สาระน่ารู้ประจำวันที่ 4 เมษายน 2568

‘คอนโด บริบทใหม่’ ในมุมมองของ’ อภิชาติ เกษมกุลศิริ ‘LPN

เปิดมุมมอง อภิชาติ เกษมกุลศิริ ประธานกรรมการบริหาร LPN ถึงแนวทาง การปรับตัวของผู้ประกอบการอสังหาฯ หลังแผ่นดินไหวภายใต้บริบทใหม่ของคอนโด

หลังแผ่นดินไหวหลายคนคงตั้งคำถามว่า “ตลาดคอนโดมิเนียมจะยังเติบโตได้หรือไม่?” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของผู้บริหารในวงการอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุด อภิชาติ เกษมกุลศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอล. พี. เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)ได้โพสต์ คำตอบที่ชัดเจนคือ “ยังคงเติบโตต่อไป แต่จะเป็นการเติบโตในบริบทใหม่”

มีคนถามผมในฐานะที่เป็นผู้บริหาร “อสังหาฯ” ว่า “หลังแผ่นดินไหวรอบนี้ คนจะยังซื้อคอนโดฯ ไหม” 
ผมตอบเลยแบบไม่ต้องคิดเยอะว่า “ซื้อแน่นอน แต่เป็นการซื้อในบริบทใหม่” 

บริบทใหม่ยังไง? 

เมื่อก่อนเวลาซื้อคอนโดฯ นอกจาก “ทำเล (Place) และ ราคา (Price)” แล้ว ผู้ซื้อจะสนใจเรื่องของความสวยงาม หรือรูปแบบ เช่น แบบ Loft แบบ Modern และ ฯลฯ 

ผู้ขายก็จะสื่อสารถึงสินค้า (Products) แบบ มีความหรูหราหมาเห่า ใช้แบรนด์เฟอร์นิเจอร์แบรนด์นี้ ออกแบบแบบหรูหรา ฯลฯ นอกเหนือจากแคมเปญการตลาด (Promotion) ประเภทลดแลกแจกแถม แต่หลัง “แผ่นดินไหว” รอบนี้ ผมมองว่า การขายและการซื้อ คอนโดมิเนียม จะเข้าสู่บริบทใหม่ ทั้งในแง่ของผู้ประกอบการ และ ผู้ซื้อ 

มาว่ากันเรื่องของ ผู้ประกอบการ กันก่อน 

“แผ่นดินไหว” รอบนี้ ผมว่า ผู้ประกอบการอสังหาฯ มีการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกันรวดเร็วมาก หลัง “แผ่นดินไหว” ผู้ประกอบการทุกค่าย ออกมาแสดงความรับผิดชอบ กับโครงการที่ตัวเองพัฒนาถึงจะส่งมอบไปแล้ว ก็เข้าไปตรวจสอบ สร้างความมั่นใจให้กับผู้อยู่อาศัย รวมถึงดำเนินการติดต่อประกัน และ ซ่อมแซม เพื่อให้ลูกบ้านมั่นใจว่า การอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม จะได้รับการดูแล เป็นหนึ่งใน กระบวนการ(Process) ดูแลหลังการขาย 

ที่ผมว่าสร้างความมั่นใจให้กับลูกบ้านและผู้ซื้อคอนโดมิเนียมได้ในระดับหนึ่ง 
ผมไม่อยากบอกว่า เป็นโอกาสในการสร้างการรับรู้และความประทับใจในการซื้อห้องชุด (Physical Evidence) จากเหตุการณ์นี้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นแบบนั้นจริงๆ รวมถึงบุคลากรที่ดูแลโครงการหรือ นิติบุคคลอาคารชุด (People) ที่ต่างให้บริการและการดูแลแบบทันท่วงที

รียกว่า แผ่นดินไหว รอบนี้ ทำให้เราได้เห็นศักยภาพของผู้ประกอบการอสังหาฯ ของเรา ทั้งการพัฒนาโครงการ ที่ไม่มีตึกไหนเลยที่สร้างเสร็จแล้ว จำนวน 5,994 อาคาร “ถล่ม” ลงมา มีการโยกบ้าง ซึ่งเป็นไปตามหลักวิศวกรรมการก่อสร้างให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ เพราะตึกส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ จะถูกกำหนดโดยกฏหมายให้สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ 7-7.5 ริกเตอร์
 
และ ทันทีที่เกิดเหตุการณ์ ผู้ประกอบการอสังหาฯ ก็ประกาศความรับผิดชอบ และเข้าไปดูแลอาคารทุกอาคารอย่างรวดเร็ว เรียกว่า ใช้เครื่องมือทางการตลาด (Marketing Tools) ครบทั้ง 7 P กันเลยทีเดียว (Products, Price, Place, Promotion, Process, People, Physical Evidence) 

นอกจากศักยภาพในการรับมือวิกฤติแล้ว ผมว่า สิ่งที่จะเปลี่ยนไปสำหรับผู้ประกอบการอสังหาฯ คือ การสื่อสาร (Communication) เกี่ยวกับโครงการ ที่ต้องเปลี่ยนไป 

จากการสื่อสารเรื่องของ ทำเล ราคา แคมเปญการตลาด และ ความสวยงามของโครงการในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องสื่อสารออกไปให้มากขึ้น คือ “มาตรฐานการก่อสร้าง” ที่ต้านทานแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นมาตรฐานการก่อสร้างที่ผู้ประกอบการทุกคนใช้ ตามกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารที่กำหนดไว้ 

รวมไปถึง การสื่อสารถึงมาตรการดูแลด้านความปลอดภัย และการทำสัญญาประกันภัยที่ครอบคลุมความเสี่ยงเรื่องของภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

ในขณะเดียวกันกันในฝั่งของผู้ซื้อ ผมเชื่อว่า จากเหตุการณ์ “แผ่นดินไหว” ครั้งนี้ หลายคนเปลี่ยนมุมมองในการซื้ออาคารชุด 

นอกเหนือจาก ทำเล และ ราคา ซึ่งเป็นหัวใจสาคัญในการตัดสินใจซื้อแล้ว สิ่งที่ผู้ซื้อจะให้ความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิมคือ “มาตรฐานการก่อสร้างของอาคาร” 

ต้องบอกว่า “แผ่นดินไหว” รอบนี้ เป็น “บททดสอบ” คุณภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการ ค่ายไหนอาคารเสียหายน้อย บริการดี คือ ได้คะแนนเต็มร้อย สอบผ่านแบบได้ “เกียรตินิยม” อันดับหนึ่ง และ เป็นการการันตีคุณภาพเพื่อการขายกันไป แบบไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์กันเลย เรียกว่า “ผลงานเป็นเครื่องยืนยันคุณภาพ” ที่ลูกค้าจะบอกต่อกันไปด้วยความภาคภูมิใจเป็น Word of Mouth และ Talk of the Town 

ทำไมผมถึงเชื่อแบบนี้? 

ต้องบอกว่าในช่วง 1 สัปดาห์หลังแผ่นดินไหว สิ่งที่ผมเห็นทั้งจากการไปตรวจโครงการ และ การพบเจอกับลูกค้า ยังมีผู้ซื้อ เข้าเยี่ยมชมโครงการ และ ตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียม กันอยู่ แต่คำถามที่ได้รับ เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ส่วนใหญ่จะถามถึงเรื่อง “มาตรฐานการก่อสร้าง” ซึ่งต่างจากเมื่อสัปดาห์ก่อนที่ “แผ่นดินไหว” 
ทำให้ผมมั่นใจว่า “ตลาดคอนโดมิเนียม ยังไปต่อได้ หลังแผ่นดินไหว” 

เพียงแต่ผู้ประกอบการอสังหาฯ ต้องเปลี่ยนบริบทใหม่ในการสื่อสาร และ ดึงจุดแข็งในเรื่องของคุณภาพ การก่อสร้าง และ งานบริการหลังการขาย มาเป็นเครื่องมือในการยืนยันถึงคุณภาพ ซึ่งค่ายที่เสียหายน้อย หรือ แทบจะไม่มีรอยแตกร้าวเลย จะได้เปรียบ 

แต่ก็ไม่ใช่ว่าค่ายที่เสียหายเยอะ จะหมดโอกาส ถ้าสามารถฉกฉวยโอกาส ในการดูแลลูกค้า และ การตอบสนองอย่างว่องไวในการเข้าไปแก้ไขปัญหา ก็มีโอกาสที่จะช่วงชิงโอกาสกลับมาได้ เช่นกัน อันนี้อยู่ที่ฝีมือของผู้บริหารกันแล้วครับ 

ส่วนคำถามที่ว่าตลาดคอนโดมิเนียมจะฟื้นกลับมาเมื่อไหร่ ? 

ส่วนตัวผมว่าไม่นาน ย้อนกลับไปตอนโควิด-19 ตอนปี 2563 ตอนนั้นก็มีหลายคนพูดว่า “คนไม่อยากอยู่คอนโดมิเนียม แล้ว เพราะเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค” แต่เอาเข้าจริงๆ ปี 2563 มีมูลค่าการโอนคอนโดมิเนียมอยู่ที่ 311,700 ล้านบาท ลดลงเพียง 4.62% จากปี 2562 และ การซื้อคอนโดมิเนียม ก็กลับมาแตะ 304,628 ล้านบาทอีกครั้งในปี 2566 และเกือบ 300,000 ล้านบาทในปี 2567 

ผมเลยคิดว่า ตลาดคอนโดมิเนียมไม่ตาย จาก “แผ่นดินไหว” เพียงแต่จะฟื้นกลับคืนมาในบริบทใหม่ ที่เน้นเรื่องของ “คุณภาพและมาตรฐานการก่อสร้าง” มากกว่าเรื่องของ “ความหรูหรา หรือ Fashionista” แบบในอดีต 

ต่อไปความภาคภูมิใจในการบอกว่า คอนโดมิเนียมที่ฉันพักอยู่เป็นแบรนด์หรูหราหมาเห่า ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แฟชั่น บลาบลาๆๆๆ ก็จะกลายเป็น “คอนโดมิเนียมที่ฉันอยู่พัฒนาโดย…. ตอนแผ่นดินไหว ตึกฉันไม่เป็นไรเลย” เป็นความเท่ในการเป็นเจ้าของที่มาพร้อมกับคุณภาพแทน 

ผมไม่อยากบอกว่า ของ LPN คือ เสียหายน้อยมากๆๆ และเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่เป็น Word of Mouth ที่เป็นไวรัลอยู่ในตอนนี้ (แอบขายของเพราะเราเป็นแบรนด์คุณภาพจริงๆ) 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ลดค่าโอน จดจำนอง-ผ่อนLTV มาแพ็กคู่ 1พ.ค. 68 กู้วิกฤตอสังหาฯหลังแผ่นดินไหว

ลดค่าธรรมเนียมการโอน -จดจำนอง-ผ่อนผันเกณฑ์ LTV กระทรวงคลัง -ธปท. มาแพ็กคู่ เริ่ม1พ.ค.68 กู้วิกฤตอสังหาฯหลังแผ่นดินไหว 3 สมาคมอสังหาฯชี้กระทบระยะสั้น

เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจในประเทศขยายตัวตํ่า  ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา กำลังซื้อหดหาย โดยมีตัวแปรมาจากหนี้ครัวเรือนสูง ขณะสถาบันการเงินปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อและลุกลามมาถึงกลุ่มระดับกลางบน

ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์  ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV กู้ได้ทุกราคาทุกสัญญาเต็ม 100% ตามราคาที่อยู่อาศัย มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม2568ถึงวันที่ 30 มิถุนายน2569

ขณะมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและลดจำนองคาดว่า มีกำหนดให้บังคับใช้ในช่วงเดียวกันกับมาตรการ LTV เพื่อเป็นแพ็กเกจคู่กระตุ้นกำลังซื้อกลุ่มที่ต้องการซื้อบ้าน อย่างไรก็ตามยังไม่ทันที่จะ บังคับใช้มาตรการรัฐ

ปรากฎว่าเกิด สถานการณ์แผ่นดินไหว ทุบซํ้าตลาดอสังหาริมทรัพย์ หลายฝ่ายประเมินกันว่า อาจนำมาซึ่งการชะลอซื้อ ชะลอโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยหรือไม่ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม และหันมาซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบกันมากขึ้น ขณะมาตรการดังกล่าวเข้ามาในจังหวะพอดีที่ดึงความสนใจ

ทั้งกลุ่มคนที่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบที่หนีมาจากคอนโดมิเนียมสามารถกู้ได้ 100% ทุกสัญญา บ้านหลังที่ 1 หลังที่2 ขึ้นไปทุกระดับราคา  แต่ทั้งนี้ประเมินว่า ความวิตกกังวลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สอดรับกับมาตรการที่ออกมา

 นายพรนริศ  ชวนไชยสิทธิ์ นายก สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยเปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าจะต้องใช้เวลาและแม้ว่าในระยะสั้น จะมีคนให้ความสนใจบ้านแนวราบมากขึ้นแต่ในที่สุดแล้วด้วย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบคนเมือง

ที่เลือกไม่ได้ทั้งบุตรหลานต้องไปโรงเรียน ขณะตัวเองต้องทำงานในเมืองการเดินทางที่ต้องพึ่งพารถไฟฟ้าเชื่อว่า จะกลับเข้าสู้ภาวะปกติ ในไม่ช้า เช่นเดียวกับ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า ยอมรับว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว จะมี คนให้ความสนใจบ้านแนวราบจำนวนหนึ่ง

รวมถึงบ้านเช่า คอนโดโลว์ไรส์เพราะความตื่นกลัว และเช่าเพื่อรอซ่อมแซมคอนโดมิเนียมที่ได้รับผลกระทบให้แล้วเสร็จก่อน  แต่เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติไม่มีแผ่นดินไหวซํ้าทุกอย่างจะกลับเข้าที่เพราะเชื่อว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตมักอยู่ในสังคมเมืองคือคอนโดมิเนียม

“เชื่อว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ใช้เวลา เดือนครึ่ง คือทุกอย่างจะจบภายในเดือนเมษายน และพฤษภาคม มีมาตรการรัฐออกมาทั้งผ่อนเกณฑ์LTV และ ลดค่าโอนจดจำนอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มการตัดสินใจของผู้ซื้อ”

เช่นเดียวกับนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทยที่ระบุว่ามาตรการออกมาในจังหวะพอดีสำหรับ คนที่ต้องการเปลี่ยนจากคอนโดมิเนียมเป็นบ้านแนวราบเพราะจากแผ่นดินไหว ถามว่าหากมีรายได้ที่มากพอ และธนาคารปล่อยกู้ได้ง่าย ก็สามารถทำได้ เพราะ วันที่ 1พฤษภาคม ทุกสัญญาทุกราคาสามารถกู้ได้100% แต่ถามว่า จะเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ตนเองได้หรือไม่ เชื่อว่าไม่สามารถทำได้  และมั่นใจว่าสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วเมื่อที่พักอาศัยที่ได้รับการซ่อมแซมสู่ภาวะปกติ

 “สมาคมอาคารชุดไทยและผู้ประกอบการร่วมมือกันฟื้นฟูลูกบ้านให้กับมาใช้ชีวิตได้โดยเร็วและเชื่อว่ามาตรฐานโครงสร้างอาคารตั้งแต่ปี2550 ภายใต้กฎกระทรวงรับแรงแผนดินไหว และกฎหมายอาคารชุดที่มีประกันภัยไว้ให้ทุกห้องทุกอาคาร” 

นายกมลภพ  วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  (ธอส.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การโอนที่อยู่อาศัย และคอนโดมิเนียม เริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว หลังจากเกิดเหตุสถานการณ์แผ่นดินไหว วันที่28มีนาคม โดยมียอดโอน เฉลี่ยใกล้เคียงสถานการณ์ปกติวันละ 400 ราย หลังจากธนาคารและผู้ประกอบการคอนโดมิเนียม มีการร่วมมือกันเร่งสร้างความเชื่อมั่นตรวจรับรองว่าโครงสร้างอาคารมีความแข็งแกร่งและสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ก็ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นมากขึ้น และกลับมาโอนเป็นปกติ

“ยอมรับว่าในช่วงวันแรก หลังเกิดแผ่นเหตุแผ่นดินไหว มีลูกค้าชะลอการตัดสินใจโอนคอนโดมิเนียมไปบ้างแต่เป็นแค่ช่วงระยะสั้น และเชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาเรื่องการทิ้งใบจองหรือยกเลิกสัญญาอย่างที่กังวลแต่อย่างใด เนื่องจากตอนนี้ความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีต่อเนื่องทั้งในส่วนของบ้านเดี่ยวทาวน์เฮาส์รวมถึงคอนโดคอนโดมิเนียม”

อย่างไรก็ตามนายเผ่าภูมิ  โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงการคลัง ได้ออกมาตอกยํ้า ว่า กระทรวงการคลัง เตรียมออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและค่าจดจำนองในเร็วที่สุด รวมทั้งทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ได้เตรียมผ่อนปรนมาตรการ LTV ที่จะเริ่มวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ จะช่วยสนับสนุนให้ภาคอสังหาริมทรัพย์  ไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยได้มีการประเมินว่าหากภาครัฐไม่มีมาตรการออกมาเลย จะส่งผลต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยหดตัวที่ -3.5% ส่วนกรณีถ้ามีเพียงหนึ่งมาตรการ จะขยายตัว 1.6% และถ้ามีสองมาตรการ จะขยายตัว 9.7%

 ขณะที่ในฝั่งซัพพลายหรือความต้องการขายนั้น มาตรการจะส่งผลผู้ประกอบการ วางแผนการลงทุนยูนิตขายใหม่มากขึ้น โดยหากไม่มีมาตรการเลย การเพิ่มขึ้นของยูนิตใหม่ หดตัวที่ -0.8% ถ้ามีหนึ่งมาตรการ จะขยายตัวที่ 16.8% และถ้ามีสองมาตรการ จะขยายตัวที่ 22.6%

 เชื่อว่านับจากนี้ ทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทางหากไม่ภัยพิบัติ หรือสถานการณ์ ที่ไม่สามารถคาดเดาซํ้าอีก

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 4เม.ย. “ทรงตัว แทบไม่เปลี่ยนแปลง”ที่ระดับ 34.24 บาทต่อดอลลาร์

ค่าเงินบาทยังมีแรงกดดันจากแรงขายหุ้นไทย ราคาทองคำในช่วงนี้จนกว่า ผู้เล่นในตลาดจะเริ่มกลับมามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย หากเริ่มเห็นภาพการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐมีพัฒนาการที่ดีขึ้น

ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้4เม.ย.2568 ที่ระดับ  34.24 บาทต่อดอลลาร์ “ทรงตัว แทบไม่เปลี่ยนแปลง”จากระดับปิดวันที่ผ่านมา

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าแนวโน้มของค่าเงินบาท แม้ว่าเงินบาทจะมีจังหวะแข็งค่าขึ้น มากกว่ากรอบล่าง 34.30 บาทต่อดอลลาร์ ที่เราประเมินไว้พอสมควร (ซึ่งก็มาจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด กดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง)

ทว่า จากปัจจัยเสี่ยงรอบด้านต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้ ทำให้ เรายังคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทมีแนวโน้มทยอยอ่อนค่าลงได้ ตราบใดที่เงินบาท (USDTHB) ไม่ได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจนทะลุโซนแนวรับ 33.80 บาทต่อดอลลาร์ อย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เรายอมรับว่า ในระยะสั้น เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง หากราคาทองคำสามารถรีบาวด์ขึ้นได้บ้าง อย่างไรก็ดี แรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย จากบรรดานักลงทุนต่างชาติก็อาจกดดันเงินบาทในช่วงนี้ได้

จนกว่า ผู้เล่นในตลาดจะเริ่มกลับมามีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ หากเริ่มเห็นภาพการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ที่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น จนอาจนำไปสู่การปรับลดอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ จะเก็บต่อสินค้าไทย

อนึ่ง เราคงมองว่า เงินดอลลาร์อาจอ่อนค่ามากเกินไปในช่วงนี้ เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็กังวลต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญภาวะ Stagflation ไปพอสมควร ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้เล่นในตลาดมองว่า เฟดมีโอกาสสูงที่จะลดดอกเบี้ยได้ถึง 4 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่เฟดประเมินไว้เพียง 2 ครั้ง ทำให้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด

 โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน ส่วนบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดก็ออกมาย้ำจุดยืน ไม่เร่งรีบลดดอกเบี้ย หรือ ลดดอกเบี้ยได้เยอะอย่างที่ตลาดคาด ก็อาจหนุนให้ ทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ รีบาวด์สูงขึ้น ได้ไม่ยาก ซึ่งภาพดังกล่าวอาจกดดันทั้งทองคำและเงินบาทได้

เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่จะทยอยรับรู้ในช่วง 19.30 น. โดยสถิติย้อนหลัง 1 ปี สะท้อนว่า เงินบาท (USDTHB) อาจมีกรอบการแกว่งตัวระดับ +/- 1 SD ได้ราวถึง +0.57%/-0.32% หลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลดังกล่าว 30 นาที

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.00-34.35 บาท/ดอลลาร์ (ระวังความผันผวนในช่วงตลาดทยอยรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานของสหรัฐฯ)

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 34.02-34.34 บาทต่อดอลลาร์) โดยค่าเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น ตามการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ที่เผชิญแรงกดดันจากความกังวลผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เสี่ยงเผชิญภาวะ “Stagflation” (เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่อัตราเงินเฟ้อสูง)

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันเพิ่มเติมจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งดัชนี ISM PMI ภาคการบริการ เดือนมีนาคม ที่ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 50.8 แย่กว่าคาดพอสมควร

ส่วนยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง (Continuing Jobless Claims) ก็ปรับตัวขึ้นสู่ระดับราว 1.9 ล้านราย แย่กว่าที่ตลาดคาดเช่นกัน อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็ถูกชะลอลงบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมทยอยเข้าซื้อ หรือ “Buy on Dip” ทองคำ หลังราคาทองคำมีจังหวะปรับตัวลงแรงในช่วงคืนที่ผ่านมา

อีกทั้งเงินดอลลาร์ก็รีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการอ่อนค่าลงบ้างของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หลังผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดโอกาส BOJ เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ เหลือเพียง 63% นอกจากนี้ เงินเยนญี่ปุ่นก็เผชิญแรงกดดันบ้างจากแรงขายทำกำไรสถานะ Long JPY หลังเงินเยนญี่ปุ่นได้แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในช่วงวันที่ผ่านมา 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงรุนแรง (Severe Risk-Off)  ท่ามกลางความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากมาตรการภาษีนำเข้าล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่รุนแรงกว่าคาด

ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างเทขายบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ ที่อาจเผชิญผลกระทบหนัก เช่น Apple -9.3%, Amazon -9.0% ทำให้ดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงหนัก -5.97% ส่วนดัชนี S&P500 ก็ดิ่งลงกว่า -4.84%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ดิ่งลงกว่า -2.57% ท่ามกลางความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากนโยบายกีดกันทางการค้าล่าสุดของสหรัฐฯ โดยแรงเทขายหุ้นยุโรปนั้นได้ครอบคลุมเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม

ทั้ง กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าแบรนด์เนม รวมถึงกลุ่มเทคฯ อย่างไรก็ดี บรรดาหุ้น Defensive อย่าง กลุ่ม Utilities และสินค้าอุปโภคบริโภคบางส่วน กลับปรับตัวขึ้นได้ อาทิ Enel +2.7%, Unilever +3.0%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนแถวโซน 4.03% ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และ ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากมาตรการกีดกันทางการค้าล่าสุดของรัฐบาล Trump 2.0

รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด ซึ่งทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 79% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง ในปีนี้ ทั้งนี้ เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูง ซึ่งต้องรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้

โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงาน อย่างใกล้ชิด และแม้ว่า เราจะมองว่า บอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจอยู่ แต่เรามองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ นั้นปรับตัวลงเร็วและลึกเกินไป ทำให้เราขอเน้นย้ำว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อสะสมบอนด์ระยะยาว ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น (เน้นรอ Buy on Dip)

ส่วนผู้เล่นในตลาดที่มีสถานะลงทุนในบอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงที่บอนด์ยีลด์อยู่ในระดับสูง เช่น เกินระดับ 4.50% ก็อาจพิจารณาทยอยขายทำกำไรได้ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงต่อสู่ระดับ 4.00% หรือต่ำกว่า

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงบ้าง กดดันโดยความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากนโยบายกีดกันทางการค้าล่าสุดของรัฐบาล Trump 2.0 นอกจากนี้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาดก็ยิ่งกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้นได้บ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาสธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย และทยอยขายทำกำไรสถานะ Long JPY ออกมาบ้าง ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวลดลงสู่โซน 102 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 101.3-102.3 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ แม้ว่าบรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่าผู้เล่นในตลาดกลับเลือกที่จะเข้าถือบอนด์ระยะยาวและเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) และเลือกที่จะทยอยขายทองคำออกมา (หลังทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในปีนี้)

กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2025) มีจังหวะปรับตัวลงแรง ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง ตามแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ที่คงมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หนุนให้ ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นบ้าง สู่โซน 3,130-3,140 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้งยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนมีนาคม

พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยเฉพาะประธานเฟด อย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลผลกระทบของนโยบายการค้าล่าสุดของสหรัฐฯ ที่อาจกดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ เสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation 

และในฝั่งไทย เราประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทยในเดือนมีนาคม มีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงาน  สู่ระดับ 1.02% (-0.02%m/m) ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ก็อาจทรงตัวที่ระดับ 0.9%-1.0%  

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


สรุปตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2024-25 ประจำวันที่ 4 เม.ย. 68

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2024-25 กลับมาแข่งขันกันอีกครั้งตามโปรแกรมนัดที่ 30 ในช่วงกลางสัปดาห์ วันอังคารที่ 1 – วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน 2568

โดยหลังจากแข่งขันกันไปครบทุกคู่ ในสัปดาห์นี้ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ยังนำเป็นจ่าฝูงด้วยการมี 73 คะแนน ทิ้งห่าง อาร์เซน่อล ที่รั้งอันดับ 2 ออกไปเป็น 12 คะแนน หลังลงแข่งขันเท่ากัน

ขณะที่ “สิงห์บลูส์” เชลซี เปิดบ้านหยิบสามแต้มสำคัญพุ่งจากอันดับ 6 ของตารางมารั้งที่ 4 ได้สำเร็จ และทำให้การลุ้นแย่งท็อปโฟร์ดุเดือดในช่วงโค้งสุดท้าย

สรุปตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกอังกฤษล่าสุด

อันดับที่ 1 : ลิเวอร์พูล ชนะ 22 เสมอ 7 แพ้ 1 นัด 73 คะแนน ประตูได้ +43
อันดับที่ 2 : อาร์เซนอล ชนะ 17 เสมอ 10 แพ้ 3 นัด 61 คะแนน ประตูได้ +30
อันดับที่ 3 : ฟอเรสต์ ชนะ 17 เสมอ 6 แพ้ 7 นัด 57 คะแนน ประตูได้ +15
อันดับที่ 4 : เชลซี ชนะ 15 เสมอ 7 แพ้ 8 นัด 52 คะแนน ประตูได้ +17
อันดับที่ 5 : แมนฯ ซิตี้ ชนะ 15 เสมอ 6 แพ้ 9 นัด 51 คะแนน ประตูได้ +17
อันดับที่ 6 : นิวคาสเซิ่ล ชนะ 15 เสมอ 5 แพ้ 9 นัด 50 คะแนน ประตูได้ +10
อันดับที่ 7 : แอสตัน วิลล่า ชนะ 13 เสมอ 9 แพ้ 8 นัด 48 คะแนน ประตูได้ -1
อันดับที่ 8 : ไบร์ทตันฯ ชนะ 12 เสมอ 11 แพ้ 7 นัด 47 คะแนน ประตูได้ +3
อันดับที่ 9 : ฟูแล่ม ชนะ 12 เสมอ 9 แพ้ 9 นัด 45 คะแนน ประตูได้ +4
อันดับที่ 10 : บอร์นมัธ ชนะ 12 เสมอ 8 แพ้ 10 นัด 44 คะแนน ประตูได้ +11
อันดับที่ 13 : แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 10 เสมอ 7 แพ้ 13 นัด 37 คะแนน ประตูได้ -4

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


7 ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากฮอร์โมนลดลง หรือฮอร์โมนไม่สมดุลของผู้หญิง

ฮอร์โมนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยควบคุมการทำงานของร่างกายผู้หญิง หากเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความไม่สมดุลของฮอร์โมน จะนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพที่หลากหลาย จนอาจส่งผลกระทบทั้งทางร่างกายและจิตใจของคุณผู้หญิงได้ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ 7 ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากฮอร์โมนที่ลดลงหรือไม่สมดุลของผู้หญิง เพื่อการดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมกัน

7 ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากฮอร์โมน

1.รู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลมากขึ้น

เมื่อฮอร์โมนไม่สมดุล โดยเฉพาะการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรน ในช่วงวัยทองหรือภาวะเครียด  ฮอร์โมนเหล่านี้มีผลต่อการควบคุมอารมณ์และความรู้สึก ความไม่สมดุลของฮอร์โมนอาจทำให้ผู้หญิงรู้สึกวิตกกังวล หงุดหงิด หรือเครียดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงานได้

2.ปัญหาผิวหนังและริ้วรอย

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทในการรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง และการผลิตคอลลาเจน การลดลงของฮอร์โมนนี้ในช่วงวัยทอง จะทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้นและเกิดริ้วรอยได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจทำให้เกิดความแห้งกร้านและผิวหมองคล้ำ

3.ปัญหาการนอนหลับ

การลดลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน สามารถทำให้ผู้หญิงมีปัญหาในการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงวัยทองหรือในระหว่างการตั้งครรภ์ ฮอร์โมนนี้มีผลต่อการผ่อนคลายร่างกายและสมอง ให้พร้อมสำหรับการนอนหลับ

4.ปวดท้องหรือไม่สบายตัว จากประจำเดือน

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน ในช่วงก่อนและระหว่างมีประจำเดือน อาจทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อย คลื่นไส้ อ่อนเพลีย และอาการปวดหลังที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก อีกทั้งอาการ PMS (Premenstrual Syndrome) ที่เกิดจากฮอร์โมนไม่สมดุลในช่วงก่อนมีประจำเดือน

5.ปัญหาน้ำหนักเพิ่มขึ้น

เมื่อฮอร์โมนมีความไม่สมดุล อาจส่งผลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมในร่างกาย การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจทำให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย และส่งผลให้ผู้หญิงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น โดยไม่สามารถควบคุมได้

6.ความต้องการทางเพศลดลง

การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จะมีผลกระทบต่อความต้องการทางเพศของผู้หญิง ซึ่งอาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่สนใจ หรือไม่กระตือรือร้นในการมีเซ็กส์ และอาจเกิดอาการเจ็บปวดระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้หญิงมักไม่ค่อยพูดถึง

7.ปัญหากระดูก

การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้ความหนาแน่นของกระดูกลดลง ซึ่งส่งผลให้กระดูกเปราะบางและเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักง่าย โดยเฉพาะในช่วงวัยทองที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลงอย่างรวดเร็ว การเสริมสร้างกระดูกด้วยการออกกำลังกายและการรับประทานแคลเซียม อาจช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้

ฮอร์โมนที่ลดลงหรือไม่สมดุล สามารถทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหลากหลาย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จนถึงปัญหาผิวหนังและกระดูก คุณผู้หญิงจึงควรใส่ใจดูแลตัวเองในเรื่องการรับประทานอาหารที่ดี การออกกำลังกาย และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาวกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


การ์ทเนอร์ คาดยอดใช้จ่าย Gen AI พุ่งแตะ 2.18 หมื่นล้านบาท

การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่าย Gen AI ทั่วโลก พุ่ง 76.4% จากปีที่แล้ว คิดเป็นมูลค่ารวม 644 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 2.18 หมื่นล้านบาท เหตุจากโมเดลพื้นฐานที่ดีขึ้น และความต้องการผลิตภัณฑ์ AI ที่เพิ่มขึ้น

นายจอห์น-เดวิด โลฟล็อก รองประธานนักวิเคราะห์อาวุโสของ การ์ทเนอร์ เปิดเผยว่า“ความคาดหวังต่อความสามารถของ Gen AI กำลังลดลงเนื่องจากอัตราความล้มเหลวที่สูงในการทำงานพิสูจน์เชิงแนวคิด หรือ Proof-Of-Concept (POC) เบื้องต้นและความไม่พอใจกับผลลัพธ์ของ Gen AI ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามผู้ให้บริการโมเดลพื้นฐานยังคงลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ หลายหมื่นล้านบาท ต่อปีเพื่อเพิ่มขนาด ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถือให้กับโมเดล Gen AI ซึ่งความไม่สัมพันธ์กันนี้จะยังคงมีอยู่ตลอดปีนี้และปีหน้า”

“โปรเจ็กต์ภายในที่มีเป้าหมายสำคัญจากปีก่อนจะเผชิญการตรวจสอบอย่างละเอียดในปีนี้ เนื่องจากผู้บริหาร CIO เลือกใช้โซลูชันสำเร็จรูปเชิงพาณิชย์เพื่อนำไปใช้และสร้างคุณค่าทางธุรกิจที่คาดการณ์ได้มากขึ้น แม้ว่าจะมีการปรับปรุงโมเดล แต่ผู้บริหาร CIO จะลดการทำ POC และการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตนเอง โดยมุ่งเน้นไปที่คุณสมบัติ Gen AI จากผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แทน”

ปี 2568 ยอดการใช้จ่าย Gen AI มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในทุกตลาดหลักและตลาดย่อย Gen AI จะมีผลกระทบสร้างการเปลี่ยนแปลงทุกแง่มุมของการใช้จ่ายด้าน IT ในตลาด บ่งชี้ถึงอนาคตที่เทคโนโลยี AI จะกลายเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคมากขึ้น

ยอดการใช้จ่าย Gen AI ในปีนี้ได้รับการขับเคลื่อนเป็นอย่างมาก โดยการผสมผสานความสามารถด้าน AI เข้ากับฮาร์ดแวร์ เช่น เซิร์ฟเวอร์ สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือพีซี โดย 80% ของยอดการใช้จ่าย

Gen AI จะเป็นการใช้จ่ายสำหรับฮาร์ดแวร์

“การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดเป็นผลมาจากความแพร่หลายที่เพิ่มขึ้นของอุปกรณ์ที่รองรับ AI ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมตลาด Consumer Device (อุปกรณ์สำหรับผู้บริโภค) เกือบทั้งหมด ภายในปี 2571 อย่างไรก็ตามผู้บริโภคไม่ได้ไล่ตามคุณสมบัติเหล่านี้ เหตุเพราะผู้ผลิตฝังเทคโนโลยี AI เป็นคุณสมบัติมาตรฐานไว้ในอุปกรณ์ ทำให้ผู้บริโภคเสมือนถูกบังคับให้ซื้อสินค้าเหล่านี้”

จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการ์ทเนอร์พบว่า การใช้จ่ายในแต่ละหมวดหมู่ของ Gen AI มีการเติบโตอย่างมาก โดยการใช้จ่ายในหมวดอุปกรณ์ (Devices) คาดว่าจะสูงที่สุด โดยมียอดใช้จ่ายในปี 2567 ที่ประมาณ 199,595 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.78 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีนี้ โดยยอดใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเป็น 398,323 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 13.55 ล้านล้านบาท คิดเป็นการเติบโตถึง 99.5% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการใช้จ่ายสำหรับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เช่น เซิร์ฟเวอร์ สมาร์ทโฟน และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

ส่วนการใช้จ่ายในหมวดซอฟต์แวร์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 19,164 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.51 แสนล้านบาท ในปี 2567 เป็น 37,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.26 ล้านล้านบาทในปีนี้ ซึ่งเติบโต 93.9% ขณะที่การใช้จ่ายในหมวดบริการ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 10,569 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.59 แสนล้านบาท เป็น 27,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 9.44 แสนล้านบาท เติบโตถึง 162.6%

สำหรับการใช้จ่ายในหมวดเซิร์ฟเวอร์ (Servers) คาดว่าในปี 2567 อยู่ที่ 135,636 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4.61 ล้านล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 180,620 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.14 ล้านล้านบาทในปีนี้เติบโต 33.1%

การคาดการณ์แนวโน้มการใช้จ่ายด้าน Gen AI ของการ์ทเนอร์ ใช้การวิเคราะห์อย่างเข้มข้นของยอดขายจากผู้ค้าและผู้ให้บริการหลายพันราย ครอบคลุมผลิตภัณฑ์และบริการด้าน Gen AI ทั้งหมด การ์ทเนอร์ ใช้เทคนิคการวิจัยปฐมภูมิ เสริมด้วยแหล่งข้อมูลทุติยภูมิที่เชื่อถือได้ในการสร้างฐานข้อมูลที่ครอบคลุมตามขนาดข้อมูลของตลาดสำหรับเป็นฐานการคาดการณ์

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


บทสนทนาภาษาอังกฤษกับลูกน้อย (Talk to child)

บทสนทนาภาษาอังกฤษกับลูกน้อย

อยากเริ่มคุยภาษาอังกฤษกับลูก ฝึกประโยคภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก พูดคล่อง จำง่ายใช้ได้ทุกวัน

บทสนทนาภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก

ให้เด็กเริ่มเรียนภาษาอังกฤษด้วยกิจวัตรประจำวัน ดังบทสนทนาตัวอย่างต่อไปนี้

เริ่มตั้งแต่การ “ตื่นนอน” ประโยคภาษาอังกฤษ ปลุกลูกในตอนเช้า “Get up!” ดังสนทนาตัวอย่าง ต่อไปนี้

Get up! ตื่นได้แล้วจ้า
Mom I’m sleepy. แม่ หนูง่วง
No, you have no time. ไม่ได้ หนูไม่มีเวลาแล้วนะลูก
OK, mom. ตกลงค่ะแม่

หรือแม่อาจพูดว่า “It’s time to get up.” ดังตัวอย่างต่อไปนี้

It’s time to get up. ได้เวลาตื่นนอนแล้วจ้า
Don’t bother me please. อย่ามากวนได้ไหม ขอร้อง
Are you still sleepy? ยังง่วงนอนอยู่ไหม?

It’s time to go to school. ได้เวลาไปโรงเรียนแล้ว
Hurry up, you’ll be late. เร็วๆเข้า เดี๋ยวก็สายหรอก
Cleaning up this room! ทำความสะอาดห้องด้วยนะ!
Get up then go to take a bath. ลุกขึ้น แล้วไปอาบน้ำได้แล้ว
Go to wash your face. ไปล้างหน้าซะ
Go to shower and brush your teeth. ไปอาบน้ำ แล้วก็แปรงฟันด้วยนะ
Don’t forget to make your bed. อย่าลืมเก็บที่นอนด้วยล่ะ

ประโยคภาษาอังกฤษ บอกลูกให้ “อาบน้ำ / แปรงฟัน” ตัวอย่างสนทนา ต่อไปนี้

You have to take a bath. ลูกต้องไปอาบน้ำได้แล้ว
I don’t want to take a bath. หนูไม่อยากอาบน้ำ
It’s very cold. มันหนาวมากเลย
No, you must do it. ไม่ ลูกต้องอาบน้ำ
Do you prefer hot water? อยากอาบน้ำอุ่นไหม
Take off your clothes. ถอดเสื้อผ้าสิ
Wash your face. ล้างหน้า
Brush your teeth. แปรงฟัน
Have a bath with a soap. อาบน้ำแล้วถูสบู่ด้วยนะ
Close a bathroom’s door. ปิดประตูห้องน้ำด้วย
Turn on the shower. เปิดน้ำฝักบัว
Turn on the light. เปิดไฟ
Flush the toilet. กดชักโครก
Turn off the tap. ปิดก๊อกน้ำ
Come out of the bathroom. ออกจากห้องน้ำได้แล้ว
The water over flower a bathroom. น้ำล้นห้องน้ำแล้ว
Be careful! The floor is slippery.ระวังหน่อย พื้นห้องน้ำลื่น
Mom, I’m cold. แม่ หนูหนาว
I will dry and power you. แม่จะเช็ดตัวและทาแป้งให้
Yes, Mom. ครับ/ ค่ะ แม่

ประโยคภาษาอังกฤษ บอกให้ลูกรีบ “เตรียมตัวไปโรงเรียน” ตัวอย่างสนทนา ต่อไปนี้

I will give you a new shirt and trousers to put on.
แม่จะให้ลูกใส่เสื้อกับกางเกงตัวใหม่นะจ๊ะ
Thank you, mom. But I cannot dress myself.
ขอบคุณครับแม่ แต่ผมยังแต่งตัวไม่เป็น
You’re no longer a kid. You’re old enough to dress yourself.
ลูกไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ลูกโตพอที่จะแต่งตัวเองได้แล้ว
OK, Mom! I will try myself.
ครับแม่ ผมจะลองใส่เองครับ
Here! I have put on them.
ผมใส่เรียบร้อยแล้ว
Oh, dear! You look very well.
โอ้ ลูกรัก ดูดีมากเลยจ้ะ

Then put on your school uniform. เสร็จแล้วก็ใส่ชุดนักเรียนซะ
Finished? The school bus is here. เสร็จหรือยังลูก รถโรงเรียนมาแล้วนะ
Yes, I’m going now. Bye bye. เสร็จแล้วครับแม่ ผมไปแล้วนะ บ๊ายบาย
Bye, Darling! Take care of yourself. จ้ะลูกรัก ดูแลตัวเองด้วยล่ะ

It’s time to go to school. ได้เวลาไปโรงเรียนแล้วจ้ะ
Yes, I’ll go now. ครับ ผมไปแล้วนะครับ
See you in the evening. แล้วพบกันตอนเย็นจ้ะ
Take care. ดูแลตัวเองด้วยนะ
Be a good boy/girl. เป็นเด็กดีนะจ้ะ

หลังจาก“เลิกเรียน” ถึงเวลากลับบ้าน ตัวอย่างบทสนทนา มีดังต่อไปนี้

It’s time to go home. ได้เวลากลับบ้านแล้ว
I have to go home now. ฉันต้องกลับบ้านแล้ว
I went home at… ฉันกลับบ้านเวลา…โมง
How did you go home? เธอกลับบ้านยังไงเหรอ
I walked to go home. ฉันเดินกลับบ้าน
I took a bus to go home. ฉันนั่งรถประจำทางกลับบ้าน
My father picked me up from the school. พ่อของฉันขับรถมารับฉันที่โรงเรียน

เมื่อลูก“กลับมาถึงบ้าน ” ประโยคที่มักสนทนากัน มีดังนี้

Mom! I’m back. แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว
Are you hungry? หิวหรือยังลูก
Yes, I do. หิวมากเลยครับ
Is there anything to eat. มีอะไรกินบ้างครับ
A lot. But take a bath first. เยอะเลย ไปอาบน้ำก่อนนะจ๊ะ
You should wash your hands before have dinder. ควรล้างมือก่อนมารับประทานอาหารเย็นนะ
You should take a bath before have dinder. ควรไปอาบน้ำก่อนจะมารับประทานอาหารเย็น
It’s time to have dinner. ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว

Which one is your favorite ? อันไหนคืออาหารจานโปรดของลูก
Blow it first. เป่าก่อนนะลูก
Do you want some more? เอาเพิ่มอีกไหมลูก
Wow, You eat a lot.ว้าว ลูกทานได้เยอะมาก
Do you want some more? เอาเพิ่มอีกไหมลูก
finish it up. ทานให้หมดนะจ๊ะ
Are you full? อิ่มเเล้วหรือ
Don’t holding your food in your mouth. อย่าอมข้าวไว้ในปากนะจ๊ะ

เมื่อลูก“ทำการบ้าน” ครูนอกห้องเรียนพ่อแม่เป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดสำหรับลูกที่จะค่อยบอกจะค่อยสอน เวลาที่ลูกไม่เข้าใจหรือแนะนำสิ่งต่างๆให้กับลูก การสนทนาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับทำการบ้าน ก็มีตัวอย่างต่อไปนี้

Have you done your homework? ทำการบ้านเสร็จหรือยังจ๊ะ
You have to do it because it’s too late. ทำได้แล้วนะลูก นี่ก็ดึกมากแล้วนะ
Yes, I’ll do it now. ครับแม่ จะไปทำเดี๋ยวนี้ครับ
What subject do you do? ทำการบ้านวิชาอะไรจ๊ะ
English, Mom. ภาษาอังกฤษครับแม่
Is there anything you don’t understand? มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจบ้างลูก

Here,… ตรงนี้ครับ
Let me see it. ไหนให้แม่ดูหน่อยสิ
This exercise want you to…? แบบฝึกหัดนี้ให้ลูก…ใช่ไหม
I’ll help you only one question.
แม่จะช่วยแค่ข้อเดียวเท่านั้นนะ
The others you have to do it by yourself.
ข้ออื่นๆ ลูกต้องหัดทำเองนะจ๊ะ
Yes, but I am not sure, I can do it.
ด้ครับ แต่ผมไม่ค่อยมั่นใจเลยว่าจะทำได้ไหม
You have to look in the dictionary, it’s good for you.
ลูกก็ไปเปิดพจนานุกรมดูสิจ๊ะ มันช่วยลูกได้นะ

Yes, mom. I’ll do it.
ครับแม่ ผมจะทำตามนั้นครับ
Is there anything to do?
มีการบ้านอะไรต้องทำอีกไหม
No, there is not.
ไม่มีแล้วครับ
OK.hurry up. It is the time to sleep.
จ๊ะ รีบทำให้เสร็จนะ ตอนนี้ได้เวลานอนแล้ว
I must hand in my homework tomorrow.
ผมต้องส่งการบ้านวันพรุ่งนี้ครับ
The teacher told us to revise the lessons.
คุณครูบอกให้พวกเราทบทวนบทเรียนต่างๆ
Tomorrow was my turn to take the homework to the staff room.
พรุ่งนี้เป็นเวรผมต้องเอาการบ้านไปส่งที่ห้องพักครู

บทสนทนาภาษาอังกฤษ “ส่งลูกเข้านอน” มีประโยคตัวอย่างดังต่อไปนี้

It’s time to go to bed. ได้เวลาเข้านอนแล้วจ้ะ
Just a moment, mom. อีกแป๊บนึงนะครับแม่
Come on right now! มานอนเดี๋ยวนี้เลย
I’m not sleepy. ผมยังไม่ง่วงเลย
But you must go now. แต่ลูกต้องไปนอนแล้วจ้ะ
Good night! ราตรีสวัสดิ์
Sweet dreams! ฝันหวานนะ
Have a good drem! ฝันดีนะ
Sleep tight! หลับให้สบายนะ
Close your eyes. หลับตาซะนะ
I will dream about you. หนูจะฝันถึงแม่นะ

ขอบคุณข้อมูลจาก edufirstschool.com


ผู้เชี่ยวชาญเผย มัทฉะดีต่อสุขภาพมากกว่าชาเขียวจริงหรือ?

ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมและมีความหลากหลายมาก คุณยังสามารถใช้ชาเขียวเพื่อเพิ่มรสชาติให้กับขนมหวานบางชนิดได้อีกด้วย แต่ชาเขียวมีมากกว่าหนึ่งชนิด เช่น มัทฉะ เซนฉะ ชาเขียวมะลิ และอื่นๆ อีกมากมาย ในที่นี้เราจะเปรียบเทียบชาเขียวทั่วไปกับผงมัทฉะ ทั้งสองชนิดมีความคล้ายคลึงกัน แต่ไม่เหมือนกันในด้านรสชาติ วิธีการเตรียม ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็มีความสงสัยกันว่ามัทฉะดีกว่าชาเขียวจริงหรือ เรามีคำตอบมาให้แล้ว

มัทฉะดีต่อสุขภาพมากกว่าชาเขียวจริงหรือ

ทั้งชาเขียวและมัทฉะให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบที่เป็นประโยชน์อื่นๆ “เนื่องจากมาจากพืชชนิดเดียวกัน พวกมันจึงอาจมีประโยชน์ที่คล้ายคลึงกัน” แม็กกี้ มูน นักโภชนาการที่ตั้งอยู่ในลอสแอนเจลิสกล่าว แม้ว่าจะมีงานวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากชาเขียว แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ข้อสรุป ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เมตาในปี 2020 พบหลักฐานที่จำกัดว่าการดื่มชาเขียวสามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งบางชนิดได้หรือไม่ งานวิจัยเบื้องต้นพบว่ามัทฉะอาจป้องกันการเสื่อมถอยของการรับรู้ ปรับปรุงสมาธิ และลดความสามารถในการอยู่รอดของเซลล์มะเร็งเต้านม

โดยรวมแล้ว มัทฉะมีแนวโน้มที่จะมีความเข้มข้นมากกว่า “มัทฉะให้สารประกอบที่เป็นประโยชน์ในปริมาณที่เข้มข้นกว่าชาเขียว เช่น กรดอะมิโนและคาเทชิน ซึ่งเป็นโพลีฟีนอลชนิดหนึ่งในชาที่ให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และปกป้องระบบประสาท” มูนอธิบาย “หากคุณต้องการระบบการส่งมอบสารอาหารเหล่านั้นที่มีประสิทธิภาพ ให้เลือกมัทฉะ”

ในการศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับชาเขียวหรือมัทฉะ นักวิจัยระบุว่าจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันหรือโต้แย้งผลการค้นพบ ในตอนนี้ มูนกล่าวว่าให้เลือกตามความชอบส่วนตัว “หากคุณชอบรสชาติของชาเขียว ให้จิบชาสักสองสามแก้วตลอดทั้งวัน” เธอแนะนำ

มัทฉะมีคาเฟอีนมากกว่าชาเขียวหรือไม่?

“ใช่ โดยทั่วไปแล้วมัทฉะมีคาเฟอีนมากกว่าชาเขียว” มูนกล่าว โดยเฉลี่ยแล้ว ชาเขียวหนึ่งถ้วยมีคาเฟอีนประมาณ 29 มิลลิกรัม มัทฉะหนึ่งหน่วยบริโภค (ประมาณ 2 กรัม) มีคาเฟอีนมากถึง 49 มิลลิกรัม เมื่อเปรียบเทียบแล้ว นี่คือคาเฟอีนที่น้อยกว่ากาแฟทั่วไปหนึ่งถ้วย มูนชี้ให้เห็น กาแฟหนึ่งถ้วยมีคาเฟอีนประมาณ 95 มิลลิกรัม ตามข้อมูลของ USDA

ปริมาณคาเฟอีนในชาอาจแตกต่างกันไป ดังนั้นให้ตรวจสอบฉลากเพื่อตรวจสอบปริมาณคาเฟอีนที่คุณบริโภค คาเฟอีนมากถึง 400 มิลลิกรัมต่อวันถือว่าปลอดภัยสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ ตามข้อมูลของ Mayo Clinic

หากคุณไวต่อคาเฟอีน มูนแนะนำให้เลือกชาเขียว ซึ่งมีคาเฟอีนต่ำกว่า ชาเขียวที่สกัดคาเฟอีนออกก็มีให้เลือกเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 4/04/2568

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a49,900.0050,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5%3,232.0048,997.1250,800.00
ทองรูปพรรณ 90%2,908.8044,097.41n/a
ทองรูปพรรณ 80%2,585.6039,197.70n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,454.0022,042.64n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,131.0017,145.96n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%3,349.0050,770.84n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 4/04/2568


ปตท.

บางจาก

เชลล์

เอสโซ่

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9533.6533.6534.1533.6533.6533.6533.6533.6533.6533.65
แก๊สโซฮอล์ 9133.2833.2833.7833.2833.2833.2833.2833.2833.2833.28
แก๊สโซฮอล์ E2031.4431.4431.9431.4431.4431.4431.4431.4431.44
แก๊สโซฮอล์ E8529.7929.7929.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม42.2448.8449.8448.8442.24
เบนซิน 9541.9448.8142.4442.0941.94
ดีเซล31.9431.9431.9431.9431.9431.9431.9431.9431.9431.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.9446.1449.8446.1446.1443.94
แก๊ส NGV17.9017.9017.90
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า