‘ปราการ’ ปักธงแผนที่โลก ชิงขุมทรัพย์ ‘นิวเวิลด์ วิสกี้’

‘วิสกี้โลกใหม่’ ชิงพื้นที่คอทองแดง “ปราการ” กางแผนขยายตลาดผลักดันแบรนด์ไทยก้าวสู่โลก หลังนำร่อง 5 ประเทศ ญี่ปุ่น อินเดีย เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ เล็งเจาะ “สหรัฐ” ชิงขุมทรัพย์
ย้อนไปปี 2551 ยักษ์ใหญ่น้ำเมา “ไทยเบฟเวอเรจ” เข้าซื้อกิจการ Pacific Spirits(UK) Limited ที่มีโรงกลั่นสุรา Inver House Distillers ในประเทศสกอตแลนด์รวม 5 แห่ง กลายเป็นฐานทัพสำคัญ และมีแบรนด์สกอตวิสกี้ในพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลาย
ผ่านไปเกือบ 2 ทศวรรษ จากสกอตวิสกี้ “ไทยเบฟ” ได้ต่อยอด Know How จาก Inver House มาสู่ไทย ด้วยการผลิต “ซิงเกิล มอลต์ วิสกี้ สัญชาติไทย” ยี่ห้อแรก “ปราการ”(PRAKAAN)ออกสู่ตลาดได้สำเร็จเมื่อเดือนตุลาคม 2565
กว่า 1 ปีที่แจ้งเกิดปราการ ไม่เพียงขายและทำตลาดในประเทศไทย แต่บริษัทส่งกลับไปบุกตลาดบ้านเกิด ถิ่นของวิสกี้ที่แท้จริงด้วย
โสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ฉายภาพว่า ในช่วง 12 เดือน หรือรอบ 1 ปี “ปราการ” ได้เปิดตัวเพื่อทำตลาดใน 5 ประเทศสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย ฝรังเศส เยอรมัน และอังกฤษเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และตลาดต่างแดนสามารถทำยอดขายเติบโต 200%
ทว่า ก้าวต่อไป คือการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่ม หนึ่งในนั้นคือการปักหมุดหน้าต่างบานใหญ่สู่ตลาดโลกคือ “สหรัฐ” ที่จะไปท้าชนกับตลาด “เบอร์เบิน”(Bournon) ที่ถือเป็นวิสกี้สัญชาติอเมริกัน จากที่โลกมี “สกอตวิสกี้” เป็นตลาดใหญ่

ตลาดวิสกี้มีศักยภาพและโอกาสเติบโต โดย “โสภณ” แบ่งปันข้อมูลการตลาดวิสกี้โลกที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย(CAGR)4.82% ถึงปี 2573 ผลักดันมูลค่าตลาดแตะ 1.05 แสนล้านดอลลาร์ จากมูลค่าประมาณตลาด 8.32 หมื่นล้านดอลลาร์ [ที่มา: Market Reports World, Whisky Market Report, Dec 2025]

ลงลึกหมวดหมู่(แคทิกกอรี) “ซิงเกิลมอลต์วิสกี้” ยังน่าจับตามองด้วยแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งมูลค่าตลาดปี 2568 มีประมาณ 3,970 ล้านดอลลาร์ จะขยายตัวแตะ 5,310 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีประมาณ 6% [ที่มา: Research and Markets via GlobeNewswire, June 2024]
แม้ “ซิงเกิลมอลต์ วิสกี้” จะเติบโต แต่ตลาดน้ำเมาหมวดวิสกี้มีหลากหลาย ทั้งโลกเก่าหรือต้นตำรับอย่างสกอตวิสกี้ หรือแม้กระทั่งมี เบอร์เบอน วิสกี้สัญชาติอเมริกันท้าชน แต่ยังมี “วิสกี้โลกใหม่” หรือ New world Whisky ที่ฉีกกฏบางอย่างของความเป็นวิสกี้เพื่อหาช่องว่างตลาดสร้างการเติบโต เช่น ไม่ต้องระบุอายุในการบ่มสุรา
วิสกี้โลกใหม่ ไม่ต่างจากไวน์โลกใหม่ ที่กำลังหาที่ยืนในตลาด โดยฝั่งเอเชียมี “ญี่ปุ่น” ที่ผลิตวิสกี้แบรนด์ต่างๆออกมาจนได้รับความนิยมล้นหลาม ส่วน “ไทย” มียี่ห้อ “ปราการ” เป็นแบรนด์แรกที่ผลิต หลังไทยเบฟ ลงทุนราว 2,000 ล้านบาท สร้างโรงงานที่กำแพงเพชร
การจะไปตลาดโลก ไทยเบฟ ได้ส่ง “ปราการ” เข้าประกวดเพื่อหารางวัลมา “การันตี” ซึ่ง “ปราการ” Select cask ชนะหรือ Catgory Winnerในหมวดไม่กำหนดอายุหรือ Single Malt Whisky No Age Statement จากเวที World Whiskies Awards 2025
“ภาพใหญ่ตลาดสุรา ไทยเบฟเราคือเบอร์ต้นๆของตลาด ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดเกือบ 90% หากพูดถึงสุรา ถือว่ามีหลายแคทิกอรี อย่างตลาดวิสกี้ในโลกถือว่าขนาดใหญ่มาก แต่มีการผลิตทั่วทุกภูมิภาคของโลก ไม่จำกัดแค่สกอตแลนด์ หรืออังกฤษ และแนวโน้มตลาดใน 5 ปีข้างหน้ากำลังเติบโต”
ปัจจัยที่หนุนให้ตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้เติบโต เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนหลังโควิด-19 ระบาด โดยเมื่อเดินทาง เข้าชอปปิงที่ร้านดิวตีฟรี จะเห็นการเปลี่ยนจาก “หนีการดื่มไวน์พรีเมียม” ไวน์ราคาสูงมาดื่มวิสกี้มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับวิสกี้ เช่นเดียวกับเข้าใจวัฒนธรรม เรื่องราวการดื่มไวน์ ที่ราคาอาจใกล้เคียงกัน ซึ่งผู้บริโภคต้องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะการดื่มนอกบ้านน้อยลง
เมื่อการดื่มวิสกี้ ต้องมีเรื่องเล่าของสินค้าเหมือนกับไวน์ รวมถึงการสร้างความแตกต่าง “ปราการ” จึงรังสรรค์สินค้า บรรจุภัณฑ์ที่มีเอกชน ส่วนสตอรีของแบรนด์ คือต้นกำเนิดทั้งแหล่งน้ำ แหล่งมรดกโลก กำแพงเพชร เป็นต้น เพื่อเทียบชั้นกับวิสกี้ระดับโลก ที่ปัจจุบันยกระดับการมอบประสบการณ์ไปเยือนแหล่งผลิต นวัตกรรมการผลิตให้กลุ่มเป้าหมายได้ไปสัมผัส
“กลยุทธ์ เบื้องหลังของปราการ แหล่งกำเนิดสร้างความภาคภูมิใจความเป็นไทยกับซิงเกิลมอลต์ วิสกี้ตัวแรกของเมืองไทย ยังมีความหลงใหลหรือ Passion ของทีมงานที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเกิดจากไทยเบฟมีโรงเหล้า 5 โรงในสกอตแลนด์ภายใต้ Inver House ทำให้เข้าใจวิธีการผลิตซิงเกิลมอลต์อย่างดี เราส่งคนไทยไปเรียนรู้ เข้าใจการทำงานของคนสกอตแลนด์จริงๆนำเทคโนโลยี ศิลปะ Passion กลับมาสร้างความเป็นไทย มองหาต้นกำเนิด จนได้ซิงเกิลมอลต์สัญชาติไทยได้สำเร็จ”
การทำตลาดคู่ขนานทั้งไทยและต่างประเทศ ตัวอย่างก้าวแรก “ญี่ปุ่น“ ตลาดให้การตอบรับดี โดยเฉพาะการสามารถวางจำหน่ายสินค้า 3 รายการพร้อมกันในชั้นวาง(จุดขาย)ที่อยู่ระดับสายตา ซึ่งปกติจะยกให้กับสินค้าขายดี หรือแบ่งพื้นที่ให้กับแบรนด์ระดับโลก
แผน 3-5 ปีของ “ปราการ” ยังมองหาโอกาสตลาดใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาสูตรน้ำเมาอย่างต่อเนื่อง เติมเต็มพอร์ตโฟลิโอ ที่อาจมีสินค้าตัวที่ 4-5 มาเสริมแกร่ง
ภาพใหญ่ “ไทยเบฟ” ไม่ได้มีแค่วิสกี้โลกใหม่จาก “ไทย” แต่ “นิวซีแลนด์” ที่บริษัทไปซื้อกิจการ “Cardrona Distillery” เป็นอีกสินค้าที่จะขยายตลาดตีคู่กันไปด้วย
“นิวเวิลด์ วิสกี้ตลาดเติบโตดี อย่างญี่ปุ่นจะเห็นว่าวิสกี้ที่ไม่ระบุอายุการบ่ม สามารถสร้างผลงานได้ดี ผู้บริโภคตามหาซื้อจนหมดประเทศ ซึ่งเทรนด์นิวเวิลด์ วิสกี้ เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงนิวซีแลนด์ที่ไทยเบฟเรามี Cardona ทำตลาดอยู่ ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นคือผู้บริโภคที่หลงใหลซิงเกิลมอลต์วิสกี้เริ่มมีทางเลือกมากขึ้น อย่างสกอตแลนด์อาจใช้เวลาผลิต 5 ปีจึงได้ดื่มแต่ของไทยด้วยสภาพอากาศ วิธีการทำที่แตกต่าง เพียง 2-3 ปีสามารถผลิตออกมาดื่มได้”
ทรงวิทย์ ศรีธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจสุรา ประเทศไทย บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า การรุกตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในประเทศไทย “ปราการ” สร้างยอดขายปี 2568 เติบโต 28% [ที่มา: NielsenIQ, Retail Measurement Thailand – Whisky Index, FY2024-2026] สะท้อนผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจกับซิงเกิลมอลต์วิสกี้มากยิ่งขึ้น
ตลาดซิงเกิลมอลต์วิสกี้ในไทยยังมีโอกาส หากพิจารณาประชากรไทย 65 ล้านคน มีราว 1.5 ล้านคนที่เป็น “คอน้ำเมาซิงเกิลมอลต์วิสกี้” หรือ Single Malt Drinker คิดเป็นประมาณ 2% เทียบกับผู้บริโภคที่กดื่มวิสกี้พรีเมียม 10 ล้านคน สะท้อนโอกาสที่บริษัทจะขยายฐานลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น
“หากมองตลา 1.5 ล้านคนที่เป็นคอซิงเกิลมอลต์วิสกี้ อาจเป็นตลาดขนาดเล็ก แต่อีกมุมสะท้อนว่าตลาดมีโอกาสเติบโตได้อีก”

หมากรบของ “ปราการ” คือรุกทุกช่องทางจำหน่ายทั้ง On-Premise และ Off-Premise กว่า 1,600 แห่ง แบ่งเป็น โรงแรม ผับ บาร์ ร้านอาหารฯ กว่า 400 แห่ง ร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้ากว่า 100 แห่ง และร้านค้าปลีกสมัยใหม่กว่า 1,100 แห่ง ปีนี้ยังเดินหน้าขยายเพิ่ม
“เราทำตลาดคู่ขนานทั้งในไทยและต่างประเทศ สิ่งที่ทำได้ดี เรายังมุ่งมั่นลุยต่อเพื่อผลักดันเป้าหมาย ภายใต้โจทย์การตีตลาดนิวเวิลด์ วิสกี้ เพื่อจะนำปราการ ความเป็นไทยก้าวสู่เวิลด์คลาส”
ด้านภาพรวมตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2569 คาดการณ์จะมีโอกาสขยายตัวได้ จากหลากปัจจัย ทั้งการเลือกตั้ง หนุนมีรัฐบาลใหม่ มีเสถียรภาพ และเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปลุกการจับจ่ายใช้สอย การแข่งขันฟุตบอลโลกที่ยาวนานขึ้น จากการเพิ่มจำนวนทีมการแข่งขัน และเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ ปลุกความคักคัก สร้างสีสัน ที่สำคัญคือกลยุทธ์ของไทยเบฟ ในการวางสินค้า “ปราการ” ให้ถูกช่องทาง เจาะกลุ่มเป้าหมายแม่นยำ การบริหารค่าใช้จ่ายทำตลาดได้ถูกที่
“ตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2568 ที่สิ้นสุดลงคือปีแห่งความท้าทาย เพราะเป็นปีที่เผชิญเหตุผลกระทบแผ่นดินไหวที่คนต้องจำจำในชีวิต ฤดูร้อนที่สั้นกระทบตลาดเครื่องดื่มทั้งหมวดแอลกอฮอล์และไม่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งปกติหากอากาศร้อนมากเป็นโอกาสขายสินค้า รวมถึงมีปัญหาชายแดนมีความตึงเครียด การยุบสภา และความขัดแย้งชายแดนอีกระลอก..ท้าทายมาก”
สำหรับธุรกิจสุราของไทยเบฟ ถือเป็นเสาหลักสำคัญ ปี 2568 ทำรายได้รวมกว่า 1.18 แสนล้านบาท ลดลง 1.8% ส่วนกำไรสุทธิ 1.98 หมื่นล้านบาท ลดลง 7% ตามแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทจะใช้เงินลงทุน 2,000 ล้านบาท ในธุรกิจสุรา โดยกึ่งหนึ่งเป็นการลงทุนตามปกติ บำรุงรักษาเครื่องจักร
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
แสนสิริ–Phuketian Coffee ปั้นคอมมูนิตี้กาแฟสู่ Soft Power

แสนสิริ–Phuketian Coffee ปั้นคอมมูนิตี้กาแฟดันบาริสต้าภูเก็ต สู่ Soft Power เมืองท่องเที่ยวระดับโลกเปิดเวที Sip & Inspireใช้กาแฟเป็นกลไกขับเคลื่อน
แสนสิริ ภูเก็ต เดินเกม beyond property ต่อยอดบทบาทจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สู่การเป็นไลฟ์สไตล์แบรนด์ที่ร่วมสร้างคุณค่าให้ชุมชน จับมือ Phuketian Coffee สมาคมกาแฟหรอยภูเก็ต นำโดย ฟิวเจอร์ กิตติภพ แชมป์ Thailand National Barista 2025 จัดงาน “Sansiri Phuket Sip & Inspire” เฟสติวัลกาแฟและเวทีแข่งขันของบาริสต้ารุ่นใหม่
เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้บาริสต้าภูเก็ตและผู้สมัครจากทั่วประเทศ ได้แสดงศักยภาพผ่านโจทย์ Taste of Phuket ถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านเมนูกาแฟสร้างสรรค์ ณ The Society เชิงทะเล ภูเก็ต โดยผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ธนกร ยอแสงรัตน์ จากร้าน Asterisk Espresso
“เติบโตไปด้วยกัน” กลยุทธ์ธุรกิจที่เริ่มจากชุมชน
ภูมิชาย มัธยมภพภิญโญ กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจพัฒนาโครงการภาคใต้ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) สะท้อนแนวคิดว่า การเติบโตอย่างยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากธุรกิจเดินลำพัง
“Sip & Inspire คือพื้นที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านกาแฟและบาริสต้าได้ทดลอง แสดงศักยภาพ และต่อยอดจริง จากวัตถุดิบท้องถิ่นที่เป็น soft power ของภูเก็ต เราเชื่อว่าการสร้างแรงบันดาลใจและระบบนิเวศที่แข็งแรง จะทำให้เมืองเติบโตได้ในระยะยาว”
ความร่วมมือกับ BEANS Coffee Roaster จึงไม่ใช่แค่อีเวนต์ระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานการเรียนรู้และพัฒนาวงการกาแฟภูเก็ตอย่างเป็นระบบ
กาแฟ–ผู้คน–พื้นที่ ยกระดับ Soft Power ภูเก็ต
Sip & Inspire ถูกออกแบบให้เป็นมากกว่างานคอฟฟี่มาร์เก็ต แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ผ่าน 3 แกนหลัก
People สนับสนุนผู้ประกอบการร้านกาแฟท้องถิ่น เปิดเวทีให้บาริสต้ารุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ รังสรรค์เมนู และต่อยอดสู่โอกาสทางอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม
Place ผลักดัน The Society ให้เป็นคอมมูนิตี้สเปซของย่านเชิงทะเล พื้นที่พบปะ แลกเปลี่ยนแรงบันดาลใจ และเชื่อมโยงแพชชั่นของคนเมืองและนักท่องเที่ยว
Planet ต่อยอดความยั่งยืนผ่าน ไร่แสนชัย ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ลดการเผา ปกป้องป่า สร้างรายได้ให้เกษตรกร และดึงคนรุ่นใหม่กลับคืนถิ่น
มากกว่าการแข่งขัน คือโอกาสทางธุรกิจจริง
อีกหนึ่งจุดเด่นของ Sip & Inspire คือ การต่อยอด “เมนูชนะเลิศ” สู่การจำหน่ายจริงโดยเมนูที่ได้รับรางวัลจะวางขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ BEANS Coffee Roaster สาขา The Society ภูเก็ต และที่ร้านของผู้ชนะการแข่งขันเท่านั้น พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 30,000 บาท
ชัยชนะบนเวทีจึงไม่ใช่เพียงถ้วยรางวัล แต่คือการเปิดประตูให้บาริสต้ารุ่นใหม่ก้าวสู่เส้นทางอาชีพอย่างยั่งยืน และสะท้อนพลังของกาแฟแก้วเล็กๆ ที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูเก็ตทั้งเมือง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 26 ม.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ตามเยนแข็งค่า -ทองพุ่ง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 26 ม.ค. แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 31.19 บาทต่อดอลลาร์
- การแข็งค่าของเงินบาทเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งถูกกดดันจากกระแสคาดการณ์ว่าทางการสหรัฐฯ และญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น
- ราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้น” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.19 บาทต่อดอลลาร์
มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 30.80- 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และมีจังหวะแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 30.92-31.24 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวลว่า ทางการสหรัฐฯ อาจร่วมมือกับทางการญี่ปุ่นในการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ส่งผลให้ เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 155 เยนต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดประเมินว่า Rick Rieder มีโอกาสได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน FED คนใหม่ และที่สำคัญ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ กอปรกับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ร้อนแรงขึ้น ก็หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และยิ่งหนุนการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 และความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ผลการประชุม FOMC พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ที่อาจกระทบต่อตลาดค่าเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาท (USDTHB) จะมีกำลังมากขึ้น หลังเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากอานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและการแข็งค่าขึ้นของเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อ จนทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ทว่า เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลง โดยเฉพาะในกรณีที่ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และผลการประชุม FOMC กอปรกับ ทางการของไทย อย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) ได้ส่งสัญญาณชัดเจน ว่า ต้องการเห็นเงินบาทเคลื่อนไหวสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน (ซึ่งควรจะอ่อนค่าลงกว่าระดับปัจจุบัน) ซึ่งต้องจับตาการออกมาตรการต่างๆ ของ BOT เพื่อลดทอนอานิสงส์ของปัจจัยหนุนเงินบาท อย่าง ราคาทองคำ และที่น่าสนใจ เราพบว่า สัญญาจากตลาด Options สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มมุมมอง “เชิงลบ” ต่อเงินบาทมากขึ้น สะท้อนว่า ผู้เล่นในตลาดอาจประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงพลิกกลับมาอ่อนค่าได้พอควร เมื่อแข็งค่าเข้าใกล้โซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์
ทั้งนี้ เรายอมรับว่า เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อได้ ตราบใดที่ ราคาทองคำ (XAUUSD) ยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่เรามองว่า ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” เสี่ยงเข้าสู่การพักฐาน (Correction) ในระยะสั้นได้ไม่ยาก หากอ้างอิงจากสถิติในอดีต นอกจากนี้ หากมีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) จริง อาจช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นได้บ้าง แต่ต้องเห็นปัจจัยหนุนสำคัญ เช่น ผู้เล่นในตลาดเชื่อมั่นในธีม Sell America มากขึ้น หรือ มั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้มากกว่าที่กำลังคาดหวังอยู่ และหากเงินบาทแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้จริง พร้อมแข็งค่าต่อทดสอบโซน 30.50-30.75 บาทต่อดอลลาร์ เรามองว่า เงินบาทแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน (แถว 33-34 บาทต่อดอลลาร์) หรือเข้าสู่โซน Overvalued อย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะอ่อนค่าลงในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า
ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์
เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนสูง โดยมีโอกาสแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผลการประชุม FOMC ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของFED แต่หากเกิดการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจริง อาจกดดันเงินดอลลาร์เพิ่มเติม
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED โดยเราประเมินว่า FED จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50-3.75% สอดคล้องกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ทว่าผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาแถลงการณ์การประชุม FED และถ้อยแถลงของประธาน FED Jerome Powell ในช่วง Press Conference อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ท่ามกลางประเด็นความเป็นอิสระของ FED และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะหลังที่ทยอยออกมาดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ และหุ้นธีม AI/Semiconductor ซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศของตลาดการเงินได้ รวมถึงรอจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ และพันธมิตร อาทิ อิสราเอล อาจเปิดฉากโจมตีอิหร่าน หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ระบุว่า สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหาร โดยเฉพาะ กองเรือขนาดใหญ่ เข้าพื้นที่ตะวันออกกลาง โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่พุ่งสูงขึ้น ได้ส่งผลให้ หลายสายการบิน อย่าง Air France และ KLM ได้ยกเลิกเที่ยวบินที่ผ่านน่านฟ้าของตะวันออกกลาง
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน ในไตรมาสที่ 4 ปี 2025 อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของยูโรโซน ที่สำรวจโดย ECB และ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนมกราคม
▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาท่าทีของทางการญี่ปุ่น ว่าจะมีการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) หรือไม่ หลังในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินเยนญี่ปุ่นได้พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น “เร็วและแรง” จนมีการพูดถึงในตลาดการเงินว่า New York FED ได้เข้าเช็คอัตราแลกเปลี่ยน (Rate Checks) ซึ่งมักจะดำเนินการโดยทางการญี่ปุ่นและเกิดขึ้นก่อนการเข้าแทรกแซงค่าเงิน (Yen Intervention) ทั้งนี้ ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงาน ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม ส่วนฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Non- Manufacturing PMIs) ในเดือนมกราคม
▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างและผลกระทบของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนธันวาคม
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สู้เต็มที่แล้ว! “น้องพิ้งค์” พ่าย “เฉิน ยู่เฟย” จบรองแชมป์ อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2026

การแข่งขันแบดมินตันรายการ อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2026 ทัวร์นาเมนต์ระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 500 ที่อิสโตรา เสนายัน กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569
ประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ “น้องพิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ มืออันดับ 36 ของโลกชาวไทย พบกับ เฉิน ยู่เฟย มือวางอันดับ 1 ของรายการ และ มือ 4 โลกจากจีน
สถิติการพบกันที่ผ่านมาคู่นี้เจอกันเพียงครั้งเดียวในรอบแรกของศึกมาเลเซีย โอเพ่น 2026 เป็นทางด้าน เฉิน ยู่เฟย ที่ประสบการณ์เหนือกว่า เอาชนะไปได้ 2-1 เกม
เกมแรก เฉิน ยู่เฟย คุมจังหวะเกมออกนำ 11-7 อย่างไรก็ตาม “น้องพิ้งค์” พยายามสู้ก่อนไล่ตามตีเสมอ 20-20 ได้สำเร็จ แต่ในช่วงท้ายพ่ายไป 21-23 ตกเป็นฝ่ายตามหลัง 0-1 เกม
เกมสอง นักตบลูกขนไก่ชาวไทย เริ่มต้นได้ดีออกนำ 11-10 แต่แล้ว เฉิน ยู่เฟย ที่กลับมาคุมเกมได้อีกครั้งเป็นฝ่ายไล่ตบทำแต้มต่อเนื่องก่อนปิดเกมเอาชนะไปได้ 21-13 ทำให้เอาชนะไปได้ 2-0 เกม
จากผลการแข่งขันในเกมนี้ทำให้ เฉิน ยู่เฟย คว้าแชมป์แบดมินตัน อินโดนีเซีย มาสเตอร์ส 2026 ไปครอง ส่วน “พิ้งค์” พิชฌามลณ์ นักแบดมินตันสาวไทยวัย 19 ปี ทำได้ดีที่สุดด้วยการคว้ารองแชมป์
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไทยเสี่ยงแค่ไหน? การแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)

“หมอยง” เผยความเสี่ยงของประเทศไทยในการระบาดของ ไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) แม้ยังไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศไทย
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว “Yong Poovorawan” เกี่ยวกับ “การระบาดไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) กับความเสี่ยงในประเทศไทย” ว่า ตั้งแต่เริ่มพบมีการระบาดของ โรคนิปาห์ ในปีพ.ศ 2541 ถึง 2542 เป็นการระบาดใหญ่ที่สุด เกิดขึ้นที่มาเลเซีย ในรัฐ Perak การระบาดลงทางใต้ไปถึงสิงคโปร์ มีผู้ป่วยทั้งสิ้น 265 ราย เสียชีวิตกว่า 108 คน
ลักษณะ อาการไวรัสนิปาห์ ขณะนั้น จะมีอาการไข้สูง และมีการอักเสบของสมอง ในระยะแรกจึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคไข้สมองอักเสบ JE เมื่อมีการปราบยุงโรคก็ไม่ได้ยุติ ต่อมาจึงรู้ว่ามีความสัมพันธ์กับหมู และแยกไวรัสได้ จากหมู โรคมีความรุนแรงมาก และรู้ว่าต้นตอคือค้างคาวกินผลไม้ น้ำลายค้างคาวติดกับผลไม้ ลงไปในคอกหมูแล้วจึงติดต่อระหว่างหมูสู่หมู แล้วจากหมูจึงเข้าสู่คน อัตราตายสูง แต่ไม่ระบาดเข้าไทย
สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คน
ต่อมาหลังจากนั้น ก็พบโรคนี้มีการระบาดเป็นหย่อมๆตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา จะพบมากที่เอเชียใต้โดยเฉพาะ ที่บังคลาเทศ แต่การพบจะมีลักษณะที่แตกต่างจากที่พบในมาเลเซีย เพราะเป็นการติดต่อจากค้างคาวสู่คนโดยผ่านทาง ผลไม้สด หรือน้ำผลไม้ โดยเฉพาะน้ำอินทผลัมสด ลักษณะอาการเริ่มเปลี่ยนไปจะเป็นไข้และมีอาการปอดบวมอย่างรุนแรง การระบาดจากค้างคาวสู่ คนโดยตรงและจากคนสู่คน และเป็นกลุ่มเล็กๆมาโดยตลอด จนถึงปัจจุบันที่มีการระบาดที่อินเดีย
โรคนี้สามารถติดต่อระหว่างคนสู่คนได้เช่นเดียวกับคนไปสัมผัสตัวกลางที่เป็นหมู โดยสัมผัสสารคัดหลั่ง เลือด แต่โอกาสนี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย แบบโรคทางเดินหายใจที่ระบาดอย่างกว้างขวางเช่นไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด 19
ความเสี่ยงในประเทศไทย
แม้ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน แต่ประเทศมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการที่เอื้อต่อการเกิดการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน ไวรัสนิปาห์พบในค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus เป็นรังโรคตามธรรมชาติ ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน วัด และสวนผลไม้ เพิ่มโอกาสการปนเปื้อนของเชื้อผ่านน้ำลายหรือปัสสาวะค้างคาวสู่สิ่งแวดล้อมและอาหาร
ประเทศไทยมีลักษณะการเกษตรและพฤติกรรมการบริโภคบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด spillover เช่น สวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ชุมชน การบริโภคผลไม้สดหรือเครื่องดื่มคั้นสด รวมถึงการบริโภคอาหารดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ในบางพื้นที่ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดการติดเชื้อในสัตว์ อาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (amplifying host) คล้ายกับการระบาดที่ประเทศมาเลเซียในอดีต
ในด้านระบบสาธารณสุข ผู้ป่วยนิปาห์มักมีอาการสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งอาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคติดเชื้ออื่นในระยะเริ่มต้น และหากเป็นสายพันธุ์ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คน อาจเกิดการแพร่เชื้อในครอบครัวหรือสถานพยาบาลได้ ดังนั้น ถึงแม้ความเสี่ยงในการเกิดโรคในปัจจุบันถึงจะอยู่ในระดับต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงควรมีการเฝ้าระวังเชิงรุกและเตรียมความพร้อมตามแนวคิดของสุขภาพหนึ่งเดียว ที่ดูแล ทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Adverb of Frequency คืออะไร? สรุปหลักการใช้ Always, Usually, Never วางตรงไหนให้ถูกเป๊ะ!

“I go to the gym.” (ฉันไปยิม) กับ “I always go to the gym.” (ฉันไปยิมตลอด/สม่ำเสมอ) สองประโยคนี้ความหมายต่างกันมหาศาลเลยใช่ไหมครับ? ประโยคแรกบอกแค่ว่าไป แต่ประโยคหลังบอกถึง “นิสัย” และ “วินัย” ของผู้พูด
คำที่เติมเข้ามาเพื่อขยายความบ่อยนี้แหละครับที่เราเรียกว่า Adverb of Frequency เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณเล่าเรื่องกิจวัตรประจำวัน (Daily Routine) และนิสัยส่วนตัวได้ชัดเจนและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น แต่ปัญหาที่คนไทยส่วนใหญ่เจอคือ “ไม่รู้จะเอาไปแทรกตรงไหนของประโยค” เดี๋ยววางหน้า เดี๋ยววางหลัง จนสับสนไปหมด วันนี้ EngDuo Thailand จะมาสรุปหลักการใช้แบบม้วนเดียวจบ ให้คุณเข้าใจว่า Adverb of Frequency คือ อะไร และใช้อย่างไรให้เหมือนเจ้าของภาษา
นิยาม: Adverb of Frequency คือ อะไร?
Adverb of Frequency (กริยาวิเศษณ์บอกความถี่) คือ คำที่ใช้ขยายคำกริยา เพื่อบอกว่าเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้น “บ่อยแค่ไหน” (How often?) โดยเราสามารถแบ่งระดับความบ่อยได้เป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้นครับ
ระดับความถี่ที่ควรรู้ (The Scale of Frequency)
- Always (100%): เสมอ, ตลอด, ทุกครั้ง
- Usually / Generally (80-90%): โดยปกติ, ส่วนใหญ่
- Often / Frequently (60-70%): บ่อยๆ
- Sometimes (50%): บางครั้ง (ครึ่งๆ กลางๆ)
- Seldom / Rarely (10-20%): นานๆ ที, แทบจะไม่
- Never (0%): ไม่เคยเลย
กฎเหล็ก 3 ข้อ: วางตรงไหนถึงจะถูก? (Placement Rules)
นี่คือจุดปราบเซียนครับ! เพราะภาษาไทยเราพูดว่า “ฉันกินข้าวเช้า เสมอ” (วางไว้หลังสุด) แต่ในภาษาอังกฤษ ตำแหน่งของมันขึ้นอยู่กับ “ประเภทของคำกริยา” ในประโยคครับ
กฎข้อที่ 1: วางไว้ “หน้า” กริยาแท้ (Before Main Verb)
ถ้าประโยคมีกริยาทั่วไป (กิน, เดิน, นอน, เที่ยว) ให้เอา Adverb ไปขวางหน้ามันเลยครับ
- Structure: Subject + Adverb + Main Verb
- Ex: I always drink coffee in the morning. (ฉันดื่มกาแฟตอนเช้าเสมอ)
- Ex: He never eats vegetables. (เขาไม่เคยทานผักเลย)
กฎข้อที่ 2: วางไว้ “หลัง” Verb to be (After Verb to be)
ถ้ากริยาหลักคือ Is, Am, Are, Was, Were ห้ามวางหน้ามันเด็ดขาด ต้องวางข้างหลังครับ
- Structure: Subject + Verb to be + Adverb
- Ex: She is always happy. (เธอมีความสุขเสมอ – ห้ามพูดว่า She always is happy)
- Ex: They are never late. (พวกเขาไม่เคยสายเลย)
3. วางไว้ “ระหว่าง” กริยาช่วยและกริยาแท้ (Between Auxiliary & Main Verb)
ถ้าประโยคมีกริยาช่วย (will, can, have, must) ให้แทรกตรงกลางครับ
- Structure: Subject + Aux + Adverb + Main Verb
- Ex: I will always love you. (ฉันจะรักคุณเสมอ)
- Ex: You can sometimes see foxes here. (คุณสามารถเห็นจิ้งจอกได้บ้างในที่นี้)
ตาราง: เช็กความแม่นยำ ตำแหน่งไหนผิด ตำแหน่งไหนถูก?
ลองดูตารางเปรียบเทียบข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้คุณไม่เผลอใช้ผิดครับ
| คำศัพท์ (Adverb) | ❌ ประโยคที่ผิด (Common Mistakes) | ✅ ประโยคที่ถูกต้อง (Correct Usage) | เหตุผล (Reason) |
| Always (เสมอ) | I go always to school by bus. | I always go to school by bus. | ต้องอยู่ หน้า กริยาแท้ (go) |
| Never (ไม่เคย) | She never is sad. | She is never sad. | ต้องอยู่ หลัง Verb to be (is) |
| Often (บ่อยๆ) | I have often been to Japan. | I have often been to Japan. | แทรกกลางระหว่าง Have (ช่วย) กับ Been (แท้) |
| Sometimes (บางครั้ง) | Sometimes I play football. (ถูก) | I play football sometimes. (ถูก) | ข้อยกเว้น: Sometimes วางหน้าหรือหลังสุดก็ได้ |
| Rarely (แทบจะไม่) | I don’t rarely eat meat. | I rarely eat meat. | Rarely เป็นคำลบอยู่แล้ว ห้าม ใส่ not ซ้ำ |
เทคนิคพิเศษที่โรงเรียนอาจไม่ได้สอน
- คำที่มีความหมายเป็นลบ (Negative Adverbs): คำว่า Never, Seldom, Rarely, Hardly มีความหมายว่า “ไม่” ในตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น ห้ามใช้คู่กับ don’t / doesn’t / didn’t อีก ไม่งั้นจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ (Double Negative)
- ❌ I don’t never smoke.
- ✅ I never smoke.
- Adverb ที่ยืดหยุ่นได้: คำว่า Sometimes, Usually, Normally, Often สามารถย้ายไปไว้ ต้นประโยค หรือ ท้ายประโยค ได้ เพื่อเน้นความหมาย
- Sometimes I get up early. (เน้นว่า บางทีนะ ก็ตื่นเช้า)
- I get up early sometimes.
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
GISTDA เปิดพิมพ์เขียวท่าอวกาศยาน “เกาะจวง–เกาะจาน จ.ชลบุรี” เหมาะสูงสุด

- ผลการศึกษาของ GISTDA ชี้ว่าพื้นที่เกาะจวง–เกาะจาน จ.ชลบุรี มีความเหมาะสมสูงสุดสำหรับจัดตั้งท่าอวกาศยาน (Spaceport) แห่งแรกของไทย
- ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกาะจวง–เกาะจานเหมาะสมคือ มีต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นต่ำที่สุด (376 ล้านบาท)
- แผนการพัฒนาเสนอให้เริ่มต้นจากการปล่อยจรวดในระดับ Suborbital (วงโคจรย่อย) เพื่อสร้างรากฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรก่อนขยายสู่การเป็นฮับอวกาศเต็มรูปแบบ
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด (KPMG) เปิดเผยผลการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งท่าอวกาศยาน (Spaceport) ของประเทศไทย
ระบุ ศักยภาพของโครงการ ด้วยการเริ่มต้นลงทุนพร้อมผลวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Economic NPV) ที่เป็นบวก และผลตอบแทนทางสังคม (SROI) 1.79 เท่า
เสนอแผนโรดแมปเริ่มจากระดับ Suborbital เพื่อวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร ก่อนก้าวสู่การเป็นฮับอวกาศเต็มรูปแบบในอนาคต
ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยว่า รายงานผลการศึกษาฉบับนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ (Milestone) ของการเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ “เศรษฐกิจอวกาศใหม่” (New Space Economy)
โดยสาระสำคัญคือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัว หรือต้องใช้งบประมาณมหาศาลเสมอไป
ผลการศึกษาชี้ชัดว่าประเทศไทยสามารถเริ่มต้นก้าวแรกด้วยการนำส่งแบบ Suborbital บนพื้นที่ที่มีความพร้อมทางกายภาพและภูมิศาสตร์ ซึ่งโครงการนี้ฯ ได้ศึกษาถึงการวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั้งมิติวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และผลกระทบทางสังคม
เพื่อหาโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบริบทของประเทศไทย (Best Fit for Thailand) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นว่า เรามีศักยภาพที่จะเปลี่ยนพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือพื้นที่ภาคใต้ให้กลายเป็นประตูสู่อวกาศได้
การศึกษาได้ทำการประเมินพื้นที่ศักยภาพ (Site Selection Analysis) จำนวน 3 แห่งด้วยกัน โดยพิจารณาจากปัจจัยด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย เส้นทางการบิน และต้นทุนการลงทุน
ผลการเปรียบเทียบปรากฏว่า พื้นที่แรกคือ “เกาะจวง–เกาะจาน จังหวัดชลบุรี” เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมสูงสุด โดยมีต้นทุนการลงทุนเริ่มต้นต่ำที่สุดอยู่ที่ 376 ล้านบาท เนื่องจากเป็นพื้นที่ราชพัสดุและอยู่ในเขตภูมิประเทศที่เอื้อต่อการปล่อยจรวด ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดินและการปรับสภาพพื้นที่ ,
ถัดมาคือพื้นที่ “สนามบินอู่ตะเภา จังหวัดระยอง” แม้จะมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการบินรองรับ แต่ต้องใช้งบประมาณลงทุนปรับปรุงกว่า 828 ล้านบาท เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอวกาศและไม่กระทบต่อการบินพาณิชย์
และพื้นที่สุดท้ายคือ “แหลมสนอ่อน จังหวัดสงขลา” แม้จะมีพิกัดทางภูมิศาสตร์ที่น่าสนใจ (ใกล้เส้นศูนย์สูตร) แต่พบข้อจำกัดด้านต้นทุนกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนจากการจัดซื้อที่ดินของเอกชน ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนระยะเริ่มต้นลดต่ำลง หากลงทุนจะใช้เวลาในการสร้างไม่เกิน 5 ปี
ในส่วนของมุมมองการวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Analysis) และเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis) รายงานได้จำแนกผลตอบแทนออกเป็นสองส่วนสำคัญ เพื่อสะท้อนภาพจริงของการลงทุนภาครัฐ
ซึ่งมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางเศรษฐกิจ (Economic NPV) ของพื้นที่เกาะจวง–เกาะจาน เป็นเพียงพื้นที่เดียวที่มีค่า Economic NPV เป็นบวก
สะท้อนว่าเมื่อนับรวมผลประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมที่จะเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การจ้างงานในอุตสาหกรรมไฮเทค การเติบโตของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และการท่องเที่ยวเชิงอวกาศ ประเทศจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าเม็ดเงินที่ลงทุนไป
ส่วนมูลค่าปัจจุบันสุทธิทางการเงิน (Financial NPV) ในทุกพื้นที่ศึกษา ค่า Financial NPV ยังคงติดลบ ซึ่งเป็นลักษณะปกติของโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Infrastructure Project) ในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่เน้นผลกำไรเชิงพาณิชย์ แต่เน้นการสร้างฐานรากเพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนในระยะยาว
ในด้านผลตอบแทนทางสังคม (SROI) จุดเด่นสำคัญของรายงานฉบับนี้คือการวิเคราะห์ ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI)
ซึ่งพบว่าการพัฒนา Spaceport ที่เกาะจวง–เกาะจาน จะสร้างผลตอบแทนกลับคืนสู่สังคมได้ถึง 1.79 เท่า นั่นหมายถึง เงินลงทุนทุก 1 บาท จะสร้างคุณค่าทางสังคมกลับคืนมาประมาณ 1.79 บาท ผ่านกลไกต่างๆ
ได้แก่ การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) การสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะด้าน STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) ให้กับเยาวชนและบุคลากรในประเทศ ,
ด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและวิศวกรไทย ,
ด้านความยั่งยืนของชุมชน การวางแผนลดผลกระทบต่อชุมชนและการสร้างรายได้ใหม่ในพื้นที่รอบโครงการ
ผู้อำนวยการ GISTDA เปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า คณะผู้จัดทำรายงานเสนอแนวทางการพัฒนาแบบ Phased Approach โดยแนะนำให้ประเทศไทยเริ่มต้นจากการพัฒนาขีดความสามารถในการทดสอบและปล่อยจรวดระดับ Suborbital (วงโคจรย่อย) ในระยะแรก (คาดว่าใช้เวลา 2-5 ปี)
โดยเป็นการลดความเสี่ยงซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อนเท่าการส่งเข้าวงโคจร (Orbital) และใช้งบประมาณน้อยกว่า ,
การสร้าง Experience & Expertise เป็นช่วงเวลาสำคัญในการเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงด้านการปฏิบัติการ (Operations) การบริหารจัดการน่านฟ้า การทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Standards)
และเป็นการเตรียมความพร้อมบุคลากรเป็นสนามฝึกซ้อม(Training Ground) ที่ดีที่สุดสำหรับวิศวกรและนักวิจัยไทยก่อนขยับไปสู่ภารกิจที่ใหญ่ขึ้น
แม้โครงการ Thailand Spaceport จะมีความท้าทายรออยู่ ทั้งในด้านความซับซ้อนทางเทคโนโลยี กฎระเบียบข้อบังคับ และสภาพภูมิศาสตร์ แต่ผลการศึกษานี้ยืนยันว่า “ความเป็นไปได้มีอยู่จริงและคุ้มค่า”
การลงทุนครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างฐานปล่อยจรวด แต่คือการ “ปักหมุด” (Positioning) ประเทศไทยลงบนแผนที่อวกาศโลก เป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมในการเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมอวกาศ และเป็นการเปิดประตูโอกาสมหาศาลให้กับคนรุ่นใหม่
และการตัดสินใจเดินหน้าโครงการนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญทางยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดอนาคตเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศในอีกทศวรรษข้างหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
9 นิสัย “การดื่มกาแฟ” แบบผิดๆ ที่อาจทำร้ายสุขภาพคุณโดยไม่รู้ตัว!

9 นิสัยการดื่มกาแฟที่อาจทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว พร้อมวิธีปรับเปลี่ยนเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น
สำหรับคอกาแฟหลายคน กาแฟแก้วโปรดคือพลังงานหลักในยามเช้า แต่รู้หรือไม่ว่านิสัยการดื่มบางอย่างอาจแอบแฝงโทษต่อร่างกายได้ หากเราไม่ระวังให้ดี นี่คือ 9 ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อให้การดื่มกาแฟของคุณส่งผลดีต่อสุขภาพอย่างเต็มที่ครับ
1. การใส่ครีมเทียมในปริมาณมาก
ครีมเทียมส่วนใหญ่ประกอบด้วยไขมันและแคลอรีที่สูงมาก เพียงแค่ 2 ช้อนโต๊ะอาจให้พลังงานถึง 60 แคลอรี และมีน้ำตาลแฝงถึง 10 กรัม การเปลี่ยนมาใช้ นมถั่วเหลือง หรือนมโอ๊ตสูตรไม่เติมน้ำตาล จะช่วยคงความหอมมันไว้ได้โดยไม่ต้องรับภาระจากไขมันและน้ำตาลส่วนเกิน
2. เติมน้ำตาลหรือไซรัปจนเกินพอดี
ไซรัปแต่งกลิ่นวานิลลาหรือคาราเมลเพียง 2 ช้อนโต๊ะ อาจมีน้ำตาลพุ่งสูงถึง 20 กรัม ซึ่งเป็นบ่อเกิดของปัญหาสุขภาพในระยะยาว ลองปรับเปลี่ยนด้วยการ ลดปริมาณสารให้ความหวานลงครึ่งหนึ่ง แล้วใช้ ผงซินนามอน (อบเชย) เข้ามาช่วยเพิ่มความหอมหวานแบบธรรมชาติแทน
3. มองข้ามคุณภาพของเมล็ดกาแฟ
เมล็ดกาแฟที่ปลูกแบบอุตสาหกรรมทั่วไปอาจมีสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงตกค้าง ซึ่งส่งผลเสียสะสมต่อร่างกายได้ การให้ความสำคัญกับ เมล็ดกาแฟออร์แกนิก หรือผลิตภัณฑ์ที่มีแหล่งผลิตชัดเจนและเชื่อถือได้ จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์จากกาแฟได้อย่างปลอดภัยกว่า
4. ดื่มกาแฟผิดเวลาหรือดื่มมากเกินไป
คาเฟอีนสามารถตกค้างในร่างกายได้นาน 6-14 ชั่วโมง การดื่มช่วงบ่ายจึงอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ และการดื่มตอนท้องว่างยังเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน ทางที่ดีควร ดื่มพร้อมมื้ออาหาร และเลี่ยงคาเฟอีนในช่วงบ่ายหากคุณเป็นคนที่ไวต่อสารนี้
5. พึ่งพาแต่รสชาติสังเคราะห์
แทนที่จะพึ่งพาน้ำหวานแต่งกลิ่นเพียงอย่างเดียว ลองดึงรสชาติจาก วัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ผงโกโก้ริช, ผงจันทน์เทศ หรือสารสกัดวานิลลาบริสุทธิ์ดูบ้าง เพราะนอกจากจะให้กลิ่นที่ลุ่มลึกแล้ว ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยต้านการอักเสบในร่างกายได้ด้วย
6. พลาดการเติมสารอาหารที่มีประโยชน์
เราสามารถอัปเกรดกาแฟให้เป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพได้ง่ายๆ ด้วยการเติม สารสกัดเสริม เช่น คอลลาเจนเปปไทด์เพื่อบำรุงผิว ผงโกโก้บริสุทธิ์ หรือผงเห็ดสกัด (Functional Mushrooms) เพื่อช่วยเรื่องการฟื้นฟูร่างกายหลังออกกำลังกาย
7. ติดกาแฟปรุงสำเร็จตามร้านดัง
เมนูกาแฟตามสั่งมักมาพร้อมกับน้ำตาลและวิปครีมจำนวนมหาศาล บางแก้วให้แคลอรีสูงกว่าอาหารหนึ่งมื้อเสียอีก การหันมา ชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน จะช่วยให้คุณควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและปริมาณน้ำตาลได้แบบ 100%
8. ดื่มกาแฟแทนน้ำเปล่า
แม้กาแฟจะเป็นของเหลว แต่คาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย เราจึง ไม่ควรใช้กาแฟทดแทนน้ำเปล่า แต่ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอตลอดทั้งวันเพื่อรักษาความสมดุลของระบบต่างๆ ในร่างกาย
9. ใช้อุปกรณ์ชงที่เป็นพลาสติก
ความร้อนจากน้ำที่ชงกาแฟอาจทำให้พลาสติกในเครื่องชงหรือแคปซูลละลายสารเคมีอันตราย เช่น BPA หรือ Phthalates ออกมา ซึ่งรบกวนระบบฮอร์โมนได้ เพื่อความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควรเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ชงที่ทำจาก สเตนเลส, แก้ว หรือเซรามิก แทน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 26/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซิ้อ กรัมละ | ราคารับซิ้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | – | 74,500.00 | 74,600.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,816.00 | 73,010.56 | 75,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,334.40 | 65,709.50 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,852.80 | 58,408.45 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,167.20 | 32,854.75 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,685.60 | 25,553.70 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,990.67 | 75,658.56 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 26/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







