เปิด15ทำเลอันตราย นักลงทุน-คนซื้อบ้าน-คอนโดไม่ควรมองข้าม

- ศูนย์ข้อมูลวิจัยฯ เปิดเผย 15 ทำเลอสังหาริมทรัพย์ที่น่าเป็นห่วงสำหรับนักลงทุนและผู้ซื้อ เนื่องจากมีหน่วยที่อยู่อาศัยเหลือขายในตลาดจำนวนมาก
- ทำเลส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชานเมือง เช่น รังสิต คลอง 1-7, บางนา-ตราด กม.10-30, บางบัวทอง และศรีนครินทร์-เทพารักษ์
- สินค้าที่ล้นตลาดมากที่สุดคือทาวน์เฮาส์ราคา 2-3 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวราคา 5-10 ล้านบาท ซึ่งมียอดขายต่อเดือนต่ำมาก
- สาเหตุหลักเกิดจากการเร่งพัฒนาโครงการมากเกินไปจนเกิดภาวะอุปทานล้นตลาด และการตั้งราคาไม่สอดคล้องกับกำลังซื้อในพื้นที่
ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อหายไปจากตลาด พบว่า มีทำเลที่น่าห่วงเพราะมีหน่วยขายเหลือมากเป็นพิเศษ ทำเลเหล่านี้ไม่พึงไปเปิดโครงการใหม่ๆ เพราะอาจทำให้ประสบความล้มเหลวในการพัฒนาโครงการและอาจซ้ำเติมกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตได้
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ซึ่งได้สำรวจตลาดที่อยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่องที่สุดตั้งแต่ปี 2537 และมีฐานข้อมูลการขายและการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยกล่าวว่า ในขณะนี้มีทำเลที่น่าห่วงใยบางแห่งที่ควรระวัง โดยแยกให้เป็นเป็นทำเล ประเภทและระดับราคาที่ต้องจับตามอง ดังนี้
ลำดับที่ 1D6 ทำเล นวมินทร์ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ห้องชุด เสนอขายในราคาหน่วยละ เกือบ 1 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 3,751 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 2,050 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 1,701 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 1,659 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 0.4% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด สาเหตุที่เหลือขายก็คือเป็นสินค้าห้องชุดที่มีที่จอดรถจำกัด ไม่เพียงพอกับการใช้สอย
ลำดับที่ 2 A4ทำเล รังสิต คลอง 1-7 สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 8,069 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 4,872 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 3,197 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 7,834 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด ทั้งนี้ที่ผ่านมามีการพัฒนาสินค้ากลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ จึงเกิดภาวะล้นตลาดเป็นอันมาก

ลำดับที่ 3 A4ทำเล รังสิต คลอง 1-7 สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 1-2 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 6,461 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 4,088 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,373 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 4,143 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด แม้สินค้าในกลุ่มนี้จะมีราคาค่อนข้างถูก แต่โดยที่ตั้งอยู่ไกล และเข้าออกไม่สะดวกนัก จึงทำให้ขายได้ยาก ขายได้ช้าเป็นพิเศษ
ลำดับที่ 4 A4ทำเล รังสิต คลอง 1-7 สินค้าที่ล้นอยู่คือ บ้านเดี่ยว เสนอขายในราคาหน่วยละ 5-10 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 4,126 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 2,093 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,033 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 14,064 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.2% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด กลุ่มนี้ขายได้ช้าก็เพราะสินค้าราคาแพงเป็นพิเศษสำหรับทำเลชานเมืองนี้ ประชากรในพื้นที่นี้เป็นพนักงานโรงงาน ยังไม่สามารถซื้อบ้านในระดับราคานี้ได้
ลำดับที่ 5 A6ทำเล ลำลูกกา สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 6,381 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 4,370 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,011 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 5,192 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.3% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด ทำเลนี้มีมูลค่าการเหลือขายค่อนข้างสูง ทั้งนี้สินค้าประเภทนี้ ในทำเลที่ค่อนข้างไกลนี้ จึงขายได้ยากมาก
ลำดับที่ 6 H5ทำเล ศรีนครินทร์-เทพารักษ์ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 5,804 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 3,376 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,428 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 6,126 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด สาเหตุที่ล้นตลาดในขณะนี้ก็เพราะการแห่งกันพัฒนาอย่างขนานใหญ่ ทำให้เกิดภาวะที่ดูดซับไม่ทัน
ลำดับที่ 7 H6ทำเล ปากน้ำ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ห้องชุด เสนอขายในราคาหน่วยละ 1-2 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 6,563 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 3,117 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 3,446 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 4,584 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 0.6% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด อันที่จริงสินค้าในกลุ่มนี้น่าจะเป็นที่ต้องการมาก แต่โดยที่หลายโครงการผลิตออกมามาก จึงเกิดภาวะล้นตลาด
ลำดับที่ 8 H8ทำเล บางนา-ตราด กม.10-30 สินค้าที่ล้นอยู่คือ บ้านเดี่ยว เสนอขายในราคาหน่วยละ 5-10 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 5,908 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 3,025 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,883 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 20,917 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.1% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด กลุ่มนี้ขายได้ช้าก็เพราะสินค้าราคาแพงเป็นพิเศษสำหรับทำเลชานเมืองนี้ ประชากรในพื้นที่นี้เป็นพนักงานโรงงาน ยังไม่สามารถซื้อบ้านในระดับราคานี้ได้
ลำดับที่ 9 H8ทำเล บางนา-ตราด กม.10-30 สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 10,727 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 6,668 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 4,059 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 10,141 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.2% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด เช่นเดียวกับหลายทำเลที่ก่อนหน้านี้ค่อนข้างบูม แต่โดยที่เร่งผลิตกันมาก จึงเกิดภาวะล้นตลาดในที่สุด
ลำดับที่ 10 J2ทำเล ประชาอุทิศ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 7,563 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 4,136 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 3,427 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 8,516 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด ก่อนหน้านี้ค่อนข้างบูม มีโครงการเปิดตัวมาก และขายดี แต่แต่โดยที่เร่งผลิตกันมาก จึงเกิดภาวะล้นตลาดในที่สุด
ลำดับที่ 11 K2ทำเล เอกชัย-บางบอน สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 4,352 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 2,068 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,284 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 5,833 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.1% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด ทาวน์เฮาส์ในพื้นที่นี้เร่งระดมผลิตออกมามากเป็นพิเศษ จึงเกินความต้องการไปเป็นอย่างมาก
ลำดับที่ 12 K3ทำเล มหาชัย-เศรษฐกิจ สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 4,294 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 2,014 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,280 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 5,709 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 0.9% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด ในทำเลที่ไกลออกไปเช่นนี้หากสามารถผลิตทาวน์เฮาส์ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาทได้ จะได้รับการต้อนรับมากกว่า
ลำดับที่ 13 N4ทำเล บางบัวทอง สินค้าที่ล้นอยู่คือ บ้านเดี่ยว เสนอขายในราคาหน่วยละ 5-10 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 2,804 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 1,030 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 1,774 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 12,403 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.0% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าในทำเลที่ “ไกลปืนเที่ยง” เช่นนี้ แต่ผลิตบ้านเดี่ยวราคาปานกลางค่อนข้างสูง (5-10 ล้านบาท) จึงจับกลุ่มกลูกค้าคลาดเคลื่อน
ลำดับที่ 14 N4ทำเล บางบัวทอง สินค้าที่ล้นอยู่คือ ทาวน์เฮาส์ เสนอขายในราคาหน่วยละ 2-3 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 8,792 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 6,279 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,513 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 6,336 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 1.1% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด แม้สินค้านี้จะไม่ได้มีราคาแพงนัก แต่โดยที่ตั้งอยู่ห่างไกลเขตเมือง จึงทำใหขายได้ยาก
ลำดับที่ 15 N7ทำเล ลาดหลุมแก้ว สินค้าที่ล้นอยู่คือ บ้านเดี่ยว เสนอขายในราคาหน่วยละ 5-10 ล้านบาท โดยในทำเลนี้มีอยู่ทั้งหมด 3,924 หน่วย ปรากฏว่าขายไปได้แล้ว 1,219 หน่วย จึงถือว่าเหลือขายอยู่ 2,705 หน่วย และมีมูลค่าสินค้าเหลือขายรวมกันประมาณ 18,545 ล้านบาท โดยแต่ละเดือนขายได้เพียง 0.9% ของหน่วยขายในกลุ่มสินค้านี้ทั้งหมด จะเห็นได้ว่าในทำเลที่ “ไกลปืนเที่ยง” เช่นลาดหลุมแก้วนี้ แต่ผลิตบ้านเดี่ยวราคาปานกลางค่อนข้างสูง (5-10 ล้านบาท) จึงจับกลุ่มกลูกค้าคลาดเคลื่อน
ในทำเลเหล่านี้ นักพัฒนาที่ดินจึงไม่ควรเพิ่มอุปทานลงไปอีก เพราะจะยิ่งล้นตลาด ขายได้ช้า เว้นแต่ว่าโครงการใหม่นั้นมีการออกแบบที่ดีกว่า ราคาถูกกว่า ผู้ซื้อรู้สึกคุ้มค่ามากกว่า
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เปิดสเปก “บ้านชาวไทย” กลุ่มบีทีเอส D:CODE ศรีนครินทร์ 3 แบบ 3 สไตล์ เริ่ม 1.89 ล้าน

- โครงการ D:CODE ศรีนครินทร์ โดยกลุ่มบีทีเอส เป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท
- มีห้องพักให้เลือก 3 ขนาด ได้แก่ 30 ตร.ม. (1.89 ล้าน), 45 ตร.ม. (2.85 ล้าน) และ 60 ตร.ม. (3.78 ล้าน)
- เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “บ้านชาวไทย” ที่ร่วมมือกับ ธอส. ให้สินเชื่อดอกเบี้ย
บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดตัวโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย “บ้านชาวไทย” (baan-chaothai) ด้วยเงินลงทุน 1 แสนล้านบาท โดยร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จากเรทปัจจุบันอยู่ที่ 1.54% เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาถูก ต่ำกว่าราคาตลาด 25-30%
ประกอบไปด้วย 2 โครงการ จำนวน 12,000 ยูนิต พื้นที่ 40 ไร่ ประกอบด้วย
โครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและผู้เป็นเจ้าของโครงการได้แก่ บริษัท ปทุมวิสต้า เอสเตท จำกัด (บริษัทในกลุ่มบีทีเอส) เนื้อที่ดินตามโฉนดที่ดินรวมประมาณ 120-2-18 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยจะเป็นที่ตั้งของโครงการอาคารชุดสูง 8 ชั้น ประมาณ 115 ไร่
โดยโครงการจะทยอยก่อสร้างอาคารชุดแต่ละอาคาร โดยมีอาคารจำนวนประมาณไม่เกิน 60 อาคาร และมีห้องชุดเพื่อพักอาศัย ห้องชุดเพื่อการพาณิชย์และสำนักงานรวมทุกอาคารประมาณไม่เกิน 7,500 ห้อง เริ่มทยอยก่อสร้างประมาณเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571
รูปแบบโครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG (ปทุมธานี) ดังนี้
ขนาดพื้นที่ 30 ตารางเมตร ราคา 1.6 ล้านบาท
ขนาดพื้นที่ 45 ตารางเมตร ราคา 2.4 ล้านบาท
ขนาดพื้นที่ 60 ตารางเมตร ราคา 3.2 ล้านบาท
โครงการ D:CODE SRI NAKARIN ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินและผู้เป็นเจ้าของโครงการได้แก่ได้แก่ บริษัท แคพริคอร์น ฮิลล์ จำกัด (บริษัทในกลุ่มบีทีเอส) ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 0105564044010 ทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท ชำระแล้วเต็มจำนวน ตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 56053, 56055, 56056, 56058, 56062, 56064 มีเนื้อที่รวมประมาณ 42-1-32.5 ไร่ ตั้งอยู่ในตำบลหนองบอน อำเภอประเวศ กรุงเทพมหานคร

โครงการ D:CODE SRI NAKARIN เป็นอาคารชุดสูง 8 ชั้น โดยโครงการจะทยอยก่อสร้างอาคารชุดแต่ละอาคาร โดยมีอาคารจำนวนประมาณไม่เกิน 24 อาคาร และมีห้องชุดเพื่อพักอาศัย ห้องชุดเพื่อการพาณิชย์และสำนักงานรวมทุกอาคารประมาณไม่เกิน 4,150 ห้อง เริ่มทยอยก่อสร้างประมาณเดือนกันยายน 2569 และคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571
รูปแบบโครงการ D:CODE SRI NAKARIN (กรุงเทพมหานคร) ดังนี้
ขนาดพื้นที่ 30 ตร.ม.ราคา 1.89 ล้านบาท
ขนาดพื้นที่ 45 ตร.ม.ราคา 2.85 ล้านบาท
ขนาดพื้นที่ 60 ตร.ม.ราคา 3.78 ล้านบาท
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย “บ้านชาวไทย” เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาถูก ต่ำกว่าราคาตลาด 25-30% ซึ่งจะใช้เงินลงทุน 1 แสนล้านบาทโดยร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จากเรทปัจจุบันอยู่ที่ 1.54%
ทั้งนี้แนวคิดนี้ไม่ใช่การลดคุณภาพเพื่อให้ราคาถูก แต่เป็นการวางแผนต้นทุนอย่างรัดกุม ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการบริหารงานก่อสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่า บ้านชาวไทยเป็นที่อยู่อาศัยที่ดี มีคุณภาพ และเป็นไปได้จริงสำหรับคนไทยทุกกลุ่ม
“โครงการบ้านชาวไทยเราใส่ใจทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่การเลือกวัสดุไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์แบบ Fully Furnished ที่พร้อมให้หิ้วกระเป๋าเข้าอยู่ได้ทันที นอกจากนี้ยังเตรียมนำระบบ AI และ Voice Command มาใช้ภายในห้องพัก ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้เข้าสู่ยุค Smart Living โดยไม่ต้องจ่ายแพง”
จุดเด่นโครงการ “บ้านชาวไทย”
- กู้ได้ 100%
- ฟรีค่าจอง
- ฟรีเงินดาวน์
- ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละประมาณ 4,000 บาท
- สิทธิการเช่า/อยู่อาศัยระยะยาวสูงสุดถึง 99 ปี (30+30+39 ปี)
คุณสมบัติเบื้องต้นผู้ซื้อบ้านชาวไทย
- สัญชาติไทย อายุ 20 ปีขึ้นไป
- รายได้ไม่เกิน 50,000 บาท/เดือน
- ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน (บ้านหลังแรก)
ทั้งนี้ “บ้านชาวไทย” ได้เริ่มเปิดลงทะเบียนแล้ว สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป
เคล็ดลับเพิ่มเติมเพื่อให้ลงทะเบียนสำเร็จ
- เช็กสิทธิ์บ้านหลังแรก: เนื่องจากโครงการเน้นกลุ่มผู้ที่ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าคุณไม่มีชื่อเป็นเจ้าของบ้านในโฉนดอื่น
- ความเร็วสำคัญ: แม้จะเป็นการลงทะเบียนเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ แต่การเลือก “ทำเล” ที่สนใจก่อนมีผลต่อลำดับการพิจารณาในอนาคต
- เข้าเว็บไซต์โดยตรง: เพื่อความปลอดภัย ให้เข้าผ่าน baan-chaothai.com เท่านั้น ระวังเว็บไซต์ปลอมหรือลิงก์แปลกปลอมที่ส่งมาทาง SMS
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 ม.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ตลาดรอปัจจัยใหม่

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ แต่มีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้างตามการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์
- ตลาดอยู่ในภาวะรอดูปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม หลังตลาดการเงินสหรัฐฯ ปิดทำการในวันหยุด ทำให้ปริมาณธุรกรรมเบาบาง
- ปัจจัยหนุนการแข็งค่าของเงินบาทมาจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.40 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.21-31.28 บาทต่อดอลลาร์) หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงคืนที่ผ่านมาก็เป็นช่วงวันหยุดของตลาดการเงินสหรัฐฯ เนื่องในวัน Martin Luther King Jr. ทำให้ปริมาณการทำธุรกรรมในตลาดการเงินเบาบางลงจากช่วงปกติ
อย่างไรก็ดี เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 31.20 บาทต่อดอลลาร์ ตามจังหวะการย่อตัวลงของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นบ้างของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังร้อนแรงอยู่ หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ขู่ขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรายังคงประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในลักษณะ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างก็รอรับรู้ปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติม อาทิ ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก
ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างวัน เราคงมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเงินบาทกับราคาทองคำนั้นยังอยู่ในระดับสูงเกิน 80% (เมื่อประเมินจาก Correlation ในช่วง 1 เดือน) ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะส่งผลกระทบต่อเงินบาทเช่นเดิม โดยเรามองว่า แม้ราคาทองคำจะมีจังหวะย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้าง เข้าใกล้โซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ทว่า หากตลาดการเงินโดยรวมยังอยู่ในบรรยากาศปิดรับความเสี่ยง อาจยังพอช่วยหนุนราคาทองคำอยู่ และอาจเห็นการรีบาวด์ขึ้นบ้างของราคาทองคำ ซึ่งจะช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ เว้นแต่ว่า เงินดอลลาร์จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องชัดเจน กดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นได้ เมื่อตลาดรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาสดใส จนทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ย FED หรือ ในกรณีที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ออกมาแย่กว่าคาด เช่น ตลาดแรงงานอังกฤษ ส่งสัญญาณชะลอตัวลงชัดเจน จนทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ BOE กดดันให้ เงินปอนด์อังกฤษ (GBP) อ่อนค่าลงบ้าง
นอกจากนี้ เราสังเกตเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมา บรรดานักลงทุนต่างชาติเริ่มทยอยกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม โดยเฉพาะฝั่งหุ้นไทย ซึ่งอาจเป็นการทยอยเข้าซื้อในธีม Yield & Value Play ส่วนในฝั่งตลาดบอนด์ ก็อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวจากฝั่งนักลงทุนต่างชาติบ้าง หลังบอนด์ยีลด์ระยะยาวของไทยได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา อาทิ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ล่าสุด ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 1.84% ซึ่งถือว่า สูงกว่าระดับ Fair ที่เราประเมินไว้ราว 1.75% หากธนาคารแห่งประเทศไทยคงดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25%
อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
แม้ว่าตลาดการเงินสหรัฐฯ จะปิดทำการเนื่องในวันหยุด ทว่า หากประเมินจากสัญญาฟิวเจอร์สตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่าสุด ที่ปรับตัวลดลงราว -1% อาจสะท้อนว่า บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มพลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวลงกว่า -1.19% หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland กดดันให้ บรรดาหุ้นกลุ่มสินค้าแบรนด์เนม หุ้นกลุ่ม Healthcare (โดยเฉพาะบริษัทยารายใหญ่) หุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor และหุ้นกลุ่มยานยนต์ ต่างปรับตัวลดลงหนัก อาทิ LVMH -4.3% และ ASML -4.0%
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศขึ้นภาษีนำเข้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป จนกว่าจะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.0 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.0-99.3 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และจังหวะการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ จะพอช่วยหนุน ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ทว่า ราคาทองคำก็ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่องได้ชัดเจนและมีจังหวะปรับตัวลงบ้าง ท่ามกลางแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ทำให้โดยรวม ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 4,670 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลตลาดแรงงานของอังกฤษ รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 79% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ไม่ต่างกับฝั่งของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ซึ่งผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 86% ที่ FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง เช่นกัน
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซน โดย ZEW (ZEW Economic Sentiment) ในเดือนมกราคม ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจของเยอรมนีและยูโรโซนได้
ทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจโดยเฟดสาขาต่างๆ
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland
ขอบคุณข้อมูลจาก .bangkokbiznews.com
ผลงานสุดยอด! “ชมพู่ พรพรรณ” มือเซตไทยสร้างหนึ่งสถิติในการเล่นวอลเลย์บอลอาชีพ

ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมสนั่นลีกสำหรับ “ชมพู่” พรพรรณ เกิดปราชญ์ มือเซตสาวทีมชาติไทย ที่ย้ายไปเล่นให้กับ ออร์ลันโด วาลคีรีส์ สโมสรวอลเลย์บอลในลีกสหรัฐอเมริกา
โดย นักตบลูกยางสาววัย 32 ปี โชว์ฟอร์มสุดยอดในเกมที่ต้นสังกัดบุกเอาชนะ โอมาฮา ซูเปอร์โนวาส์ 3-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม ที่ผ่านมา ด้วยการทำ 59 แอสซิสต์

นับเป็นสถิติสูงสุดในอาชีพของตัวเอง และถือเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งกับการทำ 59 แอสซิสต์ ได้ในหนึ่งเกม นอกจากนี้ยังพาทีมเก็บชัยรวดทั้ง 3 นัด นำเป็นจ่าฝูงของลีก
สำหรับ มือเซตสาวไทย ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของสโมสรทันทีนับตั้งแต่ย้ายไปร่วมทีมเมื่อปี 2025 นอกจากนี้ยังกลายเป็นผู้เล่นคนที่สามแห่งศึกวอลเลย์บอลแดนมะกัน ที่สามารถทำแอสซิสต์ได้ครบ 1,000 ครั้งในหนึ่งฤดูกาล หลังทำไปได้มากถึง 1,082 แอสซิสต์
ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ แอชลีย์ อีแวนส์ ที่ทำไว้เมื่อฤดูกาล 2024 ด้วยการแอสซิสต์ 1,000 ครั้ง และ ซิดนีย์ ฮิลลีย์ ของทีม อินดี้ อิกไนท์ ที่ซีซีน 2025 ทำ 1,277 ครั้ง
นอกจากนี้ฤดูกาลก่อน พรพรรณ เกิดปราชญ์ ยังประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ลีก และได้รับรางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า (MVP) รวมทั้งยังได้รับการโหวตจากแฟนๆ ให้ติดทีม All-Star 2025 รวมตัวท็อปลีกอเมริกา และเป็นนักกีฬาต่างชาติเพียงรายเดียวที่ได้รับการโหวตให้ติดทีม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ผู้ป่วย ‘ฝีดาษวานร’ ในไทยพุ่งพันราย เร่งฉีดวัคซีน 4 พื้นที่

- พบผู้ป่วยฝีดาษวานรสะสมในไทยแล้วประมาณ 1,000 ราย โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่กว่า 97% เป็นเพศชาย และกระจุกตัวในกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ
- รัฐบาลสั่งการให้กรมควบคุมโรคเร่งกระจายวัคซีนป้องกันไปยัง 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์หลักเพื่อควบคุมการระบาด
- พื้นที่เป้าหมายในการฉีดวัคซีน ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยเน้นกลุ่มผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์โรคฝีดาษวานร (Mpox) ในประเทศไทยล่าสุด พบผู้ป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบันแล้วประมาณ 1,000 ราย โดยกลุ่มผู้ติดเชื้อหลักกว่า 97% เป็นเพศชายวัยทำงาน
โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ โดยกรุงเทพมหานครยังคงมียอดผู้ป่วยสูงสุดถึง 458 ราย ตามด้วยชลบุรี นนทบุรี ภูเก็ต และสมุทรปราการ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้กำชับให้กรมควบคุมโรคเร่งกระจายวัคซีนป้องกัน โดยได้รับสนับสนุนจากอาเซียนไปยัง 4 พื้นที่ยุทธศาสตร์หลักแล้ว
พร้อมยกระดับมาตรการคัดกรองและเฝ้าระวังเชิงรุกอย่างเข้มงวด โดยเน้นย้ำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีผื่นหรือตุ่มหนอง และหากพบอาการผิดปกติ เช่น มีไข้ควบคู่กับตุ่มผิดทางผิวหนัง ให้รีบพบแพทย์และแยกตัวจากผู้อื่นทันที

ด้าน นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้กรมควบคุมโรคร่วมกับภาคีเครือข่าย ดำเนินมาตรการด้านการเฝ้าระวัง คัดกรอง และสอบสวนโรคในพื้นที่ ควบคู่กับการจัดบริการเชิงรุกในกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร เอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย รวมถึงแนะนำการเข้ารับวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษวานรตามแนวทางกระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคได้รับสนับสนุนวัคซีนจากอาเซียนจำนวน 2,220 ขวด และจัดสรรวัคซีนให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวมถึงกลุ่มผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศใน 4 พื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ และภูเก็ต รวม 2,175 ขวด (ข้อมูล ณ วันที่ 16 มกราคม 2569)
สำหรับโรคฝีดาษลิง (MONKEYPOX) เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ผ่านทางเลือด สารคัดหลั่ง ตุ่มหนองของสัตว์ รวมทั้งติดต่อจากคนสู่คน โดยสัมผัสสารคัดหลั่ง สัมผัสแผลหรือใช้ของร่วมกันกับผู้ติดเชื้อโดยตรง และสามารถแพร่เชื้อจากหญิงตั้งครรภ์สู่ทารกในครรภ์ได้

อาการของโรแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่
- ระยะฟักตัว จะไม่แสดงอาการช่วง 5 – 21 วันหลังจากได้รับเชื้อ
- ระยะไข้ 1 – 4 วัน มีอาการปวดหัว เจ็บคอ หนาวสั่น อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองโต ร่วมด้วย
- ระยะผื่น 1 – 2 สัปดาห์ จะเริ่มจากผื่นแบน ผื่นนูน ผื่นมีน้ำใสใต้ผื่น ผื่นเป็นน้ำใสตื้น จนกระทั่งเป็นผื่นแผลแห้งเป็นขุย
- ระยะฟื้นตัว ใช้เวลาหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์
การป้องกันตนเอง
- หลีกเลี่ยงสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่งและตุ่มหนองของสัตว์
- กินเนื้อสัตว์ปรุงสุก
- หมั่นล้างมือบ่อย ๆ
- ไม่ควรกินเนื้อสัตว์ป่า และไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
Present Continuous Tense คืออะไร? สรุปหลักการใช้ S + V.ing ฉบับเข้าใจง่าย พูดคล่องไม่สะดุด

ถ้าเปรียบภาษาอังกฤษเป็นภาพยนตร์ Present Simple คือภาพนิ่งที่บอกข้อเท็จจริง แต่ Present Continuous Tense คือ “ภาพเคลื่อนไหว” (Video) ที่บอกเล่าเรื่องราวที่กำลังดำเนินอยู่ครับ!
หลายคนจำได้แม่นว่า Tense นี้ต้องมี -ing (กำลังทำ) แต่พอเอาเข้าจริงกลับสับสนว่า “เอ๊ะ… ฉันจะไปหาหมอพรุ่งนี้ ใช้ I am going หรือ I go ดีนะ?” หรือ “ทำไม I am loving you ถึงผิด?” วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาเจาะลึก Present Continuous Tense แบบหมดเปลือก ทั้งโครงสร้าง วิธีใช้ที่หลากหลายกว่าแค่ “ตอนนี้” และกฎเหล็กที่คุณห้ามพลาด เพื่อให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหลลื่นและดูเป็นธรรมชาติที่สุดครับ
เจาะลึกโครงสร้าง: Present Continuous Tense คือ อะไร?
Present Continuous Tense (หรือ Present Progressive) คือ รูปประโยคที่ใช้บอกเหตุการณ์ที่ “กำลังเกิดขึ้น” หรือ “ยังไม่จบลง” ในช่วงเวลาปัจจุบัน
สูตรโครงสร้าง (Formula):
Subject + is / am / are + V.ing
- I ใช้คู่กับ am
- He / She / It (เอกพจน์) ใช้คู่กับ is
- You / We / They (พหูพจน์) ใช้คู่กับ are
3 สถานการณ์หลักที่ต้องใช้ Present Continuous
Tense นี้ไม่ได้ใช้แค่ตอน “กินข้าวอยู่” หรือ “นอนอยู่” เท่านั้นนะครับ แต่ยังใช้ได้กว้างกว่านั้น
1. ใช้กับสิ่งที่ “กำลังทำอยู่ ณ ตอนนี้” (Happening Now)
อันนี้ตรงตัวที่สุด คือทำอยู่ขณะที่พูดเลย
- Keywords: Now, Right now, At the moment
- Ex: I am studying English right now. (ฉันกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ตอนนี้)
- Ex: Look! It is raining. (ดูสิ! ฝนกำลังตก)
2. ใช้กับสิ่งที่ “กำลังดำเนินอยู่ในช่วงนี้” (Around Now / Temporary)
ไม่จำเป็นต้องทำอยู่ตอนพูด แต่เป็นโปรเจกต์หรือกิจกรรมที่ทำอยู่ในช่วงวัน/เดือนนี้ (และจะจบลงในอนาคต)
- Keywords: Currently, This week, These days
- Ex: I am reading a very good book. (ฉันกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่ดีมาก – ตอนพูดอาจจะไม่ได้ถือหนังสืออยู่ แต่อ่านค้างไว้)
- Ex: She is working from home this week. (อาทิตย์นี้เธอทำงานที่บ้าน – แค่อาทิตย์นี้ ปกติอาจจะเข้าออฟฟิศ)
3. ใช้กับ “แผนการในอนาคตอันใกล้” ที่แน่นอน (Future Arrangements)
ใช้บอกสิ่งที่เราวางแผนไว้แล้ว นัดหมายไว้แล้ว 100% ว่าจะทำ
- Keywords: Tomorrow, Tonight, Next week (มักมีเวลาบอกชัดเจน)
- Ex: I am meeting my doctor tomorrow at 10 AM. (ฉันจะไปพบหมอพรุ่งนี้ 10 โมง – นัดไว้แล้ว)
- Ex: We are flying to Phuket next Monday. (เราจะบินไปภูเก็ตจันทร์หน้า – จองตั๋วแล้ว)
กฎเหล็ก Stative Verbs: คำกริยาที่ “ห้าม” เติม -ing
ข้อนี้สำคัญมาก! มีคำกริยากลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Stative Verbs (กริยาแสดงความรู้สึก/สภาวะ) ที่ห้ามใช้ในรูป Continuous แม้จะรู้สึกอยู่ตอนนี้ก็ตาม ต้องใช้ Present Simple เสมอ
- ❌ I am knowing him. → ✅ I know him. (ฉันรู้จักเขา)
- ❌ She is wanting a coffee. → ✅ She wants a coffee. (เธออยากได้กาแฟ)
- ❌ I am understanding. → ✅ I understand. (ฉันเข้าใจ)
กลุ่มคำที่พบบ่อย: Love, Like, Hate, Want, Need, Know, Understand, Believe, Remember
ตารางเปรียบเทียบ: Present Simple vs. Present Continuous
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าเมื่อไหร่ควรใช้ Tense ไหน ลองดูตารางเปรียบเทียบความแตกต่างนี้ครับ
| ประเด็น (Aspect) | Present Simple (ความจริง/กิจวัตร) | Present Continuous (ชั่วคราว/กำลังทำ) |
| ความหมาย | ทำเป็นประจำ เป็นนิสัย หรือความจริงถาวร | ทำอยู่ตอนนี้ หรือสถานการณ์ชั่วคราว |
| โครงสร้าง | S + V.1 (s/es) | S + is/am/are + V.ing |
| ตัวอย่าง (อยู่) | I live in Bangkok. (บ้านฉันอยู่กทม. อยู่ถาวร) | I am living in Bangkok. (ตอนนี้มาอยู่กทม. เดี๋ยวก็ย้าย) |
| ตัวอย่าง (งาน) | She works at a bank. (อาชีพของเธอคือพนักงานแบงค์) | She is working on a new project. (ช่วงนี้เธอกำลังทำโปรเจกต์ใหม่) |
| ตัวอย่าง (นิสัย) | You always lose your keys. (บอกข้อเท็จจริงว่าทำหายบ่อย) | You are always losing your keys! (บ่นด้วยความรำคาญว่าหายอีกแล้ว!) |
หลักการเติม -ing ท้ายคำกริยา (Spelling Rules)
ไม่ใช่ทุกคำที่เติม -ing ได้เลย มีข้อยกเว้นเล็กน้อยครับ
- คำทั่วไป: เติม -ing ได้เลย (Walk → Walking)
- ลงท้ายด้วย e: ตัด e ทิ้ง แล้วเติม -ing (Make → Making, Write → Writing)
- สระเสียงสั้นตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว: เบิ้ลตัวสะกดตัวท้าย แล้วเติม -ing (Sit → Sitting, Run → Running, Stop → Stopping)
- ลงท้ายด้วย ie: เปลี่ยน ie เป็น y แล้วเติม -ing (Die → Dying, Lie → Lying)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
AI เขย่าภูมิทัศน์ ‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’ 2569 จุดเปลี่ยนนิยาม ‘ภัยคุกคาม’

- AI กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ความปลอดภัยไซเบอร์ สร้างโอกาสมหาศาล แต่อีกด้านก็ยังกำหนดนิยามใหม่ของภัยคุกคาม
- ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญทั้งฝั่งผู้ป้องกันและผู้โจมตี
- เทคโนโลยี Deepfake จะกลายเป็นกระแสหลักและมีคุณภาพสูงขึ้น เป็นภัยคุกคามที่น่าจับตามองในปี 2569
- ผู้ก่อภัยคุกคามจะนำ AI ไปใช้ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การโจมตี
- เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาจริงและเนื้อหาปลอมที่สร้างโดย AI จะเริ่มไม่ชัดเจน
เอเชียแปซิฟิกกำลังเป็นภูมิภาคผู้กำหนดทิศทางการแข่งขัน AI ระดับโลก…
การสำรวจโดย “แคสเปอร์สกี้” พบว่า ผู้เชี่ยวชาญ 78% ใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง สูงกว่าตัวเลขระดับโลกที่ 72% ซึ่งเน้นย้ำถึงการนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานประจำวันอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในภูมิภาคนี้
โดยสิ่งที่ทำให้ภูมิภาคนี้โดดเด่นอย่างแท้จริงคือ วิธีที่นำ AI ไปใช้งานเพิ่มขึ้นตั้งแต่ในระดับฐานรากหรือระดับเริ่มต้น โดยได้รับแรงหนุนจากผู้บริโภคที่เชื่อมต่อกันอย่างมาก การเข้าถึงอุปกรณ์จำนวนมหาศาล และประชากรรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีซึ่งบูรณาการ AI เข้ากับการใช้ชีวิตประจำวันก่อนที่องค์กรต่างๆ จะเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการเสียอีก
ด้วยแรงผลักดันเหล่านี้เสริมด้วยการลงทุนที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์ที่นำโดยซีอีโอและตลาดดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังเปลี่ยนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้กลายเป็นสนามทดสอบ AI ที่มีความเคลื่อนไหวมากที่สุดในโลก
ทำให้เกิดบริษัทที่เรียกว่าเป็น “AI Frontier” หรือบริษัทระดับแนวหน้าด้านนวัตกรรม AI และเป็นภูมิภาคที่อนาคตของการเปลี่ยนแปลงองค์กรกำลังปรากฏขึ้นเป็นแห่งแรก
เปลี่ยนโฉม ‘ภูมิทัศน์ไซเบอร์’
เมื่อเร่งนำ AI มาใช้ทั่วทั้งภูมิภาค ผลกระทบจึงขยายออกไปไกลกว่าประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรและประสบการณ์ของลูกค้า สำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แล้ว
อย่างไรก็ดี สถานะของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกด้านนวัตกรรม AI นั้นเป็นทั้งต้นแบบและคำเตือน กล่าวคือ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจได้กลายเป็นตัวกำหนดรูปแบบใหม่ของภัยคุกคาม ทั้งด้านการสร้าง การทำงานอัตโนมัติ และการใช้งาน
ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้เผยว่า การพัฒนา AI กำลังเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในปี 2569 ทั้งสำหรับผู้ใช้รายบุคคลและภาคธุรกิจ อีกทั้ง LLM (Level Learning Modeling) กำลังมีอิทธิพลต่อความสามารถในการป้องกัน แต่อีกทางหนึ่งก็ได้ขยายโอกาสสำหรับผู้ก่อภัยคุกคามด้วย
วลาดิสลาฟ ทุชคาโนฟ ผู้จัดการกลุ่มวิจัยและพัฒนา แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า AI กำลังเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าความปลอดภัยทางไซเบอร์จากทั้งสองด้าน ผู้โจมตีใช้ AI เพื่อทำการโจมตีโดยอัตโนมัติ แสวงหาช่องโหว่ และสร้างเนื้อหาปลอมที่น่าเชื่อถืออย่างยิ่ง
ขณะเดียวกัน ผู้ป้องกันก็ใช้ AI เพื่อสแกนระบบ ตรวจจับภัยคุกคาม และตัดสินใจได้เร็วขึ้นและชาญฉลาดขึ้น AI เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพทั้งสำหรับการโจมตีและการป้องกัน และความสามารถในการจัดการ AI อย่างปลอดภัยจะส่งผลต่ออนาคตของความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างแน่นอน
เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า เอเชียแปซิฟิกกำลังกำหนดทิศทางระดับโลกในการนำ AI มาใช้ โดยผู้บริโภคและองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคนี้ก้าวหน้าเร็วกว่าภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งได้สร้างโอกาสมหาศาล แต่อีกด้านก็ยังกำหนดนิยามใหม่ของภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งการเกิดและการขยายตัว
‘Deepfake’ อันตรายกว่าเดิม
แคสเปอร์สกี้ คาดการณ์เทรนด์ “ไซเบอร์ซีเคียวริตี้” ที่น่าจับตามองในปี 2569 ประกอบด้วย
เทคโนโลยี Deepfake กำลังกลายเป็นกระแสหลัก และความตระหนักรู้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง : บริษัทต่างๆ เริ่มพูดถึงความเสี่ยงของเนื้อหาที่สร้างขึ้นโดยคอมพิวเตอร์มากขึ้น และฝึกอบรมพนักงานเพื่อลดโอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อ
เมื่อปริมาณ Deepfake เพิ่มขึ้น รูปแบบต่างๆ ที่ปรากฏก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ขณะเดียวกันความตระหนักรู้ก็เพิ่มขึ้นทั้งภายในองค์กรและรวมถึงผู้ใช้ทั่วไป ผู้บริโภคพบเจอเนื้อหาปลอมบ่อยขึ้น และเข้าใจธรรมชาติของภัยคุกคามดังกล่าวได้ดีขึ้น
คุณภาพของ Deepfake จะดีขึ้น ด้วยมีคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นและอุปสรรคในการเข้าถึงที่ลดลง : คุณภาพโดยเฉลี่ยของภาพ Deepfake นั้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเครื่องมือสร้างเนื้อหาที่ใช้งานง่ายขึ้น ผู้ชมในวงกว้างสามารถเข้าถึงการสร้างสรรค์ผลงานได้ง่ายขึ้น และความสามารถเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์โดยอาชญากรไซเบอร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความพยายามในการพัฒนาระบบที่เชื่อถือได้สำหรับการติดป้ายกำกับเนื้อหาที่สร้างโดย AI จะยังคงดำเนินต่อไป : ปัจจุบันยังไม่มีเกณฑ์สำหรับการระบุเนื้อหาที่สร้างขึ้นอย่างน่าเชื่อถือ รวมถึงป้ายกำกับในปัจจุบันนั้นง่ายต่อการหลีกเลี่ยงหรือลบออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำงานกับโมเดลโอเพนซอร์ส จึงมีแนวโน้มที่จะมีมาตรการทางเทคนิคและกฎระเบียบใหม่ๆ ที่มุ่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น
เทคโนโลยี Deepfake ออนไลน์จะยังคงพัฒนาต่อไป แต่ยังคงเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ใช้ขั้นสูง : เทคโนโลยีการสลับใบหน้าและเสียงแบบเรียลไทม์กำลังพัฒนาขึ้น ความเสี่ยงในสถานการณ์ที่กำหนดเป้าหมายการโจมตีจะเพิ่มขึ้น เพราะมีความสมจริงที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการจัดการวิดีโอผ่านกล้องเสมือนจริง ทำให้การโจมตีดังกล่าวดูน่าเชื่อถือมากขึ้น
ยกระดับ ‘การโจมตี – ป้องกัน’
โมเดลแบบเปิดจะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์หลายอย่าง ซึ่งสร้างโอกาสให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ผิดมากขึ้น : ระบบโอเพนซอร์สกำลังพัฒนาฟังก์ชันการทำงานอย่างรวดเร็วและแพร่หลายโดยไม่มีข้อจำกัดที่เทียบเท่ากัน ทำให้ความแตกต่างระหว่างโมเดลที่เป็นกรรมสิทธิ์และโมเดลโอเพนซอร์สเริ่มเลือนลางลง ซึ่งทั้งสองแบบสามารถนำไปใช้ในทางที่ไม่พึงประสงค์หรือเป็นอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เส้นแบ่งระหว่างเนื้อหาที่สร้างโดย AI ที่ถูกต้องและเนื้อหาที่ฉ้อโกงจะเริ่มไม่ชัดเจนมากขึ้น : AI สามารถสร้างอีเมลหลอกลวงที่ประณีต ภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ และหน้าเว็บฟิชชิงคุณภาพสูงได้ เนื้อหาที่สร้างโดย AI จะดูคุ้นเคยและปกติ ส่งผลให้การแยกแยะของจริงออกจากของปลอมยากขึ้นทั้งสำหรับผู้ใช้และระบบตรวจจับอัตโนมัติ
AI จะกลายเป็นเครื่องมือข้ามห่วงโซ่การโจมตีทางไซเบอร์และถูกนำไปใช้ในเกือบทุกขั้นตอนของห่วงโซ่การโจมตี : ผู้คุกคามได้ใช้ LLM (Level Learning Modeling) อยู่แล้ว ทั้งในการเขียนโค้ด สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และทำงานอัตโนมัติ ความก้าวหน้าเพิ่มเติมจะยิ่งเสริมแนวโน้มนี้ AI จะสนับสนุนการโจมตีมากขึ้นในหลายขั้นตอน
AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้กันทั่วไปมากขึ้นในการวิเคราะห์ความปลอดภัย และมีอิทธิพลต่อวิธีการทำงานของทีม SOC (Security Operations Center) : ระบบที่ใช้เอเจนต์จะสามารถสแกนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง ระบุช่องโหว่ และรวบรวมข้อมูลบริบทสำหรับการตรวจสอบ ลดปริมาณงานประจำที่ต้องทำด้วยตนเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
มะเขือเทศสด VS น้ำมะเขือเทศกล่อง อันไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน

เป็นกระแสมาเรื่อยๆ สำหรับน้ำมะเขือเทศบรรจุกล่อง ที่สาวๆ แห่กันไปหาดื่มกันยกใหญ่ ด้วยว่าอยากให้ผิวของตัวเองขาว ใส นุ่ม ฟู (ผิวนะไม่ใช่ทุเรียน) ถึงแม้จะมีสาวๆ อีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่โอเคกับรสชาติสักเท่าไร แต่ก็พยายามทนดื่มหวังจะให้ผิวสวยใส เปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ
แต่อีกกระแสหนึ่งก็บอกว่า น้ำมะเขือเทศกล่องนั้น มีรสชาติ “เค็ม” ถึงแม้หน้ากล่องจะเขียนว่า น้ำมะเขือเทศแท้ 100% ก็ตาม จึงเชียร์ให้ทานสดเป็นลูกๆ จะดีกว่า ได้รับประโยชน์จากธรรมชาติเต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่าแน่นอน
จริงๆ แล้ว มะเขือเทศ ทานแบบไหนถึงจะได้คุณประโยชน์สูงสุดล่ะ?
ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่ามะเขือเทศมีสารอาหารชนิดใด ถึงช่วยบำรุงผิวให้เนียนใสอย่างที่สาวๆ ปรารถนากันทั้งบ้านทั้งเมือง
ประโยชน์ของมะเขือเทศ
- วิตามินซี ช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้า ช่วยให้ผิวแลดูเต่งตึง ป้องกันอันตรายจากรังสียูวีจากแสงแดด และช่วยให้เซลล์ผิวหนังได้ปรับสภาพคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้แข็งแรง ทำให้ผิวชุ่มชื่น เรียบเนียนสวยงาม
- ไลโคปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความชรา ต้านความเสื่อมของร่างกาย ช่วยการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ยังเบต้าแคโรทีน วิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ทีนี้สาวๆ ก็เห็นแล้วใช่ไหมว่า ทั้งวิตามินซีและไลโคปีน ก็ช่วยเรื่องลดริ้วรอย และกระชับผิวให้เนียนใสเต่งตึงได้เหมือนกัน
แล้วมะเขือเทศสด กับน้ำมะเขือเทศกล่อง อันไหนมีเจ้าสองตัวนี้มากกว่ากันล่ะ?
มะเขือเทศสด
เพราะวิตามินซีเป็นสารอาหารที่ยิ่งโดนความร้อน หรือถูกแปรรูปมากๆ เข้าก็จะค่อยๆ ลดหายไปเรื่อยๆ ดังนั้น หากอยากได้รับวิตามินซีเต็มๆ (ซึ่งมะเขือเทศลูกขนาดปานกลาง 1 ลูกเท่ากับวิตามินซีในส้มโอ 1 ลูกเลยทีเดียว) ต้องทานมะเขือเทศสด
น้ำมะเขือเทศกล่อง
มะเขือเทศ จะเพิ่มไลโคปีนมากขึ้น หากนำไปทำให้ผ่านความร้อน หรือปรุงให้สุก ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำน้ำมะเขือเทศบรรจุกล่องนั่นเอง ดังนั้นหากอยากได้รับสารไลโคปีนเต็มๆ ให้เลือกดื่มน้ำมะเขือเทศกล่อง
ถ้าอยากได้ทั้งสองอย่างเลยล่ะ?
ก็เลือกทานทั้งสองอย่าง อาจจะทานทั้งสดๆ และทำไปปรุงมื้ออาหารต่างๆ ก็ได้
แต่ถึงกระนั้น การรับประทานมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศมากเกินไป อาจทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป ซึ่งไม่ได้ส่งผลเสียอะไรต่อร่างกายมากนัก นอกจากเปลือง เพราะวิตามินซีส่วนเกินจะถูกขับออกทางปัสสาวะอยู่ดี แต่หากรับวิตามินซีมากเกินไปมากจริงๆ อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือเป็นโรคนิ่วในไตได้
ปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสมกับร่างกาย
ราว 60-90 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับมะเขือเทศสด 3-4 ลูก หรือน้ำมะเขือเทศกล่อง 2 แก้ว
คราวนี้เราเลือกได้สักทีว่าจะทานมะเขือเทศแบบไหน ทางที่ดีควงคุณผู้ชายมาทานมะเขือเทศด้วยกันเสียเลย เพราะวิตามินซีจากมะเขือเทศสดยังช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูจากอาการหวัดได้เร็วขึ้น บำรุงฟันและเหงือกจากโรคลักปิดลักเปิด แถมไลโคปีนจากมะเขือเทศปรุงสุกยังช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย ดังนั้นเราจึงสามารถทานมะเขือเทศกันได้ทั้งครอบครัวนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 20/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,850.00 | 68,950.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,451.00 | 67,477.16 | 69,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,005.90 | 60,729.44 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,560.80 | 53,981.73 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,002.95 | 30,364.72 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,557.85 | 23,617.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,612.44 | 69,924.59 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 20/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.48 | – | – | – | – | – | – | – | 16.48 |







