สาระน่ารู้ประจำวันที่ 3 มีนาคม 2568

‘นิปปอนเพนต์’ พลิกเกมรับมือแนวราบหด50%หันเจาะคอนโด-รีโนเวท

ในภาวะที่ตลาดแนวราบหดตัวกระทบตลาดสี ‘นิปปอนเพนต์’เร่งปรับกลยุทธ์รับมือขยายฐานลูกค้าคอนโดและรีโนเวทพร้อมทุ่ม600 ล้านภายใน 3 ปีปั้นแบรนด์ก้าวสู่Top of Mind

วัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบมีการเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงถึง 15% ซึ่งต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมาหลังโควิด และยังคงมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในปีนี้อาจถึง50% ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการที่สถาบันการเงินมีการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้โครงการใหม่ๆ ถูกชะลอออกไปมาก การลดลงของตลาดแนวราบนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายสีทาบ้าน

รุกสู่ตลาดคอนโดและรีโนเวท

แม้จะเผชิญกับปัญหาดังกล่าว แต่ ‘นิปปอนเพนต์’ ก็ไม่ยอมแพ้ โดยมีการปรับกลยุทธ์เพื่อขยายฐานลูกค้าไปสู่ตลาดใหม่ที่กำลังเติบโต เช่น ตลาดคอนโดมิเนียมและการรีโนเวทบ้าน ซึ่งถือเป็นกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงในช่วงเวลานี้ การที่นิปปอนเพนต์หันมาเจาะกลุ่มคอนโดมิเนียมในรูปแบบของ B2B หรือ Business-to-Business กับบริษัทพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม เป็นการเพิ่มโอกาสให้กับบริษัทในการขยายฐานลูกค้าหลายกลุ่ม ขณะที่การมุ่งสู่ตลาดรีโนเวทบ้านก็ทำให้บริษัทสามารถเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ ที่ต้องการปรับปรุงและตกแต่งบ้านเดิมของตนเอง
 

วัชระกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าไว้ว่าใน 3 ปี (ปี 2568-2570) จะสามารถทำให้แบรนด์ “นิปปอนเพนต์” กลายเป็น Top of Mind  ที่ผู้บริโภคนึกถึงเป็นอันดับแรกทั้งในตลาดพาณิชย์และตลาดค้าปลีก ผ่านการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่เน้นความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้ยางพาราจากประเทศไทยเป็นส่วนผสมหลักในการผลิตสีนิปปอนเพนต์ ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สีที่ยางพาราเป็นส่วนผสมครั้งแรกในโลก !

ทุ่มงบ 600 ล้านเพื่อสร้างแบรนด์

เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว นิปปอนเพนต์ได้วางงบการตลาดกว่า 200 ล้านบาทต่อปี หรือรวมแล้ว 600 ล้านบาทใน 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นการจัดกิจกรรมการตลาดในหลากหลายช่องทาง ทั้งในสื่อดั้งเดิม เช่น โฆษณาทางโทรทัศน์ (TVC) และในแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมทั้งเปิดตัวมาสค็อตของแบรนด์ เพื่อเพิ่มการรับรู้และสร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภค

จากการปรับตัวอย่างรวดเร็วและการลงทุนสร้างแบรนด์ “นิปปอนเพนต์” ตั้งเป้าหมายในการเติบโตยอดขายในปีนี้ ให้ได้ 20% จากปีที่แล้ว ยอดขายโต10%ต่ำกว่าเป้าหมาย แต่สูงกว่าตลาดสีที่หดตัวถึง 6-7%  ปัจจุบันตลาดสีในไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 40,000-50,000 ล้านบาทในปี 2568 และคาดว่าปีนี้ตลาดอาจทรงตัว หรือโต 2-5% โดยนิปปอนเพนต์ตั้งเป้าเป็นผู้นำในตลาดในอีก 3 ปีข้างหน้า ด้วยการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


“แสนสิริ”โชว์ผลงานปี67ครองแชมป์รายได้ 3.9หมื่นล้านจับลักชัวรี

แสนสิริโชว์ผลงานปี 67 ครองแชมป์รายได้ 39,205 ล้านบาท กำไรสุทธิ 5,253 ล้านลุยเปิดโครงการใหม่มูลค่า 52,000 ล้านรุกทำเล Strategic Locations เมืองท่องเที่ยว

ท่ามกลางการแข่งขับในตลาดอสังหาริมทรัพย์รุนแรง “แสนสิริ”สามารถโชว์ผลงานที่โดดเด่นในปี 2567 โดยทำรายได้รวมสูงถึง 39,205 ล้านบาท และรักษากำไรสุทธิได้ถึง 5,253 ล้านบาท นี่คือผลของกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการปรับพอร์ตโฟลิโอและเลือกเจาะกลุ่มตลาดที่มีศักยภาพสูงอย่าง พรีเมียม และ ลักชัวรี รวมถึงการรุกทำเล Strategic Locations ที่มีความเป็นไปได้สูงในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาความเติบโตในภาวะการแข่งขันที่ดุเดือด

ปรับพอร์ตโฟลิโอทำกำไร

แสนสิริใช้กลยุทธ์ปรับพอร์ตโฟลิโออย่างมีกลยุทธ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมและลักชัวรี โดยปี 2567 ยอดขายรวมเติบโตขึ้น 2% จาก 49,000 ล้านบาท เป็น 50,000 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนที่มาจากโครงการแนวราบ 63% และคอนโดมิเนียม 37% ซึ่งการเจาะกลุ่มนี้ได้ผลอย่างชัดเจนจากการเติบโตของยอดโอนที่เพิ่มขึ้น 13% จาก 38,800 ล้านบาท เป็น 43,700 ล้านบาท โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก สะท้อนถึงความสำเร็จของการมุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจลูกค้ามีกำลังซื้อ

ทำเลที่มีศักยภาพช่วยเติมเต็มการเติบโต

ไม่เพียงแค่โครงการที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียมเท่านั้นที่แสนสิริเติบโตได้ดี แต่การขยายไปยังเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ อย่างภูเก็ตและพัทยา ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า แสนสิริยังคงมุ่งเน้นทำเลที่มีศักยภาพสูง เช่น โครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ รวมถึงความต้องการของคนไทยที่ต้องการที่อยู่อาศัยใกล้แนวรถไฟฟ้าหรือสถานศึกษา

แม้จะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจที่ค่อนข้างท้าทาย แสนสิริก็สามารถรักษากำไรสุทธิได้อย่างสม่ำเสมอถึง 5,253 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและความแข็งแกร่งของการดำเนินงาน นอกจากนี้การตอบรับจากนักลงทุนที่เข้าร่วมการเสนอขายหุ้นกู้ยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นสูงในแบรนด์แสนสิริ โดยสามารถปิดการจองหุ้นกู้ได้เร็วและเกินความคาดหมาย

การจ่ายปันผลที่ต่อเนื่องและอัตราผลตอบแทนสูง
แสนสิริยังคงมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่สูงสุดให้กับผู้ถือหุ้น โดยประกาศจ่ายปันผลทั้งปีในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงถึง 9% ต่อปี ซึ่งถือเป็นการจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่องที่สะท้อนถึงความมั่นคงทางการเงินของบริษัท

ปี 68 เปิดโครงการใหม่มูลค่าครึ่งแสนล้าน

มองไปข้างหน้าในปี 2568 แสนสิริมีแผนเปิดโครงการใหม่จำนวน 29 โครงการ มูลค่ารวม 52,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มลักชัวรี และการเปิดโครงการในทำเล Strategic Location เช่น ภูเก็ต พัทยา เพื่อรองรับตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ “นาราสิริ บางนา กม.10” โครงการมูลค่า 4,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่คาดว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้ากลุ่มสูง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3มี.ค.“อ่อนค่าลง เล็กน้อย” ที่ระดับ 34.24 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทอาจถูกชะลอการอ่อนค่าลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยขายทำกำไรดอลลาร์ จับตาทิศทางเงินดอลลาร์ เงินหยวน รวมถึงราคาทองคำ ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดทุนไทยเพิ่ม

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 3มี.ค.2568 ที่ระดับ  34.24 บาทต่อดอลลาร์“อ่อนค่าลง เล็กน้อย”จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ที่ระดับ  34.17 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่านับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในกรอบ 34.10-34.31 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยจังหวะการย่อตัวลงของราคาทองคำ (XAUUSD) ในช่วงแรก ก่อนที่เงินบาทจะถูกกดดันเพิ่มเติมจนอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 34.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์

ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้น หลังเกิดเหตุวุ่นวายในการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครน นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์

อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วนทยอยขายทำกำไรสถานะ Long USD (มองเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น) อีกทั้ง ราคาทองคำก็สามารถรีบาวด์ขึ้นบ้าง ท่ามกลางความกังวลต่อประเด็นนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และทิศทางการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่า ตามจังหวะการปรับฐานของราคาทองคำ อีกทั้งเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ และ การเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน พร้อมรอลุ้นยอดการจ้างงานสหรัฐฯ และผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (Job Openings) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings)

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

พร้อมทั้งติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 74% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง หรือ 75bps ในปีนี้ หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในช่วงหลังทยอยออกมาผสมผสาน กดดันธีม US Exceptionalism ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้า พร้อมทั้งรอติดตามพัฒนาการของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน

หลังเกิดความวุ่นวายขึ้นในการเจรจาระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครน จนทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้ หนุนให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR)

▪ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ ท่ามกลางความเสี่ยงผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ จะทำให้ ECB เดินหน้าลดดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate) เพิ่มเติมอีก 25bps สู่ระดับ 2.50% และมีโอกาสที่ ECB จะส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม

สอดคล้องกับมุมมองของเราที่คาดว่า ECB อาจลดดอกเบี้ยต่อได้จนถึงระดับ 2.00% หรืออาจต่ำกว่า หากจำเป็น ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจของยูโรโซน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมกราคม

ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีนผ่านรายงานดัชนี Caixin PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกุมภาพันธ์ ส่วนในฝั่งเวียดนาม ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนกุมภาพันธ์ เช่นกัน

อย่าง ยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราเงินเฟ้อ CPI ในส่วนนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า

ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.00% หลัง BNM คงประเมินภาพรวมเศรษฐกิจที่ดี และยังมีความกังวลต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้ออยู่บ้าง ทั้งนี้ ควรจับตามุมมองของ BNM ต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ

▪ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนกุมภาพันธ์ พร้อมรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1%-3% ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) 

สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following การอ่อนค่าของเงินบาททะลุโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน ได้ทำให้เงินบาทกลับมาสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง

ทำให้เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงในลักษณะ Sideways Up โดยโมเมนตัมการอ่อนค่าอาจชะลอลงบ้าง หลังเงินบาทได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องพอสมควร ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เงินบาทยังมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 34.50 บาทต่อดอลลาร์

ขณะที่โซนแนวรับสำคัญจะอยู่ในช่วง 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ อนึ่ง แนวโน้มเงินบาทจะขึ้นกับทิศทางราคาทองคำด้วยเช่นกัน โดยหากราคาทองคำยังอยู่ในช่วงของการปรับฐาน ก็อาจเป็นเรื่องยากที่จะเห็นเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นชัดเจนอีกครั้ง (เช่น กลับไปแข็งค่าแถวโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์)

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เงินบาทยังคงเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้ ทว่าโมเมนตัมการอ่อนค่าอาจชะลอลงบ้าง โดยต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ เงินหยวนจีน รวมถึงราคาทองคำ ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดทุนไทยเพิ่มเติม ตราบใดที่ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เช่น อ่อนค่าสู่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์อาจยังคงได้แรงหนุน จากความกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนของการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทว่า เงินดอลลาร์อาจถูกกดดันได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด

เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 33.75-34.80 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.10-34.35 บาท/ดอลลาร์

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าเงินบาทปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.19-34.21 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.30 น.) เทียบกับระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาที่ 34.17 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ มีแรงหนุนต่อเนื่องบางส่วนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มดอกเบี้ยของเฟดที่อาจไม่ถูกปรับลดลงในเร็ว ๆ นี้  หลังจากตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ชะลอลงตามที่ตลาดคาด [US PCE +2.5% YoY ในเดือนม.ค. ส่วน Core PCE +2.6% YoY ในเดือนม.ค.]

อย่างไรก็ดี กรอบการอ่อนค่าของเงินบาทชะลอลงบางส่วน เนื่องจากราคาทองคำในตลาดโลกทยอยรีบาวด์กลับ (จากที่ร่วงลงแรงในสัปดาห์ก่อน) ประกอบกับตลาดยังคงรอติดตามข่าวเกี่ยวกับประเด็นสงครามการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯ กับประเทศอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด

สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 34.10-34.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนและประเทศคู่ค้าอื่น ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด ทิศทางราคาทองคำในตลาดโลกและ

สัญญาณฟันด์โฟลว์ในตลาดการเงินไทย ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.พ. ของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน อังกฤษและสหรัฐฯ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อเดือนก.พ. ของยูโรโซน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


สุดยิ่งใหญ่! “มาร์เกซ” อย่างเหนือกวาดชัยสนามแรกศึกโมโตจีพี ไทยแลนด์ 2025

“โมโตจีพี” ศึกสองล้อเบอร์หนึ่งของโลก เปิดฤดูกาล 2025 ที่ประเทศไทยอย่างสนุกสุดมันส์ ตลอด 3 วันแฟนความเร็วทั้งไทย-เทศร่วมงาน 224,634 คน สร้างเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ 5,043 ล้านบาท โดย “มาร์ค มาร์เกซ” แชมป์โลก 8 สมัยจาก ดูคาติ สร้างผลงานระดับมาสเตอร์ผงาดคว้าชัยชนะไปครองได้ทั้ง “เมนกรังด์ปรีซ์” และ “สปรินต์เรซ” ขณะ “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักบิดโมโตจีพีชาวไทยคนแรกของประวัติศาตร์จากฮอนด้า ประเดิมพรีเมียร์คลาสเรซแรกในชีวิต เริ่มเกมกริด 22 บิดคว้าอันดับ 18 ท่ามกลางเสียงเชียร์กระหึ่มของแฟนมอเตอร์สปอร์ต

ศึกโมโตจีพี รายการ “พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ 2025” การแข่งขันกีฬาระดับโลกรายการใหญ่ที่สุด ที่มีการจัดในประเทศไทย และมีผู้ติดตามชมมากกว่า 800 ล้านคน จาก 220 ประเทศทั่วโลก ดวลความเร็วรอบ “เมนกรังด์ปรีซ์” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม 2568 ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

ไฮไลต์ของการแข่งขันอยู่ที่การดวลฝีมือของสุดยอดนักบิดระดับแชมป์โลก นำโดย “มาร์ค มาร์เกซ” ยอดนักบิดสแปนิชจาก ดูคาติ เลอโนโว ทีม และทีมเมทชาวอิตาเลียนอย่าง ฟรานเชสโก้ บันยาญ่า, ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร นักบิดเฟรนช์จาก มอนสเตอร์ อีเนอร์จี้ ยามาฮ่า โมโตจีพี, โจอัน เมียร์ นักบิดสแปนิชจาก ฮอนด้า เอชอาร์ซี คาสตรอล และนักบิดแถวหน้าของโลกอีกหลายคน

รวมถึงการเปิดตัวลงสนามในพรีเมียร์คลาสครั้งประวัติศาสตร์ของ “ก้อง” สมเกียรติ จันทรา นักบิดโมโตจีพีชาวไทยคนแรกจากสังกัด อิเดมิตสึ ฮอนด้า แอลซีอาร์ รวมถึงนักบิดรุกกี้อีก 2 คนอย่าง ไอ โอกูระ นักบิดญี่ปุ่นจาก แทร็คเฮาส์ เรซซิ่ง และ เฟร์มิน อัลเดเกร์ นักบิดสแปนิชจาก เกรซินี เรซซิ่ง

กริดสตาร์ทเรซนี้มี มาร์ค มาร์เกซ เป็นเจ้าของโพล ขนาบข้างด้วยน้องชายอย่าง อเล็กซ์ มาร์เกซ และ บันยาญ่า ในแถวหน้า ขณะที่ โอกูระ รุกี้ที่ทำผลงานสุดเซอร์ไพรส์ในรอบ สปรินต์เรซ ได้ออกตัวจากกริดที่ 5 ส่วน “ก้อง” สมเกียรติ นักแข่งชาวไทยประเดิมเรซแรกในชีวิตด้วยกริดสตาร์ตอันดับ 22

เกมเรซนี้จบลงด้วยชัยชนะแบบหมดจดของ “มาร์ค มาร์เกซ” ที่ออกนำได้ตั้งแต่เริ่มเกม แม้จะตัดสินใจถอยลงมาบิดตามหลัง อเล็กซ์ มาร์เกซ แต่ก็แซงคืนได้แบบง่ายดายในช่วง 3 รอบสุดท้าย เข้าเส้นชัยเป็นคันแรกด้วยเวลา 39 นาที 37.244 วินาที กวาดแชมป์ไปครองทั้งรอบ เมนกรังด์ปรีซ์ และ สปรินต์ เรซ อันดับ 2 เป็นของ อเล็กซ์ มาร์เกซ ตามหลัง 1.732 วินาที ส่วน บันยาญ่า ตามเข้าป้ายอันดับ 3 ตามหลัง 2.398 วินาที

ขณะที่อันดับ 4 ได้แก่ ฟรานโก้ มอร์บิเดลลี นักบิดอิตาเลียนจาก เปอร์ตามิน่า เอ็นดูโร วีอาร์46 เรซซิ่ง ตามหลัง 5.176 วินาที ด้าน โอกูระ สร้างผลงานโดดเด่นสุดๆ แม้จะเป็นรุกกี้ โดยขึ้นมาไล่บดกับรุ่นพี่อย่างสนุก ก่อนคว้าอันดับ 5 มาครองได้สำเร็จ ตามหลังผู้ชนะ 7.450 วินาที

ส่วน “ก้อง” สมเกียรติ ประเดิมเรซแรกในฐานะนักบิดโมโตจีพี ได้อย่างยอดเยี่ยม ออกตัวจากกริดที่ 22 ไล่แซงคู่แข่งได้ในช่วงต้นเรซ และบดกับ กวาร์ตาราโร, มาเวริค บีญาเลส และ อเล็กซ์ รินส์ อย่างสุดมันส์ ก่อนบิดเข้าป้ายในอันดับ 18 ตามหลังผู้ชนะเพียง 31.480 วินาที

โดยผ่านการแข่งขันสนามแรกของปี มาร์ค มาร์เกซ ขยับขึ้นมารั้งจ่าฝูงบนตารางแชมเปียนชิพ เก็บไปทั้งสิ้น 37 คะแนนเต็ม ตามด้วย อเล็กซ์ มาร์เกซ อันดับ 2 มี 29 คะแนน ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ บันยาญ่า มี 23 คะแนน

ด้านเกมในรุ่น โมโตทู เวิลด์ แชมเปียนชิพ ชัยชนะสนามแรกเป็นของ มานูเอล กอนซาเลซ นักบิดสแปนิชจาก ลิควิ โมลี ไดนาโวลต์ อินแท็ค จีพี ด้วยเวลา 35 นาที 13.072 วินาที เหนืออันดับ 2 อย่าง แอรอน คาเน็ต นักบิดชาวสแปนิชจาก ฟานติค เรซซิ่ง ลิโน โซเนโก ถึง 2.600 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ เซนน่า เอเจียส นักบิดออสซี่จาก ลิควิด โมลี ไดนาโวลต์ อินแท็ค จีพี ตามหลัง 6.491 วินาที

สำหรับเกมในรุ่นเล็กอย่าง โมโตทรี เวิลด์ แชมเปียนชิพ เป็นอีกหนึ่งเรซที่ดวลกันอย่างเข้มข้น แต่จุดเปลี่ยนในกลุ่มหน้าเกิดจากการพลาดล้มของนักบิดหลายคน โดยชัยชนะเป็นของ “โฮเซ อันโตนิโอ รูเอด้า” ดาวรุ่งชาวสแปนิชจาก เรดบูล เคทีเอ็ม อาโย ด้วยเวลา 32 นาที 14.402 วินาที เหนือทีมเมทอย่าง อัลบาโร คาร์เป อันดับ 2 ถึง 7.276 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ อาเดรียน เฟอร์นันเดซ นักบิดสแปนิชจาก เลพเพิร์ด เรซซิ่ง ตามหลัง 7.341 วินาที ขณะที่นักบิดไทยอย่าง “ก๊องส์” ธัชกร บัวศรี จาก ฮอนด้า ทีม เอเชีย เกี่ยวกันล้มกับคู่แข่งช่วงกลางเรซ พลาดการคว้าแต้มแรกในฤดูกาลอย่างน่าเสียดาย

ทั้งนี้ ศึก โมโตจีพี 2025 สนามถัดไปจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 14-16 มีนาคม 2568 ที่ สนามเทอร์มาส เดอ ริโอ ฮอนโด้ ประเทศอาร์เจนติน่า ในรายการ กรังด์ปรีซ์ ออฟ อาร์เจนติน่า

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


โรคหัด เกิดจากอะไร อาการและวิธีป้องกันโรคหัด

โรคหัด เป็นโรคติดต่อที่มีอาการไข้สูงและผื่นแดง เกิดจากเชื้อไวรัส และพบได้บ่อยในเด็กเล็กแม้ว่าผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้ เชื้อนี้มีความสามารถในการแพร่กระจายทางการหายใจได้สูง ส่งผลให้ผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันส่วนใหญ่มีโอกาสติดเชื้อสูง โรคหัดนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีนและการแพร่กระจายสามารถควบคุมได้

“โรคหัด” โรคหัดเป็นอย่างไร อันตรายแค่ไหน และทำไมหลายคนถึงไม่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด Sanook! Health นำข้อมูลมาฝากกัน

โรคหัด คืออะไร?

โรคหัด เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพารามิคโซไวรัส ที่สามารถแพร่เชื้อ และโรคหัดติดต่อกันจากผู้ป่วยสู่คนอื่นๆ ได้ผ่านการไอ จาม เอาละอองจากน้ำลายและเสมกะออกมาปะปนอยู่ในอากาศ แล้วคนอื่นสูดอากาศนั้นเข้าไปในร่างกาย หรือเผลอสัมผัสเอาน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยโรคหัดโดยตรง (ผู้ป่วยอาจไอ จาม เอามือป้องปาก แล้วเอามือไปสัมผัสข้างของอื่นๆ แล้วคนอื่นมาจับข้าวของนั้นอีกที)

อาการของโรคหัด

อาการของโรคหัดนั้น หลังจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสมาแล้วภายใน 14 วัน จะมีอาการของคนที่เป็นโรคหัดที่พบเห็นได้ดังนี้

  • อาการโรคหัดจะมีไข้ตัวร้อน อาจมีไข้สูงถึง 40 องศาเซลเซียสได้
  • น้ำมูกไหล
  • ไอบ่อย
  • เจ็บตา
  • ตาเยิ้มแดง
  • มีตุ่มแดงๆ ที่มีสีขาวเล็กๆ ตรงกลางขึ้นในกระพุ้งแก้ม
  • มีผื่นขึ้นตามร่างกาย เป็นผื่นแดงออกน้ำตาลกระจายทั่วใบหน้า และลำคอ (ภายใน 3-5 วัน ผื่นจะค่อยๆ หายไปเอง)

กลุ่มเสี่ยงโรคหัด

เนื่องจากโรคหัดเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นหากใครที่เป็นเด็กเล็ก คนชรา สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์แข็งแรง ภูมิต้านทานโรคต่ำ รวมถึงผู้ที่ต้องทานยากดภูมิคุ้มกันเพื่อรักษาโรคอื่นๆ ก็สามารถติดโรคหัดได้ทั้งนั้น ดังนั้นใครก็ตามที่อยู่ใกล้ผู้ป่วยโรคหัด ก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัดได้ทั้งนั้น แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดจะเป็นเด็กเล็กอายุแรกเกิดถึง 4 ปี

อันตรายของโรคหัด

โดยทั่วไปแล้วโรคหัดสามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก แต่หากเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น โดยเฉพาะภาวะที่แทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 1 ปี รวมถึงผู้ใหญ่ที่สุขภาพไม่แข็งแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้ เช่น

  • ท้องเสีย อาเจียน จนอาจทำให้อยู่ในภาวะขาดน้ำ
  • หูชั้นกลางติดเชื้อ อักเสบ ทำให้รู้สึกปวดหู
  • ดวงตาติดเชื้อ ทำให้ตาเยิ้มแดง
  • กล่องเสียงอักเสบ
  • ปอดบวม ปอดอักเสบ หลอดลมอักเสบ และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจอื่นๆ
  • ไวรัสตับอักเสบ
  • ตาเหล่ ตาบอด หากไวรัสทำลายระบบประสาท และกล้ามเนื้อตา
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • หัวใจ และระบบประสาทถูกทำลาย
  • สมองทำงานผิดปกติ

วิธีรักษาโรคหัด

โรคหัดเป็นอีกหนึ่งโรคที่ไม่มีตัวยาใดๆ รักษาโรคนี้ได้โดยตรง (เช่นเดียวกันกับโรคหวัด) แพทย์อาจสั่งยาเพื่อช่วยลดอาการที่เกิดขึ้น เช่น ยาลดไข้ (ที่ไม่ใช่แอสไพริน) ยาลดน้ำมูก ยาแก้ไอ ผู้ป่วยควรงดออกจากบ้านไปที่สาธารณะเมื่อมีอาการไข้ และผื่นขึ้นตามตัว รวมถึงไอ และจาม เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสสู่ผู้อื่น ดื่มน้ำ 6-8 แก้ว และทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายค่อยๆ ต่อสู้กับเชื้อไวรัสจนหายเป็นปกติได้

วิธีป้องกันโรคหัด

  1. อยู่ให้ห่างจากผู้ป่วยโรคหัด เพื่อป้องการการติดต่อ
  2. ล้างมือให้สะอาดก่อนทานอาหาร หรือหยิบจับอาหารเข้าปาก
  3. ออกกำลังกายให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันอยู่เสมอ
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ
  5. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  6. ให้เด็กเล็กฉีดวัคซีนป้องกันโรคหวัด เข็มแรกตอนอายุ 9 เดือน เข็มที่ 2 ตอนอายุ 2 ขวบครึ่ง หากฉีดวัคซีน Measles-Mumps-Rubella Vaccine (MMR) เด็กสามารถรับวัคซีนได้ครั้งแรกเมื่ออายุครบ  9-12 เดือน และรับวัคซีนครั้งต่อไปเมื่ออายุ 4-6 ปี
  7. เด็กโต หรือผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคหัด สามารถเข้ารับการฉีดวัคซีนได้ 2 ครั้งเช่นกัน แต่ละครั้งห่างกันอย่างน้อย 28 วัน
  8. หากเป็นผู้ป่วยโรคหัด ควรงดออกนอกบ้านจนกว่าอาการจะหายดี หากมีความจำเป็นต้องออกไปข้างนอก ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไวรัสผ่านการไอ และจาม

ปัญหาการฉีดวัคซีนโรคหัด

การรับวัคซีนโรคหัดมีข้อจำกัดในบางกลุ่ม เช่น

  • สตรีมีครรภ์
  • เด็กที่ป่วยเป็นวัณโรค ลูคีเมีย และมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เข้ารับการรักษา
  • ผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอมาก
  • เด็กที่มีประวัติแพ้เจลาติน หรือกลุ่มยาปฏิชีวนะนีโอมัยซินอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มคนเหล่านี้เป็นโรคหัด ก็สามารถฉีดแอนติบอดี้หรือสารโปรตีนที่มีชื่อว่าอิมมูนโกลบูลิน เพื่อป้องกันการป่วยได้ แต่ต้องฉีดสารดังกล่าวภายใน 6 วันหลังจากที่รับเชื้อไวรัส

นอกจากนี้จากคำวินิจฉัยของจุฬาราชมนตรี และองค์กรระดับนานาชาติ ยืนยันตรงกันว่า การฉีดวัคซันป้องกันโรคหัด ไม่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม ดังนั้นผู้ปกครองควรพาบุตรหลานเข้ารับวัคซีนให้ครบตามแพทย์นัด เพื่อควบคุมการระบาดของโรคหัดได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


Auxiliary verb คืออะไร อธิบายแบบง่ายๆ พร้อมตัวอย่างการใช้ประโยค

ตั้งแต่ที่เราได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็กๆ เรานั้นมักจะได้ยินคำว่า “Verb ช่วย” หรือ กริยาช่วยอยู่ตลอด ๆ ซึ่งที่หมายถึงในที่นี้ก็คือ Auxiliary Verb หรือ Helping Verb นั่นเอง แต่บางครั้งก็จะเรียกว่า Anomalous Verb โดยที่ Auxiliary Verb มีความหมายในภาษาไทยว่า กริยานุเคราะห์ แต่มาถึงตรงหลายคนก็อาจจะยังงงว่ามันคืออะไร ใช้อย่างไร ทาง Engduo Thailand ได้มาไขข้อสงสัยแล้วในบทความที่นี้จะพาไปรู้จักกับ Auxiliary Verb ว่าคืออะไร จะอธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ และมาพร้อมกับตัวอย่างการใช้ประโยคให้ถูกต้อง

Auxiliary Verb คืออะไร?

Auxiliary Verb คือคำกริยาช่วย หรือที่เรียกว่า Helping Verb ใช้วางหน้าคำกริยาหลัก เพื่อช่วยแสดงการกระทำ แสดงสถานะบางอย่าง ช่วยบอก Tense ในประโยคที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต ช่วยกริยาในประโยคให้ทราบว่าเป็นประโยค คำถาม บอกเล่า หรือปฏิเสธ แต่ Auxiliary Verb นั้นไม่สามารถอยู่แบบเดี่ยว ๆ ได้ ต้องมาคู่กับกริยาหลักอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้ประโยคที่สร้างขึ้นมานั้นมีความสมบูรณ์

Auxiliary Verb มีกี่กลุ่ม?

Auxiliary verb มีทั้งหมด 2 กลุ่ม คือ Primary Auxiliary Verb และ Modal Auxiliary Verb

  • Primary Auxiliary Verb 

เป็นกริยาที่ไม่มีความหมายในตัวเอง ต้องใช้คู่กับกริยาแท้เท่านั้น แบ่งออกเป็น 3 หมวดหมู่ 24 ตัว ได้แก่

  1. Verb to be ได้แก่คำว่า is, am, are, was, were, 
  2. Verb to have ได้แก่คำว่า has, have, had
  3. Verb to do ได้แก่ Does, Do, Did, 
  •  Modal Auxiliary Verb

ถือว่าเป็นกริยาช่วยและเป็นกริยาที่มีความหมายในตัวเอง ช่วยให้กริยาแท้มีความหมายที่แตกต่างออกไป อย่างการคาดคะเน การแสดงความต้องการ การแสดงความสามารถ หรือการขอร้อง ซึ่งจะใช้สำหรับขยายความให้ชัดเจนมากขึ้น ได้แก่ Can, Could, May, Might, Will, Would, Shall, Should, Must, Need, Dare, Ought to, Used to 

หน้าที่ของ Auxiliary Verbs

1. ช่วยบอก Tense ของประโยค 

ตัวอย่าง เช่น 

  • She is always coming to class late. เธอมักจะเข้าเรียนสายเป็นประจำ
  • I have studied Japanese for four years. ฉันเรียนภาษาญี่ปุ่นมา 4 ปีแล้ว
  • At  8 O’clock tomorrow, I will be studying at the library. แปดโมงพรุ่งนี้ ฉันจะกำลังเรียนหนังสืออยู่ในห้องสมุด
  • They will have finished the work by next week.  พวกเขาจะเสร็จสิ้นการทำงานภายในสัปดาห์หน้า

2. ช่วยบอกว่าประโยคนั้นเป็นประโยค Active หรือ Passive

ตัวอย่าง เช่น

  • Two men were arrested by the police. ผู้ชาย 2 คนถูกจับกุมโดยตำรวจ
  •  The internet connection will be disconnected tomorrow. สัญญาณอินเทอร์เน็ตจะถูกตัดวันพรุ่งนี้
  • These letters have been written by him. จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนโดยเขา
  • This room will have been cleaned by them this weekend. ห้องนี้จะถูกทำความสะอาดโดยพวกเขาในสัปดาห์นี้

3. ช่วยในประโยคคำถามและปฏิเสธ

ตัวอย่าง เช่น

  • Do you like sushi? คุณชอบซูชิไหม
  • Do you want tea or coffee? คุณต้องการชาหรือกาแฟ
  • Wasn’t she sick last week? สัปดาห์ที่แล้วเธอไม่ได้ป่วยเหรอ
  • Had he lived here before?  เขาเคยอยู่ที่นี่มาก่อนหน้าหรือเปล่า
  • He didn’t want to leave that happy moment. เขาไม่อยากออกไปจากช่วงเวลาที่มีความสุขนั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


DeepSeek – กระแสชั่วครู่หรือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ AI

DeepSeek เป็นบริษัทเทคโนโลยี AI ล่าสุดที่ก่อตั้งโดยกองทุนจีน High-Flyer ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากหลังจากเปิดตัว AI ใหม่ชื่อว่า DeepSeek-R1

ส่งผลให้ราคาหุ้น Nvidia ลดลง 16.91% ภายในวันเดียว (6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเทียบเท่ามูลค่า GDP ของประเทศไทย)

เหตุผลที่ทำให้ DeepSeek เป็นที่พูดถึงอย่างมากมาจากต้นทุนที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างการพัฒนา AI ของ DeepSeek และ OpenAI

โดย OpenAI ใช้เงินถึง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2024 เพื่อพัฒนาโมเดล AI ล่าสุด ในขณะที่ DeepSeek ใช้เงินเพียง 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อพัฒนาโมเดลดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม AI ของ DeepSeek สามารถทำงานได้ใกล้เคียงกับ OpenAI ในราคาที่ต่ำกว่าหลายเท่า (ดูรายละเอียดการเปรียบเทียบได้ในภาคผนวก)

ต้นทุนรวมคาดว่าสูงกว่าที่ประกาศออกมา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ต้นทุนรวมจริงของ DeepSeek จะสูงกว่าตัวเลข 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ถูกกล่าวถึงบ่อยครั้งในสื่อ เนื่องจากตัวเลข 5.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นี้ไม่นับรวมต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยก่อนหน้า ค่าพัฒนาอัลกอริทึม หรือค่า Data

อย่างไรก็ดี ต้นทุนที่แท้จริงยังคงต่ำกว่าการลงทุนของบริษัท AI ในสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

นอกจากนี้ DeepSeek รายงานว่าใช้ไมโครชิพ Nvidia H800 เพียง 2,000 ตัว ซึ่งคาดว่าอาจต่ำกว่าความเป็นจริง เนื่องจาก CEO ของ DeepSeek เคยประกาศว่าได้ซื้อไมโครชิพของ Nvidia รุ่น A100 และ H800  ระหว่าง 10,000-50,000 ตัว ทำให้ DeepSeek เป็นหนึ่งในผู้ถือครองไมโครชิพ Nvidia รายใหญ่ที่สุดของโลก

การตอบสนองของตลาดหุ้น

บริษัทเทคโนโลยี AI ของสหรัฐฯ ได้รับผลกระทบโดยตรงน้อย ในขณะที่บริษัทโครงสร้างพื้นฐานของ AI เช่น บริษัทสร้าง Data Center และ ผลิตไมโครชิพ นั้นที่ราคาหุ้นลดลงไปเยอะ

แม้ว่าหุ้นของ Nvidia จะลดลง 16.91% เนื่องจากความกังวลด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบ AI ส่วนหุ้นของบริษัทที่มุ่งเน้นด้านซอฟต์แวร์ AI เช่น Apple Amazon และ Meta กลับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนว่าตลาดยังคงเชื่อมั่นในซอฟต์แวร์มากกว่าโครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ บริษัทที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดได้แก่ บริษัทพลังงานที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ข้อมูล (ลดลง 18.8-21.0%) และผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล (ลดลง 7.8-12.0%)

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยังคงมีความเชื่อมั่นในความสามารถของ AI สหรัฐฯ แต่เป็นการปรับฐานของตลาดเกิดจากความตระหนักว่าการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในไมโครชิพและพลังงานสำหรับคลัสเตอร์ AI อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

อนาคตของ DeepSeek

หลายฝ่ายมองว่าการเปิดตัว DeepSeek-R1 เป็น “Sputnik Moment” ของอุตสาหกรรม AI สหรัฐฯ หรือแม้แต่จุดสิ้นสุดของการครองอำนาจนำด้าน AI ของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าแม้ DeepSeek ยังไม่ได้แซงหน้า OpenAI ในด้านความสามารถ แต่จะเป็นการปลุกให้สหรัฐฯ ให้ตื่นตัว

DeepSeek มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การเกิดขึ้นของ AI รายย่อยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นโมเดลแบบ Open-Source และสามารถทำงานร่วมกับไมโครชิพประมวลผลระดับกลางที่ต้นทุนต่ำกว่า จะกลายเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวลให้กับสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามสำคัญที่ต้องจับตาดู: DeepSeek มีโอกาสครองส่วนแบ่งตลาดได้หรือไม่ ปัจจุบันยังไม่มีโมเดล AI ของจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะเป็นบททดสอบที่แท้จริงของความสำเร็จของ DeepSeek ไม่ใช่แค่ผลการทดสอบ Benchmark หรือการอ้างต้นทุนที่ต่ำ

 แต่ถึงแม้ DeepSeek-R1 อาจไม่สามารถแข่งขันกับโมเดลระดับสูงสุดได้ในทันที แต่ต้นทุนที่ลดลงอาจช่วยให้บริษัทขนาดเล็กสามารถเข้าถึง AI ได้มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในหลายอุตสาหกรรม 

AI ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ (‘Good Enough’) สามารถเปลี่ยนแปลงตลาดได้ไม่แพ้ AI ที่ล้ำหน้าที่สุด โดยเฉพาะถ้ามีสินค้า AI-Infused เช่น สมาร์ตโฟน หรือโดรนทหาร ซึ่งต้นทุนรวมของการเป็นเจ้าของอาจลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่จะได้รับประโยชน์และผู้ที่จะได้รับผลกระทบในเชิงลบเนื่องจาก DeepSeek-R1

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า หากเม็ดเงินลงทุนของ DeepSeek เป็นไปตามที่ประกาศไว้ จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ โดยส่วนใหญ่ ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จะอยู่ในส่วนปลายน้ำ ขณะที่ ผู้ได้รับผลกระทบเชิงลบจะอยู่ในส่วนต้นน้ำ ของห่วงโซ่อุปทาน AI

ผู้ที่จะได้ประโยชน์ (Winners)

ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้คือ บริษัทปลายน้ำที่เริ่มนำ AI มาใช้ในธุรกิจมา เช่น อีคอมเมิร์ซและการตลาด ซึ่งคาดว่าสัดส่วนการใช้ AI จะเพิ่มขึ้นจาก 65% เป็น 70-80% ภายใน 2-3 ปี

นอกจากนี้ บริษัทเทคโนโลยีของจีน เช่น DeepSeek Alibaba และ ByteDance จะชนะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดผู้ให้บริการ AI จากที่อยู่ต่ำกว่า 10% เพิ่มขึ้นเป็น 25% ภายใน 1-3 ปี เนื่องจากต้นทุนการพัฒนา AI ที่ลดลง ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างจริงจัง และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ ได้มากขึ้น

อีกกลุ่มที่ได้รับประโยชน์คือ องค์กรและนักพัฒนาที่เน้นการพัฒนา AI แบบ Open-Source และ องค์กรขนาดเล็ก เช่น สตาร์ตอัปจะสามารถเข้าถึง AI ที่มีศักยภาพสูงขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันในอุตสาหกรรม เช่น การผลิต, โลจิสติกส์, การเงิน และเทคโนโลยีสุขภาพ ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ (Losers)

กลุ่มที่อาจเผชิญปัญหาหนักที่สุดคือ ภาคการผลิตและผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูล (Data Centers) โดยเฉพาะ ผู้ให้บริการพลังงานสำหรับศูนย์ข้อมูล ที่ราคาหุ้นลดลง 18.8 – 21.0% ภายในวันเดียวหลังจากที่ DeepSeek-R1 เปิดตัว ทั้งนี้เป็นเพราะธุรกิจที่ลงทุนระยะยาว เช่น บริษัท Talen ซึ่งลงทุนใน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์สำหรับศูนย์ข้อมูล 

นอกจากนี้ บริษัทผู้สร้าง Hyperscale Data Centers หรือ AI Clusters ต้องเผชิญกับความท้าทาย เนื่องจากลูกค้าอาจหันไปใช้โซลูชันที่มีต้นทุนต่ำกว่า เช่น On-Premise AI หรือ ระบบคลาวด์ทั่วไป (General Cloud Solutions) แทน

อีกอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบคือ ผู้ผลิตไมโครชิประดับสูง เช่น Nvidia ASML และ TSMC เนื่องจากตลาด AI เปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน “พลังและความเร็วการประมวลผล” ไปสู่ “ประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร” มากขึ้น ทำให้โรงงานผลิตไมโครชิประดับ 2nm อาจไม่คุ้มทุน 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ลงทุนไป

ผลกระทบด้านการเมืองระหว่างประเทศ

สงคราม Tech War ระหว่างจีนและสหรัฐฯ คงจะรุนแรงขึ้นซึ่งจะนำไปสู่การปรับนโยบายด้าน AI ของทั้งสองประเทศ

จีนจะเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำ AI

จีนคาดว่าจะใช้โอกาสนี้เพื่อผลักดันแผน Next Generation AI Development Plan ที่มุ่งหวังให้ประเทศเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI ระดับโลกภายในปี 2030 บริษัทชั้นนำอย่าง Alibaba กำลังเปิดตัวโมเดล AI ใหม่ (เช่น Qwen 2.5) แม้ว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจยังไม่สามารถเทียบกับจุดแข็งด้านต้นทุนของ DeepSeek ได้ 

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปคือ DeepSeek สามารถพึ่งพาไมโครชิพทุนต่ำได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีข้อกังขาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการฝึก AI ที่อาจจะสูงว่าที่คาดไว้และข้อจำกัดของจีนในการเข้าถึงไมโครชิพระดับสูงสุด

อีกประเด็นหนึ่งคือ ปริมาณการใช้พลังงานของศูนย์ข้อมูลของจีนจะคงลดลง การใช้พลังงานของ Data Center ในจีนคาดว่าจะ เติบโต 6.56% ระหว่างปี 2025 ถึง 2030 ใช้ถึง 4.8 กิกะวัตต์ (GW) ภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม หากโมเดล AI ของ DeepSeek สามารถขยายขนาดได้จริง ตัวเลขนี้อาจถูกปรับลดลงอย่างมีนัย

นโยบายของสหรัฐฯ และการควบคุมการส่งออก

ประธานาธิบดีทรัมป์ คาดว่าจะดำเนินมาตรการเพื่อรักษาความเป็นผู้นำด้าน AI โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา AI มากกว่าการเพิ่มกฎระเบียบควบคุม 

แม้ว่าอาจมีการประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกเพิ่มเติม แต่ผลกระทบที่แท้จริงอาจมีจำกัด เนื่องจากไมโครชิพประดับสูงของ Nvidia หลายรุ่นถูกควบคุมไปแล้ว ตาม CHIPS Act และการควบคุมการส่งออกที่มีอยู่แล้ว

หากวิธีการของ DeepSeek สามารถลดการพึ่งพาฮาร์ดแวร์ล้ำสมัยได้จริง มาตรการควบคุมเพิ่มเติมอาจไม่มีผลกระทบมากนักต่อความก้าวหน้าของจีน

โดยรวมแล้ว การถกเถียงเกี่ยวกับ ต้นทุนที่แท้จริงของ DeepSeek และความสามารถในการแข่งขันกับโมเดลระดับสูงสุด อาจเป็นปัจจัยกำหนดภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของ AI ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แม้ว่า DeepSeek-R1 อาจไม่สามารถตอบโจทย์ความคาดหวังได้ทั้งหมด แต่เพียงแค่ความเป็นไปได้ในการสร้าง AI ที่มีประสิทธิภาพสูงโดยใช้ทรัพยากรที่น้อยลง ก็อาจกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน ส่งเสริมการพัฒนาแบบ Open Source และช่วยให้การใช้งาน AI ขยายตัวออกไปไกลกว่ากรอบเดิมที่ถูกครอบงำโดยเพียงแค่บริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน

ภาคผนวก

 High-Flyer เป็นกองทุนเฮดจ์ฟันด์ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนได้ถึง 1.38 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ โดยใช้ AI ในการตัดสินใจลงทุน

Sputnik Moment หมายถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เกิดการตื่นตัวครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ โดยมีที่มาจากเหตุการณ์ในปี 1957 เมื่อสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ ส่งผลให้สหรัฐฯ เร่งพัฒนาโครงการอวกาศของตนเองอย่างจริงจัง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เปิดเมนูผู้ป่วยเบาหวาน เคยน้ำตาลสูง 700 ช็อกเข้า ICU ปัจจุบันคุมน้ำตาลได้ด้วยตัวเอง

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของการผลิตหรือการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษา โรคเบาหวานสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต เป็นต้น เมื่อป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้ว การปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมและป้องกันโรคเบาหวาน เมื่อมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ป่วยเบาหวาน คุณอุปการ จีระพันธุ เลขานุการ ชมรมเบาหวาน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาจารย์พิเศษ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา +อดีตผู้ช่วยผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งเป็นผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ภายในระเวลาไม่ถึง 1 ปี จากที่เดิมทีตรวจสุขภาพทุกปีและไม่พบค่าน้ำตาลเกินเกณฑ์

ค่าน้ำตาลพุ่งภายในเวลา 10 เดือน

โดยปกติคุณอุปการ จีรพันธุ มีวินัยในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง ด้วยการเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ในปี 2562 เดือนกุมภาพันธ์ก็มีการเข้ารับการตรวจสุขภาพดังเช่นทุกปี ในตอนนั้นค่าน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ต่อมาในเดือนพฤศจิกายนปีเดียวกันค่าน้ำตาลในเลือดกลับพุ่งไปถึง 700 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งถือว่าน้ำตาลในเลือดสูงมาก และกลายเป็นผู้ป่วยเบาหวานทั้งๆ ที่ไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยง

“สัญญาณเตือนตอนนั้นคือปัสสาวะถี่ กลั้นไม่ได้ น้ำหนักลด ซึ่งเราไม่รู้ว่านั่นคือสัญญาณของเบาหวาน เพราะที่ผ่านมาเราไม่มีภาวะเสี่ยง เราเลยไม่ค่อยสนใจ พฤติกรรมปกติไม่ได้ทานหวานมาก แต่คาดว่าช่วงนั้นผมต้องเดินทางไปสอนหนังสือที่พัทยา ไปเช้า-เย็นกลับ ขับรถกลัวง่วงก็เลยกินกาแฟ ขนาดเราบอกให้หวานน้อยแล้ว แต่พอดื่มกาแฟมากก็รู้สึกว่ากวนกระเพาะ มื้ออื่นเราก็กินน้ำอัดลม ทำแบบนั้นอยู่เป็นเดือน วันที่ไปพบแพทย์แล้วตรวจพบน้ำตาลในเลือด 700 หมอที่ตรวจตอนนั้นเป็นหมออายุกรรม หมอจึงแนะนำว่าให้มาโรงพยาบาลใหม่วันรุ่งขึ้นเพื่อพบกับหมอเบาหวาน แต่พอกลับไปบ้านช็อก ต้องส่งตัวเข้า ICU ที่โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านทันที และนอนรักษาตัวใน ICU อยู่ประมาณ 2-3 วัน และจากนั้นผมก็ฉีดอินซูลินมาตลอด เพราะเป็นเบาหวานแบบที่ 1 ซึ่งตับอ่อนทำงานไม่ได้แล้ว”

เช้า-เย็น ผู้ป่วยเบาหวานทานอะไรบ้าง

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนและส่งเสริมสุขภาพโดยรวมอีกด้วย

“มื้อเช้า ผมเป็นคนทานไม่เยอะ ขนมปังโฮลวีท 1-1 ชิ้นครึ่ง โป๊ะด้านบนด้วยเนื้อสัตว์เช่นไก่ต้ม แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ใช้ไส้กรอก หรือเบคอน ซึ่งคุณหมอไม่แนะนำ เครื่องดื่มเป็นกาแฟดำไม่เติมน้ำตาล หรือมีความหวานเลย ส่วนผลไม้มีผสมๆ กันทั้งแก้วมังกร 1/8 ลูก แอปเปิ้ลเขียว 1/4 ลูก อะโวคาโด หรือบางครั้งก็เอาสตรอเบอรี่ผสมลงไปบ้างเพื่อเพิ่มรสชาติ

มื้อกลางวัน ทานสลัดผักทั่วไป เลือกน้ำสลัดแบบน้ำตาลต่ำ มีเนื้อสัตว์บ้าง บางครั้งเป็นสเต็กไก่ หรือหมูเพื่อให้ได้โปรตีน หรือบางครั้งก็มีขนมปังโฮลวีท 1 ชิ้น

มื้อเย็น จะเป็นมื้อที่ทานปกติเพราะทานกับครอบครัว ข้าวที่ทานปริมาณ 1 ถ้วยตวงครึ่ง หรือเท่ากับถ้วยโยเกิร์ต ถ้าเป็นข้าวขาวก็ต้องลดปริมาณลงมา แล้วก็ทานกับกับข้าวปกติ แต่ส่วนใหญ่จะเน้นผักเพราะคนที่บ้านก็จะรู้

สิ่งที่ต้องระวังคืออาหารจำพวกแป้ง ข้าว ผลไม้ ผักบางชนิดเช่นผักประเภทหัว อย่างฟักทองผมไม่ทานเลยเพราะมันเป็นแป้งที่จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลในภายหลัง”

แผนการออกกำลังกายเช้า-เย็น

การออกกำลังกายเป็นอีกหนึ่งในวิธีดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คุณอุปการมีการกำหนดระยะเวลา และประเภทการออกกำลังกายของตนเองไว้อย่างชัดเจน

“หลังทานมื้อเช้าเสร็จผมจะออกเดินรอบหมู่บ้าน รอบละประมาณ 2 กก.เดิน 2 รอบ จากนั้นเข้าฟิตเนสเล่นเวทสร้างกล้ามเนื้อ ยกเวทประมาณ 20 นาที แต่บางวันไม่ได้เดินจะปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ ซึ่งการว่ายน้ำนั้นดีมากมันไม่มีแรงกระแทก แต่ต่อมาผมต้องใส่เซ็นเซอร์เพื่อมอนิเตอร์ระดับน้ำตาล เป็นการฝังเซ็นเซอร์ไว้ใต้ผิวหนังจึงไม่สะดวกในการว่ายน้ำ ส่วนกลางวันถ้าผมออกไปสอนหนังสือก็จะเดินรอบอาคาร เดินขึ้น-ลงบันได ส่วนตอนเย็นก็พยายามจะเดินหลังทานอาหาร”

ต้องยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งด้านการทานอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อนนั้นก็เป็นเรื่องยากในตอนแรก ใช้เวลาอยู่เป็นปีกว่าจะเริ่มทำความเข้าใจ และคุ้นเคย แต่คุณอุปการบอกว่าสิ่งที่ยากกว่าเรื่องของอาหาร การออกกำลังกายคือการควบคุมอารมณ์ของตนเอง เพราะหากเราเครียด หรือเคร่งครัดกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากเกินไปความเครียดเหล่านั้นจะกระทบต่อค่าน้ำตาลในเลือดทันที แม้แต่การนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม ดังนั้นจึงอยากแนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนอย่าซีเรียสมาก เราเฝ้าระวัง แต่อย่าเครียดเกินไป เพราะส่วนใหญ่ผู้ป่วยเบาหวานมักไม่รู้ตัวว่าอารมณ์นั้นมีผลต่อค่าน้ำตาล

ปัจจุบันคุณอุปการติดเครื่องเซ็นเซอร์ไว้ใต้ผิวหนังของตนเองเพื่อมอนิเตอร์ค่าน้ำตาลในเลือด เพื่อคำนวณการฉีดอินซูลิน การทานอาหาร โดยแพทย์กำหนดค่าน้ำตาลของคุณอุปการให้อยู่ในเกณฑ์ 80-180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร อย่าให้สูงเกิน หรือต่ำไปเพราะบางครั้งหากน้ำตาลต่ำเกินไปก็ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลตกได้ ซึ่งอันตรายกว่าน้ำตาลขึ้นสูง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 03/03/2568

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a46,350.0046,450.00
ทองรูปพรรณ 96.5%3,002.0045,510.3247,250.00
ทองรูปพรรณ 90%2,701.8040,959.29n/a
ทองรูปพรรณ 80%2,401.6036,408.26n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,351.0020,481.16n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,051.0015,933.16n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%3,111.0047,162.76n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 03/03/2568



ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9535.3535.3535.8535.3535.3535.3535.3535.3535.3535.35
แก๊สโซฮอล์ 9134.9834.9835.4834.9834.9834.9834.9834.9834.9834.98
แก๊สโซฮอล์ E2033.1433.1433.6433.1433.1433.1433.1433.1433.14
แก๊สโซฮอล์ E8531.6931.6931.69
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม43.9449.8449.8449.8443.94
เบนซิน 9543.6449.8144.1443.7943.64
ดีเซล32.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.9432.94
ดีเซลพรีเมี่ยม44.9447.1449.8447.1447.1444.94
แก๊ส NGV17.9017.9017.90


 

About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า