สาระน่ารู้ประจำวันที่ 23 มีนาคม 2569

วิกฤตพลังงานโลก ดันอสังหาฯ ปรับบทบาทบริหารอาคารครั้งใหญ่

วิกฤตพลังงานโลกจากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ กำลังเปลี่ยนโจทย์การบริหารอาคารครั้งใหญ่ ดัน Property Management เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของภาคอสังหาฯ ไทย

ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ในวงกว้าง แม้ประเทศไทยจะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ความขัดแย้งโดยตรง แต่แรงกระเพื่อมจากห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลกที่ไม่แน่นอน ได้ส่งผ่านมายังต้นทุนการดำเนินงานของอาคารและที่อยู่อาศัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ “พลังงาน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญของการบริหารอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะในบริบทของอาคารยุคใหม่ที่พึ่งพาระบบวิศวกรรมจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศ ระบบไฟฟ้าส่วนกลาง ลิฟต์ ระบบปั๊มน้ำ หรือระบบระบายอากาศ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งใช้พลังงานหลักของอาคาร

ในจังหวะที่ต้นทุนพลังงานมีความผันผวน การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจึงไม่ใช่เพียง “ทางเลือก” แต่กลายเป็น “เงื่อนไขสำคัญ” ของการควบคุมต้นทุนในระยะยาว

นางสาวนฤมล อาภรณ์ธนกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ระบุว่า การใช้พลังงานในอาคารที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนกลางและพฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย ซึ่งฝ่ายบริหารอาคารสามารถเข้ามามีบทบาทในการเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม

แนวทางสำคัญ ได้แก่ การปรับตารางการใช้งานระบบไฟฟ้าให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง การดูแลบำรุงรักษาอุปกรณ์ให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ รวมถึงการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส เพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม ขณะเดียวกัน การสื่อสารและสร้างความร่วมมือกับผู้อยู่อาศัยถือเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดการใช้พลังงานในระยะยาว

บทบาทของ Property Management จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลอาคาร แต่กำลังขยับไปสู่การเป็น “ตัวกลางบริหารพลังงาน” ที่เชื่อมโยงทั้งระบบอาคารและพฤติกรรมผู้ใช้งานเข้าด้วยกัน

ด้าน นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ชี้ว่า ในกลุ่มอาคารเชิงพาณิชย์และอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งมีการใช้พลังงานในระดับสูง การบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสามารถช่วยลดภาระต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการเตรียมความพร้อมด้าน Business Continuity Plan (BCP) เพื่อรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์พลังงานในอนาคต โดยเฉพาะกรณีที่อาจเกิดเหตุฉุกเฉินด้านพลังงาน ซึ่งอาคารจำเป็นต้องมีระบบสำรองและแผนรองรับที่ชัดเจน

การวางแผน BCP ในอาคารครอบคลุมตั้งแต่ระบบไฟฟ้าสำรอง ลิฟต์ ระบบสื่อสาร ไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของระบบต่าง ๆ เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องแม้เกิดสถานการณ์ไม่คาดคิด

“อาคารในปัจจุบันมีระบบที่เกี่ยวข้องกับพลังงานจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดผลกระทบต่อผู้ใช้อาคาร และทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น” นายภคิน กล่าว

ในภาพรวม การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ “การบริหารพลังงาน” กลายเป็นหนึ่งในหัวใจของการดำเนินธุรกิจ ไม่ต่างจากการพัฒนาโครงการหรือการขาย

ท้ายที่สุด การรับมือกับความผันผวนของพลังงานไม่สามารถพึ่งพาระบบระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน โดยเริ่มต้นจากการบริหารจัดการในระดับอาคาร ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานของการใช้พลังงานในเมือง

การยกระดับ Property Management ให้เป็นกลไกสำคัญในการบริหารพลังงาน จึงไม่ใช่เพียงการลดต้นทุน แต่เป็นการวางรากฐานของความยั่งยืนให้กับภาคอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจเมืองในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


บ้านชาวไทยปั้น D:CRAFT คลองหลวงขนาด25ตร.ม. 1.3ล้านเจาะกลุ่มนักศึกษา

“บ้านชาวไทย” เดินหน้าเปิด Sales Gallery โครงการ D:CRAFT คลองหลวง ผุดขนาด25ตร.ม. 1.3ล้านตอบโจทย์นักศึกษา คนทำงานแชร์กันอยู่ พร้อมตรึงราคาขาย

การเข้าถึงที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคมไทย เจ้าสัวคีรี กาญจนพาสน์ แห่งบีทีเอส กรุ๊ป เดินหน้าบิ๊กโปรเจกต์ “บ้านชาวไทย” อาสาปิดช่องว่างดังกล่าว หลังเปิดตัวโครงการแรก “D:CODE ศรีนครินทร์” ล่าสุดเปิด Sales Gallery โครงการ “D:CRAFT คลองหลวง” พร้อมโมเดลห้องขนาด 25 ตารางเมตร ราคา 1.3 ล้านบาท  ตอบโจทย์นักศึกษาและคนวัยทำงาน 

การขยับตัวของโครงการ “บ้านชาวไทย” ภายใต้กลุ่มบีทีเอส สะท้อนภาพความต้องการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ที่ยังคง “ร้อนแรง” ท่ามกลางความท้าทายของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัวและกำลังซื้อผู้บริโภคยังคงเปราะบาง

คีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทบีทีเอส ระบุว่า หลังเปิดให้เข้าชมห้องตัวอย่างจริง “D:CRAFT คลองหลวง”กระแสตอบรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาพเดียวกันเกิดขึ้นกับโครงการก่อนหน้าอย่าง “D:CODE ศรีนครินทร์” ขณะนี้มีผู้จองสิทธิ์ และ pre-approve มากกว่า 4,500 ยูนิต ประมาณ 3 เท่า และจะมีการจับสลากในวันที่ 20 เม.ย.นี้  โดยผู้โชคดีจะได้ที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสม ภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี

ขณะที่ “D:CRAFT คลองหลวง” บนที่ดิน 120 ไร่ หรือยาวประมาณ 1.2 กิโลเมตร ขนาดห้องหลัก 30 ตารางเมตร ราคา 1.6 ล้านบาท  ขนาด 45 ตารางเมตร ราคา 2.4  ล้านบาท และใหญ่สุด 65 ตารางเมตร ราคา 3.2 ล้านบาท แม้ยังไม่เปิดตัวเต็มรูปแบบในช่วงแรก ก็สามารถกวาดยอดจองเกินครึ่งหนึ่งของทั้งโครงการ สะท้อน “ดีมานด์ซ่อนเร้น” ของผู้บริโภคที่ต้องการบ้านคุณภาพในราคาที่เอื้อมถึง

ทำเลการศึกษา-ศก. ตัวแปรขับเคลื่อน

จุดแข็งสำคัญของ “D:CRAFT คลองหลวง” คือการปักหมุดบนทำเลศักยภาพ ใกล้แหล่งงานและสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็นตลาดไท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) 

ทำเลดังกล่าวเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ตั้งแต่พ่อค้าแม่ค้า นักศึกษา ไปจนถึงคนทำงาน สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่สมเหตุสมผล ภายใต้แนวคิด “CRAFTED To Be Good” ที่เน้นการออกแบบสมดุลระหว่างฟังก์ชัน ความสะดวก และความคุ้มค่า

เปิดห้องไซซ์ใหม่” เจาะกลุ่มแชร์อยู่

ไฮไลต์ของการเปิด Sales Gallery ครั้งนี้ อยู่ที่การเปิดตัว “ห้องไซซ์ใหม่” ขนาด 25 ตารางเมตร  ราคา 1.3 ล้านบาท แต่สามารถแบ่งเป็น 2 ห้อง อยู่ได้ถึง 3 คน ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับการอยู่อาศัยร่วมกันของกลุ่มเพื่อน หรือนักศึกษาที่ต้องการแชร์ค่าใช้จ่าย แนวคิดดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และ “ความยืดหยุ่น” ของพื้นที่ 

โดยโครงการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกตารางเมตร พร้อมฟังก์ชันครบครัน รองรับการใช้ชีวิตจริงไม่คับแคบ มีครบ อาทิ เครื่องปรับอากาศ 3 ตัว ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น โต๊ะทำงาน โต๊ะอาหาร แม้ห้องจะเล็ก แต่ฟังก์ชันครบ

“ราคาที่ตั้งใจไว้คือ 1.3 ล้านบาท ผ่อนเดือนละไม่เกิน 5,000 บาท เหมาะกับคนเริ่มทำงานหรือนักศึกษา สามารถช่วยกันผ่อนได้ ขนาดห้อง 25 ตารางเมตร มีจำนวน 5,000 ยูนิต จากทั้งหมด 7,500 ยูนิต”

 ชูโมเดล “เข้าอยู่ได้ทันที” ครบจบในห้องเดียว

อีกหนึ่งจุดขายที่ช่วยเร่งการตัดสินใจ คือ การให้ห้องชุดแบบ “Fully Furnished” ที่มาพร้อมเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด ตั้งแต่โซฟา เตียง ตู้เสื้อผ้า ไปจนถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าและระบบ Smart Home โมเดลนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และตอบโจทย์กลุ่ม First Jobber และนักศึกษาที่ต้องการ “ย้ายเข้าอยู่ได้ทันที” โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเติมจำนวนมาก

“แม้ปัจจุบันต้นทุนน้ำมัน ก่อสร้างสูงขึ้น จากสงคราม แต่ ‘ยังไม่อยากขึ้นราคา’ พร้อมยำแนวคิด ไม่เน้นกำไรสูง เพราะต้องการให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยถ้าไม่เกินควบคุม จะพยายาม ‘ตรึงราคาเดิม’ ไว้”

 โปรเจกต์ขนาดใหญ่ ปั้นซัพพลายระยะยาว

โครงการ “D:CRAFT คลองหลวง” ถูกพัฒนาในรูปแบบโครงการขนาดใหญ่ บนพื้นที่ 120 ไร่ จำนวนยูนิตรวมไม่เกิน 7,500 ห้อง แบ่งพัฒนาเป็นเฟสๆ รองรับดีมานด์ในระยะยาวโครงการยังมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส Co-working space และระบบรักษาความปลอดภัยแบบ Smart Card สะท้อนแนวคิดการอยู่อาศัยยุคใหม่ที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับชีวิตประจำวัน

ในอนาคตทำเลดังกล่าวจะจะกลายเป็น “Satellite City” ของกรุงเทพฯ และมีศักยภาพเติบโตสูง เนื่องจากจะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ใกล้ตลาดไท และตลาดไอยรา ใกล้สถานศึกษา การเดินทางสะดวก

สำหรับแนวคิดการออกแบบโครงการนี้มีการออกแบบที่ใช้ “เส้นโค้ง” และเล่าเรื่อง “ดอกบัว” ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่มีการรีเสิร์ชพฤติกรรมนักศึกษา คนทำงานผู้อยู่อาศัยทั่วไปแนวคิดคือ “inside-out design” คือออกแบบจากการใช้ชีวิตจริงก่อน โทนสีหลักน้ำตาล เขียวมีการใช้ศิลปะ เช่น Street Art เพื่อสร้างบรรยากาศเมืองใหม่ พื้นที่ส่วนกลาง โครงการนี้ให้ความสำคัญกับทั้ง indoor และ outdoor มีพื้นที่สีเขียวร้านค้า กลายเป็นแลนด์มาร์กของโครงการที่สามารถสนับสนุนคุณภาพชีวิตที่ดีต้องเกิดทั้งในห้องและนอกห้อง

 “บ้านชาวไทย” โมเดลลดความเหลื่อมล้ำ

ในภาพใหญ่ โครงการ “บ้านชาวไทย” ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นหนึ่งในโมเดลที่พยายามแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ นั่นคือ “การเข้าถึงที่อยู่อาศัย” เมื่อดีมานด์ยังคงสูง และกำลังซื้อยังเปราะบาง การออกแบบสินค้าที่ “พอดีชีวิต” ทั้งด้านราคา ฟังก์ชัน และทำเล อาจกลายเป็นคำตอบสำคัญของตลาดในระยะต่อไปและโครงการ “D:CRAFT คลองหลวง” คือหนึ่งในหมากสำคัญที่ต้องจับตา

“โครงการบ้านชาวไทย เน้นราคาที่เข้าถึงได้ คุณภาพชีวิตการออกแบบเพื่อการอยู่อาศัยจริงและมีเป้าหมายให้คนไทยมีบ้านได้จริง”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 23 มี.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ หลังราคาทองร่วงแรง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 32.96 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่ามาจากการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องของราคาทองคำ
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทสำหรับวันนี้ไว้ที่ 32.80-33.15 บาทต่อดอลลาร์ และมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.96 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.80 บาทต่อดอลลาร์

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.50- 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.15 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up โดยมีจังหวะอ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 32.65-32.98 บาทต่อดอลลาร์) แม้โดยรวมเงินดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ทว่า เงินบาทเผชิญแรงกดดันพอสมควร ตามการปรับตัวลงต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่ปรับตัวลดลงจากแถวโซน 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สู่โซนแนวรับ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ท่ามกลางความกังวลว่า

สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED, BOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมิน FED มีโอกาสราว 38% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE และ ECB มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง ในปีนี้ เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อที่อาจเร่งสูงขึ้น จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อและรุนแรงกว่าคาด 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ และหากประเมินจากความผันผวนของเงินบาทที่สูงกว่าช่วงปกติมาก สะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้านสำคัญ 33 บาทต่อดอลลาร์ หรือแม้กระทั่งโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ภายในช่วง 1 เดือน

อย่างไรก็ดี เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และที่สำคัญ ต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้ส่งออก ที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์แถวโซนแนวต้าน 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้บ้าง

ส่วนแรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ได้เริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในฝั่งหุ้น ทำให้แรงกดดันเงินบาทด้านอ่อนค่าอาจเริ่มชะลอลงได้ นอกจากนี้ เรามองว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ไทยและอัตราดอกเบี้ย THOR สะท้อนแนวโน้มการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไปพอสมควร โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า ธปท. อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ และ อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า ซึ่งเรามองว่า แม้ในกรณีเลวร้ายสุด ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นานราว 3 เดือน เป็นอย่างน้อย ธปท. อาจเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายไปก่อน หรือแม้กระทั่ง ลดดอกเบี้ย ควบคู่กับการใช้เครื่องมืออื่นๆ เพิ่มเติม (Unconventional Tools) เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจ ทำให้ระดับของบอนด์ยีลด์ไทย ที่สูงขึ้นในช่วงนี้ มีความน่าสนใจมากขึ้น และอาจเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนต่างชาติกลับมาลงทุนในตลาดบอนด์ไทยได้บ้าง โดยเฉพาะ หากเงินบาทได้อ่อนค่าถึงจุดที่พอประเมินได้ว่า เป็นการอ่อนค่าเกินไปมาก เหมือนที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ที่สุดท้ายเงินบาทไม่ได้อ่อนค่าไปจนถึงระดับ 40 บาทต่อดอลลาร์ อย่างที่ผู้เล่นในตลาดต่างกังวล (เรา Call USDTHB Peak ไม่เกิน 38.50-38.75 บาทต่อดอลลาร์ ในวันที่ 27 กันยายน 2022) 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากรูปแบบของกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเป้าราคาดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ (มีโอกาส 75% ทดสอบโซน 34 บาทต่อดอลลาร์) จากความผันผวนสูงในระยะ 1 เดือน และสอดคล้องกับระดับเงินบาทที่เหมาะสมจากปัจจัยพื้นฐาน (Bloomberg THB BEER) ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ 

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาธนาคารกลางหลัก (FED, BOE, ECB และ BOJ) ต่างคงดอกเบี้ยนโยบาย ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงและยืดเยื้อ  

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานดัชนี PMI บรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก (สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น)

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐฯ-อิสราเอล กับ อิหร่าน จะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และส่งผลต่อเนื่องมายังมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED จนมองว่า FED มีโอกาสราว 29% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนมีนาคม รวมถึง รายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ และ รายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ในระยะข้างหน้า

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ ของอังกฤษ และยูโรโซน ในเดือนมีนาคม รวมถึง รายงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ของอังกฤษ ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง ในปีนี้ ท่ามกลางความเสี่ยงที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ จนอาจเร่งให้เงินเฟ้อของอังกฤษและยูโรโซนสูงขึ้น เพิ่มความจำเป็นของการใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวจากทั้ง BOE และ ECB เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ และรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ในเดือนมีนาคม โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 83% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้  

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจเริ่มสะท้อนผลกระทบของการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่แม้จะมีการยกเลิกภาษีนำเข้า IEEPA โดยศาลสูงสุดของสหรัฐฯ (Supreme Court) แต่ทางการสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้มาตรา 122 ในการขึ้นภาษีนำเข้ากับทุกประเทศในอัตรา 10% (เสี่ยงถูกปรับขึ้นเป็นอัตราสูงสุด 15%) เป็นระยะเวลา 150 วัน พร้อมทั้งเดินหน้าการสืบสวนสอบสวนเพื่อเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าจากมาตรา 232 และ 301 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผมยอมเลย! “รอนนี่” เปิดใจหลังแพ้ “เทพไชยา” ชวดแชมป์สนุกเกอร์ เวิลด์ โอเพ่น 2026

ถือเป็นฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับ “เอฟวัน” เทพไชยา อุ่นหนู นักแม่นคิวชาวไทย ที่สามารถคว้าแชมป์ในการแข่งขันสนุกเกอร์ รายการ เวิลด์ โอเพ่น 2026 ที่เมืองอวี้ซาน สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม ที่ผ่านมา

โดยรอบชิงชนะเลิศ นักสอยคิวไทยวัย 40 ปี สามารถเอาชนะ “เดอะ ร็อคเก็ต” รอนนี่ โอซุลลิแวน มืออันดับ 12 โลกชาวอังกฤษ เจ้าของแชมป์โลก 7 สมัย ไปได้ 10-7 เฟรม

ภายหลังจบการแข่งขัน รอนนี่ โอซุลลิแวน ผู้แพ้ได้ออกมาเปิดใจถึง เทพไชยา อุ่นหนู คู่แข่งของเขาในเกมนี้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

“เขากำลังเข้าฟอร์ม และเล่นด้วยความมั่นใจ ผมต้องยอมรับความจริง ถ้าผมมีอะไรที่พิเศษมากกว่าที่เป็นสักนิด มันอาจทำให้เกมดูสูสีมากกว่านี้”

“มันถือเป็นสัปดาห์ที่ดี ผมดีกว่าเมื่อสองสัปดาห์ก่อนมาก แต่ต้องยอมรับว่า เทพไชยา ทำได้ดีเหลือเชื่อจริงๆ เขาสมควรเป็นผู้ชนะในวันนี้ เขาดีกว่าผมมาก”

“ผมได้ดูเขาเล่นในรอบรองฯ (เจอกับ จัดด์ ทรัมป์) เขาแข็งแกร่งมาก เขาเหนือเกินไปสำหรับผมตอนนี้ เขาเล่นได้ดีเกินที่จะบรรยาย Amazing Thailand” เจ้าของแชมป์โลก 7 สมัย เปิดใจ

สำหรับการคว้าแชมป์ในครั้งนี้ของ เทพไชยา อุ่นหนู ถือเป็นแชมป์รายการเมเจอร์ครั้งแรกของเจ้าตัว และเป็นแชมป์เก็บคะแนนสะสมรายการที่ 2 ในชีวิต รวมทั้งถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการสนุกเกอร์ไทย

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


สัญญาณเตือน ‘สโตรก’ 1 นาทีสมองตาย 1 ล้านเซลล์ แม้สุขภาพแข็งแรง

  • สัญญาณเตือนโรคสโตรก (Stroke) สังเกตได้จากหลัก B.E.F.A.S.T. คือ การทรงตัวผิดปกติ, การมองเห็นผิดปกติ, ใบหน้าเบี้ยว, แขนขาอ่อนแรง และการพูดไม่ชัด
  • ทุก 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายประมาณ 1 ล้านเซลล์ ดังนั้นหากพบอาการต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะเวลาคือปัจจัยสำคัญในการรักษา
  • โรคสโตรกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แม้ในผู้ที่ดูมีสุขภาพแข็งแรงหรือไม่มีโรคประจำตัว โดยปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้น

พญ.ณิชนันทน์ เอกพิทักษ์ดำรง แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสมองและระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมองและการตรวจหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ ต้น ๆ ของคนไทย รองจากโรคมะเร็งและโรคหัวใจ

อีกทั้งยังเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะอัมพฤกษ์อัมพาตที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ปัจจุบันพบแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 45 ปีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าโรคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. ภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตันจากลิ่มเลือด มักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

2. ภาวะหลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดแตก ทำให้เลือดออกในเนื้อสมองหรือช่องว่างรอบสมอง โดยมีปัจจัยสำคัญคือความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้ หรือภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) ที่ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ทราบมาก่อน

การคัดกรอง โรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) 

ใช้หลัก B.E.F.A.S.T. ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการคัดกรองอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน เป็นสัญญาณเตือนชีวิต หากสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบมาโรงพยาบาลทันที อย่ารอดูอาการ เพราะยิ่งเร็ว โอกาสรอดและโอกาสฟื้นตัวก็ยิ่งสูง โดยประกอบด้วย

B – Balance (การทรงตัวผิดปกติ) ผู้ป่วยอาจมีอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่อยู่ หรือสูญเสียการประสานงานของร่างกายอย่างกะทันหัน เช่น หยิบของไม่ตรงตำแหน่ง กะระยะพลาด ทั้งที่ก่อนหน้านั้นไม่มีอาการใด ๆ

E – Eyes (ความผิดปกติทางการมองเห็น) มีอาการมองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด ลานสายตาแคบลงทันทีทันใด หรือมีอาการตาดับไปข้างหนึ่ง บางรายรู้สึกเหมือนมีม่านมาบังสายตา

F – Face (ใบหน้าเบี้ยวผิดรูป) สังเกตจากมุมปากตก หน้าเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากสองข้างยกไม่เท่ากัน

A – Arm (แขนหรือขาอ่อนแรง) มีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น หรือกำมือไม่ได้ มักเกิดกับร่างกายเพียงครึ่งซีก หากให้ยกแขนสองข้างพร้อมกัน อาจพบว่าข้างหนึ่งตกลงโดยควบคุมไม่ได้

S – Speech (การพูดผิดปกติ) พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง พูดติดขัด ใช้คำผิด พูดสลับคำ สื่อสารไม่รู้เรื่อง หรือฟังเข้าใจแต่ไม่สามารถตอบได้ถูกต้อง

T – Time (เวลา คือ ปัจจัยชี้ชะตา) หากพบอาการข้างต้นแม้เพียงข้อเดียวและเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอดูอาการ ไม่ควรให้ผู้ป่วยนอนพักหรือรับประทานยาเอง เพราะทุกนาทีที่ล่าช้าหมายถึงการสูญเสียเซลล์สมองจำนวนมหาศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการเดิน การพูด การมองเห็น และคุณภาพชีวิตในระยะยาว

อาการสโตรก

บางครั้งอาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการมึนเมา เนื่องจากผู้ป่วยอาจเดินเซ พูดไม่ชัด หรือมีอาการเวียนศีรษะคล้ายคนเมา แต่ความแตกต่างสำคัญคือ สโตรกมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีการดื่มแอลกอฮอล์นำมาก่อน และมักมีอาการอ่อนแรงหรือชาครึ่งซีก ใบหน้าเบี้ยว หรือพูดผิดปกติร่วมด้วยอย่างชัดเจน ขณะที่อาการเมาจากแอลกอฮอล์มักสัมพันธ์กับปริมาณการดื่ม ไม่มีอาการหน้าเบี้ยวหรืออ่อนแรงครึ่งซีก และเมื่อระดับแอลกอฮอล์ในเลือดลดลง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น

ดังนั้น หากพบผู้ที่มีอาการคล้ายคนเมา แต่ไม่ทราบประวัติการดื่ม หรือมีอาการผิดปกติของใบหน้า แขนขา หรือการพูด ควรสงสัยสโตรกและรีบโทรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

พญ.ณิชนันทน์ กล่าว่า ปัจจัยเสี่ยงในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยที่ทำลายหลอดเลือดโดยตรง ทั้งหลอดเลือดสมองและหัวใจ โรคอ้วน การรับประทานอาหารไขมันสูงหรือมีน้ำตาลแฝง การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้สารเสพติด ความเครียดสะสม และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ฝุ่น PM2.5 และอากาศร้อนเป็นปัจจัยกระตุ้นทางอ้อมที่เพิ่มความเสี่ยงในระยะยาว สิ่งสำคัญคือการควบคุมโรคประจำตัวและดูแลสุขภาพพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ”

ในด้านการรักษา แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายทางระบบประสาท และวินิจฉัยด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อแยกประเภทของโรค บางกรณีอาจทำการตรวจ MRA เพื่อดูรายละเอียดเส้นเลือดสมอง รวมถึงอัลตราซาวด์หลอดเลือดที่คอ  (Carotid Ultrasound) เพื่อตรวจหาคราบไขมันหรือการตีบตันของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง

โดยแนวทางการรักษาจะแตกต่างกันตามประเภทของโรค โดยกลุ่มสมองขาดเลือดสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำได้ภายใน 4.5 ชั่วโมงหากเข้าเกณฑ์ตามการพิจารณาของแพทย์ หรือหากเป็นลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือดสมองขนาดใหญ่ที่อาจมีหัตถการลากลิ่มเลือด ปัจจุบันขยายกรอบเวลาเป็น 24 ชั่วโมง(หากเข้าเกณฑ์) ขณะที่กลุ่มเลือดออกในสมองจะเน้นควบคุมความดันโลหิตอย่างใกล้ชิด และบางรายอาจต้องผ่าตัดหรือใส่ขดลวดเพื่อรักษาภาวะหลอดเลือดโป่งพอง

พญ.ณิชนันทน์ กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง หรือ “สโตรก” (Stroke) ที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการตรวจสุขภาพประจำปีอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างจริงจัง ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อยประมาณ 300 นาทีต่อสัปดาห์

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เลิกสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างมีนัยสำคัญ เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แม้ไม่มีโรคประจำตัวหรือดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงก็ตาม

เพราะหัวใจสำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมองคือ “เวลา” เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่อการขาดเลือดอย่างมาก ในทุก ๆ 1 นาทีที่สมองขาดเลือด จะมีเซลล์สมองตายลงประมาณ 1 ล้านเซลล์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นมักถาวร การรักษาที่มีประสิทธิภาพที่สุดต้องเกิดขึ้นภายใน 4.5 ชั่วโมงแรก หรือที่เรียกว่า ‘หน้าต่างแห่งโอกาส’ หากผู้ป่วยมาถึงเร็ว โอกาสฟื้นตัวกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติสูงถึง 70–80%

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ถามทางภาษาอังกฤษ ไม่ให้หลง! สรุปประโยคเอาตัวรอดเวลาไปต่างประเทศ เลิกพึ่งพิงแค่ Google Maps

เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ หลายคนคงเคยเจอสถานการณ์แบตมือถือหมด อินเทอร์เน็ตใช้งานไม่ได้ หรือบางที Google Maps ก็พาเดินวนจนหลงทิศทางไปหมด! ในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ทักษะการ ถามทางภาษาอังกฤษ (Asking for directions) คือเครื่องมือเอาตัวรอดที่ดีที่สุดครับ

แต่การจะเดินเข้าไปถามชาวต่างชาติทื่อๆ ว่า “Where is the train station?” อาจจะฟังดูห้วนและไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก การเริ่มต้นบทสนทนาอย่างสุภาพและการใช้รูปประโยคที่ถูกต้อง จะช่วยให้คนในพื้นที่ยินดีที่จะช่วยเหลือเรามากขึ้น วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาเตรียมความพร้อม รวบรวมประโยคเด็ดสำหรับถามทาง และเทคนิคการฟังคำตอบจากฝรั่งให้เข้าใจ รับรองว่าทริปหน้าของคุณจะไม่มีคำว่าหลงแน่นอนครับ!

กฎเหล็กข้อแรก: เริ่มต้น ถามทางภาษาอังกฤษ อย่างสุภาพเสมอ

ก่อนจะยิงคำถามว่าสถานที่นั้นไปทางไหน เราต้องดึงความสนใจและแสดงความเกรงใจก่อนครับ เพราะเขาอาจจะกำลังรีบเดินไปทำงาน การพูดเกริ่นนำ (Opening phrases) ถือเป็นมารยาทที่สำคัญมาก:

  • Excuse me… (ขอโทษนะครับ/คะ…) ใช้ได้ครอบจักรวาลและเป็นธรรมชาติที่สุด
  • Pardon me… (ขออภัยครับ/ค่ะ…) ดูสุภาพและเป็นทางการขึ้นมาอีกนิด
  • Sorry to bother you, but… (ขอโทษที่รบกวนนะครับ แต่ว่า…) เป็นการแสดงความเกรงใจอย่างสูงสุด

เมื่อเกริ่นนำแล้ว ลองเติมประโยคแสดงสถานการณ์ของเราเข้าไปนิดนึงเพื่อให้เขาอยากช่วยมากขึ้น เช่น I think I am lost. (ฉันคิดว่าฉันหลงทางแล้วครับ) หรือ I am new to this area. (ฉันเพิ่งเคยมาแถวนี้ครับ)

รวมประโยค ถามทางภาษาอังกฤษ ยอดฮิต จำไปใช้ได้เลย

เมื่อดึงความสนใจได้แล้ว ก็ถึงเวลาถามหาจุดหมายปลายทางของเราครับ เราสามารถเลือกใช้ประโยคเหล่านี้ได้ตามความเหมาะสมเลยครับ

1. ประโยคถามหาวิธีเดินทางไปจุดหมาย:

  • Could you tell me how to get to the museum? (รบกวนบอกวิธีไปพิพิธภัณฑ์หน่อยได้ไหมครับ?)
  • What is the best way to get to the airport? (วิธีเดินทางไปสนามบินที่ดีที่สุดคือทางไหนครับ?)
  • How do I get to this address? (ฉันจะไปที่อยู่นี้ได้อย่างไรครับ? – เหมาะมากเวลาเรายื่นกระดาษหรือหน้าจอมือถือให้เขาดู)

2. ประโยคถามหาสถานที่ที่ใกล้ที่สุด:

ถ้าเราไม่ได้มีจุดหมายเฉพาะเจาะจง แต่กำลังมองหาสิ่งอำนวยความสะดวก ให้ใช้โครงสร้าง Where is the nearest…? (ที่…ที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหน)

  • Where is the nearest ATM? (ตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุดอยู่ตรงไหนครับ?)
  • Where is the nearest subway station? (สถานีรถไฟใต้ดินที่ใกล้ที่สุดอยู่ไหนครับ?)

3. ประโยคเมื่อเรากำลังเดินหาบางสิ่งอยู่:

  • I am looking for the restroom. Do you know where it is? (ฉันกำลังหาห้องน้ำอยู่ คุณพอจะทราบไหมครับว่าอยู่ไหน?)

ตาราง: ถามเป็นแล้ว ต้องฟังคำตอบให้ออกด้วย! (Listening to Directions)

นี่คือจุดที่หลายคนตกม้าตายครับ! ถามทางไปแล้ว ฝรั่งรัวภาษาอังกฤษกลับมาเป็นชุด จับใจความได้แค่ Left กับ Right ตารางนี้จะสรุปวลีที่ฝรั่งมักจะใช้บอกทางเรา พร้อมความหมายและจุดสังเกตครับ

วลีที่ฝรั่งใช้บอกทาง (Directions You Might Hear)ความหมาย (Meaning)บริบทหรือจุดสังเกต (Context / Landmarks)
Go straight on / Go straight aheadเดินตรงไปเรื่อยๆมักจะตามด้วยชื่อถนน เช่น Go straight on Main Street.
Take the first left / second rightเลี้ยวซ้ายแยกแรก / เลี้ยวขวาแยกที่สองฝรั่งชอบนับแยกครับ ต้องฟังตัวเลข (First, Second) ให้ดี
Go past the…เดินผ่าน…ไปเช่น Go past the hospital (เดินผ่านโรงพยาบาลไปเลย)
Cross the roadข้ามถนนอาจจะได้ยินคำว่า Use the pedestrian crossing (ใช้ทางม้าลาย)
It is on your right / leftมันอยู่ทางขวา / ซ้ายมือของคุณเป็นประโยคปิดท้าย เพื่อบอกว่าจุดหมายอยู่ฝั่งไหนของถนน
It is around the cornerมันอยู่ตรงหัวมุมนี้เองแปลว่าใกล้มากๆ เดินเลี้ยวหัวมุมตึกไปก็เจอเลย

ประโยคถามข้อมูลเพิ่มเติม (ระยะทางและเวลา)

เมื่อเขากบอกทางเสร็จแล้ว ถ้าเราไม่แน่ใจว่ามันไกลแค่ไหน ควรจะเดินไปหรือเรียกแท็กซี่ดี ลองถามคำถามเหล่านี้ต่อครับ:

  • How far is it? (มันไกลแค่ไหนครับ?)
  • Is it within walking distance? (มันอยู่ในระยะที่เดินไปได้ไหมครับ?)
  • How long does it take to get there? (ใช้เวลาเดินทางไปถึงที่นั่นนานเท่าไหร่ครับ?)

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

  1. คำว่า “หลงทาง” ในภาษาอังกฤษพูดว่าอะไร?เราใช้คำว่า I am lost. (ฉันหลงทาง) หรือ I have lost my way. ได้เลยครับ เป็นประโยคสั้นๆ ที่เข้าใจง่ายและสื่อความหมายได้ชัดเจนที่สุดเวลาต้องการขอความช่วยเหลือ
  2. Block กับ Street ต่างกันอย่างไรเวลาฟังคนบอกทาง?ฝั่งอเมริกามักจะบอกระยะทางเป็น Block (บล็อก/ช่วงตึก) เช่น Go straight for two blocks. (เดินตรงไป 2 ช่วงตึก) ซึ่งจะนับจากสี่แยกหนึ่งไปถึงอีกสี่แยกหนึ่งครับ ส่วน Street คือชื่อถนนเส้นหลักที่รถวิ่งครับ
  3. คำว่า Intersection กับ Crossroads เหมือนกันไหม?ความหมายคือ “สี่แยก” เหมือนกันครับ แต่ Intersection จะเป็นคำที่ชาวอเมริกันนิยมใช้ ในขณะที่ Crossroads จะเป็นคำที่ชาวอังกฤษใช้บ่อยกว่าครับ
  4. ถ้าฟังที่ฝรั่งบอกทางไม่ทัน ควรพูดอย่างไรดี?ไม่ต้องตกใจครับ ยิ้มให้เขาแล้วพูดอย่างสุภาพว่า Could you please repeat that? (รบกวนพูดอีกครั้งได้ไหมครับ?) หรือ Could you speak a little slower, please? (รบกวนพูดช้าลงนิดนึงได้ไหมครับ?) ฝรั่งส่วนใหญ่ใจดีและพร้อมจะอธิบายช้าๆ ให้เราฟังครับ
  5. ทางม้าลาย ภาษาอังกฤษเรียกว่าอะไร?แบบบริติชจะเรียกว่า Zebra crossing หรือ Pedestrian crossing ครับ ส่วนแบบอเมริกันมักจะเรียกว่า Crosswalk ครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ศึกภูมิรัฐศาสตร์ดันต้นทุนพุ่ง BLC ปรับทัพเปิด “โซลาร์ฟาร์ม” รุกตลาดยา

  • BLC เผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าขนส่งและราคาวัตถุดิบ
  • บริษัทลงทุนในโครงการโซลาร์ฟาร์มเพื่อควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน โดยตั้งเป้าใช้พลังงานทดแทนไม่น้อยกว่า 45% ของโรงงานทั้งหมดภายในปี 2569
  • บริษัทมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญคุณภาพสูงเพื่อสร้างความมั่นคงทางยาให้ประเทศ และลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่ง

ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความไม่แน่นอนในห่วงโซ่อุปทานโลก BLC ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ 

ได้วางแผนบริหารจัดการ การจัดหาวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการดำเนินงานตามรอบคำสั่งซื้อ (Order Cycle) เพื่อความคล่องตัว สำหรับวัตถุดิบกลุ่มสารออกฤทธิ์ทางยา (API) ซึ่งนำเข้าหลักจากประเทศจีนและอินเดีย และสารประกอบเพื่อนำมาใช้ในการผลิตยาจากยุโรป แม้เส้นทางการขนส่งจะไม่ผ่านพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามและวางแผนเพื่อรองรับผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนโลจิสติกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น 

ทั้งค่าระวางเรือ (Freight) ค่าประกันภัย ซึ่งเป็นผลกระทบโดยรวม นอกจากนี้ สำหรับดีมานด์ในตลาดที่อาจจะพุ่งสูงขึ้นในระยะถัดไป บริษัทฯ มีการติดตามสถานการณ์ด้านราคาและความพร้อมของสินค้าอย่างใกล้ชิด และมีการวางแผนจัดหาอย่างรอบคอบ เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนและความต่อเนื่องของการผลิต พร้อมรักษาเสถียรภาพด้านราคา เพื่อความมั่นคงทางด้านยาของคนไทย

ทั้งนี้ BLC ได้บริหารความเสี่ยงด้วยการทยอยรับมอบสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาเสถียรภาพต้นทุนและระดับสินค้าคงคลัง (Inventory) โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีความอ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ปรับเพิ่มระดับการสำรองวัตถุดิบ (Safety Stock) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อยืนยันความต่อเนื่องของกระบวนการผลิตโดยรวม

ด้วยการสำรองสต็อกดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่องบกระแสเงินสด (Cash Flow) เนื่องจากบริษัทฯ มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ในระดับต่ำ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดหาเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ

“ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ผันผวน BLC ได้ยกระดับการจัดการต้นทุนผ่านการลงทุนในพลังงานทดแทนอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้โครงการ Solar Farm เป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมค่าใช้จ่าย

ปัจจุบันโครงการ Solar Farm เฟส 1 สามารถรองรับการใช้พลังงานได้ถึง 25.41% ของปริมาณการใช้ทั้งหมดของปี 2568 นอกจากนี้ ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ ได้เปิดดำเนินงานโครงการ Solar Farm เฟส 2 ขนาดกำลังติดตั้ง 1.5 MW ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าจากการซื้อภายนอกได้ประมาณ 600,000 บาทต่อเดือน”

สำหรับเป้าหมายระยะยาว ในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมติดตั้ง Solar Rooftop เพิ่มเติมขนาด 990 kWp บนอาคารผลิตยาหลังใหม่ เพื่อบรรลุเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนรวมไม่น้อยกว่า 45% ของโรงงานทั้งหมด ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนการผลิตและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น “Green Factory” อย่างยั่งยืน

ภก.สุวิทย์ กล่าวว่า BLC เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศไทย โดยเฉพาะในภาวะที่ทั่วโลกเกิดการแย่งชิงทรัพยากรตัวยา ด้วยการมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญ (Generic Drugs) ที่มีคุณภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงสุดในประเทศ ผ่านกระบวนการทดสอบชีวสมมูล (Bioequivalence: BE) เพื่อยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยเทียบเท่ายาต้นแบบจากต่างประเทศ รวมทั้งการผลักดันผลิตภัณฑ์เข้าสู่ “บัญชียานวัตกรรมไทย” ของภาครัฐ 

นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถจัดซื้อยาคุณภาพที่ผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ ลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากยุโรป สหรัฐฯ หรืออิสราเอลที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่งในสภาวะสงคราม เพื่อให้ผู้ป่วยชาวไทยเข้าถึงยาได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดแคลน

อย่างไรก็ตา  BLC เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านยาให้กับประเทศไทย ในภาวะที่ทั่วโลกเกิดการแย่งชิงทรัพยากรตัวยา เราจึงมุ่งเน้นการผลิตยาสามัญคุณภาพสูงที่ผ่านการทดสอบชีวสมมูล (BE)

เพื่อยืนยันประสิทธิภาพเทียบเท่ายาต้นแบบ และช่วยให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถเข้าถึงยาที่ผลิตในประเทศได้อย่างมั่นใจ ลดการพึ่งพาการนำเข้าที่มีความเสี่ยงด้านการขนส่งจากสภาวะสงคราม แม้ในเบื้องต้นยังไม่พบสัญญาณการขาดแคลนของยาต้นแบบในระดับที่มีนัยสำคัญ แต่บริษัทฯ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


10 อาหารใกล้ตัว ราคาถูก แต่ช่วยให้ “อายุยืน” และสุขภาพดี หลายคนกินอยู่แต่ไม่รู้!

10 อาหารหาง่าย ราคาประหยัด กินเป็นประจำช่วยให้อายุยืนและสุขภาพดี

อาหารช่วยให้อายุยืน ไม่จำเป็นต้องแพงหรือหายาก หลายชนิดเป็นของใกล้ตัวที่หาซื้อได้ทั่วไป หากเลือกกินอย่างเหมาะสม ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงโรคและดูแลสุขภาพในระยะยาวได้

1. อัลมอนด์

การกินถั่วเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับการลดอัตราการเสียชีวิตทั้งในผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะอัลมอนด์ที่อุดมไปด้วยโปรตีน ไขมันดี และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายได้ดี

อย่างไรก็ตาม ควรกินในปริมาณพอเหมาะ เพราะถั่วมีแคลอรีค่อนข้างสูง

2. แอปเปิล

แอปเปิลเป็นผลไม้ยอดนิยมที่อุดมด้วยวิตามิน C และใยอาหาร ช่วยลดคอเลสเตอรอลและดูแลสุขภาพหัวใจ การกินทั้งเปลือกยังช่วยให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง quercetin เพิ่มขึ้น

3. ปลาแอนโชวี

ปลาแอนโชวีเป็นแหล่งของโอเมก้า 3 (EPA และ DHA) ที่ดีต่อหัวใจ งานวิจัยพบว่าไขมันดีเหล่านี้มีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย

4. อะโวคาโด

อะโวคาโดอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัว วิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี และลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

5. โหระพา

สมุนไพรชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV และมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกาย

6. บีตรูต

บีตรูตมีสาร betalain ซึ่งมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งยังมี choline ที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง

7. ถั่วดำ

ถั่วดำอุดมไปด้วยโฟเลตและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบ และมีแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต

8. แครอท

แครอทมีเบต้าแคโรทีนและวิตามิน A ช่วยบำรุงสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน และช่วยดูแลสุขภาพหัวใจ

9. ผงโกโก้

โกโก้มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งช่วยปกป้องระบบประสาท ลดการอักเสบ และช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้น

10. องุ่น

องุ่น โดยเฉพาะองุ่นสีม่วง มีสาร resveratrol ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และอาจช่วยลดความเสี่ยงโรคบางชนิด

อาหารง่ายๆ ที่ช่วยดูแลสุขภาพระยะยาว

อาหารช่วยให้อายุยืน เหล่านี้สามารถหาซื้อได้ทั่วไปและไม่จำเป็นต้องมีราคาแพง หากกินอย่างสม่ำเสมอร่วมกับการดูแลสุขภาพอื่นๆ ก็สามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและลดความเสี่ยงโรคได้ในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 23/3/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a68,000.0068,200.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,396.0066,643.3669,000.00
ทองรูปพรรณ 90%3,956.4059,979.02n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,516.8053,314.69n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,978.2029,989.51n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,538.6023,325.18n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,555.4469,060.47n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 23/3/2569



ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9533.0533.0533.9033.7033.0533.0533.0533.7033.05
แก๊สโซฮอล์ 9132.6832.6833.7833.4832.6832.6832.6833.4832.68
แก๊สโซฮอล์ E2028.0528.0528.9028.7028.0528.0528.7028.05
แก๊สโซฮอล์ E8524.7924.7924.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม42.0449.5449.8442.04
เบนซิน 9541.6449.5142.1441.7941.64
ดีเซล31.1431.1431.4431.1431.1431.1431.1431.1431.14
ดีเซลพรีเมี่ยม44.6446.8449.8446.8444.64
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า