เจาะแนวคิด ‘ไตรเตชะ’ แห่งศุภาลัยกับ ‘ลายมือ’ บริหารเคียงข้างลูกค้าในทุกวิกฤต

- ศุภาลัยมีนโยบายต้านการเก็งกำไรและควบคุมต้นทุนอย่างรัดกุม ตั้งแต่การวางแผนก่อนซื้อที่ดินไปจนถึงการจัดซื้อวัสดุเอง เพื่อให้ลูกค้าตัวจริงได้ราคาที่ดีที่สุด
- ยึดมั่นใน “ลายมือ” การบริหารที่สืบทอดจากรุ่นก่อน คือการดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์และพร้อมยืนเคียงข้างลูกค้าในทุกสถานการณ์
- การช่วยเหลือลูกค้าในภาวะวิกฤตเป็นสิ่งที่พิสูจน์แนวคิดนี้ได้ดีที่สุด เช่น การเข้าดูแลและชดเชยลูกบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุระเบิดที่กิ่งแก้วอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องรอประกัน
“ศุภาลัยไม่ได้มีคาแรคเตอร์สนับสนุนการเก็งกำไร ถ้าเรารู้ว่าโครงการจะขายดีอยู่แล้ว เราจะพยายามจำกัดหนึ่งคนต่อหนึ่งยูนิต เพราะเราอยากให้ลูกค้าที่แท้จริงได้ราคาที่ดีที่สุด ให้เขาจ่ายดาวน์เยอะหน่อยเพื่อสกรีนคนที่จะเก็งกำไรออกไป ถึงตอนแรกเราขายได้ช้ากว่าคนอื่นหน่อย แต่ลูกค้าที่แท้จริงจะซื้อได้ ดีกว่าไปซื้อต่อจากคนอื่น เราแฮปปี้กับแบบนั้น พิสูจน์ได้จากยอดกู้ไม่ผ่าน คอนโดฯของผมบอกได้เลย ยอดกู้ไม่ผ่านเฉลี่ย 4%”
นี่คือแนวคิดการบริหารธุรกิจของ Successor อย่าง “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ได้กล่าวบนเวที “Thailand Real Estate Leader Dinner Talk 2026” ซึ่งจัดขึ้นในวาระครบรอบ 33 ปี Home Buyers และครบรอบ 10 ปีหลักสูตร The NEXT Real เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหญ่และรุ่นใหม่มาแบ่งปันประสบการณ์ ท่ามกลางจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาด
ไตรเตชะ เสริมอีกว่า เหตุผลที่ศุภาลัยสามารถขายคอนโดมิเนียมห้องไซซ์ใหญ่ได้ในราคาที่คุ้มค่าสำหรับลูกค้า ไม่ใช่เพราะซื้อที่ดินถูก แต่มาจาก “การวางผังก่อนซื้อ” โดยที่ดินทุกแปลงจะผ่านการวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อกำหนดรูปแบบห้อง ราคาขาย และจุดขายของโครงการตั้งแต่ก่อนซื้อที่ดิน ถ้าทำเลเป้าหมายติดเงื่อนไขหรือมีข้อจำกัดทางกฎหมาย บริษัทก็จะเข้าไปเป็นที่ปรึกษาและเตรียมความพร้อมร่วมกับเจ้าของที่ดินจนสามารถส่งมอบได้ ซึ่งบางแปลงใช้เวลานานเกือบ 10 ปี
ศุภาลัยยัง “คุมต้นทุนก่อสร้างทุกเม็ด” ด้วยการเลือกซื้อวัสดุบางส่วนเอง แทนที่จะให้ผู้รับเหมาจัดการทั้งหมด ด้วยเหตุผลว่ายิ่งซื้อมากยิ่งต่อรองราคาได้มาก อย่างการซื้อลิฟต์ครั้งละ 5-6 โครงการพร้อมกัน ทำให้ได้ส่วนต่างถูกลงถึง 20 ล้านบาท ขณะเดียวกัน “สัดส่วนหนี้สินที่ต่ำ” ยังเป็นข้อได้เปรียบในการทำธุรกรรมต่างๆ ที่ดินบางแปลงซื้อด้วยเงินสด ซึ่งนอกจากจะทำให้ปิดดีลได้เร็วกว่าคู่แข่งแล้ว ยังช่วยตัดภาระดอกเบี้ยและต้นทุนให้ต่ำลง ส่วนการรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบันคือเน้นบริหารสต็อก (Inventory) ให้เหมาะสม โครงการไหนไม่เร่งด่วนให้ชะลอ โครงการที่เปิดตัวแล้วก็พัฒนาต่อ
อีกจุดแข็งคือการขยายสู่ตลาดภูมิภาคซึ่งมักเป็นโจทย์ยากสำหรับดีเวลอปเปอร์จากกรุงเทพฯ แต่ปัจจุบันศุภาลัยสามารถขยายไปได้กว่า 30 จังหวัด โดยเบื้องหลังความสำเร็จคือการ “ออลล์อิน (All-in)” คลุกคลีเจาะลึกกับทุกพื้นที่ก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ สร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์และผู้รับเหมา พร้อมตั้งมาตรวัดความสำเร็จง่ายๆ ว่า ถ้าพนักงานศุภาลัยซื้อโครงการในจังหวัดนั้น แสดงว่าโครงการนั้นสอบผ่าน และพวกเขาไว้วางใจจะฝากชีวิตไว้
แม้จะยืนยันว่ายังไม่ได้รับไม้ต่อจากพ่อแม่ (ดร.ประทีป และอัจฉรา ตั้งมติธรรม) เต็มตัว แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าไตรเตชะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศุภาลัยก้าวข้ามสารพัดความท้าทายในช่วงสิบกว่าปีมาได้อย่างแข็งแกร่ง ภายใต้การทำงานที่ยึดหลักความซื่อสัตย์และสร้างผลลัพธ์แบบ Win-Win ทั้งกับลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และผู้รับเหมา ซึ่งความจริงใจนี้สะท้อนให้เห็นผ่าน “การอยู่เคียงข้างลูกค้าในยามวิกฤต”
เช่นคืนที่เกิดเหตุระเบิดในโรงงานที่กิ่งแก้วเมื่อปี 2564 โครงการหมู่บ้านที่อยู่ติดรั้วโรงงานได้รับผลกระทบหนัก สิ่งแรกบริษัททำคือการจัดหาที่พักให้ลูกบ้าน 300 หลัง ตามด้วยการจัดหาทีมซ่อมและลงพื้นที่ดูแลทุกวันถึง 2 สัปดาห์ พร้อมชดเชยเต็มที่ทุกหลังโดยไม่ต้องรอเคลมประกัน เช่นเดียวกับช่วงน้ำท่วมและแผ่นดินไหวที่ผ่านมา ซึ่งทุกครั้งที่เกิดปัญหา พนักงานศุภาลัยไม่ได้เดินเข้ามาด้วยคำถามว่าเราจะช่วยไหม แต่ถามว่าเราจะช่วยลูกค้าอย่างไร
“ผมไม่ได้คิดว่านี่คือดีเอ็นเอ แต่เป็นลายมือ เราขยับมืออย่างไร ก็ทำให้เป็นลายแบบนั้น เพราะเราเป็นคนตัดสินใจ สิ่งนี้เป็นลายมือตั้งแต่สมัยคุณประทีป คุณอัจฉรา คุณอธิป (พีชานนท์) ที่ทำให้เห็นเลยว่า ถ้าลูกค้ามีปัญหาเราจะช่วย แล้วผมก็เอามาต่อยอด เราช่วยแล้วเราเห็นผลว่ามันดี ลูกค้าประทับใจและบอกต่อ” ไตรเตชะ กล่าว
นอกจากประสบการณ์ของ Successor ตัวจริงจากศุภาลัยแล้ว อีกหัวใจสำคัญคือ “การอ่านจังหวะตลาด” เพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มาร่วมวิเคราะห์ว่า วิกฤตสงครามทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นก่อนจะปรับตัวลดลงภายใน 1 ปี ซึ่งมักตามมาด้วยสภาวะเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัวใน1-3 ปีให้หลัง แต่ปัจจุบันสัดส่วนการใช้น้ำมันที่ลดลงเหลือ 29% จากการใช้พลังงานหมุนเวียน ซึ่งช่วยบรรเทาแรงกระแทกได้ระดับหนึ่ง แม้ในระยะสั้นความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) ปรับตัวลดลง 5-6% จากการที่นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อถือเงินสด
ทั้งนี้ ได้มีการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็น 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ 1.สถานการณ์คลี่คลายเร็ว (ความน่าจะเป็น 30%) หากสถานการณ์จบลงภายใน 1 เดือน GDP ไทยจะขยายตัว 1.6% โดยตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวและเม็ดเงินที่ไหลเข้ามา 2.สถานการณ์ยืดเยื้อ (ความน่าจะเป็น 50%) หากสงครามลากยาว 1–3 เดือน อาจทำให้ GDP ไทยเติบโตลดลงเหลือ 1.0–1.3% และ 3.สถานการณ์บานปลาย (ความน่าจะเป็น 20%) กรณีวิกฤตลากยาวเกิน 3 เดือน GDP ไทยอาจโตต่ำกว่า 0.7% ซึ่งจะกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์ไทยจากการที่ต้นทุนการก่อสร้างพุ่งสูงและอัตรากำไรลดลง ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อกดทับและการท่องเที่ยวที่ซบเซา
เมื่อย้อนดูสถิติที่อยู่อาศัยจดทะเบียนใหม่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญกับวิกฤตหลายระลอก โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำให้ตลาดซบเซาอย่างหนัก ก่อนจะไต่ระดับฟื้นตัวแบบขึ้นสลับลง ซึ่ง ดร.ก้องเกียรติ ย้ำว่า “ทุกวิกฤตมีระยะเวลาและจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติในที่สุด”
โดยปัจจุบันตลาดมีมูลค่าสินค้าคงค้างถึง 800,000 ล้านบาท และมีซัพพลายใหม่เล็กน้อยราว 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโอกาส หากภาครัฐขยายเพดานให้ชาวต่างชาติถือครองหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้มากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงมีความสนใจที่จะเข้าซื้อกิจการโรงแรมในทำเลภูเก็ต, พัทยา, กระบี่, กรุงเทพฯ และเชียงใหม่
“ณ วันนี้อย่าลืมว่า Cash is King ผมพูดเสมอ แล้วจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป เพราะฉะนั้นแล้ว ต่อให้ธุรกิจดี ธุรกิจไม่ดี ก็ขอให้มีเงินสดติดมือไว้” ดร.ก้องเกียรติ ทิ้งท้าย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
EEC ไม่รอรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ออกหนังสือแจ้ง UTA เริ่มงานสร้าง ‘สนามบินอู่ตะเภา’ 3 เม.ย. 69

EEC เซย์เยส ไม่รอรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน เคาะฤกษ์ออกหนังสือแจ้ง UTA เริ่มงานสร้าง ‘สนามบินอู่ตะเภา’ 3 เม.ย. 69 นับหนึ่งสัมปทานโครงการระยะเวลา 50 ปี “กัปตันพุฒิพงศ์” แม่ทัพบางกอกแอร์เวย์ส ผู้ถือหุ้น UTA เผยเฟสแรก ทุ่มงบลงทุนเฉียด 1 หมื่นล้านบาท รองรับผู้โดยสาร 3 ล้านคนต่อปี
นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการสายการบิน “บางกอกแอร์เวย์ส” เปิดเผยถึงความคืบหน้าของการลงทุน “โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก” ว่า ล่าสุดทางสำนักงานนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC จะออกหนังสือแจ้ง (Notice to Proceed หรือ NTP) ให้บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA เริ่มงาน นับหนึ่งในวันที่ 3 เม.ย. 2569 ใช้เวลาก่อสร้างราว 3-4 ปี ภายใต้เงื่อนไขยังไม่มีโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ในช่วงแรก
“เดิม EEC ผูกโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ ของ UTA กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินไว้ด้วยกัน ทาง UTA จึงเจรจาขอให้ EEC ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขตามความเหมาะสมของสถานการณ์ และพิจารณาโมเดล ‘ไม่รอรถไฟฯ’ เพราะหากต้องรอกันไปรอกันมา มันไม่ลงตัว ซึ่งสุดท้ายแล้ว EEC เขาก็ตกลงใช้โมเดลไม่รอรถไฟฯ ซึ่งตัวเลขอาจจะออกมาอีกแบบหนึ่ง การลงทุนเบื้องต้นจะเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายปลายทางก็ต้องขยายไปตามขั้นตอนหรือการโตของพื้นที่ของสนามบินอู่ตะเภา”
สำหรับการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ในเฟสแรกของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาฯ จะรองรับปริมาณผู้โดยสารได้ 3-4 ล้านคนต่อปี เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเดินทางจริงหลังวิกฤติโควิด-19 ระบาด เนื่องจากปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารประมาณ 3-4 แสนคนต่อปีเท่านั้น โดยในเฟสแรกจะใช้งบลงทุนเฉพาะอาคารผู้โดยสารและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องเกือบ 10,000 ล้านบาท
และเมื่อมีปริมาณผู้โดยสารใช้บริการเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 80% ของเฟสแรก ทาง UTA ก็จะลงทุนขยายการรองรับผู้โดยสารเพิ่มเติมในเฟสถัดๆ ไป เป็น 6 ล้านคน, 10 ล้านคน, 12 ล้านคน ตามลำดับ ภายใต้การรองรับผู้โดยสาร 60 ล้านคนในสัญญาระยะเวลา 50 ปี
“สนามบินอู่ตะเภาจะถูกออกแบบให้ขยายตามการเติบโตของจำนวนผู้โดยสาร เพื่อให้การลงทุนเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่ใหญ่เกินความจำเป็นในเบื้องต้น”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘ไซเบอร์ซีเคียวริตี้’ ชี้ชะตา อนาคต ‘Agentic Workforce’ ในองค์กร

- การนำ AI Agents มาใช้เป็น ‘Agentic Workforce’ ในองค์กรยังเผชิญกับความท้าทายด้านความปลอดภัย
- ปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นทดลองใช้ และมีเพียง 5% ที่นำไปใช้งานจริง
- เครื่องมือรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมไม่สามารถรับมือกับ Agentic AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ระวัง! ช่องโหว่ โดยเฉพาะการโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่การยืนยันตัวตน (Identity) ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น
AI Agents กำลังก้าวจากเครื่องมือช่วยงานสู่ “แรงงานดิจิทัล” ที่เข้ามาเสริมศักยภาพองค์กรให้ทำงานได้เร็วและลึกกว่าเดิม…
จีทู พาเทล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ซิสโก้ กล่าวว่า AI Agents ไม่ได้แค่เข้ามาช่วยให้งานที่ทำอยู่เร็วขึ้นเท่านั้น แต่พวกเขาเปรียบเสมือน “เพื่อนร่วมงาน” กลุ่มใหม่ที่จะช่วยขยายขีดความสามารถขององค์กรให้ไกลกว่าเดิม โปรเจกต์ที่เคยถูกพับเก็บไปเพราะขาดแคลนทรัพยากร ขณะนี้สามารถทำให้เป็นจริงได้แล้ว
อย่างไรก็ดี การทำให้แรงงาน Agentic AI มีความปลอดภัยมากพอที่จะวางใจให้ทำงานแทนได้ ทีมรักษาความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกโอกาสนี้
จากการสำรวจล่าสุดของซิสโก้ในกลุ่มลูกค้าระดับองค์กรชั้นนำ พบว่า 85% ระบุว่ากำลังอยู่ในช่วงทดลองใช้งาน AI Agents มีเพียง 5% เท่านั้นที่นำเทคโนโลยี Agentic ไปสู่การใช้งานจริงในระดับโปรดักชัน
เพื่อปลดล็อกศักยภาพอันมหาศาลของ AI Agents นี้ 3 เสาหลักสำคัญในการรักษาความปลอดภัยให้กับแรงงาน Agentic AI ประกอบด้วย 1. ปกป้องโลกจาก Agent เพื่อให้มั่นใจว่า Agent จะทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น 2. ปกป้อง Agent จากโลกภายนอก เพื่อให้มั่นใจ Agent จะไม่ถูกปรับเปลี่ยนหรือถูกแทรกแซงโดยผู้ไม่หวังดี 3. ตรวจจับและตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้าน AI ได้ทันท่วงที
เช่นเดียวกับพนักงานใหม่ AI Agents จำเป็นต้องมีการปฐมนิเทศ (Onboarding) เพื่อระบุตัวตน เข้าใจบทบาทหน้าที่ และระบุว่าใครคือพนักงานที่เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามี Agent ตัวไหนทำงานอยู่บ้าง และใครจะเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เครื่องมือ SSE ที่มีอยู่ก็ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อควบคุมการเข้าถึงของเวิร์คโหลด Agentic ตามเวลาที่กำหนด และไม่สามารถเข้าใจบริบทที่อยู่เบื้องหลังคำขอของ Agent ได้
ซิสโก้พบว่า ผู้ไม่หวังดีมุ่งโจมตีส่วนประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่พิสูจน์ตัวตนผู้ใช้งาน การตัดสินใจเข้าถึงระบบ และตัวกลางในการประสานระบบต่าง ๆ เมื่อเวิร์คโหลด Agentic เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การโจมตีที่มุ่งเป้าไปที่ Identity ก็จะยิ่งทวีความรุนแรงและถี่ขึ้นตาม
ที่สำคัญต้องมี ”แนวทางการแก้ปัญหาที่กว้างและครอบคลุม” เพราะการรักษาความปลอดภัยให้แก่แรงงาน Agentic AI ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ครอบคลุม 3 ด้านคือ ต้องปกป้อง Agent จากโลกภายนอก: ป้องกันการโจมตีแบบ Prompt Injection, เนื้อหาที่เป็นอันตราย รวมถึงเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานที่อาจถูกบุกรุก
รวมถึง ปกป้องโลกภายนอกจาก Agent โดยต้องควบคุมได้ว่า Agent สามารถทำอะไรได้บ้างเมื่อเข้ามาปฏิสัมพันธ์กับระบบต่าง ๆ ขององค์กร สุดท้าย ต้องตรวจจับและตอบโต้ด้วยความเร็วระดับเครื่องจักร (Machine Speed): เนื่องจาก Agent ทำงานด้วยสเกลและความเร็วที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ทัน
โดยสรุปแล้วความปลอดภัยคือภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย และด้วยความเร็วของการพัฒนา Agentic AI ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อุตสาหกรรมต้องก้าวให้ทัน
สำหรับซิสโก้เดินหน้าพลิกโฉมความปลอดภัยเพื่อรองรับแรงงาน Agentic (Agentic Workforce) ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรเพื่อช่วยให้องค์กรปรับใช้ AI Agents ได้อย่างมั่นใจและเต็มประสิทธิภาพ
ไฮไลต์เช่น ขยายความสามารถของ Zero Trust Access ไปยัง AI Agents, เพิ่มความสามารถให้กับ AI Defense นำเสนอ DefenseClaw ซึ่งเป็นโอเพนซอร์สเฟรมเวิร์กสำหรับ Agent ที่มีความปลอดภัยสูง มากกว่านั้นมี LLM Security Leaderboard แหล่งข้อมูลสำหรับการประเมินความเสี่ยงของโมเดลและความล่อแหลมต่อการถูกโจมตีในรูปแบบต่าง ๆ ขณะที่ Splunk ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตโฟลิโอความปลอดภัยของซิสโก้ได้เพิ่มนวัตกรรม AI เพื่อยกระดับการปฏิบัติการด้านความปลอดภัย
ปัจจุบัน องค์กรต่าง ๆ กระตือรือร้นที่จะนำ AI มาปรับใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่เป็นการสร้างช่องว่างด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้นด้วยระบบ Zero Trust Access
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย Agent นี้ การควบคุมการเข้าถึงอย่างเข้มงวดสำหรับ AI Agents ถือเป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่งหากจะบังคับใช้ด้วยเครื่องมือแบบเดิม ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่เป็นมนุษย์
เพราะหากทำให้เกิดการบังคับใช้นโยบายที่ไม่เท่าเทียมและเกิดจุดบอด อาจนำไปสู่ช่องว่างที่ผู้ไม่หวังดีแทรกแซงเข้ามาได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 31 มี.ค.69 ‘ทรงตัว‘ ตามการทยอยขายทำกำไร

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ทรงตัวที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า
- การที่เงินบาททรงตัวเป็นผลจากนักลงทุนบางส่วนทยอยขายทำกำไรสถานะที่เก็งว่าเงินบาทจะอ่อนค่า (Short THB)
- กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยที่ต้องจับตาคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าได้
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.70-33.00 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในลักษณะ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์) แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ย่อตัวลงสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด

ทว่า เงินบาทกลับยังไม่ได้อ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่เลือกทยอยขายทำกำไรสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) ออกมาบ้าง โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่ตลาดจะทยอยรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด อาจกดดันให้ เงินบาท (USDTHB) อ่อนค่าลงทดสอบ หรือ ทะลุโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า เราย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญการเคลื่อนไหวผันผวนสูง แบบ Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งต้องจับตา แนวโน้มการเจรจาหยุดยิงและยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะยกระดับการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งอิหร่านกลับมาเจรจามากขึ้นได้ (แนะนำให้ อ่านบทวิเคราะห์ “Day 29: What could possibly be the U.S. options in Iran?” โดย John Spencer เพื่อเห็นทางเลือกของฝั่งสหรัฐฯ กับอิสราเอล ที่เรามองว่า อาจสร้างความเสี่ยงที่สถานการณ์การสู้รบจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น ก่อนนะไปสู่การเจรจาหรือภาพรวมสถานการณ์ที่อาจทยอยคลี่คลายลงได้ *สามารถอ่านสรุปแบบ Infographic ได้ในบทวิเคราะห์ WeekAhead ของเราในวันก่อนหน้า)
ทั้งนี้ แม้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง ทว่า เงินบาทเริ่มมีโซนแนวต้านแถว 33.00-33.05 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงขายของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ทั้งฝั่งผู้ส่งออกและบรรดาผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) นอกจากนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่ ต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม ซึ่งในสัปดาห์นี้จะมีการทยอยรับรู้ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับนโยบายการเงินของ FED โดยหากข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาดชัดเจน อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังไม่รีบปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มากนัก ทำให้การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ (และการอ่อนค่าของเงินบาท) อาจชะลอลงได้บ้าง
ส่วนในกรณีที่สถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ หรือมีประเด็นที่ทำให้ ผู้เล่นในตลาดมีความหวังต่อโอกาสที่สถานการณ์จะทยอยคลี่คลายลง เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ทว่า โซนแนวรับของเงินบาทอาจอยู่ในช่วง 32.65-32.75 บาทต่อดอลลาร์ ก่อน (โซนแนวรับถัดไป 32.40-32.50 บาทต่อดอลลาร์)
เราขอเน้นย้ำว่า แม้จะมีกระแสข่าวความพยายามในการเจรจาหยุดยิงของสหรัฐฯ แต่เราจะยังไม่เชื่อมั่น 100% และขอสงวนท่าทีระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้ FED อาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ สะท้อนจากแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ อาทิ Tesla -1.8% และ Nvidia -1.4% ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้าง ตามการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน ทำให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.39% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง -0.73%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป รีบาวด์ขึ้นราว +0.94% แม้จะเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อแนวโน้ม สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่สร้างแรงขายต่อบรรดาหุ้นเทคฯ อย่าง ASML -3.0% แต่ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ TotalEnergies +3.2% สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันดิบ รวมถึงบรรดาหุ้นธีม Defensive อย่าง หุ้นกลุ่ม Utilities และหุ้นกลุ่ม Healthcare
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 4.35% แม้ว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED อาจจำเป็นต้องคงดอกเบี้ยในปีนี้ ทว่า ผู้เล่นในตลาดยังไม่เร่งรีบปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED มากนัก เพื่อรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงานสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ได้จำกัดการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ไว้แถวโซน 4.40% (ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 4.50% ได้อย่างชัดเจน) ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงสร้างความผันผวนให้กับตลาดบอนด์ และในบางช่วงอาจกดดันให้ บอนด์ยีลด์ระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นได้ หากสถานการณ์มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด แต่เรามองว่า สุดท้ายสถานการณ์การสู้รบจะทยอยคลี่คลายลงได้ในที่สุดและอาจนำไปสู้ความเสี่ยงการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากเกินไปของบรรดาธนาคารกลาง (Policy Mistake) ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยเฉพาะเมื่อถึงจังหวะที่ ผู้เล่นในตลาดได้ Fully Priced-In หรือคาดหวัง การขึ้นดอกเบี้ยของ FED ราว 1 ครั้ง (โอกาสในการขึ้นดอกเบี้ยเข้าใกล้ 100%) หรือ ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้ง ซึ่งอาจเป็นจุดที่ บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก ใกล้กลับตัวจากจุดสูงสุด โดยในภาพดังกล่าว บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อ ทดสอบโซน 4.60%-4.75% ได้ ซึ่งจะเป็นจุดที่น่าสนใจมากขึ้นในการเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว (ทั้งนี้ การทยอยเข้าซื้อบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงบอนด์ยีลด์ สูงเกิน 4.25% ทำให้ผู้เล่นในตลาดสามารถเห็นบอนด์ยีลด์ ปรับตัวขึ้นได้อีกราว +40bps ก่อนที่จะถึงจุด Break-Even ซึ่งรองรับความเสี่ยงกรณีที่ตลาดคาดหวังการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของ FED 1-2 ครั้ง ในปีนี้)
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้างในลักษณะ Sideways Up ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ จากความกังวลว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวสูงขึ้น สู่โซน 100.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 100.2-100.7 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่า บรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวมจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด จนทำให้บรรดาธนาคารกลางหลักอาจใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดและตึงตัวมากขึ้น กอปรกับการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง ก่อนที่จะมีแรงซื้อ Buy on Dip ช่วยพยุงราคาทองคำ ให้สามารถทรงตัวเหนือโซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) และดัชนีภาคธุรกิจของบรรดา FED สาขาต่างๆ
ส่วนในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการของจีน (Manufacturing and Services PMI) ในเดือนมีนาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของยูโรโซน ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเริ่มรับรู้ผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ออกคิวสุดคม! “เจล สระบุรี” สาวไทยคว้าแชมป์ เลดี้วูด บริติช วูเมน โอเพ่น 2026

“เจล สระบุรี” นฤชา เพิ่มพูล นักแม่นคิวสาวชาวไทย โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม หยิบแชมป์สนุกเกอร์รายการ เลดี้วูด บริติช วูเมน โอเพ่น 2026 รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม 2569
โดย นักสนุกเกอร์สาวไทยวัย 20 ปี ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ มาพบกับ โซอี้ คิลลิงตัน นักสอยคิวสาวชาวอังกฤษ ซึ่งกติกาในรอบชิงฯ ใช้ระบบ 2 ใน 3 เฟรม
ผลการแข่งขันปรากฎว่า “เจล สระบุรี” เป็นฝ่ายออกคิวได้เหนือกว่าเอาชนะไปได้ 2-0 เฟรม (92-5 และ 85-46) คว้าแชมป์ เลดี้วูด บริติช วูเมน โอเพ่น 2026 มาครองได้สำเร็จ
จากความสำเร็จในรายการนี้ทำให้ นฤชา เพิ่มพูล นักแม่นคิวสาวชาวไทย คว้าแชมป์เป็นรายการที่ 5 ในฤดูกาลนี้ และถือเป็นแชมป์รายการที่ 7 ในการลงเล่นรายการระดับเวิล์ด ทัวร์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘สเต็มเซลล์รักษาข้อเข่าเสื่อม’ ไม่ใช่มาตรฐานการรักษา

- แพทยสภาและราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ฯ ยืนยันว่าการใช้สเต็มเซลล์รักษาข้อเข่าเสื่อมยังไม่ถือเป็นมาตรฐานการรักษา
- การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ที่แพทยสภารับรองเป็นมาตรฐานการรักษา เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูกและเซลล์กระจกตา ส่วนอีกเกิอบ 20 โครงการยังอยู่ในขั้นวิจัย ซึ่งผู้รับบริการ ไม่ควรต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อร่วมวิจัย
- ประชาชนควรระวังการโฆษณาเกินจริง เนื่องจากการฉีดสเต็มเซลล์ที่ไม่ใช่มาตรฐานการรักษามีความเสี่ยงสูง อาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้
ผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง หรือ ATMPs (Advanced Therapy Medicinal Products) ที่รวมถึง “สเต็มเซลล์” กลายเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงบ่อยครั้งในฐานะนวัตกรรมที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการรักษาโรคที่เคยรักษาไม่ได้ แต่ในความตื่นตัวนี้ กลับมีเส้นบางๆ ระหว่าง “ความก้าวหน้าทางวิทยาศาตร์” กับ “การโฆษณาชวนเชื่อ” ที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณ
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร ลีลารัศมี กรรมการแพทยสภา ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ในเรื่องนี้ว่า ผลิตภัณฑ์ ATMPs ยังไม่ค่อยมี เพราะก่อนที่แพทย์จะนำมาใช้กับคนไข้ต้องมั่นใจว่าเกิดประโยชน์จริง แม้ว่าตัวเซลล์ต้นกำเนิดจะมีศักยภาพ แต่หลักฐานเชิงประจักษณ์ในตอนนั้นยังไปไม่ถึงตรงนั้น อย่างข้อมูลเชิงประจักษ์เรื่องการทำให้ข้อเข่าดี หรือหน้าตาเต่งตึง ปัจจุบันยังไม่ถึงจุดนั้น
“เคยได้รับฟีดแบ็คจากคนไข้ว่าเขามีเงินอยากลองสเต็มเซลล์ ซึ่งก็เข้าใจว่าอยากจะลอง แต่บางทีสิ่งที่ท่านอยากจะลองไม่ใช่เรื่องเจ็บป่วยที่สิ้นหวังในการรักษาแล้ว การที่แข็งแรงดีแล้วไปลองอะไรเหล่านี้มันยังไม่ใช่”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว กล่าวอีกว่า เรื่องสเต็มเซลล์ หรือATMPs ยอมรับว่าเป็นศักยภาพและวิธีการรักษาใหม่ แต่ไม่ใช่เพียงแค่นำเซลล์ต้นกำเนิดอะไรมาไม่รู้แล้วบอกว่าเป็นของตัวเอง แล้วมาเพิ่มจำนวนในห้องปฏิบัติการแล้วนำไปฉีดโดยบอกว่าจะดีขึ้น มันไม่ใช่เช่นนั้น ถึงแม้เซลล์จะมีศักยภาพแต่ต้องทำให้มีสารอะไรบางอย่างมากไปกว่านั้นและตอนนี้ยังไปไม่ถึง
ส่วนตัวที่องค์การอาหารและยา(FDA)ในยุโรป หรือสหรัฐอเมริการับรองแล้วนั้น จะแสดงถึงหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนเลยว่าช่วยประโยชน์ตรงนั้น ตรงนี้ รักษาคนไข้แล้วผลออกมาเป็นแบบนี้ เป็นสิ่งที่ชัดเจน
“สิ่งที่ไปโฆษณาต่างๆแล้วจะไปเก็บเงินคนไข้ ประชาชนต้องระวังอาจจะหลงเชื่อแล้วขอลองดู ซึ่งไม่ได้ประโยชน์ บางรายโชคไม่ดีก็อาจจะเกิดความสูญเสียได้ อย่างคนไข้บางคนฉีดๆเยอะมากๆ จนเข้าหลอดเลือดจนตัน ถึงเสียชีวิตก็มี”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่เป็นแพทย์และองค์กรอย่างแพทยสภา ถ้ามองดูว่าทำให้เกิดประโยชน์จริงพร้อมส่งเสริมสนับสนุนเต็มที่ ซึ่งปัจจุบันสิ่งที่แพทยสภารับรองให้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดเป็นมาตรฐานการรักษาแล้ว เช่น การปลูกถ่ายไขกระดูก และการปลูกถ่ายเซลล์ตาตรงกระจก เพราะตาแห้ง
สิ่งนี้มีการทำวิจัยและศึกษามาจำนวนมากจนมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน ส่งผลให้สถานพยาบาลที่ให้บริการคนไข้ในเรื่องนี้ สามารถเก็บค่ารักษาจากคนไข้ได้ เนื่องจากเป็นมาตรฐานการรักษาแล้ว แต่มีบางเรื่องที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการวิจัย ซึ่งตอนนี้ที่แพทยสภาอนุมัติให้ทำวิจัยเรื่องนี้มีอยู่เกือบ20 โครงการ ถ้าอยู่ระหว่างการวิจัยหมายความว่า ผลที่ได้ยังไม่ชัดเจน ยังไม่แน่นอน ยังไม่การันตี
“แพทยสภาจะไม่พูดถึงอะไรที่อยู่ในขั้นวิจัย และถ้าเป็นขั้นของการวิจัย คนที่ไปใช้สเต็มเซลล์ , ATMPs ก็ต้องฟรี ไปเก็บเงินเขาไม่ได้ และต้องอธิบายให้เขาฟัง เช่นว่า มีATMPs ได้มาจากไขมันหรืออะไรของตัวเองก็แล้วแต่ นำมาทำแบบนั้นแบบนี้ แล้วอาจจะเกิดแบบนั้นแบบนี้ มีผลดีอย่างไร อาจจะมีผลเสียหรืออันตรายอย่างไร เพื่อให้คนตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมวิจัยหรือไม่ ค่าใช้จ่ายต้องฟรี เพราะเขายอมเสี่ยงเข้าร่วม รวมถึงต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิด และการฉีดนี้ก็ไม่ใช่จะปลอดภัย 100 % ถ้าโชคไม่ดีอาจจะถึงเสียชีวิตได้”ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ถามถึงกรณีการใช้สเต็มเซลล์รักษาข้อเข่าเสื่อม ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวว่า ส่วนตัวดูงานวิจัยมาจำนวนมาก ไม่ใช่มโนแล้วพูดไปเอง แต่ค้นคว้ามากเรื่องข้อเข่าเสื่อมว่ามีงานวิจัยต่างๆมากน้อยอย่างไร โดยเป้าหมายของเรื่องนี้ต้องการไปซ่อมเซลล์ที่เสียไปแล้ว ไปปิด เคลือบผิวที่ขรุขระเสีย ให้ออกมาเป็นข้อที่ดีแล้วสามารถเดินได้
หมายความว่าต้องมีเซลล์งอกออกมาได้ ไม่ใช่ฉีดเข้าไปเพื่อบรรเทาอาการบางอย่าง ซึ่งตัวที่ฉีดๆกันเป็นเพียงแค่การบรรเทาอาการใช่หรือไม่ อย่างพีอาร์พี(PRP)ฉีดแล้วบรรเทาอาการ แล้วจะไปฉีดทำไมในราคาแพงเมื่อกินยาก็ได้ถ้าต้องการผลเพียงบรรเทาอาการ
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวอีกว่า ส่วนที่จะบอกว่าทำให้เซลล์งอกขึ้นจริงนั้น ต้องการหลักฐานเชิงประจักษณ์ ซึ่งตนดูข้อมูลน่าจะในเกาหลีใต้ที่ทำราว 6-7 เดือนก่อน มีการฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปในข้อแต่ไม่ได้ฉีดเฉยๆ มีการเจาะรูตรงผิวกระดูกเพื่อฝังตัวสเต็มเซลล์เข้าไปด้วย อย่านึกว่าฉีดแล้วจะงอกติดง่ายๆ มันไม่ง่ายอย่างที่คิดกับการที่จะให้เซลล์เข้าไปงอก เคลือบแล้วก็ปิดให้ใช้งานได้
“ ณ ขณะนี้ ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ได้ทบทวนข้อมูลทางวิชาการอย่างมาก และระบุว่ายังไม่สามารถออกมาเป็นมาตรฐานในการรักษาได้ ยังไม่มีงานวิจัยมากพอที่จะสนับสนุนแนวทางรักษานี้ แม้บางประเทศอาจจะมีการรับรองบ้างแต่ไม่ใช่บอกว่าเป็นมาตรฐานการรักษา จะมีข้อแม้เงื่อนไขในการใช้ แปลว่ายังไปไม่ถึงสุดทางที่ต้องการให้เป็นมาตรฐานการรักษาที่สามารถเปิดให้บริการแล้วเก็บค่ารักษาได้ จึงต้องติดตามต่อไปก่อน” ศ.เกียรติคุณ นพ.อมรกล่าว
ศ.เกียรติคุณ นพ.อมร กล่าวด้วยว่า เรื่องสเต็มเซลล์ หรือ ATMPs ที่เป็นเรื่องหลอกๆก็มีอยู่ไม่ใช่น้อย อย่างเช่น เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แพทย์จากประเทศหนึ่งไปหลอกบอกว่า ฉีดเซลล์จากไขกระดูกหนูเข้าไปกล้ามเนื้อหัวใจหนูที่ตายแล้ว ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนูงอกขึ้นมาได้ถึง 30 หรือ 60 % จนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดรับเข้าไปเป็นสตาฟฟ์ ปรากฎว่าถูกหลอกเกือบ 10 ปีกว่าจะปลดออกจากทีม เพราะสิ่งที่พูดมานั้นไม่จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
some any ใช้ยังไง? สรุปกฎแกรมม่า ใช้ง่าย ไม่สับสน เลิกเดาสุ่มเวลาแต่งประโยค

เวลาเราต้องการพูดถึง “จำนวนหนึ่ง” หรือ “บ้าง” ในภาษาอังกฤษ สองคำแรกที่ลอยมาในหัวคงหนีไม่พ้น some และ any ใช่ไหมครับ? แต่ปัญหาที่ตามมาคือเรามักจะเกิดอาการลังเลว่า some any ใช้ยังไง กันแน่? ตัวนี้ใช้กับประโยคคำถามได้ไหม? หรือตัวนั้นใช้กับของนับไม่ได้หรือเปล่า?
ความสับสนนี้ถือเป็นเรื่องปกติมากครับ เพราะทั้งสองคำมีความหมายคล้ายกันแต่มีเงื่อนไขการใช้ที่ต่างกันตาม “ประเภทของประโยค” วันนี้ Engduo จะพาคุณมาเคลียร์ความสงสัยนี้ให้กระจ่าง สรุปหลักการใช้แบบเน้นๆ พร้อมตัวอย่างที่หยิบไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน รับรองว่าอ่านจบแล้วคุณจะเลิกใช้แบบสุ่ม และเปลี่ยนมาใช้ได้อย่างแม่นยำสไตล์ Native Speaker ครับ!
หลักการพื้นฐาน: some และ any ต่างกันที่ตรงไหน?
ก่อนจะไปเจาะลึก เรามาจำกฎเหล็กที่เป็นหัวใจสำคัญก่อนครับ ทั้ง some และ any ใช้กับ คำนามนับได้พหูพจน์ (Plural Countable Nouns) และ คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) เพื่อบอกปริมาณที่ไม่ได้ระบุจำนวนชัดเจน แต่จะต่างกันที่ “ชนิดของประโยค” ดังนี้ครับ:
1. การใช้ some (ใช้ในประโยคบอกเล่า)
เรามักใช้ some ในประโยคบอกเล่า (Affirmative sentences) เพื่อบอกว่ามีสิ่งนั้นอยู่บ้าง
- I have some ideas for the new project. (ฉันมีไอเดียบางอย่างสำหรับโปรเจกต์ใหม่)
- There is some milk in the fridge. (มีนมอยู่ในตู้เย็นบ้าง)
ข้อยกเว้นสำคัญ: เราสามารถใช้ some ในประโยคคำถามได้ หากเป็นการ “ยื่นข้อเสนอ” (Offer) หรือ “การร้องขอ” (Request) ที่เราคาดหวังคำตอบว่า “Yes”
- Would you like some coffee? (รับกาแฟหน่อยไหมครับ? – ยื่นข้อเสนอ)
- Can I have some water, please? (ขอน้ำเปล่าหน่อยได้ไหมครับ? – การร้องขอ)
2. การใช้ any (ใช้ในประโยคปฏิเสธและคำถาม)
any จะทำหน้าที่ในประโยคปฏิเสธ (Negative sentences) และประโยคคำถามทั่วไป (Questions)
- I don’t have any money left. (ฉันไม่มีเงินเหลือเลยสักนิด)
- Do you have any questions? (คุณมีคำถามอะไรไหมครับ?)
ข้อยกเว้นที่น่าสนใจ: any สามารถใช้ในประโยคบอกเล่าได้ หากต้องการสื่อความหมายว่า “อะไรก็ได้” หรือ “อันไหนก็ได้” (It doesn’t matter which)
- You can call me any time. (โทรหาฉันได้ทุกเมื่อ/เวลาไหนก็ได้เลยนะ)
- Take any book you like. (หยิบหนังสือเล่มไหนก็ได้ที่คุณชอบไปเลย)
ตาราง: สรุปความแตกต่าง some vs any ในแต่ละประเภทประโยค
เพื่อให้คุณมองเห็นภาพรวมและนำไปเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น ลองดูตารางสรุปการใช้งานตามบริบทประโยคด้านล่างนี้ครับ
| ประเภทประโยค (Sentence Type) | การใช้ some | การใช้ any | ตัวอย่างสถานการณ์ (Examples) |
| บอกเล่า (Positive) | ✅ ใช้บ่อยที่สุด | ⚠️ ใช้เมื่อหมายถึง “อันไหนก็ได้” | I need some help. / Choose any color. |
| ปฏิเสธ (Negative) | ❌ ไม่นิยมใช้ | ✅ ใช้เพื่อบอกว่า “ไม่มีเลย” | I don’t have any pets. |
| คำถามทั่วไป (Questions) | ❌ ไม่นิยมใช้ | ✅ ใช้ถามเพื่อหาคำตอบ | Are there any cookies left? |
| ยื่นข้อเสนอ/ร้องขอ (Offer/Request) | ✅ ใช้ได้ (สุภาพ) | ❌ ไม่นิยมใช้ | Would you like some tea? |
จุดที่คนไทยมักพลาด: any กับความหมายเชิงปฏิเสธในตัว
มีคำบางคำที่ให้ความหมายเชิงลบในตัวเอง (เช่น hardly, without, never) เมื่อใช้คำเหล่านี้ เราต้องใช้คู่กับ any ไม่ใช่ some ครับ
- He did it without any help. (เขาทำมันโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือเลย)
- I never have any luck. (ฉันไม่เคยมีความโชคดีเลยสักครั้ง)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. ใช้ any กับคำนามนับได้เอกพจน์ได้ไหม?
ได้ครับ! ในกรณีที่ต้องการสื่อความหมายว่า “คนไหนก็ได้/สิ่งไหนก็ได้” เช่น Any student can join the club. (นักเรียนคนไหนก็ได้สามารถเข้าร่วมชมรมนี้ได้)
2. some กับ any ใช้กับคำนามนับไม่ได้ตัวไหนได้บ้าง?
ใช้ได้กับทุกตัวเลยครับ เช่น water, sugar, information, advice, money ตัวอย่างเช่น I have some information for you. หรือ I don’t have any money.
3. “Someone” กับ “Anyone” ใช้กฎเดียวกับ “some/any” ไหม?
ใช้กฎเดียวกันเป๊ะเลยครับ! Someone ใช้ในประโยคบอกเล่าหรือการร้องขอ ส่วน Anyone ใช้ในประโยคปฏิเสธหรือคำถามทั่วไปครับ
4. มี some ที่เป็นพหูพจน์แล้ว ต้องมี a/an มาเกี่ยวด้วยไหม?
ไม่ต้องครับ a/an ใช้กับเอกพจน์ (1 สิ่ง) ส่วน some/any ใช้กับพหูพจน์หรือนับไม่ได้ ดังนั้นห้ามใช้ซ้อนกัน เช่น ห้ามพูดว่า a some water เด็ดขาดครับ
5. ถ้าอยากถามแบบสุภาพมากๆ ต้องใช้ some เสมอไปไหม?
ในการเสนอ (Offer) หรือขอ (Request) การใช้ some จะฟังดูมีความคาดหวังเชิงบวกและสุภาพกว่าครับ เช่น Would you like some help? จะฟังดูพร้อมช่วยมากกว่า Would you like any help? ซึ่งอาจฟังดูเป็นคำถามทั่วๆ ไปมากกว่าครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ผลไม้ติดอันดับ 1 ราชาวิตามินซี มีสูงถึง 250 มก. ไม่ใช่ “ส้ม” อย่างที่หลายคนคิด

ผลไม้รับฉายาราชาวิตามินซี ส้มไม่ใช่เบอร์ 1 อย่างที่คิด แถมน้ำตาลน้อย ไฟเบอร์สูง
ความเชื่อที่ว่า ส้ม คือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดอาจต้องเปลี่ยนไป เมื่อข้อมูลทางโภชนาการระบุชัดเจนว่า “ฝรั่ง” คือแชมป์ตัวจริงที่มีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าส้มหลายเท่าตัว การเลือกรับประทานผลไม้ให้ได้วิตามินซีสูงสุดจึงไม่ได้ดูแค่รสเปรี้ยว แต่ต้องพิจารณาถึงชนิดของผลไม้และวิธีการกินที่ถูกต้องเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
เมื่อเปรียบเทียบปริมาณวิตามินซีต่อผลในขนาดมาตรฐาน พบว่า ส้มขนาดกลางหนึ่งผล (น้ำหนักประมาณ 130 กรัม) ให้วิตามินซีประมาณ 60–70 มิลลิกรัม
ในขณะที่ ฝรั่งขนาดกลางเพียงหนึ่งผล (น้ำหนักประมาณ 100 กรัม) กลับมีวิตามินซีสูงถึง 200–250 มิลลิกรัม ซึ่งหมายความว่าการรับประทานฝรั่งในปริมาณที่เท่ากันจะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 3–4 เท่าเลยทีเดียว
ทำไม ฝรั่ง ถึงเป็นสุดยอดผลไม้เพื่อสุขภาพ
นอกจากจะมีปริมาณวิตามินซีที่โดดเด่นแล้ว ฝรั่ง ยังถือเป็นผลไม้ที่เป็นมิตรต่อผู้ที่ใส่ใจสุขภาพอย่างมาก เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลต่ำเมื่อเทียบกับส้มและผลไม้รสหวานชนิดอื่น ทั้งยังมีใยอาหารหรือไฟเบอร์ในปริมาณสูง ซึ่งช่วยส่งเสริมระบบการขับถ่ายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การได้รับวิตามินซีที่เพียงพอไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดโอกาสการเป็นหวัด แต่ยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้ผิวพรรณสดใส และช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดียิ่งขึ้น
ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่าวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญต่อร่างกาย แต่มีข้อเสียคือสลายตัวได้ง่ายมากเมื่อสัมผัสกับความร้อน แสงแดด และอากาศ ดังนั้นการเลือกซื้อและการเก็บรักษาจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าเราจะได้รับคุณค่าทางสารอาหารเหล่านั้นจริงหรือไม่
เคล็ดลับการกินผลไม้ให้ได้วิตามินซีสูงสุด
เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินซีแบบเต็มประสิทธิภาพ ควรยึดหลักการรับประทานดังนี้
- รับประทานผลไม้สดเท่านั้น: เนื่องจากวิตามินซีสลายตัวง่ายเมื่อโดนความร้อน การนำไปปรุงสุกหรือคั้นน้ำผ่านความร้อนจะทำให้คุณค่าลดลง
- รับประทานทันทีหลังปอกเปลือก: การหั่นทิ้งไว้เป็นเวลานานจะทำให้อากาศทำปฏิกิริยากับวิตามินจนสูญเสียคุณค่าไป
- เลี่ยงการแช่น้ำนาน: วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำได้ดี การล้างหรือแช่ผลไม้ที่หั่นแล้วนานเกินไปจะทำให้วิตามินละลายออกไปกับน้ำ
- รับประทานทั้งเปลือก: สำหรับฝรั่ง หากล้างทำความสะอาดอย่างปลอดภัยแล้ว ควรรับประทานทั้งเปลือกเนื่องจากเป็นส่วนที่มีสารอาหารและวิตามินรวมตัวอยู่หนาแน่นที่สุด
สรุปได้ว่าแม้ ส้ม จะเป็นผลไม้ที่ดีและหาซื้อได้ง่าย แต่หากต้องการวิตามินซีในปริมาณที่สูงกว่าภายใต้การบริโภคที่น้อยกว่า ฝรั่ง คือคำตอบที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับสายสุขภาพ สิ่งสำคัญคือการล้างทำความสะอาดให้ปราศจากสารเคมีตกค้างก่อนรับประทาน เพื่อให้ได้ทั้งความอร่อยและสุขภาพที่ดีอย่างปลอดภัย
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 31/3/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 70,900.00 | 71,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,583.00 | 69,478.28 | 71,900.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,124.70 | 62,530.45 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,666.40 | 55,582.62 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,062.35 | 31,265.23 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,604.05 | 24,317.40 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,749.22 | 71,998.18 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 31/3/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 42.05 | 42.05 | 42.55 | 42.05 | 42.05 | 42.05 | 42.05 | 42.05 | 42.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 41.68 | 41.68 | 41.93 | 41.68 | 41.68 | 41.68 | 41.68 | 41.68 | 41.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 37.05 | 37.05 | 37.55 | 37.05 | – | 37.05 | 37.05 | 37.05 | 37.05 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 33.79 | 33.79 | – | – | – | – | – | – | 33.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 53.04 | 57.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 53.04 |
| เบนซิน 95 | 50.64 | – | – | 57.51 | – | 51.14 | 50.79 | – | 50.64 |
| ดีเซล | 40.74 | 40.74 | 40.94 | 40.74 | 40.74 | 40.74 | 40.74 | 40.74 | 40.74 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 56.44 | 58.64 | 59.84 | 58.64 | – | – | – | – | 56.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







