‘เลิฟ เจริญนคร’ สวนกระแสเศรษฐกิจซบ พรีเซลล์ 2วันยอดพุ่ง 1.5 พันล้าน

ท่ามกลางภาวะอสังหาฯ ชะลอตัว “แสนสิริ” สวนกระแส เปิดพรีเซลล์ ‘เลิฟ เจริญนคร ’ เพียง2 วัน กวาดยอดขายทะลุ 1,500 ล้านสะท้อนดีมานด์คอนโดทำเลริมน้ำยังแรงไม่ตก
ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมที่ดูเหมือนเงียบงันในสายตาหลายฝ่าย อาจไม่ใช่ภาพทั้งหมด เมื่อผู้ประกอบการที่ “อ่านเกมขาด” ยังสามารถปลุกกำลังซื้อได้อย่างมีนัยสำคัญกรณีคอนโด “เลิฟ เจริญนคร” จากแสนสิริ กลายเป็นตัวอย่างชัดเจน
หลังเปิดพรีเซลล์เพียง 2 วัน สามารถทำยอดขายกว่า 300 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวมทะลุ 1,500 ล้านบาท หรือราว 25% ของทั้งโครงการ และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของยูนิตที่เปิดขายในเฟสแรกตัวเลขดังกล่าวไม่เพียง “เหนือเป้า” แต่ยังสะท้อนว่า “ดีมานด์ยังอยู่” เพียงแต่ผู้ซื้อเลือกมากขึ้น และมุ่งไปยังสินค้าที่มีความแตกต่างจริง
สูตรสำเร็จ Rare Item ทำเล-ดีไซน์-ราคา
ความสำเร็จของโครงการนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นการผสาน “3 แกนหลัก” อย่างลงตัว
ทำเล New Riverside CBD ย่านเจริญนครกำลังก้าวสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจริมน้ำแห่งใหม่ เชื่อมโยงแลนด์มาร์กระดับโลกอย่าง ICONSIAM และ Asiatique The Riverfront พร้อมโครงข่ายคมนาคมครบทั้งรถ-ราง-เรือ
ดีไซน์ “Wide-frontage” รับวิวโค้งน้ำเจ้าพระยา ต่างจากคอนโดทั่วไปที่หันด้านแคบสู่แม่น้ำ โครงการเลือกออกแบบอาคารหน้ากว้าง เปิดมุมมอง Panorama เต็มสายตา กลายเป็น “Rare Item” ที่หาได้ยากในตลาด
กลยุทธ์ราคาเข้าถึงได้ ในจังหวะที่ราคาคอนโดริมน้ำพุ่งแตะระดับสูง โครงการกลับเปิดราคาเริ่มต้นเพียง 2.39–3.39 ล้านบาท กลายเป็น “ช่องว่างราคา” ที่เร่งการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ
เจาะเทรนด์ Pet & Well-being
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญ คือการจับ “เมกะเทรนด์” ของคนเมือง โดยเฉพาะกลุ่ม Urban Professionalโครงการถูกพัฒนาเป็นคอนโด “Pet-Friendly” รองรับการเลี้ยงสัตว์อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งยังมีซัพพลายจำกัดในตลาด ขณะเดียวกันยังเน้นแนวคิด Well-being ที่ผสานการอยู่อาศัยของ “คนและสัตว์เลี้ยง” ให้สมดุล
จุดนี้เองที่ทำให้โครงการไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็น “ไลฟ์สไตล์โปรดักต์” ที่ตอบโจทย์ความต้องการเชิงลึกของผู้ซื้อยุคใหม่
ต่างชาติ-นักลงทุน แห่เก็บของหายาก
กระแสตอบรับไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ซื้อชาวไทย แต่ยังรวมถึงกลุ่มต่างชาติและนักลงทุน ที่มองเห็นศักยภาพของทำเลและความเป็น Rare Item โดยเฉพาะในบริบทที่ที่ดินริมน้ำมีจำกัด และราคาปรับตัวสูงต่อเนื่อง การได้ครอบครองสินทรัพย์ในช่วง “ราคาเปิดตัว” จึงถูกมองเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มในอนาคต
สัญญาณตลาด ไม่ได้ซบ แต่ “คัดคุณภาพ”
ปรากฏการณ์ของ “เลิฟ เจริญนคร” สะท้อนภาพชัดว่า ตลาดอสังหาฯ ไม่ได้หายไป แต่กำลังเข้าสู่ยุค “คัดของ”โครงการที่มีทำเลชัด ดีไซน์แตกต่าง และราคาสมเหตุสมผล ยังสามารถสร้างแรงดึงดูดและปิดการขายได้รวดเร็ว ขณะที่สินค้าที่ขาดจุดขายจะถูกทิ้งห่างมากขึ้น
ในเกมนี้ ผู้ประกอบการที่ชนะ ไม่ใช่แค่ “สร้างได้” แต่ต้อง “สร้างให้ตรงใจ” ผู้ซื้อที่เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘รับสร้างบ้าน’ต้นทุนขยับ10-15% ตรึงราคา6เดือนเร่งลูกค้าตัดสินใจ

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน เผยผลกระทบสงครามค่าขนส่งขยับ ดันราคาวัสดุปรับเพิ่ม 10-15% ซ้ำเติม “ต้นทุนพุ่ง” คาดผู้ประกอบการตรึงราคาได้ 6 เดือน แนะเร่งตัดสินใจปลูกบ้าน
นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กล่าวว่า ผู้ประกอบการ”รับสร้างบ้าน“กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะวัสดุที่ใช้พลังงานสูงในกระบวนการผลิต เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และพลาสติก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 10-15% หากราคาวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น 10% จะส่งผลให้ราคาบ้านปรับเพิ่มราว 3% หากเพิ่มขึ้น 15% ราคาบ้านอาจขยับขึ้น 4.5%
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องคือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะเงินเฟ้อและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้เกิดความกังวลด้านการขาดแคลนวัสดุก่อสร้าง
โดยเฉพาะวัสดุนำเข้าประเภทพลาสติก ทำให้ราคาผันผวนและเกิดความล่าช้าในการส่งมอบปัจจุบันผู้ประกอบการจำนวนมากปรับรูปแบบการบริหารสต็อก จากการตุนสินค้าล่วงหน้า มาเป็นการจัดซื้อแบบวันต่อวัน เพื่อลดความเสี่ยงด้านราคา
สำหรับการรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการพยายามเจรจาล็อกราคาวัสดุกับซัพพลายเออร์ เพื่อคงราคาบ้านสำหรับลูกค้าเดิม ซึ่งคาดว่าสามารถตรึงราคาได้ประมาณ 6 เดือน อย่างไรก็ตาม หากต้นทุนยังคงปรับเพิ่มต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องปรับราคาก่อสร้างในระยะถัดไป
ขณะที่ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 (ม.ค.-ก.พ.) ยอดเซ็นสัญญาเติบโต 10% สะท้อนความต้องการสร้างบ้านยังมีอยู่โดยพฤติกรรมผู้บริโภคแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่มีความจำเป็นต้องสร้างทันที และกลุ่มที่ชะลอการตัดสินใจเพื่อรอความชัดเจนของสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยความต้องการกระจายอยู่ในทุกระดับราคา ตั้งแต่ ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ไปจนถึงมากกว่า 10 ล้านบาท
“ประเมินว่าไตรมาส 2 นี้ ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับเพิ่มอีก 5-8% จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและค่าขนส่ง ซึ่งอาจเร่งให้ราคาบ้านเข้าสู่รอบขาขึ้นเร็วขึ้น”
แม้ตลาดมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยภายนอก แต่ยังถือเป็นโอกาสสำหรับผู้บริโภคที่มีความพร้อม เนื่องจากสามารถล็อกราคาก่อสร้างก่อนการปรับขึ้น และยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำช่วงแรก อย่างไรก็ดี ต้องพิจารณาเลือกบริษัทรับสร้างบ้านที่มีมาตรฐาน น่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการทิ้งงาน
พร้อมกันนี้ สมาคมฯ ได้จัดงาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2026” วันที่ 18-22 มี.ค. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี มีบริษัทเข้าร่วม 28 ราย แบบบ้านกว่า 1,000 แบบ และโปรโมชั่นสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ นับเป็นช่องทางสำคัญกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภค โดยตั้งเป้ายอดขายในงานรวม 3,500 ล้านบาท เป็นยอดจองภายในงาน 2,500 ล้านบาท และยอดต่อเนื่องหลังงาน 1,000 ล้านบาท โดยภายในงาน
“แนวโน้มต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ช่วงเวลานี้เป็นจังหวะสำคัญของผู้ที่วางแผนสร้างบ้าน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาทั้งด้านราคา ต้นทุนความพร้อมทางการเงิน เพื่อประกอบการตัดสินใจท่ามกลางความผันผวนของตลาดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
หุ้นไทยวันนี้ 19 มี.ค.69 โบรกเผยเพิ่มการถือครองเงินสดในยามที่ตลาดหุ้นไร้ปัจจัยหนุน

- บล.พาย แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มการถือครองเงินสด เนื่องจากตลาดหุ้นยังขาดปัจจัยสนับสนุนและเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยลบภายนอกประเทศ
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องเงินเฟ้อทั่วโลก และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่มีแนวโน้มผ่อนคลายน้อยลง
- FED ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อ และส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งจากระดับปัจจุบันภายในสิ้นปี 26 ซึ่งกดดันบรรยากาศการลงทุน
- แม้จะมีความคาดหวังเชิงบวกเล็กน้อยจากการเลือกนายกรัฐมนตรีในประเทศ แต่กลยุทธ์โดยรวมยังคงเน้นความระมัดระวัง โดยแนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) เช่น โรงพยาบาล สื่อสาร และธนาคารพาณิชย์ สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูง
หุ้นไทยวันนี้ 19 มี.ค.69 บล.พาย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 768 จุด (-1.6%) รับแรงกดดันจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบผสานกับนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายน้อยลง ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 3.8% จากการโจมตีต่อเนื่องในตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงรุนแรงต่อเนื่องมีรายงานว่า อิสราเอลทำการโจมตีคลังเก็บแก๊สและน้ำมันของอิหร่าน ฝั่งอิหร่านก็ได้ระบุว่าจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและแก๊สใน Qatar ซาอุดิอาระเบีย UAE กดดันให้ราคาน้ำมันดิบ BRT วิ่งขึ้นต่อเนื่องทดสอบระดับ 109 ดอลลาร์สหรัฐฯ / บาร์เรล (+5.2%)
โดยราคาน้ำมันที่ขยับขึ้นต่อเนื่องจะกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก อย่างสหรัฐฯเมื่อคืนประกาศดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) พบว่า ขยายตัว 3.4%YoY มากกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 3%YoY พร้อมกับ Core PPI ขยายตัว 3.9%YoY มากกว่านักวิเคราะห์ประเมินที่ 3.7%YoY
และขณะเดียวกันยังมีได้การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่าที่ประชุมคงดอกเบี้ยระดับเดิมสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองไว้ โดย FED ประเมิน GDP ปีนี้ขยายตัว 2.4%YoY มากกว่าประชุมเดือน ธ.ค. ที่ 2.3%YoY แต่ประเมินเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีที่ 2.7%YoY ปรับขึ้นจากเดือน ธ.ค. ที่ 2.4%YoY พร้อมส่งสัญญาณว่าปลายปี 26 ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 3.4% เทียบเท่ากับ Dot Plot เดิม หรือคิดเป็นการปรับลดดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งจากระดับปัจจุบัน
แต่อย่างไรก็ตาม คล้ายกับว่านักลงทุนดูจะไม่เชื่อเท่าใดนักเพราะ CME FED Watch ประเมินว่า กว่าจะไปลดดอกเบี้ยอาจอยู่ในช่วงกลางปีหน้า ถ้อยแถลงของประธาน FED ระบุว่า Stagflation ยังเร็วไปที่จะระบุเช่นนั้น เพราะการว่างงานของสหรัฐฯ อยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยและเงินเฟ้อสูงกว่าค่าเฉลี่ยเพียง 1% พร้อมยอมรับว่าสถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างยากลำบากเพราะแรงงานมีสัญญาณอ่อนแอแต่ถึงอย่างนั้นเงินเฟ้อที่สูงก็เป็นแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายดอกเบี้ย เมื่อถามถึงราคาน้ำมัน Powell เชื่อว่าอาจมี Supply เพิ่มเข้ามาจากผู้ประกอบการของสหรัฐฯ
ในกรณีที่ราคาน้ำมันอยู่ระดับสูง ภายหลังจากทราบข้อมูลทั้งหมดข้างต้นพบว่า US Bond Yield พุ่งทำจุดสูงสุดรอบ 7 เดือน เงินบาทอ่อนค่าทดสอบ 32.8 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ จากจุดต่ำสุดอยู่ที่ 30.8 บาท / ดอลลาร์สหรัฐฯ กดดันราคาทองคำปรับฐานลงมาทดสอบ 4800 จากก่อนหน้าในช่วง 5000 สภาวะดอกเบี้ยที่ผ่อนคลายน้อยลงพร้อมกับความกังวลเงินเฟ้อจะยังเป็นปัจจัยกดดัน Upside ตลาดหุ้น
แต่อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยหนุนเล็กน้อยจากการเตรียมเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ นักลงทุนจะมีความคาดหวังเกี่ยวกับการกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายต่างๆ วันนี้ประเมิน SET INDEX เสี่ยงปรับตัวในกรอบ 1410 – 1450 เช้านี้ Nikkei -2.7% Kospi -2.5% เผชิญแรงกดดันจากการตึงตัวของนโยบายการเงินพร้อมกับสงคราม
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนเพิ่มการถือครองเงินสดมากขึ้นและเน้นเพียงหุ้น Defensive กรณีรับความเสี่ยงได้สูง อาทิ โรงพยาบาล (BDMS) สื่อสาร (ADVANC) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) ปัจจัยหนุนดอกเบี้ยผ่านจุดต่ำสุด
หุ้นแนะนำซื้อวันนี้ :
BDMS (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท)
คาดการเติบโตของกำไรสุทธิที่ 8% YoY โดย BDMS มีกำหนดการขยายโรงพยาบาลเพิ่ม 2 แห่ง Bangkok Hua Hin (52 เตียง) และ Bangkok Surat (60 เตียง) ขณะที่โรงพยาบาลใหม่ที่เปิดในปี 2025 (484 เตียง) คาดเริ่มรับรู้รายได้มากขึ้น
CPF (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 24.75 บาท)
มองว่าเป็นธุรกิจที่ได้รับแรงกดดันจากปัญหาสงครามไม่มากนักเนื่องจากเป็นสินค้าที่ต้องใช้บริโภค ขณะที่รายได้จากตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของรายได้รวม โดยภาพรวมทั้งปี 26 ในแง่รายได้ CPF ยังมองเติบโตได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ส่องอันดับโลกล่าสุด “นักแบดมินตันหญิงไทย” ของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF)

การแข่งขันแบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 12 ซึ่งทัวร์นาเมนต์ที่ผ่านมาเป็นรายการ สวิส โอเพ่น 2026 รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 300 ที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ล่าสุดจากการประกาศอันดับคะแนนล่าสุดของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว สัปดาห์ที่ 12 ของปี 2026 เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม ที่ผ่านมา
ปรากฏว่า “เม” ศุภนิดา เกตุทอง นักตบลูกขนไก่สาวไทย เจ้าของแชมป์ สวิส โอเพ่น 2026 อันดับพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 11 ของโลก มี 56,777 คะแนน ส่วน “น้องพิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี ที่ทะลุถึงรอบก่อนรองฯ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 27 ของโลก มี 45,488 แต้ม
ขณะที่ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ อยู่อันดับ 7 ด้วยการมี 69,964 คะแนน และ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ อยู่อันดับ 8 ด้วยการมี 67,221 คะแนนเท่าเดิม ถือเป็นสองนักแบดมินตันสาวไทย ที่ยังคงอยู่ในท็อปเทนโลกในตอนนี้
อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว
1. อัน เซ ยอง (เกาหลีใต้) 115,770 คะแนน
2. หวาง จื้ออี้ (จีน) 105,162 คะแนน
3. เฉิน ยู่เฟย (จีน) 95,635 คะแนน
4. อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น) 93,064 คะแนน
5. ฮั่น หยู (จีน) 87,550 คะแนน
6. ปุตรี กุสุมา วาร์ดานี (อินโดนีเซีย) 74,140 คะแนน
7. รัชนก อินทนนท์ (ไทย) 69,964 คะแนน
8. พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) 67,221 คะแนน
9. โทโมกะ มิยาซากิ (ญี่ปุ่น) 63,164 คะแนน
10. เกา ฟาง เจีย (จีน) 57,832 คะแนน
11. ศุภนิดา เกตุทอง (ไทย) 56,777 คะแนน
16. บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (ไทย) 51,847 คะแนน
27. พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ (ไทย) 45,488 คะแนน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
กรมการแพทย์ เปิดตัว ‘ส้มตำซินไบโอติก SS NCI’ นวัตกรรมลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้

- กรมการแพทย์ โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดตัวเมนู “ส้มตำซินไบโอติก SS NCI” เพื่อเป็นต้นแบบอาหารสุขภาพที่ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่
- เมนูนี้ใช้หลักการซินไบโอติก (Synbiotic) ที่ผสมผสาน “โพรไบโอติก” (จุลินทรีย์ดี) จากผักดอง เข้ากับ “พรีไบโอติก” (ใยอาหาร) จากมะละกอดิบและผักสด
- มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และสร้างความตระหนักในการดูแลสุขภาพผ่านอาหารไทยที่ใกล้ตัวในช่วงเดือนรณรงค์มะเร็งลำไส้ใหญ่
กรมการแพทย์ โดย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดตัวเมนูต้นแบบเพื่อสุขภาพ ‘ส้มตำซินไบโอติก เอสเอสเอ็นซีไอ (Somtum Synbiotic: SS NCI)’ เพื่อนำเสนอแนวคิดการดูแลสุขภาพลำไส้ผ่านอาหารไทยใกล้ตัว สร้างความตระหนักช่วงเดือนรณรงค์มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เดือนมีนาคมของทุกปีถือเป็น เดือนรณรงค์มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง (Colorectal Cancer Awareness Month) ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกใช้เป็นช่วงเวลาสำคัญในการสร้างความตระหนักเรื่องการป้องกันโรค การปรับพฤติกรรมการบริโภคและการตรวจคัดกรองในระยะเริ่มต้น โดยมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบได้บ่อยของโลก มีผู้ป่วยรายใหม่มากกว่า 1.9 ล้านรายต่อปีและมีผู้เสียชีวิตประมาณ 900,000 รายต่อปี
ขณะที่ประเทศไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่พฤติกรรมการบริโภคอาหารเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม โรคดังกล่าวสามารถป้องกันและตรวจพบได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เนื่องจากมักเริ่มจากติ่งเนื้อในลำไส้ (Polyp) ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 7-10 ปี ก่อนพัฒนาเป็นมะเร็ง
ทั้งนี้ ลำไส้มีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวมของร่างกาย เนื่องจากภายในลำไส้มีจุลินทรีย์จำนวนมากที่มีบทบาทต่อระบบภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญพลังงาน และการทำงานของระบบทางเดินอาหาร แนวคิดสำคัญที่ทีมโภชนาการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ
กรมการแพทย์ ต้องการสื่อสารผ่านเมนูต้นแบบนี้ คือ “ลำไส้…จำทุกคำที่คุณกิน” เพราะสุขภาพลำไส้ไม่ได้เกิดจากอาหารเพียงมื้อเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมการบริโภคที่สะสมในระยะยาว จึงได้คิดค้นเมนู “ส้มตำซินไบโอติก เอสเอสเอ็นซีไอ (Somtum Synbiotic: SS NCI)” ได้รับการพัฒนาตามแนวคิดโภชนาการแบบ Synbiotic ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของ Prebiotic หรือใยอาหารที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ และ Probiotic หรือจุลินทรีย์ที่ดีต่อระบบทางเดินอาหารเพื่อสนับสนุนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้
เรืออากาศเอก นายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มว่า จุดเด่นของเมนู “ส้มตำซินไบโอติก เอสเอสเอ็นซีไอ (Somtum Synbiotic: SS NCI)” คือ การนำผักดองแบบไทยซึ่งเป็นภูมิปัญญาอาหารหมักพื้นบ้านมาเป็นส่วนประกอบในส้มตำซึ่งเป็นแหล่งของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เช่น Lactobacillus เมื่อรับประทานร่วมกับวัตถุดิบจากพืช เช่น มะละกอดิบ ถั่วลิสง และผักสดหลากชนิดซึ่งเป็นแหล่งของใยอาหาร จึงเกิดการทำงานร่วมกันของพรีไบโอติกและโพรไบโอติกในจานอาหารเดียว
โดยคุณณัฐฐศรัณฐ์ วงศ์เตชะ นักโภชนาการชำนาญการ หัวหน้างานโภชนบริการและการกำหนดอาหาร สถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ให้คำแนะนำด้านโภชนาการระบุว่า ประชาชนควรรับประทานผักและผลไม้รวมกันอย่างน้อยวันละ 400 กรัม หรือประมาณ 4-5 ส่วนบริโภคและควรได้รับใยอาหารประมาณวันละ 25-30 กรัม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการสำรวจโภชนาการของประเทศไทยพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ได้รับใยอาหารเฉลี่ยเพียงประมาณ 10-15 กรัมต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าคำแนะนำเกือบครึ่งหนึ่ง
สำหรับใยอาหารมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของลำไส้ เป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ และช่วยลดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร เมนู Somtum Synbiotic: SS NCI จึงต้องการสื่อสารว่า อาหารไทยใกล้ตัวสามารถนำมาประยุกต์กับองค์ความรู้ทางโภชนาการสมัยใหม่ เพื่อช่วยส่งเสริมสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และลดความเสี่ยงของโรค โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง
เมนูดังกล่าวไม่เพียงเป็นต้นแบบอาหารสุขภาพ แต่ยังสะท้อนแนวคิดการนำอาหารไทยพื้นบ้านมาผสมผสานกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างการเรียนรู้ด้านสุขภาพที่เข้าใจง่าย และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันเพราะสุขภาพลำไส้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงมื้อเดียว แต่เกิดจากพฤติกรรมการกินที่สะสมในทุกวัน
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
จองโรงแรมภาษาอังกฤษ ให้ได้ห้องเป๊ะ! ประโยคฮิตและคำศัพท์จำง่าย เลิกเกร็งเวลาโทรจอง

เวลาวางแผนไปเที่ยวต่างประเทศ การจองที่พักถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ เลยใช่ไหมครับ? หลายคนอาจจะสะดวกจองผ่านแอปพลิเคชันเพราะแค่กดจิ้มๆ ก็เสร็จเรียบร้อย แต่เชื่อเถอะครับว่าในหลายสถานการณ์ เราอาจมีความจำเป็นต้องพิมพ์อีเมลไปสอบถาม หรือแม้กระทั่งยกหูโทรศัพท์โทรไปคุยกับพนักงานโรงแรมโดยตรง เช่น การขอเตียงเสริม การแจ้งขอเช็คอินก่อนเวลา หรือสอบถามเรื่องรถรับส่งจากสนามบิน
ถ้าคุณยังรู้สึกประหม่าเวลาต้องคุยเรื่องที่พักเป็นภาษาอังกฤษ กลัวว่าจะสื่อสารผิดจนได้ห้องเตียงเดี่ยวแทนที่จะเป็นเตียงคู่ วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาแกะรอยประโยค จองโรงแรมภาษาอังกฤษ (Hotel Booking) สรุปคำศัพท์ประเภทห้องพัก และรวมประโยคเด็ดที่คุณสามารถนำไปใช้พูดหรือเขียนอีเมลได้อย่างมืออาชีพ รับรองว่าทริปหน้าของคุณจะราบรื่น ไม่มีสะดุดตั้งแต่เริ่มเช็คอินครับ!
คำศัพท์ประเภทห้องพักและเตียงนอน (Room & Bed Types)
ปัญหาโลกแตกที่นักท่องเที่ยวชาวไทยมักเจอ คือการสับสนระหว่างประเภทของเตียงนอนครับ มาเคลียร์ความเข้าใจกันก่อนเลย เพื่อไม่ให้เปิดประตูห้องไปแล้วต้องตกใจ
ประเภทของเตียงนอน (Bed Types)
- Single Bed: เตียงเดี่ยวขนาดเล็ก (นอนได้ 1 คน)
- Double Bed: เตียงใหญ่เตียงเดียว (นอนได้ 2 คน เช่น ไซส์ Queen หรือ King)
- Twin Beds: เตียงเดี่ยว 2 เตียงแยกกัน (นอนได้ 2 คนแบบไม่เบียดกัน)
- Extra Bed: เตียงเสริม (สำหรับกรณีมา 3 คนแล้วต้องการเสริมเตียงในห้องเดิม)
ประเภทของห้องพัก (Room Types)
- Standard Room: ห้องพักขนาดมาตรฐาน (ราคาประหยัดที่สุด)
- Superior / Deluxe Room: ห้องพักที่อัปเกรดขึ้นมา ขนาดกว้างขึ้นหรือวิวสวยขึ้น
- Suite: ห้องสวีท (ห้องขนาดใหญ่ มักมีการแยกโซนห้องนั่งเล่นและห้องนอนชัดเจน)
- Connecting Rooms: ห้องพักที่มีประตูเปิดเชื่อมถึงกันได้ (เหมาะสำหรับครอบครัว)
ประโยคฮิตสำหรับ จองโรงแรมภาษาอังกฤษ ผ่านโทรศัพท์หรืออีเมล
การเริ่มต้นบทสนทนาเพื่อขอจองห้องพัก ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดครับ เราสามารถใช้โครงสร้างประโยคเหล่านี้เพื่อระบุความต้องการของเราได้อย่างชัดเจน
ประโยคสำหรับเริ่มต้นขอจองห้องพัก:
I would like to book a room for two people. (ฉันต้องการจองห้องพักสำหรับ 2 ท่านครับ)
Do you have any rooms available for the 15th of November? (คุณมีห้องว่างสำหรับวันที่ 15 พฤศจิกายนไหมครับ?)
I need a double room for three nights. (ฉันต้องการห้องพักเตียงใหญ่ 1 ห้อง เป็นเวลา 3 คืนครับ)
ประโยคสำหรับสอบถามราคาและรายละเอียด:
How much is the rate per night? (ราคาห้องพักคืนละเท่าไหร่ครับ?)
Is breakfast included in the price? (ราคานี้รวมอาหารเช้าหรือยังครับ?)
Do you require a deposit? (ทางโรงแรมต้องเก็บเงินมัดจำล่วงหน้าไหมครับ?)
ตาราง: รวมประโยค “คำขอพิเศษ” เวลาจองที่พัก (Special Requests)
บ่อยครั้งที่เรามีความต้องการเพิ่มเติมที่ไม่ได้ระบุไว้ในระบบการจองปกติ ตารางนี้รวบรวมประโยคขอความช่วยเหลือพิเศษ (Special Requests) ที่รับรองว่าได้ใช้ประโยชน์แน่นอนครับ
| ความต้องการ (Your Request) | ประโยคภาษาอังกฤษที่ควรใช้ (English Phrase) | สถานการณ์ที่ใช้ (Situation) |
| ขอเช็คอินก่อนเวลา | Could I request an early check-in, please? | เมื่อคุณเดินทางไปถึงโรงแรมก่อนเวลาบ่าย 2 |
| ขอเช็คเอาท์สายกว่าปกติ | Is it possible to have a late check-out? | เมื่อคุณต้องการพักในห้องต่ออีกนิดก่อนเดินทางกลับ |
| ขอห้องพักชั้นบนๆ | I would like to request a room on a higher floor. | เมื่อคุณต้องการวิวสวยๆ และหลีกเลี่ยงเสียงรบกวนชั้นล่าง |
| สอบถามรถรับส่งสนามบิน | Do you offer an airport shuttle service? | เมื่อต้องการให้โรงแรมส่งรถมารับที่สนามบิน |
| ขอห้องสำหรับผู้ไม่สูบบุหรี่ | We would like a non-smoking room, please. | เพื่อให้แน่ใจว่าห้องจะไม่มีกลิ่นบุหรี่รบกวน |
ตอนเช็คอินและเช็คเอาท์ ต้องพูดอย่างไร? (Check-in & Check-out)
เมื่อคุณเดินทางไปถึงหน้าเคาน์เตอร์โรงแรม (Front Desk หรือ Reception) นี่คือประโยคเอาตัวรอดที่คุณต้องเจอและต้องตอบครับ
ตอนเช็คอิน (Check-in):
คุณพูด: Hello, I have a reservation under the name John. (สวัสดีครับ ฉันจองห้องพักไว้ในชื่อจอห์น)
พนักงานอาจถาม: May I have your passport and booking confirmation, please? (ขอพาสปอร์ตและใบยืนยันการจองด้วยครับ)
พนักงานอาจถาม: Could you please fill out this registration form? (รบกวนกรอกแบบฟอร์มลงทะเบียนนี้ด้วยครับ)
ตอนเช็คเอาท์ (Check-out):
คุณพูด: I would like to check out, please. Room 402. (ต้องการเช็คเอาท์ครับ ห้อง 402)
พนักงานอาจถาม: Did you use anything from the minibar? (คุณได้ทานของในมินิบาร์บ้างไหมครับ?)
คุณตอบ: No, I didn’t. (ไม่ได้ทานครับ) หรือ Yes, I had a bottle of water. (ทานครับ ดื่มน้ำเปล่าไป 1 ขวด)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
การ์ทเนอร์ชี้ 3 เสาหลักสร้างมูลค่า AI หนุนองค์กรเร่งปั่น ROI หนีฟองสบู่ AI แตก

- การ์ทเนอร์เตือนว่าการนำ AI ไปใช้ในองค์กรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้นำต้องมุ่งเน้นการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่ AI
- เสนอ 3 เสาหลักในการสร้างมูลค่าจาก AI ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน, การสร้างรากฐานข้อมูลและระบบที่แข็งแกร่ง และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
- การสร้างมูลค่า AI ไม่ได้วัดผลแค่ด้านการเงิน แต่ยังครอบคลุมถึงผลตอบแทนทางปัญญา (Return on Intelligence) ความถูกต้องแม่นยำ (Return on Integrity) และผลตอบแทนในระดับบุคคล (Return on Individuals)
ผลสำรวจจากการ์ทเนอร์ อิงค์ (Gartner, Inc.) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำของโลก พบว่ามีผู้นำด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ (D&A) หรือผู้นำด้าน AI เพียง 1 ใน 5 ราย หรือคิดเป็น 20% เท่านั้นที่แสดงความกังวลว่าต้นทุนที่ไม่แน่นอนจะกลายเป็นข้อจำกัดในการสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยี AI
โดยการสำรวจความเห็นจากผู้นำในสายงานดังกล่าวจำนวน 353 ราย ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม 2568 ยังเผยให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจว่า มีองค์กรเพียง 44% เท่านั้นที่มีการนำเกณฑ์ควบคุมทางการเงิน หรือแนวทางปฏิบัติแบบ AI FinOps มาใช้งานจริงเพื่อจัดการกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
อดัม รอนธัล (Adam Ronthal) รองประธานฝ่ายนักวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ อิงค์ (Gartner, Inc.) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันอัตราการยอมรับและนำ AI ไปใช้งานในระดับองค์กรมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่มีเพียง 2 ใน 5 องค์กรในปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 4 ใน 5 องค์กรในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้นำด้าน D&A ต้องสร้างความชัดเจนและมุ่งเน้นไปที่ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและความทะเยอทะยานด้าน AI ที่เพิ่มสูงขึ้นขององค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำทุกคนต้องตระหนักว่าพวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งมอบมูลค่าที่แท้จริง ท่ามกลางกระแสการปั่นข่าวเรื่อง AI และความกังวลเกี่ยวกับสภาวะฟองสบู่ AI ที่อาจแตกสลายลงในไม่ช้า
ขณะที่ จอร์เจีย โอคัลลาแฮน (Georgia O’Callaghan) ผู้อำนวยการฝ่ายนักวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ อิงค์ ระบุว่าการเข้าถึงมูลค่ามักถูกวัดด้วย ROI แต่ผู้นำ D&A จำเป็นต้องมองว่าสิ่งนี้เป็นมากกว่าเพียงแค่ตัวชี้วัดทางการเงิน โดยได้เสนอ 3 แนวทางหลักที่จะช่วยให้องค์กรขับเคลื่อนผ่านความผันผวนของมูลค่า AI ไปได้ ประกอบด้วย การกำหนดความทะเยอทะยานด้าน AI (Set AI Ambition) เพื่อสร้างผลตอบแทนทางปัญญา (Return on Intelligence) โดยผู้นำต้องคิดใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของ AI ที่มีต่อสายงานข้อมูลอย่างถอนรากถอนโคน พร้อมกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันและจัดการกับต้นทุนแอบแฝงที่คาดเดาไม่ได้ตั้งแต่ระยะแรก

นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งของรากฐาน AI (Strengthen AI Foundations) เพราะหากปราศจากพื้นฐานที่ดี AI จะยังคงเป็นเพียงการทดลองที่มีราคาแพงสำหรับองค์กรส่วนใหญ่ การคาดหวังให้ AI หรือ Generative AI เข้ามาช่วยชดเชยการอัปเกรดระบบที่ล่าช้าหรือหนี้ทางเทคนิคที่สะสมมานานหลายปีเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ผู้นำต้องมั่นใจว่าข้อมูลมีความพร้อมและมีเลเยอร์บริบทที่ออกแบบมาอย่างดีเพื่อป้องกันความผิดพลาดและอาการหลอนของ AI ซึ่งจะนำไปสู่ผลตอบแทนด้านความถูกต้องแม่นยำ (Return on Integrity)
ส่วนเสาหลักสุดท้ายคือการเสริมพลังบุคลากรเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ AI (Empower People for AI Transformation) เนื่องจากความพร้อมของเทคโนโลยีเติบโตเร็วกว่าความพร้อมของมนุษย์มาก ผู้นำจึงต้องเปลี่ยนจากการมุ่งเน้นที่บทบาทหน้าที่ไปเป็นการเน้นที่ทักษะและทัศนคติ เพื่อปลดล็อกศักยภาพทั้งระดับบุคคลและกลุ่ม ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและทำให้องค์กรปรับตัวได้ดีขึ้น
ท้ายที่สุดจะนำไปสู่ผลตอบแทนระดับบุคคล (Return on Individuals) โดยองค์กรควรจัดสรรงบประมาณสำหรับการจัดการความเปลี่ยนแปลง และทดลองสร้างทีมผสมผสานระหว่างมนุษย์และ AI เพื่อให้เท่าทันความเร็วของเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เปิดพิกัด “ห้องหลบร้อน” แวะพักแอร์-ดื่มน้ำฟรีทั่วกรุงฯ ลดเสี่ยงโรคลมแดดช่วงหน้าร้อน!

ร้อนนี้มีที่พัก! กทม. เปิด “ห้องหลบร้อน” 304 แห่งทั่วกรุงฯ รับมือวิกฤตแดดจัด
ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุในช่วงนี้ หลายคนต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นจนเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพ ล่าสุด กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ “BKK Cooling Center” หรือ “ห้องหลบร้อน” จำนวน 304 แห่ง กระจายตัวอยู่ทั่วทุกมุมเมือง เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวให้ประชาชนได้เข้ามาคลายร้อนและป้องกันภาวะโรคลมแดด
“ห้องหลบร้อน” คืออะไร? มีอะไรให้บริการบ้าง?
โครงการนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “เซฟโซน” สำหรับคนกรุง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่แดดแรงที่สุดของวัน คือ 10.00 – 15.00 น. ภายในศูนย์เหล่านี้จะประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน ได้แก่:
- พื้นที่ปรับอากาศ: ห้องแอร์เย็นฉ่ำให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิ
- มุมพักผ่อน: ที่นั่งสำหรับนั่งพักเหนื่อยจากการเดินทางหรือทำงานกลางแจ้ง
- น้ำดื่มสะอาด: บริการฟรีเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
- อุปกรณ์ปฐมพยาบาล: เตรียมพร้อมสำหรับกรณีมีอาการหน้ามืดหรือเวียนหัวจากความร้อน

เช็กพิกัด “ห้องหลบร้อน” กทม. ใกล้บ้านคุณ
กทม. กระจายจุดให้บริการ “BKK Cooling Center” ไว้ครอบคลุมทั่วทุกมุมเมืองรวม 304 แห่ง โดยใช้พื้นที่ของสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต, ศูนย์บริการสาธารณสุข, ศูนย์นันทนาการ, โรงเรียนฝึกอาชีพ และโรงเรียนในสังกัด กทม. (ในช่วงปิดเทอม) ซึ่งทุกจุดจะสังเกตได้ง่ายและเดินทางสะดวก เพื่อให้คนทำงานกลางแจ้งและกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงได้ทันทีที่ต้องการพักคลายร้อน พร้อมบริการน้ำดื่มฟรีอีกกว่า 2,800 จุดทั่วกรุงเทพฯ
เช็กพิกัดห้องหลบร้อนใกล้ตัวคุณที่สุดได้ที่ลิงก์นี้: https://greener.bangkok.go.th/heat-escape-room/#info
ข้อควรรู้ก่อนเข้าใช้บริการ
- ช่วงเวลาทอง: แนะนำให้ใช้บริการช่วง 10.00 – 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงและอันตรายที่สุด
- สิ่งที่ต้องเตรียม: พก บัตรประชาชน มาด้วยเพื่อลงทะเบียนเข้าใช้บริการ (เป็นมาตรการความปลอดภัยและเก็บสถิติ)
- บริการภายใน: มีแอร์เย็นฉ่ำ, น้ำดื่มฟรี, มุมนั่งพัก และชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากมีอาการหน้ามืด
สุดท้ายนี้ กทม. ฝากย้ำเตือนว่าอย่าประมาทกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด หากคุณเริ่มรู้สึกเพลียแดด หน้ามืด หรือระบายความร้อนไม่ทัน อย่าฝืนร่างกาย ให้รีบเข้าไปพักที่ “ห้องหลบร้อน” ที่ใกล้ที่สุดทันที เพราะโครงการนี้จัดทำขึ้นเพื่อดูแลสุขภาวะของคนกรุงทุกคนให้ผ่านพ้นหน้าร้อนปีนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดีครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 19/3/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 75,200.00 | 75,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,861.00 | 73,692.76 | 76,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,374.90 | 66,323.48 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,888.80 | 58,954.21 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,187.45 | 33,161.74 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,701.35 | 25,792.47 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,037.31 | 76,365.62 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 19/3/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 32.05 | 32.05 | 33.35 | 32.05 | 32.05 | 32.05 | 32.05 | 32.05 | 32.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 31.68 | 31.68 | 32.78 | 31.68 | 31.68 | 31.68 | 31.68 | 31.68 | 31.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 27.05 | 27.05 | 28.15 | 27.05 | – | 27.05 | 27.05 | 27.05 | 27.05 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 23.79 | 23.79 | – | – | – | – | – | – | 23.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 41.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 41.04 |
| เบนซิน 95 | 40.64 | – | – | 49.51 | – | 41.14 | 40.79 | – | 40.64 |
| ดีเซล | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 | 30.44 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.94 | 46.14 | 49.84 | 46.14 | – | – | – | – | 43.94 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







