊อกในกลุ่มตลาดบนและลักชัวรี ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเปิดตัวและการตัดสินใจซื้อที่รอบคอบมากขึ้นของผู้บริโภค
ด้านตลาดอาคารชุด แนวโน้มอุปทานในกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังอยู่ในภาวะชะลอตัว โดยห้องชุดใหม่ที่เข้าสู่ตลาดลดลงพร้อมกันอย่างน้อย 2 ไตรมาสติดต่อกัน ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดคอนโดมิเนียมยังคงสูง โดยเฉพาะในเซ็กเมนต์ระดับกลาง-บน ที่มีสต๊อกสะสมจากช่วงก่อนหน้า ขณะที่คอนโดมิเนียมระดับราคาต่ำกลับมีซัพพลายเปิดขายใหม่ไม่มากนัก
ในด้านอุปสงค์ REIC ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยเริ่มเห็นสัญญาณการขยับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศจำนวน 84,397 หน่วย เพิ่มขึ้น 9.1% QoQ คิดเป็นมูลค่า 226,166 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% QoQ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การโอนกรรมสิทธิ์ยังคงลดลงทั้งจำนวนและมูลค่า โดยจำนวนหน่วยลดลง 6.9% YoY และมูลค่าลดลง 10.7% YoY สะท้อนว่าการฟื้นตัวของกำลังซื้อยังไม่กลับสู่ระดับปกติ แม้จะมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเข้ามาพยุงตลาดอย่างต่อเนื่อง
เมื่อแยกตามประเภทที่อยู่อาศัย พบว่า แนวราบ มีการโอนกรรมสิทธิ์ 57,581 หน่วย เพิ่มขึ้น 6.7% QoQ ขณะที่ อาคารชุด มีการโอน 26,816 หน่วย เพิ่มขึ้นถึง 14.8% QoQ แต่ในมิติรายปี (YoY) อาคารชุดยังคงหดตัวแรงกว่า โดยจำนวนหน่วยโอนลดลง 14.2% และมูลค่าลดลง 21.7% สะท้อนความเปราะบางของตลาดคอนโดมิเนียมที่ยังต้องใช้เวลาในการดูดซับอุปทานสะสมเดิม

อย่างไรก็ตาม REIC ได้วางคาดการณ์ดัชนีรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ไว้ภายใต้ 3 ฉากทัศน์ โดยกรณีดีที่สุด (Best Case) ดัชนีฯ อาจพุ่งถึง 85.6 จุด หากเศรษฐกิจโลกและไทยฟื้นตัวเร็วกว่าคาด กรณีฐาน (Base Case) ดัชนีฯ อยู่ที่ประมาณ 77.8 จุด ซึ่งเป็นระดับที่ตลาดปรับสมดุลระหว่างซัพพลายและดีมานด์ หรือกรณีแย่ที่สุด (Worst Case): หากปัจจัยลบต่างๆ เช่น ด้านภูมิรัฐศาสตร์รุนแรง ดัชนีฯ อาจย่อตัวลงมาที่ 70.1 จุด
อย่างไรก็ตาม “ตลาดแนวราบ” ยังคงเป็นกระดูกสันหลังที่แข็งแกร่งที่สุด โดยครองสัดส่วนใบอนุญาตจัดสรรกว่า 80% ขณะที่คอนโดมิเนียมเริ่มฟื้นตัวในกลุ่มระดับราคา 1.01-1.50 ล้านบาท จากอานิสงส์โครงการ BOI และอยู่ในระดับราคาที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของผู้มีรายได้ประจำ
โดยภาพรวมดังกล่าวทำให้ปี 2569 ถูกมองว่าไม่ใช่ปีของการฟื้นตัวแบบก้าวกระโดด แต่เป็นปีที่ตลาดที่อยู่อาศัยต้องเลือกเติบโตในบางเซ็กเมนต์ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง ภายใต้ความเสี่ยงรอบด้านที่ยังไม่คลี่คลายอย่างสมบูรณ์
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เจาะทำเลพึงระวังปี 2569 ในกรุงเทพมหานคร ที่คนซื้อบ้านและนักลงทุนควรเลี่ยง

- ศูนย์ข้อมูลฯ ชี้หลายทำเลในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่น่ากังวลสำหรับผู้ซื้อบ้านและนักลงทุน เนื่องจากตั้งราคาขายสูงเกินไป หรือประเภทอสังหาฯ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่
- ปัญหาหลักที่พบคือยอดขายที่ชะงักงันหรือราคาที่ปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในสินค้าประเภทบ้านเดี่ยว คอนโด และที่ดินจัดสรรในบางทำเล
- ทำเลที่ควรระวังเป็นพิเศษส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่บริเวณชานเมืองฝั่งตะวันออกและตอนเหนือ เช่น นวนคร, คลองหลวง, สายไหม, สุวินทวงศ์ และบางนา-ตราด
ปัจจุบันการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยมักกระจายตัวออกไปยังชานเมือง ห่างไกลแหล่งงาน หรือไกลศูนย์ย่านธุรกิจ เพราะมีต้นทุนของราคาที่ดินที่ต่ำ แต่อาจลืมไปว่า ระบบขนส่งสาธารณะ สาธารณูปโภคสาธารณูปการ อาจเข้าถึงช้า มีผลต่อการขยับตัวของราคาที่ดินหรือตั้งราคาขายที่อยู่อาศัยไว้สูงเมื่อเทียบกับศักยภาพของพื้นที่ ดังนั้นผู้ที่จะซื้อบ้านหรือห้องชุดพึงระวังทำเลเหล่านี้ไว้ ซื้อแล้วราคาอาจไม่ขึ้นมากนัก แถมอาจไม่น่าอยู่เท่าที่ควร เลือกซื้ออย่างรอบรู้
สะท้อนจากข้อมูลของดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ได้ชี้ทำเล ออกมาย้ำเตือนในปี2569 ทั้งประเภทและระดับราคาที่พึงระวังเป็นพิเศษ ทั้งนี้อาจไม่ได้หมายเฉพาะแต่ละทำเล คงต้องพิจารณาประเภทสินค้าและระดับราคาประกอบด้วยจึงจะเข้าใจได้ชัดเจน
เริ่มจาก นวนคร-คลองรพีพัฒน์ บ้านเดี่ยว ระดับราคา 2-3 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา สาเหตุเกิดจากการตั้งอยู่ในทำเลที่ห่างไกล แถวนั้นนิยมเป็นทาวน์เฮาส์ในราคาย่อมเยามากกว่า
บางขัน คลองหลวง ตึกแถว ระดับราคา 3-5 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ แทบขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา สาเหตุเพราะอุปทานมากเกินไป และราคาสูงเกินไปสำหรับพื้นที่นี้ หากสามารถปรับราคาลงได้ก็จะดีกว่านี้
บางขัน คลองหลวง บ้านแฝด ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะการตั้งราคาขายที่สูงเกินไป เป็นสินค้าที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ดังกล่าว
บางพูน ห้องชุด ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ แทบขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา กรณีนี้ก็เช่นกัน สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการตั้งราคาขายที่สูงเกินไป เป็นสินค้าที่ไม่เหมาะสมกับพื้นที่ดังกล่าว
ติวานนท์-นวลฉวี ทาวน์เฮาส์ ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ราคาลดลง 7.9% ในรอบ 1 ปี แทบขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ในพื้นที่นี้ การสร้างห้องชุดราคาสูงไม่น่าจะตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานและพนักงานระดับกลางมากกว่า
ติวานนท์-นวลฉวี ห้องชุด ระดับราคา 1-2 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ราคาลดลง 8.3% ในรอบ 1 ปี สาเหตุเป็นเพราะมีอุปทานจำนวนมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงราคาก็ไม่สูงมากนัก และเป็นสินค้าที่ค้างคามานานแล้วอีกต่างหาก
บางซื่อ บ้านเดี่ยว ระดับราคา 10-20 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสินค้าราคาสูงเกินไปสำหรับพื้นที่นี้ และหากสร้างเป็นห้องชุด ก็น่าจะสามารถขายได้มากกว่านี้และมีโอกาสใช้ที่ดินที่มีประสิทธิภาพกว่านี้
สายไหม ตึกแถว ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ แทบขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าประการแรกตึกแถวอาจไม่เหมาะสมกับการพัฒนาแล้ว อีกทั้งราคาก็ยังถือว่าสูงเกินไปสำหรับพื้นที่นี้
สายไหม ทาวน์เฮาส์ ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ราคาลดลง 7.9% ในรอบ 1 ปี แม้ทาวน์เฮาส์จะเป็นสินค้าที่เหมาะสมกับตลาด แต่โดยที่มีราคาค่อนข้างสูง จึงมีลูกค้าจำกัด เป็นสาเหตุที่ทำให้ขายได้ยากมาก
นวมินทร์ ห้องชุด ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเป็นสินค้าราคาแพงเกินไปสำหรับพื้นที่นี้ หากเป็นห้องชุดราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ก็น่าจะขายได้ดีกว่านี้
หทุยราษฎร์ ห้องชุด ระดับราคา 3-5 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ราคาลดลง 10.8% ในรอบ 1 ปี พื้นที่นี้ก็คล้ายกับสายไหม การสร้างห้องชุดราคาสูงนี้ จึงไม่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ควรดัดแปลงให้มีราคาลดลง
นิมิตใหม่ บ้านเดี่ยว ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ แทบขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา มีข้อสังเกตว่า สินค้าบ้านเดี่ยวนี้ราคาค่อนข้างสูงกว่าความต้องการในพื้นที่นี้ แต่ทั้งนี้พื้นที่นี้ก็มีข้อจำกัดที่อาจไม่สามารถสร้างทาวน์เฮาส์ได้
สุวินทวงศ์ บ้านเดี่ยว ระดับราคา 3-5 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ แทบขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะเป็นสินค้าดั้งเดิมที่ยังเหลือขายมานาน หากพัฒนาสินค้าใหม่ในระดับราคานี้ ก็อาจขายได้เพราะน่าจะมีรูปแบบที่ทันสมัยกว่า
ฉลองกรุง บ้านเดี่ยว ระดับราคา 5-10 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ราคาลดลงประมาณ 13.6% ในรอบ 1 ปี ราคาที่นี่ลดลงมากเป็นพิเศษ แสดงถึงการตั้งราคาตอนแรกที่น่าจะสูงเกินไป จึงต้องลดนราคาลง ซึ่งเป็นโอกาสที่จะขายได้ในอนาคต
ศรีนครินทร์ อุดมสุข ห้องชุด ระดับราคา 2-3 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ ราคาลดลง 12.4% ในรอบ 1 ปี การที่ราคาลดลงในพื้นที่นี้ก็เพราะการตั้งราคาแต่เดิมสูงเกินไป และในพื้นที่นี้มีอุปทานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากบริษัทมหาชน
บางนา ตราด กม.10-30 ที่ดินจัดสรร ระดับราคา 2-3 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ แทบขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าที่ดินจัดสรรนั้นไม่เป็นที่นิยม และสถาบันการเงินก็ไม่ค่อยอำนวยสินเชื่อจึงทำให้การขายเป็นไปได้ยาก ต้องปรับเป็นบ้านแนวราบแทน
บางนา-ตราด กม.30 ขึ้นไป ที่ดินจัดสรร ระดับราคา 3-5 ล้านบาท ปัญหาล่าสุดก็คือ แทบขายไม่ออกเลยในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ในทำนองเดียวกันที่ดินจัดสรรนั้นไม่เป็นที่นิยม และสถาบันการเงินก็ไม่ค่อยอำนวยสินเชื่อจึงทำให้การขายเป็นไปได้ยาก ต้องปรับเป็นบ้านแนวราบแทน จึงจะขายได้ต่อไป
จะสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าในทำเลฝั่งธนบุรี (ตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา) ไม่มีทำเลที่น่าห่วงเลย ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะอยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร และมีความยากลำบากในการข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาทำงาน แต่ก็ยังใกล้กว่าฝั่งตะวันออกที่การขยายตัวของเมืองออกไปอย่างไม่สิ้นสุด ทำให้การเดินทางเป็นอุปสรรค ยิ่งกว่านั้นสำหรับสินค้าที่อาจ “แพง” ไปสำหรับทำเลที่อยู่ห่างไกล ก็ทำให้ทำเลนั้นๆ ไม่เป็นที่นิยมเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 ม.ค.68 ‘ทรงตัว‘ ยังไร้ทิศทางที่ชัดเจน

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 13 ม.ค. 68 ที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ ทรงตัวจากวันก่อนหน้า
- การเคลื่อนไหวของเงินบาทได้รับอิทธิพลโดยตรงจากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- ปัจจัยที่หนุนราคาทองคำมาจากความกังวลเรื่องการแทรกแซงการทำงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้ไว้ที่ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังคงมีความผันผวนสูง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวแทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15- 31.40 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.18-31.28 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้น จนเกือบทะลุโซนแนวรับระยะสั้น ตามการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ซึ่งได้อานิสงส์จากทั้งความกังวลประเด็นการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ (Fed Independence) หลังประธานเฟด Jerome Powell ได้ถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ยื่นสอบสวนทางอาญา รวมถึงประเด็นความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk)
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยทำกำไรทองคำ กดดันให้ราคาทองคำย่อตัวลงบ้าง ส่วนเงินดอลลาร์ก็รีบาวด์แข็งค่าขึ้นอีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways ไปก่อนได้ เนื่องจากในช่วงนี้ เงินดอลลาร์ก็อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางเช่นกัน เพราะแม้ว่า รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาสดใสและดีกว่าคาด แต่เงินดอลลาร์ก็เสี่ยงเผชิญแรงกดดันจากทั้ง ความกังวลต่อการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ และความกังวลต่อแนวโน้มเสถียรภาพการคลังของรัฐบาล ซึ่งต้องรอลุ้น คำตัดสินของศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) ในคดีมาตรการภาษีนำเข้า IEEPA ที่อาจรู้ผลเร็วสุดในวันพุธที่ 14 มกราคม นี้
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทพอสมควร ดังจะเห็นได้จากทั้ง Correlation ระหว่างเงินบาทกับทองคำที่อยู่ในระดับสูงเกิน 80% ขณะที่ ความอ่อนไหวของเงินบาทต่อการปรับเปลี่ยนของ ราคาทองคำ (Beta/Sensitivity) ก็อยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ จังหวะการปรับตัวขึ้น/ลง ของราคาทองคำก็มีผลกระทบต่อเงินบาท โดยในช่วงนี้ แม้ว่าราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจจะเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาทองคำอาจย่อตัวลงบ้าง ตามแรงขายทำกำไร ทว่าประเด็นต่างๆ ที่อาจกดดันเงินดอลลาร์ ที่กล่าวมาในข้างต้น ก็ล้วนสามารถหนุนราคาทองคำให้รีบาวด์สูงขึ้นได้ หรืออาจสามารถผลักดันให้ ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงตั้งแต่ 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจากสถิติข้อมูลย้อนหลัง สะท้อนว่า เงินบาท (USDTHB) อาจมีกรอบการแกว่งตัว +/-1.0 SD ราว +0.12/-0.30% ในช่วงหลังรับรู้ข้อมูล 30 นาที
ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น หนุนให้บรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ทยอยปรับตัวสูงขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอติดตามประเด็นการเข้าแทรกแซงการทำงานของเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.16% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +0.26%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้น +0.21% ตามการปรับตัวขึ้นบ้างของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ นอกจากนี้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ได้หนุนให้ บรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ปรับตัวขึ้นต่อได้ เช่นเดียวกันกับ บรรดาหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ ที่ต่างปรับตัวขึ้น รับอานิสงส์ของราคาแร่โลหะต่างๆ ที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงนี้ ทว่า ตลาดหุ้นยุโรปก็เผชิญแรงกดดันบ้างจากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มยานยนต์จากความกังวลต่อแนวโน้มผลประกอบการของหุ้นกลุ่มดังกล่าว
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.17% แม้จะมีจังหวะปรับตัวขึ้นทดสอบโซน 4.20% บ้าง ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ถูกชะลอลงตามแรงซื้อของผู้เล่นในตลาดช่วงนี้ ที่ต่างรอจังหวะบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในการทยอยเข้าซื้อ หลังผู้เล่นในตลาดต่างคงคาดหวังแนวโน้มการลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ อีกทั้งในช่วงนี้ ตลาดก็กลับมาเผชิญประเด็นการเข้าแทรกแซงเฟดจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง (ทำให้ตลาดยังคงมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่ระบุไว้ใน Dot Plot ล่าสุด) ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% ก็จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up หลังในช่วงก่อนหน้าเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลง จากความกังวลต่อประเด็นความเป็นอิสระของเฟด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดก็ปรับสถานะถือครองบ้าง ก่อนที่จะรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.6-98.9 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) จะสามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์จากทั้งประเด็นความเป็นอิสระของเฟดและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำก็ถูกชะลอลงตามจังหวะการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ทว่าโดยรวม ราคาทองคำยังคงสามารถแกว่งตัวแถวโซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามภาวะตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่ความเป็นอิสระของเฟดเผชิญแรงกดดันจากฝั่งการเมืองสหรัฐฯ อีกครั้ง
นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-เวเนซุเอลา เหตุประท้วงและจราจลในอิหร่าน รวมถึง สงครามรัสเซีย-ยูเครน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สรุปผลบอลเมื่อคืน 5 ลีกใหญ่ยุโรป ประจำวันที่ 13 ม.ค. 69

ผลการแข่งขันฟุตบอล 5 ลีกใหญ่ยุโรป ประจำวันอังคารที่ 13 มกราคม ที่ผ่านมา ผลบอลเอฟเอ คัพ อังกฤษ, ลาลีกา สเปน,บุนเดสลีกา เยอรมนี, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี และ ลีกเอิง ฝรั่งเศส แต่ละคู่ต่างมีความสำคัญต่อการลุ้นแชมป์และพื้นที่ยุโรป ลองมาดู ผลบอล ล่าสุดที่น่าสนใจกันเลย
ผลบอล เอฟเอ คัพ
- ลิเวอร์พูล 4-1 บาร์นสลีย์
ผลบอล ลา ลีกา สเปน
- เซบีย่า 0-1 เซลต้า บิโก้
ผลบอล กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี
- เจนัว 3-0 กายารี่
- ยูเวนตุส 5-0 เครโมเนเซ
ผลบอล เฟร้นช์ คัพ
- เปแอสเช 0-1 ปารีส เอฟเซ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
PYONG ชูนวัตกรรมรักษาด้วย ‘เวชศาสตร์ฟื้นฟู’ เขย่าตลาดสุขภาพไทย

- PYONG Rehabilitation Group เปิดตัวคลินิกเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์, VR และ AI ในการรักษาอาการปวดเรื้อรัง โรคกระดูกกล้ามเนื้อ และโรคทางสมอง
- เจาะกลุ่มเป้าหมายหลักคือวัยทำงานอายุ 40-50 ปี ที่มีปัญหาออฟฟิศซินโดรม กระดูกคอและหลังเสื่อม และข้อเข่าเสื่อม
- เตรียมขยายสาขาที่ 3 ในปี 2569 ที่เกษรวิลเลจ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยเน้นการฟื้นฟูระบบประสาทและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
นพ.กันตพงศ์ ทองรงค์ แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ฟื้นฟู ผู้ก่อตั้ง PYONG Rehabilitation Group เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า PYONG Rehabilitation Group เป็นคลินิกด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู สำหรับฟื้นฟูสําหรับ อาการ ปวดเรื้อรัง กระดูกกล้ามเนื้อ และโรคสมอง ฯลฯ ครอบคลุมการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงช่วงก่อนเสียชีวิต
เน้นการฟื้นฟูทั้งในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยแล้ว และกลุ่มที่ยังไม่ป่วย (เชิงป้องกัน) สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพดีในปัจจุบัน ด้วยการใช้เทคโนโลยีและวิธีการรักษา เช่น
- การรักษาอาการปวด ที่ใช้เทคนิคขั้นสูง อย่างการปักเข็มแบบตะวันตก (Dry Needling), เลเซอร์พลังงานสูง, แม่เหล็กไฟฟ้า, Shock Wave, และคลื่น Radiofrequency,
- การฟื้นฟูสมอง/การเคลื่อนไหว นำหุ่นยนต์ช่วยเดิน, หุ่นยนต์ฝึกมือ,ใช้นวัตกรรม Virtual Reality (VR), และ Motion Sensor มาช่วยในการฝึก
- การประเมิน สำหรับใช้เทคโนโลยี AI ร่วมกับการดูภาพพลังสีอินฟราเรดในการประเมินโครงสร้างร่างกาย
ผู้ป่วยกลุ่มหลักเข้ามาใช้บริการมากที่สุดคือ กลุ่มคนวัยทำงานอายุ 40-50 ปี มี 3 อันดับโรคที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ Office Syndrome (อาการปวดจากกล้ามเนื้อและพังผืด), กระดูกคอและหลังเสื่อม (Spondylosis) และข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis)
ส่วนมากอยู่ในอาชีพผู้บริหาร, พนักงานออฟฟิศ, สถาปนิก, นักออกแบบ, ไปจนถึงแมเแต่บุคลากรทางการแพทย์ อย่างศัลยแพทย์และทันตแพทย์
“PYONG Rehabilitation Group มีจุดมุ่งหมายสู่ความเป็นเลิศ ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คนคน ต่อยอดจากความไว้วางใจและการดูแลอย่างมืออาชีพ ในมิติใหม่ของการฟื้นฟูที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยการนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูโดยตรง”
โดยผู้ป่วยสามารถเข้ารับการดูแลได้แบบ One Stop Service จากแพทย์เฉพาะทางหลายสาขา เช่น แพทย์อายุรกรรมระบบประสาท (ดูแลสมอง), แพทย์อายุรกรรมผู้สูงอายุ, แพทย์โรคหัวใจ, แพทย์จิตเวช, และแพทย์สูตินรีเวช
นพ.กันตพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน PYONG Rehabilitation Group มีทั้งหมด 2 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาที่ 3 ในช่วงกลางปี 2569 นี้ โดยสถานที่ตั้งอยู่อาคาร Gaysorn Village รองรับการรักษาอาการปวดและการฟื้นฟู เกี่ยวกับระบบกระดูกและกล้ามเนื้อด้วยเทคโนโลยีชั้นนำ ฟื้นฟูระบบประสาทและเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ตามโครงสร้างของประชากรไทยที่ได้ก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มตัว”
“เราคือศูนย์รวมการดูแลที่นำโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง ทำงานของทีมสหวิชาชีพ ใช้ศาสตร์การแพทย์ก้าวหน้า หลอมรวมกับประสบการณ์เฉพาะบุคคลอันเหนือระดับ ด้วยปรัชญา “Silver Age Playground” และสร้างนิยามใหม่ให้กับสภาพแวดล้อมการฟื้นฟู คืนคุณภาพชีวิตให้กับผู้ป่วยอย่างก้าวกระโดด ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีที่เหนือชั้นและการดูแลด้วยใจ”
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
Google พลิกโฉมค้าปลีกยุค AI ยกระดับประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบครบวงจร

- Google ใช้ “AI Mode” ใน Search และ Gemini เปลี่ยนการค้นหาสินค้าจากการใช้คีย์เวิร์ดเป็นการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ เพื่อช่วยแนะนำสินค้าที่ตรงใจผู้ซื้อ
- เปิดตัว Universal Commerce Protocol (UCP) ซึ่งเป็นโปรโตคอลใหม่ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงจากแพลตฟอร์มของ Google โดยไม่ต้องออกจากหน้าสนทนา
- นำเสนอ Gemini Enterprise for Customer Experience เพื่อช่วยธุรกิจค้าปลีกปรับปรุงการบริการลูกค้า และขยายบริการจัดส่งสินค้าด้วยโดรน Wing ร่วมกับพันธมิตร
นายซันดาร์ พิชัย ซีอีโอของ Google ได้แสดงวิสัยทัศน์ภายในงาน National Retail Federation (NRF) เกี่ยวกับบทบาทของ Google ในการช่วยให้ผู้ค้าปลีกเติบโตท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์ม AI โดยมีการประกาศสำคัญทั้งโปรโตคอลใหม่สำหรับ Agentic Commerce, Gemini Enterprise for Customer Experience และการขยายบริการส่งของผ่าน Wing
นายซันดาร์ พิชัย ระบุว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่พลวัตอย่างมากสำหรับทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะค้าปลีก เนื่องจากการก้าวเข้าสู่ยุค AI ซึ่ง Google ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ค้าปลีกมานานกว่าสองทศวรรษ และพร้อมที่จะใช้แนวทาง AI แบบ Full Stack ที่แตกต่างเพื่อสนับสนุนคู่ค้าในยุคใหม่นี้
ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่า ในเดือนธันวาคม 2567 Google มีการประมวลผลโทเคน (Tokens) ผ่าน API จำนวน 8.3 ล้านล้านโทเคน แต่เพียงหนึ่งปีให้หลังในเดือนธันวาคม 2568 ตัวเลขดังกล่าวพุ่งสูงขึ้นกว่า 90 ล้านล้านโทเคน หรือเติบโตขึ้นกว่า 11 เท่าเมื่อเทียบรายปี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการคว้าโอกาสในจังหวะเวลานี้
ยกระดับการค้นหาผลิตภัณฑ์ด้วย AI Mode
Google Search ยังคงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยตั้งแต่ปี 2564 Shopping Graph ของ Google ได้ให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์แบบเรียลไทม์มากกว่า 50,000 ล้านรายการ และมีการอัปเดตข้อมูลกว่า 2,000 ล้านรายการในทุกชั่วโมง
ปัจจุบันด้วย “AI Mode” รูปแบบการใช้งานได้เปลี่ยนจากการใช้คำค้นหา (Keywords) ไปสู่การสนทนาแบบธรรมชาติ AI จะทำหน้าที่ช่วยคัดกรองสิ่งที่ผู้ซื้อสนใจมากที่สุดแทนการที่ผู้ใช้ต้องไล่หาจากหน้าผลลัพธ์จำนวนมาก นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมายังได้นำ Shopping Graph มาไว้ในแอป Gemini เพื่อตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับการช้อปปิ้งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
เปิดตัว Universal Commerce Protocol (UCP)
Google ได้เปิดตัว Universal Commerce Protocol (UCP) ซึ่งออกแบบมาเพื่อยุคของการค้าผ่านเอเจนท์ (Agentic Commerce) โดยเฉพาะ โปรโตคอลนี้เป็นระบบเปิดที่พัฒนาร่วมกับผู้นำอุตสาหกรรมอย่าง Shopify, Etsy, Wayfair, Target และ Walmart รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรอีกกว่า 20 ราย
UCP จะช่วยให้ระบบและบริการต่างๆ สามารถสื่อสารกันได้ในภาษาเดียวกัน รองรับการใช้งานร่วมกับโปรโตคอลเดิมอย่าง Agent2Agent และ Model Context Protocol โดยกุญแจสำคัญคือการเปิดฟีเจอร์ “Native Checkout” ที่ผู้ซื้อสามารถกดปุ่มซื้อสินค้าได้โดยตรงจากแพลตฟอร์มของ Google เช่น ใน AI Mode ของ Search หรือ Gemini
ตัวอย่างเช่น หากลูกค้ากำลังค้นหากระเป๋าเดินทาง แบรนด์สามารถเสนอราคาพิเศษสำหรับสมาชิกใหม่หรือมอบสิทธิพิเศษได้ทันที และสำหรับลูกค้าเก่า ระบบจะเสนอสินค้าเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องจากประวัติการซื้อเดิม โดยสามารถชำระเงินผ่าน Google Pay ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องออกจากหน้าสนทนา ขณะที่ผู้ค้าปลีกยังคงสถานะเป็นเจ้าของความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรง
Gemini Enterprise และการปฏิวัติการบริหารธุรกิจ
ไม่เพียงแต่ด้านหน้าบ้าน แต่ AI เอเจนท์ยังเข้าไปเปลี่ยนวิธีบริหารธุรกิจด้วย Google ได้เปิดตัว Gemini Enterprise for Customer Experience ในรูปแบบ Preview ซึ่งออกแบบมาเพื่อการค้าปลีกยุคเอเจนท์โดยเฉพาะ ช่วยรวบรวมจุดสัมผัสลูกค้า (Touchpoints) ที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นเส้นทางเดียวที่ไร้รอยต่อ
ปัจจุบันพันธมิตรอย่าง The Home Depot และ McDonald’s ได้เริ่มใช้งานเอเจนท์เหล่านี้เพื่อปรับปรุงการบริการลูกค้าแล้ว นอกจากนี้ Google ยังทำงานร่วมกับ Kroger เพื่อนำขุมพลังของ AI Mode ไปไว้ในแอปพลิเคชันของผู้ค้าปลีกโดยตรง เปรียบเสมือนมีพนักงานขายผู้เชี่ยวชาญที่คอยตอบคำถามเชิงลึกและให้คำแนะนำส่วนบุคคล
ขยายบริการส่งสินค้าผ่านโดรน Wing
ในส่วนของการจัดส่งสินค้าซึ่งเป็นขั้นตอนที่ท้าทายและมีต้นทุนสูง Wing และ Walmart ได้ประกาศความสำเร็จในการเพิ่มยอดจัดส่งเป็นสองเท่าในปี 2568 และเตรียมขยายบริการจัดส่งด้วยโดรนไปยังเมืองฮิวสตันในสัปดาห์หน้า ตามด้วยออร์แลนโด, แทมปา และชาร์ลอตต์ในอนาคตอันใกล้
Google พร้อมที่จะสนับสนุนผู้ค้าปลีกในการจินตนาการถึงประสบการณ์การช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ และเตรียมพร้อมสำหรับนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 ต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
Tense คืออะไร? กุญแจไขความลับเวลาในภาษาอังกฤษ ที่ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

ถ้าถามคนไทยว่าอะไรคือยาขมที่สุดในการเรียนภาษาอังกฤษ คำตอบอันดับหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่อง “Tense” ใช่ไหมครับ? หลายคนเรียนมาตั้งแต่อนุบาลจนทำงาน ก็ยังสับสนว่า Tense คือ อะไรกันแน่ ทำไมต้องผันกริยาเยอะแยะ เดี๋ยวเติม ed เดี๋ยวเติม ing เดี๋ยวมี have/has จนทำให้ไม่กล้าพูดเพราะกลัวผิดแกรมม่า
ความจริงแล้ว Tense ไม่ใช่ปีศาจร้ายครับ แต่มันคือ “นาฬิกาบอกเวลา” ของฝรั่ง เพราะในภาษาไทยเราใช้คำบอกเวลา (เช่น เมื่อวาน, พรุ่งนี้) โดยที่คำกริยาไม่ต้องเปลี่ยนรูป (กิน ก็ยังเป็น กิน) แต่ในภาษาอังกฤษ คำกริยาต้องเปลี่ยนร่าง เพื่อบอกว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตอนไหน วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาถอดรหัส Tense แบบเห็นภาพชัดๆ ไม่ต้องท่องจำสูตรคูณ แต่ใช้ความเข้าใจ แล้วคุณจะรู้ว่ามันง่ายกว่าที่คิด!
นิยามแบบเข้าใจง่าย: Tense คือ อะไร?
Tense (เทนส์) คือ รูปแบบของคำกริยา (Verb Form) ที่เปลี่ยนไปเพื่อบอก “เวลา” (Time) และ “ลักษณะของเหตุการณ์” (Aspect) ว่าเกิดขึ้นตอนไหนและจบลงหรือยัง
สมการง่ายๆ คือ: Tense = เวลา + ลักษณะเหตุการณ์
1. เวลา (Time) มี 3 ช่วง
- Present: ปัจจุบัน
- Past: อดีต
- Future: อนาคต
2. ลักษณะเหตุการณ์ (Aspect) มี 4 แบบ
- Simple: ธรรมดา, ความจริง, กิจวัตร
- Continuous: กำลังทำอยู่ (เน้นภาพเคลื่อนไหว)
- Perfect: ทำเสร็จแล้ว / ทำมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน (เน้นผลลัพธ์)
- Perfect Continuous: ทำมาอย่างต่อเนื่องและยังทำอยู่ (เน้นระยะเวลา)
เมื่อจับคู่ 3 เวลา x 4 ลักษณะ เราจึงได้ทั้งหมด 12 Tenses นั่นเองครับ
เจาะลึกโครงสร้าง: ตารางสรุป 12 Tenses ฉบับรวบรัด
เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าแต่ละ Tense คือ อะไรและมีโครงสร้างอย่างไร ลองดูตารางสรุปสูตรลับด้านล่างนี้ครับ
| ชื่อ Tense (Time x Aspect) | โครงสร้าง (Structure) | คอนเซปต์การใช้งาน (Concept) |
| Present Simple | S + V.1 (s/es) | ความจริงทั่วไป, กิจวัตรประจำวัน |
| Present Continuous | S + is/am/are + V.ing | กำลังทำอยู่ ณ ตอนนี้ |
| Present Perfect | S + have/has + V.3 | ทำเสร็จแล้ว, หรือทำตั้งแต่อดีตถึงตอนนี้ |
| Present Perfect Continuous | S + have/has + been + V.ing | ทำต่อเนื่องมานานและยังทำอยู่ (เน้นความนาน) |
| Past Simple | S + V.2 | จบไปแล้วในอดีต (มีเวลาบอกชัดเจน) |
| Past Continuous | S + was/were + V.ing | กำลังทำอยู่ในอดีต (มักมีเหตุการณ์อื่นมาแทรก) |
| Past Perfect | S + had + V.3 | เกิดก่อนและจบลงก่อนอีกเหตุการณ์ในอดีต |
| Past Perfect Continuous | S + had + been + V.ing | ทำต่อเนื่องในอดีตก่อนจะเกิดอีกเรื่องขึ้น |
| Future Simple | S + will + V.inf | จะทำในอนาคต (ตัดสินใจเดี๋ยวนั้น/คาดเดา) |
| Future Continuous | S + will + be + V.ing | จะกำลังทำอยู่ในเวลาที่ระบุในอนาคต |
| Future Perfect | S + will + have + V.3 | จะทำเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตเมื่อถึงเวลานั้น |
| Future Perfect Continuous | S + will + have + been + V.ing | จะทำต่อเนื่องมาจนถึงจุดหนึ่งในอนาคต |
Note: S = Subject (ประธาน), V = Verb (กริยา), V.inf = กริยาไม่ผัน
5 Tenses หลักที่ “ต้องแม่น” ถ้าอยากพูดปร๋อ
ข่าวดีคือในชีวิตจริงและการทำงาน เราไม่ได้ใช้ครบทั้ง 12 Tenses ตลอดเวลาครับ หากคุณแม่นยำแค่ 5 ตัวนี้ คุณก็สื่อสารได้ครอบคลุมกว่า 80% แล้ว
- Present Simple: ใช้คุยเรื่องงานประจำ ข้อเท็จจริง (I work at EngDuo.)
- Past Simple: ใช้เล่าเรื่องในอดีต รายงานผลประกอบการ (I finished the report yesterday.)
- Future Simple: ใช้สัญญา วางแผน (I will call you later.)
- Present Continuous: ใช้บอกสิ่งที่ทำอยู่ (I am driving.)
- Present Perfect: ใช้บอกประสบการณ์ (I have been to Japan.)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
6 ผลไม้ไทย “วิตามินซีสูงปรี๊ด” เคล็ดลับบำรุงผิวสวย ช่วยลดรอยด่าง-แผลเป็น!

6 สุดยอดผลไม้ไทยวิตามินซีสูง กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ รอยแผลเป็นจางไวขึ้น
เรื่องรอยแผลเป็นหรือจุดด่างดำบนผิว เถือป็นปัญหาที่ทำลายความมั่นใจของคุณผู้หญิงได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรอยสิว รอยขีดข่วน หรือแผลเล็กน้อย นอกจากการทาครีมบำรุงแล้ว การเลือกทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ก็เป็นทางลัดที่ช่วยได้มาก เพราะวิตามินซีคือหัวใจหลักในการสร้างคอลลาเจนและซ่อมแซมเนื้อเยื่อใหม่ วันนี้เราจึงจะพาสาว ๆ ไปรู้จักกับ 6 ผลไม้ไทยหาง่ายที่ช่วยให้แผลหายไวและผิวใสปิ๊งกันค่ะ
1.ฝรั่ง
หลายคนอาจคิดว่าส้มคือที่สุด แต่จริง ๆ แล้ว ฝรั่งมีวิตามินซีสูงกว่าส้มหลายเท่าตัวเลยนะคะ การทานฝรั่งเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมหาศาล ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเซลล์ผิวใหม่ที่แข็งแรง ช่วยให้รอยแผลเป็นที่เคยดูคล้ำดูจางลงอย่างเป็นธรรมชาติ คุณสาว ๆ ควรเลือกทานฝรั่งสดแบบไม่ปอกเปลือก เพราะคุณค่าทางอาหารถูกสะสมไว้ที่ชั้นเปลือกมากที่สุดค่ะ
2.มะขามป้อม
มะขามป้อมไทยเป็นซูเปอร์ฟู้ดระดับโลก เพราะมีวิตามินซีที่เสถียรและทนความร้อนได้ดีมาก วิตามินซีในมะขามป้อมจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณผิวหนัง ทำให้สารอาหารไปเลี้ยงบริเวณที่เป็นแผลได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้เนื้อเยื่อสมานตัวได้เร็วขึ้นกว่าปกติ สำหรับคุณผู้หญิงที่อยากให้ผิวฟื้นตัวไวหลังจากผ่านการทำเลเซอร์หรือรักษาสิว การจิบน้ำมะขามป้อมหรือทานผลสดบ่อย ๆ จะช่วยได้มากเลยนะคะ
3.มะละกอสุก
มะละกอสุกนอกจากจะเด่นเรื่องระบบขับถ่ายแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ และเอนไซม์ปาเปน (Papain) ที่มีคุณสมบัติช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปอย่างนุ่มนวล เมื่อเซลล์ผิวเก่าถูกผลัดออกและมีการกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่จากวิตามินซี รอยแผลเป็นที่เคยขรุขระก็จะค่อย ๆ เรียบเนียนขึ้น เป็นตัวช่วยชั้นดีที่จะทำให้ผิวของคุณสาว ๆ กลับมาเนียนใสไร้ที่ติ
4.ส้มเขียวหวาน
ส้มเขียวหวานไทย เป็นแหล่งรวมทั้งวิตามินซีและฟลาโวนอยด์ ซึ่งทำงานร่วมกันในการปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย การทานส้มช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น ทำให้การลำเลียงสารอาหารไปซ่อมแซมผิวส่วนที่สึกหรอทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยให้แผลจางไวแล้ว ยังช่วยให้ผิวของคุณผู้หญิงดูเปล่งปลั่งฉ่ำน้ำ สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกอีกด้วย
5.มะปรางและมะยงชิด
เมื่อถึงฤดูกาลของมะยงชิด คุณสาว ๆ อย่าลืมหามาทานนะคะ เพราะนอกจากจะรสชาติชื่นใจแล้ว ยังมีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนในปริมาณที่สูงมาก สารอาหารเหล่านี้ทำงานควบคู่กันในการเร่งกระบวนการสมานแผลและปกป้องผิวจากแสงแดด ไม่ให้รอยแผลเป็นมีสีเข้มขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นโบนัสความสวยที่มีให้ทานแค่ปีละครั้งที่สาวไทยอย่างเราต้องรีบคว้าไว้เลยค่ะ
6.มะยันหรือตะขบไทย
ผลไม้ไทยโบราณหรือผลไม้พื้นบ้านอย่างตะขบหรือมะยัน แม้จะลูกเล็กแต่มีวิตามินซีและแร่ธาตุที่ช่วยในการฟื้นฟูเนื้อเยื่อได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ สารสกัดจากผลไม้กลุ่มนี้มักถูกนำมาใช้ในวงการสมุนไพร เพื่อช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง เมื่อการอักเสบลดลง กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ก็จะทำได้เร็วขึ้น รอยแดงรอยดำจากแผลก็จะจางหายไปได้อย่างรวดเร็วทันใจคุณสาว ๆ แน่นอนค่ะ
การเลือกทานผลไม้ไทยตามฤดูกาล นอกจากจะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่สดใหม่แล้ว ยังเป็นวิธีที่ประหยัดและยั่งยืนในการดูแลความงามของคุณผู้หญิงด้วยนะคะ วิตามินซีจากธรรมชาติจะช่วยให้กระบวนการซ่อมแซมร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ช่วยให้คุณสาว ๆ มีผิวพรรณที่เนียนใสและไร้รอยแผลเป็นกวนใจแน่นอน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 13/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,950.00 | 68,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,393.00 | 66,597.88 | 68,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,953.70 | 59,938.09 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,514.40 | 53,278.30 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,976.85 | 29,969.05 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,537.55 | 23,309.26 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,552.33 | 69,013.32 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 13/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.48 | – | – | – | – | – | – | – | 16.48 |







