สาระน่ารู้ประจำวันที่ 22 มกราคม 2569

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดแนวทางแก้เกม ‘อาคารเก่า’ ปรับตัวสู้

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เผยกลยุทธ์แก้เกม ‘อาคารเก่า’ ปรับตัวสู้สงครามตึกใหม่ผุดต่อเนื่องถึง 1.4 เท่าในช่วงปี 2567–2569 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 ปีก่อนหน้า

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดอาคารสำนักงานให้เช่าจากการที่อาคารใหม่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของศูนย์วิจัยกรุงศรี ระบุว่า แผนการลงทุนอาคารสำนักงานเพิ่มขึ้นถึง 1.4 เท่าในช่วงปี 2567–2569 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 3 ปีก่อนหน้า 

ขณะเดียวกัน อุปทานสำนักงานให้เช่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.5–2.0% ต่อปี หลังมีพื้นที่ใหม่เข้าสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงปี 2566–2567 โดยประมาณ 80% ของพื้นที่สำนักงานที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการในปี 2568–2569 จะเป็นอาคาร Grade A และ A+ ซึ่งรองรับมาตรฐานอาคารเขียว และตั้งอยู่ในโครงการ Mixed-use ขนาดใหญ่

การเข้ามาของอาคารคุณภาพสูงจำนวนมาก ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดสำนักงานให้เช่าทวีความเข้มข้น และสร้างแรงกดดันโดยตรงต่ออาคารที่มีอายุยาวนาน (อาคารอายุ 15 ปี ขึ้นไป) ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับผู้เล่นรายใหม่ที่มีความได้เปรียบทั้งด้านกายภาพ ระบบอาคาร และเงินทุน

นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด กล่าวว่า การปรับปรุงอาคารเก่าควรพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยครอบคลุม 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ กายภาพอาคาร งานระบบอาคาร และการบริหารจัดการอาคาร
เริ่มจากการปรับโฉมพื้นที่ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ใช้งานอาคารจะต้องเห็นเป็นส่วนแรก เช่น เปลือกอาคาร (Façade) โถงทางเข้า Lobby รวมถึงการปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลาง อาทิ ห้องน้ำ ทางเดิน โถงลิฟต์  รวมถึงจุดอื่น ๆ ที่ผู้เช่าใช้อาคารสามารถสัมผัสได้โดยตรง ให้มีความทันสมัย ปลอดภัย สะอาด สะดวกสบายต่อการใช้งาน และเอื้อต่อประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น 

ในด้านงานระบบอาคาร ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบลิฟต์ และระบบความปลอดภัย จำเป็นต้องได้รับการดูแลและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอสม่ำเสมอสม่ำเสมอถูกต้องสม่ำเสมอ เพื่อให้พร้อมใช้งานและมีเสถียรภาพ ลดความเสี่ยงจากการขัดข้องที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้เช่า

โดยเฉพาะอาคารที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 15 ปีที่เครื่องจักรอุปกรณ์บางส่วนเริ่มเสื่อมสภาพ ต้องมีการปรับแต่งหรือเปลี่ยน ควรพิจารณาอัปเกรดระบบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งในด้านของการใช้พลังงาน และสอดรับกับมาตรฐานอาคารสมัยใหม่ รวมถึงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่ผู้เช่าให้ความสำคัญมากขึ้น

เจ้าของอาคารอาจพิจารณานำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน เช่น AI (Artificial Intelligence) และ IoT (Internet of Things) ที่สามารถมาช่วยควบคุมระบบภายในอาคาร และยังสามารถเก็บข้อมูลเพื่อ Forecast การใช้และจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงในแง่ความปลอดภัย เช่น การแจ้งเตือนไฟไหม้ การตรวจจับเหตุผิดปกติ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการอาคารถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาคารเก่า การใช้เลือกใช้ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ มีทีมสนับสนุนที่ช่วยให้คำปรึกษากับเจ้าของอาคาร ก็สามารถช่วยในเรื่องการเตรียมการโครงการและงบประมาณในส่วนนี้ได้ การบริหารอาคารในปัจจุบันจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลความเรียบร้อย แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของผู้เช่าอย่างรอบด้าน

ตั้งแต่ความรวดเร็วในการให้บริการ ความโปร่งใสในการสื่อสาร ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์การใช้งานพื้นที่สำนักงานในระยะยาว รวมถึงสามารถให้คำแนะนำในการปรับปรุงอาคารได้อย่างเหมาะสมและตรงตามความต้องการของตลาด


นอกจากนี้ Green Office กำลังกลายเป็นเซกเมนต์ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น เนื่องจากสามารถดึงดูดผู้เช่ากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทต่างชาติ ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์องค์กรที่สอดคล้องกับแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance) โดยเฉพาะอาคารสำนักงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล อาทิ LEED, WELL Building Standard และ EDGE


ด้วยเหตุนี้ อาคารเก่าที่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมในการปรับปรุงอาคารให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว จะสามารถเพิ่มความน่าสนใจในสายตาผู้เช่า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้อย่างชัดเจน

หากพิจารณาในเชิงการลงทุน จะเห็นว่าการละเลยการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน และเลือกซ่อมแซมเฉพาะเมื่อเกิดความเสียหาย อาจนำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าในอนาคต เมื่อเทียบกับการวางแผนปรับปรุงอาคารอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านกายภาพ ระบบ และการบริหาร ซึ่งมีความคุ้มค่าในระยะยาว และเปิดโอกาสให้สามารถปรับเพิ่มค่าเช่าได้อีกด้วย

ตัวอย่างเช่น อาคารชลันต์ทิพย์ ในย่านสีลม ซึ่งมีอายุการใช้งานกว่า 34 ปี และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ จากการปรับปรุงทั้งภูมิทัศน์อาคาร และระบบภายในอาคาร อาทิ การเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าแบบเดิมเป็นดิจิทัลมิเตอร์ ทำให้อาคารได้รับเงินประกันมิเตอร์คืนกว่า 1.5 ล้านบาท

รวมถึงการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานพื้นที่ เช่น การเปิดพื้นที่ร้านค้าและพื้นที่จอดรถให้เช่า ช่วยสร้างรายได้เสริม และเพิ่มความน่าสนใจให้กับอาคารในสายตาผู้เช่า โดยปัจจุบัน สามารถรักษาทั้งผู้เช่ารายเดิม และมีผู้เช่ารายใหม่สนใจ Walk in เพิ่มมากขึ้น

หัวใจสำคัญของการปรับตัวอาคารเก่า คือมุมมองของเจ้าของอาคารในการปรับแนวคิดให้สอดรับกับทิศทางตลาด โดยเฉพาะในยุคที่อาคารสำนักงานใหม่ในทำเล CBD และโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ซึ่งมาพร้อมมาตรฐานอาคารระดับสากลและอาคารเขียว เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

อาคารที่สามารถยกระดับทั้งกายภาพ ระบบ และการบริหารจัดการ รวมถึงเปิดรับเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเสริมประสิทธิภาพ จะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพย์สินได้ในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘แลนด์แอนด์เฮ้าส์’แตะเบรกคอนโดต่อ เปิดตัวโครงการต่ำสุดรอบ20ปี

  • แลนด์แอนด์เฮ้าส์เิปิดโครงการใหม่ในปี69 เพียง 2 โครงการแนวราบต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปี
  • เบรกเปิดตัวคอนโดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
  • เน้นลดหนี้-สต็อก ดันพอร์ตเช่าเรือธง

นพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ปี 2569 ยังอยู่ในโหมด “ระวังตัวสูง” จากเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.5% แรงส่งหลักอย่าง “ส่งออก” ชะลอตัว จากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ  ขณะที่ “เงินบาท” แข็งค่า ซ้ำเติมภาคธุรกิจ สินเชื่อรวมยังหดตัวตามปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและความเข้มงวดของธนาคาร โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่สภาพคล่องเปราะบาง ส่งผลต่อกำลังซื้อในประเทศโดยตรง

“เปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือน ‘ผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อน’ ต้องรักษาเป็นจุดๆ และเฝ้าระวังปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด ทำให้บริษัทต้องปรับกลยุทธ์ให้เหมาะกับความไม่แน่นอนที่ยังสูง”

เปิด2โครงการใหม่ “ต่ำสุด”รอบกว่า 20 ปี

สมมติฐานดังกล่าว แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ตัดสินใจเบรกการเปิดคอนโดมิเนียมใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพราะยังมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมขายอยู่จำนวนมาก 

ปี 2569 จึงเปิดตัวแนวราบเพียง 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบกว่า 20 ปี ได้แก่ นันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี ราคา 60-100 ล้านบาท และ ชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยว ราคา 10-13 ล้านบาท

ลดหนี้-ลดสต็อก ดันพอร์ตเช่าเรือธง

ปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุนรวม 4,500 ล้านบาท สำหรับซื้อที่ดิน 2,000 ล้านบาท และลงทุนอสังหาฯ ให้เช่า 2,500 ล้านบาท พร้อมแผนขายโรงแรมในไทย 1 แห่ง สหรัฐ 2 แห่ง เข้ากองทรัสต์ LHHOTEL เพื่อเสริมสภาพคล่อง 

ทั้งเตรียมเปิดโรงแรมใหม่ “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ โวยาจ พัทยา” เดือน ต.ค.นี้ จำนวน 494 ห้อง พร้อมสวนน้ำ 20,000 ตร.ม. ใหญ่สุดในเครือ และมีแผนเปิด “แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์” ปี 2571

บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมปี 2569 ที่ 26,900 ล้านบาท เป็นรายได้โอน 17,000 ล้านบาท รายได้จากอสังหาฯ ให้เช่า 9,900 ล้านบาท ควบคู่การเร่งระบายสต็อก 17,000 ล้านบาท และบริหาร Backlog 9,000 ล้านบาท ด้านฐานะการเงิน สิ้นปี 2568 มีหนี้ดอกเบี้ยสุทธิราว 64,000 ล้านบาท D/E 1.20 เท่า คาดว่าจะลดลงเหลือใกล้ 1 เท่าในสิ้นปี 2569 หลังออกหุ้นกู้ใหม่ 15,000 ล้านบาทเพื่อรีไฟแนนซ์

เป็นปีประคองตัว ดูจังหวะรุก-รับให้เหมาะ เราโฟกัส Cashflow ลดหนี้ ลดสต็อก เพื่อความแข็งแรงในระยะยาว”

ท่ามกลางตลาดที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ การชะลอเกม! ของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ สะท้อนภาพดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ที่เลือกตั้งรับอย่างมีวินัย รอจังหวะฟื้นตัวรอบใหม่อย่างรอบคอบ

สะท้อนวัฏจักรขาลงอสังหาฯ

การเปิดตัวโครงการใหม่ในระดับต่ำสุดรอบกว่า 20 ปีของ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” ไม่ได้เป็นเพียงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพียงอย่างเดียว แต่สะท้อนภาพรวมวัฏจักรอสังหาฯ ไทยที่กำลังอยู่ในช่วง “ขาลง” เชิงโครงสร้าง จากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค หนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดด้านสินเชื่อที่ยังไม่คลี่คลาย 

แม้ “บ้านเดี่ยว” ยังมีดีมานด์ระดับบน แต่การชะลอเปิดโครงการใหม่บ่งชี้ว่าผู้ประกอบการรายใหญ่เลือกเก็บกระสุน รอจังหวะตลาดฟื้นมากกว่าเร่งขยายพอร์ตในช่วงความเสี่ยงสูง

“พอร์ตเช่า” กันชนรายได้ ระยะยาววัดใจตลาด

อีกด้านหนึ่ง การเร่งลงทุนในสินทรัพย์ให้เช่าและโรงแรม กลายเป็น “กันชนรายได้” สำคัญของแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ท่ามกลางความผันผวนของตลาดขาย โดยสัดส่วนรายได้จากอสังหาฯ ให้เช่าเกือบแตะ 1 ใน 3 ของรายได้รวมในปี 2569 สะท้อนการปรับพอร์ตจากผู้พัฒนาอสังหาฯ เพื่อขาย สู่โมเดลรายได้ประจำ (Recurring Income) มากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญรักษาเสถียรภาพทางการเงิน หากตลาดที่อยู่อาศัยยังใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าที่คาด

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 22 ม.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ ทรัมป์ผ่อนปรนกรีนแลนด์

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 22 ม.ค. 69 ที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากวันก่อนหน้าที่ปิดที่ 31.09 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีท่าทีผ่อนปรนในประเด็นกรีนแลนด์ ทำให้ความกังวลเรื่องความขัดแย้งกับยุโรปลดลง
  • การคลี่คลายของความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่า
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.45 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.30 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.09 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.15-31.45 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ทะลุกรอบบนที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า 31.10 บาทต่อดอลลาร์ และทดสอบโซนแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.05-31.32 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ (ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นฝั่งยุโรป) และการปรับตัวลงต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังประธานาธิบดี Donald Trump มีท่าทีที่ผ่อนปรนลงบ้างในประเด็น Greenland ทั้งระบุว่า จะไม่มีการใช้กำลังทางทหารในการเข้ายึดครอง Greenland รวมถึงระบุว่า บรรลุกรอบข้อตกลงในประเด็น Greenland หลังการการเจรจากับผู้นำของทาง NATO จนสหรัฐฯ จะไม่ใช้มาตรการภาษีนำเข้าเหมือนที่ได้ขู่ไว้ในช่วงก่อนหน้ากับเดนมาร์กและอีก 7 ประเทศยุโรป โดยภาพดังกล่าวก็ดูจะสอดคล้องกับธีม TACO (Trump Always Chickens Out) Trade ในปีที่ผ่านมา 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways หลังพลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงคืนที่ผ่านมา ตามการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ สอดคล้องกับมุมมองของเราในวันก่อนที่มองว่า “เงินบาทยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจดำเนินต่อไปได้ จนกว่าประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะทยอยคลี่คลายลง” นอกจากนี้ เราประเมินว่า เงินบาทอาจมีจังหวะผันผวนอ่อนค่าลงเพิ่มเติมได้บ้าง หากราคาทองคำได้เข้าสู่ช่วงการพักฐาน (Correction) ที่ชัดเจน ซึ่งภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับสถิติในอดีตที่ราคาทองคำมักเข้าสู่ช่วงการพักฐาน หากมีการปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ในระยะสั้น จนราคาทองคำปรับตัวขึ้นมากกว่า +30% จากเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ในเบื้องต้น เราประเมินว่า หากราคาทองคำเผชิญแรงขายต่อเนื่อง ท่ามกลางประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทยอยคลี่คลายลง จนราคาทองคำทดสอบโซนแนวรับแถว 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากประเมินจากค่าเฉลี่ยของการพักฐานจากสถิติดังกล่าว อาจกดดันให้ เงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ 

ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้น อาจยังไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาทได้ เนื่องจากในช่วงนี้ เรายังคงเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอยู่ และหากความปั่นป่วนของตลาดบอนด์เริ่มลดลง อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้เช่นกัน ขณะเดียวกัน เราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ก็อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านของเงินบาทได้ ตั้งแต่ช่วงโซน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ไปจนถึงโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ 

อย่างไรก็ดี เราขอย้ำว่า ความผันผวนของตลาดการเงินยังมีอยู่ โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากตลาดจะรับรู้ ทั้ง ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ 

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายความกังวลประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป จากท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ผ่อนปรนลงในประเด็น Greenland ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.16% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นราว +1.18%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปิด -0.02% โดยมีการรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายความกังวลประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป หลังประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ย้ำว่า สหรัฐฯ จะไม่ใช้กำลังทางทหารในการเข้ายึดครอง Greenland 

ส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่โซน 4.25% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ทั้งนี้ แม้ว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะย่อตัวลงบ้าง แต่ความผันผวนของบอนด์ยีลด์ระยะยาวยังอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ทำให้มีความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง โดยเรามองว่า ควรรอติดตามประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ก่อนได้ เพื่อประเมินความเสี่ยงของแรงขายบอนด์ระยะยาวญี่ปุ่น ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดบอนด์โลก อย่างไรก็ตาม เราขอเน้นย้ำว่า กลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip ยังคงเหมาะสมอยู่ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.20% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทย) เพียงแต่ผู้เล่นในตลาดอาจต้องรอให้ความผันผวนลดลงก่อนบ้าง เพื่อให้ Risk-Reward มีความคุ้มค่ามากขึ้น 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up หลังตลาดการเงินสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้งและปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาดหุ้นยุโรป (Outperform) จากท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ผ่อนปรนลงในประเด็น Greenland ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.3-98.9 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทยอยคลี่คลายลงบ้าง ทั้งในส่วนของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับฝั่งยุโรป รวมถึงแนวโน้มการเดินหน้าเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน กอปรกับแรงขายทำกำไรของผู้เล่นในตลาด ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง สู่โซน 4,790 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ รวมถึงรายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) และรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดาเฟดสาขาต่างๆ 

ส่วนในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ ได้ 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


สรุปตารางคะแนนยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2025/26 รอบลีกเฟส หลังจบนัดที่ 7

การแข่งขันฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2025/26 เดินทางมาถึงรอบลีกเฟส นัดที่ 7 เป็นที่เรียบร้อย โดยผลการแข่งขันเริ่มชัดเจนขึ้นว่า ทีมใดมีโอกาสผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ และทีมใดต้องลุ้นหนักในเกมสุดท้าย

ซีซันนี้เป็นการใช้รูปแบบใหม่ เพิ่มจำนวนทีมเป็น 36 สโมสร จากเดิม 32 ทีม โดยแต่ละทีมลงสนามทั้งหมด 8 นัด แบ่งเป็นเกมเหย้าและเยือนอย่างละ 4 นัด เมื่อจบลีก เฟส อันดับ 1–8 จะผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายโดยอัตโนมัติ ส่วนทีมอันดับ 9–24 ต้องไปตัดสินชะตาในรอบเพลย์ออฟแบบเหย้า-เยือน เพื่อหาอีก 8 ทีมเข้ารอบ ขณะที่อันดับ 25–36 จะตกรอบทันที และไม่มีสิทธิ์หล่นไปเล่นในศึกยูฟ่า ยูโรป้า ลีก

หลังผ่าน 7 เกม อาร์เซนอล โชว์ฟอร์มร้อนแรงสุดขีด คว้าชัยรวดทั้ง 7 นัด ยึดตำแหน่งจ่าฝูงลีกเฟสได้อย่างสง่างาม ล่าสุดบุกเอาชนะ อินเตอร์ มิลาน ถึงถิ่น 3-1 ส่งผลให้ “ปืนใหญ่” การันตีตั๋วเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเป็นที่แน่นอนแล้ว

เช่นเดียวกับ บาเยิร์น มิวนิค ที่เปิดบ้านเอาชนะ อูนิโอน แซงต์ ชิลลัวส์ 2-0 เก็บคะแนนเพียงพอสำหรับการผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์อัตโนมัติ แม้ยังเหลือการแข่งขันอีกหนึ่งนัดก็ตาม

ด้าน ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม หลังบุกถล่ม โอลิมปิก มาร์กเซย 3-0 เก็บเพิ่มเป็น 15 คะแนน รั้งอันดับ 4 ของตาราง มีแต้มเท่ากับ เรอัล มาดริด แชมป์ยุโรป 15 สมัย ที่อยู่อันดับ 3 จากผลต่างประตูได้-เสีย

ขณะที่ทีมจากพรีเมียร์ลีกอีกสองรายอย่าง เชลซี เปิดบ้านเฉือนชนะ ปาฟอส 1-0 ส่วน นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ระเบิดฟอร์มไล่ถล่ม พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น 3-0 ยังคงอยู่ในเส้นทางลุ้นเข้ารอบเช่นกัน

สรุปผลฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2025-26 รอบลีกเฟส นัดที่ 7

วันอังคารที่ 20 มกราคม 2026
ไครัต 1-4 คลับ บรูกก์
โบโด กลิมต์ 3-1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้
เอฟซี โคเปนเฮเกน 1-1 นาโปลี
อินเตอร์ มิลาน 1-3 อาร์เซนอล
โอลิมเปียกอส 2-0 ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน
เรอัล มาดริด 6-1 โมนาโก
สปอร์ติง ลิสบอน 2-1 ปารีส แซงต์ แชร์กแมง
สเปอร์ส 2-0 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์
บียาร์เรอัล 1-2 อาแจ็กซ์

คืนวันพุธที่ 21 มกราคม 2026
กาลาตาซาราย 1-1 แอตเลติโก มาดริด
คาราบัค 3-2 ไอน์ทรัคต์ แฟรงค์เฟิร์ต
อตาลันตา 2-3 แอธเลติก บิลเบา
บาเยิร์น มิวนิค 2-0 อูนิโอน แซงต์ ชิลลัวส์
เชลซี 1-0 ปาฟอส
ยูเวนตุส 2-0 เบนฟิกา
โอลิมปิก มาร์กเซย 0-3 ลิเวอร์พูล
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด 3-0 พีเอสวี ไอน์โฮเฟน
สลาเวีย ปราก 2-4 บาร์เซโลนา

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


คนไทยป่วยโรคอ้วนพุ่ง 42% ‘บำรุงราษฎร์’ แนะเทคนิคคุมน้ำหนักให้ได้ผล

  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เตือนวิกฤตโรคอ้วนในไทยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรง โดยคาดการณ์ว่าอาจสร้างความสูญเสียสูงถึง 5.6 ล้านล้านบาท หรือ 5.6% ของ GDP ในอีก 34 ปีข้างหน้า
  • แนะแนวทางการควบคุมน้ำหนักแบบองค์รวมและยั่งยืน โดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพจะออกแบบการ

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาวะอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินถือเป็นจุดกำเนินของความเสื่อมร่างกาย และก่อเกิดโรคต่างๆ ตามมา จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ล่าสุดปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573

ขณะที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งการมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด 

โดยภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน

ดังนั้น หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 

ดร.อาทิรัตน์ กล่าวว่า ความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง

ดังนั้น การค้นหาวิธีการควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนสำหรับคนไทย และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล 

“เราพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน”  

ด้าน พญ. นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า Weight Management คือการควบคุมดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและยั่งยืนในระยะยาว 

การควบคุมดูแลน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืนต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตอย่างถาวร ทั้งด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย การจัดการความเครียด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ในบางกรณีที่การปรับพฤติกรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 27.5 (สำหรับคนในกลุ่มอาเซียน) รวมถึงมี BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 25 และมีโรคร่วมแทรกซ้อน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ 

การรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยยับยั้งความอยากอาหาร ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยมีแรงจูงใจในการปรับพฤติกรรม แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและแนะนำจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุด และต้องใช้ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมเพื่อให้การลดน้ำหนักประสบความสำเร็จ

รศ.คลินิก นพ. ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์, FACG, FASGE แพทย์ชำนาญการด้านทางเดินอาหาร-ตับ และการส่องกล้องขั้นสูง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า โรคอ้วนเป็นภาวะทางการแพทย์ที่ซับซ้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหารโดยตรง โรคอ้วนก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” หลายอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึง ได้แก่ โรคกรดไหลย้อน (GERD) โรคไขมันพอกตับที่ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ (NAFLD) นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งหลายชนิด 

สำหรับผู้ป่วยที่การปรับพฤติกรรมและการใช้ยาไม่ได้ผลตามเป้าหมาย การรักษาด้วยการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (Endoscopic Sleeve Gastroplasty: ESG) เป็นอีกหนึ่งทางเลือกการรักษาที่ได้รับการยอมรับ โดยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มี BMI 30-40 หรือ BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 35 ร่วมกับโรคประจำตัวที่ยังไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่น 

โดยโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้การรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหารร่วมกับการใช้ยาในกลุ่ม GLP-1RA (ปากกาลดน้ำหนัก) ในการรักษาโรคอ้วน ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยบางรายสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 44% ซึ่งเป็นหนึ่งในสถิติที่ดีที่สุดในโลก

นอกจากนี้ ยังสามารถผ่าตัดลดน้ำหนักซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่มีค่า BMI สูงมาก ได้แก่ การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy) สำหรับผู้ป่วยที่มี BMI มากกว่า 30 และการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของกระเพาะอาหารและลำไส้ให้มีขนาดเล็กลง (Roux-en-Y Gastric Bypass) สำหรับผู้ที่มี BMI มากกว่า 40 เพื่อจำกัดปริมาณอาหารที่รับประทาน กระตุ้นความอยากอาหารน้อยลง

พญ. มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า การควบคุมน้ำหนักที่ประสบความสำเร็จมาจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอย่างถาวร โดยจุดเริ่มต้นอยู่ที่การสร้างความตระหนักรู้ การปรับสภาพแวดล้อม การตั้งเป้าหมายที่สมจริง และการสร้างแรงจูงใจจากภายใน การประเมินเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญก็เป็นสิ่งสำคัญเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงและออกแบบแผนการรักษาที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญไม่ใช่การกินให้น้อยแต่คือ “การกินให้ถูกต้องและเหมาะสม” เพราะการจำกัดอาหารมากเกินไปอาจทำให้ขาดสารอาหาร สูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และกลับมาอ้วนใหม่ได้ง่ายกว่าเดิม (Yo-Yo Effect) แนวทางอย่าง Intermittent Fasting (IF), Ketogenic Diet (KETO) หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหาร (Meal Replacement) สามารถเป็นเครื่องมือเสริมที่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยบางราย หากใช้อย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ

เพราะการดูแลน้ำหนักตัวให้เหมาะสมถือเป็นการลงทุนในสุขภาพที่สำคัญที่สุด ครอบคลุมถึงสภาพจิตใจ ความสุข และคุณภาพชีวิตที่ดี นับเป็น “Health Resolution” ที่สำคัญสำหรับการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


Active Voice Passive Voice ต่างกันยังไง? สรุปหลักการใช้ให้เป๊ะ เขียนประโยคได้โปร

ถ้าถามว่าหัวข้อไวยากรณ์ไหนที่ทำให้คนไทยสับสนที่สุดในการเขียนภาษาอังกฤษ คู่หู Active Voice Passive Voice ต้องติดอันดับต้นๆ แน่นอนครับ เพราะในภาษาไทยเรามักพูดลอยๆ โดยไม่เน้นประธาน (เช่น “รถชน” หรือ “บ้านสร้างเสร็จแล้ว”) แต่ในภาษาอังกฤษ การเลือกใช้ Voice สองแบบนี้ให้ความรู้สึกและบริบทที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Active Voice และ Passive Voice ไม่ใช่แค่เรื่องของความถูกต้องทางไวยากรณ์ แต่เป็นเรื่องของ “สไตล์การเขียน” (Writing Style) ที่จะกำหนดว่าคุณดูเป็นคนตรงไปตรงมา หรือดูเป็นนักวิชาการที่สุภาพนุ่มนวล วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาเจาะลึกความแตกต่าง โครงสร้าง และเทคนิคการเลือกใช้ที่จะทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดูเป็นมืออาชีพขึ้นทันตาเห็น

นิยามง่ายๆ: ใครทำ หรือ ใครถูกทำ?

หัวใจสำคัญของการแยกแยะ 2 แบบนี้อยู่ที่ “ประธานของประโยค” (Subject) ครับ

  1. Active Voice (ประธานกระทำ): ประธานเป็นคนลงมือทำกริยานั้นเอง เน้นไปที่ “ผู้กระทำ”
    • โครงสร้าง: Subject + Verb + Object
    • Ex: Somchai ate the cake. (สมชายกินเค้ก – เน้นว่าสมชายเป็นคนกิน)
  2. Passive Voice (ประธานถูกกระทำ): ประธานเป็นผู้รับผลของการกระทำ เน้นไปที่ “สิ่งที่ถูกทำ” หรือ “เหตุการณ์”
    • โครงสร้าง: Subject + Be + V.3 (+ by Agent)
    • Ex: The cake was eaten by Somchai. (เค้กถูกกินโดยสมชาย – เน้นที่เค้กหายไป)

เจาะลึกโครงสร้างและการเปลี่ยนรูป (Transformation)

การเปลี่ยนจาก Active เป็น Passive มีกฎเหล็ก 3 ข้อครับ:

  1. สลับที่: เอา กรรม (Object) ของ Active มาเป็น ประธาน (Subject) ของ Passive
  2. เติม Be + V.3: ใส่ Verb to be (ผันตาม Tense เดิม) และเปลี่ยนกริยาแท้เป็นช่อง 3
  3. ย้ายคนทำ: เอาประธานตัวเดิมไปไว้หลังคำว่า by (หรือตัดทิ้งถ้าไม่สำคัญ)

ตัวอย่างการเปลี่ยนตาม Tense

  • Present Simple:
    • Active: She writes a letter.
    • Passive: A letter is written by her.
  • Past Simple:
    • Active: She wrote a letter.
    • Passive: A letter was written by her.
  • Future Simple:
    • Active: She will write a letter.
    • Passive: A letter will be written by her.

ตาราง: เลือกใช้อันไหนดี? (Usage Guide)

หลายคนเขียนถูกหลักไวยากรณ์แต่เลือกใช้ผิดสถานการณ์ ตารางนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าสถานการณ์ไหนควรใช้ Active Voice หรือ Passive Voice เพื่อให้สื่อสารได้ตรงจุดที่สุด

สถานการณ์ / เป้าหมาย (Goal)Active Voice (ควรใช้เมื่อ…)Passive Voice (ควรใช้เมื่อ…)ตัวอย่างเปรียบเทียบ
ความชัดเจนและกระชับ✅ ใช่ (ส่วนใหญ่ควรใช้อันนี้)❌ ไม่ (ประโยคจะเยิ่นเย้อ)Active: We approved your request.
Passive: Your request was approved by us.
เมื่อไม่รู้ว่าใครทำ❌ ไม่ (ต้องระบุประธาน)✅ ใช่ (เหมาะมาก)Active: Someone stole my bike.
Passive: My bike was stolen. (เน้นว่ารถหาย)
การเขียนเชิงวิชาการ/ข่าว❌ ไม่ (อาจดูไม่เป็นกลาง)✅ ใช่ (ดูเป็นทางการ/Objective)Active: Scientists found a cure.
Passive: A cure was found.
ต้องการเน้น “ผลลัพธ์”❌ ไม่ (เน้นคนทำ)✅ ใช่ (เน้นสิ่งที่เกิดขึ้น)Active: The storm destroyed the house.
Passive: The house was destroyed.
การหลีกเลี่ยงการตำหนิ❌ ไม่ (ดูเหมือนชี้หน้าด่า)✅ ใช่ (ดูนุ่มนวล/Diplomatic)Active: You made a mistake.
Passive: Mistakes were made.

3 ข้อผิดพลาดที่ทำให้การใช้ Voice ดูไม่โปร

  1. ใช้ Passive Voice พร่ำเพรื่อ: การใช้ Passive มากเกินไปจะทำให้งานเขียนดูน่าเบื่อ เฉื่อยชา และอ่านยาก (Wordy) แนะนำให้ใช้ Active Voice ประมาณ 80-90% ของงานเขียนทั่วไป
  2. ลืมผัน Verb to be: กุญแจสำคัญของ Passive คือ Be + V.3 ห้ามลืมเด็ดขาด เช่น The report written yesterday (ผิด) ต้องเป็น The report was written yesterday.
  3. ระบุคนทำ (By…) ในเรื่องที่ไม่จำเป็น: เช่น The trash was collected by the garbage collector. (ตัด by… ทิ้งได้เลย เพราะรู้กันอยู่แล้ว)

ฝึกเขียนให้สละสลวยกับ EngDuo

การเข้าใจทฤษฎี Active Voice Passive Voice คือก้าวแรก แต่การนำไปใช้เขียนอีเมล หรือเขียนรายงานให้ดู Professional ต้องอาศัยการฝึกฝน คอร์ส Business Writing ของ EngDuo ช่วยคุณได้

  • Style Correction: ครูผู้สอนจะช่วยเกลาประโยคของคุณ โดยแนะนำว่าจุดไหนควรเปลี่ยนเป็น Active เพื่อความกระชับ หรือจุดไหนควรใช้ Passive เพื่อความสุภาพ
  • Real-world Practice: ฝึกเปลี่ยนประโยคจากสถานการณ์จริง เช่น การเขียนแจ้งข่าวร้ายลูกค้า (ใช้ Passive เพื่อลดความรุนแรง) หรือการเขียนนำเสนอผลงาน (ใช้ Active เพื่อแสดงความมั่นใจ)
  • Grammar Clinic: เจาะลึกการผันกริยา 3 ช่อง และการใช้ Tense คู่กับ Voice ต่างๆ ให้แม่นยำ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


แจ้งเกิด “Pantip Mall” แพลตฟอร์ม E-Marketplace เพื่อคนไทย

  • Pantip.com ร่วมมือกับ ShopSCAPE เปิดตัว “Pantip Mall” แพลตฟอร์ม E-Marketplace สัญชาติไทย
  • มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “อธิปไตยทางเลือก” และสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อยและวิสาหกิจชุมชน ชูจุดเด่นการเป็น ‘Community Commerce’ โดยใช้ความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของสังคมพันทิปมาต่อยอด
  • มีกำหนดเปิดให้บริการช่วง Beta ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 และเปิดเต็มรูปแบบในเดือนมิถุนายน 2569

นายอภิศิลป์ ตรุงกานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท อินเตอร์เน็ตมาร์เก็ตติ้ง จำกัด ผู้พัฒนา Pantip.com กล่าวว่า พันทิป เป็น Community ที่แข็งแกร่งที่สุดของประเทศ ล่าสุดได้ประกาศจับมือกับ ShopSCAPE ผู้นำด้านเทคโนโลยี Enterprise  E-Commerce เปิดตัวโครงการ “Pantip Mall” แพลตฟอร์ม E-Marketplace สัญชาติไทยแห่งใหม่ ด้วยความตั้งใจที่จะสร้าง “อธิปไตยทางเลือก” ให้กับตลาด E-Marketplace ของประเทศไทย พร้อมเป็นพลังขับเคลื่อนให้ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

 30 ปีที่ผ่านมา พันทิป ทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘เพื่อนคู่คิด’ ที่คนไทยใช้ค้นหาข้อมูลและอ่านรีวิวจริงก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า การเปิดตัว Pantip Mall ร่วมกับ ShopSCAPE ในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับจาก Community แห่งการแบ่งปัน สู่ยุคของ ‘Community Commerce’ อย่างเต็มรูปแบบ

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าระบบ คือความตั้งใจที่เราอยากเปิด ‘พื้นที่โอกาส’ ให้กับผู้ประกอบการรายย่อยและสินค้าไทยที่มีคุณภาพ ซึ่งมักถูกพูดถึงในกระทู้ของเรา ให้มีหน้าร้านที่เข้าถึงง่ายและเป็นธรรม เราต้องการเชื่อมโยงความน่าเชื่อถือของสังคมพันทิป เข้ากับระบบการซื้อขาย เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนบนแพลตฟอร์มของคนไทยเอง”

โครงการ Pantip Mall ถือกำเนิดขึ้นจากความตระหนักร่วมกันถึงความสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล และความต้องการที่จะเห็นแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นจากความเข้าใจในพฤติกรรมและวัฒนธรรมของคนไทย อย่างแท้จริง Pantip.com ในฐานะพื้นที่กลางของสังคมไทยมากว่า 2 ทศวรรษ ได้เล็งเห็นถึงพลังของ Community ที่สามารถต่อยอดไปสู่การค้าขายที่เปี่ยมด้วยความน่าเชื่อถือ จึงได้ร่วมมือกับ ShopSCAPE ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI และระบบ E-Commerce ที่ทันสมัย เพื่อสร้างสรรค์แพลตฟอร์มที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

ความตั้งใจหลักของโครงการนี้ คือการสร้างพื้นที่ที่ “เป็นธรรม” และ “ส่งเสริม” ธุรกิจไทยทุกขนาดให้สามารถเติบโตได้ โดยไม่ต้องพึ่งพิงแพลตฟอร์มจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว พร้อมผลักดันผู้ประกอบการคนตัวเล็ก และวิสาหกิจชุมชน โดยไม่มีค่าธรรมเนียม  นี่คือการสร้างทางเลือกใหม่ที่แข็งแกร่ง เพื่อคนไทย โดยคนไทย

Pantip Mall มีความตั้งใจจริงที่จะสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เราขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสร้าง “อธิปไตยแพลตฟอร์ม” ไปด้วยกัน ไม่ใช่แค่การเข้ามาขายของ แต่คือการร่วมสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่เกื้อกูล ระหว่างแบรนด์ไทย บริษัทไทย และผู้บริโภคไทย ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เกิดจากพลังความร่วมมือของทุกคน มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ Marketplace เพื่อคนไทย สร้างรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลของเราเองให้แข็งแกร่ง และก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน

นายนิวัฒน์ ชาตะวิทยากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิทัน เวิลด์ไวด์ จำกัด ผู้พัฒนา ระบบ Enterprise Ecommerce “ShopSCAPE”  กล่าวว่า “เราเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญในวันนี้ Pantip Mall จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ ‘เป็นทางเลือก’ ที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เราตั้งใจพัฒนาแนวทางโดยใช้พลังของ Community อันดับ 1 ของประเทศ เป็นเครื่องมือในการสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ เพื่อสนับสนุนแบรนด์ไทยที่มีคุณภาพ และมอบ ‘ความยืดหยุ่น’ ที่ผู้ประกอบการต้องการอย่างแท้จริง นี่ไม่ใช่แค่การสร้างแพลตฟอร์ม แต่คือการเริ่มต้นสร้างระบบนิเวศที่เกื้อกูลกัน เราขอเชิญชวนผู้ประกอบการกลุ่มแรก มาร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างบ้านที่แข็งแกร่งและอนาคตที่ดีกว่าสำหรับพวกเราทุกคน”

เชิญชวนผู้ประกอบการกลุ่มแรก ร่วมสนับสนุนแพลตฟอร์มไทย

 Pantip Mall ขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน มาร่วมเป็น “ร้านค้าสนับสนุนแพลตฟอร์มไทย เพื่อคนไทย” ที่จะบุกเบิกและเติบโตไปพร้อมกับเรา ร่วมกันออกแบบ แพลตฟอร์มไทย ร่วมกันเพื่ออนาคต โดยท่านจะได้รับ สิทธิประโยชน์พิเศษ (Special Benefits) เพื่อสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจบนแพลตฟอร์ม “Pantip Mall” โดยเฉพาะ

          สามารถลงทะเบียนความสนใจ ลิงก์นี้

          กำหนดการเปิดให้บริการ (เบื้องต้น)

          • ช่วง Beta Version: เมษายน – พฤษภาคม 2569 (สำหรับร้านค้ากลุ่มแรกและผู้ใช้งานที่ได้รับเชิญ)

          • เปิดให้บริการเต็มรูปแบบ: มิถุนายน 2569

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ฟันธง! อาหารเหล่านี้ห้ามทานคู่กัน จริงหรือไม่?

อาหารบางอย่างทานเดี่ยวๆ ก็มีรสชาติดี มีประโยชน์มหาศาล แต่ไหงเป็นว่าทานกับอาหารอีกอย่างหนึ่งแล้วให้โทษกับร่างกายได้? ความเชื่อที่ส่งต่อๆ กันมาในอินเตอร์เน็ตเป็นความจริงหรือไม่ Sanook! Health มีคำตอบมายืนยันให้อีกครั้งค่ะ

ห้ามกิน เต้าหู้ กับ น้ำผึ้ง?

เขาบอกว่า กินด้วยกันแล้วจะทำให้หูหนวก

เรื่องจริงคือ ไม่เป็นความจริงเลย ไม่มีสารตัวไหนในเต้าหู้ และ น้ำผึ้ง ที่จะทำให้หูหนวกได้เลย หากมีสูตรอาหารที่ต้องทานคู่กัน อร่อยต่อได้ ไม่มีปัญหา

ห้ามกิน มันฝรั่ง กับ กล้วย?

เขาบอกว่า จะทำให้หน้า และผิวหนังเป็นฝ้า

เรื่องจริงคือ ไม่มีสารตัวไหนในมันฝรั่ง และกล้วย ทำร้ายผิวจนเป็นฝ้าได้ เพราะฝ้ามีสาเหตุมาจากแสงแดด ฮอร์โมน ยาที่รับประทาน เครื่องสำอางที่ใช้ พันธุกรรม หรือการขาดสารอาหารบางอย่าง ที่ทำให้ให้ผิวหนังไม่สามารถป้องกันแสงยูวีได้มากพอ

ห้ามกิน กล้วย กับ เผือก?

เขาบอกว่า ทานด้วยกันแล้วทำให้ท้องอืด

เรื่องจริงคือ มีความเป็นไปได้เล็กน้อย เพราะกล้วย และเผือก เป็นอาหารที่ต้องใช้เวลาย่อยปานกลาง หากทานด้วยกันในปริมาณมาก อาจเกิดอาการท้องอืด ที่เกิดจากอาหารไม่ย่อยได้ แต่หากทานในปริมาณน้อยๆ คงไม่ถึงขั้นทำให้ท้องอืดผิดปกติได้

ห้ามกิน ปวยเล้ง กับ เต้าหู้?

เขาบอกว่า ทานด้วยกันแล้วจะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

เรื่องจริงคือ โรคนิ่วในไขสันหลัง จริงๆ แล้วชื่อของโรคที่ถูกต้องคือ โรคหินปูนเกาะที่กระดูกสันหลัง ที่เกิดจากร่างกายชราภาพลง เกิดจากความพยายามของร่างกายที่จะค้ำจุนเนื้อเยื่อโครงสร้างที่ฉีกขาดไป และอาจก่อให้เกิดปัญหา เมื่อหินปูนไปเกาะตัวที่เส้นประสาท ดังนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอาหารทั้ง 2 ชนิดนี้แต่อย่างใด

ห้ามกิน กล้วย มะละกอ และแตงโมด้วยกัน?

เขาบอกว่า ทานด้วยกันแล้วจะทำให้เป็นโรคไต และโรคเบาหวาน

เรื่องจริงคือ สาเหตุของโรคไต และโรคเบาหวาน ไม่ได้มาจากการทานอาหารทั้ง 3 ชนิดนี้ เพราะโรคเบาหวานมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ และพฤติกรรมการทานอาหารรสหวาน โรคไตก็มาจากพฤติกรรมการทานเค็ม และยังมีหลายสาเหตุ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับผลไม้ทั้ง 3 ชนิดนี้แต่อย่างใด ยกเว้นเป็นผู้ป่วยของทั้ง 2 โรคนี้อยู่แล้ว ต้องระมัดระวังผักผลไม้ที่มีน้ำตาล และ/หรือโพแทสเซียมสูง

ห้ามกิน ส้ม กับ มะนาว?

เขาบอกว่า กรดของส้ม และมะนาว จะทำร้ายกระเพาะอาหาร จนทำให้กระเพาะอาหารทะลุ

เรื่องจริงคือ ไม่เป็นความจริงเลย เพราะค่า pH ในส้ม และมะนาว มีค่าความเป็นกรดน้อยกว่าในกระเพาะอาหารที่มีน้ำย่อยเสียอีก

ห้ามกิน เหล้าขาว กับเบียร์?

เขาบอกว่า ดื่มด้วยกันแล้วจะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

เรื่องจริงคือ แม้จะไม่ได้เป็นความจริงตรงๆ แต่อย่างไรก็ดี แอลกอฮอล์เป็นสิ่งไม่ดี ดื่มเข้าไปมากๆ ก็ทำให้เป็นโรค สุขภาพเสื่อมโทรม อ่อนแอ และเสียชีวิตได้เหมือนกัน

ห้ามกิน ขิงดอง ที่แช่ในตู้เย็น?

เขาบอกว่า ขิงดองที่แช่ในตู้เย็น ทานแล้วจะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

เรื่องจริงคือ อาหารที่เก็บรักษาคุณภาพด้วยการแช่เย็นในตู้เย็น ไม่ได้มีอันตรายใดๆ ต่อร่างกาย (ยกเว้นเก็บเอาไว้นานเกินไป หรือความเย็นไม่เพียงพอ จนแบคทีเรีย หรือราเจริญเติบโตได้ ทำให้อาหารบูดเสีย แล้วยังนำมาทาน)

ห้ามกินหัวไชเท้า กับผลไม้ทุกชนิด?

เขาบอกว่า จะทำให้เป็นโรคคอพอก

เรื่องจริงคือ โรคคอพอกไม่ได้เป็นกันง่ายๆ โรคคอพอกเกิดจากหลายสาเหตุ แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับอาหาร คือ การขาดสารไอโอดีน หรือขาดอาหารทะเล ดังนั้นไม่เกี่ยวข้องกับหัวไชเท้า และผลไม้เลย

ห้ามกิน น้ำเต้าหู้ ใส่น้ำตาลแดง?

เขาบอกว่า ทำให้สูณเสียวิตามินไป

เรื่องจริงคือ น้ำตาล ไม่ใช่ตัวที่ทำให้วิตามินจางหายไป โดยเฉพาะวิตามินที่อยู่ในน้ำเต้าหู้อย่าง วิตามินบี ที่ไม่ลดลงเมื่อเจอกับน้ำตาลแต่อย่างใด

ห้ามกิน น้ำผึ้ง ที่นำไปละลายในน้ำร้อน?

เขาบอกว่า จะทำให้คุณค่าวิตามินสูญหายไป

เรื่องจริงคือ วิตามินบางส่วนถูกทำลายด้วยความร้อนจริง ดังนั้นรับประทานสดๆ จะได้วิตามินมากกว่า แต่หากใครที่ชอบทำไปผสมกับเครื่องดื่มร้อนๆ แนะนำให้ใช้น้ำอุ่นๆ แทน

ห้ามกิน มังคุด กับน้ำตาล?

เขาบอกว่า ทานด้วยกันแล้วจะทำให้เสียชีวิต

เรื่องจริงคือ ถ้าเป็นผู้ป่วยเบาหวานคงไม่ดีแน่ แต่หากพูดถึงการทานด้วยกันแบบคำสองคำ ไม่มีผลถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้แน่นอน อย่างไรก็ตาม ไม่แนะนำให้ทานด้วยกันเท่าไร เพราะมังคุดก็มีน้ำตาลสูงอยู่แล้ว น้ำตาลมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเพิ่มน้ำตาลเข้าไปอีก

ห้ามกิน เหล้าขาว กับลูกพลับ?

เขาบอกว่า เมื่อทานด้วยกันแล้วทำให้เป็นพิษในร่างกาย

เรื่องจริงคือ ไม่เป็นความจริง ไม่มีสารตัวไหนของอาหารทั้งสองชนิดนี้ ทำให้เกิดพิษในร่างกายแต่อย่างใด

ห้ามกิน ทุเรียน กับแอลกอฮอล์/น้ำอัดลม?

เขาบอกว่า ทานด้วยกันแล้วจะทำให้เสียชีวิต

เรื่องจริงคือ มีส่วนที่เป็นความจริงอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่าง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง เมื่อทานทุเรียน และแอลกอฮอล์/น้ำอัดลมด้วยกัน ซึ่งเป็นอาหารที่มีพลังงานสูง หรือมีน้ำตาลสูงทั้งคู่ จะทำให้ค่าน้ำตาลในเลือดสูงไปด้วย ร่างกายเกิดความร้อนสูงผิดปกติ และทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีอาการหน้าร้อนวูบวาบ ตัวสั่น ง่วงซึม อาเจียน คลื่นไส้ จนอาจหมดสติ หรือเสียชีวิตได้ (ในกรณีที่รับประทานเข้าไปในปริมาณมาก)

โดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่เป็นความจริง แต่ก็มีบางเรื่องที่ควรระวังอยู่ด้วยเหมือนกัน ทางที่ปลอดภัยคือ อย่าทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำๆ หรือมากจนเกินไป เลือกทานอาหารให้หลากหลายอย่างละนิดอย่างละหน่อย ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ และลดปัญหาการขาดสารอาหารได้ด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 22/1/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a71,100.0071,200.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,596.0069,675.3672,000.00
ทองรูปพรรณ 90%4,136.4062,707.82n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,676.8055,740.29n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,068.2031,353.91n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,608.6024,386.38n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,762.6972,202.38n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 22/1/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.8530.8531.3530.8530.8530.8530.8530.8530.85
แก๊สโซฮอล์ 9130.4830.4830.7830.4830.4830.4830.4830.4830.48
แก๊สโซฮอล์ E2028.6428.6428.9428.6428.6428.6428.6428.64
แก๊สโซฮอล์ E8526.5926.5926.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า