อสังหาฯ ไทย ไตรมาส 4/67 พลิกบวกในรอบ 8 ไตรมาส ลุ้นโตต่อเนื่องในปี 68

REIC เผยตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 4/67 ส่งสัญญาณฟื้นตัว โอนกรรมสิทธิ์เพิ่มขึ้น 1.3% โตในรอบ 8 ไตรมาส คาดปี 68 ขยายตัวต่อเนื่อง รับแรงหนุนมาตรการกระตุ้นจากรัฐ อัตราดอกเบี้ยเอื้อต่อการขอสินเชื่อ และการลงทุนเมกะโปรเจ็กต์
ตลาดที่อยู่อาศัยไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว หลังจากซบเซามาหลายไตรมาส โดยในไตรมาส 4 ปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศ 97,413 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ถือเป็นการเติบโตครั้งแรกในรอบ 8 ไตรมาส
ถึงแม้ว่ามูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะอยู่ที่ 275,563 ล้านบาท ลดลง 1.5% แต่เป็นอัตราที่ติดลบน้อยลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ ที่ปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท จากเดิมที่จำกัดไว้เพียง 3 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ก่อนสิ้นสุดมาตรการในช่วงปลายปี
นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยว่า ตลาดที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดในไตรมาส 4 ปี 2567 มีการโอนกรรมสิทธิ์ 33,361 หน่วย เพิ่มขึ้น 13.9% คิดเป็นมูลค่า 84,481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนการโอนกรรมสิทธิ์แนวราบแม้จะลดลง 10.6% โดยมีจำนวน 231,360 หน่วย แต่มาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนยังช่วยพยุงตลาดไว้ได้บางส่วน ทำให้ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งปี 2567 อยู่ที่ 347,799 หน่วย ลดลง 5.2% เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยเป็นอาคารชุด 116,439 หน่วย เพิ่มขึ้น 7.7% สะท้อนว่ามาตรการรัฐกระตุ้นตลาดคอนโดฯ ได้ผลดี แต่ที่อยู่อาศัยแนวราบยังเผชิญกับภาวะชะลอตัว
ด้านมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในปี 2567 อยู่ที่ 980,648 ล้านบาท ลดลง 6.3% โดยเฉพาะกลุ่มอาคารชุดที่มีราคามากกว่า 7 ล้านบาท มีมูลค่าการโอนลดลง 2.5% ส่วนกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบมีมูลค่าการโอน 683,588 ล้านบาท ลดลง 7.9% ขณะที่ยอดปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2567 อยู่ที่ 587,344 ล้านบาท ลดลง 13.4% เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 678,347 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศคาดว่าจะอยู่ที่ 353,389 หน่วย เพิ่มขึ้น 1.6% โดยเป็นการโอนอาคารชุดประมาณ 116,618 หน่วย เพิ่มขึ้น 0.2% และการโอนที่อยู่อาศัยแนวราบประมาณ 236,770 หน่วย เพิ่มขึ้น 2.3%
ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทุกประเภทคาดว่าจะอยู่ที่ 994,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.4% โดยแบ่งเป็นอาคารชุดมูลค่า 298,363 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% และที่อยู่อาศัยแนวราบมูลค่า 696,181 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8%
ปัจจัยบวกที่หนุนตลาดในปี 2568 มาจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งประมาณการ GDP โต 2.2-3.2% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในช่วงครึ่งปีแรก และเม็ดเงินจากโครงการเมกะโปรเจกต์ที่คาดว่าจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจราว 260,000 ล้านบาท
รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2568 จะมีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วประเทศมูลค่า 593,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1% จากปี 2567
ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ก็อาจจะยังคงเผชิญกับปัจจัยลบบางประการ ได้แก่ ระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจกระทบกำลังซื้อบางกลุ่ม
โดยภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากมาตรการกระตุ้นของภาครัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มอาคารชุดที่มีราคาต่ำกว่า 7 ล้านบาทที่ได้รับอานิสงส์อย่างชัดเจน ส่วนกลุ่มที่อยู่อาศัยแนวราบแม้จะยังเผชิญกับภาวะชะลอตัว แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่เอื้อต่อการกู้ซื้อบ้าน อาจช่วยให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2568 สามารถฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘สำนักงาน’โอเวอร์ซัพพลาย! พื้นที่ว่างพุ่ง หั่นค่าเช่า 30%

ตลาดสำนักงาน โอเวอร์ซัพพลาย! พื้นที่ว่างพุ่ง27% ในไตรมาส 4/67 สะท้อนอุปทานล้น และการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์การทำงาน ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรง หั่นค่าเช่า 30% ดึงลูกค้า
อุกฤษฏ์ พรพัฒนไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายพื้นที่สำนักงานให้เช่า คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย กล่าวถึงสัญญาณของตลาดสำนักงานว่า จะมีอัตราพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นอีกในปี 2568 จากคาดการณ์ว่าจะมีการขยายตัวของซัพพลายที่สูงถึง 725,000 ตร.ม. ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะกระจุกตัวในย่านศูนย์กลางธุรกิจ หรือ ซีบีดี (CBD : Central Business Districtx (CBD) ของกรุงเทพฯ ทำให้หลายโครงการอาจเผชิญภาวะ “โอเวอร์ซัพพลาย” การแข่งขันดุเดือดเพื่อดึงดูดผู้เช่า
ขณะที่ “อัตราการเช่าพื้นที่สำนักงาน” ปี 2568 “ลดลง” อย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียง 72.2% จากช่วงก่อนโควิด-19 ในปี 2562 อยู่ที่ 77% และเคยสูงสุดถึง 95% ในปี 2555 นอกจากนี้ ค่าเช่าสำนักงานเคยสูงถึง 1,100 บาท/ตร.ม./เดือน ระหว่างปี 2563-2565 คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 950 บาท/ตร.ม./เดือน ในปีนี้ !
สาเหตุสำคัญของปัญหานี้มาจากการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการทำงาน หลังการระบาดของโควิด-19 หลายองค์กรเริ่มมีนโยบายทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น ทำงานแบบไฮบริด ทำงานจากที่ไหนก็ได้ (Work From Anywhere) ทำให้ดีมานด์สำหรับพื้นที่สำนักงานลดลงอย่างชัดเจน
หลายบริษัทปรับลดพื้นที่เช่าลง อาทิ ไมโครซอฟต์ ที่เคยใช้ 2,000 ตร.ม. เหลือเพียง 1,500 ตร.ม. ไอบีเอ็ม ที่เคยใช้ 7,500 ตร.ม. เหลือ 3,500 ตร.ม. หรือ อีริคสัน ลดพื้นที่จาก 3,700 ตร.ม. เหลือ 2,000 ตร.ม. เป็นต้น

ภาวะโอเวอร์ซัพพลายและการแข่งขันในตลาดได้ส่งผลให้โครงการสำนักงานใหม่ เริ่มเสนอส่วนลดสูงถึง 30% เป็นอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วงก่อนโควิด ที่เคยให้ส่วนลดสูงสุดเพียง 10-15% เท่านั้น ขณะที่สำนักงานอาคารเก่ามักเสนอสิทธิพิเศษ เช่น ให้เช่าฟรี 6-7 เดือน หากทำสัญญาเช่าระยะยาวแทนการลดราคา
อีกปัจจัยที่ทำให้ตลาดสำนักงานยากลำบาก คือ การเช่าพื้นที่ในบางย่าน “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัด เช่น ทำเลบางนาและรามคำแหง อัตราเช่า 400-500 บาท/ตร.ม./เดือน เนื่องจากปัญหาซัพพลายล้นตลาด หรือย่านพญาไท-วิภาวดี ราคาเช่าลดลงเหลือ 600-800 บาท/ตร.ม./เดือน โดยหลายพื้นที่มีอัตราการเช่าต่ำเพียง 30%
การชะลอตัวของตลาดยังส่งผลให้หลายโครงการใหญ่ต้องเลื่อนการเปิดตัวออกไปอย่างไม่มีกำหนด รวมถึงโครงการขนาดใหญ่ เช่น The PARQ เฟส 2 หรือ ONE BANGKOK ที่คาดว่าจะมีซัพพลายถึง 150,000 ตร.ม. รวมถึงโครงการอื่นที่ชะลอแผนการก่อสร้างจากปัจจัยภายนอก เช่น Bangkok Mall และ Cloud11 เป็นต้น
การฟื้นตัวของตลาดสำนักงานในอนาคตอาจไม่รวดเร็วนัก โดยคาดว่าอุปทานใหม่จะไม่เพิ่มขึ้นเกินไปจนเกินความสามารถของตลาด และภาวะตลาดจะค่อยๆ ฟื้นตัวภายในปี 2573 หากมีการควบคุมอุปทานอย่างเหมาะสม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 27ก.พ.“อ่อนค่าลงเล็กน้อย” ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทอาจไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องชัดเจน ตราบใดที่ราคาทองคำยังทยอยปรับตัวขึ้น/อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways แม้เงินดอลลาร์จะพลักกลับมาแข็งค่า เนื่องจากตลาดอาจเริ่มกลับมากังวลประเด็นนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐมากขึ้น
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 27ก.พ. 2568ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.70 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท การเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงนี้ ทำให้เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงที่จะเผชิญความผันผวนลักษณะ Two-Way Volatility โดยต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ในช่วงนี้ ตลาดอาจเริ่มกลับมากังวลประเด็นนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งอาจหนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้นได้บ้าง หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้ปรับตัวอ่อนค่าลงไปมากนัก เนื่องจากประเด็นแนวโน้มการลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้งของเฟดในปีนี้ ก็ดูจะถูกคาดหวังและรับรู้โดยผู้เล่นในตลาดไปมากแล้ว (Fully Priced-In)
อนึ่ง แม้ เงินดอลลาร์จะกลับมาแข็งค่าขึ้น จนอาจกดดันเงินบาทให้อ่อนค่าลงบ้าง แต่เงินบาทก็อาจไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องชัดเจน ตราบใดที่ราคาทองคำยังสามารถทยอยปรับตัวขึ้นได้ หรือ อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways
โดยหากประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following เราจะกลับมาเชื่อว่า เงินบาทจะสามารถทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้ชัดเจน หรือกลับมาอยู่ในแนวโน้มการอ่อนค่า เมื่อเห็นเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรเตรียมรับมือ ความเสี่ยงที่อาจจะเห็นเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้ เช่นกัน หากผู้เล่นในตลาดเพิ่มโอกาสที่เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้เกิน 2 ครั้ง มากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งควรจะเห็นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่ลงชัดเจน
โดยเรามองว่า ประเด็นผลกระทบจากการปรับลดการจ้างงานของรัฐบาลสหรัฐฯ โดย DOGE ก็เป็นปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้ และเราจะติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ก็อาจถูกกดดันเพิ่มเติมได้
หากผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ หรือ หุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ปรับฐานต่อเนื่อง ดังที่เราได้ระบุไว้ก่อนหน้า
ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.60-33.90 บาท/ดอลลาร์
ดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ยังคงเคลื่อนไหวอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.67-33.84 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.80-33.90 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ตามการปรับตัวลงหนักของราคาทองคำ (XAUUSD) ไม่ต่างจากการเคลื่อนไหวในช่วงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าลงของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์มีจังหวะย่อตัวลง สอดคล้องกับการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ท่ามกลางมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมาเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 33% ในการลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้
และมีโอกาสมากขึ้น ที่เฟดอาจจะสามารถลดดอกเบี้ยได้เกิน 1 ครั้ง ในปี 2026 หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะนี้ ยังคงออกมาผสมผสาน อีกทั้งผู้เล่นในตลาดเริ่มมีความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากแนวโน้มการปรับลดการจ้างงานในส่วนของภาครัฐ (ดังจะเห็นได้จากยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่ทยอยเพิ่มสูงขึ้น)
ทั้งนี้ การปรับตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ก็ถูกจำกัดลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรป รวมถึงเม็กซิโกและแคนาดา ส่งผลให้สกุลเงินฝั่งยุโรป อย่าง เงินยูโร (EUR) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง
บรรดาผู้เล่นในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงไม่กล้าเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้นรายงานผลประกอบการของ Nvidia +3.7% ที่จะรายงานในช่วงหลังตลาดปิด ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดยังคงทยอยขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ นำโดย Tesla -4.0% อีกทั้งผู้เล่นในตลาดต่างก็ระมัดระวังแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรป เม็กซิโกและแคนาดา ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.01%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวขึ้น +0.99% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ที่ยังคงออกมาสดใส ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลัง ยูเครนและสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับแร่ธาตุของยูเครน ก่อนที่ทางสหรัฐฯ กับรัสเซียจะมีการเจรจาในประเด็นสงครามรัสเซีย-ยูเครนในเร็วนี้
ในส่วนตลาดบอนด์ บรรยากาศในตลาดการเงินที่ยังไม่กลับมาเปิดรับความเสี่ยง อีกทั้ง มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ต่างมองว่า เฟดมีโอกาสราว 33% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมีโอกาสบ้างที่เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้เกิน 1 ครั้ง ในปีหน้า
ได้กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.27% อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเริ่มชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนอาจเริ่มทยอยขายทำกำไรสถานะถือครองบอนด์ออกมาบ้าง
อีกทั้งประเด็นสงครามการค้าก็อาจกลับมาร้อนแรงขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว มากกว่าไล่ราคาซื้อ เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่อาจปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์โดยรวมเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways โดยมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามการเพิ่มโอกาสเฟดเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ ของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงออกมาผสมผสาน
ทว่า เงินดอลลาร์ก็สามารถรีบาวด์ขึ้นมาได้ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรป เม็กซิโกและแคนาดา กดดันให้บรรดาสกุลเงินหลัก อย่าง เงินยูโร (EUR) ทยอยอ่อนค่าลง ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 106.4 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.1-106.7 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) จะมีจังหวะย่อตัวลง จากแรงขายทำกำไร ทว่าจังหวะการย่อตัวลงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รวมถึงความต้องการถือครองทองคำ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้ช่วยหนุนให้ ราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นบ้าง กลับสู่โซน 2,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ
อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) โดยเราจะติดตามรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อประเมินผลกระทบจากการทยอยปรับลดการจ้างงานในส่วนรัฐบาลของสหรัฐฯ โดย DOGE
ส่วนในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 6.30 น. ของเช้าวันศุกร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และยอดค้าปลีก (Retail Sales)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 33.78-33.80 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.14 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.71 บาทต่อดอลลาร์ฯ…โดยเงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับทิศทางของสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย และการปรับตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลก หลังจากที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าหลังการส่งสัญญาณของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงแนวทางที่สหรัฐฯ จะมีการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหภาพยุโรปในอัตรา 25% ในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ เงินบาทยังขาดแรงหนุน หลังจากที่เมื่อวานนี้ กนง. Surprise ตลาด ด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ลงมาที่ระดับ 2.00% (แม้จะส่งสัญญาณว่า การปรับลดดอกเบี้ยของกนง. ยังไม่ใช่วัฏจักรของอัตราดอกเบี้ยขาลงก็ตาม)
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.60-33.85 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้า ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ฟันด์โฟลว์ และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4/67 ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน และยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขายเดือนม.ค.
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
“กัน กันตภณ” พ่ายจีนร่วงรอบแรกแบดมินตันเยอรมัน โอเพ่น

“กัน” กันตภณ หวังเจริญ ชายเดี่ยวมือ 41 ของโลกจากไทย ต้องจบเส้นทางในแบดมินตันเยอรมัน โอเพ่น 2025 ไว้เพียงรอบแรกหลังพ่าย หวัง เจิ้งซิง จากจีน 2 เกมรวดด้วยสกอร์ 13-21 และ 9-21
การแข่งขันแบดมินตันรายการ โยเน็กซ์ เยอรมัน โอเพ่น 2025 รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 300 ชิงเงินรางวัลรวม 240,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 8,160,000 บาท ที่เมืองมูลไฮม์ อัน แดร์ รูร์ ประเทศเยอรมนี เมื่อคืนวันพุธที่ 26 ก.พ.67 ที่ผ่านมา โดยมีนักแบดมินตันไทยลงแข่งขันในาายการนี้เพียงคนเดียว
ประเภทชายเดี่ยว รอบแรก “กัน” กันตภณ หวังเจริญ มืออันดับ 41 ของโลก พบกับ หวัง เจิ้งซิง มือวางอันดับ 7 ของรายการ มืออันดับ 33 ของโลกจากจีน เกมนี้ กันตภณ ต้านความแกร่งของ หวัง เจิ้งซิงไม่ไหว พ่ายไป 0-2. เกม 13-21 และ 9-21 จบเส้นทางเพียงรอบแรก
สำหรับรายการต่อไปของนักแบดมินตันไทยจะเดินทางไปแข่งขันรายการ ออร์เลอ็อง มาสเตอร์ส รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 300 ชิงเงินรางวัลรวม 240,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 8,160,000 บาท ที่เมืองออร์เลออ็อง ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 4-9 มีนาคมนี้
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
“ผายลมเน่า” คืออะไร เกิดจากอะไร อาการเป็นอย่างไร ขมคอแค่ไหนควรพบแพทย์

การผายลม หรือที่บางครั้งเรียกว่า การปล่อยลม หรือตด เป็นกระบวนการทางชีวภาพที่ช่วยระบายแก๊สออกจากระบบย่อยอาหารในบางครั้ง การผายลมอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีเสียงและไม่มีกลิ่น แต่การผายลมก็อาจสร้างความอึดอัดได้เช่นกัน เมื่อมีเสียงดังและมีกลิ่นเหม็น การผายลมที่มีกลิ่นเหม็นเป็นเรื่องปกติ และมักเกิดจากอาหารหรือยาบางชนิด อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี การผายลมที่มีกลิ่นเหม็นอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการติดเชื้อ ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร หรือความผิดปกติบางอย่างได้
6 สาเหตุของการผายลมที่มีกลิ่นเหม็น
มีสาเหตุหลายประการที่ทำให้การผายลมของคุณมีกลิ่นเหม็น ในกรณีส่วนใหญ่ การผายลมที่มีกลิ่นเหม็นเกี่ยวข้องกับอาหารที่คุณรับประทานและอาหารที่ไม่สมดุล อย่างไรก็ตาม อาจมีสาเหตุที่ร้ายแรงกว่าที่ทำให้แก๊สมีกลิ่นเน่าเหม็นได้
1.อาหารที่มีใยอาหารสูง
อาหารที่มีใยอาหารสูงหลายชนิดสามารถทำให้คุณผายลมได้มากขึ้น เนื่องจากอาหารเหล่านี้ใช้เวลานานกว่าจะย่อยสลายในระบบย่อยอาหารของคุณ จึงเกิดการหมักหมมเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนี้ อาหารที่มีใยอาหารสูงบางครั้งก็มีกลิ่น ซึ่งหมายความว่าการผายลมของคุณก็อาจมีกลิ่นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผักที่มีกลิ่นแรง เช่น:
- บรอกโคลี
- ผักกาดขาว
- หน่อไม้ฝรั่ง
- กะหล่ำปลี
แก๊สของคุณอาจมีกลิ่นเหมือนไข่เน่าเนื่องจากกำมะถันในอาหารที่อุดมด้วยใยอาหาร กำมะถันเป็นสารประกอบธรรมชาติที่มีกลิ่นเหมือนไข่เสีย ผักหลายชนิดมีกำมะถันเป็นส่วนประกอบหลัก หากนี่เป็นสาเหตุของการผายลมของคุณ การปรับเปลี่ยนอาหารของคุณเพียงเล็กน้อยก็อาจเพียงพอที่จะลดอาการได้
2.การแพ้อาหาร
หากคุณมีความไวต่อหรือมีปฏิกิริยาต่ออาหารบางชนิด แก๊สของคุณอาจมีกลิ่นเหม็นได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีภาวะไม่ทนทานต่อแลคโตสจะไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสได้ ส่งผลให้แบคทีเรียในลำไส้ทำการหมักหมม ความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับกลูเตน รวมถึงโรคเซลิแอค ก็อาจทำให้ผายลมมีกลิ่นเหม็นได้เช่นกัน โรคเซลิแอคเป็นโรคแพ้ภูมิตัวเองที่ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนกลูเตน ซึ่งนำไปสู่การอักเสบและการบาดเจ็บในลำไส้ ส่งผลให้เกิดการดูดซึมสารอาหารผิดปกติและการผายลม
นอกจากการผายลมที่มีกลิ่นเหม็นแล้ว โรคเซลิแอคยังอาจทำให้เกิดอาการอื่นๆ ได้อีกเช่น
- อ่อนเพลีย
- ท้องอืด
- ท้องเสีย
- น้ำหนักลด
ปรึกษาแพทย์ของคุณเพื่อทำการทดสอบและตรวจสอบว่าคุณมีการแพ้อาหารหรือความไวต่ออาหารใดๆ ที่อาจทำให้การผายลมของคุณมีกลิ่นเหม็นหรือไม่
3.ยา
แม้จะไม่พบบ่อยนัก แต่ยาบางชนิดก็อาจทำให้ผายลมมีกลิ่นเหม็นได้ ยาปฏิชีวนะจะฆ่าเชื้อโรคที่เป็นอันตรายในร่างกาย แต่ก็สามารถทำลายแบคทีเรีย “ดี” บางชนิดในกระเพาะอาหารของคุณ ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารได้เช่นกัน หากไม่มีแบคทีเรียเหล่านี้ แก๊สของคุณก็อาจมีกลิ่นเหม็นได้ นอกจากนี้ คุณอาจมีอาการท้องอืดและท้องผูกได้เช่นกัน
การรักษาสำหรับสาเหตุนี้เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนยา ซึ่งคุณควรทำภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น
4.อาการท้องผูก
อาการท้องผูกบ่งชี้ว่าคุณมีอุจจาระสะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ หากคุณไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้เป็นประจำ แบคทีเรียและกลิ่นเหม็นก็สามารถเกิดขึ้นได้ ผลลัพธ์ที่ได้คือแก๊สที่มีกลิ่นเหม็นและบางครั้งก็ทำให้เกิดอาการปวด การรับประทานยาระบายที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปสามารถเป็นวิธีแก้ไขอาการท้องผูกที่บ้านได้ง่ายๆ
5.การสะสมของแบคทีเรียและการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
เมื่อร่างกายของคุณย่อยอาหาร ร่างกายจะสกัดสารอาหารและส่งไปยังกระแสเลือด ของเสียจะถูกส่งไปยังลำไส้ใหญ่ การรบกวนกระบวนการย่อยอาหารสามารถทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตมากเกินไปได้ แบคทีเรียบางชนิดสามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในลำไส้และระบบทางเดินอาหารได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดแก๊สในปริมาณที่มากกว่าปกติและมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ผู้ที่มีการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารมักมีอาการปวดท้องและท้องเสียร่วมด้วย ไปพบแพทย์ของคุณเพื่อตรวจสอบว่าคุณมีการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ หากคุณมีการติดเชื้อ แพทย์จะสั่งยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดการติดเชื้อและทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น
6.มะเร็งลำไส้ใหญ่
สาเหตุที่พบได้น้อยกว่าของการผายลมที่มีกลิ่นเหม็นคือมะเร็งลำไส้ใหญ่ เมื่อติ่งเนื้อหรือเนื้องอกก่อตัวขึ้นในระบบทางเดินอาหาร อาจทำให้เกิดการอุดตันของลำไส้บางส่วน ซึ่งส่งผลให้เกิดการสะสมของแก๊สและท้องอืด หากคุณเริ่มมีอาการผายลมที่มีกลิ่นผิดปกติและรู้สึกไม่สบาย และการเปลี่ยนแปลงอาหารหรือยาไม่มีผลต่ออาการของคุณ ให้โทรหาแพทย์เพื่อทำการประเมินอย่างละเอียด พวกเขาสามารถตรวจสอบว่าจำเป็นต้องทำการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่หรือไม่ การรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่จะแตกต่างกันไปตามระยะของมะเร็ง ซึ่งอาจรวมถึงการผ่าตัดเพื่อกำจัดเนื้องอกและการทำเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง
7.การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร
หากคุณได้รับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร คุณอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้กระเพาะอาหารของคุณไม่สามารถขับของเสียไปยังลำไส้เล็กได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเรียกว่าภาวะดัมปิงซินโดรม (dumping syndrome) และอาจทำให้ผายลมมีกลิ่นเหม็นได้
การป้องกัน
การผายลมเป็นเรื่องธรรมชาติและจำเป็นในการกำจัดของเสียและแก๊สในร่างกาย คุณสามารถทำสิ่งต่อไปนี้เพื่อลดโอกาสการผายลมที่มีกลิ่นเหม็น:
- รับประทานอาหารในปริมาณที่น้อยลงและช้าลง เพื่อส่งเสริมการย่อยอาหารที่ดีต่อสุขภาพและลดการผลิตแก๊ส
- ดื่มน้ำมากขึ้น เพื่อช่วยให้ของเสียเคลื่อนผ่านร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- เพิ่มอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ เช่น โยเกิร์ต ในอาหารของคุณ เพื่อช่วยฟื้นฟูแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพในร่างกายและปรับปรุงการย่อยอาหาร
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มอัดลมที่สามารถผลิตแก๊สได้ เช่น เบียร์ ไวน์อัดลม และโซดา
- หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่นเหม็น
เมื่อใดควรพบแพทย์
ส่วนใหญ่การผายลมที่มีกลิ่นเหม็นหรือไม่เหม็นนั้นไม่น่าตกใจ อย่างไรก็ตาม หากแก๊สของคุณมาพร้อมกับอาการผิดปกติ คุณควรไปพบแพทย์ทันที อาการไม่พึงประสงค์บางอย่างที่คุณอาจพบร่วมกับการผายลมที่มีกลิ่นเหม็น ได้แก่:
- ปวดเกร็งหรือปวดท้องรุนแรง
- ท้องอืด
- คลื่นไส้
- อาเจียน
- ท้องเสีย
- กลั้นอุจจาระไม่ได้
- อุจจาระมีเลือดปน
- มีไข้
- ตัวเหลือง
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ปวดกล้ามเนื้อหรืออ่อนแรง
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เจาะกลยุทธ์ ‘AI’ ปูทางสู่ความปกติใหม่ ‘โลกนวัตกรรม’

วันนี้ “ปัญญาประดิษฐ์” ได้ก้าวข้ามจากจินตนาการในนิยาย มาสู่ความเป็นจริงในชีวิตประจำวันและเข้ามามีบทบาททุกหนแห่งในชั่วข้ามคืน…
สุพรรณี อำนาจมงคล ผู้จัดการประจำประเทศไทย เร้ดแฮท เปิดมุมมองว่า AI นับเป็นหนึ่งในความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่มีอินเทอร์เน็ต
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการประเมินพบว่า “โปรเจกต์ AI มากกว่า 80% ต้องเผชิญกับความล้มเหลว” นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างแนวคิดของผู้คนและองค์กรเกี่ยวกับ AI และ ML กับแนวทางที่ผู้คนและองค์กรเหล่านั้นใช้ในการก้าวสู่ยุคแห่งนวัตกรรม
หากเป็นเช่นนั้น องค์กรจะหลีกเลี่ยงความล้มเหลวและลดความเสี่ยงในการทำโปรเจกต์ AI ได้อย่างไร?
ทำความเข้าใจ ‘จุดแข็ง-จุดอ่อน’
สำหรับ สิ่งที่ควรทำก่อนเริ่มโปรเจกต์ AI ที่ประสบความสำเร็จ ประกอบด้วย การทำความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของ AI, วางแนวทางการใช้งาน AI ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านเป้าหมายของธุรกิจ, ศึกษาการใช้ AI จากธุรกิจอื่นๆ, รวบรวมทีม AI จากบุคลากรที่อยู่ในสายงานต่างๆ ไว้ด้วยกัน, ประเมินความพร้อมด้าน AI ภายในองค์กร และ พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรด้านนวัตกรรม
ทำความเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของ AI : เรามักเข้าใจกันว่า Generative AI (Gen AI) เก่งมาก รอบรู้ไปทุกเรื่อง และเข้าใจความหมายของคอนเทนต์ที่ตัวเองสร้างขึ้น แต่ในความจริงแล้วแอปพลิเคชัน Gen AI ไม่ได้เข้าใจคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นมา และ “ไม่ได้ฉลาด” อย่างที่เข้าใจกัน
เพราะเป็นเพียงแอปเติมข้อความอัตโนมัติ (autocomplete apps) ที่มีความสามารถสูงในการจดจำและเลียนแบบรูปแบบภาษา รวมถึงการเชื่อมโยงคำต่างๆ โดยอาศัยการประมวลผลจากข้อมูลที่มี ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาการฝึกฝนจากคน
ด้วยความสามารถที่ดูน่าเชื่อถือ จึงง่ายที่จะเชื่อว่า Gen AI มีความสามารถในการทำงานที่ซับซ้อนและงานที่ล้ำหน้าต่างๆ ได้ ทว่าความเชื่อเช่นนี้อาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้ หากงานที่ Gen AI ได้รับมอบหมายนั้นเกินขีดความสามารถของเทคโนโลยี AI ในปัจจุบัน
มอง Gen AI ตามความจริง
จุดแข็งและจุดอ่อนของ Gen AI : สิ่งที่ Gen AI ทำได้ดี คือ การประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล, การวิเคราะห์ข้อมูล, การจัดรูปแบบข้อความใหม่, ทำงานที่ง่ายและต้องทำซ้ำๆ ได้โดยอัตโนมัติ, การดึงและสรุปข้อมูล, การจับคู่และระบุรูปแบบ, การจำแนกข้อมูล, ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการระดมความคิด
ขณะที่ จุดอ่อนของ Gen AI คือ ไม่สามารถคิดหรือให้เหตุผลได้จริง, ไม่สามารถเข้าใจบริบทได้เองโดยไม่มีการระบุคำสั่งที่ชัดเจน, ไม่สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้, ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไรบ้าง จึงมีแนวโน้มที่จะสร้างภาพหลอนหรือการตีความข้อมูลและให้ข้อมูลที่ผิดพลาด, ไม่สามารถผลิตผลงานที่เป็นต้นฉบับได้, ขาดความสามารถในการสร้างสรรค์และการคิดเชิงสร้างสรรค์ในทุกมิติ และไม่มีพื้นฐานความเข้าใจด้านจริยะธรรมและความเอื้ออาทร
สำหรับ การวางแนวทางการใช้ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจ : แม้ว่า AI จะได้รับความสนใจอย่างมาก แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานจริง และไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ องค์กรจึงต้องพิจารณานำ AI มาใช้ให้สอดคล้องอย่างแท้จริงกับกลยุทธ์ทางธุรกิจที่มีอยู่
สุดท้ายแล้ว แอปพลิเคชัน AI ที่องค์กรพัฒนาขึ้นจะทำงานอยู่เบื้องหลัง เป็นองค์ประกอบที่แทบมองไม่เห็นในแอปพลิเคชัน บริการ และกระบวนการต่างๆ ผู้ใช้งานหรือลูกค้าจะไม่รับรู้ถึงการทำงานของ AI โดยตรง
โดยสิ่งที่ลูกค้าจะสัมผัสได้คือแอปพลิเคชันที่ฉลาดขึ้น บริการที่ใช้งานง่ายขึ้น และกระบวนการที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น องค์ประกอบต่างๆ ของ AI จะช่วยให้องค์กรประมวลข้อมูล ความรู้ และความเชี่ยวชาญขององค์กรใส่เข้าไปในผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นและสอดคล้องกันมากขึ้นในทุกด้านให้กับลูกค้า
องค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นใช้ AI ต้องจัดลำดับความสำคัญว่าจะนำ AI ไปใช้งาน ณ จุดใด จึงจะได้รับประโยชน์ในระยะเวลาอันใกล้ หลีกเลี่ยงการนำ AI ไปใช้กับกระบวนการหลักทางธุรกิจ จนกว่าจะมีความเข้าใจการทำงานของ AI และแน่ใจว่าข้อมูลที่องค์กรป้อนให้ AI มีความเพียงพอ
ตั้ง ‘ทีมเฉพาะกิจ’ ดูแล
ศึกษาตัวอย่างการใช้ AI จากธุรกิจอื่นๆ : องค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมกำลังใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และเกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจสำหรับแนวทางการนำ AI ไปประยุกต์ใช้และทดลองในองค์กรของคุณ หลายกรณีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นและรวดเร็วยิ่งขึ้น
จัดตั้งทีม AI จากบุคลากรข้ามสายงาน : การพัฒนาโปรเจกต์ AI จำเป็นต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความรู้ด้านต่างๆ จากทุกภาคส่วนขององค์กร ดังนี้ วิทยาศาสตร์ข้อมูลและการวิเคราะห์, ไอที/วิศวกรรม, การพัฒนาแอปพลิเคชัน, การจัดการข้อมูล, กลยุทธ์ทางธุรกิจ, การวิจัยผู้ใช้, การตลาดและการสื่อสาร, กฎหมาย/ข้อกำหนด, ผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทีมที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา จะมีมุมมอง ประสบการณ์ และความคิดเห็นที่หลากหลายที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ศูนย์ความเป็นเลิศนี้จะช่วยให้แน่ใจว่าการใช้ศักยภาพของ AI ในงานด้านต่างๆ นั้น จะสอดคล้องกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ขององค์กร และมีความเป็นไปได้ในเชิงเทคนิค
ทีม AI ข้ามสายงานยังช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบุคลากรและทีมต่างๆ ที่ปกติแล้วอาจจะไม่ค่อยได้มีปฏิสัมพันธ์กัน ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิด ข้อมูลเชิงลึก และความเชี่ยวชาญได้ดียิ่งขึ้น
เริ่มที่ ‘คน – วัฒนธรรมองค์กร’
ประเมินความพร้อมด้าน AI ขององค์กร : การพัฒนาโปรเจกต์ Gen AI จะไม่ได้ผล หากองค์กรยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ข้อมูล หรือโครงสร้างพื้นฐาน ทีม AI ที่ประกอบด้วยบุคลากรที่มาจากสายงานต่างๆ จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะนำ AI เข้ามาใช้กับผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขององค์กรได้มากน้อยเพียงใด
เพราะแต่ละคนต่างมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนที่ชัดเจน เมื่อสามารถระบุจุดอ่อนที่ชัดแจนได้ องค์กรก็สามารถจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการพัฒนาและการฝึกฝน AI ได้อย่างเหมาะสม
พัฒนาวัฒนธรรมองค์กรในเชิงสร้างสรรค์สิ่งใหม่ : ยุคของ AI เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น การเริ่มทดลองและนำไปใช้งานขององค์กร เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น การสร้างวัฒนธรรมเชิงนวัตกรรมในองค์กรจะช่วยให้องค์กรพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ AI จะนำมา ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว มีคำแนะนำมากมายเกี่ยวกับวิธีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นไปในเชิงนวัตกรรมมากขึ้น
โดยมีสามแนวทางในการเริ่มต้น คือ ปลูกฝังแนวคิดแห่งการทดลอง, ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและ ลงทุนพัฒนาบุคลากร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เทียบกันชัด ๆ ระหว่าง สระ ภาษาอังกฤษ กับสระภาษาไทย 18 สระ อ่านง่ายไม่สะดุด

การอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากอ่านได้อย่างถูกต้องแล้ว จะทำให้ต่างชาติหรือคู่สนทนาของเราเข้าใจความหมายได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในคำที่ออกเสียงคล้าย ๆ กัน วันนี้เราจะเทียบกันให้เห็นชัด ๆ ระหว่าง สระ ภาษาอังกฤษ และสระภาษาไทย 18 สระ ว่าอ่านหรือเขียนอย่างไร โดยแบ่งเป็นสระเสียงสั้น สระเสียงยาว สระประสม และการยกตัวอย่างของแต่ละประเภท ที่รวบรวมไว้ให้เข้าใจง่าย ลองมาดูกันเลยค่ะ
สระเสียงสั้น
- a เทียบได้กับ สระแอะ ยกตัวอย่างเช่น mat อ่านว่า แมท ที่แปลว่าเสื่อ, cat อ่านว่า แคท ที่แปลว่าแมว นอกจากนี้ a ยังออกเสียงว่า อะ อา เอ แอ ออ เช่น park อ่านว่า พาร์ค แปลว่า สวนสาธารณะ fast อ่านว่า แฟส แปลว่า เร็ว
- e เทียบได้กับ สระเอะ เช่น pet อ่านว่า เพท แปลว่า สัตว์เลี้ยง bet อ่านว่า เบท แปลว่า การพนัน รวมทั้ง สามารถออกเสียง อิ อี เอ เช่น belt อ่านว่า เบลท์ แปลว่า เข็มขัด
- i เทียบได้กับ สระอิ เช่น hit อ่านว่า ฮิท แปลว่า ตี pit อ่านว่า พิท แปลว่า หลุม หรือสามารถออกเสียงว่า อี ไอ เช่น hi อ่านว่า ไฮ แปลว่า สวัสดี nice อ่านว่า ไนซ์ แปลว่า ดี
- o เทียบได้กับ สระเอาะ เช่น pot อ่านว่า pot แปลว่า หม้อ lot อ่านว่า ลอท แปลว่า การจับฉลาก หรือออกเสียงได้ว่า โอ ออ อะ อู เช่น box อ่านว่า บอกซ์ แปลว่า กล่อง hope อ่านว่า โฮพ แปลว่า หวัง
- u เทียบได้กับ สระอะ เช่น cut อ่านว่า คัท ซึ่งแปลว่า ตัด but อ่านว่า บัท แปลว่า แต่ หรือจะอ่านว่า อิว อุ อู อิ ยู เช่น lunch อ่านว่า ลันช์ แปลว่า อาหารกลางวัน tube อ่านว่า ทูวบ์ แปลว่า หลอด
- y ที่ออกเสียงว่าอาย, อี เช่น type อ่านว่า ทายพ์ แปลว่า รูปแบบหรือประเภท เป็นต้น
ตัวอย่างประโยคที่ใช้ สระ ภาษาอังกฤษ เสียงสั้น
เช่น
- What are you going to have for lunch? แปลว่า คุณจะทานอะไรเป็นอาหารกลางวัน
อาจจะตอบว่า
- I will have a hotpot for lunch. แปลว่า ฉันจะทานฮอทพอตสำหรับมื้อกลางวัน
หรือจะเป็น
- you cannot bring your pet in national parks. แปลว่า คุณไม่สามารถพาสัตว์เลี้ยงไปที่อุทยานแห่งชาติได้
- I hope you’re having a great week. แปลว่า ฉันหวังว่าสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ดีสำหรับคุณ
- His son is wearing a seat belt. แปลว่า ลูกชายของเขาคาดเข็มขัดนิรภัย
- She believes he is a nice guy. แปลว่า เธอเชื่อว่าเขาเป็นคนดี
- He hits me in the eye when he is angry. แปลว่า เขาตีเข้าที่ดวงตาฉันเมื่อเขาโกรธ เป็นต้น
สระเสียงยาว
- a / ar เทียบได้กับ สระอา เช่น far อ่านว่า ฟาร์ แปลว่า ไกล bath อ่านว่า บาธ แปลว่า อาบน้ำ sugar อ่านว่า ชูการ์ แปลว่า น้ำตาล
- e-e- / ea / ee เทียบได้กับ สระอี เช่น delete อ่านว่า ดิลีท แปลว่า ลบ meat อ่านว่า มีท แปลว่า เนื้อสัตว์ meet อ่านว่า มีท แปลว่า พบ
- a / oor/ or / aw / oar เทียบได้กับ สระออ เช่น call อ่านว่า คอล แปลว่า การสนทนาทางโทรศัพท์ door อ่านว่า ดอร์ แปลว่า ประตู for อ่านว่า ฟอ แปลว่า สำหรับ law อ่านว่า ลอ แปลว่ากฎหมาย board อ่านว่าบอร์ด แปลว่า กระดาน actor อ่านว่า แอคเทอร์ แปลว่า ผู้กระทำ
- ir /ur / ear เทียบได้กับ สระเออ เช่น first อ่านว่า เฟิร์ส แปลว่า อันดับแรก burn อ่านว่า เบิร์น แปลว่า เผาไหม้ learn อ่านว่า เลิร์น แปลว่า เรียนรู้ sir อ่านว่า เซอร์ แปลว่า คำสุภาพสำหรับเรียกผู้ชาย
- o / ew / oo / u-e- / ui เทียบได้กับ สระอู ออกเสียงได้ว่า อิว โอ อู เช่น do อ่านว่า ดู แปลว่า ทำ chew อ่านว่า ชู แปลว่า เคี้ยว fruit อ่านว่า ฟรูท แปลว่า ผลไม้ dew อ่านว่า ดิว แปลว่า น้ำค้าง
ตัวอย่างประโยคที่ใช้ สระ ภาษาอังกฤษ เสียงยาว
ได้แก่
- I would like to permanently delete my Facebook Account แปลว่า ฉันต้องการลบบัญชี Facebook ของฉันอย่างถาวร
ตัวอย่างต่อไปคือ
- First of all, I would like to make a phone call. แปลว่า อันดับแรก ฉันต้องการที่จะโทรศัพท์
- Could you please knock on the door before you come in? แปลว่า กรุณาเคาะประตูก่อนเข้ามาได้ไหมคะ
- You can find a variety of fruits on the buffet table, sir. แปลว่า บนโต๊ะบุฟเฟ่ต์มีผลไม้หลากหลายชนิดให้เลือกทานนะคะ คุณท่าน
- Learning by doing is a methodology for learning through experience. แปลว่า การเรียนรู้ด้วยการทำเป็นวิธีการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ เป็นต้น
สระประสม
สระประสมก็เป็นสระอีกแบบที่ใช้กันบ่อย ๆ ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่มีสระที่อยู่ระหว่างตัวอักษร คือการรวมกันของสองสระเพื่อสร้างเสียงใหม่ที่มีความหมายในคำนั้น ๆ ซึ่งสามารถใช้เพิ่มความหมายหรือแสดงความต่างของคำได้ การใช้สระประสมในภาษาอังกฤษ ช่วยให้คำศัพท์เป็นที่น่าสนใจและมีความชัดเจนมากขึ้น ได้แก่
- a-e / ay / ai เทียบได้กับ สระเอย์ (เอะ+อิ) เช่น cake อ่านว่า เค้ก แปลว่า ขนมเค้ก day อ่านว่า เด แปลว่า วัน gain อ่านว่า เกน แปลว่า ได้รับ
- ear / eer / ere เทียบได้กับ สระเอีย หรือ อิ ผสมกับ อะ เช่น dear อ่านว่า เดียร์ แปลว่า ที่รัก beer อ่านว่า เบียร์ แปลว่า เครื่องดื่มเบียร์ ส่วน air / ere / are เทียบได้กับ สระแอ หรือ เอะ ผสมกับ อะ หรือออกเสียงว่า เอีย เช่น hair อ่านว่า แฮร์ แปลว่า ผม where อ่านว่า แวร์ แปลว่า ที่ไหน rare อ่านว่า แร แปลว่า ซึ่งหายาก dear อ่านว่า เดียร์ แปลว่า ที่รัก
- oy / oi เทียบได้กับ สระออย หรือ เอาะผสมกับ อิ เช่น boy อ่านว่า บอย แปลว่า เด็กผู้ชาย join อ่านว่า จอย แปลว่า เข้าร่วม enjoy อ่านว่า เอนจอย แปลว่า สนุกสนาน
- o / o-e- / oa เทียบได้กับ สระโอ หรือ เออะ ผสม อุ เช่น boat อ่านว่า โบท แปลว่า เรือ go อ่านว่า โก แปลว่า ไป road อ่านว่า โรด แปลว่า ถนน
- i / i-e- / y เทียบได้กับ สระไอ หรือ อะ ผสม อิ เช่น bright อ่านว่า ไบรท์ แปลว่า สว่าง fine อ่านว่า ฟายน์ แปลว่า ดี by อ่านว่า บาย แปลว่า โดย fly อ่านว่า ฟลาย แปลว่า บิน
- ou / ow เทียบได้กับ สระเอา หรือ อาว ซึ่งเป็น อะ ผสม อุ เช่น mouse อ่านว่า เมาส์ แปลว่า หนู how อ่านว่า ฮาว แปลว่า อย่างไร our / ure เทียบได้กับ สระอัว หรือ อุ ผสม อะ เช่น pure อ่านว่า เพียว เออะ แปลว่า บริสุทธิ์ tour อ่านว่า ทัวร์ แปลว่า การท่องเที่ยว
- a-e / ay / ai สามารถอ่านออกเสียงได้ว่าเอ, ไอ เช่น lake อ่านว่า เลค แปลว่า ทะเลสาบ, brain อ่านว่า เบรน แปลว่า สมอง Thai อ่านว่า ไท แปลว่า ชาวไทย
ตัวอย่างประโยคที่ใช้สระประสม
เช่น การใช้กับคำถาม
- How was the weather yesterday? แปลว่า เมื่อวานอากาศเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งอาจจะตอบว่า It was humid and hot. แปลว่า เมื่อวานอากาศชื้นและร้อนมาก
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ในประโยคที่จะทำให้ประโยคมีความหมายที่ชัดเจนและน่าสนใจมากขึ้น เช่น
- He is a well-known actor. แปลว่า เขาเป็นนักแสดงชายที่มีชื่อเสียง
- She is a bad-hearted person. แปลว่า เธอเป็นคนที่มีจิตใจไม่ดี
ซึ่งเป็นการขยายความหมายเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคลให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการใช้เพื่อสร้างคำให้เกิดคำศัพท์ใหม่ ในความหมายที่ต่างกันไป เช่น peace แปลว่า ความสงบเรียบร้อย แต่เมื่อเติม ful ที่แปลว่า เต็มไปด้วย รวมกันเป็น peaceful จะแปลว่า สงบสุข หรือจะเป็นคำว่า care ซึ่งแปลว่า ดูแล แต่เมื่อเติม ful ที่แปลว่า เต็มไปด้วย รวมเป็น careful จะแปลว่า ระมัดระวัง
นอกจากนี้ สามารถใช้สระประสมในการเขียนและการพูดเพื่อให้เกิดความหลากหลาย และสร้างความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เช่น
- We cannot believe how fast the motorcycle is. แปลว่า พวกเราแทบไม่เชื่อว่า รถมอเตอร์ไซต์จะขับเร็วขนาดนี้
- The resort offers a kid-friendly activities. แปลว่า รีสอร์ทนี้มีกิจกรรมที่เหมาะสำหรับเด็ก
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
“ชมพู่” กับ 4 ประโยชน์ด้านสุขภาพ ที่ควรใส่ใจพร้อมเมนูอาหารจากชมพู่

ชมพู่ มีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ซึ่งอาจรวมถึงการควบคุมโรคเบาหวาน การปรับปรุงระบบย่อยอาหาร การลดความเป็นพิษ การส่งเสริมสุขภาพหัวใจ และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ชมพู่เป็นผลไม้เขตร้อนรูปทรงระฆังหรือรูปไข่ มีเปลือกนอกเป็นมันเงาคล้ายขี้ผึ้ง และเนื้อผลไม้เป็นเส้นใย อาจมีสีขาว ชมพู แดง หรือม่วง ขึ้นอยู่กับภูมิภาคที่ปลูก
สารอาหารของชมพู่
ชมพู่มีวิตามินเอและซีสูง และมีใยอาหารมากมาย จากข้อมูลของ USDA ฝรั่งชมพู่ 100 กรัมอาจมีแคลอรี่เพียง 25 แคลอรี่ และโปรตีน 0.6 กรัม นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ไทอามิน ไนอาซิน เหล็ก กำมะถัน และโพแทสเซียม ในแง่ของสารประกอบพืชอินทรีย์ อาจมีจัมโบซีน กรดเบทูลินิก และฟรีเดโลแลคโตน
ประโยชน์ของชมพู่
1.ช่วยในการขับถ่าย ชมพู่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำและชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย
2.ผลไม้น้ำตาลน้อยเหมาะสำหรับผู้ดูแลสุขภาพ ชมพู่ทับทิมจันทร์ น้ำหนัก 100 กรัม หรือ 1 ผลขนาดกลาง มีน้ำตาลประมาณ 7.7-7.9 กรัม หรือคิดเป็น 1.9-2 ช้อนชา ส่วนชมพู่มะเหมี่ยว มีน้ำตาล 5.8 กรัม หรือ 1.5 ช้อนชา ต่อน้ำหนัก 100 กรัม (ประมาณ 1 ผลขนาดกลาง) ชมพู่ทูลเกล้า 1 ผลขนาดใหญ่ น้ำหนัก 100 กรัม มีปริมาณน้ำตาล 7.9 กรัม หรือประมาณ 2 ช้อนชา เท่ากับปริมาณน้ำตาลในชมพู่เพชร ในน้ำหนักเท่ากัน
3. มีสารต้าน อนุมูลอิสระ วิตามิน A, C, E ชมพู่เป็นผลไม้ที่มีทั้งวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี อีกทั้งยังฉ่ำน้ำ รับประทานแล้วเพิ่มความสดชื่น เติมน้ำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และวิตามินเอก็มีส่วนช่วยบำรุงสายตา ส่วนวิตามินซีก็ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และลดความรุนแรงของโรคหวัด
4. ช่วยลดคอเลสเตอรอล ไฟเบอร์ชนิดไม่ละลายน้ำในชมพู่มีคุณสมบัติลดการดูดซึมไขมันในระบบทางเดินอาหาร ช่วยควบคุมระดับไขมันในเลือดได้อีกทาง อีกทั้งในชมพู่ยังอุดมไปด้วยวิตามินต่าง ๆ โพแทสเซียม สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยบำรุงหลอดเลือดและช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้
เมนูอาหารจากชมพู่
ชมพู่เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวอ่อนๆ และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งคาวและหวาน ต่อไปนี้คือ 3 ไอเดียเมนูอาหารจากชมพู่ พร้อมวิธีทำ
1. ยำชมพู่กุ้งสด
- ส่วนผสม:
- ชมพู่ 5 ลูก
- กุ้งสด 10 ตัว
- หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
- พริกขี้หนูซอย 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
- วิธีทำ:
- ล้างชมพู่ให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ
- ลวกกุ้งให้สุก แล้วพักไว้
- ผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลปี๊บ และพริกขี้หนูซอย คนให้เข้ากัน
- ใส่ชมพู่ กุ้งลวก และหอมแดงซอยลงในชามผสม ราดด้วยน้ำยำ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
- โรยถั่วลิสงคั่วก่อนเสิร์ฟ
2. ชมพู่ทรงเครื่อง
- ส่วนผสม:
- ชมพู่ 5 ลูก
- หมูสับ 100 กรัม
- กุ้งสับ 50 กรัม
- กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
- รากผักชีสับ 1 ช้อนชา
- พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
- ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
- ถั่วลิสงคั่ว
- ผักชีสำหรับตกแต่ง
- วิธีทำ:
- ขูดเนื้อชมพูออกให้เหลือแต่เปลือก
- ผสมหมูสับ กุ้งสับ กระเทียมสับ รากผักชีสับ พริกไทยป่น ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย คลุกเคล้าให้เข้ากัน
- ยัดไส้หมูสับลงในชมพู่
- นำไปนึ่งประมาณ 10-15 นาที หรือจนหมูสุก
- โรยถั่วลิสงคั่วและตกแต่งด้วยผักชีก่อนเสิร์ฟ
3. สมูทตี้ชมพู่
- ส่วนผสม:
- ชมพู่ 2 ลูก
- โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย
- น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
- น้ำแข็ง 1 ถ้วย
- วิธีทำ:
- ล้างชมพู่ให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
- ใส่ชมพู่ โยเกิร์ต น้ำผึ้ง และน้ำแข็งลงในเครื่องปั่น
- ปั่นจนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี
- เทใส่แก้ว พร้อมดื่ม
เคล็ดลับเพิ่มเติม
- เลือกชมพู่ที่สดใหม่ มีสีสันสดใส และไม่มีรอยช้ำ
- สามารถปรับเปลี่ยนส่วนผสมในแต่ละเมนูได้ตามชอบ
- การทำเครื่องดื่มจากชมพู่ เช่น การนำไปปั่นกับผลไม้อื่นๆ จะทำให้ได้รสชาติที่อร่อย และมีประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 27/02/2568
ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
---|---|---|---|
ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 46,500.00 | 46,600.00 |
ทองรูปพรรณ 96.5% | 3,012.00 | 45,661.92 | 47,100.00 |
ทองรูปพรรณ 90% | 2,710.80 | 41,095.73 | n/a |
ทองรูปพรรณ 80% | 2,409.60 | 36,529.54 | n/a |
ทองรูปพรรณ 50% | 1,355.00 | 20,541.80 | n/a |
ทองรูปพรรณ 40% | 1,054.00 | 15,978.64 | n/a |
ทองรูปพรรณ 99.99% | 3,121.00 | 47,314.36 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 27/02/2568
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | เอสโซ่ | คาลเท็กซ์ | ![]() ไออาร์พีซี | พีที | ![]() ซัสโก้ | ![]() เพียว | ![]() พรุ่งนี้ | |
---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
แก๊สโซฮอล์ 95 | 35.65 | 35.65 | 36.15 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 | 35.65 |
แก๊สโซฮอล์ 91 | 35.28 | 35.28 | 35.78 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 | 35.28 |
แก๊สโซฮอล์ E20 | 33.44 | 33.44 | 33.94 | 33.44 | 33.44 | – | 33.44 | 33.44 | 33.44 | 33.44 |
แก๊สโซฮอล์ E85 | 32.09 | 32.09 | – | – | – | – | – | – | – | 32.09 |
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 44.24 | 49.84 | 49.84 | 49.84 | – | – | – | – | – | 44.24 |
เบนซิน 95 | 43.94 | – | – | – | 49.81 | – | 44.44 | 44.09 | – | 43.94 |
ดีเซล | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 | 32.94 |
ดีเซลพรีเมี่ยม | 44.94 | 47.14 | 49.84 | 47.14 | 47.14 | – | – | – | – | 44.94 |
แก๊ส NGV | 17.90 | 17.90 | – | – | – | – | – | – | – | 17.90 |