ASW วางหมากปั้นแคมปัสคอนโด ขยายพอร์ตภูเก็ต ปั้นรายได้ประจำ สร้างการเติบโตระยะยาว

ASW เดินหน้าวางกลยุทธ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เจาะตลาดแคมปัสคอนโดเพื่อตอบโจทย์ดีมานด์นักศึกษา พร้อมขยายการลงทุนในภูเก็ต เมืองท่องเที่ยวระดับโลก มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) เสริมกระแสเงินสดที่มั่นคง ลดความผันผวนของรายได้ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
หากมองย้อนกลับไปในสมรภูมิอสังหาริมทรัพย์ไทยตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา แอสเซทไวส์ หรือ ASW คือหนึ่งในผู้เล่นที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการวางกลยุทธ์และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง จากการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการขายขาด สู่การสร้างแหล่งสร้างกระแสเงินสดที่แม่นยำทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวระดับโลก
Kave (เคฟ) คือแบรนด์คอนโดมิเนียมเรือธงที่เปลี่ยน “การอยู่อาศัย” เป็น “การลงทุน” ในโลกของการลงทุนอสังหาฯ คำว่า “ดีมานด์จริง” คือหัวใจสำคัญ แอสเซทไวส์เข้าใจจุดนี้ดี จึงได้ปั้นแบรนด์ Kave ขึ้นมาจนกลายเป็นผู้นำตลาดแคมปัสคอนโด
ทำไม Kave ถึงแข็งแกร่ง? คำตอบไม่ได้อยู่ที่แค่ทำเลติดรั้วมหาวิทยาลัย แต่คือการสร้าง Ecosystem ที่นักศึกษา “อยากอยู่” และนักลงทุน “อยากได้”
19 โครงการ 10 มหาวิทยาลัยชั้นนำ

แอสเซทไวส์กระจายพอร์ตไปในทำเลที่มีดีมานด์หมุนเวียนตลอดปี ปัจจุบันพัฒนาโครงการภายใต้แบรนด์ Kave แล้วกว่า 19 โครงการ มูลค่ารวม 34,800 ล้านบาท กระจายตัวในทำเลใกล้ 10 มหาวิทยาลัยชั้นนำ จุดเด่นอยู่ที่การออกแบบส่วนกลางที่เหนือกว่าตลาด ล่าสุดกับโครงการ Kave Wonderland ทำเลใกล้ม.ธรรมศาสตร์-รังสิต มูลค่าประมาณ 2,550 ล้านบาท ที่มาพร้อม Facilities มากกว่า 55 รายการ กำลังทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา
กลยุทธ์ Campus Condo ไม่เพียงแต่ช่วยให้ แอสเซทไวส์ มียอดโอนที่สม่ำเสมอ แต่ยังสร้างความได้เปรียบในการบริหารสภาพคล่อง เพราะโครงการเหล่านี้มักจะมี Take-up Rate ที่สูงและเร็วตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว! การันตีด้วยการครองตำแหน่ง Best Investment Condo จาก LivingInsider Awards 3 ปีซ้อน (2023-2025) คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่านี่คือสินทรัพย์ที่ผลิต Cash Flow ได้จริง ไม่ใช่แค่ภาพฝัน
M&A TITLE กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในภูเก็ต

ขณะที่หลายคนตั้งคำถามกับการขยายตัวไปต่างจังหวัด แอสเซทไวส์เลือกเดินเกมผ่านการเข้าซื้อกิจการ (M&A) ในบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งเป็นเบอร์ต้นๆ ของ ภูเก็ต ผลลัพธ์ที่ออกมาพิสูจน์แล้วว่าแอสเซทไวส์ “ตาถึง” เพราะภายในเวลาเพียง 3 ปี พอร์ตโฟลิโอในภูเก็ตสามารถทำรายได้รวมสะสมทะลุ 10,000 ล้านบาท ไปเรียบร้อยแล้ว
การเข้าบุกภูเก็ต “ไม่ใช่” แค่การไปสร้างตึกขาย แต่คือการเข้าไปเก็บเกี่ยวดีมานด์จากทั่วโลก (Global Demand) ในวันที่ภูเก็ตกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “เมืองท่องเที่ยว” สู่ “เมืองที่พักอาศัยระดับโลก” ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงจากตลาดในกรุงเทพฯ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Recurring Income

เครื่องยนต์ตัวที่จะสร้างความยั่งยืนที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ แอสเซทไวส์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “สร้าง-ขาย-จบ” แต่กำลังรุกหนักในธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เพื่อปิดช่องว่างความผันผวนของ ธุรกิจอสังหาฯ ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย
- ธุรกิจ Hospitality ลงทุนในธุรกิจโรงแรมต่อยอดจากธุรกิจอสังหาฯ ทำให้พอร์ตภูเก็ตเป็นเครื่องจักรผลิตรายได้ต่อเนื่อง
- ธุรกิจ Health & Wellness รุกเข้าสู่ธุรกิจสุขภาพที่สอดรับกับสังคมสูงวัย
- ธุรกิจ Entertainment สร้าง Lifestyle Ecosystem ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่เป็นฐานแฟนคลับหลักของบริษัท
การมีรายได้ประจำเพิ่มขึ้น หมายถึง “กระแสเงินสด” ที่เสถียรขึ้น และนั่นคือ “เกราะป้องกัน” ชั้นดีในระดับหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนมั่นใจได้ว่าแอสเซทไวส์จะเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เติบโตเพียงแค่ตัวเลขยอดขายชั่วครั้งชั่วคราว
ทางเลือกที่น่าสนใจบนความมั่นคง

จากภาพรวมทั้งหมด เราจะเห็นได้ว่า แอสเซทไวส์เดินเกมอย่างมีวินัยทางการเงิน (Financial Discipline) ทั้งในแง่การบริหารต้นทุน การเลือกจังหวะลงทุน และการกระจายพอร์ตไปหลายเซกเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงการแนวราบ การขยับสู่ทำเลศักยภาพอย่าง EEC ตลอดจนการปักหมุดในภูเก็ตอย่างต่อเนื่องในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา
วันนี้ผลลัพธ์เริ่มปรากฏอย่างชัดเจน โดยพอร์ตภูเก็ตได้เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ผลการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงความสำเร็จจากการรับรู้รายได้ของโครงการยักษ์ใหญ่อย่าง Kave Wonderland และธุรกิจสร้างรายได้ประจำที่เริ่มเดินเครื่อง ทำให้งบการเงินของแอสเซทไวส์มีความแข็งแรงเพียงพอที่จะเดินหน้าสู่เฟสถัดไปได้อย่างมั่นใจ
สำหรับการ ออกหุ้นกู้ รอบใหม่ในปี 2569 นี้ จึงถือเป็นจังหวะที่น่าจับตามองสำหรับนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ (II&HNW) ที่มองหาสัดส่วนผลตอบแทนที่คุ้มค่าภายใต้ความเสี่ยงต่ำ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 5.40 – 6.00% ต่อปี พร้อมกับความเชื่อมั่นผ่านพอร์ตคอนโดที่แข็งแกร่งและรายได้จากภูเก็ตที่เติบโตตามเป้า ซึ่งกำหนดจองซื้อในวันที่ 24-26 กุมภาพันธ์ 2569

ในโลกธุรกิจอสังหาฯ ผู้ชนะไม่ใช่คนที่สร้างได้ “ใหญ่ที่สุด” แต่คือคนที่ “แม่นยำที่สุด” วันนี้ แอสเซทไวส์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า กลยุทธ์แคมปัสคอนโดและการบุกภูเก็ต ไม่ได้เป็นเพียงเดิมพันครั้งใหญ่ แต่คือหมากเกมที่วางไว้ล่วงหน้าอย่างแยบยล และกำลังกลายเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในอนาคตอย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
เครนถล่มซ้ำ! ไม่หวั่นกระทบอสังหาฯ เอกชนชี้รัฐต้องเข้มมาตรฐานก่อสร้าง

- อุบัติเหตุเครนถล่มซ้ำในโครงการก่อสร้างของรัฐ สะท้อนถึงปัญหาการควบคุมมาตรฐานที่ขาดความเข้มงวด
- ภาคเอกชนชี้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐ
- สาเหตุสำคัญมาจากการให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนความปลอดภัย” ไม่เพียงพอ ทำให้มาตรการป้องกันหละหลวม
- ภาครัฐถูกเรียกร้องให้ยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลการก่อสร้างให้เข้มงวดขึ้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและฟื้นฟูความเชื่อมั่น
จากกรณีอุบัติเหตุเครนถล่มในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำในหลายพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่นานได้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา และถนนพระราม 2 ยิ่งตอกย้ำความกังวลต่อมาตรฐานความปลอดภัยในงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย ให้ความเห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนจุดอ่อนของ “ระบบควบคุมงานก่อสร้าง” มากกว่าตัวโครงการหรือภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไม่น่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์เอกชน แต่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐและระบบราชการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกทั้งระบุว่า เหตุลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้เคยมีกรณีอุบัติเหตุในโครงการอุโมงค์ ถนน ตึก รวมถึงโครงการรถไฟความเร็วสูงในหลายเส้นทาง ซึ่งสะท้อนว่าการกำกับดูแลระหว่างการก่อสร้างยังขาดความเข้มงวดเพียงพอ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งมวลชนและโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ
“ไม่ว่าจะเป็นตึก ระบบรถไฟ หรือโครงการ Mass Transit สิ่งสำคัญคือการควบคุมงานระหว่างก่อสร้าง ถ้าระบบควบคุมดี เหตุลักษณะนี้ไม่ควรเกิดขึ้นบ่อย” นายประเสริฐกล่าว
นายประเสริฐมองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก คือการให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนความปลอดภัย” ที่ยังไม่เพียงพอ เนื่องจากมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดจำเป็นต้องมีต้นทุนเพิ่ม ทั้งในส่วนของผู้รับเหมาและผู้ควบคุมงาน หากต้นทุนส่วนนี้ถูกลดทอนหรือปล่อยให้หลวม ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในระหว่างก่อสร้าง
ในมุมมองของภาคอสังหาริมทรัพย์ นายประเสริฐเน้นย้ำว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคเอกชนอสังหาฯ เนื่องจากโครงการที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่อยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมอาคารและมาตรฐานความปลอดภัยที่ค่อนข้างชัดเจน และที่ผ่านมาไม่ได้พบปัญหาในลักษณะเดียวกันอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่น่ากังวลกว่า คือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อภาครัฐและระบบราชการ โดยเฉพาะในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก และเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชนโดยตรง
กรณีตัวอย่างอย่างถนนพระราม 2 ซึ่งมีปัญหาด้านการก่อสร้างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกยกขึ้นมาเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของผลกระทบที่ลุกลามไปไกลกว่าตัวโครงการ ทั้งต่อความเชื่อมั่นในการเดินทาง และภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ปลายทางอย่างหัวหิน
นายประเสริฐเห็นว่า ภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลการก่อสร้างให้เข้มงวดมากขึ้น ทั้งในด้านระบบตรวจสอบ การควบคุมงาน และความรับผิดชอบของทุกฝ่าย เพื่อป้องกันไม่ให้อุบัติเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำ และบั่นทอนความเชื่อมั่นในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
แรงขายดอลลาร์หนุนเงินบาทแข็งค่า คาดฟันด์โฟลว์หนุนต่อเนื่อง

เงินบาทปิดตลาดที่ 31.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ หลังจากมีแรงขายดอลลาร์ฯ ตามปัจจัยทางเทคนิค คาดฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่ซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยจะช่วยหนุนต่อเนื่องในระยะถัดไป มองกรอบเคลื่อนไหวพรุ่งนี้ที่ 31.35-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 31.36 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.43 บาทต่อดอลลาร์ฯ
เงินบาทแข็งค่ากลับมาหลังมีแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ตามปัจจัยทางเทคนิคใกล้ๆ แนว 31.50 ประกอบกับน่าจะมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากทิศทางฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ซึ่งในวันนี้ซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย 2,636.83 ล้านบาท และ 174 ล้านบาทตามลำดับ
ส่วนค่าเฉลี่ย Indicative forward points ของธุรกรรมระยะ 3 เดือนสำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ 50-200 ล้านบาทต่อปี รายงานข้อมูล ณ 10.00 น. วันที่ 15 มกราคม 2569 จากเว็บไซต์ ธปท. อยู่ที่ -21.87 สำหรับผู้ส่งออก (ขายเงินดอลลาร์ฯ ล่วงหน้า) และที่ -18.16 สำหรับผู้นำเข้า (ซื้อเงินดอลลาร์ฯ ล่วงหน้า)
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 31.35-31.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของสกุลเงินเอเชียโดยเฉพาะเงินเยน และราคาทองคำในตลาดโลก และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนธ.ค. และดัชนีตลาดที่อยู่อาศัยเดือนม.ค.
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
“ครีม-พิ้งค์” นำทัพ 20 นักแบดมินตันไทยลุยศึกทีมชิงแชมป์เอเชีย

สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย เผยรายชื่อ 20 ขุนพลชุดลุยศึกทีมชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่จีน “ครีมบุศนันทน์ อึ้งบำรุงพันธุ์ และ “พิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ นำทัพทีมหญิงล้างตาอินเดีย ล่าตั๋วโธมัส-อูเบอร์คัพ รอบสุดท้ายที่เดนมาร์ก
เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 15 ม.ค.69 ที่ผ่านมา สมาคมแบดมินตันแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประกาศรายชื่อนักกีฬาแบดมินตัน ชุดสู้ศึกแบดมินตันทีมชิงแชมป์เอเชีย (Badminton Asia Team Championships2026) ระหว่างวันที่ 3-8 ก.พ.69 ที่เมืองชิงเต่า สาธารณรัฐประชาชนจีน ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับนักแบดมินตันชุดดังกล่าวทั้งหมด 20 ราย ประกอบด้วย ทีมชาย “อิคคิว” พณิชพล ธีระรัตน์สกุล, “กัน”กันตภณ หวังเจริญ, “คิมหันต์” ธนวัฒน์ ยิ้มจิตต์, “ภูริ” ภูริธัช อารีย์, “โอโม่” พรรคพล ธีระรัตน์สกุล, “พี” พีรัชชัย สุขพันธ์, “ทีม” วรพล ทองสง่า, “โอ๊ต” เฉลิมพล เจริญกิจอมร, “ปุ้น” ธนดล พันธ์พานิช และ “ภีม” ภรัณยู ขาวสำอางค์
ส่วนทีมหญิง ประกอบด้วย “ครีม” บุศนันทน์ อึ้งบำรุงพันธุ์, “พิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์, “แครอท” พรพิชชา เชยกีวงศ์, “หนูแหวน” อัญพัชร์ พิชิตปรีชาศักดิ์, “แพท” หทัยทิพย์ มิจาด, “กัสจัง” ณปภากร ตุงคะสถาน, “หว่าวหวา” นัทธมน ไล้สวน, “บูม” ธิดาพร กลีบยี่สุ่น, “ธารา” พัทธรินทร์ เอี่ยมวารีศรีสกุล , “น้ำว้า” ศาริสา จันทร์แพง
ส่วนผลการจับสลากแบดมินตันทีมชิงแชมป์เอเชีย 2026 ในประเภททีมชาย ทีมไทย อยุ่ในกลุ่มเอ ร่วมกับ จีน และ มาเก๊า
ขณะที่ ทีมหญิงไทย รองแชมป์เก่าเมื่อครั้งที่แล้ว อยู่ในกลุ่มวาย ร่วมกับ อินเดีย (แชมป์เก่า) และ เมียนมา
สำหรับการแข่งขันรายการนี้ มีผลต่อการจัดอันดับและคัดเลือกทีมเข้าร่วมแข่งขันแบดมินตันประเภททีมชิงแชมป์โลก (BWF Thomas & Uber Cup 2026) ระหว่างวันที่ 24 เม.ย. – 3 พ.ค.69 ที่เมืองฮอร์เซนส์ ประเทศเดนมาร์ก
ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th
รพ.นพรัตนฯเผย ‘ทำงานเป็นกะ’ เสี่ยงสุขภาพทรุด แนะ 3 วิธีปลอดภัย

รพ.นพรัตนราชธานี เผยผู้ที่ทำงานเป็นกะ อาจมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง และกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด แนะแนวทางสร้างความปลอดภัย
นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การดำเนินชีวิตด้านการทำงานของบุคคลทั่วไปมีช่วงเวลาทำงานระหว่าง 7 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แต่ยังมีกลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานเป็นกะ นอกเหนือจากเวลาปกติดังกล่าว อาทิ ตำรวจ บุคลากรทางการแพทย์ และคนงานในโรงงานที่มีการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง ฯลฯ
จากการศึกษาพบว่าการทำงานของร่างกายมนุษย์ เช่น อุณหภูมิร่างกาย การผลิตฮอร์โมน การเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต การทำงานของกระเพาะอาหารเป็นแบบ 24 ชั่วโมง โดยวงรอบการทำงานต่างๆ จะประสานสอดคล้องกัน โดยมีสมอง ปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมเป็นตัวควบคุม
“เมื่อต้องทำงานเป็นกะ ร่างกายจะมีการปรับวงจรการนอนให้สอดคล้องกับกะที่ทำงาน แต่วงจรอื่นๆ จะต้องใช้เวลาในการปรับ ซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 1 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น ผลกระทบที่ตามมาคือ นอนไม่เพียงพอ ทำให้อ่อนล้า สูญเสียสมาธิ และการตัดสินใจช้าลง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงของความผิดพลาด และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต”นพ.อัครฐานกล่าว
ขณะที่นพ.ปิยวัฒน์ เลาวหุตานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์ กล่าวว่า ผลกระทบด้านสุขภาพนั้นมี 2 ระยะคือ ผลระยะสั้น ผู้ที่ต้องทำงานกะดึกจะได้รับผลกระทบทันทีในคืนแรก ทำให้นอนหลับไม่เพียงพอ (ปริมาณชั่วโมงการนอน) และคุณภาพของการนอน (หลับไม่สนิท) ผลที่ตามมาคือความอ่อนล้า เครียด ประสิทธิภาพการตัดสินใจลดลง
ผลระยะยาวจะมีอาการเครียดจากการนอนหลับไม่เพียงพอ มักเป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งปัญหาสุขภาพต่างๆ ในระยะยาว ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ความดันโลหิตสูง และกล้ามเนื้อหัวใจขาดกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งเต้านม โรคระบบทางเดินอาหาร โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคจิตประสาท กังวล ซึมเศร้า ปัญหาครอบครัวและสังคม
สำหรับในผู้หญิงอาจมีผลต่อระบบฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ทำให้มีบุตรยาก คลอดก่อนกำหนดหรือแท้งได้ง่าย
สำหรับข้อแนะนำของผู้ที่ทำงานเป็นกะ ได้แก่ 1. การนอน พยายามนอนช่วงเย็นให้ได้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ใช้เครื่องป้องกันเสียงเพื่อตัดเสียงรบกวน งดชา กาแฟ หรือสารกระตุ้นประสาทก่อนนอน 2-3 ชั่วโมง
2.การรับประทานอาหาร ไม่ควรรับประทานอาหารมื้อหนักในช่วงหลังเที่ยงคืน ให้ทานอาหารเบาๆ แต่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร ซึ่งนมจัดได้ว่าเป็นอาหารที่เหมาะที่สุด เนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง ย่อยง่ายและเป็นสารเคลือบกระเพาะ
3. การออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายหลังตื่นนอนจะช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายทำให้สดชื่นและกระฉับกระเฉง หากสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำจะทำให้สุขภาพแข็งแรงและพร้อมที่จะทำงานเป็นกะต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Google ขยายความฉลาดของ Gemini ด้วย Personal Intelligence ฉลาดกว่าเลขา!

หลายคนอาจจะรู้จัก Gemini ทำงานได้เยอะมากมาย แต่ล่าสุด Google ยังขยายให้ Gemini ทำงานดีระดับเลขาอาจจะตกงานเมื่อมีการเผยฟีเจอร์ “Personal Intelligence” สำหรับ Gemini ซึ่งจะเปลี่ยนให้ AI ตัวนี้กลายเป็นเลขาส่วนตัวที่ “รู้จักเรา” ดีที่สุด
Personal Intelligence คืออะไร?
อธิบายง่ายๆ คือฟีเจอร์ที่อนุญาตให้ Gemini สามารถเข้าไป “อ่าน” และ “ดึงข้อมูล” จากแอปพลิเคชันของ Google ที่เราใช้งานอยู่ทุกวัน ได้แก่ Gmail, YouTube, Google Search และ Google Photos เพื่อนำมาประมวลผลและตอบคำถามเราได้อย่างเฉพาะเจาะจง (Tailored Answers)
ตัวอย่างการใช้งานได้คือ
- “ช่วยหาสลิปโอนเงินค่าไฟเดือนที่แล้วใน Gmail ให้หน่อย”
- “หารูปตอนไปเที่ยวทะเลปีที่แล้วใน Photos ให้ที”
- “สรุปข้อมูลจากอีเมลที่คุยกับลูกค้าคนนี้ให้หน่อย”
Google ระบุว่าความเก่งของมันคือการดึงข้อมูลข้ามไปมาระหว่าง ข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ เพื่อให้คำตอบที่ตรงใจเราที่สุด
ข้อมูลเราจะรั่วไหลไหม?
ประเด็นนี้ Google ให้ความสำคัญสูงสุดครับ โดยระบุเงื่อนไขความปลอดภัยไว้เยอะเช่น
- ฟีเจอร์นี้ไม่ได้เปิดเองอัตโนมัติ ผู้ใช้ต้องกดเปิดเอง ในเมนู Settings > Personal Intelligence และเลือกได้ว่าจะเชื่อมต่อแอปไหนบ้าง
- การประมวลผลเกิดขึ้นบนระบบความปลอดภัยของ Google ที่มีข้อมูลเราอยู่แล้ว ไม่มีการส่งข้อมูลส่วนตัวออกไปที่อื่น
- Google สัญญาว่า จะไม่มีการนำข้อมูลใน Inbox หรือคลังรูปภาพของเราไปเทรนโมเดลโดยตรง แต่จะเรียนรู้จากข้อมูลที่จำกัด เช่น Prompt ที่เราถามและการตอบสนองของโมเดลเพื่อปรับปรุงระบบเท่านั้น
- หากต้องการความเป็นส่วนตัวสูงสุด สามารถใช้ Temporary Chats เพื่อคุยกับ Gemini โดยไม่ให้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวได้
ฟีเจอร์นี้กำลังทยอยปล่อยให้อัปเดตภายในสัปดาห์หน้า ทั้งบน Web, Android และ iOS โดยจะเริ่มใน สหรัฐอเมริกา ก่อน และต้องเป็นสมาชิกแพ็กเกจ Google AI Pro หรือ AI Ultra เท่านั้น (คาดว่าเป็นชื่อแพ็กเกจใหม่หรือเทียบเท่า Gemini Advanced ในปัจจุบัน)
เห็นน้องฉลาดแบบนี้ใครที่อยากลองใช้อาจจะต้องรอหน่อยนะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
Past Simple Tense คืออะไร? สรุปหลักการใช้ เล่าเรื่องอดีตให้เป๊ะ ไม่หลงยุค

คุณเคยพยายามเล่าเรื่องสนุกๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้เพื่อนฝรั่งฟัง แต่ดันพูดติดๆ ขัดๆ เพราะไม่รู้จะเปลี่ยนคำกริยายังไงไหมครับ? หรือเคยเขียนรายงานสรุปผลงานปีที่แล้ว แต่เผลอใช้คำว่า “go” แทนที่จะเป็น “went” จนความหมายผิดเพี้ยนไป? ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเมื่อคุณเข้าใจ Past Simple Tense
หากเปรียบภาษาอังกฤษเป็นการสร้างภาพยนตร์ Past Simple Tense ก็คือ “Flashback” หรือการย้อนอดีตครับ มันคือ Tense ที่สำคัญที่สุดในการเล่าเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และการเขียนเรซูเม่ วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกโครงสร้างและวิธีใช้แบบเข้าใจง่าย รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะกลายเป็นนักเล่าเรื่องที่เก่งขึ้นทันที!
Past Simple Tense คือ อะไร? ใช้ตอนไหน?
Past Simple Tense คือ รูปแบบประโยคที่ใช้เล่าถึง “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงแล้วในอดีต” โดยมักจะมีคำบอกเวลาที่เจาะจงกำกับอยู่ด้วยเสมอ
คอนเซปต์หลัก:
- เกิดในอดีต (Started in the past)
- จบในอดีต (Finished in the past)
- ไม่เกี่ยวข้องกับปัจจุบันแล้ว (No connection to now)
โครงสร้างประโยค (The Structure)
หัวใจสำคัญของ Tense นี้คือการเปลี่ยนร่างของคำกริยาครับ
1. ประโยคบอกเล่า (Affirmative)
S + V.2 (กริยาช่อง 2)
- Ex: I visited my grandmother yesterday. (ฉันไปเยี่ยมคุณยายเมื่อวาน)
- Ex: She bought a new car last month. (เธอซื้อรถใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว)
2. ประโยคปฏิเสธ (Negative)
ต้องเอาพระเอกขี่ม้าขาวอย่าง Did เข้ามาช่วย แล้วเปลี่ยนกริยาแท้กลับเป็นช่อง 1 (V.inf)
S + did not (didn’t) + V.1 (ไม่ผัน)
- Ex: I didn’t visit my grandmother yesterday. (ฉันไม่ได้ไปเยี่ยม…)
- Ex: She didn’t buy a new car. (เธอไม่ได้ซื้อ…)
3. ประโยคคำถาม (Question)
เอา Did ขึ้นหน้าประโยค และกริยาแท้กลับเป็นช่อง 1 เหมือนเดิม
Did + S + V.1 (ไม่ผัน)…?
- Ex: Did you visit your grandmother? (คุณได้ไปเยี่ยมคุณยายไหม?)
- Ex: Did she buy a new car? (เธอได้ซื้อรถใหม่ไหม?)
กริยาช่อง 2: ปัญหาโลกแตกของคนเรียนภาษา (Regular vs. Irregular)
จุดที่ยากที่สุดของ Past Simple Tense คือการผันกริยาช่อง 2 ซึ่งแบ่งเป็น 2 แก๊งครับ
- Regular Verbs (กริยาปกติ): เติม -ed ได้เลย ชีวิตง่ายมาก
- Walk → Walked
- Play → Played
- Study → Studied
- Irregular Verbs (กริยาอปกติ): เปลี่ยนรูปไปเลย หรือคงรูปเดิม (ต้องอาศัยการจำ)
- Go → Went
- Eat → Ate
- See → Saw
- Put → Put
คำบอกเวลา (Time Markers) ที่เจอบ่อย
ถ้าเห็นคำเหล่านี้ในประโยค ให้สันนิษฐานได้เลยว่าเป็น Past Simple Tense แน่นอน
- Yesterday: เมื่อวาน
- Last (night / week / month / year): …ที่แล้ว
- Ago (2 days ago / 5 minutes ago): …ที่ผ่านมา
- In + ปีในอดีต (In 1990 / In 2020)
ตารางเปรียบเทียบ: Action Verbs vs. Verb to Be ในอดีต
คนไทยมักสับสนว่าเมื่อไหร่ต้องใช้ Did และเมื่อไหร่ต้องใช้ Was/Were ตารางนี้จะช่วยแยกแยะให้ชัดเจนครับ
| ประเภทกริยา (Verb Type) | ประโยคบอกเล่า (Affirmative) | ประโยคปฏิเสธ (Negative) | ประโยคคำถาม (Question) |
| Action Verb (กริยาแสดงการกระทำ เช่น กิน, เดิน, นอน) | I worked late yesterday. (ฉันทำงานดึก) | I didn’t work late. (ต้องใช้ did มาช่วย + V.1) | Did you work late? (ต้องใช้ did มาช่วย + V.1) |
| Verb to Be (เป็น, อยู่, คือ ในอดีต) | I was tired. (ฉันเหนื่อย) | I was not (wasn’t) tired. (เติม not หลัง was/were ได้เลย) | Was she tired? (ย้าย Was/Were มาหน้าประโยค) |
ข้อสังเกต: ห้ามใช้ Was/Were คู่กับ Did เด็ดขาด! (เช่น ❌ I didn’t was happy. หรือ ❌ Did you were hungry?)
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
อย่าให้ชื่อหลอกคุณ! ‘ผักขี้หูด’ ของดีเมืองเหนือ ชื่อไม่น่ารัก แต่รสชาติปังระดับสิบ

แค่ได้ยินชื่อ หลายคนคงถึงกับต้องขมวดคิ้วแล้วถามซ้ำว่า “ผักอะไรนะ?” สำหรับคนภาคอื่น “ผักขี้หูด” อาจฟังดูเป็นชื่อที่ชวนให้จินตนาการถึงตุ่มปุ่มป่ำที่ไม่น่ามอง แต่สำหรับพี่น้องชาวเหนือแล้ว นี่คือ “อัญมณีสีเขียว” แห่งฤดูกาลที่ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยในช่วงลมหนาวมาเยือน เพราะภายใต้ชื่อที่ฟังดูแปลกประหลาดนี้ กลับซ่อนรสชาติที่น่าทึ่งจนได้ฉายาว่า “วาซาบิเมืองไทย”
ผักขี้หูดไม่ใช่แค่ผักริมรั้วธรรมดา แต่มันคือส่วนผสมลับที่ทำให้ “แกงแค” อร่อยขึ้นเป็นเท่าตัว หรือแม้แต่การนำมาผัดไข่ร้อนๆ ก็ให้ความหวานกรอบที่หาจากผักชนิดอื่นไม่ได้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเจ้าผักชื่อแปลกชนิดนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น แล้วจะรู้ว่าทำไมการไปเที่ยวเหนือหน้าหนาวครั้งต่อไป… ทำไมถึงต้องมองหา “ผักขี้หูด” มาลองชิมให้ได้สักครั้งในชีวิต!

ผักขี้หูด คือผักอะไร
ผักขี้หูด ไม่ใช่ “ใบไม้” แต่คือ “ฝัก” ของพืชตระกูลหัวไชเท้า (ชื่อภาษาอังกฤษคือ Rat-tailed Radish)
สาเหตุที่คนเหนือที่เรียกแบบนี้เพราะลักษณะของ ฝัก ฝักของมันจะมีลักษณะยาวๆ สีเขียว แต่ตามผิวของฝักจะมี ปุ่มป่ำ ขรุขระ ดูคล้ายกับ “หูด” คนสมัยก่อนจึงเรียกตามลักษณะที่เห็นว่า ผักขี้หูด นั่นเอง (บางพื้นที่ในภาคเหนือก็เรียกว่า ผักเปิ๊ก)
รสชาติของผักขี้หูด
- แบบดิบ : ใบและฝักดิบจะมีรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นฉุน คล้ายวาซาบิหรือมัสตาร์ด กินแล้วซ่าเล็กน้อย
- แบบสุก : เมื่อผ่านการลวกหรือปรุงสุก รสเผ็ดจะลดลง เหลือรสมัน นุ่ม กินง่าย และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว
ด้วยรสชาติแบบนี้ จึงนิยมนำผักขี้หูดมากินสดหรือลวกคู่กับน้ำพริก รวมถึงนำไปทำแกงหรือผัดต่าง ๆ
ประโยชน์ของผักขี้หูด
- ใบและฝักในระยะดิบมีรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นฉุนคล้ายวาซาบิ แต่เมื่อผ่านการปรุงสุกจะมีรสมัน กลมกล่อม จึงนิยมรับประทานแบบสดหรือลวกกินคู่กับน้ำพริก
- ใบอ่อน ยอดอ่อน และฝักอ่อน มักนำมาใช้ประกอบอาหารประเภทแกงและผัด เช่น แกงเลียง แกงส้ม หรือผัดฝักผักขี้หูด
- ใบอ่อน ยอดอ่อน รวมถึงดอกอ่อน สามารถนำไปทำผักดองได้ โดยนำมาคั้นหรือขยำกับเกลือและน้ำซาวข้าว แล้วบรรจุใส่ภาชนะหมักไว้รับประทาน
- ฝักที่แก่จัดหรือฝักแห้ง สามารถนำไปต้มทำน้ำสำหรับฉีดพ่นในแปลงผัก เพื่อช่วยไล่และป้องกันแมลงหรือหนอนที่มากัดกินพืชผัก
เมนูอาหารจากผักขี้หูด
ผักขี้หูดเป็นผักที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหลายพื้นที่ยังเก็บมากินกันอยู่ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ผักขึ้นง่ายและใบอ่อน เมนูส่วนใหญ่เน้นความเรียบง่าย ปรุงไม่ซับซ้อน และกินคู่กับอาหารไทยพื้นบ้าน ได้แก่
- แกงแคใส่ผักขี้หูด
- ผักขี้หูดผัดไข่
- ผักขี้หูดลวกจิ้มน้ำพริก
จากประสบการณ์จริงที่เคยทำแกงแค โดยใส่ผักขี้หูดด้วยทำให้เพิ่มรสชาติของแกงแคให้อร่อยขึ้น ซึ่งผักขี้หูดเมื่อทำให้สุกจะมีรสมัน ฝักจะนิ่มกินง่าย แนะนำให้เพื่อนๆลองหาซื้อมาลองกินกันดูนะคะ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 16/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 68,200.00 | 68,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,409.00 | 66,840.44 | 69,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,968.10 | 60,156.40 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,527.20 | 53,472.35 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,984.05 | 30,078.20 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,543.15 | 23,394.15 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,568.91 | 69,264.68 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 16/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.48 | – | – | – | – | – | – | – | 16.48 |







