เดินหน้า “อู่ตะเภา” ไม่รอไฮสปีดเทรน เล็งลดไซส์เทอร์มินอลเหลือครึ่งเดียว

เล็งลดไซส์ “สนามบินอู่ตะเภา” รับการขับเคลื่อนโครงการอู่ตะเภา-เมืองการบิน 6,500 ไร่ พื้นที่ EEC “คีรี” ยืนยันเดินหน้าโครงการต่อไม่รอไฮสปีดเทรน หลังล่าช้าชี้กระทบโครงการหนัก เล็งปรับอาคารผู้โดยสารเหลือครึ่งเดียว
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จํากัด (UTA) เปิดเผยว่า บริษัท จะเดินหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บนพื้นที่ 6,500 ไร่ภายในพื้นที่ของ EEC มูลค่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรวมกว่า 290,000 ล้านบาท โดยไม่รอโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีความล่าช้าและยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเริ่มงานก่อสร้างได้เมื่อใด
ปัจจุบันโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ ได้ลงนามในสัญญาไปแล้ว และกำลังจะครบ 5 ปี ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 แต่ยังไม่สามารถผลักดันโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานหลักออกมาได้ โดยที่ผ่านมาโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ ได้มีการแก้ไขสัญญา ทำให้โครงการไม่สามารถเริ่มต้นการก่อสร้างได้ และส่งผลกระทบต่อโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ ออก NTP ไม่ได้
นายคีรี กล่าวว่า บริษัทรอการดำเนินการต่าง ๆ มาเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว และคงไม่สามารถรอต่อไปได้
“ถ้าเรารอไม่ได้ ก็มีวิธีการอยู่ คือ การต่อสู้ทางคดี หรือวิธีพยายามหารือและร่วมมือให้ EEC เริ่มต้นได้ ซึ่งเราเลือกวิธีไปเริ่มต้นแทน เพราะคงไม่มีประโยชน์ที่จะไปฟ้องร้องกัน และไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เศรษฐกิจ”
สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ บริษัทยืนยันความพร้อมที่จะเดินหน้าโครงการต่อ โดยเตรียมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. เพื่อตกลงรายละเอียดของโครงการ และเตรียมปรับลดขนาดของโครงการลงทุนจากเดิมเหลือประมาณ 40-50% ก่อน โดยเฉพาะงานก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร จากเดิมรองรับผู้โดยสารประมาณ 12 ล้านคนต่อปี อาจปรับเหลือเพียง 5 ล้านคนต่อปี
ขณะที่เมืองการบินภาคตะวันออก ซึ่งเดิมประเมินมูลค่าการลงทุนสูงสุดกว่า 600,000 ล้านบาท ภายใต้พื้นที่ 1,200 ไร่ ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ว่า จะปรับขนาดลงลงเหลือเท่าใด เพราะรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของรัฐก่อน
“บริษัทพร้อมเดินหน้าต่อกับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เมื่อได้สิทธิที่เราควรจะได้ ซึ่งเรายินดีและพร้อมเดินหน้าโครงการทันที โดยขอให้อีอีซี แจ้งความชัดเจนให้บริษัทเร็วที่สุด” นายคีรี ระบุ
นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) กล่าวว่า ในการปรับลดขนาดของโครงการลงทุนลงนั้น ไม่จำเป็นต้องแก้ไขสัญญา เพราะในสัญญาได้เปิดโอกาสให้คู่สัญญาหารือกันได้ ซึ่งมีความยืดหยุ่นมากกว่าสัญญาของโครงการรถไฟความเร็วสูงฯ แต่การปรับปรุงรายละเอียดโครงการจะต้องตั้งมีเหตุมีผล โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขสำคัญในสัญญา ก็สามารถดำเนินการผ่านการหารือร่วมกันได้
ขณะที่การปรับแบบก่อสร้างนั้น จะมีผลกระทบต่องานก่อสร้างอุโมงค์รถไฟความเร็วสูงที่มีพื้นที่เชื่อมต่อภายใต้อาคารผู้โดยสารหรือไม่นั้น เห็นว่า ภาครัฐจะต้องหาข้อสรุปถึงปัญหาดังกล่าวว่า ถ้าโครงการรถไฟความเร็วสูงยังไม่สามารถดำเนินการได้ หากจะยังต้องการให้เตรียมพื้นที่ไว้รองรับรถไฟความเร็วสูง ก็ต้องแจ้งมาให้ชัดเจนว่าจะมีทางออกอย่างไร เพราะไม่อย่างนั้นจะกระทบกับการลงทุนโดยรวมของโครงการ และรัฐต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจนต่อไปด้วย
ส่วนการจัดสิทธิประโยชน์พิเศษภายใต้โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ นั้น ปัจจุบันภายใต้กฎหมายของ EEC สามารถให้สิทธิประโยชน์กับนักลงทุนได้ ทั้งสิทธิประโยชน์ด้านภาษี และที่ไม่ใช่ภาษี แต่การจะออกมาทั้งหมดก็ต้องมีการออกกฎหมายจากกระทรวงการคลังเข้ามารองรับก่อน ซึ่งเชื่อว่าสามารถดำเนินการได้
“ถ้าไม่มีรถไฟความเร็วสูงก็ต้องกลับมานั่งคิดว่า สิทธิประโยชน์ที่รัฐจะให้มีอะไร และทาง EEC ต้องบอกคอนเซ็ปต์โครงการให้ชัดว่า ต่อไปโครงการนี้จะใช้รองรับคนไทยเดินทางท่องเที่ยว หรือรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือสร้างรถไฟความเร็วสูงจะให้คนกรุงเทพฯเดินทางมาใช่หรือไม่ ทั้งหมดนี้ก็ต้องบอกให้ชัด เพราะการก่อสร้างในแต่ละคอนเซ็ปต์จะลงทุนไม่เหมือนกัน หากเรื่องเหล่านี้ชัดการลงทุนจะได้เริ่มต้นได้ในทันที” นายวีรวัฒน์ กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
RASA ONE พลิกโฉมอาคารสำนักงานยุคใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

RASA ONE พลิกโฉมอาคารสำนักงานยุคใหม่กับแนวคิดที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ หวังสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง ด้วยการบริการและพัฒนาพื้นที่อย่างมืออาชีพ
ในยุคที่การทำงานไม่เพียงแค่ต้องการพื้นที่สำนักงาน แต่ต้องการสถานที่ที่สามารถตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนทำงานยุคใหม่ RASA ONE โดย รสา กรุ๊ป ได้กลายเป็นตัวอย่างที่โดดเด่นในการผสมผสานการออกแบบที่ทันสมัย เทคโนโลยีระดับโลก และการคำนึงถึงความยั่งยืน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่เพียงแค่สะดวกสบาย แต่ยังเป็นสถานที่ที่ทุกวันคือวันพิเศษ
ด้วยวิสัยทัศน์ของ เขมไชย รสานนท์ และอัจฉราพร ศิริไพรวัน ประธานบริษัท รสา ทาวเวอร์ จำกัด ที่เน้นหลัก Human Centric เป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดย RASA ONE เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการพลิกโฉมสำนักงานเกรดเอ ที่มีรพิ พินิจชอบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รสา ทาวเวอร์ จำกัด และวิกัญญา อัศวาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รสา ทาวเวอร์ จำกัด ที่ผลักดันให้ RASA ONE ตอบโจทย์ผู้เช่าและผู้ใช้อาคาร
ภายใต้แนวคิด “Workplace Redefined” RASA ONE ไม่ได้เป็นแค่สถานที่ทำงานทั่วไป แต่เป็นอาคารที่ถูกออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ทำงานที่ดีที่สุด ด้วยการพัฒนาในทุกมิติทั้ง เทคโนโลยี และ ดีไซน์ ที่ตอบโจทย์การทำงานในยุคดิจิทัล ในขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืน และ สิ่งแวดล้อม
ฟังก์ชันล้ำสมัยเพื่อคนทำงานยุคดิจิทัล
RASA ONE มีการใช้เทคโนโลยีทันสมัยหลากหลายในการพัฒนา เช่น Destination Control Lift จาก KONE ที่ช่วยลดเวลาในการรอลิฟต์, ระบบ Face Recognition สำหรับควบคุมการเข้า-ออกอาคาร, License Plate Recognition สำหรับจุดจอดรถอัตโนมัติ และ EV Charger สำหรับรถไฟฟ้า นอกจากนี้ยังมี Visitor Management System ที่ช่วยให้การลงทะเบียนผู้มาติดต่อสะดวกและรวดเร็ว
นอกจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้วยังให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ที่ช่วยเสริมสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต เช่น RASA COOP ห้องประชุมที่ออกแบบให้ยืดหยุ่นตามความต้องการ, RASA ALLY โซนร้านค้าหลากหลายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์, และ RASA COLY ที่รองรับการจัดอีเวนต์และปาร์ตี้อย่างไม่จำกัด
นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองจาก LEED v4.1 Platinum Certification ในด้านการจัดการอาคารสีเขียวที่สามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 26 ตันต่อปี รวมทั้งมีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 3 เท่า เช่น Pocket Park บนชั้น 3 และสวนไม้ฟอกอากาศรอบอาคาร ซึ่งไม่เพียงแค่ช่วยให้บรรยากาศในอาคารสดชื่น แต่ยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับชุมชนใกล้เคียง
จากแนวคิดที่มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างทีมงาน ผู้เช่าและพันธมิตรธุรกิจ RASA ONE ได้กลายเป็นอาคารสำนักงานที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์การทำงาน แต่ยังช่วยสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งขึ้น โดย วิกัญญา อัศวาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวปิดท้ายว่า “เรามั่นใจว่า RASA ONE ไม่ใช่แค่การพัฒนาอาคาร แต่เป็นการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้26ก.พ. “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวนลักษณะ Two-Way Volatility โดยเฉพาะเมื่อราคาทองคำปรับตัวลดลงหนัก รวมทั้งในช่วงระหว่างวันนี้มุมมองของ กนง. ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทและตลาดบอนด์ไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26ก.พ.2568ที่ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.73 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงที่จะเผชิญความผันผวนลักษณะ Two-Way Volatility โดยปัจจัยที่สามารถทำให้เงินบาทผันผวนได้พอสมควรในช่วงนี้ คือ ทิศทางราคาทองคำ
ดังจะเห็นได้จากช่วงคืนที่ผ่านมา ที่แม้ว่า เงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลง ซึ่งควรจะหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ทว่า เมื่อราคาทองคำปรับตัวลดลงหนัก ก็สามารถกดดันให้เงินบาททยอยอ่อนค่าลงได้ไม่ยาก
โดยภาพดังกล่าวก็สอดคล้องกับการศึกษาความสัมพันธ์ของเงินดอลลาร์-เงินบาท-ราคาทองคำ ของเรา เมื่อใช้ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2015 นอกจากนี้ ผลการศึกษาของนักวิเคราะห์ต่างชาติก็พบว่า บรรดาผู้เล่นในตลาดโดยเฉพาะกลุ่ม Systematic Trading ก็เริ่มมีการใช้ปัจจัยราคาทองคำ ในการประเมินแนวโน้มเงินบาท
ทั้งนี้ เรามองว่า ในระยะสั้น หากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นเทคฯ ซึ่งถือว่า เป็น The Most Crowded Trades ของปีนี้ ก็อาจทำให้มีฟันด์โฟลว์ทยอยไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้บ้าง จนอาจกดดันเงินดอลลาร์ได้ในช่วงนี้
จนกว่าจะเห็นการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ดีขึ้นชัดเจน หรือผู้เล่นในตลาดยังคงกลับเข้าลงทุนในหุ้นเทคฯ หรือตลาดหุ้นสหรัฐฯ ต่อ
ในช่วงระหว่างวันนี้ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้ผลการประชุม กนง. ของไทย โดยสถิติในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา สะท้อนว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนเกือบ +/-0.20% ได้ในช่วง 30 นาที หลังทยอยรับรู้ผลการประชุม กนง.
ซึ่งเรามองว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงได้บ้าง หาก กนง. มีมติไม่เป็นเอกฉันท์ให้คงดอกเบี้ย และเงินบาทอาจอ่อนค่าได้พอสมควร หาก กนง. “ลดดอกเบี้ย เซอร์ไพรส์ตลาด”
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.60-33.90 บาท/ดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงทยอยรับรู้ผลการประชุม กนง.)
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.65-33.86 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.80-33.90 บาทต่อดอลลาร์ ตามการปรับตัวลงหนักของราคาทองคำ (XAUUSD)
ราว -40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ -1.4% หลังผู้เล่นในตลาดต่างเทขายทำกำไรทองคำอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยอ่อนค่าลงมาก็ตาม
ทั้งนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำที่กลับมาทรงตัวเหนือโซน 2,920 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง ขณะเดียวกันเงินดอลลาร์ก็ยังคงแกว่งตัวในกรอบ Sideways เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะ รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงถูกกดดันจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ นำโดย Tesla -8.4% และ Nvidia -2.8% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนจากหุ้นในกลุ่มค้าปลีกและกลุ่ม Healthcare อาทิ Walmart +4.3%, Eli Lilly +2.3% ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -1.35% ส่วน ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.47%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.15% แม้ว่าตลาดหุ้นยุโรปจะเผชิญแรงกดดันจากแรงขายหุ้นกลุ่มเทคฯ ASML -2.2% เช่นเดียวกับในฝั่งสหรัฐฯ แต่ตลาดหุ้นยุโรปก็พอได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มธนาคาร กลุ่ม Healthcare รวมถึง หุ้นในกลุ่มการบินและทหาร อย่าง BAE +4.7% หลังรัฐบาลอังกฤษประกาศเพิ่มงบด้านกลาโหม
ในส่วนตลาดบอนด์ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า เฟดมีโอกาสราว 32% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ได้กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.28%
อย่างไรก็ดี เรายังคงกังวลว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีโอกาสรีบาวด์สูงขึ้นได้บ้าง ซึ่งต้องติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายของเฟดได้
ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip โดยไม่ไล่ราคาจนเกินไป เพื่อให้ได้ Risk-Reward ของการถือครองบอนด์ระยะยาวที่น่าสนใจ
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง กดดันโดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน จนทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 32% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีนี้ ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวลงสู่โซน 106.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.2-106.7 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะปรับตัวลดลง ทว่า ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ก็เผชิญแรงขายทำกำไรจากบรรดาผู้เล่นในตลาดพอสมควร กดดันให้ ราคาทองคำมีจังหวะย่อตัวลงเกิน -1% ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง กลับสู่โซน 2,930-2,940 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 14.00 น. โดยเราประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ซึ่งเป็นระดับที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ
ขณะเดียวกันก็เป็นการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรจับตา ผลโหวตของคณะกรรมการ กนง. อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่มติการประชุมในครั้งนี้ อาจ “ไม่เป็นเอกฉันท์” โดยอาจมีคณะกรรมการบางส่วน เห็นควรให้ลดดอกเบี้ยลง 25bps สู่ระดับ 2.00% ซึ่งผลโหวตดังกล่าว รวมถึงมุมมองของ กนง. ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเงินบาทและตลาดบอนด์ไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หลังล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 32% ที่จะสามารถลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือ 75bps ได้ในปีนี้ และลดดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1 ครั้ง 25bps ในปีหน้า
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.76-33.78 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.23 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อคืนที่ผ่านมาที่ 33.78 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ทั้งนี้แม้เงินดอลลาร์ฯ จะขาดแรงหนุนท่ามกลางการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ (หลังดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาที่ 98.3 ในเดือนก.พ. เทียบกับที่ตลาดคาดที่ 102.5) แต่เงินบาทก็ยังคงเคลื่อนไหวเป็นกรอบในช่วงระหว่างรอติดตามผลการประชุมและสัญญาณดอกเบี้ยจาก กนง. ในช่วงบ่ายวันนี้
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.65-33.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุม กนง. ประเด็นเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้า ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ฟันด์โฟลว์ และตัวเลขยอดขายบ้านใหม่เดือนม.ค. ของสหรัฐฯ
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ผนึกกำลัง! “บัวขาว & ซุปเปอร์บอน” ถ่ายทอดศาสตร์มวยไทยสู่เพื่อนทหารสหรัฐฯ

สุดยอดนักสู้แห่งยุค บัวขาว บัญชาเมฆ และ ซุปเปอร์บอน สิงห์มาวิน จับมือกันถ่ายทอดศาสตร์และศิลป์ของมวยไทยให้แก่ทหารสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมการฝึกร่วมผสม Cobra Gold 2025 เสริมสร้างความแข็งแกร่ง พร้อมสานสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างกองทัพ
“กองทัพบกไทย” นำโดย ร้อยเอก สมบัติ บัญชาเมฆ (บัวขาว) และ ซูเปอร์บอน บัญชาเมฆ จากศูนย์การกำลังสำรอง หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ร่วมกับครูมวยไทยจากกองทัพภาคที่ 2 จัดการสาธิตศิลปะ แม่ไม้มวยไทย และ เทคนิคการป้องกันตัว ให้แก่ทหารสหรัฐฯ ในการฝึกร่วม Cobra Gold 2025 ณ ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา
การฝึกครั้งนี้ได้นำ “นวอาวุธ” อันทรงพลังของมวยไทย หมัด เท้า เข่า ศอก มาสาธิตและฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สืบทอดกันมายาวนานในหมู่ทหารไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
กองทัพไทยยังคงรักษาและต่อยอดมวยไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรทางทหาร รวมถึงเป็นหัวใจสำคัญของการฝึกแลกเปลี่ยนในระดับนานาชาติ
อีกหนึ่งไฮไลต์ที่สร้างความประทับใจคือ “การรำไหว้ครูมวยไทย” ศิลปะแห่งการแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์และผู้มีพระคุณ ซึ่งนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมและจิตวิญญาณนักรบแล้ว ยังเปรียบเสมือนการเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมก่อนการต่อสู้
การฝึกมวยไทยใน Cobra Gold ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนทักษะการต่อสู้ แต่ยังสะท้อนถึง Soft Power อันทรงพลังของไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สร้างความประทับใจให้แก่ทหารนานาชาติ และตอกย้ำว่ามวยไทยเป็นมากกว่าศิลปะการต่อสู้ แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ชายวัย 70 เป็นมะเร็งตับทั้งที่ไม่ดื่มเหล้า หมอสืบจนรู้ จากอาหารเพื่อสุขภาพที่กินประจำ

ชายวัย 70 ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ สุขภาพดี แต่เป็น “มะเร็งตับ” หมอสืบจนรู้สาเหตุ จากอาหารเพื่อสุขภาพที่กินเป็นประจำ แต่ที่จรืงเต็มไปด้วยสารพิษ
อาหารบางอย่างแม้ดีต่อสุขภาพ แต่กินบ่อยเกินไปอาจเป็นอันตราย! ชายวัย 70 ปีในไต้หวัน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์และสุขภาพแข็งแรง แต่จู่ๆ กลับเบื่ออาหาร น้ำหนักลด 5 กิโลกรัมใน 6 เดือน และผิวเริ่มเหลือง เมื่อตรวจร่างกายพบว่าเป็น “มะเร็งตับ” ระยะกลาง ต้นเหตุคืออาหารเพื่อสุขภาพที่เขากินเป็นประจำ
หมออู๋ เหวินเจี๋ย ผู้เชี่ยวชาญด้านตับและทางเดินอาหารของไต้หวัน แชร์เคสผู้ป่วยชายวัย 70 ปีถูกครอบครัวพามาพบแพทย์ หลังจากมีอาการผิวเหลืองภายใน 2 สัปดาห์ น้ำหนักลด 5 กิโลกรัมใน 6 เดือน และเบื่ออาหาร เมื่อตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง พบก้อนเนื้องอกหลายจุดในตับ โดยก้อนใหญ่สุดมีขนาดถึง 10 ซม. วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับระยะกลาง
หมออู๋เผยว่า ผู้ป่วยไม่ดื่มแอลกอฮอล์และสุขภาพแข็งแรง แต่ชอบกินผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสง ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งตับ “มีเพียงปัจจัยเดียวที่เป็นไปได้ คือเขาเปิดโรงงานผลิตเนยถั่วมาหลายสิบปี และก็มักกินผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสงเป็นประจำ”
ถั่วลิสงมีชื่อว่า “ผลไม้แห่งชีวิต” เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ แต่หมออู๋อ้างอิงการวิจัยที่พบว่า แป้งถั่วลิสงและเนยถั่วมีสารก่อมะเร็ง “อะฟลาทอกซิน” โดยพบได้มากที่สุดในอาหารประเภทธัญพืช การเก็บรักษาถั่วลิสงยาก เพราะสารพิษนี้จะถูกทำลายได้ต้องใช้ความร้อนสูงถึงเกือบ 260 องศาเซลเซียส ดังนั้นควรกินถั่วลิสงในปริมาณที่เหมาะสม
หมออู๋ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป เพราะมะเร็งเกิดจากการสัมผัสสารก่อมะเร็งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน “การกินบ้างเป็นครั้งคราวไม่น่ากลัว” และยังเน้นย้ำว่าอาหารควรหลากหลาย “อย่ากินอาหารจำพวกเดิมๆ มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอาหารแปรรูป ควรกินอาหารที่เป็นธรรมชาติ และทำอาหารเองจะดีที่สุด”
อาการทั่วไป 7 ประการที่ควรระวังสำหรับมะเร็งตับ
ในฮ่องกง มะเร็งตับ (Liver Cancer) เป็น “ผู้ฆ่ามะเร็งอันดับ 3” รองจากมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยในแต่ละปีมีผู้ป่วยใหม่ประมาณ 1,800 คน และมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 คน โดยเฉพาะ 70% ของผู้ป่วยใหม่เป็นเพศชาย และอายุเฉลี่ยที่พบการป่วยอยู่ที่ 63-69 ปี
ตามข้อมูลจากของสำนักงานการจัดการโรงพยาบาลของฮ่องกง อาการของมะเร็งตับในระยะแรกมักไม่ชัดเจน แต่เมื่อเนื้องอกเริ่มโตขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการ 7 อย่างที่ควรระวัง
- ความรู้สึกไม่สบายบริเวณท้องด้านขวาบน, ปวดท้อง
- ปวดไหล่ขวา: เมื่อตับโตขึ้นจะไปกดทับเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกับไหล่ขวา
- เบื่ออาหาร, น้ำหนักลด, คลื่นไส้, ง่วงนอน
- มีก้อนแข็งที่ท้องส่วนบน
- ผิวหนังและตาขาวเป็นสีเหลืองอ่อน, ผิวหนังคัน: เนื่องจากเนื้องอกอุดตันท่อน้ำดี ทำให้สารสีในน้ำดีสะสมในเลือด เกิดอาการดีซ่าน
- ปัสสาวะสีชา, อุจจาระสีเทาอ่อน
- ท้องบวมเพราะน้ำในช่องท้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เปิดสถิติสายมิจฉาชีพทางโทรศัพท์-SMS หลอกลวง พุ่ง 168 ล้านครั้ง สูงสุดรอบ 5 ปี

Whoscall เปิดสถิติปี 2567 จำนวนสายมิจฉาชีพทางโทรศัพท์และข้อความ SMS หลอกลวงในไทยพุ่ง 168 ล้านครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี เตือนภัยแอบอ้างองค์กร ลิงก์อันตรายแปลกปลอม และการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย ในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อความเชื่อมั่นชั้นนำ (TrustTech) และผู้ให้บริการแอปพลิเคชัน Whoscall เปิดรายงานประจำปี 2567 วิเคราะห์สถานการณ์กลโกงของมิจฉาชีพในประเทศไทยตลอดปีที่ผ่านมา ผ่านการรายงาน มิจฉาชีพจากสายโทรศัพท์ ข้อความ SMS ลิงก์ต่าง ๆ และฟีเจอร์ตรวจสอบข้อมูลรั่วไหล พร้อมสำรวจ กลลวงมิจฉาชีพที่ใช้หลอกลวงประชาชน เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงภัยกลโกงและลดความเสี่ยง จากการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพในรูปแบบต่าง ๆ
นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก ประเทศไทย กล่าวว่า “นับตั้งแต่ที่บริษัท เริ่มเผยแพร่รายงานประจำปีตั้งแต่ปี 2563 เราได้ติดตามสถานการณ์การหลอกลวงของมิจฉาชีพ ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในเกือบทุก ๆ ตลาดหลักที่ Whoscall ให้บริการอย่างใกล้ชิด

สำหรับประเทศไทย ในปี 2567 เราสามารถระบุสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงได้สูงสุดในรอบ 5 ปี ถึง 168 ล้านครั้ง เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการหลอกลวงอย่างแพร่หลาย ทำให้กลโกงมีความ ซับซ้อนมากขึ้นและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มการหลอกลวงที่ต้องจับตามอง ได้แก่ การแอบอ้างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน การฉ้อโกงทางการเงินในหลากหลายรูปแบบ ทั้งผ่านการโทรศัพท์ ข้อความ SMS ลิงก์อันตราย รวมถึง การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น อย่างน่ากังวล”
สรุปข้อมูลสำคัญจากรายงาน
-ในปี 2567 ประเทศไทยมีจำนวนการตรวจพบสายโทรศัพท์และข้อความ SMS หลอกลวงเพิ่มขึ้น ประมาณ 168 ล้านครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี
-Whoscall สามารถปกป้องผู้ใช้จากการถูกหลอกลวงผ่านการโทรและข้อความ SMS ได้ถึง 460,000 ครั้งใน 1 วัน
-กลวิธีหลอกลวงใน SMS ที่พบอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การชักชวนเล่นพนัน การปลอมเป็นบริษัท ขนส่งพัสดุ การแอบอ้างเป็นธนาคาร สถาบันการเงิน องค์กร และหน่วยงานรัฐ
-ระวัง! ลิงก์อันตรายอาจนำไปสู่ เว็บไซต์ปลอม, เว็บพนันผิดกฎหมาย, และเว็บที่แอบติดตั้งมัลแวร์ เพื่อดักจับข้อมูลส่วนตัว เป็นต้น
-ฟีเจอร์ ID security ของ Whoscall เตือนภัยข้อมูลส่วนตัวคนไทย 41% รั่วไหลไปบนดาร์กเว็บ

ตรวจพบสายโทรศัพท์และข้อความหลอกลวงเพิ่มขึ้นในประเทศไทย
ในปี 2567 Whoscall ตรวจพบ สายโทรศัพท์และข้อความ SMS หลอกลวงสูงถึง 168 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 112% จาก 79.2 ล้านครั้งในปี 2566 และถือเป็นยอดที่สูงสุดในรอบ 5 ปีของประเทศไทย ในส่วนของจำนวนการโทรหลอกลวงเพิ่มขึ้นเป็น 38 ล้านครั้ง จาก 20.8 ล้านครั้งในปี 2566 ขณะที่จำนวนข้อความ SMS หลอกลวงพุ่งสูงถึงเกือบ 130 ล้านครั้ง จาก 58.3 ล้านครั้งในปี 2566 กลโกงที่พบมากที่สุด ได้แก่ การหลอกขายบริการและสินค้าปลอม การแอบอ้างตัวเป็นหน่วยงาน และหลอกว่ามีเงินกู้อนุมัติง่าย การหลอกทวงเงิน การหลอกว่าเป็นหนี้
มิจฉาชีพใช้กลลวงเกี่ยวกับการเงิน และแอบอ้างองค์กรเพิ่มสูงขึ้น
ในปีที่ผ่านมา บริการ Smart SMS Assistant หรือ ผู้ช่วย SMS อัจฉริยะที่ช่วยตรวจสอบข้อความ จากหมายเลขที่ไม่รู้จัก พบว่ามีข้อความ SMS ที่เข้าข่ายการ หลอกลวง มากถึง 130 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่ากลุ่มมิจฉาชีพยังคงใช้การส่งข้อความเป็นช่องทางหลักในการหลอกลวง
ข้อความ SMS หลอกลวงที่แนบลิงก์ฟิชชิง เช่น ข้อความ SMS ที่หลอกให้กู้เงิน และโฆษณาการพนัน ยังคงพบมากที่สุด นอกจากนี้กลุ่มมิจฉาชีพยังเปลี่ยนกลยุทธ์มาแอบอ้างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน มากขึ้น เช่น แอบอ้างเป็นบริการจัดส่งสินค้า รวมไปถึงการปลอมเป็นหน่วยงานสาธารณูปโภค เพื่อส่งข้อความชวนเชื่อที่สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับมาตรการลดค่าไฟฟ้า คืนค่าประกัน มิเตอร์ไฟฟ้า มาตรการคนละครึ่ง และดิจิทัล วอลเล็ต

การแพร่กระจายของลิงก์อันตรายแปลกปลอม
Whoscall พัฒนาฟีเจอร์อย่างเช่น Web Checker ที่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบลิงก์ที่น่าสงสัยและ อันตราย บนเว็บบราวเซอร์ในระหว่างการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ในปีที่ผ่านมาฟีเจอร์นี้ช่วยปกป้อง ผู้ใช้งานจากการคลิกลิงก์อันตราย แปลกปลอมหลากหลายประเภท โดยประเภทลิงก์อันตรายที่พบมาก ที่สุดเป็นลิงก์ฟิชชิงที่มีวัตถุประสงค์เพื่อดูดเงิน หรือล้วงข้อมูลส่วนบุคคล 40% ส่วนลิงก์ อันตราย ที่เหลือเป็นลิงก์ ที่เชื่อมโยงกับการพนันออนไลน์ผิดกฎหมาย 30% และลิงก์อันตรายที่หลอกให้เหยื่อ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่มีมัลแวร์เพื่อขโมยข้อมูลสำคัญจากอุปกรณ์อีก 30%
ปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น
ในรายงานประจำปีครั้งนี้ยังได้เปิดเผยถึงปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรวจสอบผ่านฟีเจอร์ “ID Security” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูล ส่วนบุคคลของตนเองได้ ในปีที่ผ่านมา ฟีเจอร์ ID Security กลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยเพิ่ม ความระมัดระวังความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยผลการวิเคราะห์พบว่าข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ 41% รั่วไหลไปยังที่ต่าง ๆ เช่น ดาร์กเว็บ และดีพเว็บ ในบรรดาข้อมูลส่วนตัวที่รั่วไหลพบว่า 97% เป็น อีเมล และ 88% เป็นเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งอาจมีข้อมูลเช่น วันเดือนปีเกิด ชื่อนามสกุล พาสเวิร์ด รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ หลุดร่วมไปด้วย
Whoscall มุ่งพัฒนาแอป ร่วมปกป้องผู้ใช้-ธุรกิจอย่างครอบคลุม
รายงานฉบับนี้สะท้อนให้เห็นว่าใน 1 วัน Whoscall ช่วยปกป้องคนไทยจากมิจฉาชีพได้มากกว่า 460,000 ครั้ง เรามุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพเพื่อตอบโจทย์ทุกความ ต้องการของผู้ใช้งานในการป้องกันภัยมิจฉาชีพ เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของกลโกงออนไลน์ ที่เพิ่มขึ้นในทุกรูปแบบ นอกจากนี้ประชาชนควรตื่นตัวและใช้มาตรการเชิงรุกเพื่อปกป้องตนเอง เช่น :
ดาวน์โหลดแอป Whoscall : ฟีเจอร์ Caller ID จะยังเป็นแนวป้องกันแรกที่สามารถระบุตัวตนของหมายเลขที่ไม่รู้จักแบบเรียลไทม์ ช่วยเตือนภัย สายเรียกเข้าหลอกลวง และสายสแปมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล: ประชาชนควรใช้ความระมัดระวังเมื่อแชร์ข้อมูลส่วนตัวทางออนไลน์ และระวังลิงก์ หรือคำขอที่น่าสงสัย โดยสามารถทดลองใช้ฟีเจอร์ ID Security เพื่อตรวจสอบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลไปที่ไหนแล้วหรือไม่ เพื่อเพิ่มความระมัดระวังในการติดต่อผ่านช่องทาง ต่าง ๆ เช่น อีเมล เบอร์โทรศัพท์ และข้อความ SMS
ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งทางการ
สำหรับผู้บริโภค: บริการ Auto Web Checker บนแอปพลิเคชัน Whoscall จะช่วยแจ้งเตือน เมื่อผู้ใช้งานคลิกลิงก์จากข้อความ SMS หรือเว็บบราวเซอร์ เข้าไปยัง เว็บไซต์ที่อาจเป็นอันตราย
สำหรับธุรกิจ: Whoscall Verified Business Number หรือ VBN จะช่วยยืนยัน เบอร์โทรศัพท์ของธุรกิจ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในความถูกต้องของสายโทรเข้า ธุรกิจ สามารถใช้โซลูชันนี้เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารกับลูกค้า ปกป้องภาพลักษณ์ของแบรนด์ และป้องกันความเสียหายต่อชื่อเสียงจากการถูกแอบอ้าง
“ด้วยสถานการณ์กลโกงที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง Whoscall ยืนหยัดที่จะใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี AI ที่มี่ประสิทธิภาพมายกระดับการป้องกันภัยจากการหลอกลวง เพื่อสร้างเครือข่ายป้องกันภัยจากอาชญกรรมทางไซเบอร์ให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคมไทย เราพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนอย่างใกล้ชิดในการลดอัตราการหลอกลวงจากมิจฉาชีพ สร้างความตระหนัก รู้เกี่ยวกับการหลอกลวงดิจิทัล รวมถึงออกบริการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อปกป้องทั้งผู้ใช้ และองค์กรในทุกช่องทาง” นายแมนวู จู กล่าวสรุป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
รูปแบบวิธีปฏิเสธ ภาษาอังกฤษแบบคนชิค แบบไม่ต้องพูดว่า No

ในหลาย ๆ ครั้งที่เรานั้นได้รับคำเชิญหรือคำร้องขอจากคนอื่น ๆ หรือมีการมีบทสนทนาร่วม บางครั้งเราก็ตอบตกลงไป แต่บางครั้งเราก็ต้องอยากที่อยากจากตอบปฏิเสธ หรือ Say No ไป แต่ด้วยสถานการ์ต่าง ๆ อาจจะทำให้เรานั้นคิดคำศัพท์หรือนึกคำที่เราจะปฏิเสธแบบสุภาพไม่ออก เพราะบางครั้งบางสถานการณ์แค่คำว่า No ก็อาจจะไม่เข้าหรือไม่เหมาะกับสถานการณ์นั้น ๆ แต่ในบทความนี้ที่ Engduo Thailand จะพาไปดูว่านอกจากคำว่า No แล้ว เราสามารถที่จะพูดคำหรือประโยคอื่น ๆ ที่ใช้ในการปฏิเสธได้อีกหรือไม่
การพูดปฏิเสธกรณีที่มีคนชวนเราไปไหนมาไหน แต่เราไม่สะดวก
- That sounds great, but…
ฟังดูดีนะ แต่ว่า…(ตามด้วยเหตุผล)
- I wish I could come, but unfortunately…
ฉันหวังว่าจะไปได้ แต่น่าเสียดายที่…(ตามด้วยเหตุผล)
- I really appreciate the invitation, but…
ฉันรู้สึกซาบซึ้งที่ได้รับคำเชิญนั้น แต่ว่า…(ตามด้วยเหตุผล)
- I wish I could come, but unfortunately, I won’t be able to be there. Have a great party.
ฉันหวังว่าฉันจะไปได้ แต่น่าเสียดายที่ฉันไม่สามารถไปได้ ขอให้สนุกนะ
- I’m honored that you would ask me, but my answer is no.
ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมาก ๆ ที่คุณเอ่ยปากชวน แต่ว่าฉันคงต้องขอปฏิเสธ
การพูดปฏิเสธกรณีที่มีคนต้องการเสนออะไรให้เรา แต่เราไม่ต้องการ
- Thank you for the offer, but…
ขอบคุณสำหรับข้อเสนอ แต่ว่า…(ตามด้วยเหตุผล)
- I appreciate the offer, but…
ฉันรู้สึกทราบซึ้งกับข้อเสนอ แต่ว่า…(ตามด้วยเหตุผล)
- That would be great, but…
มันก็จะดีมากเลยนะ แต่ว่า…(ตามด้วยเหตุผล)
- Thank you for asking, but that isn’t going to work out for me.
ขอบคุณที่ถามนะ แต่มันคงไม่เหมาะกับฉันเท่าไหร่
- Thank you so much for your support. but I’m sorry I can’t accept your offer this time.
ขอบคุณมากที่คอยสนับสนุน แต่ต้องขอโทษด้วย ฉันไม่สามารถรับข้อเสนอของคุณในครั้งนี้ได้
- I appreciate you asking me, but I can’t do it.
ขอบคุณมากที่ถาม แต่ฉันไม่สะดวกทำจริง ๆ
การพูดปฏิเสธกรณีที่มีคนขอร้องให้ช่วย แต่เราไม่สะดวก
- I wish I could help you, but…
ฉันหวังว่าฉันจะช่วยเธอได้ แต่…(ตามด้วยเหตุผล)
- I would love to help you, but…
ฉันอยากที่จะช่วยมาก ๆ เลย แต่…(ตามด้วยเหตุผล)
- Unfortunately now is not a good time for me, I have to…
น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาสะดวกของฉัน ฉันต้อง…
ประโยคตัวอย่างเหล่านี้ จะเห็นว่าเราจะไม่ปฏิเสธไปตรงๆ เนื่องจากอาจทำให้เกิดความข้องใจระหว่างกัน หรือเกิดความขุ่นเคืองในใจ เราอาจใช้การปฏิเสธแบบนุ่มนวลและตามด้วยเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องปฏิเสธ จึงจะเป็นวิธีปฏิเสธที่ดีกว่าการพูดว่า No เฉยๆ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
“ขิง” ไม่ได้เหมาะกับทุกคน ใครบ้างไม่ควรทานขิง เพราะกระทบสุขภาพ

คุณอาจรู้จักและชื่นชอบการรับประทานขิงสด เพราะความสามารถในการเพิ่มรสชาติให้กับซูชิโรลทูน่ารสเผ็ดของคุณ หรือบางทีคุณอาจเพลิดเพลินกับความซ่าของช็อตขิงคั้นสด เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ของคุณ นอกเหนือจากรสชาติแล้ว ประโยชน์ต่อสุขภาพของขิงยังรวมถึงการปรับปรุงการย่อยอาหาร การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และการต่อสู้กับการอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณเรียนรู้วิธีทำน้ำมันขิง แต่ก่อนที่คุณจะเริ่มเติมลงในสมูทตี้ตอนเช้าของคุณ มีบางสถานการณ์ที่การนำรากขิงมาใช้ในกิจวัตรเพื่อสุขภาพของคุณไม่แนะนำ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงสำคัญที่จะต้องรู้ว่าเมื่อใดที่ไม่ควรรับประทานขิง
ทำไมคุณอาจต้องการขิงในอาหารของคุณมากขึ้น
ขิงมีหลายรูปแบบ แต่รากของต้นขิงเป็นสิ่งที่ใช้กันทั่วไปทั้งเป็นเครื่องเทศหรือส่วนผสมในการปรุงอาหาร และเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ในรูปแบบอาหารเสริม “ขิงยอดเยี่ยมในการส่งเสริมสุขภาพที่ยืนยาว เพราะมีสารประกอบที่เรียกว่า จินเจอร์รอลและโชกาออล ซึ่งสร้างฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระในร่างกาย” ทริสต้า เบสท์ นักโภชนาการ กล่าวไว้กับ Well+Good ก่อนหน้านี้
คุณสามารถหั่นหรือขูดขิงสดเพื่อใส่ในซุปหรือซอส ใช้ขิงผงเป็นเครื่องปรุงรสบนผัก ตกแต่งม็อกเทลด้วยขิงเชื่อมเพื่อเพิ่มความเก๋ไก๋ ใช้ขิงดองในชามโปเก ดื่มในรูปแบบของชาขิง หรือรับประทานเป็นอาหารเสริม
รากขิงเป็นที่รู้จักกันว่า “ช่วยสนับสนุนสุขภาพทางเดินอาหารโดยการปรับปรุงการเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหาร และช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและความรู้สึกไม่สบายในระบบทางเดินอาหารโดยการลดการผลิตก๊าซ” บอนนี่ เทาบ์-ดิกซ์ นักโภชนาการ และผู้เขียนหนังสือ “Read It Before You Eat It” กล่าว
“นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบเพื่อช่วยสนับสนุนสุขภาพหัวใจและบรรเทาอาการของโรคข้ออักเสบ” เทาบ์-ดิกซ์กล่าวเสริมว่ารากขิงสามารถช่วยระงับอาการคลื่นไส้และรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้
เมื่อใดที่ขิงอาจส่งผลเสียต่อคุณ?
แม้ว่าโดยทั่วไปขิงจะถือว่าปลอดภัยต่อการบริโภค และแม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีบางกรณีที่บางคนอาจต้องการจำกัดปริมาณการบริโภค หรือหลีกเลี่ยงการบริโภคไปเลยทั้งหมด ไคล์ สเตลเลอร์ แพทย์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการแพทย์แห่งโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด และโฆษกของสมาคมระบบทางเดินอาหารแห่งอเมริกา กล่าว
(ไม่ว่าคุณจะเพียงแค่จับตาดูปริมาณการบริโภคประจำวันของคุณ หรือตัดสินใจที่จะตัดออกจากอาหารของคุณไปเลยทั้งหมด เป็นเรื่องที่คุณควรปรึกษากับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ เนื่องจากความเสี่ยงส่วนบุคคลและปริมาณที่เหมาะสมแตกต่างกันไปอย่างมาก ตามที่ ดร.สเตลเลอร์กล่าว)
ข้อกังวลที่สำคัญที่สุดคือสำหรับผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เช่น ฮีโมฟีเลีย ซึ่งเลือดไม่แข็งตัวอย่างเหมาะสม ดร.สเตลเลอร์กล่าว “ขิงมีคุณสมบัติในการต้านการแข็งตัวของเลือด หรือทำให้เลือดบางลงเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกได้” เขากล่าว
ขิงมีปฏิกิริยากับยาอะไรบ้าง?
เนื่องจากมีคุณสมบัติต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ที่รับประทานยาละลายลิ่มเลือด เช่น วาร์ฟารินหรือแอสไพริน หรือยาต้านเกล็ดเลือดสำหรับสุขภาพหัวใจ เช่น โคลพิโดเกรล จะต้องใช้ความระมัดระวังด้วย “การใช้ขิงร่วมกับยาเหล่านี้อาจเพิ่มฤทธิ์และอาจนำไปสู่การมีเลือดออกมากเกินไปหรือรอยช้ำได้” ดร.สเตลเลอร์อธิบาย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/02/2568
ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
---|---|---|---|
ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 46,600.00 | 46,700.00 |
ทองรูปพรรณ 96.5% | 3,019.00 | 45,768.04 | 47,200.00 |
ทองรูปพรรณ 90% | 2,717.10 | 41,191.24 | n/a |
ทองรูปพรรณ 80% | 2,415.20 | 36,614.43 | n/a |
ทองรูปพรรณ 50% | 1,359.00 | 20,602.44 | n/a |
ทองรูปพรรณ 40% | 1,057.00 | 16,024.12 | n/a |
ทองรูปพรรณ 99.99% | 3,128.00 | 47,420.48 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/02/2568
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | เอสโซ่ | คาลเท็กซ์ | ![]() ไออาร์พีซี | พีที | ![]() ซัสโก้ | ![]() เพียว | ![]() พรุ่งนี้ | |
---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
แก๊สโซฮอล์ 95 | 35.65 | 35.65 | 36.15 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 |
แก๊สโซฮอล์ 91 | 35.28 | 35.28 | 35.78 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 |
แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.44 | 33.44 | 33.94 | 33.44 | 33.44 | – | 33.44 | 33.44 | 33.44 | 33.44 |
แก๊สโซฮอล์ E85 | 32.09 | 32.09 | – | – | – | – | – | – | – | 32.09 |
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 44.24 | 49.84 | 49.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 44.24 |
เบนซิน 95 | 43.94 | – | – | – | 49.81 | – | 44.44 | 44.09 | – | 43.94 |
ดีเซล | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 |
ดีเซลพรีเมี่ยม | 44.94 | 47.14 | 49.84 | 47.14 | 47.14 | – | – | – | – | 44.94 |
แก๊ส NGV | 17.90 | 17.90 | – | – | – | – | – | – | – | 17.90 |