สาระน่ารู้ประจำวันที่ 21 มกราคม 2569

BTS  เขย่าวงการอสังหาฯจุดพลุ‘บ้านชาวไทย’ แสนล้าน ช่วยคนเข้าถึงที่อยู่อาศัย

  • บีทีเอส กรุ๊ป เปิดตัวโครงการ “บ้านชาวไทย” มูลค่าแสนล้านบาท เพื่อช่วยให้คนไทยสามารถเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น
  • โครงการตั้งอยู่ในทำเลแนวรถไฟฟ้า นำร่อง 2 แห่งที่ศรีนครินทร์และคลองหลวง โดยตั้งราคาขายต่ำกว่าตลาด 25-30%
  • มีจุดเด่นคือไม่ต้องวางเงินดาวน์ เริ่มผ่อนชำระเมื่อโครงการสร้างเสร็จพร้อมเข้าอยู่ และร่วมมือกับ ธอส. เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว ตลาดที่อยู่อาศัยตกอยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรงยอดโอนกรรมสิทธิ์ทรุดตัวในรอบ 30 ปี  จากกำลังซื้อที่หายไปจากตลาด หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูง และนำไปสู่ความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

“บ้านชาวไทย” โครงการที่อยู่อาศัย แนวรถไฟฟ้า ถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง เมื่อ นายคีรี กาญจนกาญจนพาสน์ ประธานกรรมการ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSผู้ให้บริการระบบรถไฟฟ้าสายแรกของเมืองไทยหวนคืนสังเวียนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกาศลงทุน1แสนล้านบาท ใน3ทำเล ได้แก่ คลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ศรีนครินทร์(ศรีเอี่ยม) แนวรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและ ธนาซิตี้ สมุทรปราการสร้างแรงกระเพื่อมให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก หลังเคยประสบความสำเร็จจากตลาดคอนโดมิเนียมราคาถูกเมื่อกว่า 30 ปีก่อน อย่างอาณาจักรธนาซิตี้ สมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม การกลับมาคราวนี้ แม้จะท้าทายอย่างหนัก มองว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่ายจากปัจจุจัยเสี่ยงรุมเร้ารอบทิศทาง แต่ในทางกลับกัน นายคีรีกลับมองว่า หากทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงที่อยู่อาศัยและสินเชื่อได้ นั่นคือความสำเร็จขั้นสูงสุด

วิธีคิดดังกล่าวจึงถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบโครงสร้าง ต้นทุนโครงการและภาระทางการเงินให้สอดคล้องกับความสามารถในการผ่อนชำระจริงของผู้ซื้อ ซึ่งนายคีรีมองว่าสามาถทำได้จริง จึงเลือกตั้งราคาขายต่ำกว่าตลาดราว 25-30% พร้อมลดภาระดอกเบี้ยระหว่างก่อสร้างออกจากผู้ซื้อ เพื่อลดปัญหาการแบกรับค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนในช่วงรอรับโอน

ที่สำคัญจากการทำธุรกิจรถไฟฟ้ามาอย่างยาวนาน จึงได้เปรียบในเรื่องของการสะสมที่ดินรอพัฒนาตลอดแนวเส้นทางที่มีต้นทุนที่ต่ำเลือกทำเลศักยภาพที่นายคีรีมีประสบการณ์อยู่ก่อนหน้า ขณะเดียวกันยังมีความคุ้นเคยกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) จึงใช้จุดนี้ ช่วยให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยไม่แสวงหากำไรมากนัก

ดังนั้น โครงการ “บ้านชาวไทย” จึงเป็นหนึ่งในบิ๊กโปรเจ็กต์ยักษ์ของบีทีเอส กรุ๊ป  โครงการอสังหาริมทรัพย์ในรอบ 30 ปี ที่ต้องการตอบโจทย์ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนทำงานรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไป โดยมุ่งเน้นให้คนไทยสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพในราคาที่เอื้อมถึง ลดภาระค่าดาวน์และงวดผ่อนระหว่างก่อสร้างอย่างแท้จริง

ผุดโปรเจ็กต์ยักษ์  ปลุก 2 ทำเล สร้างคอนโด

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ได้ฤกษ์ดี นายคีรี ได้เปิดตัวโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยในแบรนด์บ้านชาวไทยพร้อมเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์เข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาถูกต่ำกว่าราคาตลาด โดยร่วมมือกับธอส. ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.54%

โดยระบุว่าเบื้องต้นพื้นที่นำร่อง 2 โครงการ คือ ถนนศรีนครินทร์ ใกล้รถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) และอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี  โดยทั้ง 2 โครงการใช้เงินลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท บาท จำนวนประมาณ 12,000 ยูนิต บนพื้นที่ 40 ไร่ ประกอบด้วย

1.โครงการ D:CODE SRINAKARIN (ดี-โค้ด ศรีนครินทร์) เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น บนเนื้อที่กว่า 42 ไร่ ตั้งอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีศรีเอี่ยม เพียง 200–300 เมตร ประกอบด้วยอาคารพักอาศัยไม่เกิน 23 อาคาร รวม 4,150 ยูนิต ราคาพื้นที่ดังกล่าวขนาดพื้นที่30 ตารางเมตร ราคา 1.89 ล้านบาท, ขนาดพื้นที่ 45 ตารางเมตรราคา 2.85 ล้านบาท และขนาดพื้นที่ 60 ตารางเมตรราคา 3.78 ล้านบาท

 ทั้งนี้โครงการ D:CODE SRI NAKARIN ปัจจุบันอยู่ระหว่างการขอรับใบอนุญาตและการอนุมัติที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมถึงใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร และการพิจารณาให้ความเห็นชอบการประเมินผลกระทบและมาตรการแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) จากนั้นจะเริ่มทยอยก่อสร้างได้ประมาณเดือนกันยายน 2569 คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนธันวาคม 2571 ก่อนที่จะดำเนินการจดทะเบียนเป็นอาคารชุดตามกฎหมายต่อไป

2.โครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG บนที่ดินกว่า 120 ไร่ ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต พัฒนาเป็นอาคารสูง 8 ชั้น ประมาณ 60 อาคาร รวม 7,500 ยูนิต ราคาพื้นที่ดังกล่าวมีขนาดพื้นที่ 30 ตารางเมตร ราคา 1.6 ล้านบาท ,ขนาดพื้นที่ 45 ตารางเมตรราคา 2.4 ล้านบาท และขนาดพื้นที่ 60 ตารางเมตรราคา 3.2 ล้านบาท

ส่วนโครงการ D:CRAFT KHLONG LUANG อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตและความเห็นชอบจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึง EIA) โดยการพัฒนาจะเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาต คาดเริ่มทยอยก่อสร้างราวกันยายน 2569 และแล้วเสร็จปลายธันวาคม 2571

 “หากจะได้รับผลตอบรับดี บริษัทเตรียมออกโครงการใหม่ในเดือนมีนาคมนี้ โดยบริษัทจะดำเนินโครงการในลักษณะ Project Finance ที่มีสถาบันการเงินหลายแห่งพร้อมร่วมมือ ปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดในมือ หลังจากที่ได้รับการชำระคืนหนี้จากกทม.กว่า 30,000 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีที่ดินในมืออีกหลายแห่งทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี นครราชสีมา กาญจนบุรี เป็นต้น”

ปลดล็อกภาระเงินผ่อน-ดาวน์

นายคีรีมองว่าจากประสบการณ์การทำงานกว่า 30 ปีในต่างประเทศและการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายมิติทั้งในและต่างประเทศ โดยแนวคิดบ้านชาวไทยมีรากฐานมาจากการมองเห็นปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงาน ซึ่งจำนวนไม่น้อยไม่สามารถซื้อบ้านได้ด้วยเงินดาวน์และเงื่อนไขสินเชื่อ รวมถึงการให้ผู้พัฒนาเป็นฝ่ายแบกรับต้นทุนดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายระหว่างก่อสร้างแทนผู้ซื้อ เพื่อให้ผู้ซื้อไม่ต้องวางเงินดาวน์ก่อน และไม่ต้องผ่อนชำระจนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จ แต่ยังคงคุณภาพมาตรฐานการก่อสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวก

“ในหลายปีที่ผ่านมาเราได้ศึกษาตลาดและพบว่าปัญหาเรื่องเงินดาวน์และการผ่อนระหว่างก่อสร้างกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการมีบ้านของคนรุ่นใหม่ จึงมีการพัฒนาโมเดลที่อยู่อาศัยที่ช่วยลดภาระนี้อย่างเป็นรูปธรรม”

นายคีรี สะท้อนว่า แนวคิดนี้ไม่ใช่การลดคุณภาพเพื่อให้ราคาถูก แต่เป็นการวางแผนต้นทุนอย่างรัดกุม ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการบริหารงานก่อสร้าง เพื่อให้มั่นใจว่า บ้านชาวไทยเป็นที่อยู่อาศัยที่ดี มีคุณภาพ และเป็นไปได้จริงสำหรับคนไทยทุกกลุ่ม โดยโครงการบ้านชาวไทยยังมีแนวร่วมสำคัญจากธอส. ในการสนับสนุนช่องทางสินเชื่อที่เหมาะสมสำหรับผู้ซื้อ เพื่อขยายโอกาสให้คนไทยเข้าถึงการเป็นเจ้าของบ้านได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงาน

“การกลับมาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วยโครงการบ้านชาวไทยที่ไม่เคยมีใครทำ เป็นการนำ concept ที่จะช่วยทำให้ประชาชนมีโอกาสได้ที่อยู่อาศัยได้จริงในทำเลสะดวก เดินทางรถไฟฟ้าได้ ซึ่งได้โมเดลนี้มาจากฮ่องกงที่รัฐบาลได้ทำโครงการนี้ หากบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นจะนำโมเดลนี้ไปใช้ก็ยิ่งดี” 

เปิดช่องเก็งกำไร-ปล่อยเช่า

นายคีรีกล่าวว่าในช่วงที่ผ่านมาได้เห็นประชาชนที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริงแต่จากราคาบ้านในปัจจุบันสูง หรือบางคนก็กู้ไม่ผ่าน ทำให้มีแนวคิดโครงการบ้านชาวไทยเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยให้มีราคาจับต้องได้และมีคุณภาพ ในทำเลที่สะดวก รวมถึงมีเฟอร์นิเจอร์ให้ครบ โดยจะเปลี่ยนตลาดเช่าบ้านที่เป็นตลาดใหญ่มากเปลี่ยนมาซื้อบ้าน โดยค่าผ่อนบ้านเหมือนค่าเช่า ไม่ต้องดาวน์ ไม่ต้องผ่อนบ้านไปจ่ายค่าเช่าไป จึงเชื่อมั่นว่า 2 โครงการนี้จะได้รับการตอบรับอย่างดี หากมีจำนวนผู้สนใจมากกว่าจำนวนยูนิตที่ก่อสร้างจะมีการจับสลากต่อไป

 ส่วนกรณีที่มีคนได้สิทธิ์ในโครงการแล้วเข้ามาเก็งกำไรเพื่อนำมาขายต่อในราคาสูงขึ้นตามนั้น มองว่าได้เปิดให้ใช้สิทธิจองคนละ 1 ยูนิต หากจับสลากได้แล้วจะนำไปขายต่อก็สามารถทำได้เหมือนคนถูกล็อตเตอรี่ ซึ่งบริษัทเป็นเอกชนไม่สามารถกำหนดได้ว่าต้องเป็นบ้านหลังแรกเหมือนภาครัฐได้ ดังนั้นถ้าเขานำไปขายต่อก็ทำได้

ธอส.หนุนเต็มสูบ

นายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์  (ธอส.) กล่าวว่า ธอส. มีพันธกิจทำให้คนไทยมีบ้านเปิดโอกาสให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองผ่านการสนับสนุนสินเชื่อที่หลากหลายในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และมีระยะเวลาการผ่อนชำระที่ยืดหยุ่นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เชื่อว่าประชาชนที่เข้าร่วมโครงการบ้านชาวไทยจะได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

ขณะเดียวกัน ธอส. ได้จัดทีมเจ้าหน้าที่สินเชื่อคอยให้คำปรึกษาแก่ผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์จะซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการ และต้องการขอสินเชื่อกับธนาคาร เตรียมความพร้อมก่อนยื่นขอสินเชื่อและเพื่อให้การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่ง ธอส. พร้อมผลักดันโครงการนี้ให้บรรลุเป้าหมาย ส่งมอบที่อยู่อาศัย ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนไทยได้มากขึ้น

ที่สำตัญ ธอส.ซึ่งเป็นธนาคารที่มุ่งให้ผู้รายได้น้อยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และหากประชาชนรายใด มีปัญหาด้านการผ่อนชำระ มีประวัติ ติดเครดิตบูโร สามารถเข้าโรงเรียนธอส.เพื่อการออมได้

สแกนจุดเด่นโครงการ

สำหรับจุดเด่นที่ทำให้โครงการนี้เป็นโครงการที่เข้าถึงง่ายแบบเท่าเทียม ปลดล็อกภาระเงินก้อนด้วยเงื่อนไขไม่ต้องมีเงินดาวน์ และให้เริ่มผ่อนชำระเมื่อเข้าอยู่อาศัยจริงเท่านั้น และการมอบห้องชุดแบบ Fully Furnished พร้อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการตกแต่งให้ผู้ซื้อ  นอกจากนี้ยังผ่อนถูกกว่าเช่าเพียง 6,000-7,000 บาทต่อเดือน หากได้รับโปรโมชันจากสถาบันการเงินในช่วงแรก อาจผ่อนต่ำเพียง 3,000 บาทต่อเดือน

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


‘อินฟลูเอนเซอร์’ ปี 69 โต 20-30% ‘นาโน-ไมโคร’ คนตามหลักพันยังมาแรง

“อินฟลูเอนเซอร์” ยังคงทรงพลังในโลกการทำตลาด เพราะในการนำเสนอสินค้าและบริการผ่าน “รีวิว” บอกเล่าเหมือนเพื่อนบอกต่อ ช่วยจูงใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายได้

แนวโน้มการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ปี 2569 ยังมีโอกาสเติบโตขาขึ้น แต่โอกาสอิ่มตัว และแผ่วก็ตามมา รวมถึงปรากฏการณ์ “เจนนี่ ไลฟ์สด” ทำเงินมหาศาลให้กับสินค้า แต่เมื่อดูค่าตัว สะท้อนการ “หั่นราคา”

ธนดล พิทยานุวัฒน์ กรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ไอเดียแล็บ จำกัด (IdeasLabs) ที่รุกการตลาดด้วยเทคโนโลยีหรือ MarTech สัญชาติไทย ฉายภาพตลาดผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์หรืออินฟลูเอนเซอร์ และ KOL(Key Opinion Leader)ปี 2569 ยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ไม่ก้าวกระโดดเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งคาดการณ์ปีนี้ขยายตัวระดับ 20-30% จากปี 2568 มูลค่าตลาดอยู่ระดับ 5,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ แนวโน้มของอินฟลูเอนเซอร์ที่มาแรงจะเป็นขนาดเล็กหรือ Nano และ Micro-Influencer ที่มียอดผู้ติดตาม(Follower)ไม่มากนัก หลัก 1,000-2,000 รายขึ้นไป แต่สามารถสร้างคอมมูนิตี มีฐานแฟนที่ชื่นชอบสิ่งต่างอย่างแข็งแรง จะได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะที่รายใหญ่ที่มีคนตามหลักแสนหรือหลักล้านราย จะแผ่วลง เพราะแบรนด์จะคำนึงถึงผลลัพธ์ของการลงทุน(ROI)ในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เกิดการมีปฏิสัมพันธ์(Interaction)ต่อการเข้าถึง(Reach) เป็นอย่างไร เช่น ทำตลาดสินค้าวินเทจผ่านอินฟลูเอนเซอร์ นักแสดงมีผู้ติดตามหลักล้าน อาจมีคนชอบสินค้าวินเทจไม่มาก เทียบกับเพจที่เป็นคอมมูนิตีสินค้าวินเทจที่มีผู้ติดตามหลักหมื่น แต่คือแฟนคลับตัวจริง

“อินฟลูเอนเซอร์ ยังมีความสำคัญในการทำแคมเปญ การสื่อสารตลาด และการถูกดิสรัปยังยาก ถ้าจะดิสรัปก็เกิดจากการแข่งขันของราคาในตลาด และเทรนด์โลกที่แพลตฟอร์มยังเป็นผู้ควบคุมอัลกอริธึ่มต่างๆ”

ด้านทิศทางราคาการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ปี 2569 จะเห็นภาพ 2 มิติ คือ แบรนด์จะรับค่าใช้จ่ายของอินฟลูเอนเซอร์และ KOL ไม่ไหว ส่วนหนึ่งเผชิญกับค่าใช้จ่ายต่างๆของแพลตฟอร์มที่สร้างกลไก ควบคุมข้อมูล(Data) ทำทุกอย่างครบวงจรตั้งแต่สื่อสารแบรนด์ไปถึงปิดการขาย ส่วน KOL อินฟลูฯ จะรับรายได้ที่ “ต่ำลง” ไม่ไหว

ปี 2568 การตลาดอินฟลูเอนเซอร์เกิดปรากฏการณ์ “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ที่ไลฟ์สดสร้างสถิติยอดขายสินค้ามหาศาลในเวลาอันสั้น หากพิจารณาค่าจ้างที่เกิดขึ้นจะพบว่าราคาค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก(TikTok) กว่า 20.6 ล้านราย หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรไทย แต่ค่าจ้างเริ่มต้น 50,000 บาท การันตี 1,000 ออเดอร์

“ถ้าอินฟลูฯมีการตัดราคา กลุ่มนึงจะมีรายได้ลด อีกกลุ่มยังเติบโตได้ แต่จากกรณีศึกษาไลฟ์สดที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเปลี่ยนราคาในตลาดเริ่มต้น การมีผู้ติดตามมาก ผลลัพธ์ต่อการมองเห็นต่อวินาทีถือว่าค่อนข้างถูก ในเชิงแวลูถือว่าค่อนข้างต่ำ และน่าเสียดายที่กระแสลดลงอย่างรวดเร็ว หากรักษาความนิยมได้จะช่วยส่งเสริมตลาดอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างดี”

ด้านแผนธุรกิจของไอเดียแล็บปี 2569 ไตรมาส 1 บริษัทจะเปิดตัว อินเตอร์ แอ็คชัน โพรเทคชัน ต่อยอดจาก “โปรฮับ”(Prohub)คอมมูนิตีบนเฟซบุ๊กที่มีผู้ติดตามกว่า 5.6 ล้านราย TikTok กว่า 2.2 ล้านราย ที่จะการันตีการสื่อสารตลาดบนโลกออนไลน์ จะได้การปฏิสัมพันธ์(Action Rate)ทั้งกด Like Share Comment เท่าใด เพื่อทำให้ลูกค้าแฮปปี้ และสร้างการเติบโตยอดขาย

นอกจากนี้ ต้องการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เพื่อระดมทุนไปใช้พัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถทำโปรโมชันในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อสินค้าท้องถิ่นใกล้ฉัน เช่น จังหวัดพะเยา เชียงราย โดยมีข้อเสนอราคา โปรโมชันดีสุด ซึ่งธุรกรรมการซื้อขายต้องการให้เกิดขึ้นหน้าร้าน ไม่ใช่แค่ออนไลน์ รวมถึงนำเงินที่ได้ไปใช้ในการสื่อสารการตลาด ทำให้แพลตฟอร์มรับรู้วงกว้าง ต่อยอดสู่บริการอื่นๆ ช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้คน เช่น พนักงานบรรจุสินค้า(แพ็คของ) ซึ่งตามแผนคาดว่าใช้เวลา 5 ปี จะเข้าตลาดฯ สำหรับไอเดียแล็บปี 2568 ทำรายได้รวมประมาณ 250 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 25 %

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 21 ม.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หลังราคาทองทำออลไทม์ไฮ

  • งินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ โดยได้รับอานิสงส์จากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์
  • ปัจจัยหนุนราคาทองคำมาจากความกังวลต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป
  • อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าของเงินบาทถูกจำกัด เนื่องจากการรีบาวด์ของเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากบอนด์ยีลด์ที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ  31.05 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์  

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.01-31.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังจากที่ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่เราคาดในช่วงวันก่อนหน้า ตามการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (New All-Time High) ของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ท่ามกลางความกังวลต่อประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าระลอกใหม่ ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป 

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในช่วงคืนที่ผ่านมา ราคาทองคำจะยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ทว่า เงินบาทกลับไม่ได้อานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำมากนัก เนื่องจากเงินดอลลาร์สามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้างด้วนเช่นกัน โดยการรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์นั้นก็สอดคล้องกับการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการอ่อนค่าลงของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่กลับมาอ่อนค่าลงทะลุโซน 158 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง บนประเด็นความกังวลเสถียรภาพการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวของญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรง ในช่วงวันก่อนหน้าและสร้างแรงกระเพื่อมกดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท เรายอมรับว่า เงินบาท (USDTHB) ได้แข็งค่าขึ้นมากกว่าที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า โดยเงินบาทยังคงได้รับอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาทองคำ ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจดำเนินต่อไปได้ จนกว่าประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะทยอยคลี่คลายลง และจะพอเป็นปัจจัยหนุนเงินบาทในช่วงนี้ได้ 

นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดบางส่วนต้องปรับสถานะถือครอง (Stop Loss) ซึ่งมีส่วนหนุนการแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติมของเงินบาทเช่นกัน โดยเฉพาะหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นหลุดโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นต่อทดสอบโซน 30.80-30.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้

อย่างไรก็ดี เราประเมินว่า เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าบ้าง หลังเงินดอลลาร์สามารถทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง และอาจได้แรงหนุนในกรณีที่ บรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ผันผวนอ่อนค่าลง ซึ่งในสัปดาห์นี้ เงินเยนญี่ปุ่นยังเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอยู่พอควร เนื่องจากตลาดจะรับรู้ ทั้ง ประเด็นการเมืองญี่ปุ่นและผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ในวันศุกร์นี้ กอปรกับในระยะหลัง เรายังคงเห็นแรงขายบอนด์ระยะยาวของไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติ ซึ่งภาพดังกล่าวก็อาจยังดำเนินต่อไปจนกว่าความปั่นป่วนในตลาดบอนด์โลกจะทยอยลดลงบ้าง ทำให้ เราประเมินว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทก็อาจเริ่มชะลอลงได้บ้าง 

ทั้งนี้ เราประเมินว่า หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องทดสอบโซนแนวรับที่เราประเมินไว้ได้จริง จะถือว่าเป็นการแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก โดยจากโมเดล Valuation ของเรา ประเมินว่า เงินบาทจะมีระดับ Fair Value ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้การแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นการแข็งค่าขึ้นเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้ในระยะ 3 เดือน และ 6 เดือน ข้างหน้า

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า การจะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ (กำลังเกิดขึ้นอยู่ล่าสุด) นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง (เรามองว่า ถ้าเป็นเพียงความวุ่นวายการเมืองอาจไม่ได้กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญได้)

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ชัดเจน ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการเดินหน้านโยบายกีดกันทางการค้ากับ 8 ประเทศยุโรป จนกว่าสหรัฐฯ จะบรรลุข้อตกลงซื้อ Greenland นอกจากนี้ ความปั่นป่วนของตลาดบอนด์โลก ที่กดดันให้บอนด์ยีลด์ระยะยาวสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ได้กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพิ่มเติมผ่านแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -2.06% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลงกว่า -2.39%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.70% ท่ามกลางความกังวลสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นเทคฯ ใหญ่ อย่าง ASML +1.8% รวมถึงหุ้นกลุ่ม Healthcare อย่าง Novo Nordisk +3.2% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง (มากกว่าที่เราประเมินไว้) ทดสอบโซน 4.30% ท่ามกลางแรงกดดันจากการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวญี่ปุ่น ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดบอนด์โลก กอปรกับความกังวลต่อแนวโน้มสงครามการค้าระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรป และประเด็นเสถียรภาพการคลังของสหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ระยะยาวของสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินยังพอช่วยชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้บ้าง ทั้งนี้ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา เราจะประเมินไว้ว่า “หาก บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นบ้าง เข้าใกล้โซน 4.20% จะเปิดโอกาสให้บรรดานักลงทุนสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ ได้ ตราบใดที่สมมติฐานการเดินหน้าลดดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ของเฟดในปีนี้ ที่เราประเมินไว้ นั้นถูกต้อง” แต่จากภาพตลาดบอนด์ที่ยังคงเผชิญความผันผวนสูงอยู่ ทำให้เราปรับมุมมองใหม่ว่า ผู้เล่นในตลาดควรชะลอการเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวไปก่อน จนกว่าความผันผวนในตลาดการเงินจะเริ่มชะลอลง หรือตลาดกลับมาให้ความสนใจกับประเด็นแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดมากขึ้น ซึ่งจะขึ้นกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ มากกว่าที่จะสนใจกับประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่เราขอเน้นย้ำว่า กลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip ยังคงเหมาะสมอยู่ หลังบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ได้ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.20% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทย) เพียงแต่ผู้เล่นในตลาดอาจต้องรอให้ความผันผวนลดลงก่อนบ้าง เพื่อให้ Risk-Reward มีความคุ้มค่ามากขึ้น 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ในลักษณะ Sideways Up หนุนโดยการทยอยปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ส่งผลกดดันให้บรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลง นอกเหนือจากประเด็นความกังวลต่อแนวโน้มฐานะการคลังของรัฐบาลญี่ปุ่น นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้ช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยสู่โซน 98.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.3-98.7 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ ประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ที่กดดันให้บรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ยังคงหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ก.พ. 2026) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สู่โซน 4,780 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของอังกฤษ ในเดือนธันวาคม รวมถึงถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ BOE  

ส่วนในฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามท่าทีของบรรดาผู้นำกลุ่มประเทศยุโรป ในเวที World Economic Forum เพื่อประเมินท่าทีและแนวโน้มการตอบโต้มาตรการภาษีนำเข้าล่าสุดของสหรัฐฯ ที่ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ขู่ว่าจะประกาศใช้มาตรการดังกล่าว หากยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการซื้อ Greenland 

ทางฝั่งสหรัฐฯ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามท่าทีของประธานาธิบดี Donald Trump ที่มีกำหนดการจะแถลงในช่วงราว 20.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ด้วยเช่นกัน  

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ขยับทันที! BWF ประกาศอันดับโลก “บาส-เฟม” คู่ผสมไทยหลังซิวแชมป์อินเดีย โอเพ่น 2026

ประเดิมศักราชใหม่สวยสำหรับ “บาส” เดชาพล พัววรานุเคราะห์ กับ “เฟม” ศุภิสรา เพียวสามพราน นักแบดมินตันคู่ผสมชาวไทย ที่หยิบแชมป์แรกของปีมาครองได้สำเร็จในรายการ อินเดีย โอเพ่น 2026 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569

โดยในรอบชิงชนะเลิศ คู่ผสมชาวไทย ที่ตกเป็นฝ่ายตามหลัง มัตเธียส คริสเตนเซ่น กับ อเล็กซานดร้า โบเจ้ คู่มือ 12 โลกจากเดนมาร์ก สามารถพลิกเกมกลับมาเอาชนะไปได้แบบเหลือเชื่อ 2-1 เกม

จากผลงานที่ยอดเยี่ยมทำให้ คู่ผสมไทย ขยับจากอันดับที่ 4 ขึ้นมาอยู่ที่ 3 ของโลก ด้วยการมี 92,895 คะแนน จากการประกาศอันดับคะแนนของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เมื่อวันอังคารที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา

ขณะที่คู่ผสมอันดับ 1 โลก ยังคงเป็น เฝิง เยี่ยนเจ๋อ กับ หวง ตงพิง จากจีน ที่มี 107,757 คะแนน ส่วนอันดับ 2 เป็น เจียง เจิ้นปัง กับ เว่ย หย่าซิน คู่ผสมจีน 101,752 คะแนน

สำหรับ เดชาพล กับ ศุภิสรา จับคู่ลงเล่นร่วมกันเมื่อช่วงกลางปี 2024 คว้าแชมป์ในระดับเวิลด์ทัวร์ ร่วมกัน 7 รายการ ก่อนเดินหน้าเก็บคะแนนสะสมโลกได้อย่างต่อเนื่องจนก้าวขึ้นมาติดท็อปไฟฟ์โลกต่อเนื่อง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


‘ตื่นแล้วอยากนอนต่อทุกวัน’ ไม่ใช่ขี้เกียจ สัญญาณเสี่ยงโรคนอนหลับล่าช้า

  • หากมีอาการเหล่านี้ หลับยากในช่วงเวลาปกติ, ตื่นยากมากในตอนเช้า ,ง่วงนอนรุนแรงระหว่างวัน ,มีปัญหาเรื่องสมาธิ ความจำ หงุดหงิดง่าย ,วันหยุดมักจะนอนยาวไปจนถึงสายหรือบ่าย คุณเสี่ยงโรคนอนหลับล่าช้า
  • ตัวช่วยในการนอนหลับที่ดี ต้องเริ่มจากสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี อาทิ เข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลาสม่ำเสมอ (แม้ในวันหยุด) ,จัดห้องนอนให้มืด สงบ เย็น และใช้เตียงเพื่อการนอนเท่านั้น, หลีกเลี่ยงคาเฟอีน แอลกอฮอล์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนนอน
  • รู้จักการนอนหลับที่ดี และความผิดปกติในการนอน ย่อมส่งผลต่อร่างกาย จิตใจ และอาจนำมาซึ่งโรคต่างๆ ได้ ยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจ มีอาการกรนเสียงดัง ตื่นเช้าปวดศีรษะ ปากแห้ง หรืออาจพบมีความจำเสื่อม และซึมเศร้าได้

ทุกๆเช้ากว่าจะลุกจากที่นอนได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งวันไหนนอนดึกมากๆ อาการตื่นนอนตอนเช้ายิ่งยาก หรือบางคนต่อให้นอนมากขนาดไหน แต่พอตอนเช้าตื่นแล้วก็อยากนอนต่อ เหมือนนอนไม่พอ นอนไม่เต็มอิ่ม ซึ่งอาการเหล่านี้ อาจไม่ได้บ่งบอกว่า เรานอนไม่พอ เรานอนมากเกินไป หรือเราขี้เกียจ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนบอก “โรคนอนหลับล่าช้า (Delayed Sleep Phase Syndrome – DSPS)” ได้

วันนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” จะชวนทุกคนมารู้จัก “กลุ่มอาการนอนหลับผิดเวลา (Delayed Sleep Phase Syndrome – DSPS)” ซึ่งเป็นความผิดปกติของนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย (Circadian Rhythm) ที่ทำให้นอนหลับและตื่นสายกว่าปกติอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน 

โดยลักษณะของ “โรคนอนหลับล่าช้า” ไม่ใช่เกิดเฉพาะคนนอนดึกเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่มีภาวะ DSPS ไม่สามารถควบคุมเวลาเข้านอนของตัวเองได้ และมักจะมีปัญหาอ่อนเพลียอย่างรุนแรงในตอนกลางวัน ซึ่งต่างจากคนนอนดึกทั่วไปที่ยังทำงานได้ตามปกติ

นาฬิกาชีวิตเคลื่อน: เช่น แทนที่จะนอน 4 ทุ่มและตื่น 6 โมงเช้า แต่อาจจะไปง่วงจริงๆ หลังเที่ยงคืนหรือเกือบเช้า และไม่สามารถตื่นเช้าไปเรียนหรือทำงานได้

เช็กอาการ เข้าข่าย “โรคนอนหลับล่าช้า” 

  • หลับยากในช่วงเวลาปกติที่สังคมกำหนด
  • ตื่นยากมากในตอนเช้า
  • ง่วงนอนรุนแรงระหว่างวัน
  • มีปัญหาเรื่องสมาธิ ความจำ และอารมณ์หงุดหงิดง่าย
  • ในช่วงวันหยุดมักจะนอนยาวไปจนถึงสายหรือบ่ายเพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนเพียงพอ

ตัวอย่างสถานการณ์:

  • คุณอาจพยายามเข้านอนตอน 23:00 น. แต่ไม่สามารถหลับได้จนถึงตี 2 หรือตี 4.
  • เมื่อถึงเวลาต้องตื่น 7:00 น. คุณจะรู้สึกเหมือนนอนไม่พอ และง่วงตลอดทั้งวัน. 

หากมีอาการเหล่านี้เป็นประจำและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับเพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง

  • พันธุกรรม: มีหลักฐานว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของ DNA ที่ทำให้นาฬิกาชีวิตยาวกว่าปกติ
  • ช่วงวัย: พบได้บ่อยในวัยรุ่นเนื่องจากฮอร์โมนในช่วงวัยเจริญพันธุ์ส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต
  • ปัจจัยกระตุ้น: การได้รับแสงสีฟ้าจากมือถือ/คอมพิวเตอร์ก่อนนอน, การดื่มคาเฟอีน, หรือตารางนอนที่ไม่แน่นอน

รักษา-ดูแลตัวเองอย่างไร? เมื่อเป็นโรค

โรคนี้ไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดในครั้งเดียว แต่สามารถจัดการได้ด้วยวิธีดังนี้:

  • สุขอนามัยการนอน: งดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 1 ชั่วโมงก่อนนอน, จัดห้องนอนให้เย็นและมืดสนิท
  • การบำบัดด้วยแสง (Light Therapy): รับแสงแดดหรือใช้โคมไฟบำบัดแสงทันทีหลังตื่นนอนในตอนเช้า เพื่อช่วย “รีเซ็ต” นาฬิกาชีวิต
  • การใช้เมลาโทนิน: อาจใช้ในปริมาณต่ำตามคำแนะนำของแพทย์ โดยมักให้ทานล่วงหน้าประมาณ 4 ชั่วโมงก่อนเวลาที่ต้องการจะหลับ
  • การปรับตารางนอน (Chronotherapy): ค่อยๆ เลื่อนเวลานอนให้เร็วขึ้นทีละน้อย หรือเลื่อนให้ดึกออกไปเรื่อยๆ จนกลับมาบรรจบที่เวลาปกติ (ต้องทำภายใต้การดูแล)

ระวังภาวะแทรกซ้อนจากการป่วยเป็น “โรคนอนหลับล่าช้า”

  • โรคซึมเศร้า: พบว่ากว่า 60% ของผู้ที่เป็น DSPS มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย
  • สมาธิสั้น (ADHD): ประมาณ 75% ของผู้ที่เป็น ADHD มักจะมีปัญหาเรื่องนาฬิกาชีวิตผิดปกติร่วมด้วย
  • ปัญหาด้านการเรียนและงาน: เนื่องจากการตื่นสายหรือมาทำงานสายบ่อยครั้ง

การนอนหลับตามปกติควรเป็นเช่นใด

ศ.นพ.มาโนช หล่อตระกูล อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าคนเราเมื่อเข้านอนประมาณ 15-20 นาทีจะเริ่มเคลิ้มหลับ รูปแบบการนอนจะแบ่งตามลักษณะคลื่นสมองออกเป็น 4 stage เมื่อเริ่มหลับคลื่นสมองจะเป็น stage 1 และหลับลึกลงเรื่อย ๆ 45 นาทีต่อมาจึงเข้าสู่ stage 4 ซึ่งเป็นช่วงที่หลับลึกที่สุด หลังเข้าสู่ stage 4 ประมาณ 45 นาทีการนอนจะเข้าสู่ช่วง REM (Rapid Eye Movement) แล้วกลับสู่รูปแบบเดิมอีก ในแต่ละคืนจะเกิดเช่นนี้ 5-6 cycle โดยในช่วงหลัง REM จะนานขึ้น stage 3 และ 4 น้อยลง

การจำแนกความผิดปกติของการนอนหลับ

ความผิดปกติในการนอนหลับแบ่งออกเป็น dyssomnia กับparasomnia ดังนี้ 

  • Dyssomnias                                      Parasomnias
  • Insomnia                                           Nightmare disorder
  • Hypersomnia                                    Sleep terror disorder
  • Circadian rhythm sleep disorder      Sleepwalking disorder

1. Dyssomnia  คือการนอนหลับที่ผิดปกติในแง่ของ ปริมาณการนอน คุณภาพการนอน หรือเวลาที่เริ่มง่วงนอน โดยผู้ป่วยอาจนอนหลับยาก นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หรือนอนมากเกินไป แบ่งออกเป็น

  • Insomnia  เป็นความผิดปกติของการนอนหลับที่พบบ่อยที่สุด เป็นภาวะที่บุคคลมีความรู้สึกว่านอนไม่เพียงพอ กลางวันง่วงนอนหรือประสิทธิภาพในการทำงานลดลง แบ่งออกเป็น

1) Transient Insomnia หรือ short-term insomnia ได้แก่การนอนไม่หลับเป็นครั้งคราว เป็นไม่เกิน 3 สัปดาห์ สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือความกดดันเฉียบพลันหรือการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เช่น ใกล้สอบ ตกงาน เปลี่ยนที่พัก เป็นต้น นอกจากนี้สารที่กระตุ้นระบบประสาท เช่น กาแฟ นิโคติน หรือยาบางตัวทำให้ไม่หลับเช่นกัน

2) Long-term Insomnia ได้แก่ การนอนไม่หลับเรื้อรังนานกว่า 3 สัปดาห์  ต้องมีการมาตรวจเพื่อค้นหา สาเหตุที่ เกี่ยวข้องกับการนอน และควรให้ผู้ป่วยทำบันทึกการนอนในแต่ละคืน

การรักษา รักษาตามสาเหตุ ร่วมไปกับการให้ผู้ป่วยมี sleep hygiene (สุขอนามัยในการนอน)ที่ดี  ในรายที่จำเป็นอาจต้องใช้ยาช่วยให้หลับร่วม ควรให้เป็นช่วงสั้น ๆ เป็นครั้งคราวเท่านั้น

Sleep Hygiene (สุขอนามัยการนอนหลับ) ที่ทุกคนสามารถทำได้ 

  1. เข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน
  3. จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงเสียงดัง หรืออากาศร้อน
  4. ทำจิตใจให้สบายก่อนนอน หลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นจิตใจ
  5. ไม่ใช้เตียงทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น อ่านหนังสือ รับประทานอาหาร
  6. หากนอนไม่หลับนานเกิน 30 นาที ให้ลุกจากเตียง ทำกิจกรรมอื่นจนง่วง จึงเข้านอนใหม่
  7. งดสุรา กาแฟ ก่อนนอน
  8. ดื่มนม กล้วย หรืออาหารอื่นที่มี tryptophan สูง ทำให้หลับได้ดีขึ้น
  • Hypersomnia ได้แก่นอนหลับมากเกินปกติ หรือง่วงนอนช่วงกลางวันตลอด

1) Narcolepsy อาการเริ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป มักเริ่มเป็นก่อนอายุ 15 ปีโดยมี narcolepsy tetrad ได้แก่

– somnolence อาการง่วงในช่วงกลางวัน

– cataplexy การมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงกระทันหัน จากการมีสิ่งเร้าด้านอารมณ์สูง เป็นช่วงสั้น ๆ และหายเอง

– sleep paralysis กล้ามเนื้ออ่อนแรงในช่วงเคลิ้มก่อนตื่นนอน

– hypnagogic hallucination ประสาทหลอนช่วงเคลิ้มหลับ

การรักษา ปฏิบัติตามหลัก sleep hygiene อย่างเคร่งครัด ให้เวลางีบช่วงกลางวัน ให้ยากระตุ้นประสาทรักษาอาการง่วงซึมตอนกลางวัน และให้ยาต้านอารมณ์เศร้ารักษาอาการที่เกี่ยวกับ REM

2) Breathing-related Sleep Disorder (Sleep Apnea)

การหายใจของผู้ป่วยหยุดลงอย่างน้อย 10 วินาที เป็นมากกว่า 5 ครั้งต่อชั่วโมง พบบ่อยในเพศชาย สูงอายุ ร่วมกับมีอาการของโรคปอด แบ่งออกเป็น central type ขณะหลับอยู่ ๆ ก็หยุดหายใจ พอเริ่มจะตื่นก็กลับหายใจต่อ และ obstructive type ซึ่งผู้ป่วยมีปัญหาในด้านทางเดินหายใจ มีอาการกรนเสียงดัง ตื่นเช้าปวดศีรษะ ปากแห้ง นอกจากนี้อาจพบมีความจำเสื่อม ซึมเศร้า

การรักษา ลดน้ำหนัก หากรุนแรงต้องใช้ continuous positive airway pressure

รู้จักความผิดปกติของจังหวะการนอนหลับ

Circadian Rhythm Sleep Disorder  (ความผิดปกติของจังหวะการนอนหลับ) ที่สำคัญมี 3 ชนิด ได้แก่

1) Delayed-sleep Phase Type

ผู้ป่วยง่วงนอนในเวลาช้ากว่าคนทั่วไปมาก เช่น เวลา 3- 6 โมงเช้า แต่ลักษณะการนอนหลับหลับปกติ รักษาโดยให้นอนช้าขึ้นกว่าเดิมวันละ 2-3 ชั่วโมงจนกว่าจะถึงเวลาที่ปกติ

2) Jet Lag Type

มีภาวะง่วงซึมหรือไม่ง่วงนอน ตามเวลาของท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งเป็นจากการเดินทางไปยังถิ่นที่มีเวลาแตกต่างจากถิ่นเดิมมาก มักเป็นภาวะชั่วคราว

3) Shift Work Sleep Type

พบบ่อยในผู้ที่ทำงานเป็นผลัด และต้องเปลี่ยนผลัดในการทำงานอยู่เรื่อย ๆ ทำให้จังหวะการนอนหลับสับสน นอนไม่หลับหรือหลับ ๆ ตื่น ๆ แก้ไขโดยการเปลี่ยนผลัดให้เปลี่ยนเป็นเวลาต่อไป (ใช้เวลาปรับตัว 2-3 วัน) แทนที่จะเปลี่ยนเวลาขึ้นมา (ใช้เวลาปรับตัว 6-7 วัน) เช่น เดิมทำงานผลัด 8-16 นาฬิกา ต่อไปควรทำผลัด 16-24 นาฬิกา แทนที่จะทำผลัด 24-8 นาฬิกา และอาจให้มีช่วงงีบหลับตอนกลางวัน

ความผิดปกติในการนอนหลับ Parasomnia

ผู้ป่วยมีพฤติกรรมหรือการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาที่ผิดปกติ ซึ่งเกิดสัมพันธ์กับขณะนอน บางช่วงของการนอน หรือในช่วงระหว่างการนอนกับการตื่น กล่าวคือเป็นความผิดปกติที่เกิดจากการตื่นตัวของ autonomic nervous system, motor system, หรือ cognitive process ในขณะหลับ หรือในช่วงก้ำกึ่ง

1) Nightmare Disorder หรือฝันร้าย เกิดในช่วง REM จำความฝันได้ พบบ่อยในเด็ก มักเกิดหลังมีความกดดันด้านจิตใจ ไม่มีการรักษาจำเพาะ

2) Sleep Terror Disorder พบบ่อยในเด็ก ผู้ป่วยสะดุ้งตื่น ผวา กรีดร้องเสียงดัง ท่าทางหวาดประหวั่น มีการทำงานของ autonomic nervous system สูง เกิดในการนอน stage 4 เมื่อตื่นจะจำเหตุการณ์ไม่ได้

3) Sleep Walking Disorder หรือ somnambulism พบบ่อยในเด็กมักหายเมื่อโตขึ้น พบร่วมกับ night terrors ได้บ่อย เกิดใน stage 4 เช่นกัน ผู้ป่วยลุกขึ้นเดินโดยรู้ตัวไม่เต็มที่ เป็นไม่นาน เมื่อตื่นจะจำเหตุการณ์ไม่ได้ การรักษา เหมือนกับใน night terrors คือให้ imipramine หรือ benzodiazepine ขนาดต่ำ

นอนหลับที่ดี ป้องกันโรคนอนหลับล่าช้า 

การนอนหลับดีขึ้นและป้องกัน โรคนอนหลับล่าช้า (Delayed Sleep-Phase Syndrome) ทำได้โดยสร้างสุขอนามัยการนอนที่ดี

1. สร้างกิจวัตรการนอนที่เป็นนิสัย (Sleep Hygiene)

  • เวลาสม่ำเสมอ: เข้านอนและตื่นนอนเวลาเดิมทุกวัน (รวมถึงวันหยุด)
  • กิจวัตรก่อนนอน: ผ่อนคลายด้วยการอาบน้ำอุ่น นั่งสมาธิ หรือฟังเพลงเบาๆ 1 ชั่วโมงก่อนนอน
  • สิ่งแวดล้อม: ห้องนอนควรมืด (ใช้ม่านทึบ/ผ้าปิดตา) เงียบ และเย็นสบาย
  • เตียงนอน: ใช้เตียงสำหรับนอนและกิจกรรมทางเพศเท่านั้น หลีกเลี่ยงการทำงาน ดูทีวีบนเตียง

2. ปรับพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต

  • หลีกเลี่ยงสารกระตุ้น: งดกาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง และแอลกอฮอล์ หลังเที่ยงวัน
  • งดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์: งดใช้มือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ ก่อนนอน 30-60 นาที เพราะแสงสีฟ้าขัดขวางการหลั่งเมลาโทนิน
  • อาหาร: ทานมื้อเย็นเบาๆ และเพิ่มอาหารที่ช่วยในการนอนหลับ เช่น นม, ถั่ว, ปลา, ไก่
  • การออกกำลังกาย: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน
  • แสงแดด: รับแสงแดดยามเช้า 5-10 นาที เพื่อปรับนาฬิกาชีวิต

3. จัดการกับความง่วงนอน

  • ง่วงค่อยนอน: เข้านอนเมื่อรู้สึกง่วงจริง ๆ
  • ลุกเมื่อนอนไม่หลับ: ถ้า 20 นาทีแล้วยังไม่หลับ ให้ลุกไปทำกิจกรรมผ่อนคลาย แล้วค่อยกลับมานอนใหม่
  • งดการนอนกลางวัน: หากจำเป็น ให้นอนสั้นๆ และไม่เกินบ่าย 3 โมง

4. เมื่อจำเป็นต้องรักษาภาวะนอนหลับล่าช้า (DSPS)

  • ปรึกษาแพทย์: หากปรับพฤติกรรมแล้วไม่ดีขึ้น
  • การบำบัดด้วยแสง (Light Therapy): ใช้กล่องไฟที่มีแสงสว่างจ้าตอนเช้า เพื่อปรับวงจรการนอน
  • เมลาโทนินเสริม: แพทย์อาจแนะนำเสริมฮอร์โมนเมลาโทนิน
  • การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT-I): ช่วยปรับความคิดและความเชื่อที่ส่งผลต่อการนอน 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


Passive Voice โครงสร้าง คืออะไร? สรุปหลักการใช้ V.to be + V.3 ฉบับเข้าใจง่าย ไม่ต้องท่องจำ

ถ้าพูดถึงเรื่องไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ทำให้คนไทยปวดหัวและสับสนที่สุด หนึ่งในนั้นต้องมีเรื่อง Passive Voice ติดอันดับแน่นอนครับ หลายคนเรียนมาว่ามันคือประโยค “ประธานถูกกระทำ” แต่พอจะนำมาแต่งประโยคจริง กลับนึกไม่ออกว่าต้องวาง is, am, are ตรงไหน? ต้องมี been หรือ being ไหม? หรือทำไมบางทีก็ใช้ get แทน?

ความจริงแล้ว Passive Voice โครงสร้าง ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดครับ มันมี “สูตรคูณ” ตายตัวที่ถ้าคุณจำคอนเซปต์ได้ คุณจะผันได้ครบทุก Tense โดยอัตโนมัติ วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาถอดรหัสโครงสร้างนี้แบบ Step-by-step ให้คุณเขียนประโยคได้เป๊ะเวอร์และดูเป็นมืออาชีพขึ้นทันที

ทำความเข้าใจคอนเซปต์: Active vs. Passive

ก่อนจะไปดูสูตร เราต้องรู้ก่อนว่าเราจะใช้มันไปทำไม

  • Active Voice: ประธานเป็นคนทำ (เน้นคนทำ) → John eats the apple.
  • Passive Voice: ประธานถูกทำ (เน้นสิ่งที่ถูกทำ) → The apple is eaten by John.

เราใช้ Passive Voice เมื่อ:

  1. ไม่รู้ว่าใครทำ: My wallet was stolen. (ถูกขโมย… โดยใครก็ไม่รู้)
  2. ไม่สนใจว่าใครทำ: The bridge was built in 1990. (สะพานถูกสร้าง… ใครสร้างช่างมัน สนแค่ปีที่เสร็จ)
  3. ต้องการความเป็นทางการ: ภาษาข่าว หรือรายงานวิชาการ นิยมใช้มาก

เจาะลึก Passive Voice โครงสร้าง: สูตรลับจักรวาล

หัวใจสำคัญของ Passive Voice มีแค่นี้ครับ จำให้แม่น!

Verb to be + V.3 (Past Participle)

  • Verb to be: ทำหน้าที่บอก Tense (เวลา) ผันไปตามเวลา (is, am, are, was, were, been, being)
  • V.3: ทำหน้าที่บอกความหมายว่า “ถูกกระทำ” (คงรูปเดิมเสมอ ไม่เปลี่ยน)

สรุป Passive Voice โครงสร้าง แยกตาม Tense หลัก

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราลองมาดูการ “กลายร่าง” ของ Verb to be ในแต่ละ Tense กันครับ (โดยใช้ตัวอย่าง: Write / Written)

1. กลุ่ม Simple (ธรรมดา)

แค่เปลี่ยน Be เป็นช่องตามเวลา

  • Present Simple: S + is/am/are + V.3
    • The letter is written. (จดหมายถูกเขียน – เป็นกิจวัตร/ความจริง)
  • Past Simple: S + was/were + V.3
    • The letter was written. (จดหมายถูกเขียนแล้ว – จบในอดีต)
  • Future Simple: S + will be + V.3
    • The letter will be written. (จดหมายจะถูกเขียน – ในอนาคต)

2. กลุ่ม Continuous (กำลังทำ)

ต้องมีคำว่า “being” มาคั่นกลาง เพื่อบอกความต่อเนื่อง

  • Present Continuous: S + is/am/are + being + V.3
    • The letter is being written. (จดหมายกำลังถูกเขียนอยู่ตอนนี้)
  • Past Continuous: S + was/were + being + V.3
    • The letter was being written. (จดหมายกำลังถูกเขียนอยู่ในอดีตตอนนั้น)

3. กลุ่ม Perfect (สมบูรณ์)

ต้องมีคำว่า “been” มาคั่นกลาง

  • Present Perfect: S + has/have + been + V.3
    • The letter has been written. (จดหมายถูกเขียนเสร็จแล้ว)
  • Past Perfect: S + had + been + V.3
    • The letter had been written. (จดหมายได้ถูกเขียนเสร็จก่อนหน้านั้น)

ตาราง: แปลงร่าง Active เป็น Passive (Transformation Table)

ลองดูตารางนี้เพื่อเปรียบเทียบโครงสร้างชัดๆ ครับ ว่าเมื่อเปลี่ยนจาก Active เป็น Passive ส่วนประกอบไหนหายไป ส่วนไหนเพิ่มขึ้นมา

TenseActive Voice Structure (ประธานทำเอง)Passive Voice Structure (ประธานถูกทำ)ตัวอย่างประโยค (Example)
Present SimpleS + V.1S + is/am/are + V.3Rice is grown in Thailand.
Present Cont.S + is/am/are + V.ingS + is/am/are + being + V.3The road is being repaired.
Past SimpleS + V.2S + was/were + V.3This song was released in 2010.
Past Cont.S + was/were + V.ingS + was/were + being + V.3The room was being cleaned.
Present PerfectS + have/has + V.3S + have/has + been + V.3The work has been finished.
Future SimpleS + will + V.infS + will + be + V.3You will be notified soon.
Modals (Can/Must)S + Modal + V.infS + Modal + be + V.3It can be done. / Rules must be followed.

ข้อผิดพลาดที่คนไทยเจอบ่อย (Common Mistakes)

  1. ลืม Verb to be:
    • ❌ The house built last year. (บ้านสร้างปีที่แล้ว – ผิด! บ้านสร้างตัวเองไม่ได้)
    • ✅ The house was built last year.
  2. ใช้กับ Intransitive Verbs (กริยาที่ไม่ต้องการกรรม):
    • คำว่า Die, Happen, Arrive, Sleep ทำเป็น Passive ไม่ได้ครับ
    • ❌ The accident was happened.
    • ✅ The accident happened.
  3. สับสน V.2 กับ V.3:
    • บางคำหน้าตาเหมือนกัน (Played/Played) แต่บางคำต่างกัน (Ate/Eaten) ต้องท่องกริยา 3 ช่องให้แม่นครับ

ฝึกใช้ Passive Voice ให้โปรกับ EngDuo

การจำสูตรโครงสร้างเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การนำไปใช้เขียนรายงาน หรือพูดในที่ประชุมให้ดูเป็นธรรมชาติ (Natural) นั้นต้องอาศัยการฝึกฝน EngDuo Thailand มีคอร์สที่ตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

  • Writing Clinic: ฝึกแต่งประโยค Passive Voice สำหรับการเขียนอีเมลธุรกิจและรายงาน (Report Writing) ซึ่งจำเป็นต้องใช้โครงสร้างนี้เพื่อให้งานเขียนดูเป็นทางการ (Formal)
  • Grammar Correction: ครูผู้สอนจะช่วยตรวจจับจุดผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่น การลืมผัน Verb to be หรือการใช้ Tense ผิดบริบท
  • Contextual Learning: เรียนรู้ว่าสถานการณ์ไหน ควร ใช้ และสถานการณ์ไหน ไม่ควร ใช้ (เพราะถ้าใช้พร่ำเพรื่อ ประโยคจะดูเยิ่นเย้อ)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ปรับโฉม Google Trends ดึง Gemini เจาะลึกเทรนด์ค้นหาอัจฉริยะ

  • Google Trends ปรับโฉมใหม่โดยนำ AI Gemini เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเทรนด์การค้นหาได้อย่างลึกซึ้งและชาญฉลาดยิ่งขึ้น
  • Gemini จะช่วยแนะนำและเปรียบเทียบคำค้นหาที่เกี่ยวข้องโดยอัตโนมัติผ่านแผงควบคุมด้านข้าง (Side Panel) ทำให้เห็นภาพรวมของเทรนด์ได้รวดเร็ว
  • มีการปรับปรุงดีไซน์ใหม่ให้ทันสมัย อ่านง่าย รองรับการเปรียบเทียบคำค้นหาได้มากขึ้น และเพิ่มการแสดงผลคำค้นหาที่กำลังมาแรง (Rising Queries) เป็นสองเท่า

Google ประกาศปรับโฉมหน้า Trends Explore ครั้งใหญ่บนแพลตฟอร์ม Google Trends โดยการนำเทคโนโลยี AI อัจฉริยะอย่าง Gemini เข้ามาบูรณาการ เพื่อช่วยให้นักข่าว คอนเทนต์ครีเอเตอร์ และนักวิจัย สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเทรนด์การค้นหาได้ลึกซึ้งและรวดเร็วกว่าเดิม

หัวใจสำคัญของการอัปเดตครั้งนี้คือการเพิ่ม แผงควบคุมด้านข้าง (Side Panel) ที่ทำงานด้วยระบบ Gemini โดย AI จะช่วยคัดเลือกและเปรียบเทียบคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อที่ผู้ใช้สนใจให้อัตโนมัติ จากเดิมที่ผู้ใช้ต้องเสียเวลาคาดเดาและพิมพ์คำค้นหาด้วยตนเองทีละคำ

ระบบใหม่จะช่วยเสนอแนะคำค้นที่เกี่ยวข้องสูงสุดถึง 8 รายการมาแสดงบนกราฟทันที พร้อมฟีเจอร์ Gemini Prompts ที่จะคอยแนะนำแนวทางในการเจาะลึกข้อมูลเพิ่มเติม

ดีไซน์ใหม่ เน้นอ่านง่าย-เปรียบเทียบข้อมูลได้มากกว่า

นอกจากระบบ AI แล้ว Google ยังได้ปรับปรุงการแสดงผล (User Interface) ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์การใช้งานเชิงลึกมากขึ้น ดังนี้:

  • ระบบสีและไอคอนเฉพาะตัว: ช่วยให้การจับคู่คำค้นหากับเส้นกราฟที่มีความซับซ้อนทำได้ง่ายขึ้นเพียงการกวาดสายตา
  • เพิ่มขีดความสามารถในการเปรียบเทียบ: รองรับการใส่คำค้นหาเพื่อเปรียบเทียบได้จำนวนมากขึ้นกว่าเดิม
  • ขยายข้อมูล Rising Queries: เพิ่มการแสดงผลคำค้นหาที่กำลังมาแรง (Rising) เป็น 2 เท่าในทุกช่วงไทม์ไลน์ ช่วยให้วิเคราะห์ได้แม่นยำว่าเหตุใดหัวข้อนั้นๆ ถึงเริ่มเป็นกระแสในสังคม

ยกตัวอย่างเช่น หากต้องการศึกษาเทรนด์ “สมาร์ทโฟน” ระบบอาจเสนอแนะให้เปรียบเทียบกับ “AI Phone” หรือ “Foldable Phone” พร้อมแสดงเทรนด์ในหมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง เช่น “สมาร์ทโฟนราคาประหยัด” ได้ในทันที ทำให้ผู้ผลิตคอนเทนต์สามารถเห็นภาพรวมของตลาด (Big Picture) ได้ในหน้าจอเดียว

สำหรับการใช้งานในเชิงธุรกิจและการตลาด หากผู้ใช้งานต้องการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกขั้นสูงผ่าน Google Trends API ในบางระดับ อาจมีค่าใช้จ่ายตามแพ็กเกจของผู้ให้บริการ ซึ่งในตลาดต่างประเทศมีการประเมินราคาเริ่มต้นสำหรับการใช้งานระดับองค์กรไว้ที่ประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐ (16,250 บาท) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลและการเชื่อมต่อ

หน้า Trends Explore รูปแบบใหม่นี้ เริ่มเปิดให้ใช้งานแล้วบนเวอร์ชันเดสก์ท็อป และจะทยอยอัปเดตให้ผู้ใช้งานทั่วโลกได้เข้าถึงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลที่เปลี่ยนไปในยุค AI

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


“ผักจิ๋ว” ที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้กิน เพื่อร่างกายที่แข็งแรง

คนญี่ปุ่นมักจะมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพื่อให้แข็งแรงและแลดูอ่อนวัยอยู่เสมอ หนึ่งในเคล็ดลับที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรักสุขภาพก็คือ ผักจิ๋วหลายชนิด มารู้จักผักจิ๋วที่คนญี่ปุ่นแนะนำว่าควรรับประทานเป็นประจำเพื่อคงความแข็งแรงและความอ่อนเยาว์ของร่างกายกันนะ

“ผักจิ๋ว” ที่คนญี่ปุ่นแนะนำให้กิน เพื่อร่างกายที่แข็งแรง

  • มะเขือเทศราชินีหรือมะเขือเทศเชอร์รี่  (ミニトマト)

แม้จะมีผลเล็กจิ๋วแต่มะเขือเทศเชอร์รี่มีคุณค่าสารอาหารมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ โดยมีวิตามินบี วิตามินซี และโพแทสเซียมสูงกว่ามะเขือเทศผลใหญ่ 1-2 เท่า มีไลโคปีนสูงกว่าประมาณ 3 เท่า และมีสารเอสคิวลีโอไซด์ เอ (Esculeoside A) สูงกว่าประมาณ 3-5 เท่า ซึ่งสารเอสคิวลีโอไซด์ เอ นี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าไลโคปีน ช่วยลดความรุนแรงของภาวะหมดประจำเดือน ป้องกันโรคภูมิแพ้ โรคกระดูกพรุน โรคมะเร็ง และโรคหัวใจ เป็นต้น การรับประทานมะเขือเทศเชอร์รี่เพียงวันละ 3 ผลจะทำให้ร่างกายรับสารต่างๆ ที่มีคุณค่าต่อความงามและช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวันได้ดี

  • ต้นอ่อนหัวไชเท้า (かいわれ大根)

ต้นอ่อนหัวไชเท้าอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญ ได้แก่ วิตามินเค วิตามินซี กรดโฟลิก วิตามินอี บีต้า แคโรทีน ซึ่งช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและมีผิวพรรณดี ไอโซไธโอไซยาเนต (Isothiocyanate) ซึ่งเป็นสารที่ให้รสเผ็ด สารชนิดนี้จะช่วยทำให้ตับแข็งแรง ส่งผลในการทำให้ร่างกายแข็งแรงและป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงมะเร็ง ได้ เมลาโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยทำให้นอนหลับสนิท ช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายในระดับเซลล์ และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สามารถยับยั้งและป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ได้ นอกจากนี้ต้นอ่อนหัวไชเท้ายังอุดมไปด้วยเอนไซม์ไดแอสเตส (Diastase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายอาหารประเภทแป้ง ส่งผลในการป้องกันการปวดท้องจากอาหารไม่ย่อย เป็นต้น

ต้นอ่อนหัวไชเท้า 100 กรัมให้พลังงานเพียง 21 กิโลแคลอรี่ การนำมารับประทานสดจะทำให้ได้รับคุณค่าสารอาหารจากต้นอ่อนหัวไชเท้าได้อย่างเต็มที่

  • กะหล่ำดาว (芽キャベツ)

กะหล่ำดาวเป็นผักที่มีลักษณะคล้ายกะหล่ำปลีแต่มีขนาดเล็ก และมีวิตามินซีสูงกว่ากะหล่ำปลีธรรมดาถึง 4 เท่า การรับประทานกะหล่ำดาวต้มเพียง 5-6 หัว หรือประมาณ 100 กรัมก็ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวันแล้ว นอกจากนี้กะหล่ำดาวยังอุดมไปด้วยวิตามินยู ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาแผลที่เกิดขึ้นที่บริเวณเยื่อบุของกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น อีกทั้งกะหล่ำดาวยังอุดมไปด้วยวิตามินเค ซึ่งช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ดี

วิธีนำกะหล่ำดาวมารับประทานเพื่อคงความอร่อยและคุณค่าสารอาหารไว้คือ การลอกใบชั้นนอกออก 1-2 ใบ แล้วนำมาต้มในน้ำเดือดที่เติมเกลือเล็กน้อยเป็นเวลา 1 นาทีครึ่ง ถึง 3 นาที และวางไว้ให้เย็นโดยไม่แช่น้ำ หากนำกะหล่ำดาวมาปรุงเป็นเมนูประเภทซุปก็ควรรับประทานน้ำซุปให้หมดด้วย เพราะสารอาหารต่างๆ จากผักชนิดนี้จะละลายลงสู่น้ำซุป

ได้เห็นประโยชน์และคุณค่าอาหารของผักเหล่านี้ก็ทำให้นึกถึงพริกขี้หนูที่จิ๋วแต่สรรพคุณไม่จิ๋วเหมือนกัน เพื่อสุขภาพที่ดีลองหาผักดังกล่าวมาติดครัวไว้ดูนะ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 21/1/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a71,500.0071,600.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,622.0070,069.5272,400.00
ทองรูปพรรณ 90%4,159.8063,062.57n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,697.6056,055.62n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,079.9031,531.28n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,617.7024,524.33n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,789.6472,610.94n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 21/1/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.8530.8531.3530.8530.8530.8530.8530.8530.85
แก๊สโซฮอล์ 9130.4830.4830.7830.4830.4830.4830.4830.4830.48
แก๊สโซฮอล์ E2028.6428.6428.9428.6428.6428.6428.6428.64
แก๊สโซฮอล์ E8526.5926.5926.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.4816.48
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า