สาระน่ารู้ประจำวันที่ 28 มกราคม 2569

‘เอ็มบีเค’ต่อจิ๊กซอว์อาณาจักรริเวอร์เดล ลุย ‘โรงเรียนนานาชาติ’ เล็งดึงธุรกิจเฮลท์แคร์เสริมทัพ

โครงการ​ “ริเวอร์เดล ดิสทริค”(Riverdale District) อาณาจักรมิกซ์ยูสกว่า 1,500 ไร่ ภายใต้ “เอ็ม บี เค”(MBK) ยังคงเดินหน้าต่อจิ๊กซอว์ให้มีความ “ครบวงจร” มากขึ้น

ล่าสุด “MBK” จับมือ Sing-Ed Corporation ผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติ “Invictus International School” จากสิงคโปร์เข้ามาเช่าพื้นที่ ระยะเวลา 30 ปี เพื่อพัฒนาโรงเรียนนานาชาติด้วยงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

วิจักษณ์ ประดิษฐวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK ฉายภาพว่า ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา โครงการริเวอร์เดล ยังคงเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่เริ่มจากสนามกอล์ฟ โรงแรม ที่อยู่อาศัย คอมมูนิตี้มอลล์ ฯลฯ  จิ๊กซอว์ล่าสุดคือการเติมเต็ม “การศึกษา​“ ด้วยการดึงพันธมิตร “Invictus International School” เข้ามาเช่าพื้นที่ 15 ไร่ เพื่อพัฒนาเฟสแรก “โรงเรียนนานาชาติ” ที่จะรองรับนักเรียนได้มากถึง 1,400 คน และมองเฟสต่อไป อาจมีการพัฒนาโครงการพักอาศัยรองรับบุลคลากรในโรงเรียน

“การลงทุนครั้งนี้ช่วยเสริมศักยภาพโครงการในระยะยาว ไม่เพียงเสริมความแข็งแกร่งให้พื้นที่ แต่ยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวยุคใหม่ และสร้างคุณค่าร่วมให้กับชุมชนโดยรอบ สะท้อนว่า Riverdale District ไม่ใช่เพียงโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่คือการสร้าง quality of living อย่างแท้จริง ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้ Riverdale District พัฒนาไปสู่การเป็น Community สำหรับครอบครัวอย่างครบวงจร”

ทั้งนี้ บริษัทยังมอง “จิ๊กซอว์” เพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเพื่อสุขภาพ เข้ามาปักหมุดพัฒนาโครงการใน “ริเวอร์เดล” แต่จะเป็นหมวดไหน ยังต้องรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม

ปัจจุบันโครงการ “ริเวอร์เดล” มีที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี “ริเวอร์เดล เรสสิเด้นท์” ศูนย์การค้า “เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ ติวานนท์” สนามบางกอก กอล์ฟ คลับ สนามริเวอร์เดล กอล์ฟ คลับ ท่าเรือ Riverdale Marina โรงแรมทินิดี บางกอก กอล์ฟ คลับ รวมถึงธุรกิจประมูลรถยนต์ แอพเพิล ออโต้ ออคชั่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

“ริเวอร์เดล เรามีพันธะสัญญาในการพัฒนาโครงการให้ครบวงจร โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการซื้อที่ดินเพิ่ม 70-80 ไร่ ส่วนการดึงโรงเรียนนานาชาติเข้ามาถือเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเติมเต็มโครงการ ยังเหลือแค่จิ๊กซอว์เกี่ยวกับเฮลท์แคร์ที่เรากำลังพิจารณาจังหวะมาเสริมทัพ”

ส่วนการขับเคลื่อนธุรกิจ MBK ปี 2569 “วิจักษณ์” ให้ความสำคัญกับ “การบริหารความเสี่ยง” ทุกมิติ ทั้งการเงิน การลงทุน เพื่อรองรับความท้าทายด้านเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าศักยภาพ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก การฟื้นตัวภาคท่องเที่ยวที่ยังต้องจับตา เป็นต้น โดยการลงทุนบริษัทยังมองหา “โอกาส” อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการซื้อกิจการโรงแรมเพื่อเสริมแกร่ง

“ภาพใหญ่ธุรกิจของ MBK ยังไปได้ดีเกือบทุกกลุ่ม ปีนี้ไม่น่าแย่กว่าปีที่ผ่านมา เว้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะไม่พัฒนาโครงการใหม่เพิ่ม เน้นขายโครงการที่มีอยู่สร้างรายได้ โดยรวมการดำเนินธุรกิจปี 2569 บริษัทยังใช้กลยุทธ์เช่นปีก่อน และยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยงเต็มที่ มีคณะกรรมการดูแลความเสี่ยงรอบด้าน เพื่อเกาะติดสถานการณ์ต่างๆ ส่วนการลงทุนเราเตรียมเงินไว้ระดับพันล้านบาท เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจสร้างการเติบโต ผลักดันรายได้ให้ขยายตัวเกือบ 10% แต่ยอมรับว่าการลงทุนใหญ่จะต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น การดูแลค่าใช้จ่ายให้ลีน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่วนเทรนด์ธุรกิจที่คาดว่าจะโตได้ดีในปีนี้ยังเป็นห้างค้าปลีก และโรงแรม”

สำหรับ Invictus International School อยู่ในธุรกิจการศึกษาราว 10 ปี มีโรงเรียนอยู่ใน 5 ประเทศ รวม 9 แคมปัส ได้แก่ สิงคโปร์ 3 แห่ง ฮ่องกง 2 แห่ง มาเลเซีย 2 แห่ง กัมพูชา และ ประเทศไทย โดยตลาดการศึกษาโรงเรียนนานาชาติในไทยมีศักยภาพมาก มูลค่าอยู่ระดับ 8.7 หมื่นล้านบาท เติบโตราว 5%

“ตลาดการศึกษาโรงเรียนนานาชาติในประทเศไทยมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากชนชั้นกลางที่ขยายตัว มีศักยภาพ ทำให้ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น ขณะที่จุดแข็งของ Invictus International School เป็นแบรนด์จากสิงคโปร์ มีหลักสูตรแข็งแกร่งโดยเฉพาะคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมถึงหลักสูตร Cambridge Curriculum ทั้งนี้ หากการเปิดโรงเรียนแห่งนี้ประสบความสำเร็จ ยังมองโอกาสขยายไปยังต่างจังหวัดในประเทศไทยเพิ่มเติมด้วย”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เช็กภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 2569 ล่าสุด อัตราไหนจ่ายเท่าไหร่?

  • อัตราภาษีที่อยู่อาศัยหลักสำหรับปี 2569 ได้รับการยกเว้นสำหรับมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาท ส่วนมูลค่าที่เกินจะเสียภาษีในอัตรา 0.02% – 0.10%
  • ที่ดินเพื่อการเกษตรของบุคคลธรรมดาเสียภาษีในอัตรา 0.01% – 0.07% ขณะที่ที่ดินรกร้างว่างเปล่ามีอัตราเริ่มต้นที่ 0.3% และจะเพิ่มขึ้นทุก 3 ปี
  • ผู้มีหน้าที่เสียภาษีคือเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ณ วันที่ 1 มกราคมของปีนั้นๆ โดยมีกำหนดชำระภาษีภายในเดือนมิถุนายน

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้ที่ถือครองที่ดิน บ้าน อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ โดยมีผลบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ซึ่งในปี 2569

ยังคงเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการกระจายรายได้ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำไปพัฒนาพื้นที่ สาธารณูปโภค และบริการสาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ถือครองทรัพย์สินควรทำความเข้าใจว่าทรัพย์สินประเภทใดอยู่ในข่ายต้องเสียภาษี เพื่อวางแผนและปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ใครบ้างที่อยู่ในข่ายต้องเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษี ได้แก่ ผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษีนั้น ๆ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้

  1. เจ้าของที่ดิน
    • ที่ดินเปล่า
    • ที่ดินเพื่อการพาณิชย์ อุตสาหกรรม หรือการลงทุน
    • ที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือปล่อยทิ้งว่าง
  2. เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง
    • บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม
    • อาคารพาณิชย์ โรงงาน โกดัง สำนักงาน
    • สิ่งปลูกสร้างบนที่ดินของผู้อื่น
  3. ผู้ครอบครองแทนเจ้าของ
    • กรณีที่ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างเป็นของรัฐ แต่มีเอกชนใช้ประโยชน์ เช่น การเช่าระยะยาว
  4. เจ้าของทรัพย์สินที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือให้เช่า
    • บ้านหรือคอนโดที่ปล่อยเช่า
    • อาคารที่ใช้ประกอบกิจการ

หมายเหตุ: ทรัพย์สินบางประเภทอาจได้รับ ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี เช่น บ้านที่เป็นที่อยู่อาศัยหลักตามเงื่อนไข มูลค่าไม่เกินที่กฎหมายกำหนด หรือทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐและศาสนสถาน

อัตราการเสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประจำปี2569 ผู้ที่เกี่ยวข้องเสียภาษีมากน้อยแค่ไหน

ที่อยู่อาศัย (หลัก/บ้านหลังหลัก)

  • มูลค่า 0 – 10 ล้านบาท: ยกเว้นภาษี
  • มูลค่า 10 – 50 ล้านบาท: 0.02% (ล้านละ 200 บาท)
  • มูลค่า 50 – 75 ล้านบาท: 0.03% (ล้านละ 300 บาท)
  • มูลค่า 75 – 100 ล้านบาท: 0.05% (ล้านละ 500 บาท)
  • มูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป: 0.10% (ล้านละ 1,000 บาท)

ขณะการชำระภาษี กำหนดการ: ภายในเดือนมิถุนายนของทุกปี (อาจมีการปรับเปลี่ยนตามประกาศกระทรวงมหาดไทย) สถานที่: ฝ่ายการคลัง สำนักงานเขต/เทศบาล, เคาน์เตอร์เซอร์วิส, ธนาคารกรุงไทย, หรือ Mobile Banking 

หมายเหตุ: อัตราข้างต้นเป็นข้อมูลคาดการณ์จากการปรับราคาประเมินใหม่และแนวโน้มการจัดเก็บภาษี โดยอาจมีการปรับลดหรือเพิ่มตามนโยบายภาครัฐ 

โดยสรุปภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปี 2569 จะคิดตามประเภทการใช้งานและมูลค่า โดยที่อยู่อาศัยหลักมูลค่าไม่เกิน 10 ล้านบาทได้รับยกเว้น หากเกิน 10-50 ล้านบาทเริ่มที่ 0.02% ส่วนเกษตรกรรมเริ่มต้น 0.01% (ไม่เกิน 75 ลบ.) และที่ดินรกร้างเริ่มที่ 0.3% และเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปี หากไม่ทำประโยชน์

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 28 ม.ค.69 แข็งค่าสุดรอบ4 ปี ตลาดกังวลทรัมป์

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี สามารถทะลุแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากตลาดกังวลเกี่ยวกับแนวนโยบายของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 และความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะ Government Shutdown
  • การแข็งค่าของเงินบาทยังได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย, การแข็งค่าของเงินเยน และราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงาน เงินบาทวันนี้ แข็งค่าทดสอบแนว 31.00 อีกครั้ง และปิดตลาดในประเทศที่ระดับ 31.03 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ฯ

โดยเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในตลาดโลก การแข็งค่าของสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และทิศทางฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ (นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทย 4,494 ล้านบาท และ 5,126 ล้านบาท ตามลำดับ) ขณะที่ เงินดอลลาร์ฯ ขาดแรงหนุน เนื่องจากตลาดยังคงรอติดตามสัญญาณดอกเบี้ยจากผลการประชุมเฟด รวมถึงเส้นตายการชัตดาวน์ของหน่วยงานราชการสหรัฐฯ อีกครั้งในช่วงปลายสัปดาห์นี้

สำหรับ กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันพรุ่งนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 30.85-31.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลการประชุมเฟด ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ การเคลื่อนไหวของเงินเยนและราคาทองคำตลาดโลก  

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  ค่าเงินบาทวันนี้ 28 ม.ค.69  เปิดตลาด“แข็งค่าสุดรอบ4ปี “ ที่ระดับ 30.86 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่เราประเมินไว้ และสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 30.89-31.13 บาทต่อดอลลาร์) หนุนโดยการอ่อนค่าลงต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ที่เผชิญแรงขายจากความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะ Government Shutdown ได้อีกครั้งในช่วงสิ้นเดือนนี้ 

นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินเฟดมีโอกาสราว 96% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) สอดคล้องกับกระแสข่าวที่คาดว่าประธานาธิบดี Donald Trump อาจเลือกให้ Rick Rieder, CIO Global Fixed Income ของ BlackRock เป็นประธาน FED คนถัดไป

ขณะเดียวกัน ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการร่วมมือเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ระหว่างทางการญี่ปุ่นกับทางการสหรัฐฯ ได้หนุนให้ เงินเยนญี่ปุ่นพลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 152.50 เยนต่อดอลลาร์ เพิ่มแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์พอสมควร และที่สำคัญ การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ในช่วงคืนที่ผ่านมา ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง และยิ่งหนุนการแข็งค่าของเงินบาทเช่นกัน 

แนวโน้มค่าเงินบาท 

แนวโน้มค่าเงินบาท แม้ว่าเงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น มากกว่าที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้าแถวโซนแนวรับแรก 31.10 บาทต่อดอลลาร์ แต่เราขอคงมุมมองเดิมว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (USDTHB) อาจเป็นไปอย่างจำกัด โดยหลังจากที่เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์ จะมีโอกาสแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับถัดไป 30.80 บาทต่อดอลลาร์ (กรอบล่างของเงินบาทในสัปดาห์นี้ที่เราประเมินไว้ในช่วงวันจันทร์ที่ผ่านมา) ได้ ในกรณีที่ เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 หรือความกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ที่จะพอช่วยหนุนเงินเยนญี่ปุ่นให้แข็งค่าขึ้นต่อได้บ้าง ขณะเดียวกัน การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ดังกล่าว โดยเฉพาะจากประเด็นความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล Trump 2.0 อาจพอช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้นต่อ มากกว่าที่เราประเมินไว้และเป็นอีกปัจจัยที่หนุนการแข็งค่าของเงินบาทได้

ทว่า เราประเมินว่า ในส่วนของราคาทองคำนั้น การปรับตัวขึ้น “เร็ว แรง” ของราคาทองคำ (XAUUSD) ในระยะสั้น ได้ทำให้ราคาทองคำเข้าสู่ Danger Zone มาสักระยะ เสี่ยงต่อการเข้าสู่ช่วงพักฐานได้ไม่ยาก โดยล่าสุด ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้น สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาว อย่าง เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ถึง +37% เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เราได้เก็บข้อมูลสถิติมา ซึ่งหากราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานได้จริง ตามสถิติที่เราวิเคราะห์มา อาจเป็นปัจจัยที่กดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าได้

นอกจากนี้ เรามองว่า การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อาจชะลอลงได้บ้าง หาก FED คงดอกเบี้ยตามคาดและไม่ได้ส่งสัญญาณเร่งรีบเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม โดยอาจต้องรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell อย่างใกล้ชิดในช่วงราว 02.30 น. หรือ 30 นาที หลังรับรู้ผลการประชุม FOMC ส่วนประเด็นความกังวลต่อความเสี่ยงการเกิดภาวะ Government Shutdown ของสหรัฐฯ นั้น เรามองว่า อาจกดดันเงินดอลลาร์ในระยะสั้น และหากความกังวลดังกล่าวเริ่มคลี่คลายลง รวมถึงไม่ได้มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะ Government Shutdown ที่ลากยาวนานแบบครั้งก่อน เงินดอลลาร์ก็อาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways และเริ่มทยอยรีบาวด์แข็งค่าขึ้นบ้าง สอดคล้องกับสถิติที่เคยเกิดขึ้น 

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.10-32.20 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ที่ต้องจับตาทั้งสถานการณ์ Government Shutdown (ที่จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นปี 2026) และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้าโดยศาลสูงสุด (Supreme Court) ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ท่ามกลางความหวังว่า ผลประกอบการของบรรดาหุ้นเทคฯ อาจออกมาสดใส แม้ว่าบรรดาหุ้นกลุ่มประกันสุขภาพจะเผชิญแรงกดดันบ้าง หลังจากรัฐบาลสหรัฐฯ เสนอการจ่ายเงินในอัตราที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.41% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้นราว +0.91%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.58% โดยยังคงได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มการเงิน ที่จะทยอยรับรู้ผลประกอบการในช่วงนี้ ขณะเดียวกัน อานิสงส์ของการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ ธีม AI/Semiconductor ของสหรัฐฯ ยังได้หนุนให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวในฝั่งยุโรปปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะ ASML +3.4% 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ Sideways แถวโซน 4.24% แม้ผู้เล่นในตลาดจะปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดบ้าง ทว่า ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ อยู่ ทั้งนี้ เราประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะผลการประชุม FOMC ของ FED ขณะเดียวกัน ยังคงต้องติดตาม บรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเราขอย้ำว่า จากการประเมินแนวโน้มบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ใหม่ ซึ่งเราได้คำนึงถึงแรงกดดันต่อสถานะการคลังของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น จากทั้งประเด็น Greenland และคดีมาตรการภาษี IEEPA จนทำให้ Term Premium ของบอนด์ระยะยาวสูงขึ้นจากที่เคยประเมินไว้ เราพบว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังมีความน่าสนใจในการดำเนินกลยุทธ์ รอจังหวะเข้าซื้อ หรือ Buy on Dip หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นทะลุโซน 4.25% (เช่นเดียวกันกับฝั่งบอนด์ระยะยาวของไทยที่ควรทยอยเข้าซื้อ หากบอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 1.90% ) 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม อีกทั้ง ผู้เล่นในตลาดต่างยังคงกังวลต่อความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงความเสี่ยงที่สหรัฐฯ อาจเข้าสู่ภาวะ Government Shutdown อีกครั้ง ในช่วงปลายเดือนนี้ นอกจากนี้ ความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ อาจร่วมมือเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ได้หนุนให้เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและกดดันเงินดอลลาร์พอสมควร ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 95.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 95.6-97.0 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ จังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ กอปรกับความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ยังคงช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) สามารถทยอยปรับตัวสูงขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง สู่โซน 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญที่ต้องติดตามใกล้ชิด คือ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่จะทยอยรับรู้ในช่วง 02.00 น. ของเช้าวันพฤหัสฯ ที่ 29 มกราคม ตามเวลาประเทศไทย โดยเราประเมินว่า FED อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ไปก่อน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 ส่วนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดแรงงานยังไม่ได้ชะลอตัวลงหนัก จนเฟดจำเป็นต้องเร่งรีบลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่วนในช่วง ราว 20.30 น. บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ซึ่งต้องรอลุ้นว่า จะมีการเปิดเผยรายชื่อว่าที่ประธาน FED คนใหม่ หรือไม่ หรืออาจจะมีการกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่อาจทำให้ตลาดยังคงกังวลต่อความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 หรือไม่ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมทั้ง คอยติดตามพัฒนาการของความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับบรรดาประเทศยุโรป ในประเด็น Greenland และแนวโน้มการเจรจาเพื่อยุติสงคราม รัสเซีย-ยูเครน 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


รีย์บาคิน่า ปราบ ซิออนเท็ก ทะลุตัดเชือก ออสเตรเลียน โอเพ่น 2026

เยเลน่า รีย์บาคิน่า ฟอร์มดุหวดชนะ อีก้า ซิออนเท็ก 2 เซตรวด ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ออสเตรเลียน โอเพ่น 2026 พร้อมดับฝันการทำแชมป์แกรนด์สแลมครบทุกรายการ

ศึกเทนนิสแกรนด์สแลมแรกของปี ออสเตรเลียน โอเพ่น 2026 ณ เมลเบิร์น พาร์ค เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเช้าวันพุธที่ 28 มกราคม 2569 เป็นการชิงชัยในรอบ 8 คนสุดท้าย ท่ามกลางเงินรางวัลรวมสูงถึง 111,500,000 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 2,397,250,000 บาท)

ไฮไลต์ในประเภทหญิงเดี่ยว อีก้า ซิออนเท็ก นักเทนนิสมืออันดับ 2 ของโลกจากโปแลนด์ ลงสนามพบกับ เยเลน่า รีย์บาคิน่า มือวางอันดับ 5 ของรายการ และมืออันดับ 5 ของโลกจากคาซัคสถาน โดยแมตช์นี้มีเดิมพันสำคัญสำหรับ ซิออนเท็ก ที่หวังจะคว้าแชมป์เพื่อทำสถิติ Career Grand Slam หรือการคว้าแชมป์แกรนด์สแลมให้ครบทุกรายการ

เซตแรก ทั้งคู่ดวลกันอย่างดุเดือดกินเวลานานถึง 1 ชั่วโมงเต็ม จนกระทั่งช่วงท้ายเซต รีย์บาคิน่า อาศัยจังหวะเฉียบขาดเบรกเกมเสิร์ฟสำคัญได้สำเร็จ เอาชนะไปก่อนด้วยสกอร์ 7-5 เข้าสู่เซตที่สอง รีย์บาคิน่า ยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ ชิงเบรกเกมเสิร์ฟได้ถึง 2 ครั้งในช่วงต้นเซตจนนำห่าง 3-0 ก่อนจะปิดแมตช์อย่างสวยงามด้วยการเสิร์ฟเอซ ชนะไปขาดลอย 6-1

สรุปผลการแข่งขัน เยเลน่า รีย์บาคิน่า เอาชนะไปได้ 2-0 เซต ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปรอพบผู้ชนะระหว่างสองนักหวดจากสหรัฐฯ คือ เจสสิก้า เปลกูล่า (มือ 6 ของโลก) หรือ อแมนด้า อนิซิโมว่า ขณะที่ความหวังในการสร้างประวัติศาสตร์ของ อีก้า ซิออนเท็ก ต้องจบลงทันที

สำหรับการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 29 มกราคม 2569 เริ่มแข่งขันเวลา 15.00 น. ตามเวลาประเทศไทย แฟนกีฬาเทนนิสสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ทางช่อง beIN SPORTS 2 (608)

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


ไทยวิกฤต! สังคมสูงวัยพุ่งอันดับ 3 เอเชีย แซงจีน ชี้ป่วยทรมาน 10 ปีก่อนตาย

  • ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตสังคมสูงวัย โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แซงหน้าประเทศจีน
  • คาดการณ์ว่าในปี 2568 ไทยจะมีประชากรอายุเกิน 60 ปีถึง 22% และจะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอดในปี 2576
  • คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ย 77 ปี แต่มีช่วงเวลาที่สุขภาพดีเพียง 67 ปี ทำให้ต้องเผชิญกับความเจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นานถึง 10 ปีก่อนเสียชีวิต

นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ข้อมูลจาก UN World Population Prospects ระบุถึงแนวโน้มประชากรผู้สูงอายุในเอเชียปี 2568 จนถึงปี 2578 หรือในช่วงประมาณ 10 ปีนี้ สัดส่วนของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปคาดการณ์ว่าจะเติบโตสูงอยู่ในประเทศแถบเอเชียมากที่สุดในโลก

นำโดยประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากนับ 10 อันดับประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในเอเชีย ปัจจุบันประเทศไทยกำลังมาแรงเป็นอันดับ 3 แซงหน้าประเทศจีนซึ่งมีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน

10 อันดับประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในเอเชีย

  1. ญี่ปุ่น
  2. เกาหลีใต้
  3. ไทย
  4. จีน
  5. สิงคโปร์
  6. เวียดนาม
  7. อินโดนีเซีย
  8. อินเดีย
  9. กัมพูชาและ
  10. ฟิลิปปินส์

นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2568 คาดว่าจะมีประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี จำนวน 22% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 28.57% ในปี 2576 ซึ่งถือเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด นอกจากนี้ ในอนาคตปี 2578 จะมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึง 30% ใกล้เคียงกับประเทศจีน ตามหลังเพียงญี่ปุ่น (40%) และเกาหลีใต้ (38%) เท่านั้น

โดยช่องว่างระหว่าง “อายุขัย” กับ “ความแข็งแรง” (Health Span vs Life Span) กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมผู้สูงอายุไทย คือ “การป่วยนานก่อนตาย” เพราะเฉลี่ยคนไทยจะมีอายุขัย (Life Span) ประมาณ 77 ปี แต่มีช่วงอายุที่แข็งแรง (Health Span) เพียง 67 ปี หมายความว่าต้องเผชิญความทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บนานถึง 10 ปีก่อนเสียชีวิต 

ส่วนใหญ่ตะป่วยด้วยโรค NCDs เช่น มะเร็ง หลอดเลือดสมอง และหัวใจ ฯลฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและงบประมาณภาธารณสุขเป็นอย่างมาก ดังนั้น ประเทศไทยต้องรีบเปลี่ยนแนวทางเพื่อสร้าง “สังคมผู้สูงอายุที่แข็งแรง” ให้กลุ่มคนอายุ 60 ปีขึ้นไปสามารถทำงานใหม่ (Upskill/Reskill) เพื่อให้อยู่รอดได้ในสภาวะวิกฤตประชากรในอนาคต

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


การบอกเวลาเป็นภาษาอังกฤษ

เป็นบทสนทนาสุดเบสิคเลยจริงๆ สำหรับประโยคการถามไถ่ถึงเวลาต่างๆ  หายคนอาจจะเคยผ่านตามาบ้างในชั้นเรียน แต่รู้หรือเปล่าว่าการบอกเวลาเป็นภาษาอังกฤษ แท้จริงแล้วมีอะไรซ่อนมากกว่านั้นอยู่นะ! ว่าแต่มันคืออะไร ตาม วอลล์สตรีทอิงลิช มาดูเลยดีกว่า!

โดยทั่วไปแล้ว วิธีหลักๆ ในการบอกเวลาจะแบ่งเป็น 2 แบบ ดังต่อไปนี้

แบบ British English

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับ แบบนี้ไม่มากก็น้อย เพราะแบบ British English จะใช้ระบบเวลาแบบ 12 ชั่วโมง โดยจะใช้เลข 1 -12 ตามด้วย a.m. และ p.m. ที่หลายๆ คนต่างคุ้นเคยกันนั่นเอง

a.m. = ante meridiem = หลังเที่ยงคืน – ก่อนเที่ยงวัน (00.01 a.m. – 11.59 a.m.)

p.m. = post meridiem = หลังเที่ยงวัน – ก่อนเที่ยงคืน (12.00 p.m. – 11.59 p.m.)

หากคุณต้องการบอกเวลาเต็มชั่วโมง ให้เติมคำว่า “o’clock” ท้ายเวลา หรือพูด a.m. และ p.m. ตามด้วยเวลาต่างๆ ก็ได้ เช่น

10.00 a.m. = ten o’clock in the morning

04.00 p.m = four o’clock in the afternoon

แต่ถ้า คุณอยากจะบอกเวลาที่ผ่านชั่วโมงมาแล้ว แต่ไม่เกิน 30 นาที ให้บอกนาทีนำหน้า แล้วตามด้วย “past” และชั่วโมงที่ผ่านมา เช่น

09.25 a.m. = twenty-five past nine

05.12 p.m. = twelve past five

เวลาที่ผ่านชั่วโมง และเกิน 30 นาทีมาแล้ว ให้บอกนาทีที่เหลือก่อนจะถึงชั่วโมงถัดไป ตามด้วย “to”  และชั่วโมงถัดไป เช่น

07.50 a.m. = ten to eight

08.40 p.m. = twenty to nine

สำหรับ การบอกเวลาแบบ British English หากนาฬิกาเป็นเวลา 15 นาทีหรือ 45 นาที ให้ใช้คำว่า a quarter และหากเป็น 30 นาที ให้ใช้ half เช่น

06.15 a.m. = a quarter past six

06.30 a.m. = half past six

แบบ American English

อีกรูปแบบการบอกเวลา ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยอยู่บ้าง แต่ไม่ได้นิยมใช้แพร่หลายมากเท่า British English  เพราะแบบ American English จะใช้ระบบเวลาแบบ 24 ชั่วโมง ใช้ตั้งแต่เลข 0 ไปจนถึง 24 และแน่นอนว่า จะไม่มี a.m. และ p.m. เด็ดขาด

สำหรับคนที่ไม่คุ้นชินกับการบอกเวลาแบบนี้ วิธีพูดคือ ให้บอกเลขชั่วโมงก่อนตามด้วยเลขนาที โดยทั่วมักจะใช้ในทางทหาร หรืองานที่เป็นทางการ  เช่น

เวลา 20.15 น. = twenty fifteen

เวลา 08.05* น. = eight O five  *ใช้เสียง O (โอ) แทนเลข 0

เวลา 17.50 น. = seventeen fifty

เทคนิคเล็กน้อย สำหรับการบอกเวลาด้วย American English คุณจะสามารถเติมคำประมาณอย่าง about, around หรือ nearly  ลงไปได้ เช่น

เวลา 08.02 น. =It’s about eight o’clock

เวลา 09.27 น.  = It’s nearly half past nine

ส่งท้าย ทริคเล็กน้อย

  • ในเวลาเที่ยงคืนหรือเที่ยงวัน สามารถใช้คำว่า “midnight” หรือ “midday / noon” แทนเลข 12 ได้ เช่น  เวลา 00:00 น. แทนช่วงเวลานี้ ว่า midnight หรือ เวลา 12:00 น. แทนช่วงเวลานี้ว่า midday or noon
  • ส่วนในการพูดอย่างเป็นทางการ สามารถใช้ “a.m.” หรือ “p.m.” ประกอบได้อยู่เหมือนเดิม เช่น เวลา เวลา 03:15 น. บอกได้ว่า  three fifteen a.m
  • หากจำเป็น ก็สามารถใช้ “in the morning, in the afternoon, in the evening, at night” ประกอบได้ เช่น  เวลา 03:15 น. เป็น A quarter past three in the morning. หรือ A quarter past three at night. ก็ได้เช่นกัน

สำหรับใครที่เป็นมือใหม่ หรือคุ้นชินกับการบอกเวลาด้วย a.m. หรือ p.m. ของระบบ British English คงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการตอบ

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


มันม่วง มันส้ม มันเหลือง ต่างกันอย่างไร เลือกกินให้เหมาะกับสุขภาพ

“มันเทศ” เป็นอาหารจากธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะ 3 สายพันธุ์ยอดนิยม ได้แก่ มันม่วง มันส้ม และมันเหลือง ซึ่งแม้จะมีชื่อคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วแตกต่างกันทั้งด้านรสชาติ สารอาหาร เนื้อสัมผัส รวมถึงผลดีต่อสุขภาพ บทความนี้จะพาไปเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของมันแต่ละชนิดอย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำจากแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้คุณเลือกมันเทศได้ตรงกับเป้าหมายสุขภาพมากที่สุด

เปรียบเทียบคุณค่าทางโภชนาการของมันเทศ ทั้ง 3 ชนิด

ประเภทสารเด่นดัชนีน้ำตาล (GI)เหมาะกับใคร
มันม่วงแอนโทไซยานินต่ำผู้สูงอายุ คนควบคุมน้ำตาล
มันส้มเบต้าแคโรทีนปานกลาง-สูงเด็ก ผู้ที่ต้องการบำรุงสายตา
มันเหลืองคาร์โบไฮเดรต + ไฟเบอร์ปานกลางครอบครัวทั่วไป ใช้ทำอาหารคาว

มันม่วง สารต้านอนุมูลอิสระสูง เหมาะกับสายสุขภาพ

มันม่วง (Purple Sweet Potato) มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) สูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีงานวิจัยจาก NCBI ยืนยันว่า ช่วยลดการอักเสบ ป้องกันมะเร็งบางชนิด และดีต่อหลอดเลือดและหัวใจ นอกจากนี้ยังมีไฟเบอร์สูง จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี เหมาะกับผู้ที่เป็นเบาหวานหรือควบคุมน้ำหนัก

ข้อดี

  • ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย
  • ดัชนีน้ำตาลต่ำ ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่ง
  • เนื้อแน่น เหมาะสำหรับอบหรือทำของหวานคลีน

ข้อเสีย

  • ราคาสูงกว่ามันพันธุ์อื่น
  • เนื้อค่อนข้างแห้ง หากไม่ปรุงให้ชุ่มอาจฝืดคอ
  • บางคนอาจไม่ชอบกลิ่นเฉพาะตัว

มันส้ม แหล่งเบต้าแคโรทีนสูง ดีต่อสายตาและผิว

มันส้ม (Orange Sweet Potato) เป็นแหล่งของ เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ซึ่งเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย ช่วยบำรุงสายตาและระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีข้อมูลจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health แนะนำว่า การบริโภคเบต้าแคโรทีนจากผัก-ผลไม้สีส้มเป็นวิธีธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่าการกินวิตามินเม็ด

ข้อดี

  • หวานธรรมชาติ เด็กกินง่าย
  • อุดมด้วยวิตามินเอ ดีต่อผิวและดวงตา
  • เนื้อนุ่ม เหมาะกับเมนูมันบด มัฟฟิน หรือซุป

ข้อเสีย

  • ดัชนีน้ำตาลสูงกว่ามันม่วง
  • ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานหากบริโภคมาก
  • เก็บไว้นานอาจเน่าเสียง่ายกว่ามันม่วงหรือมันเหลือง

มันเหลือง คาร์บคุณภาพ ราคาย่อมเยา

มันเหลือง (Yellow Sweet Potato) เป็นพันธุ์พื้นเมืองไทยที่เราคุ้นเคย ให้พลังงานสูง มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และไฟเบอร์ปานกลาง เหมาะสำหรับทำอาหารคาวหวานทั่วไป เช่น แกง ข้าวเหนียวหน้ามัน หรือทอด โดย กรมอนามัย แนะนำให้ใช้มันเทศสีเหลืองหรือสีขาวในเด็กเล็ก เพราะมีรสชาติไม่จัดและไม่หวานเกินไป

ข้อดี

  • ราคาถูก หาซื้อง่ายตามตลาดทั่วไป
  • เหมาะกับการนำไปประกอบอาหารไทย
  • ให้พลังงานสูง เหมาะกับเด็กและคนทำงานหนัก

ข้อเสีย

  • ปริมาณวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระต่ำกว่าพันธุ์อื่น
  • รสชาติไม่หวานจัด ไม่เหมาะกับการทำขนมบางประเภท
  • เมื่อเก็บไว้นานอาจเกิดเส้นใยในเนื้อ ทำให้เนื้อเหนียว 

สรุป เลือกมันให้ถูกกับร่างกายและเมนูที่คุณจะทำ มันแต่ละสีมีคุณประโยชน์และลักษณะเฉพาะตัว หากต้องการกินเพื่อสุขภาพ ควรเลือกให้สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องการสารต้านอนุมูลอิสระ – ควรเลือกมันม่วง, ต้องการบำรุงสายตา – เลือกมันส้ม, แต่ถ้าจะทำอาหารทั่วไปและควบคุมงบประมาณ – มันเหลืองถือว่าตอบโจทย์ ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการใส่น้ำตาลหรือทอดในน้ำมันมากเกินไป เพื่อให้คุณได้รับประโยชน์จากมันเทศเต็มที่ในทุกคำที่กิน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


จุฬาฯ เปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” เตรียมความพร้อมภาคธุรกิจสู่ยุคควอนตัม

จุฬาฯ เปิด ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีควอนตัมระดับภูมิภาค เดินหน้าลงนาม MOU กับพันธมิตร เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศจากสถานะผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่เจ้าของเทคโนโลยี

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ เป็นประธานในงานเปิดตัว “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” กล่าวว่า ในปี 2569 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการเปิดตัว Siam Quantum Square ซึ่งถือเป็นศูนย์ควอนตัมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

โดยตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลและการพัฒนาทางด้านควอนตัมที่ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ

โครงการนี้มุ่งเน้นการสร้าง “นวัตกร” ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลักดันให้นักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์จากคณะวิทยาศาสตร์

จุฬาฯ สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ การดำเนินงานของศูนย์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเรียนการสอนในตำรา แต่เป็นการสอนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง”

“Siam Quantum Square มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมในหลากหลายด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น Quantum Machine Learning การเรียนรู้ของเครื่องด้วยระบบควอนตัม Quantum Computing การประมวลผลแบบควอนตัม

Quantum Sensing การตรวจวัดด้วยสัญญาณควอนตัมในรูปแบบต่าง ๆ วิทยาศาสตร์เหล่านี้จะถูกเปลี่ยนให้เป็นนวัตกรรมและผลผลิตที่จับต้องได้ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมคือการควบคุมสมบัติและสถานะของอนุภาคตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม เพื่อนำไปพัฒนานวัตกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ปัจจุบันหลักการทางควอนตัมได้เข้ามามีบทบาทและถูกใช้เป็นแกนหลักในเทคโนโลยีที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา อาทิ สมาร์ทโฟน โซลาร์เซลล์ หรือเครื่อง MRI ที่ใช้ในการแพทย์ ดังนั้น เทคโนโลยีควอนตัมไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างที่หลาย ๆ คนคิด

ผนวกกับควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computers) เป็นเทคโนโลยีขั้นกว่าที่ใช้หลักการทางควอนตัมในระดับสูงสุด เพื่อมาใช้คำนวณแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่แก้ไม่ได้ด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อีกทั้งยังสามารถถอดการเข้ารหัสทางดิจิทัลในปัจจุบันได้ ซึ่งควอนตัมคอมพิวเตอร์กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมดิจิทัลและระบบเศรษฐกิจระดับโลก” 

‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ จะดำเนินการภายใต้ 4 พันธกิจ คือ

1) พัฒนาและสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีควอนตัม

2) ดำเนินการวิจัยเชิงกลยุทธ์ระดับโลก โดยคำนึงถึงการสร้างองค์ความรู้ระดับพื้นฐานเป็นสำคัญ เพื่อในระยะยาวก่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ไทยเราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี

3) สร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายนานาชาติ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และลดความเสี่ยงจากการกีดกันทางเทคโนโลยี

4) สื่อสารความรู้เกี่ยวกับควอนตัมเทคโนโลยีให้แก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเข้าถึงได้

กิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์ฯ ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจากโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ภายใต้การดูแลของสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)

“เราจะมุ่งเน้นการวิจัยที่เป็นเลิศระดับโลก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควอนตัมในการแก้ปัญหาในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนายา หรือวัสดุขั้นสูง พลังงาน การแพทย์ การเงิน การคมนาคม 

ตัวอย่างของการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมที่ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์ได้ดำเนินการแล้ว ได้แก่ การวิจัย Quantum Computing การประมวลผลเชิงควอนตัม

การวิจัย Quantum Artificial Intelligence หรือ Quantum AI ซึ่งคือการผสมผสานการคำนวณเชิงควอนตัม และปัญญาประดิษฐ์

ศูนย์ฯ ยังมีแผนดำเนินการในหัวข้ออื่น ๆ ได้แก่ การวิจัย Quantum Cryptography เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ การวิจัยและพัฒนาระบบเข้ารหัสควอนตัมที่สามารถป้องกันการดักฟังข้อมูล

การพัฒนา Quantum Materials and Devices เพื่อพัฒนาวัสดุใหม่ ๆ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับเครื่องคำนวณทางควอนตัม และเซนเซอร์ควอนตัมได้

“ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์” ยังมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับ Quantum Technology Foundation (Thailand) [QTFT] ซึ่งเป็น บริษัทสตาร์ตอัปด้านควอนตัมของไทย โดยมุ่งเน้นงานวิจัยด้าน Advanced Optimization

และมีแผนขยายไปสู่ การวิจัยด้าน Quantum Optimization ในอนาคต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบการจัดการในภาคธุรกิจต่าง ๆ ให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งศูนย์ฯ ยังได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจอื่น ๆ ได้แก่ Portfolio Optimization with Quantum Computers, Western Digital Corporation (ประเทศไทย) 

ในระยะอันใกล้ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือเพิ่มเติมกับบริษัท Denso และสถาบัน National Institute of Advance Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น 

ทั้งนี้ “ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์”  ยังมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกมิติ ตั้งแต่สถาบันการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมในประเทศไปจนถึงพันธมิตรระดับโลก

ล่าสุดได้เตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ IBM ประเทศไทย สถาบัน National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) ประเทศญี่ปุ่น และบริษัท Qunova Computing ประเทศเกาหลี

และมีแผนขยายความร่วมมือไปยังภาคเอกชนชั้นนำอีกหลายแห่ง อาทิ Western Digital Corporation (Thailand) และ SCB เพื่อนำเทคโนโลยีควอนตัมไปแก้ไขปัญหาเชิงธุรกิจ ความปลอดภัยของข้อมูล การแพทย์ และสังคม

 ‘ศูนย์สยามควอนตัมสแควร์’ ยังได้พัฒนาหลักสูตรนานาชาติระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เกี่ยวกับด้านเทคโนโลยีควอนตัมโดยตรง

โดยมุ่งเน้นทั้งทางด้านตัวทฤษฎีและปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้ ผู้เรียนสำหรับการมาถึงตลาดงานทางด้านควอนตัมทั่วโลก

ทางศูนย์ฯ ยังเตรียมร่วมมือหารือโครงการแลกเปลี่ยนนิสิตและบุคลากรกับมหาวิทยาลัย Korea Advanced Institute of Science & Technology (KAIST)  ประเทศเกาหลี และสถาบันวิจัย National Institute for Materials Science (NIMS) ประเทศญี่ปุ่น

อีกทั้งพร้อมร่วมมือกับ IBM บัณฑิตวิทยาลัย และ QTFT เพื่อพัฒนาหลักสูตรระยะสั้นและหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจไทยในการเข้าสู่ยุคควอนตัม ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SQ² Siam Quantum Square at Chulalongkorn University 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 28/1/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a76,650.0076,750.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,955.0075,117.8077,550.00
ทองรูปพรรณ 90%4,459.5067,606.02n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,964.0060,094.24n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,229.7533,803.01n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,734.2526,291.23n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%5,134.7277,842.36n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 28/1/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.8530.8531.3530.8530.8530.8530.8530.8530.85
แก๊สโซฮอล์ 9130.4830.4830.7830.4830.4830.4830.4830.4830.48
แก๊สโซฮอล์ E2028.6428.6428.9428.6428.6428.6428.6428.64
แก๊สโซฮอล์ E8526.5926.5926.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า