สาระน่ารู้ประจำวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568

ผ่าทำเลกลางกรุง! กทม.พร้อมแค่ไหน? กับ “Entertainment Complex”

การพัฒนา “Entertainment Complex” ในกรุงเทพฯ แม้หลายพื้นที่มีศักยภาพสูงในแง่ของการเชื่อมต่อการเดินทางและขนาดพื้นที่ แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายทางกฎหมายและการปรับผังเมืองที่ยังต้องการการปลดล็อก

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสร้างแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางความบันเทิงที่เป็น Man-Made Destination เพื่อตอบรับกระแสการท่องเที่ยวและดึงดูดการลงทุนระดับโลก หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมากที่สุดและอยู่ระหว่างการศึกษาของรัฐบาลคือการจัดตั้ง “สถานบันเทิงครบวงจร” หรือ “Entertainment Complex

ซึ่งรวมธุรกิจหลายประเภท อาทิ กาสิโน ศูนย์ประชุม โรงแรม และสวนน้ำ เป็นต้น แต่ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ เมกะโปรเจ็กต์หลักแสนล้านเช่นนี้จะถูกพัฒนาบนพื้นที่ใด และทำเลแห่งนี้มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด ทั้งในแง่ข้อกฎหมาย ผังเมือง และโครงสร้างพื้นฐาน

หนึ่งในพื้นที่สำคัญที่มีความเป็นไปได้ว่าจะถูกนำมาเป็นที่ตั้งของสถานบันเทิงครบวงจรคือที่ดินของการท่าเรือแห่งประเทศไทยบริเวณท่าเรือคลองเตย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เชื่อมต่อกับโครงข่ายคมนาคมที่หลากหลาย ทั้งรถไฟฟ้า ทางด่วน และการขนส่งทางน้ำ อีกทั้งยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงพอสำหรับการพัฒนาโครงการระดับโลก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทำเลจะมีความได้เปรียบด้านโลเคชัน แต่กลับต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านกฎหมาย โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478 ที่ยังไม่เปิดให้มีการจัดตั้งและดำเนินกิจการกาสิโนในประเทศไทยโดยไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงกฎหมายผังเมืองที่ยังไม่ได้รองรับการพัฒนาพื้นที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางบันเทิงขนาดใหญ่

ปัจจุบันพื้นที่ท่าเรือคลองเตยอยู่ภายใต้ผังเมืองประเภทสีน้ำเงิน ซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่ใช้สำหรับสาธารณูปโภคของรัฐและไม่สามารถใช้เพื่อพาณิชยกรรมได้ นอกจากนี้ ท่าเรือคลองเตยยังอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายเกี่ยวกับการเดินเรือและการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ท่าเรือ ซึ่งข้อกฎหมายเหล่านี้อาจเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญที่ต้องปลดล็อกเพื่อให้โครงการนี้เกิดขึ้นจริง

ซึ่งหมายความว่าอาจต้องมีการปรับผังเมืองใหม่เพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวสำหรับโครงการเชิงพาณิชย์และการท่องเที่ยวได้ โดยการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินต้องเป็นไปตามแผนแม่บทของการท่าเรือฯ

ที่มีการเสนอให้ปรับเป็นผังเมืองสีแดงซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีการใช้พื้นที่เพื่อพาณิชยกรรมบางประเภท อย่างไรก็ตาม กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงครบวงจร เช่น กาสิโน โรงแรม หรือศูนย์ประชุม ยังคงต้องพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

หากรัฐบาลต้องการผลักดันโครงการนี้ อาจต้องมีการออกกฎหมายเฉพาะหรือใช้แนวทางเดียวกับประเทศที่เคยประสบความสำเร็จ เช่น สิงคโปร์และญี่ปุ่น ที่กำหนดให้ Entertainment Complex อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ และต้องผ่านเงื่อนไขที่เข้มงวดในการออกใบอนุญาต สถานบันเทิงครบวงจรเป็นโครงการรูปแบบใหม่ที่ยังไม่เคยถูกพัฒนาในไทยมาก่อน

ประเทศอื่นเลือกสร้างสถานบันเทิงครบวงจรกันอย่างไร?

หากพิจารณาตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเก๊า และญี่ปุ่น พบว่าการเลือกทำเลของ Entertainment Complex มักให้ความสำคัญกับการเข้าถึงของนักท่องเที่ยว โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการจัดการความปลอดภัย เช่น สิงคโปร์เลือกสร้าง Marina Bay Sands บนที่ดินถมทะเลใหม่ จึงสามารถออกแบบมาเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะและมีการจัดการอย่างเข้มงวด ทำให้มีประสิทธิภาพแม้จะอยู่ใจกลางเมือง

ขณะที่ประเทศอื่นๆ อย่าง มาเก๊า ใช้พื้นที่ที่ได้รับการกำหนดให้เป็นเขตพิเศษซึ่งมีกฎหมายรองรับให้เปิดกาสิโนได้อย่างเสรี ส่วนสหรัฐอเมริกามักกำหนดให้กาสิโนและศูนย์บันเทิงตั้งอยู่ในพื้นที่ที่แยกออกจากศูนย์กลางเมือง หรือบริเวณที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นพิเศษ ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดการพัฒนาท่าเรือคลองเตย

ขณะที่ญี่ปุ่นเลือกโยโกฮามาและโอซาก้าเป็นจุดยุทธศาสตร์โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เมื่อเปรียบเทียบกับทำเลท่าเรือคลองเตย แม้ว่าจะมีศักยภาพด้านการเดินทางและขนาดพื้นที่ แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายในเรื่องความปลอดภัย และยังเป็นพื้นที่ที่มีการขนส่งสินค้าหนาแน่น รวมถึงสินค้าอันตราย เช่น น้ำมัน เป็นต้น

ในแง่ของโครงสร้างพื้นฐาน หากผังเมืองถูกเปลี่ยนเป็นสีแดงเพื่อให้ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ได้ ท่าเรือคลองเตยยังต้องการถนนเข้าออกที่เพียงพอและระบบขนส่งมวลชนที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีแผนการเพิ่มถนนขนาด 30 เมตรเชื่อมกับถนนหลัก และมีโครงการรถไฟฟ้าสองสายที่อยู่ในแผน แต่ยังคงต้องใช้เวลาและการลงทุนเพื่อพัฒนาให้รองรับการใช้งานระดับสากลในอนาคต

นอกจากนี้ การจัดการด้านความปลอดภัยเป็นอีกปัจจัยสำคัญ หากต้องการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางบันเทิงที่ได้มาตรฐานระดับโลก การบริหารความเสี่ยงด้านอาชญากรรม การฟอกเงิน และการดูแลนักท่องเที่ยวต้องมีมาตรการที่รัดกุม

เช่นเดียวกับประเทศอื่นที่มีกาสิโน ซึ่งมีระบบคัดกรองผู้เข้าใช้บริการ กล้องวงจรปิด และการรักษาความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงการกำหนดโซนนิ่งให้ชัดเจนเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีชุมชนแออัดอยู่ใกล้เคียง

ที่ถึงแม้ว่าการเปลี่ยนแปลงสีผังเมืองจะไม่กระทบโดยตรงต่อการอยู่อาศัยของชุมชนโดยรอบ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับนโยบายของเจ้าของที่ดินว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือหรือผ่อนปรนอย่างไร ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคม

ในภาพรวมแล้ว ความพร้อมของไทยในการพัฒนาสถานบันเทิงครบวงจรที่ท่าเรือคลองเตยยังคงต้องอาศัยการแก้ไขข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้อง เช่นเดียวกันกับแนวทางการพัฒนาของประเทศอื่นๆ การออกแบบโครงการให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และการจัดการด้านความปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐาน

แม้ว่าทำเลคลองเตยจะมีศักยภาพสูง แต่หากไม่สามารถแก้ไขอุปสรรคเชิงกฎหมาย การวางผังเมือง และโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างรอบด้าน ก็อาจทำให้โครงการนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น ภาครัฐจึงต้องมีศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบว่าควรผลักดันโครงการนี้ต่อไปอย่างไร และต้องวางรากฐานที่เหมาะสม เพื่อที่จะเล็งเห็นถึงความเป็นไปได้ที่โครงการนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวพลิกเกมที่กระตุ้นเศรษฐกอจไทยและดึงดูดการนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกได้มากยิ่งขึ้นในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


เอพี เดินหน้าลุย 42 โครงการใหม่ ปี 68 หลังกวาดยอดขาย 4.6 หมื่นล้าน ปิดปี 67

เอพี ไทยแลนด์ ปิดปี 67 แกร่ง! กวาดยอดขาย 4.6 หมื่นล้าน เดินหน้าลุย 42 โครงการใหม่ ปี 68 มูลค่า 6.5 หมื่นล้าน ตั้งเป้ายอดขายแตะ 5.5 หมื่นล้าน

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) โชว์ศักยภาพการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ปิดปี 2567 ด้วยยอดขายสุทธิ 46,752 ล้านบาท และรายได้รวม 47,125 ล้านบาท พร้อมกำไรสุทธิ 5,020 ล้านบาท ตอกย้ำความมั่นคงทางการเงินด้วยสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำเพียง 0.7 เท่า เดินหน้าสู่ปี 2568 ภายใต้กลยุทธ์ “สร้างที่สุด…ให้ชีวิตดีที่สุด” เตรียมเปิดตัว 42 โครงการใหม่ มูลค่ากว่า 65,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 55,000 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 52,900 ล้านบาท

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ บมจ. เอพี ไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ปี 2567 นับเป็นอีกหนึ่งปีแห่งความสำเร็จของเอพี แม้เผชิญกับปัจจัยท้าทายทางเศรษฐกิจ แต่บริษัทสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านยอดขาย รายได้ และกำไร

โดยยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” ซึ่งสะท้อนผ่านการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ปีนี้เอพีพร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์ที่สุดในทุกมิติของการอยู่อาศัย

ภายใต้แนวคิด “เอพีสร้างที่สุด…ให้ชีวิตดีที่สุด” ผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Diversity & Desires ออกแบบพื้นที่ที่สะท้อนตัวตน Craft Space & Design ใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบ และ Elevation & Intuitive Living ทำให้ทุกการอยู่อาศัยสะดวกสบายมากที่สุด

เดินหน้าเปิด 42 โครงการใหม่ปี 68

สำหรับปี 2568 เอพี ตั้งเป้าขยายพอร์ตโครงการที่พร้อมขายรวม 226 โครงการ โดยเป็นโครงการพัฒนาใหม่ 42 โครงการ มูลค่า 65,000 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 15 โครงการ มูลค่า 26,500 ล้านบาท ทาวน์โฮมและบ้านแฝด 18 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท

รวมถึงคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่า 20,200 ล้านบาท และโครงการในต่างจังหวัด 3 โครงการ มูลค่า 3,300 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายให้เติบโตสู่เป้าหมาย 55,000 ล้านบาท และรายได้รวม 52,900 ล้านบาท

นายเมธา รักธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าทาวน์โฮมและบ้านแฝด เปิดเผยว่า ปี 2567 กลุ่มธุรกิจทาวน์โฮมของเอพีมีอัตราการเติบโตของยอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 30% ส่งผลให้บริษัทยังคงเป็นผู้นำในตลาดทาวน์โฮมและบ้านแฝด

ในปี 2568 เอพีมีแผนเปิดตัวทาวน์โฮมและบ้านแฝดโครงการใหม่ 18 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้ง 6 ซับแบรนด์ ตั้งแต่ระดับราคา 1.49 – 25 ล้านบาท พร้อมขยายโครงการไปยังทำเลศักยภาพ

โดยเฉพาะ “AP Community” ที่มีขนาดรวมกว่า 1,000 ไร่ โดยปีนี้เตรียมปักหมุดทำเลเมืองเอก วิภาวดี-รังสิต บนพื้นที่ 120 ไร่ พร้อมเปิดตัวโครงการ Grande Pleno วิภาวดี-รังสิต บ้านแฝดขนาดใหญ่ ราคาเริ่มต้น 5.49 ล้านบาท ในเดือนพฤษภาคม

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว กล่าวว่า ปีนี้เอพีเตรียมเปิดตัวบ้านเดี่ยวใหม่ 15 โครงการ มูลค่า 26,500 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “The Greatest Home” เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้า รวมถึงการเปิดตัว “Majestic Collection” ซึ่งเป็นบ้านระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรี แบรนด์ The Palazzo และบ้านกลางกรุง มูลค่าระหว่าง 50-120 ล้านบาท ซึ่งออกแบบให้สะท้อนความหรูหรา

โดยจะเปิดให้เข้าชมแบบ Private Preview ในวันที่ 29-30 มีนาคม นอกจากนี้ เอพียังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “BEON” บ้านเดี่ยวสุดโมเดิร์น 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 614-814 ตารางเมตร ที่ออกแบบให้พื้นที่ทุกชั้นเชื่อมต่อกันได้อย่างลงตัว โดยเตรียมเปิดตัวโครงการแรกที่ย่านนวลจันทร์ในช่วงครึ่งปีหลัง

นางสาวกมลทิพย์ บำรุงชาติอุดม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าคอนโดมิเนียม กล่าวว่า ปี 2568 เอพีเตรียมเปิดตัวคอนโดมิเนียมใหม่ 6 โครงการ มูลค่า 20,200 ล้านบาท โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ “LIFE CONDO Version 2025” ภายใต้แนวคิด “Success Like no Others – ให้ความสำเร็จได้ใช้ชีวิต” ซึ่งออกแบบให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองอย่างแท้จริง

ด้วย 5 นวัตกรรมใหม่ ได้แก่ Modular Flow Design การจัดสรรพื้นที่ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด Openness to Biodiversity การเชื่อมต่อธรรมชาติกับการใช้ชีวิต New Feel-Safe Design การออกแบบพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน A Building That Gives Back การพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ Choose the Persona of Your City แนวคิดการพัฒนาคอนโดที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว

โดย LIFE สาทร-นราธิวาส 22 จะเป็นโครงการแรกที่เปิดตัวในรูปแบบ Low-Rise Micro-Village มูลค่า 1,800 ล้านบาท จำนวน 416 ยูนิต โดยมีกำหนดเปิดจองรอบ VVIP Day ในวันที่ 22-23 มีนาคมนี้

เอพี ไทยแลนด์ ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตโครงการและสร้างนวัตกรรมใหม่ในการอยู่อาศัย เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม โดยมั่นใจว่าปี 2568 จะเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการเติบโต พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ของไทยอย่างแข็งแกร่ง

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 28ก.พ. “อ่อนค่าลง” ที่ระดับ 34.08 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทเสี่ยงกลับมาอยู่ในแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงได้ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sidewaysหากราคาทองคำปรับฐานชัดเจนอาจกดดันเงินบานอ่อนค่าเพิ่ม ถ้าราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นจากโซนแนวรับอาจพอช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาท

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 28ก.พ.2568 ที่ระดับ  34.08 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  33.90 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มของค่าเงินบาท การทยอยอ่อนค่าลงของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา จนทะลุโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์

นั้น ทำให้ เรามีมุมมองเชิงลบต่อเงินบาทมากขึ้น โดยเงินบาทเสี่ยงกลับมาอยู่ในแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงได้ หรืออย่างน้อยก็แกว่งตัวในกรอบ Sideways เมื่อประเมินตามกลยุทธ์ Trend-Following

อย่างไรก็ดี เงินบาทจะสามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้หรือไม่นั้น เรามองว่า ต้องจับตาทิศทางราคาทองคำอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ทยอยย่อตัวลงสู่โซนแนวรับสำคัญ

หากราคาทองคำปรับตัวลดลงหลุดโซนแนวรับ 2,870-2,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างชัดเจน ก็อาจสะท้อนว่า ราคาทองคำได้เข้าสู่การปรับฐาน (Correction) เพิ่มความเสี่ยงที่จะเห็นราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทในฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม ในทางกลับกัน หากราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นจากโซนดังกล่าวได้ ก็อาจพอช่วยหนุนเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าไปมาก หรืออย่างน้อยก็ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้

อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรเตรียมรับมือ ความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย เนื่องจากสถิติในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมาสะท้อนว่า เงินบาท (USDTHB) มีโอกาสแกว่งตัว +0.10%/-0.22% ในช่วง 30 นาที หลังทยอยรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.90-34.25 บาท/ดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง (แกว่งตัวในกรอบ 33.88-34.09 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากยุโรป เม็กซิโก แคนาดา และจีน

ส่งผลให้บรรดาสกุลเงินดังกล่าวที่เสี่ยงเผชิญการขึ้นภาษีนำเข้า อย่าง เงินยูโร (EUR) และเงินหยวนจีน ต่างอ่อนค่าลงชัดเจน นอกจากนี้ เงินบาทยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากจังหวะการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีจังหวะปรับตัวลงราว -20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นระยะๆ ในช่วงคืนที่ผ่านมา

ทว่า การอ่อนค่าลงของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามแรงขายเงินดอลลาร์รวมถึงการทยอยขายทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่า) ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ขณะเดียวกัน รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน ยังคงหนุนให้ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสเกือบ 50% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งมุมมองดังกล่าวก็พอช่วยชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้บ้าง

บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจน ท่ามกลางแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia -8.5% หลังผู้เล่นในตลาดต่างผิดหวังกับรายงานผลประกอบการของ Nvidia

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็เผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงนี้ ออกมาผสมผสาน อีกทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ ก็เตรียมจะเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้าเพิ่มเติม ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -2.78% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.59%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 พลิกกลับมาปรับตัวลง -0.46% กดดันโดยแรงขายหุ้นธีม AI/Semiconductor เช่นเดียวกับในฝั่งสหรัฐฯ อาทิ ASML -2.2%

นอกจากนี้ ความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าจากยุโรป ยังได้กดดันตลาดหุ้นยุโรป โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มยานยนต์

ในส่วนตลาดบอนด์ บรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาผสมผสาน จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า เฟดมีโอกาสราว 50% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลงสู่ระดับ 4.24%

อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว มากกว่าไล่ราคาซื้อ เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip โดยบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงที่อาจปรับตัวสูงขึ้นได้บ้าง หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด ซึ่งต้องจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และมุมมองของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อย่างใกล้ชิด

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งกดดันสกุลเงินที่เสี่ยงเผชิญการขึ้นภาษีนำเข้า อย่าง เงินยูโร (EUR) และเงินหยวนจีน เป็นต้น

ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน ส่งผลให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น สู่โซน 107.3 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 106.5-107.3 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และแรงขายทำกำไรทองคำ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) มีจังหวะปรับตัวลดลงบ้าง

ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง จากภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินและการปรับตัวลดลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทำให้ ราคาทองคำย่อตัวลงบ้าง และยังสามารถแกว่งตัวแถวโซน 2,890 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ ในเดือนมกราคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด รวมถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ว่าจะมีการประกาศเก็บภาษีนำเข้าต่อสินค้าจากยุโรป เม็กซิโก แคนาดา และจีน อย่างไรบ้าง

ส่วนในฝั่งเอเชีย ช่วงราว 8.30 น. ของเช้าวันเสาร์นี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ของจีน ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบประมาณ 2 สัปดาห์ 34.09 บาทต่อดอลลาร์ฯ ก่อนจะกลับมาปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.01-34.03 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.24 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 33.92 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับ Sentiment ของสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย ขณะที่เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนท่ามกลางความตึงเครียดของสงครามการค้า หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเมื่อคืนที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ จะมีการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากแคนาดาและเม็กซิโกในอัตรา 25% และจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนเพิ่มอีก 10% โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มี.ค. นอกจากนี้ ทิศทางที่อ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับสัญญาณขายสุทธิพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ และจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำในตลาดโลกที่หลุดระดับ 2,900 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ลงมาด้วยเช่นกัน

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 33.95-34.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ  ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ประเด็นเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และคู่ค้า ทิศทางสกุลเงินในภูมิภาค ฟันด์โฟลว์ ท่าทีต่อทิศทางดอกเบี้ยของเจ้าหน้าที่เฟด และตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่วัดจากดัชนีราคา PCE/Core PCE เดือนม.ค. 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


มีครบจบในที่เดียว! “ไพน์เฮิร์สทฯ” สนามกอล์ฟระดับพรีเมียม 1 ใน 10 โซนรอบกรุงฯ-ปริมณฑล

หนึ่งในสนามกอล์ฟชั้นนำของประเทศไทย ชื่อของ สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท (Pinehurst Golf Club) เป็นสนามกอล์ฟที่ได้รับการยอมรับจากนักกอล์ฟทุกเพศทุกวัย ว่าเป็นสุดยอดสนามกอล์ฟระดับพรีเมียมติดอันดับ1 ใน 10 สนามกอล์ฟที่ดีที่สุดใน โซนรอบกรุงฯ-ปริมณฑล

สนามกอล์ฟที่ออกแบบมาเพื่อนักกอล์ฟทุกระดับ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไพน์เฮิร์สทฯ มีสนามไดร์ฟแบบ 2 ชั้น ที่ใหญ่ที่สุดในย่านรังสิต คลองหลวง ปทุมธานี พร้อมด้วยเครื่องจ่ายลูกกอล์ฟอัตโนมัติ “Automatic Teeing Machine Top Golf”

ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ แอนด์ โฮเทล ยังเป็นสนามกอล์ฟระดับแชมเปี้ยนชิพคอร์สที่มีทั้งหมด 27 หลุม แบ่งเป็นสามคอร์ส ได้แก่ North, West, และ South ซึ่งแต่ละคอร์สมีความท้าทายและเอกลักษณ์เฉพาะตัว นอกจากนี้ สนามยังเปิดให้บริการทั้งเดย์กอล์ฟและไนท์กอล์ฟ ทำให้นักกอล์ฟสามารถเลือกเวลาออกรอบได้ตามความสะดวก

นอกจากนี้ ไพน์เฮิร์สท กอล์ฟ คลับ แอนด์ โฮเทล ยังมีโรงแรมที่พักที่ล้อมรอบด้วยวิวสนามกอล์ฟ ห้องประชุมและจัดเลี้ยงหลากหลายขนาด ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านนวดสปา และสปอร์ตคลับที่มีฟิตเนสและสระว่ายน้ำ ที่ได้มาสัมผัสประสบการณ์การออกรอบในสนามมาตรฐานระดับสากลที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

สำหรับ สนามกอล์ฟไพน์เฮิร์สท เป็นสนามกอล์ฟที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ ทำให้เดินทางสะดวก ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีจากใจกลางเมือง ด้วยพื้นที่กว้างขวางและการออกแบบสนามที่ท้าทาย ผสมผสานภูมิทัศน์ธรรมชาติได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแฟร์เวย์ที่โอบล้อมด้วยต้นสนเขียวชอุ่ม บังเกอร์ทรายที่เพิ่มความท้าทาย หรือกรีนที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี สนามแห่งนี้เหมาะสำหรับทั้งนักกอล์ฟมือสมัครเล่นและมืออาชีพ

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์: www.pinehurst.co.th โทรศัพท์:02-5168679-84

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


“ความดันโลหิตสูง” ห้ามกินอะไร พร้อมอาหารแนะนำให้กินเพื่อสุขภาพ

หากคุณมีความดันโลหิตสูง อาหารที่คุณรับประทานสามารถมีบทบาทสำคัญในการช่วยจัดการกับภาวะนี้ได้ เมื่อเวลาผ่านไป ความดันโลหิตสูงสามารถทำลายหลอดเลือดแดงและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไต โรคหลอดเลือดสมอง และหัวใจวายได้ ดังนั้นเราจึงรวบรวมอาหารที่ไม่ควรทาน หากคุณมีภาวะความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง ห้ามกินอะไร

เกลือ การรับประทานเกลือในปริมาณมากจะทำให้ร่างกายกักเก็บของเหลว ซึ่งจะเพิ่มปริมาณเลือดและเพิ่มความดันโลหิต การรับประทานเกลือในปริมาณน้อยลงสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่ลดลง และลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย (สุขภาพไม่ดี) และการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ

คาเฟอีน หากคุณมีความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว กาแฟอาจทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นในระยะสั้น และสำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงรุนแรง การดื่มกาแฟในปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจได้ อย่างไรก็ตาม ชาเขียวที่มีคาเฟอีนดูเหมือนจะไม่มีผลเช่นเดียวกัน

แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป รวมถึงไวน์แดง สามารถเพิ่มความดันโลหิตได้ หากคุณดื่ม ควรจำกัดปริมาณการดื่มไม่เกินสองแก้วต่อวันสำหรับผู้ชาย และหนึ่งแก้วต่อวันสำหรับผู้หญิง

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • แอลกอฮอล์มีผลกระทบต่อระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งอาจนำไปสู่ความดันโลหิตสูงได้
  • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
  • หากคุณมีความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมสำหรับคุณ
  • การจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ หรือการงดดื่มเลย จะเป็นผลดีต่อสุขภาพโดยรวม

อาหารแปรรูป เนื่องจากเกลือเป็นสารกันบูด อาหารแปรรูปจึงมักมีโซเดียมสูง ซึ่งรวมถึงอาหารสำเร็จรูปหลายชนิด อาหารจานด่วน อาหารแช่แข็ง และอาหารกระป๋อง อาหารผสมสำเร็จ และอาหารบรรจุหีบห่อ สารอาหารอาจสูญหายไปในระหว่างการแปรรูป การตรวจสอบฉลากอาหารสามารถช่วยให้คุณเลือกผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นได้

อาหารที่แนะนำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงทาน

1.เบอร์รี แอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นรงควัตถุที่ทำให้ผลผลิตบางชนิดมีสีแดง น้ำเงิน หรือม่วง อาจช่วยป้องกันความดันโลหิตสูง ในการศึกษาหนึ่ง ผู้เข้าร่วมที่รับประทานแอนโทไซยานินในปริมาณสูงสุด ซึ่งส่วนใหญ่มาจากบลูเบอร์รีและสตรอว์เบอร์รี มีความเสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงลดลง 8% การบริโภคผงบลูเบอร์รีป่าเป็นประจำทุกวันมีความเชื่อมโยงกับความดันโลหิตซิสโตลิกแบบวัดตลอด 24 ชั่วโมงที่ลดลง นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับอุบัติการณ์ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจในอนาคตที่ลดลงในผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี

2.ผลไม้รสเปรี้ยว ฟลาโวนอยด์ในผลไม้รสเปรี้ยวอาจช่วยลดความดันโลหิตและให้การปกป้องบางส่วนต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการดื่มน้ำส้มเป็นประจำอาจช่วยจัดการความดันโลหิตในผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงในระยะเริ่มต้นได้ ผลไม้รสเปรี้ยวทั่วไป ได้แก่

  • ส้มคลีเมนไทน์
  • เกรปฟรุต
  • มะนาวเหลือง
  • มะนาวเขียว
  • ส้ม
  • ส้มแทนเจอรีน

3.กล้วย โพแทสเซียมสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้โดยลดผลกระทบของโซเดียมและลดความตึงเครียดในผนังหลอดเลือด กล้วยขนาดกลางหนึ่งผลมีโพแทสเซียมประมาณ 226 มิลลิกรัม ผู้ชายส่วนใหญ่ต้องการ 3,400 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการ 2,600 มิลลิกรัม

4.กีวี กีวีอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่อาจช่วยลดความดันโลหิตได้ การศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูงปานกลางที่รับประทานกีวีวันละสามผลเป็นเวลาแปดสัปดาห์มีความดันโลหิตลดลงเมื่อเทียบกับผู้ที่รับประทานแอปเปิ้ลวันละผล

5.แตงโม แตงโมมีโพแทสเซียม ไลโคปีน และซิทรูลีน ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งเสริมสุขภาพหัวใจและอาจช่วยลดความดันโลหิตได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณรู้สึกอิ่มในขณะที่เพิ่มแคลอรี่เพียงเล็กน้อย

นอกจากนี้ยังมีผัก ผักบางชนิด เช่น บีทรูท แครอท ผักใบเขียว และอื่นๆ สามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ รวมไปถึง ถั่วและเมล็ดพืช ถั่วอุดมไปด้วยอาร์จินีน ซึ่งร่างกายของคุณใช้ในการแปลงไนเตรตเป็นไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยลดความดันโลหิต งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าการรับประทานถั่วหลายครั้งต่อสัปดาห์อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้อย่างมีนัยสำคัญ ถั่วและเมล็ดพืชที่มีอาร์จินีนสูง ได้แก่

  • อัลมอนด์
  • ถั่วบราซิล
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์
  • เฮเซลนัท
  • เมล็ดป่าน เมล็ดงา เมล็ดเจีย และเมล็ดทานตะวัน
  • ถั่วลิสง
  • ถั่วไพน์
  • พิสตาชิโอ
  • เมล็ดฟักทอง สควอช และบัตเตอร์นัท
  • วอลนัท

อย่างไรก็ตามยังรวมถึงน้ำมันมะกอก ไข่ เนื้อสัตว์ไร้มัน โยเกิร์ต ดาร์กช็อกโกแลต สมุนไพร อาหารหมักดองอย่างกิมจิ มิโซะ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


“18 วลีในการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ” บทสนทนาภาษาอังกฤษเจรจาธุรกิจ

บทสนทนาภาษาอังกฤษเจรจาธุรกิจ

ตัวอย่างการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ ที่เป็นเคล็ดลับให้คุณประสบความสำเร็จ

การเจรจาต่อรองทางธุรกิจ

ภาพรวมทางธุรกิจในทุกวันนี้ นักธุรกิจหลายท่านทำธุรกิจส่งออกเพื่อขยายตลาด การทำธุรกิจจึงมิได้มีเพียงในประเทศเท่านั้น ยังขยายออกไปถึงต่างประเทศ การสื่อสารภาษาอังกฤษจึงเป็นทักษะที่จำเป็น การเจรจาต่อรองทางธุรกิจระหว่างประเทศ

วันนี้ เอ็ด ดู เฟิร์สท์ มีวลีเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษ “การเจรจาต่อรองทางธุรกิจ” ที่จะทำให้คุณได้เปรียบทางธุรกิจ ด้วย บทสนทนาภาษาอังกฤษเจรจาธุรกิจ หากคุณรู้หลักการพูดสื่อสารในตลาดต่างประเทศอย่างมืออาชีพ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จให้มากขึ้น

18 กลยุทธ์ในการเจรจาต่อรองทางธุรกิจ

#1 วลีต้อนรับและสร้างสัมพันธ์

Welcoming and establishing a rapport

การพูดต้อนรับในการเจรจาธุรกิจ เป็นรากฐานของความสัมพันธ์เชิงบวก โดยส่วนใหญ่แล้วเจ้าของธุรกิจมักชอบทำธุรกิจกับบริษัทที่มีความสัมพันธ์ที่ดี การแสดงการต้อนรับและการแสดงความมีน้ำใจ จะช่วยสร้างแรงดึงดูดและความน่าประทับใจ โดยคุณสามารถใช้วลีภาษาอังกฤษดังต่อไปนี้

  • “I would like to welcome you to…”
  • “How was your trip?”
  • “Did you have a good journey?”
  • “Is this your first visit to…?”
  • “Would you like anything to drink?”

#2 วลีกำหนดวาระการเจรจา

Setting the negotiation agenda

เริ่มการเจรจาธุรกิจ โดยก่อนเริ่มอาจมีการพูดเกริ่นสักเล็กน้อย ถึงจุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการพูดคุยในครั้งนี้

  • “Before we begin, shall we have a look at the main points on the agenda?”
  • “Should we have a look at the main points for today’s discussion?”
  • “To start with, I think we should establish the overall procedure”
  • “I’d like to outline our aims and objectives.”

#3 วลีถามว่าอีกฝ่ายเห็นด้วยหรือไม่?

Asking if the other party is in agreement

หลังจากพูดถึงวาระการเจรจาธุรกิจในครั้งนี้แล้ว ควรถามความเห็น อีกฝ่ายว่าเห็นด้วยหรือไม่ หรือมีหัวข้ออื่นๆ เพิ่มเติมนอกเหนือจากนี้หรือไม่ ด้วยวลีภาษาอังกฤษต่อไปนี้

  • “How do our objectives compare to yours?”
  • “Is it acceptable to you?”
  • “Is there anything you’d like to add?”

#4 วลีภาษาอังกฤษการพูดยื่นข้อเสนอ

Making proposals

หลังจากกำหนดวาระหัวข้อการเจรจาอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการยื่นข้อเสนอ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นส่วนช่วยเพิ่มโอกาสในความสำเร็จ ในการเจรจาธุรกิจ โดยสามารถใช้วลีด้านล่างต่อไปนี้

  • “We’d like to propose that…”
  • “Concerning your proposal, our basic position is…”
  • “We’ve got several options…”

#5 วลีที่ใช้ตั้งคำถามสำหรับข้อเสนอ ที่มีประสิทธิภาพ

Effective questioning for proposals

เพื่อข้อเสนอทางธุรกิจที่ดีที่สุด คุณควรถามความคิดเห็นหรือฟังคำแนะนำอีกฝ่าย เพื่อช่วยในการตัดสินใจ โดยถามรายละเอียดเพิ่มเติม ตามวลีภาษาอังกฤษด้านล่างนี้

  • “What are your views on…?”
  • “How do you feel about…?”
  • “Could you be more specific?”
  • “Would you like to suggest a course of action for…?”

#6 วลีการเจรจาเพิ่มทางเลือก

Responding to suggestions

ในบางประเด็น การเจรจาคุณจะต้องให้คำแนะนำและแนวทางแก้ไขข้อเสนอที่เป็นไปได้ เพื่อการเจรจาที่ราบรื่นไม่ติดขัด คุณสามารถใช้วลีต่อไปนี้

  • “Considering that I would like to suggest…”
  • “Now that you mentioned it…”
  • “Maybe it would be better to…”
  • “Perhaps a better idea would be…”
  • “I’d like to make an alternative offer. I propose that…”
  • “From where we stand, a better solution might be…”

#7 วลีที่ใช้เพื่อบอกเหตุผล

Reasoning

หลังจากที่คุณยื่นข้อเสนอทางธุรกิจแล้ว คุณควรให้เหตุผลในข้อเสนอนั้นหรือโต้แย้งอย่างมีเหตุผล เพื่อให้เป็นทางเลือกที่เหมาะสมกันทั้งสองฝ่าย ด้วยวลีต่อไปนี้

  • “One of the key reasons for this is…”
  • “This is because…”
  • “I am basing my solution on three ideas/points/reasons: first,… second,… lastly..”

#8 วลีการแสดงลำดับความสำคัญ

Expressing priorities

การลำดับประเด็นสำคัญของการสนทนา จะช่วยในการทำให้อีกฝ่ายเข้าใจเป้าหมายธุรกิจของคุณมากขึ้น โดยคุณอาจใช้วลีต่อไปนี้

  • “We might like to…”
  • “Our main priority is…”
  • “Our intention is…”
  • “The most important issue for us is…”

9 วลีให้อีกฝ่ายอธิบายรายละเอียด

Giving clarification

เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิด เข้าใจไม่ตรงกัน คุณสามารถใช้วลีดังต่อไปนี้ เพื่อให้อีกฝ่ายอธิบายรายละเอียดทางธุรกิจที่คลุมเครือ ให้คุณสามารถเข้าใจมากขึ้น

  • “What exactly do you mean by…?”
  • “Are you suggesting that…?”
  • “Could you clarify one point for me?”
  • “Could you be more specific?”
  • “In other words, you feel that…”

#10 วลีการยอมรับข้อตกลง

Expressing agreement

การพูดแสดงความคิดเห็น “เห็นด้วยและยอมรับข้อเสนอธุรกิจ” ทำให้ส่งผลดีในการเจรจาของคุณ โดยสามารถคุณสามารถแสดงถึงความเข้าใจ ในข้อตกลงด้วยวลีต่อไปนี้

  • “I agree with you on that point.”
  • “You have a strong point there.”
  • “I think that would be acceptable.”
  • “That’s a fair suggestion.”
  • “That sounds great to us.”
  • “I am with you on that.”

#11 วลีแสดงความไม่เห็นด้วย

Expressing disagreement and giving reasons

“การไม่เห็นด้วย” เป็นบริบทหนึ่งของการเจรจาทางธุรกิจ โดยคุณสามารถแสดงออกอย่างมีไหวพริบด้วยคำพูดที่สุภาพโดยใช้วลีต่อไปนี้

  • “I understand where you’re coming from, however,…”
  • “I can’t quite agree with you on that.”
  • “I’d have to disagree with you there.”
  • “I’m afraid we have some reservations on that point…”
  • “I’m afraid that doesn’t work for me.”
  • “I’m afraid I had something different in mind.”
  • “That’s not exactly how I look at it.”

#12 การพูดประนีประนอม

Compromising

“การเจรจาอย่างประนีประนอม” เสนอทางเลือกหรือเงื่อนไข เพื่อได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจร่วมกัน จะช่วยให้การเจรจาธุรกิจคุณเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยวลีการพูดดังต่อไปนี้

  • “We might be able to work on… if you could…”
  • “We are ready to accept your offer; however, there would be one condition.”
  • “Would you be willing to accept a compromise?”
  • “In return for this, would you be willing to…?”
  • “Could you meet us halfway?”

#13 การเจรจาต่อรอง

Bargaining

การเจรจาตกลงราคา เป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ โดยต่างฝ่ายอาจมีการถกเถียงกันเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดีที่สุด โดยวลีพูดต่อรอง ดังต่อไปนี้

  • “I’m afraid we can only go as low as…”
  • “From where we stand an acceptable price would be…”
  • “Our absolute bottom line is…”

#14 วลีเมื่อต้องการไตร่ตรองให้ดี

Delaying

การทำธุรกิจต้องอาศัยความรอบคอบ อาจจำเป็นต้องใช้เวลา หรือต้องรอการอนุมัติจากหัวหน้างาน โดยคุณสามารถใช้ประโยคเหล่านี้เพื่อชะลอการตัดสินใจ

  • “I have to admit that we will have to study this. May we get back to you on this point later?”
  • “I’ll have to consult with my bosses back in the office.”
  • “I will need to think about it more and return to you again later.”
  • “I am not entitled to make decisions of that kind by myself.”

#15 การปฏิเสธโดยไม่ให้เสียความสัมพันธ์

Refusing a proposal while maintaining goodwill

การเจรจาทั้งหมดไม่สามารถประสบความสำเร็จ 100% ได้ โดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจะไม่พอใจกับข้อเสนอหรือข้อตกลง ในกรณีนี้เราสามารถปฏิเสธข้อเสนอแต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันดีไว้ได้ ด้วยประโยคต่อไปนี้

  • “I am afraid I can’t agree with that.”
  • “With all due respect, I must kindly decline your offer.”
  • “That’s not really a viable option for us.”
  • “That would be very difficult for us because…”

#16 การยอมรับข้อเสนอ

Accepting the proposal

เมื่อการเจรจาธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดีทั้งสองฝ่าย คุณสามารถใช้วลียอมรับข้อตกลงดังต่อไปนี้

“This agreement is acceptable to us.”
“I think we have reached an agreement here.”
“That sounds reasonable.”
“I think we have a deal.”
“I believe we have an agreement.”
“I can agree to that.”

#17 การสรุป

Concluding

การเจรจาจะสิ้นสุดลง แนะนำให้สรุปประเด็นที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย อย่างเป็นทางการเพื่อให้แน่ใจว่าทั้งสองฝ่ายสามารถปฏิบัติตามข้อตกลง ตามที่คุยกันไว้

  • “Let’s look at the points we agree on…”
  • “Shall we try to sum up the main points of our discussion?”
  • “Have I left anything out?”
  • “I think you’ve covered everything.”
  • “Let’s just confirm the details, then.”
  • “This is where we currently stand…”

#18 จบการเจรจา

Closing

ไม่ว่าการเจรจาจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ตาม ที่ดีที่สุดคือปิดการสนทนาอย่างเหมาะสม ต่อไปนี้เป็นวิธีปิดการเจรจา

  • “Let’s leave it this way for now.”
  • “I’m willing to work with that.”
  • “I think we both agree to these terms.”
  • “I’m satisfied with this decision.”
  • “I think we should get this in writing.”
  • “Would you be willing to sign a contract right now?”
  • “Let’s meet again once we’ve had some time to think.”

ขอบคุณข้อมูลจาก edufirstschool.com


World Bank เตือน SME ไทย เร่งใช้เทคโนโลยี ดันเศรษฐกิจยุคใหม่

ธนาคารโลก เผยเศรษฐกิจไทยปี 67 ฟื้นช้า แต่ยังมีโอกาสโตต่อเนื่องในปี 68 แนะ SME-สตาร์ทอัพ เร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐาน ESG และใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานโลก ชี้ภาครัฐควรสนับสนุนเงินทุนและพัฒนาทักษะดิจิทัลแรงงานไทย 

ธนาคารโลก (World Bank) รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2567 กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แม้ว่าการเติบโตจะดีกว่าการคาดการณ์เล็กน้อย โดยธนาคารโลกระบุว่าอัตราการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ 2.6% โดยได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น โครงการเงินดิจิทัล 10,000 บาท และการฟื้นตัวของภาคส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังคงซบเซา เนื่องจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูง และมาตรการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยยังเติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

สำหรับปี 2568 ธนาคารโลกประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.9% โดยได้รับแรงส่งจากการลงทุนภาครัฐและการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากจีนและสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย ขณะที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศยังคงเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

รายงานของธนาคารโลกระบุว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือการเร่งสนับสนุนให้ SME และสตาร์ทอัพปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เนื่องจากปัจจุบัน SME ไทยยังมีการใช้เทคโนโลยีในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งมีการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และการใช้ Big Data มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน

แม้ที่ผ่านมา การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของภาคเอกชนไทยเพิ่มขึ้น โดยคิดเป็น 74% ของงบ R&D ทั้งหมดในปี 2564 ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงขึ้นจากอดีต แต่การพัฒนาเทคโนโลยียังคงกระจุกตัวอยู่ในบริษัทขนาดใหญ่ ขณะที่ SME และสตาร์ทอัพยังขาดโอกาสเข้าถึงทรัพยากรด้านนี้ เงินทุนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะเงินลงทุนในรูปแบบ Venture Capital (VC) ซึ่งในไทยมีสัดส่วนเพียง 0.14% ของ GDP ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงสิงคโปร์และอินโดนีเซีย ขณะที่กฎระเบียบด้านการลงทุนของไทยก็ยังไม่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเทคโนโลยีใหม่ๆ

นอกจากปัญหาเงินทุนแล้ว การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูงด้านเทคโนโลยี ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในสาขา ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Big Data, Internet of Things (IoT), และ Cloud Computing ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของ SME และสตาร์ทอัพ หากธุรกิจเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านเหล่านี้ได้ ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตในระยะยาว

รายงานของธนาคารโลกระบุว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chain – GVC) โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ SME ต้องเร่งปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานใหม่ เช่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการผลิต และการดำเนินธุรกิจที่สอดคล้องกับแนวทางด้านความยั่งยืน (ESG) เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
 แม้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้ก้าวหน้า แต่ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า FDI ที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุน คือกฎระเบียบที่ยังไม่เอื้อต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและดิจิทัล รวมถึงข้อจำกัดด้านการลงทุนที่ยังมีอยู่ เพื่อให้ SME และสตาร์ทอัพสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

ธนาคารโลกเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการสนับสนุนอย่างจริงจัง ได้แก่ การเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ SME สามารถใช้ Smart Manufacturing และ Digital Transformation ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นอกจากนี้ ควร พัฒนาโครงการบ่มเพาะธุรกิจ (Incubation) และโครงการเร่งการเติบโต (Acceleration) เพื่อช่วยสนับสนุนธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพ และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงเงินทุนให้กับสตาร์ทอัพ

ขณะเดียวกัน การพัฒนาแรงงานดิจิทัลเป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ ภาครัฐควรส่งเสริมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ AI, Big Data, Blockchain และ Cloud Computing เพื่อให้แรงงานไทยมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีในอนาคต

แม้เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน แต่หากภาครัฐสามารถส่งเสริมให้ SME และสตาร์ทอัพปรับตัวได้เร็วขึ้น และมีมาตรการสนับสนุนที่ตรงจุด ไทยจะสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเทคโนโลยีของอาเซียน และรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ผัก 4 ชนิด ดีที่สุดสำหรับตับ ซื้อได้ในตลาด กินแล้วตับสะอาด แข็งแรง

ตับของคุณเป็นอวัยวะสำคัญที่มีหน้าที่หลากหลาย ซึ่งรวมถึงการช่วยในการย่อยอาหารและการเผาผลาญสารอาหาร การเก็บสะสมวิตามินและแร่ธาตุ การกำจัดสารพิษออกจากเลือด และการสังเคราะห์โปรตีน แม้ว่าตับจะมีคุณสมบัติพิเศษในการสร้างตัวเองใหม่ได้หลังจากได้รับความเสียหาย แต่ก็ไม่ได้คงกระพัน และการเลือกอาหารและเครื่องดื่มของคุณสามารถส่งผลกระทบอย่างมากต่ออวัยวะนี้

มีอาหารที่อุดมด้วยสารอาหารมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อตับ และกลุ่มอาหารที่สำคัญอย่างยิ่งกลุ่มหนึ่งคือผัก อ่านต่อเพื่อทราบถึงผัก 4 ชนิดที่ดีที่สุดสำหรับตับของคุณ

ผัก 4 ชนิดดีต่อสุขภาพตับ

1.บีทรูท

แม้ว่ารสชาติบีทรูทอาจจะไม่ถูกปากทุกคน แต่ก็อัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพตับของคุณ งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าน้ำบีทรูทเป็นเครื่องดื่มที่ “ส่งเสริมสุขภาพ” และ “ป้องกันโรค” และอาจเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพตับ การศึกษาหนึ่งได้ตรวจสอบผลกระทบของบีทรูทต่อสุขภาพตับโดยเฉพาะ และพบว่าน้ำบีทรูทอาจช่วยปกป้องตับจากสารก่อมะเร็งบางประเภท

แม้ว่าเรายังต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของบีทรูทต่อตับ แต่ข้อมูลปัจจุบันบ่งชี้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดที่พบในบีทรูทสีแดง ซึ่งเรียกว่าเบทาเลน มีคุณสมบัติต้านการก่อมะเร็งและต้านการอักเสบ สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือผลการค้นพบนี้จำเพาะเจาะจงกับบีทรูทสีแดง และบีทรูทพันธุ์อื่นๆ เช่น บีทรูทสีทอง อาจไม่มีระดับสารต้านอนุมูลอิสระในระดับเดียวกัน

2.บลอกโคลี

แน่นอนว่าผักทุกชนิดล้วนมีประโยชน์ แต่สารอาหารเฉพาะที่พบในผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บลอกโคลี ดูเหมือนจะมีประโยชน์เป็นพิเศษต่อสุขภาพตับ การศึกษาหนึ่งที่ดำเนินการกับหนูพบว่าหนูที่ได้รับบลอกโคลีมีค่าตัวชี้วัดสุขภาพตับที่ดีขึ้น และมีอุบัติการณ์ของโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) และเนื้องอกในตับลดลง แม้ว่ากลไกที่แน่ชัดของผลลัพธ์นี้จะยังไม่ได้รับการยืนยัน แต่สารประกอบจากพืชที่เป็นเอกลักษณ์ที่พบในบลอกโคลีและผักตระกูลกะหล่ำอื่นๆ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญ

3.กะหล่ำดาว

บรัสเซลส์สเปราต์ หรือกะหล่ำดาวซึ่งได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และด้วยเหตุผลที่ดี กะหล่ำดาวไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงการย่อยอาหารและให้วิตามินและแร่ธาตุมากมายเท่านั้น แต่ยังมีสารประกอบจากพืชที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยในการทำงานของตับอีกด้วย

ในการศึกษาหนึ่ง กะหล่ำดาวดิบที่ให้หนูกินดูเหมือนจะเพิ่มระดับเอนไซม์ล้างพิษในตับและปอด ปรากฏว่าคุณสมบัติในการล้างพิษเหล่านี้สูงที่สุดในกะหล่ำดาวที่ไม่ผ่านการปรุงสุก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าแม้จะปรุงสุก กะหล่ำดาวก็ยังคงความสามารถในการกระตุ้นเอนไซม์ล้างพิษเหล่านี้ กลูโคซิโนเลตเป็นสารประกอบที่เป็นเอกลักษณ์ที่พบในผักตระกูลกะหล่ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเอนไซม์ที่สามารถล้างพิษสารก่อมะเร็งในร่างกายได้

4.ผักใบเขียว

ผักกลุ่มนี้ประกอบด้วยคะน้า ผักโขม และผักคะน้าใบหยิก ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม รวมถึงสุขภาพตับด้วย เช่นเดียวกับผักชนิดอื่นๆ ในรายการนี้ ผักใบเขียวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ปกป้องร่างกายจากอนุมูลอิสระที่เป็นอันตราย

นอกจากการลดผลกระทบของอนุมูลอิสระในร่างกายแล้ว ผักใบเขียวบางชนิด เช่น ผักโขม ดูเหมือนจะมีประโยชน์เฉพาะเจาะจงต่อตับมากขึ้น การศึกษาล่าสุดพบว่าการบริโภคผักโขมดิบลดความเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดจากแอลกอฮอล์ (NAFLD) และยิ่งผู้เข้าร่วมบริโภคผักโขมมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงของโรคก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น แม้ว่าผักโขมปรุงสุกจะยังคงให้สารอาหารที่จำเป็นมากมาย เช่น ไฟเบอร์ แต่ในการศึกษาครั้งนี้ ผักโขมปรุงสุกไม่พบว่ามีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการลดความเสี่ยงของ NAFLD

เมนูอาหารบำรุงตับ

1.บลอกโคลีผัดกระเทียม

ส่วนผสม:

  • บลอกโคลี 1 หัว (หั่นเป็นช่อเล็ก)
  • กระเทียม 3-4 กลีบ (สับละเอียด)
  • น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น (ตามชอบ)
  • น้ำเปล่าเล็กน้อย

วิธีทำ:

  1. ลวกบลอกโคลี: ตั้งน้ำให้เดือด ใส่เกลือเล็กน้อย จากนั้นใส่บลอกโคลีลงไปลวกประมาณ 1-2 นาที หรือจนบลอกโคลีมีสีเขียวสด ตักขึ้นแช่น้ำเย็นทันที แล้วพักไว้
  2. ผัดกระเทียม: ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันพืช เมื่อน้ำมันร้อน ใส่กระเทียมสับลงไปผัดจนเหลืองหอม
  3. ผัดบรอกโคลี: ใส่บลอกโคลีที่ลวกไว้ลงไปผัด คลุกเคล้าให้เข้ากัน
  4. ปรุงรส: ปรุงรสด้วยซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น ผัดให้เข้ากัน หากแห้งไป สามารถเติมน้ำเปล่าเล็กน้อยได้
  5. เสิร์ฟ: ผัดต่อจนบลอกโคลีสุกทั่ว ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 28/02/2568

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a46,200.0046,300.00
ทองรูปพรรณ 96.5%2,993.0045,373.8846,800.00
ทองรูปพรรณ 90%2,693.7040,836.49n/a
ทองรูปพรรณ 80%2,394.4036,299.10n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,347.0020,420.52n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,048.0015,887.68n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%3,102.0047,026.32n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 28/02/2568


ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9535.3535.3535.8535.3535.3535.3535.3535.3535.3535.35
แก๊สโซฮอล์ 9134.9834.9835.4834.9834.9834.9834.9834.9834.9834.98
แก๊สโซฮอล์ E2033.1433.1433.6433.1433.1433.1433.1433.1433.14
แก๊สโซฮอล์ E8531.6931.6931.69
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม43.9449.8449.8449.8443.94
เบนซิน 9543.6449.8144.1443.7943.64
ดีเซล32.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.94
ดีเซลพรีเมี่ยม44.9447.1449.8447.1447.1444.94
แก๊ส NGV17.9017.9017.90
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า