ส่องหุ้นกู้อสังหาฯ ครบกำหนดปี 69 โจทย์ใหญ่สภาพคล่องธุรกิจ

- ในปี 2569 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เผชิญความท้าทายด้านสภาพคล่องครั้งใหญ่ จากหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนมูลค่ารวมสูงเกือบ 1.5 แสนล้านบาท
- ผู้พัฒนารายใหญ่หลายรายมีหุ้นกู้ครบกำหนดมูลค่าสูงทำให้ต้องจับตาความสามารถในการออกหุ้นกู้ใหม่ทดแทน (Roll-over)
- หากผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถบริหารจัดการหนี้ได้ อาจเกิดความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยรวม
ตลาดตราสารหนี้ไทยในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่ในปี 2569 จากปริมาณหุ้นกู้ที่ทยอยครบกำหนดในระดับสูง ข้อมูลจากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า เฉพาะหุ้นกู้ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ครบกำหนดในปีนี้มีมูลค่ารวมใกล้ระดับ 1.5 แสนล้านบาท ยังไม่รวมตั๋วแลกเงินและหุ้นกู้ระยะสั้นบางส่วน ส่งผลให้ประเด็น “สภาพคล่อง” และความสามารถในการบริหารหนี้กลับมาเป็นโจทย์สำคัญของทั้งผู้ออกและนักลงทุน
ก่อนหน้านี้ สถานการณ์สภาพคล่องของผู้ประกอบการบางรายเริ่มตึงตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยข้อมูลจาก สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า มีหุ้นกู้บางรุ่นถูกขึ้นเครื่องหมาย DP (Default) หรืออยู่ระหว่างการขอมติผู้ถือหุ้นกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ สะท้อนความเปราะบางของผู้ประกอบการที่มีฐานะทางการเงินจำกัด
อาทิ บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ที่มีการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้บางรุ่น และอยู่ระหว่างการขอขยายอายุการไถ่ถอน รวมถึง บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเลือกใช้แนวทางเจรจาปรับโครงสร้างหนี้และขยายระยะเวลาคืนหุ้นกู้ ขณะที่ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด จากภาระหนี้ที่ครบกำหนดจำนวนมาก และการขายสินทรัพย์เพื่อเสริมสภาพคล่องในระยะสั้น
หุ้นกู้ครบกำหนดปี 2569 กระจุกตัวหลายค่าย
ขณะเดียวกัน ปี 2569 ยังเป็นปีที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จำนวนมากมีหุ้นกู้ครบกำหนดตามรอบปกติ ซึ่งนักลงทุนจับตาความสามารถในการ Roll-over หรือการออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนของเดิม ภายใต้ต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง ได้แก่
- บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI มีหุ้นกู้ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท
- บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH มีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 15,400 ล้านบาท
- บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI มีหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนราว 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้นมูลค่าราว 6,000 ล้านบาท และหุ้นกู้ระยะยาวมูลค่าราว 9,000 ล้านบาท
- บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือ AP มีภาระหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอนรวมมูลค่าราว 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้น 2,000 ล้านบาท และระยะยาวอีก 5,000 ล้านบาท
- บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ประมาณ 5,000 ล้านบาท
- บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN รวมหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) ที่ผ่านช่วง 5 ปีแรกไปแล้วราว 5,000 ล้านบาท โดยหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในเดือนกันยายนราว 1,000 ล้านบาท
- บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE มีภาระหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนประมาณ 4,000 ล้านบาท
- บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH ครบกำหนดประมาณ 3,500 ล้านบาท
- บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ครบกำหนดประมาณ 7,000 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นกู้ระยะสั้นมูลค่าราว 2,000 ล้านบาท และหุ้นกู้ระยะยาวมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดในระดับหลักพันล้านบาท ซึ่งแม้จะไม่อยู่ในกลุ่มมูลค่าสูงสุดของตลาด แต่ยังต้องอาศัยการบริหารกระแสเงินสดและโครงสร้างทางการเงินอย่างรอบคอบ ได้แก่ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) – SENA ที่มีหุ้นกู้ครบกำหนดเกือบ 3,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างการปรับพอร์ตธุรกิจไปสู่โครงการที่อยู่อาศัยควบคู่พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar/Green Living) เพื่อเพิ่มรายได้ระยะยาวและลดต้นทุนพลังงาน
ขณะที่ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) – RML มีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเน้นพัฒนาโครงการระดับ Ultra Luxury เพื่อรักษาอัตรากำไร (Margin) และกลุ่มลูกค้าศักยภาพสูง ส่วน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) – S มีหุ้นกู้ครบกำหนดใกล้เคียงกันที่ราว 1,000 ล้านบาท โดยมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมและการลงทุนเชิงพาณิชย์เข้ามาช่วยพยุงสภาพคล่อง ท่ามกลางภาวะตลาดที่อยู่อาศัยยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สมาคมอาคารชุดฯ เตือน “จุดเปราะบางเชิงระบบ”
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้สัมภาษณ์ว่า ความท้าทายของปี 2569 ไม่ได้อยู่ที่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่คือโครงสร้างทางการเงินของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบริษัทที่พึ่งพาการออกหุ้นกู้เป็นหลัก ในขณะที่กระแสเงินสดจากการโอนต้องนำไปชำระหนี้โครงการ (Project Loan) กับธนาคารก่อน ทำให้เงินส่วนที่เหลือสำหรับการไถ่ถอนหุ้นกู้มีจำกัด หากตลาดไม่สามารถออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนของเดิมได้ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ และนำไปสู่ผลกระทบแบบลูกโซ่ (Domino Effect) ต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยรวม
บิ๊กดีเวลลอปเปอร์ชี้ ตลาดเริ่ม “คัดคุณภาพ”
ฝั่งผู้ประกอบการรายใหญ่สะท้อนมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า ตลาดหุ้นกู้ไม่ได้ปิดตายทั้งหมด แต่กำลังเข้าสู่ช่วงคัดกรองคุณภาพผู้ออกหุ้นกู้มากขึ้น
นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ (CSO) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า หุ้นกู้ของแสนสิริที่ครบกำหนดราว 15,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีแผนออกหุ้นกู้ใหม่ 10,000-12,000 ล้านบาท เนื่องจากมีสถานะการเงินแข็งแรง และมีแหล่งเงินกู้โครงการรองรับครบถ้วน
ขณะที่ นายวิทย์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการสายสนับสนุนและประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ปี 2568 ตลาดหุ้นกู้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังนักลงทุนรับรู้ว่าปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่เกิดในกลุ่ม Non-rating มากกว่าบริษัทที่มีเรตติ้ง โดยบริษัทสามารถบริหารต้นทุนการเงินให้ลดลงต่อเนื่อง และคาดว่าแนวโน้มดอกเบี้ยในปี 2569 จะเอื้อต่อการบริหารหนี้มากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
การตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมในไทยของชาวต่างชาติ เกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง

- ชาวต่างชาติส่วนใหญ่ตัดสินใจซื้อคอนโดหลังเดินทางมาไทยหลายครั้ง จนมีความคุ้นเคยกับทำเลและเข้าใจขั้นตอนการซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์
- ชาวจีนเป็นกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติรายใหญ่ที่สุด โดยมีสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ในกลุ่มชาวต่างชาติสูงอย่างมีนัยสำคัญ
- การซื้อคอนโดของชาวจีนไม่ได้ขึ้นอยู่กับภาคการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกลุ่มที่เข้ามาเพื่อทำงาน เรียนหนังสือ หรือทำธุรกิจ
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจกำลังซื้อในประเทศเปราะบางโดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ต่างชาติซึ่งเคยเป็นกำลังซื้อหลักตลาดคอนโดมิเนียมกลับอ่อนตัวลงจากตัวแปรเศรษฐกิจ ค่าเงินบาทผันผวน กฎกติกาของแต่ละประเทศเข้มงวดขึ้นและเที่ยวไทยลดลงโดยเฉพาะจีนในทางกลับกันภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในไทยยังมีความต้องการของคนต่างชาติอยู่อย่างต่อเนื่องแม้ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มลดลงแต่พวกเขาเหล่านั้นยังสนใจซื้อเพราะอะไรต้องติดตาม
การที่ชาวต่างชาติเข้ามาซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าพวกเขามาเที่ยวในประเทศไทยครั้งแรกแล้วถูกใจตั้งใจจะกลับมาใหม่เรื่อยๆ หลังจากนี้ ดังนั้น จึงตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมเลยทันทีเพื่อเป็นที่พักอาศัยเวลากลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกครั้งในอนาคต
จากการประเมินของ“สุรเชษฐ กองชีพ” หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทยระบุว่าชาวต่างชาติกลุ่มนี้อาจจะมีบ้างแต่ไม่มากนัก หรือเป็นกลุ่มของชาวต่างชาติที่ตัดสินใจคอนโดมิเนียมตามครอบครัว ญาติ เพื่อนที่เคยซื้อมาก่อนหน้านี้แล้ว
การที่ชาวต่างชาติจะตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยได้นั้นอาจจะเกิดจากการมาเที่ยวมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป และมีความคุ้นเคยหรือเข้าใจในเรื่องของทำเลหรือพื้นที่ต่างๆ ในระดับหนึ่ง รวมไปถึงมีความเข้าใจในเรื่องของการทำธุรกรรมซื้อขาย และโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม
ทั้งจากการศึกษาเองและจากการทำความเข้าใจจากผู้ขายไม่ว่าจะเป้นผู้ประกอบการ พนักงานขายหรือตัวแทนนายหน้าต่างๆ ซึ่งช่วงตั้งแต่พ.ศ.2566 เป็นต้นมา การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างคงที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละไตรมาสไม่มากนัก โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงระหว่าง 3,300 – 3,900 ยูนิตต่อไตรมาส มากน้อยสลับกันไป
ชาวต่างชาติที่เข้ามาซื้อและโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในประเทศไทยมากที่สุด คือ ชาวจีนโดยมีสัดส่วนประมาณ 4 – 6% ของจำนวนคอนโดมิเนียมที่โอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดในประเทศไทยในแต่ละปีหรือถ้าคิดเฉพาะคอนโดมิเนียมที่โอนกรรมสิทธิ์โดยชาวต่างชาติเท่านั้นจะเป็นการโอนกรรมสิทธิ์โดยชาวจีนประมาณ 33.7 – 63% และมีบางปีที่มากบางปีก็น้อย โดยช่วง 2 – 3 ปีนี้มีสัดส่วนต่ำกว่า 50% ลดลงจากช่วงปี 2561 – 2564 ซึ่งมีสัดส่วนในกลุ่มชาวต่างชาติประมาณ 58 – 63%

คอนโดมิเนียมที่โอนกรรมสิทธิ์โดยชาวจีนอาจจะไม่ได้สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวเท่าไหร่นัก แม้ว่าการโอนกรรมสิทธิ์อาจจะลดลงในช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมา ตามการลดลงของชาวจีนที่เข้ามาในประเทศไทย แต่ถ้าพิจารณาจากข้อมูลอื่นๆ ประกอบ จำนวนของชาวจีนที่เข้ามาในประเทศไทยทั้งในส่วนที่เข้ามาทำงาน เรียนหนังสือ ทำธุรกิจ หรือด้วยวัตถุประสงค์อื่นๆ นั้นมีเยอะมาก ๆ และมากกว่าชาวต่างชาติประเทศอื่นๆ แบบชัดเจนมาก
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 ม.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ดอลลาร์อ่อน -ทองพุ่ง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นมากที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดของวันก่อนหน้าที่ 31.37 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังนักลงทุนคลายกังวลความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป
- การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ยังเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลดีต่อค่าเงินบาทด้วย
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.37 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.00-31.35 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวรับที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้าแถว 31.15 บาทต่อดอลลาร์ และเข้าใกล้โซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.41 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการชะลอตัวลงบ้างของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ
แม้ว่าโดยรวม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะออกมาดีกว่าคาด ทั้ง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ที่ขยายตัว +4.4% จากไตรมาสก่อนหน้า เมื่อเทียบเป็นรายปี ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก (Initial Jobless Claims) และยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ที่ระดับ 2 แสนราย และราว 1.85 ล้านราย ตามลำดับ จนทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง
โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 74% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ สะท้อนว่า เงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังทยอยคลายกังวลสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ในประเด็น Greenland สอดคล้องกับการปรับตัวแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ซึ่งเป็นภาพเดียวกันกับที่ตลาดหุ้นยุโรปสามารถปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ
นอกจากนี้ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ยังได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) เหนือความคาดหมายของเรา และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราขอคงมุมมองเดิมว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways ต่อไป แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นมากกว่าที่เราประเมินไว้ก็ตาม จากอานิสงส์ของการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของราคาทองคำ เหนือความคาดหมายของเรา เนื่องจากเรามองว่า การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ “เร็ว แรง” ในระยะสั้น ยังคงเพิ่มความเสี่ยงที่จะเห็นการปรับฐานของราคาทองคำในระดับราว -10% -15% ในช่วงระยะสั้นได้ หากอ้างอิงจากสถิติในอดีต อีกทั้งในช่วงนี้ ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ก็เริ่มคลี่คลายลงมากขึ้น กอปรกับ ผู้เล่นในตลาดต่างก็ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ให้การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำอาจไม่ยั่งยืนได้
นอกจากนี้ เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของประเด็นการเมืองญี่ปุ่น และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ BOJ ซึ่งอาจกดดันเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ให้อ่อนค่าลงได้บ้างในระยะสั้น สวนทางกับการเคลื่อนไหวของบรรดาสกุลเงินหลักอื่นๆ โดยต้องรอลุ้น ทั้งผลการประชุม BOJ และประเด็นการเมืองญี่ปุ่น ในวันนี้อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทที่อาจเกิดขึ้นบ้าง อาจยังไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มการทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างของเงินบาทได้ เนื่องจากในช่วงนี้ เรายังคงเห็นแรงซื้อสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอยู่ และหากความปั่นป่วนของตลาดบอนด์เริ่มลดลง อาจเห็นแรงซื้อบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติเพิ่มเติมได้เช่นกัน (เริ่มเห็นการทยอยกลับเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวไทยจากนักลงทุนต่างชาติติดต่อกัน) ขณะเดียวกัน เราประเมินว่า บรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ก็อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้านของเงินบาทได้ ตั้งแต่ช่วงโซน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ ไปจนถึงโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์
อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า ความผันผวนของตลาดการเงินยังมีอยู่ โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) เนื่องจากตลาดจะรับรู้ ทั้ง ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันนี้
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หนุนโดยประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ที่ทยอยคลี่คลายลงและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ ซึ่งออกมาดีกว่าคาด ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.55% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นราว +0.91%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +1.03% ตามประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ในเรื่อง Greenland ที่ทยอยคลี่คลายลง ทว่า ประเด็นดังกล่าวก็กดดันตลาดหุ้นยุโรป ผ่านแรงขายบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลงเพิ่มเติม ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ลดลง และรายงานยอดสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.25% แม้จะมีจังหวะปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีกว่าคาด ทว่า ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป ที่ทยอยคลี่คลายลงก็มีส่วนจำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เรามองว่า ความผันผวนของบอนด์ยีลด์ระยะยาวยังอยู่ในระดับที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ทำให้มีความเสี่ยงที่บอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง โดยเราขอเน้นย้ำว่า ควรรอติดตามประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงของแรงขายบอนด์ระยะยาวญี่ปุ่น ที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดบอนด์โลก แต่จากการประเมินแนวโน้มบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ใหม่ ซึ่งเราได้คำนึงถึงแรงกดดันต่อสถานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น จากทั้งประเด็น Greenland และคดีมาตรการภาษี IEEPA จนทำให้ Term Premium ของบอนด์ระยะยาวสูงขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ เราพบว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการดำเนินกลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.25% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทยที่ควรทยอยเข้าซื้อ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1.90% )
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง แม้ว่าผู้เล่นในตลาดจะทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ล้วนออกมาดีกว่าคาด โดยเงินดอลลาร์เผชิญแรงกดดันจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด จากประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทยอยคลี่คลายลง อนึ่ง เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ไม่ได้แข็งค่าขึ้นมาก เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นผลการประชุม BOJ และประเด็นการเมืองญี่ปุ่น ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.3-98.8 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ การอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ที่บางส่วนได้เริ่มสถานะ Short อาจต้องมีการปิดสถานะก่อน (Stop Loss) ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) พลิกกลับมาปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง สู่โซน 4,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง แม้ว่า โดยรวมประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะทยอยคลี่คลายลง อีกทั้งผู้เล่นในตลาดต่างก็ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดก็ตาม
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แม้ว่าบรรดานักวิเคราะห์และผู้เล่นในตลาดจะประเมินว่า BOJ อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 0.75% ตามเดิม ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของผู้ว่าฯ BOJ และท่าทีของทาง BOJ ต่อแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ท่ามกลางความผันผวนสูงของตลาดบอนด์ญี่ปุ่น และค่าเงินเยนญี่ปุ่น รวมถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมือง ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น หลังมีกระแสข่าวว่า นายกฯ Sanae Takaichi อาจประกาศยุบสภาในการประชุมสภาวันศุกร์นี้ เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนมกราคม ของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งจะเริ่มรายงานตั้งแต่ในฝั่งญี่ปุ่น อังกฤษและยูโรโซน จนถึงสหรัฐฯ
ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมกราคม เพิ่มเติม
นอกเหนือจากผลการประชุม BOJ และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงคราม รัสเซีย-ยูเครน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เมย์ รัชนก ลิ่วรอบ 8 คน แบดอินโดนีเซีย มาสเตอร์ส หลัง เม ศุภนิดา บาดเจ็บขอถอนตัว

เมย์ รัชนก ผ่านเข้ารอบ 8 คนสุดท้าย ศึก อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2026 หลัง เม ศุภนิดา บาดเจ็บที่ตาจนต้องขอรีไทร์ เตรียมดวล โนโซมิ โอกูฮาระ จากญี่ปุ่น โดย เมย์ รัชนก โพสต์ขอโทษสุดซึ้งหลังเกิดอุบัติเหตุในสนาม
การแข่งขันแบดมินตันรายการ อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 ชิงเงินรางวัลรวม 500,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 15,750,000 บาท ที่สนาม อิสโตรา เสนายัน กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม 2569 เป็นการลงสนามในรอบสอง มีนักแบดมินตันไทยลงสนามในช่วงค่ำอีก 1 คู่
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การโคจรมาพบกันเองของสองนักแบดมินตันไทย “เมย์” รัชนก อินทนนท์ มือวางอันดับ 3 ของรายการ และมืออันดับ 6 ของโลก ดวลกับ “เม” ศุภนิดา เกตุทอง มืออันดับ 16 ของโลก
เกมแรกเป็นทางด้าน ศุภนิดา ที่ทำผลงานได้แน่นอนกว่าเอาชนะไปก่อน 21-18 แต่เข้าสู่เกมที่สองในขณะที่ รัชนก นำอยู่ 8-3 ได้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อ ศุภนิดา ประสบอุบัติเหตุถูกลูกแบดมินตันพุ่งเข้าที่บริเวณดวงตาจากจังหวะตบแบ็กแฮนด์ ส่งผลให้เจ้าตัวไม่สามารถทำการแข่งขันต่อได้และต้องขอรีไทร์ทันที
จากชัยชนะในแมตช์นี้ส่งผลให้ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ ตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบก่อนรอง8 คนสุดท้าย ได้สำเร็จ โดยจะเข้าไปพบกับศึกหนักอย่าง โนโซมิ โอกูฮาระ อดีตแชมป์โลกและมืออันดับ 27 ของโลกจากญี่ปุ่นต่อไป
ล่าสุดหลังจบการแข่งขันเมย์ รัชนก อินทนนท์ ได้โพสต์ไอจีสตอรี่ส่วนตัว ratchanokmayแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีใจความว่า Sorry to @_supanida.k You had played so well today I’m truly sorry about what happened. ซึ่งแปลว่า ฉันขอโทษ เม ศุภนิดา ที่วันนี้เล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมาก และเสียใจอย่างสุดซึ้งกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในสนาม
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
10 พฤติกรรมลดความเสี่ยงสโตรก ห่างไกลอัมพฤกษ์อัมพาต

สโตรก (Stroke) หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยมากกว่า 50,000 รายต่อปี และเป็นสาเหตุสำคัญของความพิการในระยะยาว แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ ด้วยการปรับพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันให้เหมาะสม
กรณีแฟนคลับกังวลอาการพูดผิดปกติของ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ ล่าสุด หมอเบ็นซ์ (Dr. Benz Masterpiece) ได้ออกมาวิเคราะห์ด้วยหลักทางการแพทย์ตามแนวคิด B.E.F.A.S.T. เพื่อเตือนภัยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) โดยชี้ 3 สัญญาณเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ใบหน้ามุมปากตก (ต่างจาก Bell’s Palsy ที่เบี้ยวทั้งหน้า), แขนหรือขาอ่อนแรงข้างใดข้างหนึ่งจากความไม่สมมาตรของการเคลื่อนไหว และการพูดไม่ชัดจากกล้ามเนื้อลิ้นอ่อนแรง พร้อมเน้นย้ำว่า “เวลา คือ ชีวิต” หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาเร็วช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวและลดความรุนแรงของโรคได้อย่างมีนัยสำคัญ
สโตรก (Stroke) คืออะไร
สโตรก (Stroke) เกิดจากการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองหยุดชะงัก หรือแตกในสมอง ทำให้เซลล์สมองขาดออกซิเจนและตายลง ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักคือ
- Ischemic Stroke: หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
- Hemorrhagic Stroke: หลอดเลือดในสมองแตก
10 พฤติกรรมที่ทำให้ห่างไกลสโตรก (Stroke)
1. ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์
ความดันโลหิตสูงคือปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของสโตรกควรหมั่นวัดความดันและควบคุมให้อยู่ไม่เกิน 120/80 mmHg ด้วยการลดเค็ม ออกกำลังกาย และกินยาตามแพทย์สั่ง
2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายช่วยลดความดัน ควบคุมน้ำหนัก และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือโยคะ
3. เลิกบุหรี่ทันที
การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงของสโตรกถึง 2 เท่า เพราะทำให้หลอดเลือดตีบแคบลงและเกิดคราบไขมันสะสม
4. ลดการดื่มแอลกอฮอล์
ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอาจเพิ่มความดันโลหิต ทำให้เลือดแข็งตัวผิดปกติ ควรดื่มไม่เกิน 1-2 แก้วต่อวัน หรือหลีกเลี่ยงทั้งหมด
5. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนมีโอกาสเป็นเบาหวานและความดัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของสโตรก การลดน้ำหนักเพียง 5–10% ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้ชัดเจน
6. กินอาหารสุขภาพ
หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง เค็มจัด หวานจัด ควรเน้นผัก ผลไม้ ธัญพืช ปลา และไขมันดี เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด
7. ควบคุมเบาหวานให้อยู่ในระดับปลอดภัย
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงอย่างต่อเนื่องจะทำลายผนังหลอดเลือด หากคุณเป็นเบาหวาน ควรพบแพทย์สม่ำเสมอ และควบคุมอาหารอย่างเคร่งครัด
8. พักผ่อนให้เพียงพอ
นอนน้อยหรือคุณภาพการนอนไม่ดีทำให้เกิดความเครียดสะสม และอาจเร่งให้เกิดสโตรกได้ ควรนอนวันละ 6–8 ชั่วโมง และนอนให้เป็นเวลา
9. จัดการความเครียดให้ดี
ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นผิดปกติ ลองฝึกหายใจลึกๆ เล่นโยคะ หรือทำสมาธิเพื่อผ่อนคลาย
10. ตรวจสุขภาพประจำปี
การตรวจระดับความดัน ไขมัน น้ำตาลในเลือด หรือคลื่นหัวใจอย่างน้อยปีละครั้ง จะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก และป้องกันสโตรกได้ทัน
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังสโตรกเป็นพิเศษ
- ผู้ที่มีอายุเกิน 55 ปี
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นสโตรก
- ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มจัด ไม่ออกกำลังกาย
สัญญาณเตือนก่อนเกิดสโตรกที่ควรรู้
- แขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง
- พูดไม่ชัด พูดไม่ออก
- มองเห็นภาพซ้อน
- เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้
- ปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน
หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที ภายใน 3 ชั่วโมงแรกเพื่อลดโอกาสพิการถาวร
การห่างไกลจากสโตรก (Stroke) ไม่ใช่เรื่องยาก หากเริ่มต้นจากพฤติกรรมง่ายๆ เช่น กินดี นอนพอ ออกกำลังกาย และไม่สูบบุหรี่ การดูแลสุขภาพในวันนี้คือการลงทุนเพื่อชีวิตที่แข็งแรงและไม่เป็นภาระในวันข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก .sanook.com
Modal Verb คืออะไร? สรุปวิธีใช้ Can, Could, Will, Must ฉบับเข้าใจง่าย ใช้เป็นใน 5 นาที

เคยไหมครับ? เวลาเรียนภาษาอังกฤษแล้วเจอคำว่า Can, Could, Will, Should, Must แล้วสับสนว่าตกลงมันแปลว่าอะไรกันแน่? บางทีก็แปลว่า “ได้” บางทีก็แปลว่า “น่าจะ” หรือบางทีก็ใช้ “Could” แทน “Can” เฉยเลย
คำเหล่านี้แหละครับที่เราเรียกว่า Modal Verbs ซึ่งเป็น “เครื่องปรุงรส” ที่สำคัญมากในภาษาอังกฤษ เพราะมันไม่ได้บอกแค่ว่า “ทำอะไร” แต่บอกถึง “อารมณ์” (Mood) ของประโยคนั้นด้วยว่า เป็นการสั่ง การขอร้อง หรือแค่คาดเดา วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาเจาะลึกว่า Modal Verb คือ อะไร มีกฎเหล็กอะไรบ้าง และจะเลือกใช้อย่างไรให้ดูโปรเหมือนเจ้าของภาษา
นิยาม: Modal Verb คือ อะไร?
Modal Verb (โมดัล เวิร์บ) คือ “กริยาช่วยชนิดพิเศษ” ที่ทำหน้าที่ขยายความหมายของกริยาแท้ เพื่อบอก “เจตนา” หรือ “ความเป็นไปได้” ของเหตุการณ์นั้นๆ เช่น:
- ความสามารถ (Ability)
- การขออนุญาต (Permission)
- ความจำเป็น (Obligation)
- การคาดคะเน (Possibility)
สมการง่ายๆ:
- I swim. (ฉันว่ายน้ำ – บอกข้อเท็จจริง)
- I can swim. (ฉัน สามารถ ว่ายน้ำได้ – บอกความสามารถ)
- I must swim. (ฉัน ต้อง ว่ายน้ำ – บอกความจำเป็น)
กฎเหล็ก 3 ข้อ ของ Modal Verbs (จำให้แม่น!)
สิ่งที่ทำให้ Modal Verb ต่างจากกริยาช่วยตัวอื่น (Do, Be, Have) คือกฎ 3 ข้อนี้ครับ ห้ามแหกกฎเด็ดขาด!
- ห้ามเติม s / es / ed / ing เด็ดขาด: ไม่ว่าประธานจะเป็นใคร (He, She, It) Modal Verb จะคงรูปเดิมเสมอ
- ❌ He cans swim.
- ✅ He can swim.
- กริยาที่ตามหลัง ต้องเป็น Infinitive (V.ไม่ผัน) เสมอ: ห้ามมี to นำหน้า ห้ามเติม s ห้ามเติม ing
- ❌ You must to go. / You must going.
- ✅ You must go.
- ไม่ต้องใช้ Do/Does มาช่วยในประโยคปฏิเสธ/คำถาม: ตัวมันเองเป็นกริยาช่วยอยู่แล้ว เติม Not หรือย้ายไปหน้าประโยคได้เลย
- ❌ Do you can swim?
- ✅ Can you swim?
สรุป Modal Verbs ยอดฮิตและการใช้งาน
เรามาดูตัวละครหลักที่เจอบ่อยที่สุดกันครับ
1. Can / Could / Be able to (ความสามารถ & การขอร้อง)
- Can: ทำได้ (ปัจจุบัน), ขอร้องแบบกันเอง
- I can drive. (ฉันขับรถได้)
- Could: ทำได้ (อดีต), ขอร้องแบบสุภาพ
- Could you help me? (ช่วยฉันหน่อยได้ไหมครับ? – สุภาพกว่า Can)
- Be able to: มีความสามารถที่จะ… (ใช้แทน Can ได้ในบาง Tense)
2. Will / Would (อนาคต & ความสมัครใจ)
- Will: จะ (ตัดสินใจเดี๋ยวนั้น / สัญญา)
- I will call you.
- Would: จะ (ในอดีต), ขอร้องแบบสุภาพมาก, สมมติ
- Would you like some coffee? (รับกาแฟหน่อยไหมครับ?)
3. Shall / Should / Ought to (การแนะนำ)
- Should: ควรจะ (แนะนำทั่วไป)
- You should sleep early.
- Ought to: ควรจะ (ความหมายเหมือน Should แต่ทางการกว่าและต้องมี to)
- Shall: จะ (ใช้เสนอแนะ มักใช้กับ I, We เช่น Shall we go?)
4. May / Might (ความเป็นไปได้ & การขออนุญาต)
- May: อาจจะ (เป็นไปได้ 50%), ขออนุญาต (ทางการมาก)
- May I come in? (ขออนุญาตเข้าห้องครับ)
- Might: อาจจะ (เป็นไปได้น้อยกว่า May ประมาณ 30%)
- It might rain. (ฝนอาจจะตกนะ แต่ไม่แน่ใจ)
5. Must / Have to (ความจำเป็น)
- Must: ต้อง (มาจากความรู้สึกผู้พูด / กฎกติกา)
- I must go now. (ฉันต้องไปแล้ว – คิดเองว่าต้องไป)
- Have to: จำเป็นต้อง (ถูกบังคับโดยสถานการณ์)
- I have to wear a uniform. (ฉันต้องใส่ชุดยูนิฟอร์ม – กฎบังคับ)
ตาราง: ระดับความสุภาพและความเข้มข้น (Degree of Modals)
การเลือกใช้ Modal Verb ผิดตัว อาจทำให้คุณดู “หยาบคาย” หรือ “ไม่มั่นใจ” ได้ ลองดูตารางเปรียบเทียบระดับความรู้สึกนี้ครับ
| ฟังก์ชัน (Function) | คำศัพท์ (Modal Verbs) | ระดับความรู้สึก (Level) | ตัวอย่างประโยค (Example) |
| การขอร้อง (Request) | Can | เป็นกันเอง (Friends) | Can you pass the salt? |
| Could | สุภาพ (Polite) | Could you pass the salt? | |
| May / Would | สุภาพมาก/ทางการ (Formal) | May I have the salt? | |
| ความเป็นไปได้ (Probability) | Might | เป็นไปได้น้อย (Low ~30%) | He might be at home. |
| May / Could | เป็นไปได้ปานกลาง (Medium ~50%) | He may be at home. | |
| Must | มั่นใจมาก/น่าจะใช่แน่ๆ (High ~95%) | He must be at home. (ไฟเปิดอยู่) | |
| คำแนะนำ/คำสั่ง (Advice/Order) | Could | แนะนำอ้อมๆ (Suggestion) | You could try this one. |
| Should | แนะนำว่าควรทำ (Advice) | You should try this one. | |
| Must | สั่งว่าต้องทำ (Strong Order) | You must try this one! |
กับดักที่คนไทยมักพลาด (Common Mistakes)
- ใช้ Double Modals: ห้ามใช้ Modal Verb 2 ตัวติดกัน
- ❌ I will can go. (ผิด! Will กับ Can ชนกันไม่ได้)
- ✅ I will be able to go. (ถูก! ต้องเลี่ยงไปใช้ be able to แทน)
- Must not vs. Don’t have to: ความหมายต่างกันสิ้นเชิง!
- Must not: ห้ามทำเด็ดขาด (Prohibition)
- Don’t have to: ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ (แต่จะทำก็ได้นะ) (Lack of necessity)
เรียนรู้ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ กับ EngDuo
ตำราเรียนอาจบอกว่า Can แปลว่า ได้ และ Could แปลว่า ได้ (อดีต) แต่ในชีวิตจริงและการทำงาน Could ใช้บ่อยมากในปัจจุบันเพื่อแสดงความสุภาพ ที่ EngDuo Thailand เราสอน Nuance of Language (ความละเอียดอ่อนของภาษา)
- Business Soft Skills: สอนให้คุณเลือกใช้ Could/Would ในการเจรจาต่อรองเพื่อไม่ให้ดูแข็งกร้าวเกินไป
- Contextual Practice: ฝึกแต่งประโยคขออนุญาตลางาน หรือขอเลื่อนนัดโดยใช้ Modal Verbs ที่เหมาะสมกับระดับของคู่สนทนา
- Fixing Habits: แก้ไขนิสัยการลืมตัด ‘s’ หรือการเติม ‘to’ หลัง Modal ให้ถูกต้องจนเป็นธรรมชาติ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ลือ Siri Chatbot ร่าง AI แท้จริงของ Apple อาจจะเปิดตัวพร้อม iOS 27

หลังจากปล่อยให้คู่แข่งอย่าง OpenAI, Google และ Anthropic โกยคะแนนนิยมในตลาด AI Chatbot ไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดมีรายงานจาก Bloomberg ระบุว่า Apple ตัดสินใจเปลี่ยนแผนครั้งสำคัญ เตรียมยกเครื่อง Siri ให้กลายเป็น AI Chatbot เต็มรูปแบบ เพื่อทวงคืนบัลลังก์ผู้ช่วยอัจฉริยะกลับมาอีกครั้ง
ภายใต้โค้ดเนม “Campos” Apple กำลังซุ่มพัฒนา Siri เวอร์ชันใหม่ที่จะถูกฝังมาใน iOS 27, iPadOS 27 และ macOS 27 โดยรอบนี้จะไม่ใช่แค่การอัปเดตเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นการ “แทนที่” Siri เวอร์ชันปัจจุบันไปเลย
จุดเด่นคือความสามารถในการสนทนาด้วยภาษาธรรมชาติ (Natural Language) ที่ลื่นไหลเหมือนคุยกับ ChatGPT โดยผู้ใช้สามารถเรียกใช้งานได้ผ่านคำสั่งเสียง “Siri” หรือกดปุ่มด้านข้างค้างไว้เหมือนเดิม
นอกจากนี้ความพิเศษที่ปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้ว่า Apple ได้นำพื้นฐานของ Google Gemini มาขับเคลื่อน Siri ตัวใหม่นี้ โดยมีความสามารถที่น่าจับตามอง ได้แก่
- ค้นหาข้อมูลจากเว็บและสรุปให้อ่านเข้าใจง่าย
- สร้างรูปภาพและเนื้อหาคอนเทนต์ได้ในตัว
- ช่วยเขียนโค้ดและแก้บั๊ก
- Siri จะ “มองเห็น” สิ่งที่อยู่บนหน้าจอและเข้าใจบริบทของแอปที่เปิดอยู่ได้
- และทำให้ Siri เข้าถึงข้อมูลลึกในแอปต่างๆ เช่น Photos, Mail, Messages เพื่อวิเคราะห์ไฟล์และตอบคำถามจากข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้
ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของ Memory หรือความจำของ AI ในขณะที่ ChatGPT จดจำข้อมูลผู้ใช้เพื่อปรับแต่งคำตอบให้ตรงใจ Apple กำลังชั่งน้ำหนักว่าจะจำกัดความจำของ Siri ไว้แค่ไหน เพื่อรักษาจุดยืนเรื่อง Privacy (ความเป็นส่วนตัว) ที่ Apple ให้ความสำคัญมาตลอด
ทั้งหมดนี้อาจจะได้เห็นเร็วสุดคือ iOS 26.4 ใน Siri เวอร์ชัน “อัปเกรด” ที่เก่งขึ้นตามสัญญา Apple Intelligence เดิม ส่วนงาน WWDC 2026 จะเปิดตัว Siri Chatbot เต็มรูปแบบ พร้อมกับ iOS 27 และทั้งหมดปล่อยให้ใช้งานจริงพร้อม iOS 27 ตัวเต็ม
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
5 อาหารลดเสี่ยง “เส้นเลือดในสมองตีบ-แตก” ก่อนวัยอันควร

ทราบหรือไม่ว่าโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ต้องรอแก่เราก็อาจเสี่ยงได้ แต่อาหารเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงได้จริง
ล่าสุด หมอเบ็นซ์ ได้ออกมาวิเคราะห์เชิงการแพทย์อย่างมีหลักฐาน อธิบายความเสี่ยงภาวะโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ตามหลัก B.E.F.A.S.T. โดยเน้น 3 จุดสังเกตสำคัญคือ มุมปากตกจากกล้ามเนื้อใบหน้าส่วนล่างอ่อนแรง แขนหรือขาอ่อนแรงข้างเดียวจากการเคลื่อนไหวไม่สมมาตร และการพูดไม่ชัดจากกล้ามเนื้อลิ้นทำงานผิดปกติ พร้อมย้ำว่า “เวลา คือ ปัจจัยชี้เป็นชี้ตาย” หากพบอาการเหล่านี้ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาอย่างทันท่วงทีช่วยลดความรุนแรง เพิ่มโอกาสฟื้นตัว และป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ.
โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ ภาวะที่เนื้อเยื่อและเซลล์สมองถูกทำลายอันเนื่องมาจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตันหรือแตก ส่งผลให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือรุนแรงจนกระทั่งเสียชีวิตได้ โดยมีสาเหตุทั้งที่มาจากพันธุกรรม อายุที่มากขึ้น และพฤติกรรมในการใช้ชีวิต รวมถึงอาหารการกิน
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การสูบบุหรี่ คนที่มีภาวะอ้วน ก็จะเสี่ยงต่อการเกิด stroke มากกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวปกติ กลุ่มคนที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง น้ำตาลสูง ความดันโลหิตสูง ปัจจัยเหล่านี้ล้วนทำให้หลอดเลือดเกิดการเสียหาย และอาจนำไปสู่การเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตกได้
ดังนั้น อาหารจึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ และเราสามารถควบคุมได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองในอนาคต
อาหารลดเสี่ยง “เส้นเลือดในสมองตีบ-แตก” ก่อนวัยอันควร
- ปลา
ปลา เป็นโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ เพราะปริมาณไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายน้อยกว่าในเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆ ปลาที่แนะนำคือปลาที่มีโอเมก้า 3 สูง ได้แก่ ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน หรือปลาที่หารับประทานได้ง่ายในประเทศไทย เช่น ปลาจะละเม็ดขาว ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาสวาย ปลาทู ปลาสลิด ปลาตะเพียน เป็นต้น
- โปรตีนจากพืช
นอกจากเนื้อปลาแล้ว โปรตีนที่ดีต่อสุขภาพอีกชนิดหนึ่ง หรือโปรตีนที่มาจากพืช เช่น เต้าหู้ นมพร่องมันเนยหรือขาดมันเนย เป็นต้น
- คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
แทนที่จะกินคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ได้แก่ ข้าวขาว ขนมปังขาว หันมาเลือกกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีกากใยอาหารและคุณค่าทางสารอาหารมากกว่า ได้แก่ ข้าวกล้อง ธัญพืช ถั่วเมล็ดแห้ง ผักหลากหลายสี และผลไม้ไม่หวานจัด หลีกเลี่ยงหรือบริโภคเพียงเล็กน้อยในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตขัดขาว อาหารที่มีน้ำตาลสูง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง รวมถึงน้ำผลไม้ เพราะน้ำผลไม้เต็มไปด้วยน้ำตาลล้วนๆ ไม่มีกากใยอาหาร ซึ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า
- ไขมันดี
เลือกกินอาหารที่มีไขมันที่ดี เช่น ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ อะโวคาโด น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันคาโนล่า น้ำมันเมล็ดชา หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ทั้งไขมันจากสัตว์และไขมันจากพืช เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ เป็นต้น
- อาหารจากธรรมชาติ
ควรเลือกบริโภคอาหารที่มาจากธรรมชาติมากกว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งหลายขั้นตอน เช่น เลือกเนื้อสัตว์สดๆ มาปรุงอาหารมากกว่ารับประทานไส้กรอก แฮม นอกจากจะได้สารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากกว่าแล้ว ในอาหารแปรรูปยังมีปริมาณโซเดียมมาก เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือด โรคไต และความดันโลหิตสูงได้
นอกจากจะเลือกกินอาหารตามที่แนะนำไปข้างต้นให้มากขึ้นแล้ว ยังควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 วัน ครั้งละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วย จึงจะได้มาซึ่งสุขภาพดีไร้โรค และลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 23/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 73,000.00 | 73,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,719.00 | 71,540.04 | 73,900.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,247.10 | 64,386.04 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,775.20 | 57,232.03 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,123.55 | 32,193.02 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,651.65 | 25,039.01 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,890.16 | 74,134.83 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 23/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







