มิกซ์ยูสในเมืองชุมชนดินแดง ช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน

การเคหะแห่งชาติเผยแผนผุด มิกซ์ยูส (Mixed Use) ในเมืองชุมชนดินแดง ช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนโครงการที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และมีการออกแบบที่ทันสมัย
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ลงพื้นที่โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 ภายใต้การดำเนินโครงการของการเคหะแห่งชาติ เพื่อติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลความสำเร็จการดำเนินงาน ซึ่งเป็นโครงการลงทุนภาครัฐที่อยู่ระหว่างดำเนินโครงการในปีงบประมาณ 2568 บริเวณโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 อาคาร G แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ
นางฐิตาภรณ์ ลาภเกียรติเสรี รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวว่า การพัฒนาโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงเป็นการใช้เงินกู้จากรัฐบาลเป็นหลัก ปัจจุบันดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 2 อาคาร ได้แก่ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 1 อาคาร G จำนวน 334 หน่วย โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 จำนวน 612 หน่วย และอาคาร A1 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 635 หน่วย ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 3 อาคาร จะสามารถรองรับผู้พักอาศัยได้ถึง 1,581 ครอบครัว ส่งผลให้ให้ประชาชนมีความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยเกือบ 5,000 คน
ทั้งนี้ การพัฒนาโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงใช้แหล่งเงินกู้ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเชิงสังคมเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จึงมีผลตอบแทนการการเงินต่ำไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ทำให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มีความห่วงใยเรื่องสถานะทางการเงินของการเคหะแห่งชาติ ดังนั้นการเคหะแห่งชาติจึงนำเสนอให้เห็นถึงแผนการพัฒนาโครงการภายใต้แผนแม่บทโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง

โดยจะดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับผู้อยู่อาศัยเดิมกว่า 6,500 หน่วย และเมื่อพัฒนาโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่แปลงใหญ่เหลือ เพื่อนำมาพัฒนาเป็นโครงการลักษณะ Mixed Use เพื่อสร้างรายได้เชิงพาณิชย์นำมาอุดหนุนข้ามกลุ่ม (Cross-Subsidy) ชดเชยกลุ่มผู้อยู่อาศัยเดิม รวมถึงบริหารจัดการภายในชุมชนให้มีความเข้มแข็งและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ สบน. คลายกังวลในแง่ของการบริหารจัดการทางการเงินของโครงการได้ในระดับหนึ่ง
นอกจากนี้ สบน. ได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำกับดูแลเรื่องที่พักอาศัยและการดูแลชุมชน รวมถึงเสนอแนวทางการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการพัฒนาเชิงสุขภาพ มีพื้นที่ออกกำลังกาย พื้นที่สีเขียว พื้นที่สันทนาการ และในอนาคตอาจจะต้องพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เอื้อต่อคนและสัตว์เลี้ยง (Pet friendly)
ซึ่งการพัฒนาโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงนี้ คนทุกช่วงวัยและทุกกลุ่มเป้าหมายจะสามารถอยู่ได้อย่างปลอดภัยในทุกพื้นที่ของโครงการฯ ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย 5×5 ฝ่าวิกฤตประชากร ของ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ด้านนางสาวสิริภา สัตยานนท์ ผู้อำนวยการกองบริหารการระดมทุนโครงการลงทุนภาครัฐ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงเป็นโครงการที่อยู่อาศัยที่มีมาตรฐาน ปลอดภัย และมีการออกแบบที่ทันสมัย
โดยเฉพาะห้องของผู้สูงอายุ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ขณะที่บนชั้นดาดฟ้าก็มีพื้นที่สีเขียว อากาศดี ดูแล้วสบายตา รวมถึงมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับติดตั้งมิเตอร์น้ำ มิเตอร์ไฟ ช่วยเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้ผู้พักอาศัย โครงการนี้มุ่งเน้นผลประโยชน์ไปที่ประชาชนเป็นหลัก ส่งผลให้ผู้อยู่อาศัยในชุมชนดินแดงมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
สิ่งที่เป็นกังวลคือ การดูแลโครงการขนาดใหญ่จะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาจำนวนมาก อาจกระทบต่อสถานะทางการเงินของการเคหะแห่งชาติ ซึ่งการเคหะแห่งชาติก็ได้นำเสนอถึงแนวทางการพัฒนาโครงการฯ ในระยะต่อไปว่าจะพัฒนาเป็นโครงการ Mixed Use จะมีทั้งในส่วนที่อยู่อาศัย และในส่วนเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะช่วยให้การเคหะแห่งชาติสามารถบริหารจัดการเรื่องการเงินได้ นางสาวสิริภา กล่าวปิดท้าย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
“พฤกษา” เจาะกลุ่มพันธมิตรองค์กร 1,600แห่งซื้อบ้านได้เข้าถึงการดูแลสุขภาพ

“พฤกษา โฮลดิ้ง” เจาะกลุ่มพันธมิตรองค์กร 1,600แห่งให้เข้าถึงบ้านคุณภาพ-การดูแลสุขภาพที่ดีตอกย้ำแบรนด์ที่มุ่งส่งมอบความอยู่ดี มีสุข เพื่อคนไทย
การสร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีให้กับ ลูกค้าและพันธมิตรองค์กร หนึ่งในพันธกิจสำคัญของบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจดูแลสุขภาพ โดยมอบสิทธิพิเศษสำหรับผู้บริหาร และพนักงานบริษัทต่างๆที่เป็นพันธมิตรองค์กร รวมถึงหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ มากกว่า 1,600 แห่ง ครอบคลุมทั้งสิทธิ์ส่วนลดซื้อที่อยู่อาศัย เพื่อให้เป็นเจ้าของบ้านได้เร็วขึ้น และสิทธิพิเศษด้านการรักษาพยาบาล ดูแลสุขภาพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย จากโรงพยาบาลวิมุต และ โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์
นางสาวจิตชญา ตู้จินดา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดองค์กรกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า พฤกษาเชื่อว่าการมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบ “อยู่ดี มีสุข” คือการมอบจุดเริ่มต้นของชีวิตที่จะทำให้ทุกคนได้ค้นพบแรงบันดาลใจและแรงขับเคลื่อนใหม่ไปสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า และเชื่อว่าการมีชีวิตดี สุขภาพดี สังคมดี สามารถเริ่มต้นง่าย ๆ ได้ที่บ้าน ด้วยเหตุนี้ พฤกษาจึงมุ่งมั่นพัฒนาสินค้า บริการ และจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้อยู่ดีมีสุขอย่างต่อเนื่อง
ปี 2568 นี้ พฤกษา โฮลดิ้ง เดินหน้าส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กลุ่มผู้บริหาร พนักงานบริษัท และลูกค้าขององค์กรพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการพันธมิตรของเครือพฤกษา โดยผนึกความร่วมมือระหว่าง 3 บริษัทในเครือ ได้แก่ พฤกษา เรียลเอสเตท โรงพยาบาลวิมุต และโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ร่วมมอบเอ็กซ์คลูซีฟดีลซื้อที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ และสิทธิ์เข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ตอกย้ำแนวคิด “อยู่ดี มีสุข” (Live well, Stay well) ที่บริษัทยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจเสมอมา
สำหรับสิทธิพิเศษด้านที่อยู่อาศัย ผู้บริหารและพนักงาน ในสังกัดองค์กรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิ์ส่วนลด On Top ล้านละ 10,000 บาท (1 %) สำหรับการจองซื้อที่อยู่อาศัยในเครือ พฤกษา เรียลเอสเตท มากกว่า 100 โครงการ ทั่วประเทศ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานขาย (ยกเว้นโครงการ เดอะปาล์ม)
สิทธิพิเศษด้านการดูแลสุขภาพ โรงพยาบาลวิมุต และ โรงพยาบาลวิมุต – เทพธารินทร์ มอบสิทธิ์ส่วนลดค่ายา 10% (ไม่ครอบคลุมยาพิเศษที่มีข้อยกเว้นต่างๆ) และส่วนลดค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน 20% (เฉพาะค่ารถ) สำหรับบริการผู้ป่วยนอก (OPD) กรณีใช้บริการผู้ป่วยใน (IPD)
รับสิทธิส่วนลดค่าห้องพัก 10 % (โรงพยาบาลวิมุต เฉพาะห้องพักฟื้นปกติได้แก่ ห้องโคซี่, ห้องโฮมมี่, และห้องแฟมิลี่ ด้านโรงพยาบาลวิมุต – เทพธารินทร์ ยกเว้นห้อง ICU, CCU, NICU) ส่วนลดค่ายา 10 % (ไม่ครอบคลุม ยาพิเศษที่มีข้อยกเว้นต่างๆ) และส่วนลดค่าบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน 20% (เฉพาะค่ารถ) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โรงพยาบาลวิมุต โทร.02-079-0000 และ โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ โทร. 02-348-7000 ต่อ 4343
ปัจจุบัน มีหน่วยงานราชการ และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ รวมถึงบริษัทเอกชนชั้นนำที่ได้เข้าร่วมโครงการพันธมิตรกับพฤกษามากกว่า 1,600 บริษัท ในหลากหลายสาขา ทั้งกลุ่มสื่อสาร กลุ่มธนาคาร กลุ่มโรงพยาบาล และในปี 2568 นี้ พฤกษา ได้ขยายสิทธิพิเศษเพิ่มเติมให้กับบริษัทที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรม รวม 6 แห่งอีกด้วย
พฤกษาจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการต่าง ๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่ดีมีคุณภาพ และสิทธิ์การดูแลรักษาสุขภาพที่สมบูรณ์ ได้มาตรฐาน อย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการสนับสนุนให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด อยู่ดี มีสุข ที่บริษัทยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจเคียงคู่คนไทยเสมอมา
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 25ก.พ.“อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทยังพอมีโซนแนวรับแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เหตุช่วงนี้มีแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้นำเข้า ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติอาจกลับมาทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 25 ก.พ.2568ที่ระดับ 33.53 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงที่จะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้บ้าง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปได้ ตราบใดที่ราคาทองคำยังคงสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways แต่หากราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก็จะยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงชัดเจนมากขึ้น
โดยเราประเมินว่า เงินบาทก็อาจยังพอมีโซนแนวรับแถว 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากในช่วงนี้อาจมีแรงซื้อเงินดอลลาร์จากบรรดาผู้นำเข้า ขณะเดียวกัน ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในตลาดทุนไทยก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ โดยนักลงทุนต่างชาติก็อาจกลับมาทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติมได้ โดยเฉพาะในกรณีที่บรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.65 บาท/ดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ใกล้โซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 33.45-33.55 บาทต่อดอลลาร์)
แม้ว่า เงินบาทจะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยเฉพาะในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา หลังจากที่ได้ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าว
ซึ่งภาพดังกล่าวได้กดดันให้ เงินเปโซของเม็กซิโก (MXN) และเงินดอลลาร์แคนาดา (CAD) ทยอยอ่อนค่าลง อย่างไรก็ดี เงินบาทยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่กลับมาแกว่งตัวแถวโซน 2,950 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงถูกกดดันจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มความต้องการลงทุนในธีม AI
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดต่างก็รอลุ้น รายงานผลประกอบการของ Nvidia -3.1% ในช่วงวันพุธนี้ เพื่อประเมินทิศทางการลงทุนในธีม AI ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -1.21% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.50%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ย่อตัวลงเล็กน้อย -0.08% แม้ว่าตลาดหุ้นยุโรปจะถูกกดดันบ้าง จากความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทว่าตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นเยอรมนี ตอบรับผลการเลือกตั้งทั่วไปที่เป็นไปตามคาดการณ์ของผู้เล่นในตลาดและสอดคล้องกับผลโพลก่อนการเลือกตั้ง
ในส่วนตลาดบอนด์ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมาเชื่อว่า เฟดจะสามารถทยอยลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปีหน้า แบบ Fully-Priced In ได้กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.38%
อย่างไรก็ดี เรากังวลว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีโอกาสรีบาวด์สูงขึ้นได้บ้าง ซึ่งต้องติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟดได้
หลังล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา หลังจากได้ชะลอการปรับขึ้นภาษีนำเข้าดังกล่าวในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นระยะเวลา 1 เดือน
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ในลักษณะ Sideways Up หนุนโดยความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า
จะเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา หลังจากที่ชะลอการขึ้นภาษีนำเข้าในช่วงก่อนหน้า ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 106.8 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.4-106.8 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้น ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ยังพอได้แรงหนุนจากการทยอยปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน
รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมากังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ อีกครั้ง ทำให้ ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นสู่โซน 2,960-2,970 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOK มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยลง 25bps สู่ระดับ 2.75% ตามแนวโน้มการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจและทิศทางอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงเข้าสู่เป้าหมายของ BOK
ส่วนในฝั่งไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) ในเดือนมกราคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และเฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักดังกล่าว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวที่ระดับประมาณ 33.51-33.53 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงเช้าวันนี้ (9.45 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ฯ
หลังจากที่เงินบาทแตะระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 เดือน ที่ 33.37 บาทต่อดอลลาร์ฯ เมื่อวานนี้ เงินบาทก็ทยอยอ่อนค่ากลับมาในช่วงเช้าวันนี้ แต่ยังคงเป็นภาพที่สอดคล้องกับทิศทางที่อ่อนค่าของสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และการย่อตัวกลับลงมาบางส่วนของราคาทองคำในตลาดโลก (หลังทำ record high ครั้งใหม่เมื่อวานนี้)
ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงประคองจากสัญญาณของ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุย้ำถึงการเดินหน้าปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังน่าจะเป็นการแกว่งตัวในกรอบ ในช่วงที่ตลาดยังคงรอติดตามผลการประชุม กนง. ในวันพรุ่งนี้อย่างใกล้ชิด
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.45-33.70 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้า ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ฟันด์โฟลว์ ผลการประชุมธนาคารกลางเกาหลีใต้ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้แก่ ข้อมูลดัชนีราคาบ้านเดือนธ.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.พ.
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ประกบคู่เรียบร้อย! วอลเลย์บอลหญิง ไทยแลนด์ลีก รอบรองฯ ฤดูกาล 2024-2025

ศึกวอลเลย์บอล ไทยแลนด์ลีก ฤดูกาล 2024-2025 ที่จัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน 2567 – วันที่ 9 มีนาคม 2568
โดยหลังผ่านการแข่งขันมาอย่างยาวนานก็เดินทางมาถึงรอบรองชนะเลิศ ที่ได้ครบ 4 ทีม ที่จะใช้ระบบการแข่งขันระบบน็อกเอาต์ หาผู้ชนะผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศ และผู้แพ้จะได้ไปชิงอันดับ 3 กันต่อไป

ซึ่งในปีนี้ทั้ง 4 ทีมแกร่งประกอบด้วย สุพรีม ทิพย ชลบุรี-อี.เทค, นครราชสีมา คิวมินซี วีซี, ม.ขอนแก่น ขอนแก่นสตาร์ และ แฮนด์อินแฮนด์ รือเสาะ ราชมงคลธัญบุรี วีซี
โปรแกรม “มาดามหลุยส์” วอลเลย์บอลหญิง ไทยแลนด์ลีก 2024-2025 รอบรองฯ
วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม 2568
เวลา 15.00 น.
แฮนด์อินแฮนด์ รือเสาะ ราชมงคลธัญบุรี วีซี พบ สุพรีม ทิพย ชลบุรี-อี.เทค
วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2568
เวลา 15.00 น.
นครราชสีมา คิวมินซี วีซี พบ ม.ขอนแก่น ขอนแก่นสตาร์
สำหรับการแข่งขันในสัปดาห์นี้ (1 – 2 มีนาคม 2568) จะแข่งขันกันที่ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางแค บัตรราคา 100 บาท ชมได้ทั้งวัน หรือรับชมถ่ายทอดสดทุกนัด ผ่าน True ID และฟรีทีวีผ่านทางช่อง ONE31 และ GMM25
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
“โรคต้อกระจก” แพทย์เผย อายุเยอะเสี่ยงเป็น รีบป้องกันก่อนมองไม่เห็น

ในกลุ่มโรคต้อที่เกิดกับดวงตาของเรา “โรคต้อกระจก” ถือว่าพบได้บ่อยที่สุด และจริง ๆ แล้วโรคนี้ไม่ได้พบแค่ในผู้สูงอายุ เพราะคนอายุน้อยก็เป็นโรคนี้ได้จากปัจจัยเสี่ยงใกล้ตัวที่เราอาจไม่รู้มาก่อน เช่น รังสี UV, การสูบบุหรี่ หรือการใช้ยาบางประเภท โดยต้อกระจกทำให้เลนส์ตาขุ่นมัว ส่งผลกระทบต่อการมองเห็น และหากปล่อยไว้ไม่รีบรักษาอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ วันนี้ พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ จักษุแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคต้อหิน ศูนย์จักษุ รพ.วิมุต จะมาเผยปัจจัยกระตุ้นต้อกระจกในคนอายุยังน้อย พร้อมเปิดสัญญาณเตือนของโรคและแนวทางป้องกัน ก่อนดวงตาของเราจะมองไม่ชัดเหมือนเดิม
“โรคต้อกระจก” คืออะไร
ต้อกระจก (Cataracts) คือโรคต้อตาชนิดหนึ่งที่เกิดจากความเสื่อมของเลนส์ดวงตา ทำให้เลนส์ตาที่ปกติมีความใสเกิดความขุ่นมัว ส่งผลให้ประสาทตารับแสงได้ไม่เต็มที่จนเกิดอาการมองไม่ชัดหรือตาพร่ามัว
แพทย์เตือน รังสี UV อันตราย เร่งให้เกิด “โรคต้อกระจก” ไวขึ้น
ต้อกระจกเกิดได้กับทุกคน แต่จะเกิดความเสื่อมช้าเร็วไม่เท่ากัน โดยปกติต้อกระจกเกิดจากอายุที่มากขึ้น พบบ่อยในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป และจะเริ่มรบกวนการมองเห็นมากขึ้นเมื่ออายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนคนที่อายุยังน้อยก็เป็นโรคนี้ได้จากปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น สูบบุหรี่จัด เคยผ่าตัดตา การใช้ยาสเตียรอยด์ มีโรคประจำตัวที่กระทบสุขภาพดวงตา หรือการประสบอุบัติเหตุบริเวณดวงตา พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ อธิบายต่อ “อีกหนึ่งความเสี่ยงที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้คือการอยู่กลางแดดบ่อย ๆ เพราะจริง ๆ แล้วรังสี UV โดยเฉพาะรังสี UVA ส่งผลต่อการเสื่อมของเลนส์ตาโดยตรง เพราะจะไปกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระที่ทำให้โปรตีนในเลนส์ตาเสื่อมสภาพและจับตัวเป็นก้อน หรือที่เราเห็นเป็นความขุ่นในดวงตา ดังนั้นใครที่อยู่กลางแดดเป็นประจำควรสวมแว่นกันแดดอยู่เสมอ และต้องเป็นแว่นกันแดดที่ได้มาตรฐาน มีการฉาบสารป้องกันรังสี UV”
มองไม่ชัด ค่าสายตาเปลี่ยน สัญญาณ “โรคต้อกระจก”
การเปลี่ยนแปลงของสายตาจากต้อกระจกมักสังเกตได้ยาก เนื่องจากอาการจะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอาการที่พบบ่อยคือ ตาพร่ามัว และค่าสายตาเปลี่ยนหลังจากที่คงที่มานาน “คนที่มีความขุ่นของตาเยอะประมาณหนึ่ง ถ้านำไฟฉายส่องจะพบเงาของม่านตาตกลงบนเลนส์แก้วตาที่อยู่กึ่งกลางตาดำ ส่วนคนที่มีสุขภาพเลนส์ตาปกติ แสงจะผ่านได้ดีและไม่ปรากฏเงา ซึ่งคนที่มีแนวโน้มเป็นต้อกระจกให้รีบมาตรวจกับจักษุแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียด” พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ กล่าวเสริม
ต้อกระจก ปัจจุบันผ่าตัดรักษาง่าย ปลอดภัยสูง
ปกติจักษุแพทย์จะเป็นผู้ตรวจวินิจฉัยโรคต้อกระจก ซึ่งวินิจฉัยได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องส่งตรวจเพิ่มเติม ในอนาคตอาจมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ AI เข้ามาช่วยวินิจฉัยเบื้องต้นจากภาพถ่ายดวงตา ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับคนไข้ที่ไม่สะดวกมาโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีการนำ AI มาใช้ในการคำนวณค่าเลนส์แก้วตาเทียมที่จะใส่ให้ผู้ป่วย ช่วยเพิ่มความแม่นยำจากการคำนวณแบบดั้งเดิม และช่วยแจ้งเตือนจุดอันตราย (Danger Zone) ระหว่างการผ่าตัด พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ อธิบายถึงการรักษาว่า “การรักษาโรคต้อกระจกจะพิจารณาจากความรุนแรงของอาการ ถ้าเป็นน้อยและยังไม่รบกวนการมองเห็น สามารถติดตามอาการไปก่อนได้ แต่ถ้าเริ่มกระทบการมองเห็นก็มีวิธีรักษาหลายแบบ อย่างแรกคือการใช้ยาหยอดตากลุ่มต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้ แต่ไม่ได้ช่วยให้หายขาด อีกวิธีคือการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะปัจจุบันมีเลนส์ระดับพรีเมียมที่ช่วยให้มองเห็นได้หลายระยะและลดแสงรบกวน แม้จะยังไม่สามารถทดแทนเลนส์ธรรมชาติได้สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีการใช้เลเซอร์ช่วยผ่าตัด ซึ่งส่วนมากใช้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีถุงหุ้มเลนส์อ่อนแอ หรือผู้ที่เลนส์แก้วตาแข็งมากเกินกว่าจะสลายด้วยคลื่นความถี่สูงตามปกติได้”
การผ่าตัดต้อกระจกมีอัตราความสำเร็จสูงถึง 97-99% โดยแพทย์จะประเมินก่อนว่าคนไข้มีสุขภาพตาที่เหมาะกับการผ่าตัดหรือไม่ โดยผู้ที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดคือคนที่สูญเสียการมองเห็น จอตาเสียจากปัจจัยอื่นที่ไม่ใช่ต้อกระจก กระจกตาเสื่อม หรือดวงตาได้รับความเสียหายมาก เพราะอาจไม่เกิดประโยชน์หรือทำให้อาการแย่ลง หรือถ้าบางรายจำเป็นต้องผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนกระจกตาพร้อมกับรักษาต้อกระจกในการผ่าตัดครั้งเดียว
ผลข้างเคียงหลังการผ่าตัดคืออาการตาอักเสบและตาแห้ง ซึ่งมักหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ และในช่วงหนึ่งเดือนหลังผ่าตัด ผู้ป่วยต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าตา งดล้างหน้า และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีการกระทบกระแทกดวงตา เพื่อให้แผลปิดสนิทและป้องกันการติดเชื้อ หากดวงตาติดเชื้อจะมีความยุ่งยากกว่าเดิม เพราะอาจต้องผ่าตัดนำเลนส์เทียมออก
“โรคต้อกระจกเกิดได้กับทุกวัย ดั้งนั้นต้องเริ่มดูแลสุขภาพตาตั้งแต่วันนี้ เริ่มจากการตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกข้างนอกก็สวมแว่นกันแดดที่เคลือบสารกัน UV และไม่ซื้อยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์มาใช้เอง เพราะถ้าใช้นาน ๆ อาจทำให้เกิดต้อกระจกได้ ที่สำคัญคือต้องสังเกตการมองเห็นของตัวเองอยู่เสมอ ถ้ามีอาการผิดปกติ มองไม่ชัด ตาพร่ามัว ก็อยากให้เข้ามาพบแพทย์ทันที ดวงตาของเรามีคู่เดียว อยากให้ดูแลให้ดี จะได้มองเห็นชัดเจนไปนาน ๆ” พญ.จิรนันท์ ทรัพย์ทวีผลบุญ กล่าวทิ้งท้าย
ผู้ที่สนใจปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์จักษุ ชั้น 5 โรงพยาบาลวิมุต
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘AI’ กินไฟมหาศาล เตรียมรับมือ วิกฤติ! พลังงาน

การเติบโตอย่างรวดเร็วของไฮเปอร์สเกลดาต้าเซนเตอร์ใหม่ๆ เพื่อรองรับการใช้งาน AI และ GenAI กำลังก่อให้เกิดความต้องการพลังงานที่ไม่มีที่สิ้นสุด เกินกว่าความสามารถในการจ่ายไฟของผู้ให้บริการไฟฟ้าในปัจจุบัน
จอร์จ โลเปซ รองประธานนักวิเคราะห์ การ์ทเนอร์ กล่าวว่า จากการคาดการณ์ของการ์ทเนอร์ในอีกสองปีข้างหน้าอุตสาหกรรมดาต้าเซนเตอร์อาจเติบโตสูงถึง 160% และการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้อาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมใช้งานของพลังงาน และนำไปสู่ภาวะขาดแคลนไฟฟ้า
การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในอีกสองปี 40% ของดาต้าเซนเตอร์ AI ที่มีอยู่จะถูกจำกัดการดำเนินงานด้วยปัญหาด้านพลังงาน ซึ่งจะสร้างความท้าทายอย่างมากสำหรับองค์กรที่วางแผนจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้
นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกลยุทธ์ด้านคลาวด์ โดยราคาอาจเพิ่มขึ้น 10 ถึง 100 เท่าของราคาปัจจุบันเนื่องจากการใช้พลังงานจาก AI ที่เพิ่มขึ้น
ปัจจุบัน มีการวางแผนสร้างดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ใหม่ๆ เพื่อรองรับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่จำเป็นสำหรับฝึกฝน และใช้งาน Large Language Models (LLMs) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาแอปพลิเคชัน GenAI
อย่างไรก็ตาม บางประเทศกำลังระงับการก่อสร้างดาต้าเซนเตอร์ การขออนุญาตสร้างดาต้าเซนเตอร์ในยุโรปถูกปฏิเสธเนื่องจากความต้องการพลังงานเกินกว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าในท้องถิ่น บางพื้นที่ เช่น ไอร์แลนด์ และสิงคโปร์ จำกัดหรือหยุดการเติบโตของดาต้าเซนเตอร์อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากข้อกังวลด้านพลังงาน
ต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่ ‘วันนี้’
ไม่ว่ารูปการณ์จะเป็นอย่างไร การสร้างระบบส่งไฟฟ้า การจัดจำหน่าย และกำลังการผลิตใหม่อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มใช้งานได้ และไม่สามารถบรรเทาปัญหาในปัจจุบันจนกว่าจะมีทางออก องค์กรต่างๆ ต้องเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว
การ์ทเนอร์ ระบุว่า องค์กรต้องคำนึงถึงผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้พลังงานสำหรับการใช้งาน และติดตั้ง AI ทั้งในองค์กร และบนคลาวด์ สิ่งนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักทางธุรกิจ และแม้แต่การปิดกิจการ เนื่องจากอุปสงค์ด้านพลังงานเกินกว่าอุปทานที่มี
ศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ และสถาปัตยกรรมองค์กรแบบใหม่ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง
แม้การ์ทเนอร์คาดว่าจะมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในด้านเหล่านี้ แต่ในอีก 36 เดือนข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เนื่องจากทั้งผู้เล่นรายเดิมที่กำลังเติบโต และผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาแข่งขันกันในตลาดต่างต้องการเป็นผู้นำตลาด
สิ่งสำคัญคือ องค์กรต้องพิจารณาหาทางเลือกใหม่ๆ ด้านการจัดหาพลังงาน เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอใช้เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น และในอดีตแสดงให้เห็นแล้วว่าโรงไฟฟ้าสามารถอัปเกรดเมื่อเวลาผ่านไปเพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นเมื่อถึงจุดที่ต้องทำ
สร้างรายได้จาก ‘ข้อมูล – บริการ AI’
อีกประเด็นที่น่ากังวลเพิ่มขึ้นคือ โครงสร้างพื้นฐานสายทองแดงของระบบไฟฟ้า ซึ่งมีการพัฒนาน้อยมากนับตั้งแต่ทศวรรษ 1960 หรือนับตั้งแต่ผลิตขึ้นครั้งแรก สิ่งนี้เป็นข้อจำกัดในการจ่ายไฟฟ้าที่สามารถแก้ไขได้ชั่วคราวโดยการวางดาต้าเซนเตอร์ไว้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ตัวอย่างเช่น Amazon Web Services (AWS) ที่เพิ่งดำเนินการไป โดยตั้งดาต้าเซนเตอร์ขนาด 750MW (เมกะวัตต์) ไว้ใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 2.3GW (กิกะวัตต์) ในรัฐเพนซิลเวเนีย เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตในระยะยาวให้กับดาต้าเซนเตอร์ และจะไม่ประสบปัญหาการหยุดชะงักด้านพลังงาน

แน่นอนว่าตอนนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่เป็นไปได้ในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อย่างไรก็ตามตอนนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ในขั้นของการทบทวนร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ Power Development Plan 2024 (PDP) ที่จะมีการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Nuclear Reactors (SMR) โดยมีกำลังผลิตสูงสุด 300 เมกะวัตต์ต่อหน่วย
สิ่งที่เป็นผลตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยจากปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นก็คือ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นองค์กรควรพิจารณาชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสำหรับการติดตั้ง และนำ AI มาใช้งาน โดยสรรหาวิธีสร้างรายได้จากข้อมูล และบริการ AI
จับตา ‘ชิป’ ประหยัดพลังงาน
ในอนาคตจะไม่มีพลังงานกำลังประมวลผล และความจุหน่วยความจำบนอุปกรณ์เพียงพอในหลายแอปพลิเคชัน หรือในอุปกรณ์พกพา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัย
สำหรับองค์กรที่จะส่งมอบบริการ AI ในระดับที่ตลาดคาดหวัง การย้ายไปใช้ดาต้าเซนเตอร์ของตนเองหรือใช้ผู้ให้บริการคลาวด์ภายนอก อาจเป็นวิธีที่ดีในการสร้างรายได้จากวิสัยทัศน์ภาพรวม โดยไม่ถูกจำกัดด้วยขนาดของอุปกรณ์หรือแพลตฟอร์ม
นั่นหมายถึงแนวทางใหม่สำหรับโปรเซสเซอร์เซมิคอนดักเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเรียนรู้ และการอนุมาน และแนวทางใหม่สำหรับการบรรจุชิปเพื่อปรับปรุงความเร็วอินพุต/เอาต์พุต (I/O) และการระบายความร้อน
ปัจจุบัน ผู้ผลิตชิปรายใหญ่อื่นๆ กำลังพัฒนา และติดตั้งดาต้าเซนเตอร์ของตนเองเพื่อทำสิ่งที่คล้ายคลึงกัน การแข่งขันเพื่อลดการใช้พลังงาน และปรับปรุงประสิทธิภาพของ AI จะสร้างประโยชน์อย่างมากสำหรับคนรุ่นต่อไป
อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชิปเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทดแทนความจำเป็นในการพัฒนาวิศวกรรมซอฟต์แวร์ AI และสถาปัตยกรรมองค์กรได้
‘แหล่งพลังงาน’ ต้องมาก่อน
อีกหนึ่งประเด็นที่ควรพิจารณา ต้องมั่นใจว่าผู้ให้บริการคลาวด์สามารถจัดหาพลังงานได้เพียงพอ ก่อนที่จะนำหรือใช้โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์สำหรับแอปพลิเคชัน AI และ GenAI องค์กรควรตรวจสอบภาพรวมการใช้พลังงานของผู้ให้บริการคลาวด์ และดูเครื่องมือที่แสดงกำลังการผลิต ณ ปัจจุบัน และที่มีอยู่แบบเรียลไทม์
องค์กรจำเป็นต้องกำหนดแผนสำรองในกรณีที่พลังงานไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลบางประเทศกำหนดมาตรการเชิงรุกระงับการก่อสร้างดาต้าเซนเตอร์เนื่องจากขาดแคลนพลังงานในท้องถิ่น ขณะเดียวกันยังต้องพิจารณาว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตต้องไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ของดาต้าเซนเตอร์
ก่อนหน้านี้แนวคิดเก่าที่เคยใช้คือ สร้างดาต้าเซนเตอร์ที่ไหนก็ได้แล้วค่อยต่อไฟเข้าไป แต่ขณะนี้ต้องคิดใหม่ทำใหม่ หาแหล่งพลังงานก่อน แล้วค่อยสร้างดาต้าเซนเตอร์บริเวณใกล้เคียง
ประเทศ รัฐ และเมืองต่างๆ ที่ต้องการรักษาความได้เปรียบสำหรับแข่งขันด้านดาต้าเซนเตอร์ จะต้องลงทุนในกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานใหม่สำหรับการจัดจำหน่าย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว ฤดูฝน ภาษาจีนเรียกว่าอะไร?

คำว่า “ฤดู”, “ฤดูกาล” ภาษาจีนเรียกว่า 季节 jìjié (จี้เจี๋ย)
ประเทศจีนมี 4 ฤดู ได้แก่
ฤดูใบไม้ผลิ (spring)
- 春天 chūntiān (ชุนเทียน)
- 春季 chūnjì (ชุนจี้)
ราวเดือนเมษายน – พฤษภาคม
ฤดูร้อน (summer)
- 夏天 xiàtiān (เซี่ยเทียน)
- 夏季 xiàjì (เซี่ยจี้)
ราวเดือนมิถุนายน – สิงหาคม
ฤดูใบไม้ร่วง (autumn, fall)
- 秋天 qiūtiān (ชิวเทียน)
- 秋季 qiūjì (ชิวจี้)
ราวเดือนกันยายน – ตุลาคม
ฤดูหนาว (winter)
- 冬天 dōngtiān (ตงเทียน)
- 冬季 dōngjì (ตงจี้)
ราวเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม
จากด้านบนจะสังเกตว่าประเทศจีนไม่มีฤดูฝนเหมือนประเทศไทย แล้วจะเรียก “ฤดูฝน” เป็นภาษาจีนว่ายังไงดีล่ะ?
คำว่า “ฤดูฝน” (rainy season) ภาษาจีนเรียกว่า 雨季 yǔjì (อวี่จี้) ส่วน 雨天 yǔtiān (อวี่เทียน) นั้นแปลว่า “วันฝนตก” จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับคำศัพท์ด้านล่างค่ะ
- 晴天 qíngtiān (ฉิงเทียน) วันท้องฟ้าโปร่ง
- 阴天 yīntiān (อินเทียน) วันท้องฟ้ามืดครึ้ม
- 雪天 xuětiān (เสว่เทียน) วันหิมะตก
ขอบคุณข้อมูลจาก learningeast.com
“ไขมันพอกตับ” ห้ามกินอะไร พร้อมเมนูอาหารที่จะทำให้สุขภาพตับดีขึ้น

หากคุณเป็นโรคไขมันพอกตับ แพทย์อาจแนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด หรืออย่างน้อยก็รับประทานในปริมาณที่จำกัด อาหารเหล่านี้มักส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและอาจเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้
6 อาหารที่ควรเลี่ยงเพื่อสุขภาพตับที่ดีขึ้น
- แอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์เป็นสาเหตุหลักของโรคไขมันพอกตับ รวมถึงโรคตับอื่นๆ ด้วย
- น้ำตาลที่เติมเพิ่ม: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น ลูกอม คุกกี้ น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะเพิ่มปริมาณไขมันสะสมในตับ
- อาหารทอด: อาหารเหล่านี้มีไขมันและแคลอรี่สูง
- เกลือที่เติมเพิ่ม: การบริโภคเกลือมากเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) โดยแนะนำให้จำกัดปริมาณโซเดียมให้น้อยกว่า 2,300 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรจำกัดปริมาณเกลือไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
- ขนมปังขาว ข้าวขาว และพาสต้า: แป้งขาวมักผ่านการแปรรูปอย่างมาก และอาหารที่ทำจากแป้งขาวสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้มากกว่าธัญพืชเต็มเมล็ด เนื่องจากขาดใยอาหาร
- เนื้อแดง: เนื้อวัวและเนื้อหมูมีไขมันอิ่มตัวสูง เนื้อแปรรูปสูงโดยทั่วไปก็ควรจำกัดเช่นกัน เนื่องจากมีโซเดียมและไขมันอิ่มตัวสูง
เมนูอาหารเพื่อสุขภาพตับ
อาหารเช้า
- ข้าวโอ๊ตปรุงสุก ผสมกับเนยอัลมอนด์ 2 ช้อนชา เมล็ดเจีย 1 ช้อนโต๊ะ และผลไม้ตระกูลเบอร์รีรวม 1 ถ้วย
- กาแฟดำ 1 ถ้วย หรือชาเขียว 1 ถ้วย
อาหารกลางวัน
- สลัดผักโขม ราดด้วยน้ำสลัดบัลซามิกและน้ำมันมะกอก
- อกไก่ย่าง
- มันฝรั่งอบขนาดเล็ก 1 หัว
- บรอกโคลี แครอท หรือผักอื่นๆ ปรุงสุก 1 ถ้วย
อาหารว่าง
- เนยถั่ว 1 ช้อนโต๊ะ ทาบนแอปเปิลหั่น หรือฮัมมัส 2 ช้อนโต๊ะ ทานคู่กับผักสด
อาหารเย็น
- สลัดถั่วรวมขนาดเล็ก
- ปลาแซลมอนย่าง
- บรอกโคลีปรุงสุก 1 ถ้วย
- ควินัวปรุงสุก 1/2 ถ้วย
- ผลไม้ตระกูลเบอร์รีรวม 1 ถ้วย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 25/02/2568
ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
---|---|---|---|
ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 46,700.00 | 46,800.00 |
ทองรูปพรรณ 96.5% | 3,025.00 | 45,859.00 | 47,300.00 |
ทองรูปพรรณ 90% | 2,722.50 | 41,273.10 | n/a |
ทองรูปพรรณ 80% | 2,420.00 | 36,687.20 | n/a |
ทองรูปพรรณ 50% | 1,361.00 | 20,632.76 | n/a |
ทองรูปพรรณ 40% | 1,059.00 | 16,054.44 | n/a |
ทองรูปพรรณ 99.99% | 3,135.00 | 47,526.60 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 25/02/2568
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | เอสโซ่ | คาลเท็กซ์ | ![]() ไออาร์พีซี | พีที | ![]() ซัสโก้ | ![]() เพียว | ![]() พรุ่งนี้ | |
---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
แก๊สโซฮอล์ 95 | 35.65 | 35.65 | 36.15 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 |
แก๊สโซฮอล์ 91 | 35.28 | 35.28 | 35.78 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 |
แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.44 | 33.44 | 33.94 | 33.44 | 33.44 | – | 33.44 | 33.44 | 33.44 | 33.44 |
แก๊สโซฮอล์ E85 | 32.09 | 32.09 | – | – | – | – | – | – | – | 32.09 |
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 44.24 | 49.84 | 49.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 44.24 |
เบนซิน 95 | 43.94 | – | – | – | 49.81 | – | 44.44 | 44.09 | – | 43.94 |
ดีเซล | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 |
ดีเซลพรีเมี่ยม | 44.94 | 47.14 | 49.84 | 47.14 | 47.14 | – | – | – | – | 44.94 |
แก๊ส NGV | 17.90 | 17.90 | – | – | – | – | – | – | – | 17.90 |