จับตาราคาที่ดินทำเลทองย่านCBD ปี69 แนวรถไฟ้าBTS ‘สยาม-เพลินจิต -ชิดลม’ แตะตร.ว.ละ4ล้านบาท

- คาดการณ์ว่าราคาที่ดินย่านสยาม-เพลินจิต-ชิดลม จะปรับตัวสูงขึ้นแตะตารางวาละ 4 ล้านบาทภายในปี พ.ศ. 2569
- ราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางกับภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เนื่องจากเป็นทำเลไข่แดงใจกลางกรุงเทพฯ
- ปัจจัยหลักที่หนุนราคาคือการเป็นศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) มีโครงสร้างพื้นฐานสมบูรณ์ มีโครงการใหญ่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และที่ดินมีจำกัดแต่ความต้องการของนักลงทุนยังสูง
ราคาที่ดินใจกลางเมือง ย่านธุรกิจ (CBD) กรุงเทพมหานคร ยังปรับตัวต่อเนื่อง สวนทางเศรษฐกิจชะลอตัวกำลังซื้อที่อยู่อาศัยหดตัว โดยมีปัจจัยมาจากความเคลื่อนไหวของโครงการใหญ่ ทั้งอยู่ระหว่างการก่อสร้างและทยอยเปิดโครงการ การมองหาที่ดินและการเปลี่ยนมือของกลุ่มนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง รวมถึง ที่ดินแนวรถไฟฟ้าค่อนข้างหายากซึ่งล้วนเป็นตัวแปรทั้งสิ้นต่อการปรับขึ้นของราคาที่ดินบริเวณดังกล่าว
สะท้อนจากดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บริษัท เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส จำกัด หรือ AREA เปิดเผย” ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แนวโน้มราคาที่ดินทำเลใจกลางเมืองแนวรถไฟฟ้า ขยับขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณกว่า2-5% คาดการณ์ว่าปี2569 ทำเล สยามสแควร์ ชิดลม เพลินจิต ราคาที่ดินจะขยับแตะ4ล้านบาทต่อตารางวา เมื่อเทียบกับปี2568 อยู่ที่ 3.85 ล้านบาท/ตร.ว. (+2.7%)ซึ่งถือว่าเป็นทำเลไข่แดงของกรุงเทพฯและเป็นทำเลที่มีราคาสูงที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นนี้ในปีต่อๆไป
หัวใจสำตัญมาจาก ทำเลดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการเดินทาง ศูนย์กลางธุรกิจการค้า แหล่งงานขนาดใหญ่ มีระบบโครงสร้างพื้นฐานสมบูรณ์ รถไฟฟ้าเชื่อมผ่าน ถนนสายสำคัญกระจายความเจริญไปยังย่านสำคัญใกล้เคียงอย่าง พระราม4 วิทยุ หลังสวน สีลม สาทร ศูนย์การค้าขนาดใหญ่หลายแห่งเรียงราย โรงแรมหรู ที่อยู่อาศัยราคาแพงระยับ ซูเปอร์ไฮเอ็นด์ รองรับความต้องการของชาวไทยและต่างชาติ ขณะทำเลอื่นมีแนวโน้มเช่นเดียวกันที่ขยับต่อเนื่อง เนื่องจากการขยายตัวของการพัฒนาโครงการและการเปิดขายโครงการที่อยู่อาศัย ตลอดเวลา ของดีเวลลอปเปอร์ รายใหญ่
สำหรับราคาที่ดิน นอกจาก ทำเลไฮไลต์ สยามสแควร์ ชิดลม เพลินจิต แล้ว ยังมีย่านสำคัญรองๆลงมาอย่าง ถนนวิทยุ สุขุมวิท-ไทม์สแควร์ สุขุมวิท-อโศก อยู่ที่กว่า 3 ล้านบาท/ตร.ว. เช่นเดียวกับสีลม สาทร ที่ราคาขยับต่อเนื่อง
โดยสรุปปัจจัยหนุนหลัก
- ทำเลศักยภาพสูง เป็นศูนย์กลางธุรกิจ (CBD), ห้างสรรพสินค้า, โรงแรม, และแหล่งท่องเที่ยว
- โครงสร้างพื้นฐาน แนวรถไฟฟ้า BTS
- ที่ดินหายาก พื้นที่ใจกลางเมืองมีจำกัด แต่ความต้องการซื้อจากนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติยังคงสูง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
คอนโดฯ ไทยปี 69 ตั้งหลัก ชะลอเปิดโครงการใหม่ เน้นระบายสต็อก

- ตลาดคอนโดมิเนียมปี 2569 คาดว่าจะชะลอตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีโครงการเปิดขายใหม่ไม่เกิน 15,000 ยูนิต
- ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะหันมาให้ความสำคัญกับการระบายสต็อกคงค้าง มากกว่าการลงทุนเปิดโครงการใหม่ เพื่อรักษาสภาพคล่อง
- ปัจจัยลบสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอจากปัญหาหนี้ครัวเรือน และความไม่แน่นอนทางการเมือง
- ตลาดคอนโดฯ ยังต้องพึ่งพากำลังซื้อจากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าชาวจีน เนื่องจากกำลังซื้อของคนไทยยังถูกกดดัน
ตลาดคอนโดมิเนียมของไทยในปี 2568 ถือเป็นอีกปีที่การเปิดโครงการใหม่ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน สะท้อนจากจำนวนคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ตลอดทั้งปีที่มีเพียงประมาณ 16,408 ยูนิต โดยเฉพาะในไตรมาส 4/2568 ที่มีโครงการเปิดขายใหม่ราว 3,100 ยูนิต ลดลงถึง 56% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังซบเซา และการขาดมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นรูปธรรมจากภาครัฐ
แม้รัฐบาลจะมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองออกมาก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่เพียงพอในการกระตุ้นกำลังซื้อ ขณะที่ปัจจัยลบจากเหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองจากการยุบสภาและการรอเลือกตั้งใหม่ในต้นปี 2569 ทำให้การตัดสินใจลงทุนของผู้ประกอบการยิ่งระมัดระวังมากขึ้น
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ภาพรวมคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในปี 2568 พบว่ามีสัดส่วนโครงการที่มีราคาขายสูงกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และเริ่มเห็นหลายโครงการตั้งราคาสูงกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตร ขณะเดียวกันยังมีโครงการระดับราคาสูงอีกจำนวนหนึ่งที่เตรียมเปิดตัวในปี 2569 และเริ่มทำตลาดล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เลือกชะลอการเปิดโครงการใหม่ลงอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง ขณะที่ภาระสต็อกคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จรอขายยังอยู่ในระดับสูง ทำให้หลายรายเลือกใช้กลยุทธ์เร่งปิดการขายโครงการเดิม แม้ต้องยอมลดราคาหรือหั่นอัตรากำไรลงบ้าง เพื่อเร่งโอนกรรมสิทธิ์และรักษาสภาพคล่อง ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมยังคงมีกำไร แต่กำไรสุทธิปรับลดลง
สำหรับปี 2569 คุชแมนฯ มองว่า ตลาดคอนโดมิเนียมยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ไม่เกิน 15,000 ยูนิต ผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญกับการระบายสต็อกมากกว่าการลงทุนโครงการใหม่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมืองภายในประเทศ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก
แม้ภาคการท่องเที่ยวในปี 2569 จะมีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่าปี 2568 โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้น แต่กำลังซื้อจากคนไทยยังถูกกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ตลาดคอนโดมิเนียมยังต้องพึ่งพากำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อชาวจีนอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติอยู่ในระดับค่อนข้างทรงตัวที่ประมาณ 3,300-3,900 ยูนิตต่อไตรมาส สะท้อนบทบาทสำคัญของกลุ่มลูกค้าต่างชาติในตลาด ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายเลือกขายแบบบิ๊กล็อตให้กับตัวแทนนายหน้าเพื่อนำไปทำตลาดต่อในต่างประเทศ
ในระยะข้างหน้า ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มปรับกลยุทธ์การพัฒนาโครงการอย่างระมัดระวังมากขึ้น ทั้งการลดขนาดโครงการ การเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะ และการใช้ข้อมูลเชิงลึกมาประกอบการตัดสินใจ แทนการเปิดโครงการตามกระแสเหมือนในอดีต รวมถึงการลดสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีต้นทุนดูแลสูงในระยะยาว
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งในปี 2569 ซึ่งจะมีผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดคอนโดมิเนียมอาจเป็นอีกหนึ่งตลาดที่แทบไม่ขยายตัว หรือฟื้นตัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เงินบาทปิดแข็งค่าที่ 31.09 รับทองคำ All-time high หนุนตลาดจับตาเยน-ฟันด์โฟลว์

เงินบาทปิดตลาดที่ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าจากวันก่อนหน้าที่ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ แรงหนุนสำคัญมาจากราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high)
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เงินบาทปิดตลาดวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่ระดับ 31.09 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าจากระดับปิดวันทำการก่อนหน้าที่ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยแรงหนุนสำคัญมาจากราคาทองคำในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ (All-time high) ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงเช้า
ขณะเดียวกัน สกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่า นำโดยเงินเยนญี่ปุ่นที่กลับมาแข็งค่าขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าทางการญี่ปุ่นอาจเข้าแทรกแซงค่าเงิน หลังเงินเยนอ่อนค่ามากในช่วงก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี เงินบาทลดช่วงบวกลงบางส่วนในระหว่างวัน และกลับมาแกว่งตัวในฝั่งอ่อนค่ากว่าแนว 31.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยตลาดจับตาสัญญาณว่าอาจมีการเข้าดูแลเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทเช่นกัน
ด้านกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 1,270.70 ล้านบาท แต่ยังคงซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 4,314 ล้านบาท สะท้อนภาพเงินทุนที่ยังไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้
ขณะที่ค่าเฉลี่ย Indicative forward points อายุ 3 เดือน สำหรับผู้ประกอบการรายได้ 50-200 ล้านบาทต่อปี ข้อมูล ณ เวลา 10.00 น. จากเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ที่ -20.73 สำหรับผู้ส่งออก และ -18.19 สำหรับผู้นำเข้า
สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ ประเมินไว้ที่ 30.85-31.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ต่างชาติ การเคลื่อนไหวของเงินเยนและราคาทองคำ รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมกราคม
นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ รวมถึงการนับถอยหลังเข้าสู่เส้นตายความเสี่ยง “ชัตดาวน์” หน่วยงานภาครัฐสหรัฐฯ ที่อาจกลับมากดดันบรรยากาศการเงินโลกอีกครั้งในวันศุกร์นี้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ทีมแกร่งมาครบ! ส่องอันดับโลก 16 ชาติ ศึกฟุตซอลชิงแชมป์เอเชีย 2026

การแข่งขันฟุตซอล ชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบสุดท้าย (AFC Futsal Asian Cup 2026) ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569
โดย “ทัพโต๊ะเล็ก” ทีมชาติไทย สามารถคว้าตั๋วผ่านเข้ามาเล่นในรอบสุดท้าย ได้เป็นสมัยที่ 18 ติดต่อกันนับตั้งแต่ปี 1999 ซึ่งผลงานที่ดีที่สุดคือการคว้ารองแชมป์ได้ 3 สมัย (2008, 2012 และ 2024)
ซึ่งก่อนการแข่งขัน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ประกาศอันดับโลกปรากฏว่า “แชมป์เก่า” อิหร่าน รั้งที่ 5 ของโลก ยังคงครองเบอร์ 1 ของเอเชีย ขณะที่ ทีมชาติไทย อยู่อันดับ 11 ถือเป็นเบอร์ 2 ของเอเชีย และ ญี่ปุ่น อันดับ 13 โลก เป็นเบอร์ 3 ของทวีป
อันดับโลก 16 ทีมสุดท้าย ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026
กลุ่มเอ : อินโดนีเซีย (อันดับ 24), อิรัก (อันดับ 37) , คีร์กีซสถาน (อันดับ 43), เกาหลีใต้ (อันดับ 57)
กลุ่มบี : ไทย (อันดับ 11), เวียดนาม (อันดับ 20) , คูเวต (อันดับ 40) และ เลบานอน (อันดับ 54)
กลุ่มซี : ญี่ปุ่น (อันดับ 13) , อุซเบกิสถาน (อันดับ 20), ทาจิกิสถาน (อันดับ 47) และ ออสเตรเลีย (อันดับ 51)
กลุ่มดี : อิหร่าน (อันดับ 5) , อัฟกานิสถาน (อันดับ 28) , ซาอุดีอาระเบีย (อันดับ 45) และ มาเลเซีย (อันดับ 70)
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เปิดที่มา ‘ไวรัสนิปาห์’ โรคอุบัติใหม่ที่ไม่ใหม่ กับโจทย์เฝ้าระวังของไทย

- ไวรัสนิปาห์ไม่ใช่โรคใหม่ ระบาดครั้งแรกที่มาเลเซียในปี 2541 โดยมีค้างคาวผลไม้เป็นรังโรคตามธรรมชาติ และแพร่เชื้อผ่านสุกรมาสู่คน
- แม้ไทยยังไม่เคยพบผู้ป่วย แต่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากมีค้างคาวผลไม้ซึ่งเป็นพาหะกระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีอุตสาหกรรมเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ที่อาจเป็นแหล่งขยายเชื้อได้
- โรคมีอาการรุนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีวิธีรักษาโดยตรง และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40-50% ทำให้การเฝ้าระวังเชิงรุกเป็นสิ่งสำคัญ
ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โรคนิปาห์ (Nipah virus) ไม่ใช่โรคใหม่รู้จักกันมานาน ระบาดครั้งแรกในปี 2541 ที่ประเทศมาเลเซีย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คน
การระบาดในครั้งนั้นได้ทำการศึกษาวิจัยอย่างรวดเร็ว ทำให้ทราบว่า เริ่มเหตุเกิดจากภาวะเอลนิญโญมีภาวะแห้งแล้ง และมีการเผาป่ากันมากในสุมาตรา อินโดนีเซีย ควันไฟมีอิทธิพลทำให้ค้างคาวบินหนีขึ้นทางทิศเหนือ มาอยู่ในมาเลเซีย (เป็นข้อสันนิษฐาน) ค้างคาวกินผลไม้ และผลไม้นั้นหล่นลงมาในคอกหมู หมูกินผลไม้นั้นต่อ เลยเกิด การระบาดในหมู และจากหมูจึงมาสู่คน
เหตุเกิดครั้งแรกที่ริมแม่น้ำ สุไหง นิปาห์ ‘สุไหง’ แปลว่าแม่น้ำ คือแม่น้ำนิปาห์ นั่นเอง จึงได้ตั้งชื่อไวรัสนี้และโรคนี้ตามชื่อแม่น้ำ นิปาห์ ในการระบาดครั้งนั้นมีการฆ่าทำลายหมูมากกว่า 1 ล้านตัว และมีผู้ป่วย เป็นหลักร้อย กว่าจะรู้ว่ามาจากหมูเพราะผู้ป่วยเกือบทุกคนมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับหมู เช่นคนฆ่าหมู เลี้ยงหมู ขับรถส่งหมู เป็นต้น
โดยโรคได้ระบาดลงทางทิศใต้ของมาเลเซีย เข้าสู่สิงคโปร์ ไม่ได้ระบาดขึ้นเหนือ เพราะมีมุสลิมอยู่ทางภาคเหนือมากกว่าทางภาคใต้ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นแนวแบ่งเขต ทำให้โรคไม่ระบาดเข้าสู่ประเทศไทย เพียงเข้าสู่สิงคโปร์เท่านั้น
หลังจากทำลายหมู มากกว่า 1 ล้านตัวก็สามารถควบคุมโรคนี้ได้ และเป็นที่ทราบดีว่าไวรัสนี้อยู่ในค้างคาว และค้างคาวเป็นสัตว์ที่บินไปมาได้ไกล
หลังจากนั้นก็มีโรคระบาดประปราย โดยเฉพาะในเอเชียใต้ และบางประเทศ มาโดยตลอด แต่ส่วนใหญ่จะพบเป็นรายๆ และโรคนี้ถือว่า เป็นโรคที่มีอัตราตายสูง
สำหรับโรคนิปาห์ ที่ระบาดอยู่ในอินเดียนั้น อย่างที่ทราบกันดี ว่าก่อนหน้านี้ก็มีการระบาดประปราย แต่ไม่เป็นกลุ่มก้อน เท่าครั้งนี้ การระบาดมักจะมาจากค้างคาวเข้าสู่มนุษย์ โรคนี้สามารถที่จะติดต่อระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ได้ ทางการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง แต่พบได้ค่อนข้างน้อย จึงไม่ระบาดเป็นวงกว้าง และถือว่าเป็น โรคโรคหนึ่งที่ระบาดจากสัตว์สู่คน
โรคนี้จะมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว หายใจหอบได้ มีระยะฟักตัวสั้นประมาณ 4-5 วัน และโรคจะรุนแรงทรุดลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีวิธีรักษาโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการประคับประคอง จึงทำให้โรคนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูง ถึงร้อยละ 40-50%
ความเสี่ยงในประเทศไทย
แม้ประเทศไทยยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคน แต่ประเทศมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญหลายประการที่เอื้อต่อการเกิดการแพร่เชื้อจากสัตว์สู่คน ไวรัสนิปาห์พบในค้างคาวผลไม้สกุล Pteropus เป็นรังโรคตามธรรมชาติ ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน วัด และสวนผลไม้ เพิ่มโอกาสการปนเปื้อนของเชื้อผ่านน้ำลายหรือปัสสาวะค้างคาวสู่สิ่งแวดล้อมและอาหาร
ประเทศไทยมีลักษณะการเกษตรและพฤติกรรมการบริโภคบางประการที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิด spillover เช่น สวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ชุมชน การบริโภคผลไม้สดหรือเครื่องดื่มคั้นสด รวมถึงการบริโภคอาหารดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ ในบางพื้นที่
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรขนาดใหญ่ ซึ่งหากเกิดการติดเชื้อในสัตว์ อาจทำหน้าที่เป็นตัวขยายเชื้อ (amplifying host) คล้ายกับการระบาดที่ประเทศมาเลเซียในอดีต
ในด้านระบบสาธารณสุข ผู้ป่วยนิปาห์มักมีอาการสมองอักเสบหรือปอดอักเสบรุนแรง ซึ่งอาจถูกวินิจฉัยผิดเป็นโรคติดเชื้ออื่นในระยะเริ่มต้น และหากเป็นสายพันธุ์ที่สามารถติดต่อจากคนสู่คน อาจเกิดการแพร่เชื้อในครอบครัวหรือสถานพยาบาลได้
ดังนั้น ถึงแม้ความเสี่ยงในการเกิดโรคในปัจจุบันถึงจะอยู่ในระดับต่ำ แต่หากเกิดขึ้นจริงจะส่งผลกระทบต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ประเทศไทยจึงควรมีการเฝ้าระวังเชิงรุกและเตรียมความพร้อมตามแนวคิดของสุขภาพหนึ่งเดียว ที่ดูแล ทั้งคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง
การป้องกันที่ดีที่สุด จึงเป็นการป้องกันจากสัตว์สู่คน เช่นการไม่ไปสัมผัสกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะจำพวกค้างคาว หลีกเลี่ยงการรับประทานผลไม้ที่มีรอยฟันสัตว์แทะหรือร่วงหล่นตามพื้น ล้างผลไม้ให้สะอาดทุกครั้งก่อนการบริโภค
การปลอกเปลือกผลไม้โดยเฉพาะในฤดูมะม่วง จะเป็นการป้องกันที่ดี หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่วย โดยเฉพาะหมู ค้างคาว ควรมีการป้องกันอย่างเต็มที่ และดูแลเรื่องอนามัยส่วนบุคคล เรื่องของความสะอาด
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตื่นตระหนกโรคนี้ยังไม่เคยพบในคน ประเทศไทย แต่ค้างคาวมีเชื้อโรคนี้จะไม่มีอาการ การติดต่อระหว่างคนสู่คนเกิดขึ้นได้ แต่น้อยกว่าโรคอื่นๆมาก นอกจากสัมผัสโดยตรงกับสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย และยังจัดโรคนี้อยู่ เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
Linking Verb คืออะไร? กริยาเชื่อมที่ไม่ได้บอกการกระทำ แต่บอก “สถานะ” สรุปจบใน 5 นาที

เวลาเราเรียนเรื่องคำกริยา (Verb) เรามักจะจำภาพว่า กริยา = การกระทำ (Action) เช่น กิน, เดิน, นั่ง, นอน ใช่ไหมครับ? แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมในประโยคอย่าง “She is beautiful.” หรือ “The soup tastes good.” ถึงไม่มีใคร “ทำ” อะไรเลย? เธอไม่ได้กำลังทำท่าสวย และซุปก็ไม่ได้มีปากไว้ชิมรสชาติ
คำกริยาเหล่านี้แหละครับที่เราเรียกว่า Linking Verb หรือ กริยาเชื่อม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประโยคภาษาอังกฤษของคุณสมบูรณ์และถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาทำความรู้จักกับเจ้ากริยาตัวนี้ว่า Linking Verb คือ อะไร มีตัวไหนบ้าง และจะแยกออกจากกริยาปกติได้อย่างไรครับ
นิยาม: Linking Verb คือ อะไร?
Linking Verb (กริยาเชื่อม) คือ คำกริยาที่ทำหน้าที่ “เชื่อม” ประธาน (Subject) เข้ากับคำที่มาขยาย (Subject Complement) เพื่อบอก “สถานะ” หรือ “ลักษณะ” ของประธานนั้นๆ โดยที่ ไม่ได้บอกการกระทำ เลย
สูตรจำง่ายๆ: Linking Verb ทำหน้าที่เหมือนเครื่องหมาย เท่ากับ (=) ครับ
- She is happy. → She = Happy (เธอ คือ ความสุข)
- He seems tired. → He = Tired (เขา = เหนื่อย)
คำที่ตามหลัง Linking Verb มักจะเป็น Adjective (คำคุณศัพท์) หรือ Noun (คำนาม) เสมอ ห้าม ตามด้วย Adverb (L.Y.) เด็ดขาด!
กลุ่มคำ Linking Verb ที่พบบ่อย (Must-Know List)
เราแบ่งกริยาเชื่อมออกเป็น 3 แก๊งใหญ่ๆ เพื่อให้จำง่ายขึ้นครับ
1. แก๊ง Verb to Be (เป็น, อยู่, คือ)
นี่คือ Linking Verb ที่เจอบ่อยที่สุดในโลก
- is, am, are, was, were, be, been, being
- Ex: I am a teacher. (ฉัน = ครู)
- Ex: They were excited. (พวกเขา = ตื่นเต้น)
2. แก๊งประสาทสัมผัส (Sense Verbs)
ใช้บอกลักษณะที่เรารับรู้ได้
- Look (ดูเหมือน)
- Sound (ฟังดูเหมือน)
- Smell (มีกลิ่น)
- Taste (มีรสชาติ)
- Feel (รู้สึก)
- Ex: You look great today! (คุณดูดีจังวันนี้)
- Ex: This idea sounds interesting. (ไอเดียนี้น่าสนใจนะ)
3. แก๊งบอกสถานะและการเปลี่ยนแปลง (Status & Change)
- Seem / Appear (ดูเหมือนว่า)
- Become / Get / Grow / Turn (กลายเป็น, เริ่มจะ)
- Remain / Stay (ยังคง…)
- Ex: He became angry. (เขาเริ่มโกรธแล้วนะ)
- Ex: Please stay calm. (กรุณาอยู่ในความสงบ)
เทคนิคแยก Linking Verb vs. Action Verb (The “=” Test)
คำกริยาบางคำเจ้าเล่ห์ครับ เป็นได้ทั้ง Linking (เชื่อม) และ Action (กระทำ) ขึ้นอยู่กับบริบท วิธีเช็กคือ ลองแทนที่คำนั้นด้วย Verb to be (is/am/are) ดูครับ
- ถ้าแทนแล้วความหมายไม่เปลี่ยน → เป็น Linking Verb
- ถ้าแทนแล้วความหมายเพี้ยน → เป็น Action Verb
ตัวอย่างคำว่า “Smell”:
- The flower smells sweet.
- ลองแทน: The flower is sweet. (ดอกไม้หวาน/หอม → รู้เรื่อง ✅)
- สรุป: เป็น Linking Verb (ดอกไม้มีกลิ่นหอม)
- I smell the flower.
- ลองแทน: I am the flower. (ฉันคือดอกไม้ → ตลกแล้ว ❌)
- สรุป: เป็น Action Verb (ฉันกำลังใช้จมูกดม)
ตาราง: คำคำเดียว เป็นได้ 2 หน้าที่ (Double Agents)
ลองดูตารางนี้เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของการใช้คำศัพท์กลุ่ม Sense Verbs ครับ
| คำกริยา (Verb) | Action Verb Usage (ประธานลงมือทำ) | Linking Verb Usage (ประธานถูกขยายความ) |
| Taste | The chef tasted the soup. (เชฟ ชิม ซุป) | The soup tasted salty. (ซุป มีรส เค็ม) |
| Look | She looked at the picture. (เธอ มองดู รูปภาพ) | She looked happy. (เธอ ดูท่าทาง มีความสุข) |
| Feel | The doctor felt my arm. (หมอ จับ/คลำ แขนฉัน) | I feel sick. (ฉัน รู้สึก ป่วย) |
| Turn | He turned the car left. (เขา เลี้ยว รถ) | The leaves turned brown. (ใบไม้ เปลี่ยนเป็น สีน้ำตาล) |
| Grow | Farmers grow rice. (ชาวนา ปลูก ข้าว) | He grew old. (เขา แก่ตัว ลง) |
ข้อผิดพลาดยอดฮิต: Adjective หรือ Adverb?
จำกฎเหล็กไว้นะครับ หลัง Linking Verb ต้องเป็น Adjective เท่านั้น! ห้ามใช้ Adverb (ที่ลงท้ายด้วย -ly)
- ❌ The food smells badly.
- ✅ The food smells bad. (อาหารมีกลิ่นแย่)
- ❌ I feel happily.
- ✅ I feel happy. (ฉันรู้สึกมีความสุข)
ยกเว้น: Adverb สามารถมาขยาย Adjective อีกทีได้ เช่น She seems extremely happy.
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
รู้จัก “ClawdBot” AI ผู้ช่วยส่วนตัวที่กำลังไวรัล! เก่งกว่า Chatbot ทั่วไป

ช่วงนี้มีแตกใครที่ “ClawdBot” (คลาวด์บอท) ที่เรียกว่าน่าสนใจ ได้ข่าวว่าฉลาดมากจนเรียกว่า เอามาแทนเป็นเลขากันเลยทีเดียว ในรอบนี้ Sanook Hitech พาคุณมารู้จักกับโปรแกรมนี้ให้มากข้นว่าเป็นอย่างไร
ClawdBot คืออะไร?
สำหรับคนที่สอธิบายง่ายๆ ClawdBot ไม่ใช่แค่เว็บแชทถาม-ตอบเหมือน ChatGPT ที่เราคุ้นเคย แต่มันคือ “AI Agent” (ตัวแทน AI) ที่เราติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ส่วนตัวของเราเอง
จุดเด่นที่ทำให้มันไวรัลสุดๆ คือความสามารถที่ “เหนือกว่า” บอททั่วไป 3 ข้อหลักได้แก่
- ความจำดีเยี่ยม (เคยเบื่อไหมที่คุยกับ AI แล้วมันลืมเรื่องเมื่อวาน? แต่ ClawdBot “จำได้หมด” ทั้งบริบทข้ามวัน ข้ามแพลตฟอร์ม เหมือนมีเลขาส่วนตัวที่รู้งานจริงๆ
- ตื่นเองได้ ไม่ต้องรอให้เราสั่ง! มันสามารถตั้งเวลา “ปลุกตัวเอง” ขึ้นมาทำงานตามตารางได้ เช่น ตื่นมาสรุปอีเมลตอน 7 โมงเช้า หรือรันสคริปต์งานตอนตี 2 โดยที่เราไม่ต้องไปสะกิด
- เป็นของเรา 100% เพราะมันรันบนระบบของเราเอง ข้อมูลทั้งหมดจึงเป็นความลับ ไม่ต้องกลัวข้อมูลรั่วไหลไปกับผู้ให้บริการ Cloud เจ้าใหญ่
น้องทำอะไรได้บ้าง?
ความสามารถของ ClawdBot นั้นครอบจักรวาลสาย Productivity มากๆ ตั้งแต่การจัดการตาราง, จัดการอีเมล, เชื่อมต่อกับแอปส์อื่นไว้จัดการงานต่างๆ หรือจะเป็นการใช้โปรแกรมเมอร์ ต่างๆ เป็นต้น

“ดาบสองคม” ที่ต้องรู้ก่อนใช้
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากโหลดมาใช้แล้ว แต่ช้าก่อน! การมี “ผู้ช่วยส่วนตัว” แบบนี้ก็มีราคาที่ต้องจ่าย (ที่ไม่ใช่แค่เงิน) เพราะเนื่องจากการที่เราเป็นเจ้าของระบบเอง แปลว่าเราต้องดูแลมันเองทั้งหมด ทั้งการอัปเดตซอฟต์แวร์, ดูแล Server ไม่ให้ล่ม, และคอยแก้บั๊กเวลาที่การเชื่อมต่อต่างๆ มีปัญหา
สำหรับผู้ใช้ทั่วไป อาจจะรู้สึกว่ายุ่งยากเกินไปเมื่อเทียบกับบริการสำเร็จรูป แต่สำหรับสาย Tech หรือคนที่ซีเรียสเรื่องความเป็นส่วนตัว นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่า
ฉะนั้นแล้ว ClawdBot ถือเป็นก้าวแรกที่ชัดเจนของยุค “Personal AI” ที่แท้จริงครับ คือ AI ที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือ แต่เป็น “เพื่อนร่วมงาน” ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเรา แต่สำคัญที่สุดแม้จะแทนเราได้บางอย่าง แต่แน่นอนว่า การใช้งานเราก็ต้องดูกันยาวๆ ว่า แท้ที่จริงแล้วเครื่องมือเหล่านี้อำนวยความสะดวกได้จริง แต่ก็อาจจะมีการซ่อนเรื่องขงอเงินที่ต้องเสียบกับความเป็นส่วนตัวที่ไม่รู้จะเก็บเอาของเราไปหรืเปล่าทำงานแทนเราได้จริง และที่สำคัญคือ “ซื่อสัตย์” กับเราคนเดียว ใครที่พอมีความรู้ด้านเทคนิค ลองหามาเล่นดูครับ รับรองว่าโลกการทำงานของคุณจะเปลี่ยนไปแน่นอน!
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
8 อาหารธาตุเหล็กสูง กินบำรุงเลือด แก้ภาวะโลหิตจางได้เยี่ยม !

ภาวะโลหิตจางเกิดจากร่างกายขาดธาตุเหล็ก ใครที่กำลังมองหาอาหารธาตุเหล็กสูง มากินบำรุงเลือดให้สมบูรณ์กันอยู่ล่ะก็ อาหารที่มีธาตุเหล็กเหล่านี้ ช่วยคุณได้ค่ะ
อาหารธาตุเหล็กสูง กินบำรุงเลือด
1.ตับ เลือด และเนื้อสัตว์ต่าง ๆ
อาหารประเภทตับ เลือด และเนื้อสัตว์นั้น อุดมไปด้วยธาตุเหล็กในรูปแบบสารประกอบฮีม (Heme Iron) ที่ร่างกายคนเราสามารถดูดซึมสารอาหารและนำไปใช้ได้เป็นอย่างดี แนะนำให้กินอาหารในกลุ่มนี้เพื่อช่วยบำรุงเลือด โดยเฉพาะเนื้อแดงเป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
2.ธัญพืช แป้ง ไข่ และผักสีเขียวเข้ม
ธาตุเหล็กจากอาหารกลุ่มนี้เป็นสารประกอบธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีม (Nonheme Iron) พบได้มากจากอาหารกลุ่มประเภทธัญพืช แป้ง ไข่และผักใบเขียวเข้ม อย่างเช่น ผักคะน้า บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้ง และมะรุม แต่ควรกินพร้อมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น มะละกอ ส้ม และมะนาว ฯลฯ เพื่อให้การดูดซึมสารดังกล่าวทำงานได้ดียิ่งขึ้น
3.อาหารทะเล ปลา เป็ด ไก่ ม้าม และไข่แดง
อาหารกลุ่มนี้เป็นธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปของสารประกอบฮีม (Heme Iron) ที่ร่างกายสามารถดูดซึมนำสารอาหารไปใช้งานได้เป็นอย่างดี เพราะมีอัตราการดูดซึมถึงร้อยละ 20-30 และหากกินอาหารกลุ่มนี้ร่วมกับวิตามินซีจากผลไม้ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเสริมประสิทธิภาพทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กไปสู่ลำไส้เล็กยิ่งได้ผลดียิ่งขึ้น
4.อัลมอนด์ ซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วแดง ถั่วดำ และจมูกข้าวสาลี
อาหารธัญพืชกลุ่มนี้ก็เป็นแหล่งของธาตุเหล็กสูงเช่นกัน เพราะฉะนั้น หากใครที่ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ก็สามารถหันมากินอาหารเหล่านี้แทนได้
5.ข้าวเสริมธาตุเหล็ก ข้าวหอมนิล และข้าวสายพันธุ์ 313
แหล่งคาร์โบไฮเดรตอย่างข้าวก็มีธาตุเหล็กค่อนข้างสูงเช่นกันนะคะ โดยเฉพาะข้าวเหล่านี้ซึ่งนอกจากจะมีธาตุเหล็กแล้วก็ยังมีกรดโฟลิก และคลอโรฟิลส์ สารดังกล่าวเป็นสารที่มีโมเลกุลคล้ายคลึงกับฮีโมโกลบินจากในเม็ดเลือดแดง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกินอาหารเสริมธาตุเหล็กที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์อย่างมากทีเดียว
6.แครอท ฟักทอง และมะเขือเทศ
อาหารเหล่านี้ก็มีธาตุเหล็กอยู่บ้างเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล็กจากผักผลไม้ก็มักเป็นธาตุเหล็กที่ค่อนข้างละลายยาก การดูดซึมสารอาหารเพื่อนำไปใช้จึงเป็นไปได้น้อยมาก ดังนั้น แนะนำให้กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ อย่างตับ ไข่แดงและเนื้อแดงควบคู่กันด้วยจะดีกว่า
7.กระเทียม พริก และขมิ้น
กระเทียม พริก และขมิ้น เป็นสมุนไพรที่มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น จึงช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ด้วย
8.น้ำว่านหางจระเข้
น้ำว่านหางจระเข้ เป็นเครื่องดื่มที่ชาวต่างประเทศมักนิยมดื่มเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเลือด ทั้งนี้ก็เนื่องจากในว่านหางจระเข้เปี่ยมไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ เอนไซม์ กรดอะมิโน วิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่มีคุณสมบัติในการกำจัดของเสีย ช่วยต่อต้านการอักเสบ และยังมีบทบาทส่งเสริมให้ระบบการไหลเวียนเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย
และนี่ก็คือ 8 กลุ่มอาหารที่มีธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงเลือดได้อย่างสมบูรณ์ ใครที่อยากกินอาหารบำรุงเลือด ต้องหันมากินอาหารเหล่านี้เป็นประจำนะคะ ส่วนใครไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ จะหาผักผลไม้หรืออาหารธัญพืชมากินควบคู่กับวิตามินซีก็ได้เช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 27/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 74,650.00 | 74,750.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,826.00 | 73,162.16 | 75,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,343.40 | 65,845.94 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,860.80 | 58,529.73 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,171.70 | 32,922.97 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,689.10 | 25,606.76 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,001.04 | 75,815.77 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 27/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







