สาระน่ารู้ประจำวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2568

ผ่าแนวคิด ‘สินธร วิลเลจ’ ต้นแบบลิสต์โฮลด์แรร์ไอเทม‘หลังสวน’ตร.วาละ4 ล้าน

ผ่าแนวคิด ‘สินธร วิลเลจ’ ต้นแบบลิสต์โฮลด์แรร์ไอเทม พลิกทำเลทอง‘หลังสวน’จากตารางวาละ 19 บาท ทะยานสู่ 4 ล้าน! “เป้าหมายใหญ่” ที่ต้องการ “สร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน”

จากจุดเริ่มต้นบนที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ทำเลหลังสวน ที่เคยมีมูลค่าให้เช่าเพียงแค่ตารางวาละ 19 บาท! “สยามสินธร” นำที่ดินมาพัฒนาจนมีมูลค่าสูงถึง 4 ล้าน!บาทต่อตารางวาในปัจจุบันถือเป็นการ ”พลิกโฉม” แปลงที่ดินแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการเดินตามกระแสของตลาด หรือการเอาชนะคู่แข่ง แต่เกิดจากการตั้ง “เป้าหมายใหญ่” ที่ต้องการ “สร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” ให้กับโครงการสินธร วิลเลจ และย่านหลังสวน

“สินธร วิลเลจ” มูลค่า 30,000 ล้านบาท เป็นโครงการมิกซ์ยูส (Mixed-Use) ขนาดใหญ่ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ 60 ไร่ ใจกลางกรุงเทพฯ บนถนนหลังสวน ประกอบด้วย “คอนโดมิเนียม” 5 อาคาร ได้แก่ สินธร เรสซิเดนซ์ สินธร ต้นสน, สินธร ลุมพินี เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท สินธร เคมปินสกี้ โฮเทล แบงค็อก และบ้านสินธร “โรงแรม” 5 ดาว 3 แห่ง ได้แก่ โรงแรมสินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ และ โรงแรมสินธร มิดทาวน์ กรุงเทพฯ  วีนแยทท์ คอลเลคชั่น และอาคารสำนักงาน 1 อาคาร คือ อาคารสินธร
 สืบพงษ์ เกียรติวิศาลชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยาม สินธร จำกัด เล่าว่า สิ่งที่ทำให้ สินธร วิลเลจ แตกต่างจากโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่น คือความตั้งใจในการพัฒนาโครงการที่มุ่งยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในเชิงคุณภาพและฟังก์ชันการใช้งาน ทำให้ราคาขายสามารถเข้าถึงได้ในคุณภาพระดับสูงสุดที่ผู้บริโภคต้องการ

“เราต้องการพัฒนาโครงการให้เหมาะสมกับศักยภาพของที่ดินหรือมูลค่าเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ ภายใต้แนวคิดยกระดับมาตรฐานประเทศขึ้น โดยใช้ที่ดินที่หายาก เข้าขั้น ‘แรร์ไอเทม’ มาพัฒนาโครงการ ทำเกิดการบอกต่อปากต่อปาก หรือ Word of Mouth”

นับเป็นครั้งแรกที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ลุกขึ้นมาทำโครงการอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การบริหารงานของ สยามสินธร บนพื้นที่ทั้งหมด 60 ไร่ อยูในทำเลหลังสวน 56 ไร่ บวกด้านหลังโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย อีก 4 ไร่ ที่พัฒนาเป็นโรงแรม

Sirent Policy สร้างความแตกต่าง

ในยุคตลาดอสังหาริมทรัพย์แข่งขันรุนแรง สยามสินธร เลือกที่จะไม่ลงแข่งด้วยการใช้ ”ราคา” แต่กลับเน้นการสร้างมูลค่าในระยะยาว โดยการตั้งเป้าหมายแฝง หรือ ที่เรียกว่า Sirent Policy ที่ไม่เพียงแค่หวังผลกำไร แต่มุ่งยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยให้อยู่ในระดับเดียวกับโครงการระดับโลก ผ่านการออกแบบและคัดเลือกดีไซน์เนอร์ไทยที่มีความสามารถสูงสุด ใช้วัสดุและการก่อสร้างที่มีคุณภาพสูงสุด

“เราไม่ต้องการแค่ให้โครงการขายได้ แต่อยากสร้างมาตรฐานที่ดีให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทยทัดเทียมต่างประเทศ”

โดยหลังเปิดตัวโครงการปี 2555 สยามสินธรพบว่า “การบอกต่อ…ปากต่อปาก” จากลูกค้าเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ สินธร วิลเลจ ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ลูกค้าหลายคนเลือกซื้อคอนโดมิเนียมในโครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้มีอันจะกินทั่วไป แต่เป็นกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการซื้ออสังหาริมทรัพย์มาก่อน และเลือก สินธร วิลเลจ เพราะตอบโจทย์ทั้งแง่ฟังก์ชันการใช้งาน ราคา การดูแลและรับผิดชอบ Responsive & Responsible

“ลูกค้าบอกต่อกันเอง การบอกปากต่อปากเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับเรา”

การพัฒนาโครงการเน้นไปที่ความพึงพอใจของลูกค้าจึงสร้างความภักดีให้กับลูกค้ากลุ่ม Tycoon Family และคอนซูเมอร์ที่เป็น Opinion Leader หรือ ผู้นำทางความคิด ที่ประสบความสำเร็จ มีฐานะดี การศึกษาดี หนุนให้โครงการของสินธรขายดี! ถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการทำตลาดซูปเปอร์ลักชัวรี ในรูปแบบของ Leasehold หรือการเช่าระยาว 30ปี

การพัฒนาโครงการเน้นไปที่ความพึงพอใจของลูกค้าจึงสร้างความภักดีให้กับลูกค้ากลุ่ม Tycoon Family และคอนซูเมอร์ที่เป็น Opinion Leader หรือ ผู้นำทางความคิด ที่ประสบความสำเร็จ มีฐานะดี การศึกษาดี หนุนให้โครงการของสินธรขายดี! ถือเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการทำตลาดซูปเปอร์ลักชัวรี ในรูปแบบของ Leasehold หรือการเช่าระยาว 30ปี

“70-80% ของลูกค้ามาจากการบอกต่อ เวลาบุตรหลานของลูกค้าแต่งงานเขาบอกให้ลูกเขยซื้อเพิ่มจะได้อยู่ใกล้กัน เราได้ขายห้องเพิ่ม หรือเพื่อนเขากลับจากต่างประเทศ อยากกลับมาอยู่เมืองไทย ลูกค้าจะแนะนำให้ซื้อ ทำให้ช่วงโควิด-19 ยอดขายดีมาก”

ยกระดับมาตรฐานด้วยฝีมือคนไทย

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่าง คือการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพของคนไทยในทุกมิติของโครงการ ตั้งแต่สถาปนิก วิศวกร ไปจนถึงดีไซเนอร์ โดยเลือกใช้ทีมงานฝีมือดีที่สุดของไทยเพื่อนำเสนอผลงานที่โดดเด่น สร้างความภาคภูมิใจให้กับอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทย

“เราเป็นโครงการแรกและโครงการเดียวที่มีคนไทยออกแบบ 100%” สืบพงษ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจที่ได้ใช้คนไทยในทุกส่วนของโครงการ ด้วยนโยบายถูกตั้งมาแต่ต้นว่า ต้องการยกมาตรฐานวิชาชีพคนไทย! 

ดังนั้น เม็ดเงินลงทุน 30,000 ล้านบาทในการพัฒนาโครงการสินธร วิลเลจ จึงตัดประเด็นความล้มเหลวออกไป แล้วเลือกคนไทยฝีมือดีที่สุดเข้ามาออกแบบ หลังจากโครงการเสร็จ Harvard Business School ติดต่อเข้ามาเยี่ยมชมโครงการ สะท้อนว่าเป็นโครงการที่ได้รับการยอมรับระดับโลก

“จากวันแรกที่คุยกันว่าเราไม่อยากแข่งซีเกมส์ ไม่อยากแข่งเอเชียนเกมส์ เราอยากแข่งโอลิมปิก เพราะอยากพาคนไทยไปโอลิมปิก จึงไม่อยากได้โค้ชผู้เล่นต่างชาติ แต่เลือกใช้คนไทย”

ย่านหลังสวนเติบโตไปพร้อมกับโครงการ

“สินธร วิลเลจ” ไม่ได้แค่พัฒนาโครงการในที่ดินของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีส่วนในการเปลี่ยนแปลง “ย่านหลังสวน” เติบโตอย่างรวดเร็ว จากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ โดย “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” มุ่งส่งเสริมชุมชนรอบข้างเติบโตไปด้วยกัน ทำให้โครงการสาธร วิลเลจ ได้รับความนิยมในระยะยาว

การเกิดขึ้นของ “สินธร วิลเลจ” ทำให้ทำเลหลังสวนได้รับการพัฒนาใหม่ อาคารเก่าสามารถปล่อยเช่าได้ ที่ดินที่เคยรกร้างมีผู้ซื้อต่อและซื้อเป็นที่อยู่อาศัยทำให้ย่านหลังสวนพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์การยกระดับประเทศ และวิธีพัฒนาที่ผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ได้รับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

“รอบเขตโฉนด คุณจะทำอะไรก็ได้แต่สิ่งที่คุณทำไม่ได้ คือ พื้นที่นอกโฉนด แต่ที่หลังสวนพื้นที่นอกโฉนดพัฒนาด้วย โดยที่เราไม่ต้องพัฒนา เราพัฒนาเพื่อให้พื้นที่รอบนอกพัฒนา เมื่อรอบนอกพัฒนาทั้งย่านริช (Rich) ขึ้น ทำให้อัปสเกลไปทั้งคอมมูนิตี้”

สินธร วิลเลจ ไม่ได้แค่สร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและชุมชน ให้ทุกคนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ยั่งยืน เป็น Neighborhood เสมือนเป็นเพื่อนบ้าน

สิ้นปี 68 ปิดคอนโดตึกสุดท้าย

สำหรับ เดอะ เรสซิเดนซ์ แอท สินธร เคมปินสกี้ โฮเทล แบงค็อก เป็นโครงการสุดท้ายของ สินธร วิลเลจ เปิดเป็นอาคารสุดท้ายที่สร้างเสร็จในปี 2563 ล่าสุดขายไปแล้ว 75% เหลือ 46 ยูนิต จาก 230 ยูนิต ส่วนใหญ่เป็นห้อง 2 เตียง ขนาด 140-160 ตารางเมตรราคา 40 ล้านบาท ส่วนห้อง 3 เตียง ราคา 70 ล้านบาท เหลือ 1 ยูนิตเท่านั้น คาดว่าภายในปี 2568 สามารถปิดโครงการได้ ส่วน 4 โครงการขายหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สินธร ต้นสน, สินธร ลุมพินี, บ้านสินธร และสินธร เรสซิเดนซ์

“วันนี้ห้องใหญ่ขนาด 500 ตารางเมตร ที่ขายเป็นห้องแรกของโครงการในราคา 150 ล้านบาท ปัจจุบันราคารีเซล 400 ล้านบาทสะท้อนเห็นมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นชัดเจน”

ปัจจุบัน โครงการคอนโดมิเนียมคืนทุนหมดแล้วตั้งแต่ต้นปี 2567 โดยยอดขาย 5 โครงการรวมกัน 90% ส่วนใหญ่เป็นคนไทย 90% อีก 10% เป็นต่างชาติ ขณะที่โรงแรมมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 80% ราคาเฉลี่ย (ADR)  13,500 บาทต่อคืน สูงกว่าตลาดรวมซึ่งอยู่ที่ 7,000-8,000 บาทต่อคืน ส่วนอาคารสินธร เป็นสำนักงาน 40,000 ตารางเมตร มีอัตราการเช่า 70%

เล็งผุดมิกซ์ยูสโครงการใหม่

สืบพงษ์ แย้มว่า จะมีโครงการมิกซ์ยูสใหม่ออกมาแน่นอน! เพราะปัจจุบันที่ดินที่ดูแลอยู่ ”ไม่มีเหลือ” ให้พัฒนาแล้ว ซึ่งโครงการใหม่ โลเกชันดีกว่า! มีสวนขนาดใหญ่กว่า 2 เท่า ถือเป็นความท้าทายในการพัฒนาโครงการให้ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับ สาธร วิลเลจ

“สยามสินธร เรายอมแลกทุกอย่าง แต่ไม่แลกชื่อเสียง ทำเสียตังค์ ยังไม่เสียเท่ากับทำแล้วเสียชื่อ ที่สำคัญต้องส่งผลดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดทั้งคนที่อยู่กับเรา คนรอบข้าง และประเทศในภาพใหญ่ ชื่อเสียงสำคัญสุด”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


AOT เปิดสัมปทาน 3 โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมืองเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่

AOT มั่นใจรายได้เติบโตต่อเนื่อง เตรียมเปิดสัมปทาน 3 โครงการ ดึงเอกชนลงทุน – ร่วมลงทุน ในสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงสนามบินดอนเมือง ขยายการลงทุน เพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน

ดร.กีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) หรือ ทอท. กล่าวว่า จากคาดการณ์ตัวเลขผู้โดยสารที่ผ่านมาและแนวโน้มในอนาคตที่เพิ่มมากขึ้น AOT พร้อมลุยโครงการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการบิน เพื่อเพิ่มรายได้ และอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร รวมถึงฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

ปัจจุบันธุรกิจของ AOT ยังมีแนวโน้มรายได้ที่เป็นขาขึ้นจากปัจจัยด้านการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารและการขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ซึ่งผลประกอบการของปีงบประมาณ 2568 ระหว่างเดือนตุลาคม2567 ถึงเดือนธันวาคม 2567 AOT มีกำไรสุทธิรวมทั้งสิ้น 5,344.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.12%  และมีรายได้รวม 17,906.01 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4 %  เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่คาดการณ์ปริมาณเที่ยวบินและผู้โดยสารช่วงตารางบินฤดูร้อนในปี 2568 ซึ่งสายการบินได้มีการขอจัดสรรเวลาการบินล่วงหน้า จะมีเที่ยวบินรวมประมาณ 543,932 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 29.7 % แบ่งเป็นเที่ยวบินในประเทศ 225,905 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 29.7 % เที่ยวบินระหว่างประเทศ 318,027 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 29.6 %

ในขณะที่มีจำนวนผู้โดยสารรวม 87,801,146 คน เพิ่มขึ้น 31.2 % แบ่งเป็นผู้โดยสารภายในประเทศ 32,844,933 คน เพิ่มขึ้น 33.0 %  ผู้โดยสารระหว่างประเทศ 54,956,213 คน เพิ่มขึ้น 30.0 % (ข้อมูล ณ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2568)

ตลอดจนคาดการณ์การเติบโตของปริมาณผู้โดยสารจะมีเพิ่มขึ้นเป็น 170 ล้านคน/ปี ในอีก 5 ปี และมีผู้โดยสารประมาณ 210 ล้านคน/ปี ในอีก 10 ปี ซึ่งสอดคล้องตามแผนโครงการพัฒนาท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT เพื่อจะรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นปัจจัยพื้นฐานของ AOT ยังคงแข็งแกร่งสะท้อนศักยภาพการเติบโตในอนาคตสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางการบินใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ 

AOT มีแผนลงทุนขยายท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ทั้งด้านผู้โดยสารและกิจกรรมเชิงพาณิชย์ ผ่านการลงทุนเพิ่มพื้นที่อาคารผู้โดยสารภายในท่าอากาศยานเดิม ไปจนถึงการก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่ อาทิ โครงการพัฒนา ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.) เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารจากเดิม 65 ล้านคน/ปี เป็น 150 ล้านคน/ปี

ประกอบด้วย โครงการพัฒนาส่วนต่อขยายด้านทิศตะวันออกพื้นที่ 100,000 ตารางเมตร เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร 15 ล้านคน โครงการพัฒนาก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร 70 ล้านคน โครงการก่อสร้างทางวิ่งเส้นที่ 4 เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินได้ถึง 120 เที่ยวบินต่อชั่วโมง

โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) รองรับผู้โดยสาร 40 ล้านคน/ปี ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารเดิม

รวมถึงโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานแห่งใหม่รองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอีก 60 ล้านคน/ปี ประกอบด้วย โครงการก่อสร้าง ทภก.แห่งที่ 2 หรือท่าอากาศยานอันดามัน รองรับผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 40 ล้านคน และโครงการก่อสร้าง ทชม.แห่งที่ 2 หรือท่าอากาศยานล้านนา รองรับปริมาณผู้โดยสารเพิ่มขึ้น 20 ล้านคนต่อปี

ดร.กีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า AOT ยังมีแผนในการเพิ่มรายได้แหล่งใหม่ อาทิ 1. โครงการตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ปี พ.ศ.2562 ณ ท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ AOT ประกอบไปด้วย โครงการให้บริการลานจอดและอุปกรณ์ภาคพื้น การให้บริการผู้โดยสารภาคพื้นและกิจการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องและโครงการคลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของผู้ประกอบรายที่ 3 สนามบินสุวรรณภูมิ

ปัจจุบัน AOT อยู่ระหว่างการคัดเลือกเอกชน โดยจะมีการประกาศเชิญชวนในเดือนมีนาคม 2568 และโครงการ 400 Hz และ PC-Air โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (Maintenance Repair and Overhaul: MRO) โครงการให้บริการการซ่อมขนาดเบาอากาศยาน (Line Maintenance) (โครงการดังกล่าวจะเริ่มรับรู้รายได้ในปี 2569)

2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง โครงการก่อสร้าง Junction Building และอาคารจอดรถพร้อมพื้นที่ให้บริการโรงแรมเพื่อเป็นจุดเชื่อมระหว่างการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางจากทางอากาศไปยังระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดงและรถสาธารณะต่างๆ

3. โครงการพัฒนาที่ดินแปลง 723 ไร่ ณ ทสภ. (Certify Hub และ Airport Logistics Park) ประกอบด้วยศูนย์จัดการสินค้าเกษตรแบบครบวงจร และเป็น Logistics Park ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการค้าและการขนส่งสินค้าทางอากาศ

นอกจากนี้ AOT ยังมีความได้เปรียบด้านศักยภาพการแข่งขันเชิงธุรกิจและนโยบายส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของภาครัฐที่จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว AOT จึงมีความเชื่อมั่นทั้งความพร้อมในการสร้างรายได้และสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ไปจนถึงการเป็นส่วนหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้19ก.พ. “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ที่ระดับ 33.65 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทอาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways แนะติดตาม “ความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ การเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และแนวโน้มการดำเนินนโยบายของรัฐบาลทรัมป์” ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อเงินบาท

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 19ก.พ.2568 ที่ระดับ  33.65 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  33.68 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงคืนที่ผ่านมา

ทำให้ แม้จะมีแรงกดดันจากการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยรวมเงินบาทก็อาจยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อน

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรระวังความผันผวนจากการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินบาทได้พอสมควร โดยหากราคาทองคำพลิกกลับมาย่อตัวลงต่อเนื่อง เช่น ในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลปัจจัยเสี่ยงต่างๆ

อาทิ ปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ (จับตาการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน) หรือ แนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ก็อาจกดดันให้เงินบาททยอยอ่อนค่าลงได้บ้าง

นอกจากนี้ เรามองว่า ควรจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่แม้จะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่โดยรวม เราประเมินว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย อย่าง หุ้นไทยได้

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.60-33.80 บาท/ดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Down (แกว่งตัวในกรอบ 33.61-33.73 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่า เงินดอลลาร์จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ในลักษณะ Sideways Up ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มที่รัฐบาลสหรัฐฯ อาจเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าประเภทรถยนต์ Semiconductor และยา ในช่วงต้นเดือนเมษายน

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังคงได้แรงหนุนจากถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดที่ต่างออกมาสนับสนุนให้เฟดชะลอการลดดอกเบี้ย จนกว่าจะมั่นใจในแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อ ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับ รัสเซีย เพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อ ก็มีส่วนหนุนเงินดอลลาร์ ตามการย่อตัวลงบ้างของเงินยูโร (EUR) ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ

รวมถึงแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้หนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นสู่โซน 2,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติมมากนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ที่ล่าสุดขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าประเภทรถยนต์ Semiconductor และยา

ขณะเดียวกันบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างก็ส่งสัญญาณสนับสนุนการชะลอลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งมุมมองดังกล่าวได้หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น กดดันบรรดาหุ้นเทคฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.24%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.32% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ท่ามกลางมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า บรรดาชาติในยุโรปอาจจะต้องเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม

ในส่วนตลาดบอนด์ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดซึ่งต่างย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย จนกว่าจะมั่นใจแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาล Trump 2.0 ล่าสุด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง

 หรือ 50bps ในปีนี้ เหลือ 40% ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.55% อย่างไรก็ดี เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะทยอยปรับตัวขึ้นต่อได้บ้าง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในบอนด์ระยะยาวที่น่าสนใจ ยังคงเป็น การรอจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นในการทยอยเข้าซื้อ หรือ เน้น Buy on Dip

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กดดันสกุลเงินยุโรป อย่างเงินยูโร (EUR)

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดซึ่งย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นสู่โซน 107 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.8-107.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะทยอยปรับตัวขึ้น

แต่ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ และการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังคงหนุนความต้องการถือทองคำ หนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ปรับตัวขึ้นราว +1% สู่โซน 2,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทช่วงคืนที่ผ่านมา 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ ในเดือนมกราคม เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)

โดยล่าสุด หลังรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของอังกฤษ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส BOE ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง หรือ 75bps ในปีนี้ เหลือเพียง 15% (หรืออาจกล่าวได้ว่า ตลาดเริ่มมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง)  

ส่วนในฝั่งเอเชียแปซิฟิก ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) โดยบรรดานักวิเคราะห์และผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า RBNZ อาจลดดอกเบี้ยลง 50bps สู่ระดับ 3.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ

รวมถึงแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้หนุนให้ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นสู่โซน 2,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เปิดโอกาสให้ผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา

บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงเพิ่มเติมมากนัก ท่ามกลางความไม่แน่นอนของแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ที่ล่าสุดขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าประเภทรถยนต์ Semiconductor และยา

ขณะเดียวกันบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดต่างก็ส่งสัญญาณสนับสนุนการชะลอลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งมุมมองดังกล่าวได้หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น กดดันบรรดาหุ้นเทคฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.24%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.32% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ท่ามกลางมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า บรรดาชาติในยุโรปอาจจะต้องเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหม

ในส่วนตลาดบอนด์ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดซึ่งต่างย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย จนกว่าจะมั่นใจแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ รวมถึงแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาล Trump 2.0 ล่าสุด ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง

 หรือ 50bps ในปีนี้ เหลือ 40% ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.55% อย่างไรก็ดี เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่จะทยอยปรับตัวขึ้นต่อได้บ้าง ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ทำให้กลยุทธ์การลงทุนในบอนด์ระยะยาวที่น่าสนใจ ยังคงเป็น การรอจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้นในการทยอยเข้าซื้อ หรือ เน้น Buy on Dip

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กดดันสกุลเงินยุโรป อย่างเงินยูโร (EUR)

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากท่าทีของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดซึ่งย้ำจุดยืนไม่รีบลดดอกเบี้ย ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นสู่โซน 107 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.8-107.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะทยอยปรับตัวขึ้น

แต่ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ และการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ยังคงหนุนความต้องการถือทองคำ หนุนให้ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ปรับตัวขึ้นราว +1% สู่โซน 2,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำดังกล่าวก็มีส่วนช่วยหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทช่วงคืนที่ผ่านมา 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ ในเดือนมกราคม เพื่อประเมินแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)

โดยล่าสุด หลังรายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของอังกฤษ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส BOE ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง หรือ 75bps ในปีนี้ เหลือเพียง 15% (หรืออาจกล่าวได้ว่า ตลาดเริ่มมองว่า BOE อาจลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง)  

ส่วนในฝั่งเอเชียแปซิฟิก ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) โดยบรรดานักวิเคราะห์และผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า RBNZ อาจลดดอกเบี้ยลง 50bps สู่ระดับ 3.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ

และในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานการประชุม FOMC ล่าสุดของเฟด (FOMC Meeting Minutes) รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

และในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานการประชุม FOMC ล่าสุดของเฟด (FOMC Meeting Minutes) รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ประวัติศาสตร์แบดมินตันไทย 4 นักตบหญิงพาเหรดติดท็อป 10 โลก

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการแบดมินตันไทย 4 นักตบลูกขนไก่ทะยานติดท็อปเทนมือโลกเป็นครั้งแรกโดยพร้อมกันในประเภทหญิงเดี่ยว โดย “หมิว”​ พรปวีณ์​ รั้งเบอร์ 6 โลก ส่วน “เม” ศุภนิดา เป็นมือ 8 โลก ด้าน “เมย์” รัชนก ขยับขึ้นมือ 9 ส่วน “ครีม” บุศนันทน์ ขึ้นมารั้งเบอร์ 10 ของโลกแล้ว

สหพันธ์แบดมินตันโลก (บีดับเบิลยูเอฟ) ทำการประกาศอันดับโลกประจำสัปดาห์เมื่อวันอังคาร ที่ 18 ก.พ. 2568 ซึ่งปรากฎว่า ในประเภทหญิงเดี่ยว มีชื่อนักกีฬานักแบดมินตันไทยถึง 4 ที่ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก ประกอบด้วย “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ อยู่ในอันดับ 6 มี 69,218 คะแนน, “เม” ศุภนิดา เกตุทอง มือ 8 ของโลก มี 66,614 คะแนน, “เมย์” รัชนก อินทนนท์ ที่ขยับขึ้น 1 อันดับ มารั้งมือ 9 ของโลก มี 63,613 คะแนน และ “ครีม” บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ ขึ้นมา 2 อันดับมาเป็นมือ 10 ของโลก มี 63,410 คะแนน ซึ่งผลจากการจัดอันดับโลกครั้งนี้ ยังเป็นประวัติศาสตร์ของวงการแบดมินตันไทยด้วย ที่มีนักกีฬาถึง 4 คนขึ้นมาอยู่ท็อป 10 ของโลก

ด้านอันดับประเภทชายเดี่ยว “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ยังรั้งมือ 5 ของโลกตามเดิม ด้วยการมี 86,668 แต้ม ขณะที่ประเภทคู่ผสม “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย กับ “เอ็ม” สุภัค จอมเกาะ อันดับพุ่งพรวด 29 ขั้น ขึ้นมาเป็นมือ 65 ของโลก ส่วน “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ และ “เฟม” ศุภิสรา เพียวสามพราน หล่นมา 1 อันดับ มาเป็นมือ 15 ของโลก ด้านหญิงคู่ “เกน” ลักษิกา กัลละหะ กับ “จ๋อมแจ๋ม” ผไทมาส เหมือนวงศ์ อยู่อันดับ 12 ของโลก ส่วนสองพี่น้อง “อันนา” นันทน์กาญจน์ เอี่ยมสอาด และ “มูนา” เบญญาภา เอี่ยมสอาด อยู่อันดับ 20 ของโลก

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


ง่วงนอนบ่อยๆ กับ 6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว

หลายๆ คน โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศ พอตกบ่ายก็เริ่มตาปรือ สัปหงก หรือบางทีก็ต้องลุกไปชงกาแฟดื่มแก้ง่วง ถ้านานๆ ทีง่วงทีก็พอจะเข้าใจได้ แต่ถ้าง่วงมันทุกวันเนี่ย ต้องลองเช็คสุขภาพแล้วล่ะค่ะ เพราะคุณอาจกำลังเป็นโรคบางอย่างหรือเปล่า จะมีโรคอะไรบ้าง ตาม Sanook Health มาหาคำตอบกันค่ะ

6 โรคอันตรายที่คุณอาจกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว หากคุณมีอาการง่วงนอนบ่อยๆ

  1. โรคนอนไม่หลับ
    ก็เพราะนอนไม่หลับ ก็เลยง่วง ลองสังเกตตัวเองดูนะคะว่าที่นอนไม่หลับ หรือนอนดึกมากๆ เนี่ย เป็นเพราะทำงานหนัก งานเยอะ หรือเครียดจนนอนไม่หลับหรือเปล่า ถึงทำให้วันต่อมาง่วงนอน เพราะนอนไม่เคยพอสักวัน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ควรคลายเครียด ลดการทำงานในตอนกลางคืน หรือปรึกษาแพทย์ได้นะคะ
  2. โรคอ่อนเพลีย /ล้าเรื้อรัง
    เป็นขั้นกว่าของโรคนอนไม่หลับ ซึ่งก็หมายถึงการนอนไม่หลับติดต่อกันเป็นระยะเวลายาวนานนั่นเอง เมื่อร่างกายสะสมความอ่อนเพลียหนักขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุจากการบริโภคอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลมากเกินไป จนส่งผลให้มีอาการเพลีย ล้า ง่วงนอน ความจำไม่ค่อยดี ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และหลับไม่สนิท นอนเท่าไรก็ไม่พอ และกลุ่มวัยทำงานมีความเสี่ยงสูงที่สุด
  3. โรคเบาหวาน
    จากที่บอกไปแล้วว่าการบริโภคแป้ง และน้ำตาลสูงทำให้เกิดอาการง่วงนอนได้ นอกจากจะเป็นโรคล้าเรื้อรังแล้ว ยังอาจเป็นโรคเบาหวานได้อีกด้วย เพราะเลือดมีปริมาณน้ำตาลสูง และอาการง่วงนอนเป็นสัญญาณแรกๆ ที่แสดง หรือเตือนให้ร่างกายทราบว่ากำลังอยู่ในภาวะน้ำตาลในเลือดสูง นำไปสู่โรคเบาหวานได้ในอนาคตอันใกล้
  4. โรคลมหลับ
    อันนี้เป็นโรคง่วงนอนแบบจริงจังแล้วนะ คือง่วงนอนมากในตอนกลางวัน แต่ตอนกลางคืนกลับตาแป๋ว นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท หรือพอได้นอนปุ๊บก็ฝันทันที ซึ่งทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงเรื่อยๆ ถ้าเป็นเด็กอาจถูกมองว่าเป็นเด็กขี้เกียจ พัฒนาการสมองช้า เรียนไม่เก่ง หรือถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง หรือแม้กระทั่งเป็นอันตรายต่อการใช่ชีวิต เช่น ง่วงระหว่างขับรถ หรือใช้เครื่องจักรกลต่างๆ นอกจากนี้ยังส่งผลถึงสุขภาพจิตที่อาจกลายเป็นคนหงุดหงิดงุ่นง่านง่าย จากการพักผ่อนไม่เพียงพออีกด้วย
  5. โรคโลหิตจาง
    ยิ่งผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ง่าย เพราะสาเหตุอาจมาจากการได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ไม่เพียงพอ (เพราะผู้หญิงเลือกกินมากกว่า) นอกจากนี้ยังสูญเสียโลหิตจากการมีประจำเดือนอีกด้วย ส่วนสาเหตุอื่นยังมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงรู้สึกอ่อนเพลีย หน้ามืดบ่อย เหนื่อยง่าย และเชื่องช้า เซื่องซึม ไม่สดใส จึงทำให้รู้สึกง่วงนอนบ่อยๆ นั่นเอง
  6. เป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรืออวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกาย
    การสูญเสียเลือดในปริมาณมากๆ บ่อยๆ เช่น มีเลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร หรืออาจจะสูญเสียเลือดจากการเป็นโรคริดสีดวงทวารบ่อยๆ อาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลีย หรืออยู่ในภาวะโลหิตจางเรื้อรัง เลยแสดงอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด เป็นลมง่าย อ่อนแรง และง่วงหงาวหาวนอนได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


Data Center: โอกาสทอง หรือความท้าทายครั้งใหม่?

ในช่วงปีที่ผ่านมา แนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทยพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้าง Data Center

บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Google, AWS, และ TikTok กำลังให้ความสนใจและเตรียมทุ่มเงินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้าง Data Center แห่งใหม่ในไทย 

การที่บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเลือกลงทุนในไทย สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศในฐานะศูนย์กลางดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำถามที่สำคัญกว่าคือ โอกาสและความท้าทายที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมและระบบนิเวศเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะเป็นอย่างไร?

การที่ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในศูนย์ข้อมูลในไทยย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในหลายมิติ

ประการแรก การลงทุนจากต่างชาติที่เพิ่มขึ้นย่อมช่วยกระตุ้นตลาดแรงงานในสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสร้างโอกาสให้ไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึง สตาร์ทอัพในไทย จะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการใช้งานระบบคลาวด์ที่ลดลง ทำให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่เคยมีต้นทุนสูงได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลในประเทศต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น การเข้ามาของบริษัทต่างชาติอาจส่งผลให้ ราคาค่าบริการลดลง ส่งผลให้ผู้ให้บริการไทยต้องหากลยุทธ์เพื่อรักษาฐานลูกค้า

นอกจากนี้ บริษัทที่ต้องเก็บข้อมูลที่เป็นความลับระดับสูง เช่น สถาบันการเงินและหน่วยงานรัฐ อาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาความมั่นคงทางไซเบอร์และการกำกับดูแลข้อมูลที่เหมาะสม

รัฐบาลไทยอาจต้องพิจารณาแนวทางในการสนับสนุนผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลภายในประเทศ เช่น การให้สิทธิพิเศษทางภาษี  การกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ชัดเจน และการออกแบบนโยบายที่ส่งเสริมให้ธุรกิจดิจิทัลสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

ผู้ให้บริการไทยอาจต้องปรับตัวโดยหันมาให้บริการที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เช่น Hybrid Cloud และ Multi-cloud Solutions ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้ระบบคลาวด์จากหลายผู้ให้บริการได้พร้อมกัน รวมถึงการพัฒนา AI-driven Cloud Services ที่สามารถวิเคราะห์และจัดสรรทรัพยากรตามความต้องการของผู้ใช้แบบอัตโนมัติ

ในอีกด้านหนึ่ง การเข้ามาของศูนย์ข้อมูลระดับโลกจะเปิดโอกาสใหม่ให้ สตาร์ทอัพและธุรกิจเทคโนโลยีในไทย โดยเฉพาะด้าน AI, FinTech, EdTech และ HealthTech ซึ่งต้องใช้พลังประมวลผลสูงจะสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในต้นทุนที่ถูกลง

ตัวอย่างเช่น บริษัท AI ไทยสามารถใช้ศูนย์ข้อมูลภายในประเทศเพื่อลดเวลาในการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ หรือ ธุรกิจเกมออนไลน์สามารถขยายบริการไปยังภูมิภาคโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีความเสถียรและรวดเร็วขึ้น

ประเด็นที่ผู้ประกอบการ Data Center ต้องให้ความสำคัญก็คือ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน

เนื่องจากศูนย์ข้อมูลเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง  ผู้ให้บริการควรหันมาใช้ เทคโนโลยีที่เน้นการใช้พลังงานหมุนเวียนและการบริหารพลังงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนระยะยาว 

ท้ายที่สุด ประเทศไทยมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากเราสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ขณะที่ยังรักษาศักยภาพของผู้ให้บริการภายในประเทศไว้ได้

สิ่งสำคัญคือ การสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของอุตสาหกรรมและการปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจไทย รวมถึงการสนับสนุนให้เศรษฐกิจดิจิทัลไทยสามารถแข่งขันในเวทีระดับโลกได้อย่างแท้จริง                    

“โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่เป็นรากฐานของเศรษฐกิจอนาคต ประเทศไทยต้องไม่เป็นแค่ผู้ใช้ แต่ต้องเป็นผู้พัฒนาและกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมนี้ด้วยตัวเอง”.

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


รวมคำศัพท์ “สรรพนาม” เรียนรู้ไว้ใช้เรียกบุคคลในภาษาจีน!

รวมคำศัพท์ “สรรพนาม” เรียนรู้ไว้ใช้เรียกบุคคลในภาษาจีน!

我 ออกเสียงว่า wǒ (หว่อ) หมายความว่า ฉัน, ผม
你 ออกเสียงว่า nǐ (หนี่) หมายความว่า คุณ
您 ออกเสียงว่า nín (หนิน) หมายความว่า คุณ (แบบสุภาพ)
他 ออกเสียงว่า tā (ทา) หมายความว่า เขา (ผู้ชาย)
她 ออกเสียงว่า tā (ทา) หมายความว่า เขา (ผู้หญิง)
我们 ออกเสียงว่า wǒmen (หว่อเมิน) หมายความว่า พวกเรา
你们 ออกเสียงว่า nǐmen (หนี่เมิน) หมายความว่า พวกคุณ


รวมคำศัพท์ “คำกริยา” ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของภาษาจีน

吃 ออกเสียงว่า chī (ชือ) หมายความว่า กิน
有 ออกเสียงว่า yǒu (โย่ว) หมายความว่า มี
在 ออกเสียงว่า zài (จ้าย) หมายความว่า อยู่
是 ออกเสียงว่า shì (ชื่อ) หมายความว่า เป็น, คือ, ใช่
不 ออกเสียงว่า bù (ปู้) หมายความว่า ไม่
说 ออกเสียงว่า shuō (ซัว) หมายความว่า พูด
听 ออกเสียงว่า tīng (ทิง) หมายความว่า ฟัง
喝 ออกเสียงว่า hē (เหอ) หมายความว่า ดื่ม
坐 ออกเสียงว่า zuò (จั้ว) หมายความว่า นั่ง
想 ออกเสียงว่า xiǎng (เสี่ยง) หมายความว่า คิด
等 ออกเสียงว่า děng (เติ่ง) หมายความว่า รอ


รวมคำศัพท์ “วัน เดือน และเวลา” ในภาษาจีนจำง่าย ๆ ไม่ยากอย่างที่คิด

คำศัพท์หมวดวัน
星期天 ออกเสียงว่า xīngqī tiān (ซิงชี เทียน) หมายความว่า วันอาทิตย์
星期一 ออกเสียงว่า xīngqī yī (ซิงชี อี) หมายความว่า วันจันทร์
星期二 ออกเสียงว่า xīngqī’ èr (ซิงชี เอ้อ) หมายความว่า วันอังคาร
星期三 ออกเสียงว่า xīngqī sān (ซิงชี ซาน) หมายความว่า วันพุธ
星期四 ออกเสียงว่า xīngqī sì (ซิงชี ซื่อ) หมายความว่า วันพฤหัสบดี
星期五 ออกเสียงว่า xīngqī wǔ (ซิงชี อู่) หมายความว่า วันศุกร์
星期六 ออกเสียงว่า xīngqī liù (ซิงชี ลิ่ว) หมายความว่า วันเสาร์
今天 ออกเสียงว่า jīntiān (จินเทียน) หมายความว่า วันนี้ 
明天 ออกเสียงว่า míngtiān (หมิงเทียน) หมายความว่า พรุ่งนี้
昨天 ออกเสียงว่า zuótiān (จั้วเทียน) หมายความว่า เมื่อวาน
星期 ออกเสียงว่า xīngqī (ซิงชี) หมายความว่า สัปดาห์ 
คำศัพท์หมวดเดือน
一月 ออกเสียงว่า yī yuè (อี เยวี่ย) หมายความว่า มกราคม
二月 ออกเสียงว่า èr yuè (เอ้อ เยวี่ย) หมายความว่า กุมภาพันธ์
三月 ออกเสียงว่า sān yuè (ซาน เยวี่ย) หมายความว่า มีนาคม
四月 ออกเสียงว่า sì yuè (ซื่อ เยวี่ย) หมายความว่า เมษายน
五月 ออกเสียงว่า wǔ yuè (อู่ เยวี่ย) หมายความว่า หมายความว่า พฤษภาคม
六月 ออกเสียงว่า liù yuè (ลิ่ว เยวี่ย) หมายความว่า มิถุนายน
七月 ออกเสียงว่า qī yuè (ชี เยวี่ย) หมายความว่า กรกฎาคม
八月 ออกเสียงว่า bā yuè (ปา เยวี่ย) หมายความว่า สิงหาคม
九月 ออกเสียงว่า jiǔ yuè (จิ่ว เยวี่ย) หมายความว่า กันยายน
十月 ออกเสียงว่า shí yuè (ชื๋อ เยวี่ย) หมายความว่า ตุลาคม
十一月 ออกเสียงว่า shíyī yuè (ชื๋ออี เยวี่ย) หมายความว่า พฤศจิกายน
十二月 ออกเสียงว่า shí’èr yuè (ชื๋อเอ้อ เยวี่ย) หมายความว่า ธันวาคม
คำศัพท์หมวดช่วงเวลา
上午 ออกเสียงว่า shàngwǔ (ซ่างอู่) หมายความว่า ตอนเช้า
下午 ออกเสียงว่า xiàwǔ (เซี้ยอู่) หมายความว่า ตอนกลางวัน
晚上 ออกเสียงว่า wǎnshàng (หว่านช่าง) หมายความว่า ตอนเย็น
晚 ออกเสียงว่า wǎn (หว่าน) หมายความว่า สาย
早 ออกเสียงว่า zǎo (เจ่า) หมายความว่า เร็ว เช่น 早来 มาเร็ว
马上 ออกเสียงว่า mǎshàng (หม่าช่าง) หมายความว่า เร็ว ๆ นี้


รวมคำศัพท์ “เรียกครอบครัว” ในภาษาจีนต้องเรียกยังไง

家庭 ออกเสียงว่า jiātíng (เจียทิ๋ง) หมายความว่า ครอบครัว
家里人 ออกเสียงว่า jiālǐrén (เจียหลี่เหริน) หมายความว่า สมาชิกในครอบครัว
奶奶 ออกเสียงว่า nǎinai (หน่ายไน) หมายความว่า คุณย่า, อาม่า
爷爷 ออกเสียงว่า yéye (เย๋เย่) หมายความว่า คุณปู่, อากง
外公 ออกเสียงว่า wàigōng (ว่ายกง) หมายความว่า คุณตา
外婆 ออกเสียงว่า wàipó (ว่ายโพ๋) หมายความว่า คุณยาย, อาม่า
爸爸 ออกเสียงว่า bàba (ป้าปะ) หมายความว่า พ่อ
妈妈 ออกเสียงว่า māma (มามะ) หมายความว่า แม่
哥哥 ออกเสียงว่า gēge (เกอเกอะ) หมายความว่า พี่ชาย
姐姐 ออกเสียงว่า jiějie (เจี่ยเจีย) หมายความว่า พี่สาว
弟弟 ออกเสียงว่า dìdi (ตี้ติ่) หมายความว่า น้องชาย
妹妹 ออกเสียงว่า mèimei (เม้ยเม่ย) หมายความว่า น้องหญิง
姑姑 ออกเสียงว่า gūgu (กูกุ) หมายความว่า ป้า, น้า
伯伯 ออกเสียงว่า bóbo (โป๋โป) หมายความว่า ลุง
妻子 ออกเสียงว่า qīzi (ชีจึ) หมายความว่า ภรรยา
丈夫 ออกเสียงว่า zhàngfu (จ้างฟุ) หมายความว่า สามี
自己 ออกเสียงว่า zìjǐ (จื้อจี่) หมายความว่า ตัวเรา

รวมคำศัพท์ “ของใช้ต่าง ๆ” ใกล้ตัวในชีวิตประจำวันเป็นภาษาจีน

日用品 ออกเสียงว่า rì yòng pǐn (รื้อย่งพิ่น) หมายความว่า ของใช้
纸巾 ออกเสียงว่า zhǐ jīn (จึ่จิน) หมายความว่า กระดาษทิชชู่
剪刀 ออกเสียงว่า jiǎn dāo (เจี่ยนเตา) หมายความว่า กรรไกร
钱包 ออกเสียงว่า qián bāo (เชี๋ยนเปา) หมายความว่า กระเป๋าเงิน
雨伞 ออกเสียงว่า yǔ sǎn (หยู๋ส่าน) หมายความว่า ร่ม
梳子 ออกเสียงว่า shū zi (ชูจึ) หมายความว่า หวี
手帕 ออกเสียงว่า shǒu pà (โช่ว ผ้า) หมายความว่า ผ้าเช็ดหน้า
手表 ออกเสียงว่า shǒu biǎo (โช๋วเปี่ยว) หมายความว่า นาฬิกา
杯子 ออกเสียงว่า bēizi (เปยจึ) หมายความว่า แก้ว
电话 ออกเสียงว่า diànhuà (เตี้ยนฮว้า) หมายความว่า โทรศัพท์
电脑 ออกเสียงว่า diànnǎo (เตี้ยนเหน่า) หมายความว่า คอมพิวเตอร์ 
电视机 ออกเสียงว่า diànshìjī (เตี้ยนชื่อจี) หมายความว่า โทรทัศน์
感冒 ออกเสียงว่า gǎnmào (ก่านเม่า) หมายความว่า เป็นหวัด
流感 ออกเสียงว่า liúgǎn (หลิวก่าน) หมายความว่า โรคไข้หวัดใหญ่
手套 ออกเสียงว่า shǒutào (โช่วเถ้า) หมายความว่า ถุงมือ
帽子 ออกเสียงว่า màozi (เม้าจึ่) หมายความว่า หมวก
鞋子 ออกเสียงว่า xiézi (เซี๋ยจึ) หมายความว่า รองเท้า
椅子 ออกเสียงว่า yǐzi (อี่จึ) หมายความว่า เก้าอี้
衣服 ออกเสียงว่า yīfu (อีฟุ่) หมายความว่า เสื้อ
书本 ออกเสียงว่า shūběn (ชูเปิ่น) หมายความว่า หนังสือ
ตัวอย่างประโยคทักทายในชีวิตประจำวันของภาษาจีน
นี่เป็นการรวมประโยคทักทายในภาษาจีนมาให้นะคะ เป็นประโยคที่พูดตามได้ง่ายมาก ๆ เลยมั่นใจว่าถ้าทุกคนมีเพื่อนเป็นคนจีนหรือใครที่เรียนภาษาจีนก็น่าจะรู้จักประโยคทักทายง่าย ๆ เหล่านี้นะคะ

你好!
เขียนพินอิน Nĭ hăo หมายความว่า สวัสดี 
你好吗?
เขียนพินอิน Nǐ hǎoma หมายความว่า คุณสบายดีไหม?
你叫什么名字?
เขียนพินอิน Nǐ jiào shénme míngzi หมายความว่า คุณชื่ออะไร?
你吃饭了吗?
เขียนพินอิน Nǐ chī fàn le ma หมายความว่า คุณกินข้าวแล้วหรือยัง?
你喜欢吃什么?
เขียนพินอิน Nǐ xǐhuan chī shénme หมายความว่า คุณชอบกินอะไร?
最近怎么样?
เขียนพินอิน Zuìjìn zěnmeyàng หมายความว่า ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
再见
เขียนพินอิน Zàijiàn หมายความว่า ลาก่อน 

ขอบคุณข้อมูลจาก wongnai.com


10 อาหารใกล้ตัว แนะนำสำหรับผู้หญิง กินได้ทุกวัน เลี่ยงปัญหาริ้วรอย ตีนกา

หากผิวของคุณกำลังมีปัญหาเรื่องริ้วรอยเล็กๆ และริ้วรอยเหี่ยวย่น อย่ามองหาที่ไหนไกล นอกจากในครัวของคุณเอง อาหารต้านริ้วรอย 10 อย่างนี้จะช่วยคุณได้อย่างมาก ถ้าสิ่งที่คุณสังเกตเห็นเมื่อมองกระจกคือริ้วรอย รอยตีนกา และรอยคล้ำใต้ตา คุณอาจกำลังแสดงสัญญาณของความชราภาพ ผู้หญิงกลัวการสังเกตอาการเหล่านี้ ซึ่งก็สมเหตุสมผลที่พวกเธอจะแห่กันไปซื้อผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยราคาแพง แต่รู้ไหมว่า? วิธีแก้ปัญหาของคุณอยู่ที่ในครัวของคุณเอง ด้วยอาหารต้านริ้วรอยบางชนิด

เป็นที่รู้กันดีว่าทางเลือกในการใช้ชีวิต เช่น การป้องกันแสงแดดและขั้นตอนการดูแลผิวของคุณเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการหลีกเลี่ยงริ้วรอยบนผิว แต่คุณควรคำนึงถึงอาหารเพื่อสุขภาพที่สมดุลและมีสารอาหารที่จำเป็น หากคุณต้องการผิวที่เรียบเนียน ไร้ริ้วรอย Health Shots ได้ติดต่อ Dr. Rinky Kapoor แพทย์ผิวหนังที่ปรึกษา แพทย์ผิวหนังเครื่องสำอาง และศัลยแพทย์ผิวหนัง The Esthetic Clinics เพื่อค้นหาอาหารที่ดีที่สุดที่ไม่เพียงแต่ป้องกันอาการของความชรา แต่ยังช่วยให้คุณกำจัดมันได้อีกด้วย

10 อาหารกินได้ทุกวัน เลี่ยงปัญหาริ้วรอย ตีนกา

1.ผักโขม ผักโขมเป็นผักใบเขียวที่อุดมไปด้วยวิตามิน ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม และเบต้าแคโรทีน เป็นผักที่มีคุณสมบัติในการให้ความชุ่มชื้นสูงและเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยให้ผิวของคุณดูเรียบเนียนสดใส และทำให้ผมของคุณเงางามและแข็งแรง

2.บลอกโคลี บอกโคลีเป็นผักที่มีคุณสมบัติในการต้านการอักเสบและต้านริ้วรอย เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีและเค ไฟเบอร์ โฟเลต ลูทีน และแคลเซียม ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่น

3.ถั่วต่างๆ เช่น อัลมอนด์ วอลนัท ฯลฯ มีไขมัน เช่น โอเมก้า 3 และวิตามิน เช่น วิตามินอี ที่ช่วยปกป้องผิวจากการถูกทำลายจากแสงแดด และช่วยซ่อมแซมผิว กรดไขมันยังช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งสวยงาม ซึ่งพบได้ในถั่วและเมล็ดในปริมาณมาก

4.บลูเบอร์รี ผลไม้เล็กๆ น่ารักชนิดนี้มีวิตามินเอและซีสูง และช่วยต่อสู้กับความเสียหายจากอนุมูลอิสระต่อผิวหนัง เช่น ความเสียหายจากแสงแดด ความเครียดจากสิ่งแวดล้อม และมลภาวะ

5.มะละกอ มะละกอมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวมของคุณอย่างมาก และคุณควรบริโภคเป็นประจำทุกวัน ผลไม้ชนิดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงระบบย่อยอาหาร แต่ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ เค ซี และอี แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี และแร่ธาตุอื่นๆ ที่ช่วยลดริ้วรอยเล็กๆ และสัญญาณอื่นๆ ของความชรา เอนไซม์ปาเปนในผลไม้ทำหน้าที่เป็นสารต้านการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว

6.มันเทศ ผักที่มีเส้นใยอาหารสูงชนิดนี้เป็นแหล่งที่ดีของวิตามินเอ ซี และอี ช่วยฟื้นฟูความสมดุลของผิว ปรับปรุงการผลัดเซลล์ผิว และปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ

7.ดาร์กช็อกโกแลต เป็นที่รู้กันดีว่าดาร์กช็อกโกแลตมีประโยชน์ต่อผิว มีฟลาโวนอลและวิตามินต้านริ้วรอยที่ช่วยลดความเสียหายต่อผิวและช่วยให้ผิวชุ่มชื้น

8.เมล็ดทับทิม ปริมาณวิตามินซีสูงในเม็ดสีแดงเหล่านี้ทำให้มันเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยปกป้องผิวจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระ ช่วยรักษาระดับคอลลาเจน และปรับปรุงความยืดหยุ่นของผิว

9.ถั่วเลนทิล ถั่วเลนทิลทุกชนิดอุดมไปด้วยโฟเลต โพแทสเซียม เหล็ก และแมกนีเซียม ช่วยป้องกันความชราก่อนวัยของผิวและปรับปรุงความยืดหยุ่นของผิว

10.ไข่ เป็นแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติและอุดมสมบูรณ์ การกินไข่วันละฟองจะช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิว ทำให้ผมแข็งแรง และทำให้ผิวเต่งตึงและดูอ่อนเยาว์

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 19/02/2568

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a46,600.0046,700.00
ทองรูปพรรณ 96.5%3,019.0045,768.0447,200.00
ทองรูปพรรณ 90%2,717.1041,191.24n/a
ทองรูปพรรณ 80%2,415.2036,614.43n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,359.0020,602.44n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,057.0016,024.12n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%3,128.0047,420.48n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 19/02/2568


ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9535.3535.3535.8535.3535.3535.3535.3535.3535.3535.35
แก๊สโซฮอล์ 9134.9834.9835.4834.9834.9834.9834.9834.9834.9834.98
แก๊สโซฮอล์ E2033.1433.1433.6433.1433.1433.1433.1433.1433.14
แก๊สโซฮอล์ E8532.0932.0932.09
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม43.9449.8449.8449.8443.94
เบนซิน 9543.6449.8144.1443.7943.64
ดีเซล32.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.94
ดีเซลพรีเมี่ยม44.9447.1449.8447.1447.1444.94
แก๊ส NGV17.9017.9017.90
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า