อสังหาฯชูSoft Power ดันไทยสู่Global Livingดึงเม็ดเงินทั่วโลก

เมื่ออสังหาฯ ไทยไปต่อด้วย “ของเดิม” ไม่ได้อีกต่อไป สุพินท์ มีชูชีพ ชงสร้างมูลค่าด้วย Soft Power – Wellness – Ecosystem มาสร้าง “มูลค่า”เพื่อดันไทยเป็นGlobal Living
สุพินท์ มีชูชีพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI กล่าวว่า ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยสะท้อนภาพชัดราคาแทบไม่ขยับ ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น ผู้ซื้อกู้ยากขึ้นผลลัพธ์คือ ตลาดกลายเป็น “ของผู้ซื้อ” มากขึ้นนั่นหมายความว่าแค่ทำเลดี + ราคาขาย ไม่เพียงพออีกต่อไป
จุดแข็งของไทย ไม่ใช่แค่ที่ดินแต่คือ “Soft Power” เช่น Service Mind วัฒนธรรม ศิลปะ สิ่งเหล่านี้ สามารถแปลงเป็น “มูลค่าเพิ่ม” ในอสังหาฯ
โด้โดยเฉพาะใน 3 รูปแบบหลัก
- Wellness
- Branded Residence
- Lifestyle Development จาก “ขายบ้าน” ไปสู่ “ขายประสบการณ์ชีวิต”
เป้าหมายไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว แต่ต้อง “อยู่ยาว”
ที่ผ่านมา ไทยเก่งเรื่อง “Tourist Destination”แต่โจทย์ใหม่คือทำอย่างไรให้คนต่างชาติ “อยากอยู่ระยะยาว”แนวคิดนี้เรียกว่าGlobal Living Destination ตัวอย่างที่เริ่มเห็นแล้ว คือโครงการขนาดใหญ่แบบ Mixed-use ที่รวมทุกอย่างไว้ในที่เดียว
- ที่อยู่อาศัย
- ศูนย์การค้า
- ที่ทำงาน
- พื้นที่ใช้ชีวิต
สิ่งเหล่านี้กำลังสร้าง “Ecosystem เมือง” ใหม่
แต่จะไปถึงจุดนั้น ต้องแก้ 2 เรื่องใหญ่
1. การเชื่อมต่อ (Connectivity) เดินทางต้องง่าย เช่น การเชื่อมระบบรถไฟฟ้า สนามบิน เมือง
2. การพัฒนาแบบยั่งยืน (ESG + Ecosystem)โครงการต้องไม่ใช่แค่สวยแต่ต้องอยู่ได้จริง และอยู่ได้ยาว
” อีก 5 ปี เกมจะเปลี่ยนจาก “Volume” เป็น “Value”ในอนาคต ตลาดจะไม่ได้วัดว่า “ใครสร้างได้เยอะกว่า”แต่จะวัดว่า“ใครสร้างมูลค่าได้ดีกว่า”
3 กลุ่มที่จะโตชัด คือ
- Wellness
- Senior Living
- Mixed-use
เพราะตอบโจทย์โลกที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ + คนใส่ใจสุขภาพ
โอกาสของไทย: Safe Havenของโลก
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลกไทยกลับมีจุดแข็งคือ
- ความเป็นมิตร
- ค่าครองชีพสมเหตุสมผล
- ไลฟ์สไตล์น่าอยู่
ทำให้ถูกมองเป็น “Safe Haven”เห็นได้จาก ภูเก็ต สมุย กระบี่ที่เริ่มมีต่างชาติมาอยู่ระยะยาวมากขึ้น
แต่ความจริงอีกด้าน คนอยากซื้อ แต่กู้ไม่ผ่าน
แม้ดีมานด์จะมีแต่ “ติดที่สินเชื่อ”ธนาคารเข้มงวดมากขึ้นทำให้หลายคน “ซื้อไม่ได้”นี่คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กดตลาดอสังหาฯ ไทยอยู่ตอนนี้นักลงทุนยังสนใจ แต่ยังไม่เร่ง
- นักลงทุนไทย = กลุ่มหลัก
- นักลงทุนต่างชาติ = ยังรอดู
แต่มีบางเซกเมนต์ที่ยังไปได้ดี
- โรงแรม (ดีมานด์สูง)
- คอนโดปล่อยเช่า (สาย Passive Income)
- Luxury & Wellness (กลุ่มกำลังซื้อสูง)
ถ้าอยากโตจริง ไทยต้อง “คิดใหญ่”
ข้อเสนอสำคัญคือไทยต้องไม่มองอสังหาฯ แยกจากเศรษฐกิจแต่ต้องวางภาพใหญ่ เช่น เป็นศูนย์กลางออฟฟิศโลก เป็น Financial Hub
พร้อมใช้นโยบายภาษี + เมกะโปรเจกต์ดึงนักลงทุนเข้ามา
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ประหยัดพลังงานลดโลกร้อน ซื้อโซลาร์ในแอปนิติฯION Energy จับมือบิ๊กอสังหาฯ ตอบโจทย์ลูกบ้านยุคใหม่

- ไอออน เอนเนอร์ยี่ (ION Energy) ร่วมมือกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เปิดให้ลูกบ้านสั่งซื้อและติดตั้งโซลาร์เซลล์ผ่านแอปพลิเคชันนิติบุคคลของโครงการได้โดยตรง
- ผู้ติดตั้งสามารถรับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท และรับข้อเสนอผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือนจากแคมเปญของบริษัท
- ช่วยลูกบ้านประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาวได้ 30-40% โดยมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 4 ปี ซึ่งสั้นลงเมื่อใช้ร่วมกับมาตรการลดหย่อนภาษี
โลกการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ การสู้รบในตะวันออกกลาง ผลักตันให้น้ำมันต้นทุนหลักเพิ่มสูงกระทบถึงไฟฟ้า รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับการลดโลกร้อน หากติดตั้งโซลาร์เซลสามารถนำไปลดหย่อนภาษีสนับสนุนลูกบ้านช่วยเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น
นายพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมมือกับกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและบริษัทบริหารนิติบุคคลในเครือ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย SC และ AP พัฒนาแพ็กเกจโซลาร์ที่เหมาะกับบ้านแต่ละกลุ่ม พร้อมเปิดช่องทางให้ลูกบ้านสามารถเลือกซื้อ ติดตั้ง และรับบริการได้อย่างสะดวกผ่านแอปพลิเคชันนิติบุคคลของโครงการ เพื่ออำนวยความสะดวกเชิงรุกให้ลูกบ้านในการเข้าถึงพลังงานสะอาด โดยผู้สั่งซื้อยังสามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท จากมาตรการล่าสุดของภาครัฐที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ได้ด้วย
“ลูกบ้านในปัจจุบันไม่ได้มองแค่ราคาซื้อที่อยู่อาศัย แต่เริ่มให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายระยะยาวมากขึ้น การมีโซลาร์จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกในการประหยัดค่าไฟ แต่เป็นการเพิ่มมูลค่าและคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว ซึ่งการที่สามารถเข้าถึงบริการได้ผ่านแอปของโครงการ จะช่วยให้การตัดสินใจของลูกบ้านง่ายขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” นายพีรกานต์ กล่าว

ขณะเดียวกัน หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยมีผลบังคับใช้ บริษัทพบว่ายอดผู้สนใจติดตั้งโซลาร์ ทั้งการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ แม้กระทั่งกลุ่มลูกค้าบ้านโครงการที่มีโซลาร์ติดตั้งมากับบ้านอยู่แล้ว ก็มีการกลับมาสอบถามข้อมูลเพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่มเติมด้วย อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคจำนวนมากยังอยู่ในช่วงของการพิจารณา เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความคุ้มค่าในระยะยาว รวมถึงยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และความเข้าใจในขั้นตอนการติดตั้งและการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่ยังไม่ครบถ้วน
ทั้งนี้ จากประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์ให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยแบรนด์ดัง อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี รวมกว่า 117 โครงการ มากกว่า 6,500 หลัง บริษัทพบว่า ค่าเฉลี่ยของบ้านที่มีความคุ้มค่าในการติดตั้งโซลาร์ คือบ้านที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาทขึ้นไป โดยหลังติดตั้งโซลาร์แล้ว จะสามารถลดต้นทุนค่าไฟได้ราว 30-40% และคืนทุนได้ในระยะเวลาประมาณ 4 ปี (ขึ้นอยู่กับขนาดติดตั้ง) โดยผู้บริโภคที่ติดตั้งโซลาร์ในขณะนี้ อาจมีระยะเวลาการคืนทุนที่เร็วขึ้นอีก เนื่องจากมีมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เข้ามาสนับสนุน ขณะเดียวกัน สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลให้ค่าไฟฟ้าในรูปแบบปกติแพงขึ้นทั่วโลก และส่งผลให้พลังงานทดแทนกลายเป็นทางเลือกในการประหยัดค่าใช้จ่ายที่สำคัญ
นายพีรกานต์ กล่าวว่า เพื่อลดอุปสรรคในการตัดสินใจและผลักดันให้มาตรการภาครัฐเกิดผลในทางปฏิบัติ บริษัทได้พัฒนาโซลูชันแบบครบวงจร เพื่อบ้านทุกหลัง ไม่เฉพาะบ้านในโครงการ พร้อมออกแคมเปญ “ติดโซลาร์ คุ้ม 3 ต่อ” เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้บริโภค ด้วยสิทธิประโยชน์ทั้งการสำรวจหน้างานพร้อมให้คำปรึกษาฟรี ไม่ใช่เพียงการสำรวจผ่าน GPS การผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 10 เดือน ร่วมกับบัตรเครดิตและธนาคารชั้นนำ อาทิ SCB, KBank, กรุงศรี, TTB ตลอดจนธนาคารอื่นๆ ที่ร่วมรายการ และการจัดแพ็กเกจโซลาร์ยอดนิยมที่เหมาะกับบ้านแต่ละกลุ่ม ขนาดเริ่มต้น 2.5 kWp เพื่อให้ลูกบ้านสามารถเลือกซื้อและตัดสินใจได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชันนิติบุคคลของโครงการ
“มาตรการภาครัฐเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่การทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้จริง จำเป็นต้องลดทั้งความซับซ้อนและภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้น เราในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์ให้แก่บ้านโครงการมาแล้วมากกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ และตระหนักถึง Pain Point ของผู้บริโภค จึงเดินหน้าออกแคมเปญและพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความคุ้มค่าและความสะดวกในการเข้าถึง” นายพีรกานต์ กล่าว
ทั้งนี้ ระบบโซลาร์ของ ION Energy ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของแต่ละครัวเรือน พร้อมอุปกรณ์คุณภาพมาตรฐานสากล และระบบ monitoring ที่ช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถติดตามประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าได้แบบเรียลไทม์ โดยบริษัทตั้งเป้าขยายการติดตั้งโซลาร์ในกลุ่มบ้านเพิ่มเติมอีก 2,000 หลังภายในปีนี้ เพื่อผลักดันให้การใช้พลังงานสะอาดในภาคครัวเรือนเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 60% จากปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดรับกับดีมานด์โซลาร์ที่สูงขึ้น
สำหรับบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร และเป็นผู้ต่อยอดโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรือนและอสังหาริมทรัพย์ มีวิสัยทัศน์ผลักดันพลังงานสะอาดให้เข้าถึงครัวเรือนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยผสานเทคโนโลยีโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามผลผลิตพลังงานได้แบบเรียลไทม์ ลดค่าไฟและเสริมความปลอดภัยของระบบในทุกขั้นตอน มีประสบการณ์การติดตั้งให้แก่ที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ รวมถึงบ้านของผู้บริโภคทั่วไป รวมแล้วกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 25 มี.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หลังสหรัฐเจรจาหยุดยิง

- ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าที่ปิด 32.54 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหนุนมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ หลังมีกระแสข่าวว่าสหรัฐฯ พยายามเจรจาหยุดยิงกับอิหร่าน
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 32.30-32.70 บาทต่อดอลลาร์
- อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงผันผวน
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.47 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.54 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.70 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.45-32.80 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างในช่วงแรก ตามการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังคงไม่แน่ใจต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (หรืออาจกล่าวได้ว่า ตลาดไม่มั่นใจว่า ทางการสหรัฐฯ ได้เริ่มเจรจาหยุดยิงกับทางการอิหร่าน) ทำให้บรรยากาศโดยรวมในฝั่งตลาดการเงินอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว

อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นสู่โซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงเช้าตรู่ (ช่วงราว 03.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ของตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับกระแสข่าวว่า ทางการสหรัฐฯ ได้พยายามเดินหน้าเจรจาหยุดยิงกับทางการอิหร่าน พร้อมยื่นเงื่อนไข 15 ข้อ เพื่อยุติความขัดแย้ง (รายงานข่าวจากสื่อของอิสราเอล และสื่อของสหรัฐฯ อย่าง the New York Times) โดยกระแสข่าวดังกล่าว ได้กลับมากดดันให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงต่อ พร้อมกับการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ ขณะที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถทยอยปรับตัวขึ้นสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างน้อยในช่วงระยะสั้นที่ผ่านมา กอปรกับ กระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ (แม้เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง) ได้ทำให้ โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) อ่อนกำลังลงเพิ่มเติม จนอาจทำให้ เงินบาทเคลื่อนไหวในลักษณะ Sideways เป็นอย่างน้อย หรือแม้กระทั่งมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Down โดยส่วนหนึ่งอาจมาจากการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด อย่าง การทยอยทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง)
ขณะเดียวกัน บรรดาผู้ส่งออกบางส่วนอาจเข้ามาทยอยขายเงินดอลลาร์เพิ่มเติม หลังเงินบาทได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งอาจเป็นโซนเป้าหมายของผู้ส่งออกบางส่วน นอกจากนี้ หากบรรยากาศในตลาดการเงินเอเชีย ทยอยกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง อาจช่วยลดทอนแรงกดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่า ตามแรงขายสินทรัพย์ไทยที่ควรจะชะลอตัวลงเพิ่มเติม สอดคล้องกับทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติในระยะสั้นนี้
อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะมั่นใจต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเรามองว่า อีกตัวแปรสำคัญ คือ ฝั่งอิสราเอล ที่อาจมีเป้าหมายของการสู้รบในครั้งนี้ ต่างจากสหรัฐฯ (เนื่องจากสหรัฐฯ หรือ ประธานาธิบดี Donald Trump มีแรงจูงใจที่ต้องจบความขัดแย้งโดยเร็ว จากประเด็นการเลือกตั้ง Midterm ในปีนี้) โดยฝั่งอิสราเอล อาจยังคงมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่านในปัจจุบัน (Regime Change) หรือ ลดศักยภาพทางการทหาร/เทคโนโลยีของอิหร่านให้ได้มากที่สุด ทำให้การเจรจาสันติภาพ เพื่อหยุดยิง และจบความขัดแย้ง อาจไม่ง่ายนักและต้องใช้เวลาพอสมควร
เราจึงขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว หลังผู้เล่นในตลาดต่างยังไม่แน่ใจต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่าทั้งฝั่งสหรัฐฯ กับอิหร่านจะกลับมาเจรจาหยุดยิงกันได้ในเร็ววันนี้ โดยภาพดังกล่าวได้หนุนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ และช่วยให้ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวสูงขึ้น อาทิ Exxon Mobil +2.6% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม จากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ อาทิ Alphabet -3.9% และ Microsoft -2.7% ทำให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.37% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.84%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.43% แม้ว่า ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่มั่นใจต่อแนวโน้มพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า ภาพดังกล่าวได้หนุนการรีบาวด์ขึ้นของราคาน้ำมันดิบและช่วยให้บรรดาหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นแรง อาทิ BP +3.5%, Shell +2.9% ขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นๆ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความกังวลแนวโน้มธนาคารกลางฝั่งยุโรป ทั้ง BOE และ ECB อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนไร้ทิศทางที่ชัดเจน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.34% ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับกระแสข่างทางการสหรัฐฯ เดินหน้าพยายามเจรจาหยุดยิงกับทางฝั่งอิหร่าน ซึ่งทำให้ ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย
เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูงเช่นกัน โดยบอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง หากสถานการณ์กลับมาทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด
อย่างไรก็ตาม เราคงมองว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM )
ด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์โดยรวมเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน โดยมีจังหวะรีบาวด์แข็งค่าขึ้นในช่วงแรก ตามความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ก่อนที่จะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงเร็วในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับกระแสข่าว ทางการสหรัฐฯ พยายามเจรจาหยุดยิงกับทางฝั่งอิหร่าน ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.1 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99-99.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ กระแสข่าวทางการสหรัฐฯ พยายามเดินหน้าเจรจาหยุดยิงกับฝั่งอิหร่าน ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) สามารถรีบาวด์สูงขึ้น เหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังคงสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor
ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ โดยเฉพาะ อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 3-4 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนมีนาคม ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และ BOE เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลาง
ส่วนในฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดสต็อกน้ำมันคงคลังของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบ WTI ได้ นอกเหนือจากปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แฟนลูกยางไทยเฮ! Mono คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด วอลเลย์บอลหญิง 3 รายการ

“วอลเลย์บอล เวิล์ด” ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวกับ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ โมโน (Mono) ในฐานะผู้ถ่ายทอดสดแต่เพียงผู้เดียว
โดย โมโน จะคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด การแข่งขันวอลเลย์บอลระดับโลก ครอบคลุมทั้งในประเทศไทย, เวียดนาม, กัมพูชา, ลาว และ เมียนมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มช่องทางถ่ายทอดสดในภูมิภาค
ซึ่งในประเทศไทย แฟนๆ จะสามารถรับชมผ่านฟรีทีวีทาง Mono29 ควบคู่กับการสตรีมผ่าน MONOMAX รวมถึงคอนเทนต์ดิจิทัล และไฮไลต์ต่างๆ เพื่อมอบประสบการณ์ระดับโลกให้กับแฟนวอลเลย์บอลทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญที่จะมีการถ่ายทอดสด ประกอบด้วย วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026), วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์เอเชีย และ วอลเลย์บอลหญิง ชิงแชมป์โลก\
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘ไข้กาฬหลังแอ่น’ ในไทย อัตราป่วยและเสียชีวิตอยู่ที่ 13 %

- ประเทศไทยมีอัตราป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้กาฬหลังแอ่นเฉลี่ยอยู่ที่ 13% โดยพบผู้ป่วยทุกปี แต่ยังไม่มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนเหมือนในต่างประเทศ
- สถานการณ์ปี 2569 (ถึง 17 มี.ค.) พบผู้ป่วยแล้ว 5 ราย เสียชีวิต 3 ราย โดยโรคนี้มีความรุนแรงสูง อาจทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังรับเชื้อ
- สายพันธุ์หลักที่ตรวจพบในไทยช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคือ Serogroup B ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดียวกับที่กำลังระบาดในประเทศอังกฤษ
- กรมควบคุมโรคยังไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนในประชาชนทั่วไป เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยยังน้อย แต่จะแนะนำในกลุ่มเสี่ยงสูงและผู้ที่จะเดินทางไปพื้นที่ระบาด
จากสถานการณ์ระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่น ที่มณฑลเคนต์ (Kent) ประเทศอังกฤษ โดยมีผู้ป่วยสะสม 29 ราย กลุ่มอายุ 16-24 ปี ค่ามัธยฐานอายุ 19 ปี โดยสายพันธุ์ที่พบ คือ Neisseria meningitidis ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุ ไข้กาฬหลังแอ่น มีอยู่หลาย Serogroup โดยที่อังกฤษเป็น SerogroupB หรือ MenB มีผู้เสียชีวิต 2 ราย
เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2569 พญ.จุไร วงศ์สวัสดิ์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ โฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคไข้กาฬหลังแอ่น ในงานแถลงข่าว “มีนาใส่ใจ รู้ทันโรคและภัยหน้าร้อน” ว่า สำหรับประเทศไทย ไม่ใช่โรคใหม่ โดยข้อมูล 10 ปีย้อนหลัง เราพบไข้กาฬหลังแอ่นทุกปีประมาณ 20 คนต่อปี โดยปี 2568 มีผู้ป่วยมากขึ้นอยู่ที่ 39 ราย ที่ต้องระวังคือ เมื่อรับเชื้อแล้วจะเสียชีวิตเร็วภายใน 24-48 ชั่วโมง แม้ได้รับการรักษา โดยเฉพาะรับยาปฏิชีวนะช้า
ปี 69 ไทยป่วย 5 ราย เสียชีวิต 3 ราย
ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-17 มี.ค.2569 มีผู้ป่วยสะสม 5 ราย มีผู้เสียชีวิต 3 ราย อัตราป่วยตาย 60 % ไม่พบรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อน กลุ่มผู้ป่วยพบมากอยู่ที่อายุ 0-4 ปี, 40-49 ปี และ 20-29 ปีตามลำดับ
“ในประเทศไทยพบผู้ป่วยไข้กาฬหลังแอ่นทุกปี และผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 3 ราย มีปี 2568 พบเสียชีวิต 5 ราย โดยอัตราป่วยและเสียชีวิตของประเทศไทยอยู่ที่ 13 % ตัวเลขใกล้เคียงประเทศอื่นๆ ที่ระบาดทั่วโลก”พญ.จุไรกล่าว
สายพันธุ์ไข้กาฬหลังแอ่นในไทย
สายพันธุ์ของเชื้อไข้กาฬหลังแอ่นที่ตรวจพบในประเทศไทยปี 2560-2569 ช่วง 10 ปีพบเชื้อ SerogroupB หรือสายพันธุ์ B เป็นสายพันธุ์หลักอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2560-2565 พบ 8 ราย จากทั้งหมด 18 ราย คิดเป็น 44 % ส่วนปี 2566 พบ 9 ราย จากทั้งหมด 9 ราย และปี 2568 พบ 7 ราย จากทั้งหมด 8 ราย และยังคงตรวจพบต่อเนื่องในปี 2569 อีก 2 รายจากทั้งหมด 3 ราย ยังเป็นสายพันธุ์ B สายพันธุ์เดียวกับมณฑลเคนต์ ทั้งนี้ยังพบสายพันธุ์อื่นๆ เช่นกันแต่น้อยกว่า
สำหรับข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้กาฬหลังแอ่นปี 2569 จำนวน 5 ราย เป็นเพศชาย 4 ราย และเพศหญิง 1 ราย เป็นคนสัญชาติไทยทั้งหมด โดยข้อมูลผู้เสียชีวิต 3 ราย พบว่าเป็นเพศชาย 2 ราย เพศหญิง 1 ราย โดยชายไทยอายุ 47 ปี จ.น่าน เพศหญิงอายุ 23 ปี จ.อุดรธานี และรายล่าสุดทารกแรกเกิดชายไทย จ.นนทบุรี ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิต 2 รายที่เป็นผู้ใหญ่ พบสายพันธุ์ B ซึ่งพบได้บ่อย แต่ทารกชายอายุ 7 เดือนนั้น เป็นสายพันธุ์ SerogroupY ซึ่งพบได้ในไทยแต่พบได้น้อย
“โรคนี้ประมาทไม่ได้ เป็นโรคจากเชื้อแบคทีเรีย มี 13 Serogroup แต่ไทยพบบ่อยที่สุดคือ B และ Y ที่อันตรายคือ ทำให้เกิดอักเสบแบบลุกลาม เข้ากระแสเลือดไปเยื่อหุ้มสมองได้ ระยะฟักตัวของโรคนี้ประมาณ 2-10 วัน เฉลี่ย 3-4 วัน โดยการแพร่มาจากละอองฝอย ไอ จาม ใช้สิ่งของร่วมกันลักษณะแพร่เชื้อคล้ายไข้หวัดใหญ่ และโควิด ยังพบว่า 5-10% ของประชากรอาจมีเชื้ออยู่โดยไม่แสดงอาการและอาจเป็นพาหะได้” พญ.จุไร กล่าว
อาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น
อาการของโรค ผู้ป่วยมักจะมีไข้มากก่อน 2-3 วัน มีผื่นขึ้น ลักษณะจ้ำเลือดเหมือนฟกช้ำ มีรูปร่างคล้ายดาวกระจาย มักเป็นช่วงลำตัวส่วนล่าง ขา เท้า กลุ่มเสี่ยง จะมีผู้มีโรคประจำตัว ม้ามทำงานไม่ค่อยดี ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้อยู่รวมกันในสถานที่แออัด เด็กเล็ก ต่ำกว่า 5 ปี มีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์
พญ.จุไร ย้ำว่า ประเทศไทยไม่ได้มีการระบาดเหมือนในอังกฤษ และเคสที่เกิดในไทยไม่เกี่ยวข้องกับการระบาดในอังกฤษ เพียงแต่เตือนว่า ผู้จะเดินทางไปต่างประเทศอาจต้องเช็กข้อมูลก่อน ไม่ว่าจะสหรัฐ ยุโรป อังกฤษ จะพบเชื้อนี้ได้เรื่อยๆ จึงขอให้ประชาชนตระหนัก แต่อย่าตระหนก การเดินทางไปประเทศที่มีรายงานพบเชื้อหรือระบาดบางพื้นที่ ต้องระวังและปฏิบัติตัวป้องกันอย่างเคร่งครัด เช่น สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงใช้ของร่วมกัน หรือสถานที่แออัด รักษาสุขอนามัย เป็นต้น
วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่น
พญ.จุไร กล่าวอีกว่า การฉีดวัคซีนด้วยจำนวนผู้ป่วยของไทยยังน้อย จึงไม่แนะนำในกลุ่มคนทั่วไป แต่จะแนะนำกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีโรคบางอย่างที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ใช้ยากดภูมิ อาจพิจารณาเพิ่มเติมในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้เดินทางแสวงบุญ (ฮัจย์/อุมเราะห์) ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่ง Serogroup ที่ระบาดจะอยู่ในวัคซีน 4 สายพันธ์ แต่ไม่รวม SerogroupB
ส่วนนักเรียนนักศึกษาจะไปเรียนต่อแนะนำให้ฉีดวัคซีน แต่ต้องดูว่าเป็นวัคซีนชนิดไหน ยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการต้องสัมผัสเชื้อโดยตรง และการไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากด้วย
วัคซีนที่มีในประเทศไทย จะมี 2 กลุ่ม คือ 1.วัคซีนรวม 4 สายพันธุ์ Serogroup A C W และ Y และ2. วัคซีนกรุ๊ป B แต่ไทยเราแนะนำวัคซีนกลุ่มที่ 1 ในกลุ่มผู้ไปแสวงบุญ จึงฉีดเฉพาะผู้เดินทาง สามารถติดต่อกรมควบคุมโรค สถาบันบำราศนราดูร และมหาวิทยาลัยมหิดล สภากาชาดไทย มีจำหน่าย
ส่วนวัคซีนกรุ๊ป B ผู้ที่จะเดินทางไปประเทศหรือพื้นที่ที่ระบาดแนะนำพิจารณาฉีดวัคซีนก่อนการเดินทาง ที่คลินิกนักท่องเที่ยว รพ.เวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
ทั้งนี้ การฉีดวัคซีนขอให้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อได้รับการพิจารณาว่า ต้องฉีดหรือไม่ หรือฉีดอย่างไร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คุยโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ ฉบับคนทำงาน! รวมประโยครับสาย โอนสาย และฝากข้อความ เลิกแพนิกเวลาฝรั่งโทรมา

เสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานดังขึ้น หน้าจอโชว์เบอร์ต่างประเทศ หรือเป็นชื่อลูกค้าชาวต่างชาติที่คุณต้องดีลงานด้วย… เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีอาการใจเต้นแรง มือเย็น และเกิดความรู้สึกลังเลว่าจะรับสายดีไหม?
การ คุยโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ (Telephone English) ถือเป็นหนึ่งในทักษะที่ท้าทายที่สุดสำหรับคนที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ครับ สาเหตุหลักเป็นเพราะเรา “มองไม่เห็นภาษากาย” (Body Language) หรือการขยับปากของคู่สนทนา ทำให้ต้องพึ่งพาทักษะการฟังแบบ 100% แถมบางครั้งยังต้องเจอกับปัญหาสัญญาณโทรศัพท์ไม่ชัดอีกต่างหาก
แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ! วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาเตรียมความพร้อม รวบรวมประโยคสำเร็จรูปที่ใช้บ่อยที่สุดในการคุยโทรศัพท์ธุรกิจ (Business Telephone Calls) ตั้งแต่การรับสาย การโอนสาย ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลาฟังไม่ทัน รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะกล้ายกหูรับสายฝรั่งได้อย่างมั่นใจและดูเป็นมืออาชีพสุดๆ ครับ
1. ประโยคเริ่มต้น: การรับสายและการแนะนำตัว (Answering & Introducing)
ด่านแรกที่สำคัญที่สุดคือการรับสายอย่างเป็นมืออาชีพครับ กฎเหล็กของการคุยโทรศัพท์ภาษาอังกฤษคือ ห้ามใช้คำว่า “I am…” เวลาบอกชื่อตัวเองเด็ดขาด ให้ใช้คำว่า “This is…” หรือ “…speaking” แทนครับ
กรณีคุณเป็นฝ่ายรับสาย (Answering the phone):
Good morning, Engduo Thailand, John speaking. How can I help you? (สวัสดีครับ Engduo Thailand จอห์นรับสายครับ มีอะไรให้ช่วยเหลือไหมครับ?)
Marketing department, Jane speaking. (แผนกการตลาด เจนรับสายค่ะ)
กรณีคุณเป็นฝ่ายโทรไปหาเขา (Making a call):
Hello, this is Sarah from ABC Company. (สวัสดีค่ะ ซาร่าจากบริษัท ABC นะคะ)
Hi, it is Mike calling. (สวัสดีครับ ไมค์โทรมานะครับ – ใช้ในกรณีที่สนิทกันแล้ว)
เมื่อต้องการถามชื่อปลายสาย (Asking who is calling):
May I ask who is calling, please? (ขอทราบชื่อผู้ติดต่อหน่อยได้ไหมครับ?)
Could I have your name, please? (รบกวนขอทราบชื่อด้วยครับ?)
2. การขอสาย และ การโอนสาย (Asking for someone & Transferring)
เมื่อรู้แล้วว่าใครโทรมา สเต็ปต่อไปคือการบอกจุดประสงค์ว่าเราต้องการคุยกับใคร หรือถ้าเราเป็นคนรับสาย จะโอนสายให้คนอื่นได้อย่างไร
ประโยคขอสายบุคคลอื่น:
May I speak to Mr. Smith, please? (ขอเรียนสายคุณสมิธหน่อยครับ?)
Is Ms. Davis available? (คุณเดวิสสะดวกคุยไหมคะ?)
I would like to speak to someone in the Sales department. (ฉันต้องการคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายครับ)
ประโยคบอกให้ถือสายรอ และ โอนสาย:
Could you hold on a moment, please? (รบกวนถือสายรอสักครู่นะครับ)
Just a moment, please. I will put you through. (รอสักครู่นะคะ ฉันจะโอนสายให้ค่ะ – Put someone through เป็น Phrasal verb แปลว่าโอนสายครับ)
Please hold the line, I am transferring your call right now. (กรุณาถือสายรอ ฉันกำลังโอนสายของคุณให้เดี๋ยวนี้ค่ะ)
ตาราง: การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเวลา คุยโทรศัพท์ภาษาอังกฤษ (Troubleshooting Matrix)
ปัญหาเรื่องสัญญาณขาดหาย หรือฝรั่งพูดเร็วเกินไป เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอครับ ตารางนี้รวบรวมประโยค “เอาตัวรอด” เมื่อการสื่อสารทางโทรศัพท์เกิดอาการสะดุด
| ปัญหาที่พบ (The Problem) | ประโยคที่คุณควรพูดเพื่อแก้ปัญหา (What to Say) | ความหมายของประโยค (Meaning) |
| สัญญาณไม่ดี / เสียงขาดๆ หายๆ | The line is very bad. Could you speak up, please? | สัญญาณไม่ดีเลยครับ รบกวนพูดเสียงดังขึ้นอีกนิดได้ไหมครับ? |
| สายหลุดไป (แล้วโทรกลับมาใหม่) | I am sorry, we got cut off. | ขอโทษทีครับ เมื่อกี้สายหลุดไป (Cut off = สายหลุด) |
| ฝรั่งพูดเร็วเกินไป ฟังไม่ทัน | Could you speak a little slower, please? | รบกวนช่วยพูดให้ช้าลงอีกนิดได้ไหมครับ? |
| ฟังไม่ถนัด ขอให้พูดซ้ำ | I am sorry, I didn’t catch that. Could you repeat it, please? | ขอโทษครับ ฉันฟังไม่ทัน รบกวนพูดซ้ำอีกครั้งได้ไหมครับ? |
| ปลายสายโทรผิดเบอร์ | I am afraid you have the wrong number. | เกรงว่าคุณจะโทรผิดเบอร์แล้วล่ะครับ |
3. การฝากข้อความและการรับเรื่อง (Taking & Leaving Messages)
ในกรณีที่คนที่ลูกค้าต้องการคุยด้วยไม่อยู่ที่โต๊ะ หรือติดประชุม การรับฝากข้อความได้อย่างครบถ้วนจะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพของตัวคุณและองค์กรครับ
เมื่อคนที่ต้องการขอสายไม่อยู่:
I am afraid Mr. Smith is not available at the moment. He is in a meeting. (เกรงว่าตอนนี้คุณสมิธจะไม่สะดวกครับ เขาติดประชุมอยู่)
She is out of the office today. (วันนี้เธอไม่ออฟฟิศค่ะ)
เสนอตัวรับฝากข้อความ:
Would you like to leave a message? (คุณต้องการฝากข้อความไว้ไหมครับ?)
Can I take a message? (ฉันรับฝากข้อความให้เอาไหมคะ?)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. เวลาสะกดชื่อให้ฝรั่งฟังทางโทรศัพท์ ทำไมเขาถึงใช้คำว่า Alpha, Bravo?
ระบบนี้เรียกว่า NATO Phonetic Alphabet ครับ เนื่องจากเวลาคุยโทรศัพท์ ตัวอักษรอย่าง B (บี) P (พี) หรือ M (เอ็ม) N (เอ็น) มักจะฟังผิดเพี้ยนได้ง่าย ในวงการธุรกิจหรือการบินจึงใช้คำศัพท์มาตรฐานมากำกับตัวอักษร เช่น A for Alpha, B for Bravo, C for Charlie เพื่อให้การสะกดชื่อหรืออีเมลถูกต้องแม่นยำ 100% ครับ
2. จะบอกให้ลูกค้า “ถือสายรอแป๊บนึง” พูดว่า Wait a minute ได้ไหม?
ฝรั่งเข้าใจครับ แต่มันฟังดูห้วนและไม่เป็นทางการเอาเสียเลย (เหมือนสั่งให้รอ) ควรเปลี่ยนมาใช้ประโยคที่สุภาพขึ้น เช่น Could you hold the line, please? หรือ Just a moment, please. จะดูเป็นมืออาชีพกว่ามากครับ
3. วางสายโทรศัพท์ ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอะไร?
การวางสาย (หลังจากคุยจบ) หรือการกดตัดสายทิ้ง เราใช้ Phrasal verb คำว่า Hang up ครับ เช่น Please don’t hang up! (ได้โปรดอย่าเพิ่งวางสายนะ!)
4. จะพูดจบการสนทนาทางโทรศัพท์อย่างสุภาพ ควรพูดว่าอย่างไร?
เมื่อเคลียร์ธุระเสร็จแล้ว ควรกล่าวขอบคุณก่อนวางสายเสมอครับ เช่น Thank you for calling. Have a great day. Goodbye. (ขอบคุณที่โทรมาครับ ขอให้เป็นวันที่ดี สวัสดีครับ) หรือ It was nice talking to you. Bye. (ยินดีที่ได้คุยด้วยนะครับ สวัสดีครับ)
5. โทรศัพท์แบตจะหมด จะบอกปลายสายอย่างไรดี?
ถ้ากำลังคุยเพลินๆ แล้วแบตเตอรี่โทรศัพท์แจ้งเตือนว่าใกล้จะหมด ให้รีบบอกปลายสายว่า My battery is about to die. (แบตมือถือฉันกำลังจะหมดแล้ว) หรือ My phone is dying. ก็ได้ครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
จ่อชงบอร์ดกสทช.จัดระเบียบ”ดาต้า เซ็นเตอร์” รับวิกฤติพลังงาน-ป้องภัยแก๊งสแกม

- กสทช. เตรียมเสนอให้บอร์ดพิจารณาปรับเปลี่ยนใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ จากประเภทที่ 1 เป็นประเภทที่ 3 ที่มีกฎเกณฑ์กำกับดูแลเข้มงวดขึ้น เพื่อให้สอดรับกับอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด
- การจัดระเบียบใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานในอนาคต เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีการใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล ซึ่งจะช่วยให้สามารถจัดโซนนิ่งการลงทุนที่เหมาะสมได้
- เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นฐานปฏิบัติการของกลุ่มทุนสีเทาและแก๊งมิจฉาชีพ โดยใบอนุญาตประเภทที่ 3 จะให้อำนาจ กสทช. ในการตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้บริการได้
- การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ และป้องกันปัญหาการทิ้งร้างธุรกิจในอนาคต
- กสทช. ยืนยันว่ามาตรการนี้ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการลงทุน แต่เพื่อบริหารจัดการผลกระทบในระยะยาว โดยจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนบังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า จากผลการศึกษาแนวโน้มมูลค่าตลาดสื่อสารและทิศทางอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทย ปี 2569 ของสำนักงาน กสทช.คาดว่า ในปี 2568-2574 อุตสาหกรรม ดาต้า เซ็นเตอร์ มีแนวโน้มเติบโตสูง ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 27.71%
โดยคาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจากประมาณ 4.7 แสนล้านบาท เป็น 2.02 ล้านล้านบาท ทำให้ สำนักงานฯจำเป็นต้องจัดระเบียบผู้ขออนุญาตประกอบกิจการ ดาต้า เซ็นเตอร์ ใหม่ ด้วยการออกประกาศกสทช.เปลี่ยนใบอนุญาตจากประเภทที่ 1 เป็นประเภทที่ 3 โดยจะเสนอต่อที่ประชุมบอร์ดกสทช.เร็วๆนี้ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปี 2569
สำหรับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 1 สำหรับผู้ให้บริการที่ ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง มุ่งเน้นการขายต่อบริการ (Reseller) หรือให้บริการเสริมต่างๆ เช่น บัตรโทรศัพท์ต่างประเทศ, บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (ISP) โดยเช่าโครงข่ายผู้อื่น เป็นการอนุญาตแบบ “แจ้งให้ทราบ”
ขณะที่ ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม จาก กสทช. เป็นใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบการที่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง เพื่อให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปหรือผู้ให้บริการรายอื่น มีข้อกำหนดเข้มงวด เหมือนการให้บริการโทรศัพท์และเคเบิลใต้น้ำ
ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการลงทุน ดาต้า เซ็นเตอร์ ในประเทศไทยจำนวนมาก ที่ผ่านมามีกว่า 10 ราย ที่ได้รับการส่งเสริมจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกำลังจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยต้องกลับมาพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดโซนนิ่ง เพื่อให้ไม่กระทบต่อพลังงานในอนาคตทั้งพลังงานไฟฟ้า น้ำ ซึ่งในต่างประเทศอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา ก็เริ่มระงับการลงทุนใหม่ชั่วคราว 3 ปี ขณะที่สิงคโปร์เองก็เริ่มพิจารณามากขึ้นก่อนอนุญาตให้เข้ามาลงทุน ดังนั้นจึงเห็นการลงทุนไหลเข้ามาประเทศไทยมากขึ้น
นอกจากความกังวลเรื่องพลังงานในอนาคตแล้ว อีกสิ่งที่สถาบันการเงินก็กังวลและเริ่มส่งเสียงสะท้อนผ่านสำนักงานฯมาอีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจาก ไม่มั่นใจในการปล่อยกู้เงินลงทุนระดับหลายร้อยล้านว่าในอนาคตธุรกิจดาต้า เซ็นเตอร์ จะไม่ทิ้งร้าง รวมไปถึงความกังวลเรื่องทุนเทา ที่อาจเข้ามาลงทุนดาต้า เซ็นเตอร์ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการส่งสายสื่อสารให้กับแก๊งมิจฉาชีพ หรือไม่
นายไตรรัตน์ กล่าวว่า เมื่อมีการเปลี่ยนใบอนุญาตเป็นแบบที่3 นอกจากจะได้รับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งสำคัญคือ สำนักงานฯจะสามารถจัดระเบียบการมาลงทุนในประเทศไทยได้ เช่น การจัดโซนนิ่งที่เหมาะสมกับพลังงานในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนอาจมีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมพลังงานเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งาน ไม่กระทบกับการผลิตพลังงานที่ใช้กับประชาชน รวมถึงสามารถเรียกดูข้อมูลได้ว่า ผู้ประกอบการ ดาต้า เซ็นเตอร์ ให้บริการกับลูกค้ารายไหนบ้าง น่าเชื่อถือ หรือไม่ ไม่ใช่ทุนเทา หรือ แก๊งมิจฉาชีพ
การดำเนินงานของสำนักงานฯในครั้งนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการปิดกั้นการลงทุน แต่เราต้องดูผลกระทบในระยะยาวด้านพลังงานด้วย ดังนั้นก่อนจะออกประกาศใหม่ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อน มั่นใจว่าทุกฝ่ายจะเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้อนุมัติโครงการ ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย
– บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด 3 โครงการ มูลค่าลงทุน 45,304 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และสมุทรปราการ รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 223 เมกะวัตต์ (MW)
– บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 05 จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่ม Gulf, Singtel และ AIS จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 37,202 ล้านบาท ตั้งอยู่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์ (MW)
– บริษัท สเตลล่าร์ ดีซี จำกัด มูลค่าลงทุน 8,050 ล้านบาท เป็นโครงการของกลุ่ม STECON ที่พัฒนาร่วมกับ SC Zeus Data Centers ประเทศสิงคโปร์ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ (MW)
– บริษัท เฟรเออร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจติดตั้งและบริหารจัดการดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 6,321 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ
สำหรับปี 2568 ที่ผ่านมา มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้า เซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ จังหวัดระยอง 33% จังหวัดชลบุรี 32% จังหวัดสมุทรปราการ 12% ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร
โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ อาทิ บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale จากประเทศอังกฤษ บริษัท กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด ผู้ประกอบการไทย และบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ KDDI จากประเทศญี่ปุ่น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
รู้แล้วจะอึ้ง! 5 วัชพืชกินได้ อยู่ริมทาง ดูไร้ค่า แต่เอามาทำอาหารได้จริง

เปิดลิสต์ 5 วัชพืชกินได้ ที่คุณเคยถอนทิ้ง
เมื่อพูดถึง “วัชพืช” หลายคนมักนึกถึงพืชที่ต้องกำจัด เพราะแย่งอาหารจากต้นไม้หลัก แต่รู้หรือไม่ว่า วัชพืชบางชนิดไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่คิด แถมยังสามารถนำมารับประทานได้อีกด้วย ทั้งยังมีรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการที่น่าสนใจ ลองมาดูกันว่ามีชนิดไหนบ้าง

ส้มกบ (Wood Sorrel หรือ Oxalis)
พืชเล็กๆ ใบคล้ายใบโคลเวอร์ มีรสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย นิยมนำมาใช้เพิ่มรสเปรี้ยวในอาหารแทนมะขาม หรือกินสดเพื่อเพิ่มความสดชื่นก็ได้

วอเตอร์เครส (Watercress)
วอเตอร์เครส หรือ ผักสลัดน้ำ แม้จะดูเป็นผักทั่วไป แต่ในบางพื้นที่ก็ขึ้นเองตามธรรมชาติ สามารถนำมากินเป็นผักสด กินคู่กับน้ำพริก หรือใส่สลัด เพิ่มความกรอบและคุณค่าทางอาหาร

หญ้าไก่ (Chickweed)
วัชพืชที่หลายคนเคยมองข้าม แต่จริงๆ แล้วสามารถกินได้ทั้งต้น ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก หรือลำต้น เหมาะสำหรับใส่ในสลัดหรือกินสด ให้รสชาติอ่อนๆ คล้ายผักใบเขียว

เบอร์ดอก (Burdock)
วัชพืชที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะ “ราก” ที่นิยมนำไปทำอาหารในหลายประเทศ เช่น ซุปมิโซะ หรือเมนูตุ๋นต่างๆ รสชาติออกแนวหวานมัน

ผักเบี้ยใหญ่ (Purslane)
พืชอวบน้ำที่พบได้ทั่วไป มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย นิยมกินสดหรือใส่ในสลัด ทั้งใบ ดอก และลำต้นสามารถรับประทานได้ และยังอุดมไปด้วยโอเมก้า-3
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวัชพืชเหล่านี้จะสามารถกินได้ แต่ควรศึกษาให้แน่ชัดก่อนนำมารับประทาน และหลีกเลี่ยงการเก็บจากพื้นที่ที่อาจมีสารเคมีหรือมลพิษ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของเรา
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 25/3/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 70,600.00 | 70,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,564.00 | 69,190.24 | 71,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,107.60 | 62,271.22 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,651.20 | 55,352.19 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,053.80 | 31,135.61 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,597.40 | 24,216.58 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,729.53 | 71,699.67 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 25/3/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 35.05 | 35.05 | 35.55 | 35.70 | 35.05 | 35.05 | 35.05 | 35.70 | 35.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 34.68 | 34.68 | 34.93 | 35.48 | 34.68 | 34.68 | 34.68 | 35.48 | 34.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 30.05 | 30.05 | 30.55 | 30.70 | – | 30.05 | 30.05 | 30.70 | 30.05 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.79 | 26.79 | – | – | – | – | – | – | 26.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 44.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 44.04 |
| เบนซิน 95 | 43.64 | – | – | 49.51 | – | 44.14 | 43.79 | – | 43.64 |
| ดีเซล | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 46.64 | 48.84 | 49.84 | 48.84 | – | – | – | – | 46.64 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







