จับตาโดมิโนอสังหาฯ 69 หุ้นกู้ 1.8 แสนล้านครบดีล หวั่นขาดสภาพคล่อง

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง เมื่อหุ้นกู้และตั๋วเงินระยะสั้นครบกำหนดรวมราว 1.7-1.8 แสนล้านบาท ท่ามกลางยอดขายที่หดตัวและสภาพคล่องที่ตึงตัว เสี่ยงลุกลามเป็นโดมิโนหากประคองไม่อยู่
ท่ามกลางภาวะตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ภาระการคืนหนี้จากตลาดทุนกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ หลังมีหุ้นกู้ทั้งระดับ Investment Grade และ Non-Investment Grade (High Yield Bond) รวมถึงตั๋วแลกเงินและตั๋ว BE ระยะสั้น ทยอยครบกำหนดรวมมูลค่าประมาณ 170,000-180,000 ล้านบาท
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า เฉพาะหุ้นกู้ที่ครบกำหนดในปีนี้มีมูลค่าราว 140,000-150,000 ล้านบาท และเมื่อรวมตั๋ว BE และตั๋วเงินระยะสั้นอีกประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท จะทำให้ภาระการชำระคืนรวมขยับขึ้นมาแตะระดับใกล้ 180,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับศักยภาพของตลาดในปัจจุบัน
ขณะที่มูลค่าการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งระบบในปีนี้ถูกประเมินว่าจะหดตัวลงมาอยู่ราว 260,000 ล้านบาท จากระดับกว่า 300,000 ล้านบาทในช่วงก่อนหน้า เงินสดที่เกิดจากการโอนกรรมสิทธิ์จึงต้องถูกจัดสรรไปชำระหนี้โครงการ (Project Loan) กับสถาบันการเงินเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะนำส่วนที่เหลือมาชำระคืนหุ้นกู้ ส่งผลให้ “พื้นที่สภาพคล่อง” สำหรับการคืนหนี้ผ่านตลาดทุนแคบลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายประเสริฐได้ย้ำเตือนว่า หากผู้ประกอบการไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อหมุนเวียน (Revolving) หนี้เดิมได้ การนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพียงอย่างเดียวมาใช้คืนหุ้นกู้ระดับแสนล้านบาทแทบเป็นไปไม่ได้ และอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ซึ่งหากเกิดขึ้นจะไม่กระทบเพียงบริษัทเดียว แต่มีโอกาสลุกลามเป็น Domino Effect และ Cross Default ภายในกลุ่มบริษัท รวมถึงกระทบความเชื่อมั่นของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์ในระยะถัดไป
โดยข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยิ่งสะท้อนภาพย้ำความเปราะบางดังกล่าวชัดเจนขึ้น โดยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการออกหุ้นกู้สะสมในสัดส่วนสูง และในปี 2569 หุ้นกู้ที่กำลังจะครบกำหนดมีลักษณะ “กระจุกตัว” อยู่ในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพคล่องในระบบการเงินมักตึงตัวเป็นพิเศษ
ขณะเดียวกัน ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Credit Spread) ของหุ้นกู้อสังหาฯ โดยเฉพาะกลุ่ม Non-Investment Grade ปรับกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และยิ่งจำกัดความสามารถในการออกหุ้นกู้ใหม่
อีกปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มแรงกดดัน คือการบังคับใช้มาตรการ “Easy Read” ของ SET และ ก.ล.ต. ซึ่งกำหนดให้มีการสรุประดับความเสี่ยงและโครงสร้างหลักประกันของหุ้นกู้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น แม้จะช่วยเพิ่มความโปร่งใสต่อนักลงทุน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้บริษัทที่มีอัตราหนี้สินต่อทุน (Gearing Ratio) สูง หรือฐานะการเงินไม่แข็งแรง เข้าถึงตลาดทุนได้ยากขึ้น
ภาพรวมดังกล่าวทำให้ปีนี้ถูกมองว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของตลาดหุ้นกู้อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องอาศัยทั้งการบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ การเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก และมาตรการประคับประคองจากภาคนโยบาย เพื่อป้องกันไม่ให้ “ระเบิดเวลาหนี้ตลาดทุน” ส่งแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการเงินในวงกว้าง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
อินไซต์คนรุ่นใหม่สนใจซื้อคอนโดต่ำ3ล้านดาวน์0% ทำเลศรีนครินทร์

- คนรุ่นใหม่ที่มีรายได้ 20,000-40,000 บาทต่อเดือน ต้องการซื้อคอนโดในทำเลศรีนครินทร์เพื่ออยู่อาศัยใกล้ที่ทำงาน
- คอนโดราคาไม่เกิน 3 ล้าน โดยเฉพาะห้องแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 30-32 ตร.ม. ที่ตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ ได้รับความสนใจสูงสุด
- เงื่อนไขทางการเงินเป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจ โดยเฉพาะแคมเปญดาวน์ 0%
- ผู้ซื้อเน้นการอยู่อาศัยจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร และให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายระยะยาว เช่น ค่าส่วนกลางที่สมเหตุสมผล
การขยายตัวของโครงข่ายรถไฟฟ้าทำให้ทำเล “ศรีนครินทร์” ไม่ใช่เพียงแค่ย่านที่อยู่อาศัยฝั่งตะวันออกอีกต่อไป แต่กลายเป็น Strategic Location ที่น่าจับตาสำหรับตลาดคอนโดมิเนียมระดับกลาง-ล่าง
ผลการสำรวจความคิดเห็นของโครงการ “บ้านชาวไทย” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,819 ราย เกี่ยวกับความตั้งใจซื้อคอนโดมิเนียมในย่านศรีนครินทร์ พบว่า กลุ่มที่ยังไม่ตั้งใจซื้อมีสัดส่วนสูงถึง 63.25% ขณะที่ ผู้มีความตั้งใจซื้ออยู่ที่ 36.75% หรือ 1,036 ราย สะท้อนให้เห็นว่าศรีนครินทร์ยังเป็น “ตลาดเปิด” ที่มีฐานผู้สนใจจำนวนมาก แต่การตัดสินใจซื้อจริงยังต้องอาศัยเงื่อนไขด้านราคา รูปแบบสินค้า และภาระผ่อนที่เหมาะสม
แม้ทำเลศรีนครินทร์อาจไม่ใช้ความต้องการที่คนส่วนใหญ่เลือกซื้อ แต่ตัวเลข 1,036 ราย สะท้อนความ “ตั้งใจซื้อ” ที่ชัดเจน และกำลังบอกเล่าเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่น่าสนใจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการคอนโดมิเนียมราคาจับต้องได้ ผ่อนต่ำ อยู่จริง ไม่เน้นหรู แต่ขอครบและคุ้มค่า
การวิเคราะห์เชิงลึกจึงมุ่งไปที่กลุ่ม 1,036 ราย ซึ่งถือเป็น “ดีมานด์ที่มีศักยภาพ” และเป็นตัวแทนทิศทางตลาดในอนาคตว่า ห้องเล็ก อยู่จริง ผ่อนเบา คือโจทย์หลัก!
ระดับความสนใจซื้อคอนโดมิเนียมประเภท ห้องขนาด 30-32 ตารางเมตร ตกแต่งครบ (Fully Furnished) ไม่มีเงินดาวน์ และมีค่างวดผ่อน 6,000-7,000 บาทต่อเดือน อยู่ในระดับค่อนข้างสูง โดยคะแนนความสนใจส่วนใหญ่กระจุกตัวในระดับ 5-7 และมีผู้ให้คะแนนสูงสุดระดับ 10 ถึงเกือบ 1 ใน 5 สะท้อนชัดว่า ผู้บริโภคมองหาที่อยู่อาศัยที่ “เข้าอยู่ได้ทันที” ไม่เพิ่มภาระเงินก้อน และสอดคล้องกับรายได้ประจำ
1 ห้องนอนแต่งครบ สูตรสำเร็จมัดใจลูกค้า
เมื่อมองลึกลงไปในสเปกคอนโดมิเนียมที่คนกลุ่มนี้ถวิลหา ผลสำรวจชี้เป้าไปที่รูปแบบห้อง โดย 75.6% ต้องการห้องขนาด “1 ห้องนอน” สอดคล้องกับขนาดครอบครัวคนเมืองที่อยู่อาศัย 1-4 คน มองหาช่วงราคา 2-3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 56.9% และต้องการอัตราผ่อนชำระที่จับต้องได้ในช่วง 10,001-15,000 บาทต่อเดือน
ความน่าสนใจคือ หากโครงการนำเสนอแคมเปญ “Ready to move in” ห้องขนาด 30-32 ตารางเมตร แต่งครบ ไม่ต้องวางเงินดาวน์ และผ่อนเพียง 6,000-7,000 บาท จะได้รับความสนใจในระดับคะแนน 5-6 สูงมาก สะท้อนว่า “สภาพคล่องทางการเงิน” คือปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจ
รายได้ 20,000-40,000 บาทคือตลาดหลัก
โครงสร้างรายได้ของกลุ่มผู้สนใจซื้อ พบว่า 46.1% มีรายได้ 20,000-40,000 บาทต่อเดือน รองลงมา 26% อยู่ที่ 40,001-60,000 บาท เมื่อผนวกกับความต้องการผ่อนชำระที่ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน กว่า 84% ชี้ชัดว่าตลาดศรีนครินทร์ถูกขับเคลื่อนด้วยกลุ่ม “รายได้ปานกลาง-ล่าง” ที่ต้องการความมั่นคงมากกว่าการเก็งกำไร โดยผู้หญิงวัยทำงาน คือกำลังซื้อสำคัญ
กลุ่มตัวอย่างเป็น เพศหญิง 56% อยู่ในช่วงอายุ 20-39 ปี รวมกว่า 86% อาชีพหลักคือ พนักงานบริษัทเอกชน (52.8%) ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ (20.8%) ภาพรวมสะท้อน กลุ่มมนุษย์เงินเดือน (First Jobber) ที่เริ่มสร้างทรัพย์สินชิ้นแรกในชีวิต
จากการวิเคราะห์เจาะลึกกลุ่มผู้ที่สนใจซื้อพบว่าโปรไฟล์หลักคือ “คนรุ่นใหม่” อย่างแท้จริง โดยกลุ่มอายุ 20-39 ปี ครองสัดส่วนสูงถึง 86.3% ส่วนใหญ่มีอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้เฉลี่ย 20,000-40,000 บาท
นี่คือกลุ่มที่นักการตลาดเรียกว่า “Realistic Aspirers” หรือกลุ่มผู้มีความทะเยอทะยานที่อยู่บนพื้นฐานความจริง พวกเขาต้องการที่อยู่อาศัยหลังแรก (Primary Home) เพื่อสร้างอาณาจักรของตัวเองมากกว่าการเก็งกำไร โดยกว่า 78.7% เป็นคนที่มีภูมิลำเนาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำงานในย่านใกล้เคียง เช่น ศรีนครินทร์ บางนา-ตราด และปากน้ำ
ทำงานโซนตะวันออก ไม่จำเป็นอยู่ใจกลางเมือง
สถานที่ทำงานของผู้สนใจซื้อส่วนใหญ่อยู่ในทำเล “ศรีนครินทร์” คิดเป็นสัดส่วน 26.4% บางนา-ตราด สัดส่วน 18.7% ปากน้ำ-สมุทรปราการ และ สุขุมวิท ขณะที่ภูมิลำเนาเดิมกว่า 78.7% อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล แสดงให้เห็นว่าศรีนครินทร์เป็น “ทำเล” ที่รองรับการอยู่อาศัยจริงของคนทำงานโซนตะวันออกมากกว่าการเป็นบ้านหลังที่สอง มีรถ แต่ไม่อยากจ่ายค่าส่วนกลางแพง
แม้กว่า 89% ของผู้ตอบแบบสอบถามมีรถส่วนตัวอย่างน้อย 1 คัน แต่ 67.4% ไม่เห็นด้วยกับการคิดค่าส่วนกลางแยกค่าที่จอดรถ ด้านระดับค่าส่วนกลางที่เหมาะสม ผู้บริโภคยอมรับได้ที่ 41-55 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน คิดเป็นสัดส่วน 50.9% และต่ำกว่า 40 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน สัดส่วน 43.1% สะท้อนพฤติกรรมผู้ซื้อยุคนี้ “คิดรอบคอบ” ทุกค่าใช้จ่ายในระยะยาว
โครงการใหญ่ไม่ใช่ปัญหาถ้าคุ้มค่าและบริหารดี
แม้ “บ้านชาวไทย” เป็นโครงการขนาดใหญ่กว่า 40 ไร่ และมีมากกว่า 4,000 ยูนิต แต่ความชอบอยู่ในระดับสูง! โดยกว่า 67% ให้คะแนนความชอบตั้งแต่ระดับ 8-10 ขณะเดียวกัน 97.8% เห็นว่าเหมาะสม กับการนำระบบ AI ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าและความปลอดภัย แม้ต้องจ่ายเพิ่มเดือนละ 100 บาท สะท้อนการเปิดรับเทคโนโลยี หากช่วยให้ชีวิตสะดวกและปลอดภัยขึ้นจริง
“เน้นซื้ออยู่เอง ไม่ได้ซื้อเก็งกำไร” เพราะวัตถุประสงค์หลักของการซื้อคือ เพื่ออยู่อาศัยเองและครอบครัว เป็นที่อยู่อาศัยหลังแรก และเพื่อความสะดวกใกล้ที่ทำงาน รูปแบบห้องที่ต้องการชัดเจนคือ 1 ห้องนอน คิดเป็นสัดส่วน 75.6% ราคาเป้าหมาย 2-3 ล้านบาท สัดส่วน 56.9% พร้อมซื้อเองมากกว่าพึ่งพาครอบครัว
“ในเชิงเทคโนโลยี ผู้บริโภคยุคใหม่มีความเป็น Tech-Savvy สูง จึงเห็นด้วยกับการนำระบบ AI มาใช้สั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าและรักษาความปลอดภัย แม้จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม”
ทำเลศรีนครินทร์ยังไปต่อ ถ้าเข้าใจคนซื้อจริง
ผลสำรวจครั้งนี้ชี้ชัดว่า แม้ความตั้งใจซื้อโดยรวมยังไม่ถึงครึ่ง แต่ “กลุ่มผู้ซื้อจริง” มีภาพชัด มีตัวตน และมีดีมานด์ที่สอดคล้องกันตลาดศรีนครินทร์ในระยะต่อไป จึงไม่ใช่เกมของความหรูหรา แต่คือการแข่งขันด้านราคาเข้าถึงได้ ผ่อนเบา อยู่ได้จริง ค่าส่วนกลางคุมได้ ใครอ่านเกมนี้ออก ย่อมมีโอกาสคว้าใจ “ชนชั้นกลางรุ่นใหม่” ที่กำลังมองหาบ้านหลังแรกอย่างแท้จริง
ความท้าทายของดีเวลลอปเปอร์ในย่านนี้คือ “ความพึงพอใจ” ต่อโครงการขนาดใหญ่ 4,000 ยูนิตขึ้นไปอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง คะแนน 8-10 รวมกันเกินครึ่ง แสดงว่าผู้ซื้อยังเชื่อมั่นใน Facility ที่ครบถ้วนของโครงการใหญ่ แต่ต้องแลกมาด้วยค่าส่วนกลางที่ “สมเหตุสมผล” ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าไม่ควรเกิน 41-55 บาทต่อตารางเมตร
หัวใจของการรุกตลาดอสังหาริมทรัพย์ย่านศรีนครินทร์ยุคนี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การสร้างห้องพัก แต่คือการออกแบบ “Financial Lifestyle” ที่สอดรับกับเงินเดือนเริ่มต้นของกลุ่มเฟิร์สจ็อบเบอร์เป็นสำคัญ รวมทั้งการนำ “Technology” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไทย-เวียดนาม 2026: เศรษฐกิจไทยยังขาดเสถียรภาพ เวียดนามก้าวหน้าเกินคาด

BLS Wealth Research คาดปี 2569 เวียดนาม จะเติบโตได้ดีกว่าไทย โดยมี GDP Growth ที่สูงกว่าคาดหมาย และมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งทั้งจากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว
ภาพเศรษฐกิจปี 2569 ฉายภาพความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองประเทศ ในขณะที่ไทยยังต้องเผชิญกับลมต้านรอบด้านที่กดดันให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเปราะบาง เวียดนามกลับมีกันชน (Buffers) ที่แข็งแกร่งกว่า ทั้งจากโครงสร้างการส่งออกและการท่องเที่ยว ช่วยลดทอนผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ดีกว่า
ไทย: การฟื้นตัวบนความเสี่ยงและข้อจำกัด
สำหรับเศรษฐกิจไทย เรายังคงมุมมองระมัดระวังโดยประเมิน GDP ปี 2569 ไว้ที่ 1.6% YoY (Base Case) ซึ่งถือเป็นระดับการเติบโตที่เปราะบาง ท่ามกลางความเสี่ยงขาลง (Downside Risks) ที่รุมเร้าทั้งจากภายนอกและภายใน
ตั้งแต่นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่จ่อกดดันภาคส่งออก ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจส่งผลให้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2027 ล่าช้า ซึ่งจะลดทอนประสิทธิภาพของเม็ดเงินภาครัฐในการพยุงเศรษฐกิจ
ซ้ำเติมด้วยปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงที่กดทับกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค หากขาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดและมีประสิทธิผล เราอาจเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้ากว่าคาดการณ์
จุดที่เป็นแสงสว่าง: ท่องเที่ยวและ FDI
อย่างไรก็ดี ในความท้าทายยังมีปัจจัยบวกเฉพาะจุดที่คอยประคองเศรษฐกิจ นั่นคือ
- ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ถึง 34 ล้านคน (+3.1% YoY) โดยมีแรงหนุนสำคัญจากตลาดอินเดีย รัสเซีย และการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีน
- เม็ดเงินลงทุน FDI ที่เริ่มทยอยเข้าสู่ระบบจริง โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นผลพวงจากการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในช่วง 4Q24–2Q25 ที่ผ่านมา
เวียดนาม: แข็งแกร่งด้วย Structural Buffers
เมื่อข้ามมาดูฝั่งเวียดนาม ภาพรวมสดใสกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เราประเมินการเติบโตของ GDP ปี 2026 ในกรอบ 6.5%–7.0% YoY แม้เวียดนามจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกเช่นเดียวกับไทย
แต่สิ่งที่ทำให้เวียดนามแตกต่างคือ โครงสร้างการส่งออกที่ยืดหยุ่น โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีสัดส่วนถึง 32% ของการส่งออกไปสหรัฐฯ ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีนำเข้า ประกอบกับการเป็นฐานการผลิตสินค้า Global Brands (สิ่งทอ/รองเท้า) ทำให้เวียดนามมีเกราะป้องกันผลกระทบที่ดีกว่า
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดี (สัดส่วนราว 8% ของ GDP) ยังทำหน้าที่เป็นอีกหนึ่ง Buffer สำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของดุลบัญชีเดินสะพัด
จับตาความเสี่ยงระยะสั้น (Cyclical Headwinds)
แม้โครงสร้างระยะยาวจะดูดี แต่ระยะสั้นเวียดนามกำลังเผชิญการชะลอตัวเชิงวัฏจักร (Cyclical Slowdown) ในฝั่งการบริโภค สะท้อนจากยอดค้าปลีกเดือน พ.ย. ที่โตเพียง 6.6% (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 2 ปี) และภาวะ Destocking ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กดดันยอดขายและการผลิต
อย่างไรก็ตาม เรามองว่านี่เป็นเพียงการปรับฐานชั่วคราวเพื่อให้ Inventory กลับสู่สมดุล โดยคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายได้ในระยะถัดไป หลังจากที่สินค้าคงคลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติราวช่วงกลางปี
บทความโดย ชราภรณ์ กันทะพะเยา, PhD Economist, BLS Wealth Research
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
มีใครติดบ้าง? “เดอะ ริง” จัดอันดับ 10 นักมวย ดีสุดปอนด์ต่อปอนด์โลกศตวรรษที่ 21

“เดอะ ริง แมกกาซีน” นิตยสารมวยชื่อดัง และสื่อดังในวงการกำปั้นที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ได้สรุป 10 อันดับนักมวยที่ดีที่สุดหากเทียบกันปอนดต์ต่อปอนด์ ในศตวรรษที่ 21
โดย “เดอะ มันนี่” ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ อดีตนักชกชาวสหรัฐฯ เจ้าของสถิติชนะรวด 50 ไฟต์ และไม่เคยแพ้ใคร ได้รับการยกย่องให้เป็นหมายเลข 1 ของวงการกำปั้นในช่วงปี 2000
อันดับ 2 คือ “เดอะ แพ็คแมน” แมนนี่ ปาเกียว ตำนานนักชกชาวฟิลิปปินส์ ดีกรีแชมป์โลก 8 รุ่น คนแรก และคนเดียวบนโลกใบนี้ ส่วนอันดับ 3 เป็น เทอเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด อดีตกำปั้นชาวสหรัฐฯ เจ้าของสถิติชนะรวด 42 ครั้ง
ขณะที่นักมวยที่ติดอันดับเข้ามาก็ล้วนแล้วแต่มีดีกรีระดับแชมป์โลก รวมถึงสถิติการชกไม่ธรรมดาทั้งนั้น แถมงานนี้มีนักมวยจากทวีปเอเชียติดอันดับเข้ามาถึง 2 รายก็คือ แมนนี่ ปาเกียว ตำนานกำปั้นฟิลิปปินส์ กับ นาโอยะ อิโนอุเอะ แชมป์โลกชาวญี่ปุ่น
10 อันดับนักมวยที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 21
1. ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ (สหรัฐฯ) ชนะ 50 ครั้ง
2. แมนนี่ ปาเกียว (ฟิลิปปินส์) ชนะ 62 แพ้ 8 เสมอ 3 ครั้ง
3. เทอเรนซ์ ครอว์ฟอร์ด (สหรัฐฯ) ชนะ 42 ครั้ง
4. โอเล็กซานเดอร์ อูซิก (ยูเครน) ชนะ 24 ครั้ง
5. นาโอยะ อิโนอุเอะ (ญี่ปุ่น) ชนะ 32 ครั้ง
6. โรมัน กอนซาเลซ (นิการากัว) ชนะ 53 แพ้ 4 ครั้ง
7. เบอร์นาร์ด ฮอปกินส์ (สหรัฐฯ) ชนะ 55 แพ้ 8 เสมอ 2 ครั้ง
8. วาซิล โลมาเชนโก้ (ยูเครน) ชนะ 18 แพ้ 3 ครั้ง
9. อันเดร วอร์ด (สหรัฐฯ) ชนะ 32 ครั้ง
10. กาเนโล่ อัลวาเรซ (เม็กซิโก) ชนะ 63 แพ้ 3 เสมอ 2 ครั้ง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
สายชา กาแฟ น้ำซุประวัง! ดื่มร้อนจัดทุกวัน เสี่ยงมะเร็ง เพิ่มขึ้น 2 เท่า

- จากการศึกษาทั่วโลก ทั้งในอเมริกาใต้ อิหร่าน และจีน พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 เท่าขึ้นไปโดยเฉพาะในกลุ่มที่ดื่มแบบ “ร้อนจัด” ทุกวัน
- การบริโภคเครื่องดื่มร้อนๆ เชื่อมโยงกับความเสี่ยงเกิดมะเร็งหลอดอาหารเพิ่ม และไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องดื่ม แต่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิโดยตรง
- ของร้อนๆสามารถกินได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินกับแอลกอฮอล์ และก่อนกินซุปหรืออาหารจากหม้อไฟ ควรวางทิ้งไว้สักครู่ให้อุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 50°C
องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) ได้จัดให้ “เครื่องดื่มร้อนจัด (อุณหภูมิตั้งแต่ 65 องศาเซลเซียสขึ้นไป)” อยู่ใน “สารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์” (Group 2A) เนื่องจากมีหลักฐานเชื่อมโยงกับการเพิ่มความเสี่ยงของ “มะเร็งหลอดอาหาร” อย่างมีนัยสำคัญ กลไกหลักเกิดจากการที่ความร้อนทำลายเยื่อบุหลอดอาหารซ้ำๆ จนเกิดการอักเสบเรื้อรังและนำไปสู่การกลายพันธุ์ของเซลล์ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในมนุษย์ยังคงมีข้อจำกัดและยังไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจนถึงระดับความเสี่ยงที่แท้จริง
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยรวม คือการใช้ความระมัดระวัง โดยแนะนำให้ปล่อยเครื่องดื่มร้อนให้เย็นลงต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียสก่อนดื่ม และลดปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่นๆ เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มสุรา
ดื่มร้อนจัด เสี่ยงมะเร็งเฉลี่ย 2 เท่า
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสมองและระบบประสาท อธิบายผ่านเพจ “สาระสมองกับอจ.หมอสุรัตน์ ว่า การดื่มกาแฟร้อนๆ ทุกวันอาจจะทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ ซึ่ง มันทำให้เกิดโรคมะเร็งได้งานวิจัยจากหลายประเทศ รวมถึงข้อมูลจาก UK Biobank ที่ติดตามคนเกือบ 5 แสนคน พบว่าคนที่ดื่มชา/กาแฟร้อนมากๆ เป็นประจำ มีโอกาสเสี่ยงเป็น “มะเร็งหลอดอาหาร” มากกว่าคนที่ดื่มอุ่นๆ
“อุณหภูมิที่ถือว่า “เริ่มอันตราย” คือประมาณ 65 องศาเซลเซียส ขึ้นไป (ซึ่งเป็นระดับที่ลวกลิ้นได้ทันที) แต่ที่น่าสนใจก็คือ ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ไม่เกี่ยวกับชนิดเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ น้ำเปล่า น้ำซุป ถ้าร้อนเกินไป ก็เสี่ยงเหมือนกันหมด จึงทำให้ประเทศที่ชอบดื่มชาร้อนร้อน มีอุบัติการของการเกิดมะเร็ง มากกว่าประเทศอื่น ๆ”ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ กลไกของการก่อเกิดมะเร็ง เนื่องจากความร้อนจะทำให้ เยื่อบุหลอดอาหารที่ถูกเผาไหม้ซ้ำๆ จะเกิดแผลเรื้อรัง เซลล์ต้องซ่อมตัวเองตลอดเวลา จนกลายพันธุ์ไปในที่สุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “มะเร็ง” หรือเรียกว่าทำลายแล้วสร้างทำลายแล้วสร้างจนเกิดการปรับตัวกลายเป็นมะเร็ง องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติ (IARC) จึงจัดให้เครื่องดื่มร้อนจัดเป็น “สารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์” (Group 2A)
“จากการศึกษาทั่วโลก ทั้งในอเมริกาใต้ อิหร่าน และจีน พบความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 เท่าขึ้นไปโดยเฉพาะในกลุ่มที่ดื่มแบบ “ร้อนจัด” ทุกวัน”ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าว
ทำไมคนเราชอบเครื่องดื่มร้อนๆ
ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวต่อไปว่า การที่คนเราชอบเครื่องดื่มร้อนๆ ในทางระบบประสาทและสมอง อธิบายว่าเครื่องดื่มร้อนๆ จะไปกระตุ้นตัวของระบบประสาทที่คุมเรื่องอุณหภูมิและรู้สึกสบาย เพราะสมองหลั่งสารโดปามีน & ออกซิโทซิน ทำให้อบอุ่นปลอดภัย และสมองจำได้ ครั้งต่อไปพอเห็นถ้วยร้อนๆ ก็อยากยกดื่มอีกจนกลายเป็นนิสัยที่เรารู้สึกขาดไม่ได้
“เครื่องดื่มร้อนๆ ยังคงสามารถดื่มได้ ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นน้ำเย็น เพียงแต่ควรปล่อยให้ชา กาแฟ หรือซุป เย็นลงมาสักนิด (ต่ำกว่า 60°C)ก่อนจะดื่มหรือซด ก็ช่วยถนอมหลอดอาหารของเราได้มาก อย่าให้ความอร่อยปากแล้วลำบากชีวิต” ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าว
เครื่องดื่มร้อนกับมะเร็งหลอดอาหาร
การบริโภคเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงเกินไปเป็นประจำมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร โดยความเสี่ยงนี้ไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องดื่ม แต่ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิโดยตรง
พญ.สมิตา โจชิ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็งจาก Memorial Sloan Kettering Cancer Center (MSK) อธิบายว่า แม้จะมีงานวิจัยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าการดื่มเครื่องดื่มร้อนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในมนุษย์มากน้อยเพียงใด โดยความเชื่อเรื่องเครื่องดื่มร้อนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร มีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930s จากทฤษฎีที่ว่าเครื่องดื่มร้อน เช่น ชาหรือกาแฟ อาจไปทำลายเยื่อบุชั้นในของหลอดอาหาร กระตุ้นการแบ่งตัวที่ผิดพลาดในเซลล์เยื่อบุ นำไปสู่การเกิดมะเร็ง
รวมถึงความเชื่อที่ว่า เยื่อบุชั้นในของหลอดอาหารที่ถูกทำลายจากการดื่มน้ำร้อนอย่างต่อเนื่อง เมื่อสัมผัสกับสารเคมีที่อยู่ในบุหรี่จะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งได้ง่ายขึ้น ในอดีตมีการศึกษากับสัตว์ทดลอง พบว่าการให้สัตว์ดื่มน้ำร้อนมาก ๆ เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารเช่นกัน อย่างไรก็ดี อุณหภูมิที่ทดลองกับสัตว์ถือว่าสูงกว่าที่มนุษย์นำไปใช้ชงเครื่องดื่มอย่างมากก็ตาม
พญ.สมิตา กล่าวต่อว่า งานวิจัยปี 2018 ที่สำรวจพฤติกรรมการดื่มชาร้อนในสาธารณรัฐประชาชนจีน พบว่าการดื่มชาร้อนเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหาร เมื่อร่วมกับการสูบบุหรี่และดื่มสุรา จึงไม่อาจสรุปได้ว่า ปัจจัยเสี่ยงเป็นเพราะอุณหภูมิของเครื่องดื่มหรือจากการสูบบุหรี่และดื่มสุรา
นอกจากนี้ อุณหภูมิของชายังเป็นสิ่งที่กำหนดเองโดยกลุ่มตัวอย่าง จึงไม่อาจระบุได้ว่าความร้อนของชามีอุณหภูมิเท่าใด
ต่างจากงานวิจัยในอิหร่าน (ปี 2019) เป็นการศึกษาที่สำคัญ โดยติดตามกลุ่มตัวอย่าง 50,045 ราย เป็นเวลา 10 ปี พบว่าการดื่มชาที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ในปริมาณมากกว่า 700 มิลลิลิตรต่อวัน เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารชนิด Squamous-cell carcinoma (ESCC) ถึง 90% แต่มีข้อจำกัด เนื่องจากงานวิจัยขาดกลุ่มควบคุมที่ไม่ดื่มชาร้อน
อย่างไรก็ตาม ถึงผลวิจัยเรื่องอุณหภูมิของเครื่องดื่มและมะเร็งหลอดอาหารยังไม่แน่ชัดว่าความมีความสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหน ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่อุณหภูมิร้อนเกินไป และดื่มเมื่ออุณหภูมิลดลงมาในระดับที่เหมาสม
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังมะเร็งหลอดอาหาร
นพ.กฤษดา ศิรามพุช แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย กล่าวว่า การดื่มเครื่องดื่มร้อนจัด มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหาร แต่ต้องมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะการดื่มของร้อนไม่ใช่เป็นสาเหตุหลัก การกินของร้อนควบคู่กับการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่จัด ทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งหลอดอาหารชนิดสแควมัส (squamous cell carcinoma) ซึ่งพบได้บ่อยในประเทศไทย เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุของหลอดอาหาร และมักพบในตำแหน่งหลอดอาหารส่วนบนและกลาง เพราะคนไทยมักจะชอบดื่มกาแฟร้อน ชาร้อนๆ ในช่วงเช้า และตกเย็นหรือดึกจะดื่มแอลกอฮอล์ ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ
“ของร้อนๆสามารถกินได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการกินกับแอลกอฮอล์ และก่อนกินซุปหรืออาหารจากหม้อไฟ ควรวางทิ้งไว้สักครู่ให้อุณหภูมิลดลงต่ำกว่า 50°C หากกินของร้อนบ่อยๆ จะทำให้หลอดอาหารอักเสบ และทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหารได้ เช่นเดียวกับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคกรดไหลย้อนจะทำให้เกิดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารค่อนข้างสูง จึงควรสังเกตสัญญาณเตือนภัยสุขภาพ หากมีอาการกลืนลำบาก หรือรู้สึกแสบร้อนในทรวงอกบ่อยครั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพหลอดอาหาร”นพ.กฤษดา กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
WEF เตือนภัยไซเบอร์ปี 2026: “Agentic AI” อาวุธใหม่มหาภัย แฮกเกอร์ใช้เจาะข้อมูล-ดูดเงินอัตโนมัติ

- สภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เตือนว่าในปี 2026 ภัยคุกคามไซเบอร์จะรุนแรงขึ้นจาก “Agentic AI” ซึ่งเป็น AI ที่สามารถโจมตีเจาะระบบและขโมยข้อมูลได้เองโดยอัตโนมัติ
- Agentic AI มีความสามารถในการตัดสินใจและปฏิบัติการโจมตีได้ด้วยตนเองตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การหาช่องโหว่จนถึงขโมยข้อมูล โดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมจากมนุษย์
- การฉ้อโกงทางไซเบอร์และการรั่วไหลของข้อมูลกลายเป็นความกังวลอันดับหนึ่งของผู้บริหาร เนื่องจากแฮกเกอร์ใช้ AI ทำให้การหลอกลวงเพื่อดูดเงินมีความแนบเนียนและขยายวงกว้างได้รวดเร็ว
สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum หรือ WEF) เผยแพร่รายงาน Global Cybersecurity Outlook 2026 ระบุว่าในปี 2026 ภัยคุกคามทางไซเบอร์จะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมี “Agentic AI” หรือเอไอเชิงปฏิบัติการ เป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาปรับโฉมการโจมตีให้มีความน่ากลัวและเป็นระบบอัตโนมัติมากขึ้น
จุดเปลี่ยนจาก GenAI สู่ Agentic AI: อาวุธที่แฮกเกอร์ไม่ต้องควบคุม
รายงานระบุว่า ในขณะที่ปีก่อนหน้าแฮกเกอร์ใช้ Generative AI (GenAI) เพื่อสร้างอีเมล Phishing หรือสร้างเนื้อหาปลอมเป็นหลัก แต่ในปี 2026 โลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ เอไอที่สามารถปฏิบัติการได้ด้วยตนเอง (Autonomous AI Agents) เริ่มถูกนำมาใช้ในการโจมตีแบบเต็มรูปแบบ
Agentic AI เหล่านี้มีความสามารถเหนือกว่าเอไอทั่วไปตรงที่สามารถตัดสินใจและดำเนินงานได้เองตลอดวงจรการโจมตี ตั้งแต่การสอดแนมหาจุดอ่อน การเจาะระบบ ไปจนถึงการขโมยข้อมูลออกไป โดยแทบไม่ต้องอาศัยการสั่งการจากมนุษย์
ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลระบุว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2025 มีการตรวจพบการจารกรรมทางไซเบอร์ครั้งแรกที่พิสูจน์ได้ว่าใช้ AI เป็นผู้ดำเนินการหลักในการเข้าถึงเป้าหมายระดับสูงทั้งบริษัทเทคโนโลยีและหน่วยงานรัฐบาล
ผู้บริหารทั่วโลกผวา: “การฉ้อโกงและข้อมูลรั่วไหล” ขึ้นแท่นความกังวลอันดับหนึ่ง
ผลสำรวจในรายงานชี้ให้เห็นว่า การฉ้อโกงทางไซเบอร์ (Cyber-enabled fraud) กลายเป็นสิ่งที่ซีอีโอ (CEOs) กังวลมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งในปี 2026 แซงหน้าการโจมตีด้วยเรียกค่าไถ่ (Ransomware), โดยประเด็นที่น่ากังวลสูงสุดคือ
- การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล: เอไอถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำและแนบเนียนในการหลอกลวง
- การดูดเงินอัตโนมัติ: การใช้ AI ปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงให้เข้ากับวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่น ทำให้แฮกเกอร์สามารถขยายขอบเขตการโจมตีไปยังภูมิภาคใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
- ช่องโหว่ของระบบเอไอเอง: 87% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับเอไอเป็นความเสี่ยงที่เติบโตเร็วที่สุด
การแข่งขันด้านอาวุธไซเบอร์ (AI Arms Race)
ปัจจุบัน 94% ของผู้นำองค์กรมองว่า AI จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนแปลงในด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, ในขณะที่ฝั่งผู้ป้องกันพยายามใช้ AI เพื่อตรวจจับความผิดปกติ แต่ฝั่งอาชญากรก็ใช้ AI เพื่อเพิ่มความเร็วและความซับซ้อนในการโจมตีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม รายงานยังพบสัญญาณที่ดีว่าองค์กรต่างๆ เริ่มตื่นตัว โดยพบว่าสัดส่วนขององค์กรที่มีกระบวนการประเมินความปลอดภัยของเครื่องมือ AI ก่อนนำมาใช้งานเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 37% ในปี 2025 เป็น 64% ในปี 2026
WEF เน้นย้ำว่าความสามารถของ AI ในการทำหน้าที่เป็นตัวแทน (AI Agents) จะท้าทายกรอบการรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิม องค์กรจำเป็นต้องหันมาใช้หลักการ Zero Trust (ไม่ไว้วางใจการเชื่อมต่อใดๆ เป็นค่าเริ่มต้น) และต้องมีการตรวจสอบย้อนกลับ (Audit trails) ที่แข็งแกร่งสำหรับการทำงานของเอไอ
ท้ายที่สุด ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในปี 2026 ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการแบ่งปันข้อมูลอัจฉริยะด้านภัยคุกคามเพื่อรับมือกับ “Agentic AI” ที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอาชญากรรมโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
12 Tense สรุป ครบจบในที่เดียว! เทคนิคจำโครงสร้างแม่น ไม่ต้องท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง

ถ้าพูดถึง “กำแพงเมืองจีน” ในการเรียนภาษาอังกฤษของคนไทย ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “12 Tense” นี่แหละครับ หลายคนเรียนมาเป็นสิบปีแต่ก็ยังสับสนว่า “เอ๊ะ… เหตุการณ์นี้ต้องใช้ Past Perfect หรือ Past Simple นะ?” หรือ “Future Perfect นี่มันใช้ตอนไหนกันแน่?” ความสับสนเหล่านี้มักเกิดจากการที่เราพยายามท่องจำโครงสร้างโดยไม่เข้าใจ “หัวใจ” ของมัน
วันนี้ EngDuo Thailand จะมาทำการ 12 Tense สรุป แบบรวบรัด ตัดเนื้อหาน้ำๆ ทิ้ง เหลือแต่เนื้อเน้นๆ ให้คุณมองเห็นภาพรวม (Big Picture) ว่าจริงๆ แล้ว Tense ไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลย มันเป็นแค่การจับคู่กันของ “เวลา” และ “ลักษณะเหตุการณ์” เท่านั้นเองครับ
ถอดรหัส 12 Tense: สูตรคูณทางภาษา (3 x 4 = 12)
เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ให้มอง Tense เหมือนการจับคู่เสื้อผ้าครับ เรามี “เวลา” (Time) เป็นเสื้อ 3 ตัว และ “ลักษณะ” (Aspect) เป็นกางเกง 4 ตัว เมื่อจับคู่กันก็ได้ชุดทั้งหมด 12 ชุด (12 Tenses)
เสื้อ 3 ตัว (Time – เวลาที่เกิด)
- Present (ปัจจุบัน): เรื่องตอนนี้, เรื่องจริง, กิจวัตร (V.1)
- Past (อดีต): เรื่องที่จบไปแล้ว (V.2)
- Future (อนาคต): เรื่องที่จะเกิด (Will + V.inf)
กางเกง 4 ตัว (Aspect – ลักษณะการเกิด)
- Simple: ธรรมดาๆ เรียบง่าย บอกข้อเท็จจริง
- Continuous: กำลังเคลื่อนไหว กำลังทำอยู่ (be + V.ing)
- Perfect: สมบูรณ์แล้ว ทำเสร็จแล้ว หรือส่งผลถึงปัจจุบัน (have + V.3)
- Perfect Continuous: ทำมายาวนานและยังทำต่อ (have + been + V.ing)
เจาะลึก 12 Tense สรุป ตามกลุ่มเวลา (Time Groups)
เพื่อให้จำง่าย เรามาดูสรุปกันทีละกลุ่มเวลาครับ
กลุ่มที่ 1: Present (เรื่องปัจจุบัน)
- Present Simple: เรื่องจริงเสมอ, กิจวัตร, ตารางเวลา
- Ex: I eat rice every day.
- Present Continuous: กำลังทำอยู่ ณ ตอนนี้ หรืออนาคตอันใกล้ที่แน่นอน
- Ex: I am eating rice right now.
- Present Perfect: ทำเสร็จแล้ว หรือทำตั้งแต่อดีต ส่งผลถึงปัจจุบัน (ไม่เน้นเวลาจบ)
- Ex: I have eaten rice. (อิ่มแล้ว)
- Present Perfect Continuous: ทำมาตั้งแต่อดีต ต่อเนื่อง มาจนถึงตอนนี้ (เน้นความนาน)
- Ex: I have been eating rice for 1 hour. (กินมาชั่วโมงนึงละ ยังไม่หยุด)
กลุ่มที่ 2: Past (เรื่องอดีต – จบแล้วจบเลย)
- Past Simple: จบแล้วในอดีต มีเวลาเจาะจง
- Ex: I ate rice yesterday.
- Past Continuous:กำลังทำ ในอดีต (มักมีเหตุการณ์อื่นมาแทรก)
- Ex: I was eating rice when you called.
- Past Perfect:เกิดก่อนและจบก่อน อีกเหตุการณ์ในอดีต (เรื่องเก่ากว่า Past Simple)
- Ex: I had eaten rice before mom came home.
- Past Perfect Continuous: ทำ ต่อเนื่อง ในอดีต ก่อนจะเกิดอีกเรื่องขึ้น
- Ex: I had been eating rice for 20 mins when the power went out.
กลุ่มที่ 3: Future (เรื่องอนาคต)
- Future Simple: จะทำในอนาคต (ตัดสินใจเดี๋ยวนั้น / คาดเดา)
- Ex: I will eat rice later.
- Future Continuous: จะ กำลังทำ อยู่ ณ เวลาหนึ่งในอนาคต
- Ex: At 6 PM tomorrow, I will be eating rice.
- Future Perfect: จะ ทำเสร็จ ในอนาคต
- Ex: I will have eaten by the time you arrive. (เธอมาถึงฉันก็กินเสร็จพอดี)
- Future Perfect Continuous: จะทำ ต่อเนื่อง ไปจนถึงจุดหนึ่งในอนาคต
- Ex: By next year, I will have been working here for 10 years.
ตาราง: Cheat Sheet คำบอกเวลา (Time Markers)
หัวใจสำคัญของการทำข้อสอบหรือพูดให้ถูก Tense คือ “คำบอกเวลา” ครับ ลองดูตารางสรุปนี้เพื่อใช้เป็นจุดสังเกต
| กลุ่ม Tense | ชื่อ Tense | คำบอกเวลาที่พบบ่อย (Keywords / Time Markers) |
| Present | Simple | Always, Usually, Often, Every day, Generally |
| Continuous | Now, Right now, At the moment, Look!, Listen! | |
| Perfect | Since, For, Just, Already, Yet, Recently, So far | |
| Perf. Cont. | For (+ระยะเวลา), Since (+จุดเริ่มต้น), All day, All week | |
| Past | Simple | Yesterday, Last (week/month), Ago, In 1999 |
| Continuous | While, As, At this time yesterday | |
| Perfect | By the time (ตามด้วย Past), Before, After | |
| Perf. Cont. | For, Since (ในบริบทเรื่องเล่าอดีต) | |
| Future | Simple | Tomorrow, Next (week/month), Soon, In the future |
| Continuous | At this time tomorrow, Tonight at 8 PM | |
| Perfect | By (tomorrow/next week), By the time | |
| Perf. Cont. | By (+เวลาอนาคต) + For (+ระยะเวลา) |
ทำไมอ่านสรุปแล้วก็ยังใช้ผิด? (The Missing Link)
การอ่าน 12 Tense สรุป ช่วยให้เรา “รู้หลักการ” แต่การ “ใช้งานจริง” (Application) เป็นคนละเรื่องกันครับ ปัญหาของคนไทยคือเราขาด Environment หรือสภาพแวดล้อมที่จะได้ฝึกใช้ Tense เหล่านี้ เราจึงมักจะใช้แต่ Present Simple (I go, I eat) ตลอดเวลา เพราะมันง่ายที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
เปิด 5 เทคนิคกินกาแฟสไตล์สาวสุขภาพดี ไม่ทำลายคอลลาเจน ไม่รบกวนการนอน!

ดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์สูง! ด้วย 5 เทคนิคดื่มแบบไม่ทำลายคอลลาเจน ไม่รบกวนการนอน
กาแฟแก้วโปรดในตอนเช้า คือความสุขที่ขาดไม่ได้เลยใช่ไหมคะ? แต่ในฐานะสาวรักสุขภาพยุค 2026 เราจะดื่มแค่เอาตื่นอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าดื่มผิดวิธี กาแฟอาจจะไปขัดขวางการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูแห้งกร้าน หรือทำให้นอนไม่หลับจนขอบตาคล้ำได้ วันนี้เรามี 5 เทคนิคการจิบกาแฟแบบฉลาดเลือก มาฝากคุณสาว ๆ ให้สวยเป๊ะและสดชื่นไปพร้อมกันค่ะ
1.ล็อกช่วงเวลาทองคำ
การดื่มกาแฟทันทีหลังตื่นนอน อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดนะคะ เพราะช่วงเช้ามืดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล เพื่อปลุกเราให้ตื่นตามธรรมชาติอยู่แล้ว การเติมคาเฟอีนเข้าไปซ้ำจะทำให้ร่างกายดื้อฮอร์โมนและเครียดกว่าเดิม แนะนำให้คุณสาว ๆ ดื่มกาแฟในช่วง 09.30-11.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับคอร์ติซอลลดลง จะช่วยให้คาเฟอีนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและไม่ทำให้ใจสั่นด้วยค่ะ
2.ยึดกฎบ่ายสอง
คาเฟอีนมีระยะเวลาอยู่ในร่างกายค่อนข้างนาน กว่าจะขับออกไปได้ครึ่งหนึ่ง อาจต้องใช้เวลาถึง 5-6 ชั่วโมงเลยทีเดียว ดังนั้น หากคุณผู้หญิงอยากนอนหลับสนิท เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมคอลลาเจนในช่วงกลางคืน ควรดื่มกาแฟแก้วสุดท้ายไม่เกิน 14.00 น.
3.เลี่ยงน้ำตาลและครีมเทียม
ศัตรูตัวฉกาจของคอลลาเจนคือน้ำตาล เพราะน้ำตาลจะไปทำให้เกิดกระบวนการไกลเคชั่น (Glycation) ที่เข้าไปทำลายโครงสร้างผิวให้หย่อนคล้อย คุณสาว ๆ ลองหันมาดื่มกาแฟดำ (Black Coffee) หรือหากใจยังไม่แข็งพอ ลองใช้นมอัลมอนด์หรือนมพิสตาชิโอแทนครีมเทียม นอกจากจะได้ความหอมมันที่ปลอดภัยแล้ว วิตามินอีในนมถั่วยังช่วยส่งเสริมการทำงานของผิวให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วยค่ะ
4.ดื่มน้ำเปล่าตามหนึ่งเท่าตัวเสมอ
กาแฟมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อน ๆ ซึ่งอาจทำให้ร่างกายและผิวพรรณสูญเสียความชุ่มชื้นได้ค่ะ เทคนิคง่าย ๆ ที่สาวเกาหลีนิยมทำกัน คือ ทุกครั้งที่ดื่มกาแฟ 1 แก้ว คุณผู้หญิงต้องดื่มน้ำเปล่าตามไปอีกหนึ่งแก้วเสมอ เพื่อรักษาสมดุลน้ำในเซลล์ผิว วิธีนี้จะช่วยให้ผิวของคุณสาว ๆ ยังคงดูโกลว์ใสและชุ่มชื้นอยู่เสมอ แม้จะเป็นคอกาแฟตัวยงก็ตาม
5.เพิ่มพลังแอนตี้ออกซิแดนท์ด้วยผงซินนามอน
อยากให้กาแฟแก้วเดิมกลายเป็นกาแฟบำรุงผิว ลองใส่ผงซินนามอน (อบเชย) ลงไปเล็กน้อย เพราะซินนามอนอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และยังมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ลดความอยากขนมหวานระหว่างวันได้ดีมาก เป็นทริคที่ทำให้คุณผู้หญิงได้รับประโยชน์จากกาแฟมากขึ้น และช่วยเสริมสร้างสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอกอย่างแท้จริงค่ะ
การดื่มกาแฟที่ช่วยให้คุณผู้หญิงมีความสุขกับรสชาติที่หลงรัก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องริ้วรอยหรืออาการนอนไม่หลับ เพียงแค่ปรับเวลาและเลือกส่วนผสมให้เป็นมิตรกับร่างกาย คุณสาว ๆ ก็จะได้รับทั้งความสดชื่นและความสวยควบคู่กันไปในทุก ๆ วัน พร้อมช่วยให้กาแฟแก้วต่อไปของคุณผู้หญิงอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่สุดค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 15/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,350.00 | 68,450.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,418.00 | 66,976.88 | 69,250.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,976.20 | 60,279.19 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,534.40 | 53,581.50 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,988.10 | 30,139.60 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,546.30 | 23,441.91 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,578.24 | 69,406.12 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 15/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.48 | – | – | – | – | – | – | – | 16.48 |







