อสังหาฯ ไทย 69 ปีประคองตัว ดีมานด์หด ผู้ประกอบการชะลอลงทุน

- ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 คาดว่าจะอยู่ในภาวะประคองตัว ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะชะลอการลงทุนเปิดโครงการใหม่ หันเน้นการบริหารความเสี่ยง
- ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศหดตัว โดยมีสาเหตุจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ต่ำและอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง
- ผู้พัฒนาโครงการปรับกลยุทธ์เจาะตลาดระดับบนและซูเปอร์ลักชัวรีมากขึ้น จับกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและลดความเสี่ยงจากตลาดระดับกลาง-ล่าง
- ผู้ประกอบการเน้นการระบายสต็อกที่อยู่อาศัยคงค้าง โดยมีกำลังซื้อจากชาวต่างชาติเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงตลาดคอนโดมิเนียม
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังผ่านแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องหลายปี โดยผู้เชี่ยวชาญจากบริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกต่างประเมินตรงกันว่า ปีนี้จะยังไม่ใช่ปีของการฟื้นตัวอย่างชัดเจน หากแต่เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้อง “ตั้งหลักและบริหารความเสี่ยง” มากกว่าการขยายการลงทุนเชิงรุก
แผนกวิจัย บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยยังเผชิญแรงกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังสูง ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดระดับกลางถึงล่าง
ในฝั่งคอนโดมิเนียม ผู้พัฒนาโครงการได้ปรับกลยุทธ์มาอย่างต่อเนื่องหลายปี ด้วยการลดปริมาณการเปิดตัวโครงการใหม่ และหันมาให้ความสำคัญกับ “คุณภาพมากกว่าปริมาณ” อย่างชัดเจน
นางสาวรุ่งรัตน์ วีระภาคย์การุณ กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ระบุว่า โครงการในย่านใจกลางกรุงเทพฯ มีแนวโน้มมุ่งสู่ระดับซูเปอร์ลักชัวรีมากขึ้น โดยใช้กลยุทธ์สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านงานออกแบบ การดึงแบรนด์โรงแรมระดับโลกเข้ามาบริหารในรูปแบบ Branded Residence รวมถึงการพัฒนาโครงการขนาดเล็ก ไม่เกิน 100 ยูนิต เพื่อเน้นความเป็นส่วนตัว
ขณะที่ตลาดมิดทาวน์และชานเมืองยังถูกกดดันจากกำลังซื้อในประเทศ ทำให้การเปิดโครงการใหม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะทำเลที่มีปัจจัยสนับสนุนชัดเจน เช่น ใกล้ระบบขนส่งมวลชน มหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาล ซึ่งสามารถรองรับทั้งดีมานด์อยู่อาศัยจริงและการเช่า
สอดคล้องกับมุมมองของ บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ประเมินว่า ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการเลือก “ระบายสต๊อก” มากกว่าการเปิดขายโครงการใหม่ โดยคาดว่าปริมาณคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่จะไม่เกิน 15,000 ยูนิต ลดลงจากช่วงก่อนโควิดอย่างมีนัยสำคัญ
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟิลด์ (ประเทศไทย) ระบุว่า ตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2568 เห็นสัญญาณชะลอการเปิดตัวอย่างชัดเจน โดยทั้งปีมีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ ประมาณ 16,408 ยูนิต และในไตรมาส 4/2568 เปิดใหม่เพียงราว 3,100 ยูนิต ลดลงถึง 56% จากไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนการชะลอการลงทุนของผู้ประกอบการอย่างชัดเจนมากขึ้น
โครงการที่เปิดขายในช่วงปี 2568-2569 มีสัดส่วนระดับราคามากกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และมีหลายโครงการที่ราคาสูงเกิน 200,000 บาทต่อตารางเมตร สะท้อนการปรับพอร์ตของผู้ประกอบการไปจับกลุ่มกำลังซื้อระดับบน ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าที่มีความพร้อมทางการเงินสูง และได้รับแรงหนุนจากผู้ซื้อชาวต่างชาติ
ในทางกลับกัน โครงการที่อยู่อาศัยราคาต่ำและระดับกลางถูกลดบทบาทลง เนื่องจากความเสี่ยงด้านการโอนกรรมสิทธิ์และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กำไรของผู้ประกอบการบางรายหดตัว แม้จะยังไม่ถึงขั้นขาดทุน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ยังช่วยประคองตลาดคอนโดมิเนียมไทย คือ กำลังซื้อจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจีน ซึ่งยังคงมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ข้อมูลจากคุชแมนฯ ระบุว่า การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมของชาวต่างชาติอยู่ในระดับค่อนข้างคงที่ เฉลี่ย 3,300-3,900 ยูนิตต่อไตรมาส อย่างไรก็ตาม การพึ่งพากำลังซื้อต่างชาติในระยะยาวยังมีความเสี่ยง หากเศรษฐกิจโลกหรือสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์กลับมาผันผวนอีกครั้ง

ในฝั่งบ้านจัดสรรแนวราบ ซีบีอาร์อีชี้ว่า ปริมาณบ้านแนวราบเหลือขายที่อยู่ในระดับสูง บังคับให้ผู้พัฒนาโครงการต้องประเมินทำเลอย่างรอบคอบมากขึ้น การเปิดโครงการใหม่จะเน้นขนาดไม่ใหญ่ ปิดการขายเร็ว และเจาะกลุ่มลูกค้าเฉพาะทางมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
เมื่อพิจารณาภาพรวม ทั้ง CBRE และคุชแมนฯ มองตรงกันว่า ปี 2569 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ หนี้ครัวเรือน นโยบายรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง และทิศทางเศรษฐกิจโลก
ในบริบทดังกล่าว ตลาดที่อยู่อาศัยอาจแทบไม่มีการขยายตัว หรือขยับดีขึ้นจากปี 2568 เพียงเล็กน้อย ผู้ประกอบการบางรายอาจเลือกไม่เปิดโครงการใหม่ และมุ่งบริหารพอร์ตที่มีอยู่ให้มีสภาพคล่องมากที่สุดโดยปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็น “ปีแห่งการตั้งหลัก” ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยผู้ประกอบการจะต้องบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางดีมานด์ที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ และความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมตลาด
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
AREAชี้ทิศตลาดที่อยู่อาศัย 69 สต๊อกท่วม 2.2แสนหน่วย ขายนาน49.8เดือนหมด

AREA ดร.โสภณ พรโชคชัย ชี้ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย 2569 หน่วยรอขายในมือผู้ประกอบการ 221,805 หน่วย คาดขายหมดใช้เวลา 49.8 เดือน แม้ภาพรวมกทม.-ปริมณฑล68 หดตัวคาด69 สถานการณ์ดีขึ้นเติบโตที่ 5%
ตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลปี 2568 หดตัวลงตามคาดแต่ก็ยังคาดว่าในปี 2569 สถานการณ์จะดีขึ้นโดยเติบโต 5%
ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) กล่าวในงานสัมมนาทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย 2569 ซึ่งจัดต่อเนื่องมา 32 ปีแล้วในโอกาสที่สรุปสถานการณ์การสำรวจภาคสนามล่าสุดครบถึงสิ้นปี 2568 ว่า
ตลาดที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลในภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2568 พบว่า การเปิดตัวโครงการใหม่มีการเปิดตัวจำนวนโครงการ จำนวนหน่วยขาย และมูลค่าโครงการลดลง แต่ราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้น โดยการพัฒนาแยกเป็น 2 กลุ่มหลักที่สำคัญ คือ กลุ่มระดับกลางถึงค่อนข้างสูงที่มีระดับราคาขายไม่เกิน 5 ล้านบาท และกลุ่มที่มีระดับราคาตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป
การเปิดตัวโครงการใหม่
ทั้งนี้การเปิดตัวโครงการใหม่ตั้งแต่มกราคม-ธันวาคม 2568 มีจำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด 265 โครงการ โดยเป็นโครงการประเภทที่อยู่อาศัยจำนวน 259 โครงการ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ จำนวน 6 โครงการ มีจำนวนหน่วยขายทั้งหมดที่ขายในตลาดรวมกันถึง 41,556 หน่วย มีมูลค่าการพัฒนารวมจำนวน 291,274 ล้านบาท มีราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยที่ 7.004 ล้านบาท
โดยจะพบว่าในเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่มีจำนวนโครงการมากที่สุด 43 โครงการ ส่วนเดือนที่มีจำนวนหน่วยเปิดขายมากสุดคือเดือนพฤศจิกายนด้วยจำนวน 6,061 หน่วย (14.6%) มีมูลค่าโครงการรวม 62,818 ล้านบาท (21.6%) เนื่องจากในเดือนนี้มีการเร่งเปิดตัวโครงการก่อนสิ้นปี โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวและอาคารชุด จึงทำให้ภาพรวมของเดือนนี้มีจำนวนหน่วยขายสูงกว่าเดือนอื่นๆ
ส่วนราคาขายเฉลี่ยต่อหน่วยของอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 มีราคาขายเฉลี่ยที่ 7.004 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่ราคาเฉลี่ย 6.782 ล้านบาท (3.3%) โดยหากพิจารณาเฉพาะราคาเฉลี่ยของกลุ่มที่อยู่อาศัยจะมีราคาเฉลี่ยที่ 7.004 ล้านบาท และถ้าเป็นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ จะมีราคาเฉลี่ยที่ 9.981 ล้านบาท


ภาวะตลาดในปัจจุบัน
ตลาดปัจจุบัน ณ สิ้นปี 2568 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 41,490 หน่วย ลดลงจากปี 2567 ที่เปิดตัว 61,453 หน่วย ถึง 32.5% ส่วนในด้านมูลค่า ก็หดตัวลงถึง 29.8% คือในปี 2568 เปิดตัว 290,615 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2567 เปิดตัวถึง 413,773 ล้านบาท อย่างไรก็ตามราคาเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยที่เปิดในปี 2568 กลับมีมูลค่า 7.004 ล้านบาทโดยเฉลี่ยในขณะที่ปี 2567 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 6.733 ล้านบาท แสดงว่าสินค้าใหม่มีราคาสูงกว่าเดิม ผู้มีรายได้น้อยกว่ามีความสามารถในการซื้อลดน้อยลง

ขณะนี้มีหน่วยรอขายในมือผู้ประกอบการจำนวน 221,805 หน่วย คาดว่าจะขายได้หมดในเวลา 49.8 เดือน สถานการณ์เช่นนี้มีลักษณะที่ดีขึ้นเพราะจำนวนหน่วยข้างต้นลดลงจากเกือบ 240,000 หน่วยเมื่อ 2 ปีก่อน แสดงว่าอุปทานถูกดูดซับไปมาก การเปิดตัวโครงการน้อยลง การดูดซับอุปทานเดิมมากขึ้น ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยจะกระเตื้องขึ้นได้ในอนาคต

จากตารางข้างต้น ในรายละเอียดจะพบว่าราคาที่อยู่อาศัยเมื่อ 6 เดือนก่อน ราคาขายเฉลี่ยที่ประมาณ 4.612 ล้านบาท และในการสำรวจปัจจุบัน ราคาที่อยู่อาศัยเฉลี่ยที่ 4.477 ล้านบาท ซึ่งแสดงว่า ราคาที่อยู่อาศัยโดยรวมปรับตัวลดลง ประมาณ -2.9%
โดยประเภทที่มีการปรับตัวลดลงมากที่สุด คือ ที่ดินจัดสรร -4.7% รองลงมา คือ อาคารพาณิชย์ปรับตัวลดลง -4.1% อันดับสาม คือ อาคารชุด -3.5% และทาวน์เฮ้าส์ -2.8% ตามลำดับ ทุกประเภทมีราคาปรับตัวลดลงทั้งหมด
หากมองภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่าในรอบนี้ที่อยู่อาศัยมีการปรับตัวลดลงเป็นส่วนใหญ่ แต่มีการปรับลดลงในรอบนี้ เป็นเพียงการปรับตัวลงลงเล็กน้อยเท่านั้นตามภาวะตลาด เศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง
โดยภาพรวมแล้วราคาที่อยู่อาศัยมีการปรับลดลง โดยกลุ่มสินค้าที่มีการปรับลดจะเป็นสินค้าราคาทุกระดับราคา โดยเฉพาะระดับราคาถูก มีการปรับลดลงมากที่สุด คือ ระดับราคาต่ำกว่า 0.500 ล้านบาท ปรับลดลง -5.0% รองลงมา คือ ระดับราคามากกว่า 1.001-2.000 ล้านบาท ปรับลดลง -4.0% และราคา 0.501-1.000 ล้านบาท ปรับลดลง -3.5%
ส่วนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา คือ ระดับราคา <0.500 ล้านบาท ตามลำดับ การลดลงของระดับราคาในรอบนี้ มีสาเหตุจากการในรอบก่อนหน้าที่ผู้ประกอบการมีการพัฒนาสินค้าระดับราคาแพงออกมาขายอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสินค้าคงค้างเหลือขายในตลาด เกิดการแข่งขันด้านราคา ผู้ประกอบการจึงมีการปรับระดับราคาลง
พร้อมกันนี้ก็มีการจัดโปรโมชั่น ส่งเสริมการขายในช่วงปลายปีต้อนรับปีใหม่ 2568 นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ เช่น อัตราดอกเบี้ย ราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวตามอัตราเงินเฟ้อ การปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน
ส่งผลให้ผู้ประกอบการลดราคาไม่ได้มาก ทำให้ราคาเฉลี่ยมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากการลดราคาลงจะเป็นสินค้าในกลุ่มระดับราคาปานกลาง ไปจนถึงระดับราคาแพง แต่ในกลุ่มสินค้าระดับราคาปานกลาง ไปจนถึงระดับราคาต่ำกลับมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น ตามลำดับ
อนาคตตลาดที่อยู่อาศัย
ในขณะนี้ยังมีปัจจัยลบด้านตลาดที่อยู่อาศัย เช่น มาตรการ LTV ซึ่งก็ควรคงไว้ แต่ทำให้การซื้อยากขึ้น หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง ทำให้ไม่สามารถซื้อบ้านได้ ต้นทุนธุรกิจปรับตัวเพิ่ม การเข้มงวดการอำนวยสินเชื่อ รวมทั้งการผันผวนของตลาดโลก และโอกาสอาจเกิดสงครามระหว่างประเทศมีมากขึ้น
ปัจจัยบวกก็ยังมี เช่น อาจมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐบาลออกมาอีก ภาวะดอกเบี้ยมีทิศทางทรงตัวหรืออาจปรับลดลงบ้าง รวมทั้งยังอาจมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้อสังหาริมทรัพย์ดีขึ้น
ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส ก็ยังคาดการณ์ว่าในปี 2569 ตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยน่าจะฟื้นตัวขึ้นบ้างประมาณ 5% แต่ในระยะปานกลาง เช่นปี 2570-2572 ตลาดก็ยังอาจทรงตัวเพราะเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตช้านั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เฟดคงดอกเบี้ย 3.50-3.75% เงินเฟ้อยังสูง ตลาดแรงงานเริ่มทรงตัว

- คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50-3.75%
- เฟดมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปรับตัวดีขึ้นและตลาดแรงงานเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ยังคงกังวลกับอัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง
- การตัดสินใจครั้งนี้เพื่อประเมินข้อมูลเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฟดพร้อมจะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในอนาคตหากตลาดแรงงานอ่อนแอลงหรือเงินเฟ้อชะลอตัวสู่เป้าหมาย
คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ได้ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในกรอบ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2026 (ตามเวลา EDT) โดยเห็นว่าภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและตลาดแรงงานมีเสถียรภาพ อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสม
การตัดสินใจคงดอกเบี้ยในครั้งนี้ได้รับการคาดการณ์จากตลาด ก่อนหน้านี้เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันในช่วงปลายปี 2025 เพื่อลดแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ในครั้งนี้ การคงอัตราดอกเบี้ยแสดงให้เห็นถึงการประเมินผลกระทบจากข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามาใหม่
แถลงการณ์จาก FOMC ระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐกำลังขยายตัวในอัตราที่มั่นคง การจ้างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ และอัตราการว่างงานมีสัญญาณของการทรงตัว แต่การเพิ่มสูงของอัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นปัญหาที่ต้องติดตาม คณะกรรมการยังคงตั้งเป้าหมายในการลดอัตราเงินเฟ้อให้ได้ 2% ในระยะยาว
นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวว่า ศรษฐกิจสหรัฐยังคงแสดงความแข็งแกร่งเกินความคาดหมาย พร้อมย้ำว่าเฟดอยู่ในสถานะที่เหมาะสมในการประเมินข้อมูลเศรษฐกิจ เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกหรือไม่ในอนาคต โดยปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบาย ได้แก่ การอ่อนแรงของตลาดแรงงาน หรืออัตราเงินเฟ้อที่ชะลอลงกลับสู่เป้าหมาย 2%
พาวเวลล์กล่าวเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในเดือนธันวาคม ซึ่งเฟดได้ปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อขาขึ้นและความเสี่ยงด้านการจ้างงานขาลงได้ลดลง แม้ยังคงมีอยู่บ้าง พร้อมย้ำว่านโยบายการเงินในปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักลงทุนและการคาดการณ์จากดอตพลอตเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเฟดอาจลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ ขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความเห็นที่แตกต่างภายในเฟดยังคงดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2026 และอาจเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางนโยบายการเงินในระยะแรกของประธานเฟดคนใหม่ ซึ่งคาดว่าจะได้รับการแต่งตั้งในเร็ว ๆ นี้ เพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐต่อไป
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
แข่งที่ไหน-เจอใครบ้าง? ส่องโปรแกรม 3 สัปดาห์ วอลเลย์บอลหญิงไทย เนชั่นส์ ลีก 2026

ความเคลื่อนไหวของ วอลเลย์บอลหญิงไทย ที่เตรียมทำศึกเนชั่นส์ ลีก 2026 ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว
โดยสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) และ Volleyball World ยืนยันประเทศเจ้าภาพในรอบแรกครบทั้ง 3 สัปดาห์ ทำให้แฟนลูกยางได้เห็นเส้นทางของทัพนักตบสาวไทยตลอดรอบลีกเฟสปีนี้อย่างชัดเจน
การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงเนชั่นส์ ลีก 2026 หรือ VNL 2026 มีทั้งหมด 18 ชาติร่วมชิงชัย นำโดย อิตาลี แชมป์เก่า, บราซิล รองแชมป์ รวมถึงชาติมหาอำนาจอย่าง ญี่ปุ่น, จีน, ตุรกี, สหรัฐอเมริกา และ โปแลนด์ ขณะที่ทีมอันดับสุดท้ายเมื่อจบการแข่งขันจะต้องตกชั้นทันที

สรุปสนามแข่งขันของทีมชาติไทย ทั้ง 3 สัปดาห์
สำหรับโปรแกรมของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยในรอบแรก แบ่งออกเป็น 3 สนาม 3 ประเทศ โดยแต่ละสัปดาห์จะพบกับคู่แข่งระดับแถวหน้าของโลกแทบทั้งหมด
สัปดาห์ที่ 1 : เมืองหนานจิง ประเทศจีน
วันที่แข่งขัน: 3–7 มิถุนายน 2569
ทีมร่วมสนาม: จีน (เจ้าภาพ), โปแลนด์, เซอร์เบีย, ไทย, เบลเยี่ยม และ สาธารณรัฐเช็ก
สนามแรกถือเป็นงานหนักทันทีของสาวไทย เพราะต้องดวลทั้งเจ้าภาพจีนและโปแลนด์ ทีมระดับหัวตารางโลก รวมถึงเซอร์เบียที่ขึ้นชื่อเรื่องพลังเกมรุก
สัปดาห์ที่ 2 : ประเทศไทย
วันที่แข่งขัน: 17–21 มิถุนายน 2569
ทีมร่วมสนาม: ไทย (เจ้าภาพ), แคนาดา, ยูเครน (เลื่อนชั้นขึ้นมา), เนเธอร์แลนด์, บัลแกเรีย และ โปแลนด์
สัปดาห์นี้แฟนชาวไทยมีโอกาสเชียร์ติดขอบสนาม โดยประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพเอง แม้เมืองแข่งขันอย่างเป็นทางการยังรอการยืนยัน แต่ถือเป็นช่วงสำคัญที่ไทยต้องเก็บแต้มในบ้านให้ได้มากที่สุด
สัปดาห์ที่ 3 : ภูมิภาคคันไซ ประเทศญี่ปุ่น
วันที่แข่งขัน: 8–12 กรกฎาคม 2569
ทีมร่วมสนาม: ญี่ปุ่น (เจ้าภาพ), ตุรกี, บราซิล, สหรัฐอเมริกา, โปแลนด์ และ ไทย
สัปดาห์สุดท้ายเรียกได้ว่าโหดที่สุด เพราะไทยต้องเจอกับทั้งบราซิล แชมป์โลกหลายสมัย, สหรัฐอเมริกา อดีตแชมป์ VNL และตุรกี ทีมพลังหนุ่มสาวที่กำลังมาแรง
รูปแบบการแข่งขันรอบแรก
แต่ละทีมจะลงสนามทั้งหมด 12 นัด แบ่งเป็นสัปดาห์ละ 4 แมตช์ หลังจบทั้ง 3 สัปดาห์ จะนำทีมอันดับ 1–7 ของตารางคะแนนรวมกับเจ้าภาพรอบสุดท้าย รวมเป็น 8 ทีม ผ่านเข้าสู่รอบไฟนอลส์
รอบสุดท้ายของ VNL 2026 จะจัดขึ้นที่เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 22–26 กรกฎาคม 2569 เพื่อหาแชมป์ประจำปี ขณะที่ทีมอันดับ 18 จะตกชั้นและหมดสิทธิ์ลงแข่งขันในฤดูกาล 2027
ผลงานล่าสุดของสาวไทยใน VNL
ย้อนดูผลงานปีที่ผ่านมา ทีมชาติไทยจบอันดับ 17 ในศึก VNL 2025 จากสถิติชนะ 1 แพ้ 11 มี 6 คะแนน รอดพ้นการตกชั้นมาได้แบบหวุดหวิด ทำให้ วอลเลย์บอลหญิงไทย เนชั่นส์ ลีก 2026 ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างมากต่อการรักษาสถานะบนเวทีระดับโลก
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
“มะเร็งปอด” สาเหตุ อันตราย และวิธีรักษา ตรวจเจอเร็ว หายได้

ข้อมูลจาก Global cancer Observatory ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าในปี พ.ศ. 2563 โรคมะเร็งปอด มีอุบัติการณ์และอัตราการตายสูงสุดเป็นอันดับ 2 เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ ในประเทศไทย โดบพบจำนวนผู้ป่วยมะเร็งปอดรายใหม่สูงถึง 23,717 ราย หรือคิดเป็น 65 รายต่อวันโดยเฉลี่ย อีกทั้ง ประชาชนไทยอีกกว่า 20,395 ราย หรือคิดเป็น 56 รายต่อวันโดยเฉลี่ยเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด ซึ่งสถานการณ์ความรุนแรงของโรคนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่า มะเร็งปอด ยังคงครองสถิติต้นๆ ของโรคมะเร็งที่คร่าชีวิตคนไทยในแต่ละปี ด้วยจำนวนผู้ป่วยใหม่ 23,713 รายต่อปี หรือ 2.7 คนต่อชั่วโมง ซึ่งการนำเสนอสถิติผู้ป่วยในที่นี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความตระหนกหรือตื่นกลัว แต่จำนวนผู้ป่วยรายใหม่และอัตราการเสียชีวิตที่สูงขึ้นนี้ จะเป็นโอกาสในการสร้างการรับรู้ใหม่และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดในยุคปัจจุบัน เพื่อให้ทุกคนทราบว่า “มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด”
สาเหตุของมะเร็งปอด
ปัจจุบันยังมีการค้นพบว่ามะเร็งปอดสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย โดยสาเหตุหลักมาจากการสูบบุหรี่ แต่อย่างไรก็ตาม อาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้รวมถึงพันธุกรรมและยีนในร่างกายที่เกิดจากการกลายพันธุ์ไปโดยไม่เกี่ยวข้องกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแต่อย่างใด โดยมากจะพบในคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือเลิกบุหรี่ไปแล้วตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป รวมทั้งความผิดปกติของยีน ได้แก่ การกลายพันธุ์ของยีน EGFR ซึ่งพบได้บ่อยในคนไทย โดยพบประมาณ 50% รวมทั้งความผิดปกติของยีนอีกชนิดหนึ่ง คือ การสลับที่ของยีน ALK พบได้ประมาณ 5-10% และยังมียีนที่ผิดปกติชนิดอื่นๆ อีกสามชนิด คือ มีการสลับที่ของยีน ROS และ NTRK และการกลายพันธุ์ของยีน BRAF แต่ความผิดปกติของยีนในสามชนิดหลังนี้พบน้อยกว่าโดยมีเพียงชนิดละ 4% เท่านั้น
ชนิดของมะเร็งปอด
มะเร็งปอดมีสองชนิดใหญ่ๆ ด้วยกัน
- มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก (Non-small cell lung cancer) ซึ่งเป็น 85% ของมะเร็งปอดที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งแต่ละปีในขณะที่อีก 15% ของผู้ป่วย
- มะเร็งปอดที่พบเป็นชนิดเซลล์เล็ก (Small cell lung cancer) เป็น 15% ของมะเร็งปอดที่พบบ่อยในผู้ป่วยมะเร็งแต่ละปี ที่มีการเจริญเติบโตเร็วและแพร่กระจายกว่าชนิดเซลล์ไม่เล็ก
ในขณะที่วิทยาการและเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยในปัจจุบันก้าวหน้าไปมากกว่าเมื่อสิบปีก่อน ปัจจุบันมีการวินิจฉัยมะเร็งปอดด้วยการสแกนคอมพิวเตอร์ (CT Scan) การสแกนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และล่าสุดผ่านการสแกนด้วย PET Scan รวมถึงเทคนิคการส่องกล้องทางหลอดลม และการเจาะตรวจชิ้นเนื้อ ทำให้การตรวจวินิจฉัยมะเร็งปอดในปัจจุบันมีความรวดเร็ว ซึ่งส่งผลดีโดยตรงต่อผู้ป่วยในการเข้ารับการรักษาได้เร็วยิ่งขึ้น
พญ.ธนิศา ทองใบ สาขารังสิวินิจฉัยระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามการแสดงอาการ ได้แก่
- กลุ่มที่ไม่มีอาการเลย ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเจอว่าป่วยเป็นมะเร็งปอดโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกาย
- กลุ่มที่มีอาการเล็กน้อย เช่น ไอต่อเนื่องเป็นเวลานาน รับประทานยาแก้ไอแล้วแต่ไม่หาย ดังนั้น พยาธิแพทย์จึงจำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อปอดเพื่อนำไปวิเคราะห์แปลผลว่าเป็นมะเร็งปอดหรือไม่
เมื่อได้รับการวินิจฉัยแล้วว่าเป็นมะเร็งปอด แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาวิชาจะร่วมกันวางแผนแนวทางการรักษาให้เหมาะสมกับระยะของโรค ขนาดและตำแหน่งของเซลล์มะเร็ง และความพร้อมทางร่างกายของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นวิธีการผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัดก่อนหรือหลังการผ่าตัด และรังสีรักษา
กลุ่มเสี่ยง มะเร็งปอด
ผู้ที่มีสุขภาพดีแต่มีแนวโน้มว่าอาจเกิดโรคมะเร็งปอด ได้แก่
- ผู้ที่มีอายุ 50 – 80 ปี
- ผู้ที่สูบบุหรี่จัดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เช่น สูบบุหรี่มากกว่า 30 ซองต่อปี หรือเคยสูบบุหรี่นานกว่า 15 ปี
- ผู้ที่ประกอบอาชีพในสภาพแวดล้อมที่มีสารพิษ เช่น อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อุตสาหกรรมรถยนต์ โรงงานผลิตฉนวนกันความร้อน มีโอกาสที่จะสูดดมแร่ใยหินหรือสารแอสเบสทอล (asbestos) นิเกิล โครเมียม เข้าไปเป็นเวลานาน
- วินมอเตอร์ไซด์
- พนักงานกวาดถนน
- พนักงานในศาลเจ้าซึ่งสูดดมควันธูปเป็นประจำ เป็นต้น
- ผู้ที่มีประวัติโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพองเรื้อรัง
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคมะเร็งหรือมะเร็งปอด ซึ่งอาจมีการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
- นอกจากนี้ การกลายพันธุ์ที่ผิดปกติภายในร่างกายของแต่ละคนก็ส่งผลให้เกิดมะเร็งปอดได้เช่นกัน
ดังนั้น การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น ลดปริมาณการสูบบุหรี่หรือเลี่ยงการอยู่ใกล้ผู้ที่สูบหรี่ การสวมใส่หน้ากากชนิดที่กันฝุ่น PM 2.5 เป็นต้น ก็มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งปอดลงได้
มะเร็งปอด เจอเร็ว มีโอกาสรอด
ระยะของมะเร็งปอดที่เข้ารับการรักษามีผลโดยตรงต่อโอกาสการรอดชีวิตของผู้ป่วย โดย พ.ท. ผศ. นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กล่าวถึงการคัดกรองมะเร็งปอดและการสังเกตอาการเบื้องต้นว่า “หากเจอมะเร็งปอดในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจาย ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 5% เท่านั้น ระยะที่ 3 หรือระยะลุกลามเฉพาะที่ ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ประมาณ 30% แต่ถ้าเราเจอมะเร็งปอดระยะ 1 หรือ 2 ก็คือระยะต้น ผู้ป่วยจะมีอัตราการรอดชีวิตประมาณ 5 ปี สูงเกือบ 60%
“อย่างไรก็ตามประเทศไทยตรวจพบมะเร็งปอดระยะต้นเพียงแค่ 30% เท่านั้น ถ้าเทียบกับต่างประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป พบผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นสูงถึง 52-54% เนื่องจากในสหรัฐอเมริกามีแนวปฏิบัติของ National Comprehensive Cancer Network (NCCN) และในยุโรปเองมีแนวปฏิบัติของ European Society of Medical Oncology (ESMO) ซึ่งแต่ละมาตรการล้วนแนะนำไปในทางเดียวกัน ว่าการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดด้วยการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (Low dose CT scan) ในกลุ่มที่มีความเสี่ยง มีโอกาสที่จะตรวจพบมะเร็งปอดระยะต้นได้มากขึ้น”
วิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปอด
พญ.ธนิศา ได้เปรียบเทียบวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดแบบต่างๆ ว่ามีข้อดีและข้อจำกัดต่างกันไป “การเอกซเรย์ทรวงอก หรือ Chest x-ray ซึ่งมักรวมอยู่ในรายการตรวจสุขภาพประจำปี ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะคัดกรองเซลล์มะเร็งปอดในระยะต้นที่มีขนาดเล็ก ส่วน CT scan ซึ่งมีความแม่นยำสูงกว่ามาก เป็นวิธีที่ต้องรอคิวนาน บุคลากรด้านรังสีแพทย์ยังมีอยู่จำกัด และผู้เข้าตรวจได้รับรังสีในปริมาณสูง ดังนั้น วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดในปัจจุบันที่มีมาตรฐานและมีความแม่นยำกว่าการเอกซเรย์ทรวงอกถึง 6 เท่า คือการตรวจเอกเรย์คอมพิวเตอร์ช่องอกแบบใช้รังสีต่ำ (low dose CT scan) ซึ่งช่วยให้พบมะเร็งปอดได้รวดเร็วตั้งแต่ระยะต้น จึงทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดลงได้ 20%”
แนวทางในการรักษามะเร็งปอด
- ผ่าตัด
- เคมีบำบัด
- รังสีรักษา
นวัตกรรมแนวทางการรักษามะเร็งปอดมีการพัฒนาไปมากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการเพิ่มทางเลือกในการรักษาและทางรอดให้กับผู้ป่วยมากขึ้น โดยการผ่าตัดยังเป็นทางเลือกหลักในการรักษามะเร็งระยะเริ่มแรก ซึ่งกระบวนการการผ่าตัดในปัจจุบันก็มีความทันสมัยและปลอดภัยมากขึ้น และในการรักษามะเร็งปอดระยะลุกลามในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาใช้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ซึ่งมีอยู่ไม่กี่ชนิดและมีผลข้างเคียงค่อนข้างมากกับผู้ป่วย ในขณะที่ปัจจุบันการรักษามะเร็งปอดระยะลุกลามมีทางเลือกมากขึ้น
ด้านการรักษามะเร็งปอดด้วยวิธีการผ่าตัด นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า “หากแพทย์ประเมินแล้วว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นผ่าตัดได้ เทคนิคการผ่าตัดในปัจจุบันแบ่งเป็น 2 วิธี ได้แก่ การผ่าตัดใหญ่แบบเปิดช่องอก โดยแพทย์จะผ่าก้อนเนื้อออกไป ผ่าตัดปอดบางกลีบ หรือผ่าปอดออกทั้งข้าง วิธีนี้มีข้อจำกัดก็คือ แผลค่อนข้างใหญ่และผู้ป่วยใช้เวลาพักฟื้นนาน ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งแผลมีขนาดเล็กและใช้เวลาพักฟื้นสั้น ทั้งนี้ การรักษามะเร็งปอดระยะต้นด้วยวิธีการผ่าตัดทั้งสองเทคนิคช่วยเพิ่มโอกาสหายขาดให้กับผู้ป่วยได้มาก”
ในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นบางราย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเคมีบำบัดควบคู่ไปด้วย โดย พ.ท. ผศ. นพ.ไนยรัฐ กล่าวเสริมว่า “การให้ยาเคมีบำบัดในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะต้นมีทั้งให้ก่อนและหลังการผ่าตัด ดังนี้ การให้ยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัดจะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนขนาดค่อนข้างใหญ่ ยาเคมีบำบัดจะทำหน้าที่ช่วยลดขนาดก้อนก่อน เพื่อให้การผ่าตัดทำได้ง่ายขึ้น ส่วนการให้ยาเคมีบำบัดหลังการผ่าตัด กลไกการทำงานของยาจะเข้าไปกำจัดเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่อาจหลุดเข้าสู่กระแสเลือด และลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ช่วยให้ผู้ป่วยคงระยะปลอดโรคไว้ได้นานที่สุด ระยะเวลาในการให้ยาเคมีบำบัดอยู่ที่ 4-6 ครั้ง ทุก 3 สัปดาห์”
รศ.พญ.ธัญนันท์ ใบสมุทร (เรืองเวทย์วัฒนา) สาขาวิชามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “มะเร็งปอด ไม่น่ากลัวอย่างที่คุณคิด เพราะปัจจุบันมียาเคมีบำบัดกลุ่มใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายชนิด ซึ่งผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่มเก่า และยังมีการพัฒนายารักษามะเร็งกลุ่มใหม่ๆ เช่น การรักษาแบบตรงจุด หรือ แบบมุ่งเป้า (Targeted Therapy) และการรักษาด้วยยากระตุ้นภูมิคุ้มกันและเม็ดเลือดขาวในร่างกาย (Immunotherapy) เป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยมะเร็งปอดบางรายอีกด้วย”
นอกจากนี้ รังสีรักษายังเป็นอีกวิธีหนึ่งในการรักษามะเร็งปอดระยะต้น ในกรณีที่ผู้ป่วยผ่าตัดไม่ได้ ผศ.พญ.ดนิตา กานต์นฤนิมิต รังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลว่า “แพทย์จะใช้เครื่องฉายแสงส่งผ่านรังสีออกมา รังสีเป็นคลื่นพลังงานสูง แต่ไม่มีคลื่นความร้อน ดังนั้น ผู้ป่วยจึงไม่ต้องกังวล รังสีสามารถทะลุทะลวงเข้าไปในก้อนหรือเซลล์มะเร็งและตรงเข้าทำลายสารพันธุกรรม (DNA) ส่งผลให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถแบ่งตัวต่อได้และตายในที่สุด ข้อดีของการรักษาด้วยวิธีนี้คือรังสีจะพุ่งเป้าไปที่รอยโรคได้อย่างแม่นยำ เกิดผลข้างเคียงน้อย และใช้เวลารักษาไม่นาน โดยทั่วไปใช้แพทย์จะฉายรังสีประมาณ 3-10 ครั้ง ใน 1-2 สัปดาห์ ให้ผลลัพธ์การรักษาที่ดีมาก พบว่าในช่วง 5 ปี ผู้ป่วยกว่า 90% ไม่พบการกลับมาเป็นมะเร็งซ้ำ”
มะเร็งปอดถือเป็นภัยเงียบที่อันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยครั้งแรกว่าเป็นมะเร็งปอดนั้น กว่าร้อยละ 70 มักจะตรวจพบในระยะที่ 4 หรือระยะแพร่กระจายแล้ว ดังนั้น การสร้างตระหนักและป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนผู้ที่มีแนวโน้มการเกิดมะเร็งปอดควรเข้ารับการตรวจคัดกรองเบื้องต้น เพราะการเข้าถึงการรักษาตั้งแต่ระยะต้นมีโอกาสสูงที่ผลลัพธ์การรักษาจะเป็นไปในทางที่น่าพึงพอใจ และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำได้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
Stative Verb มีอะไรบ้าง? รวมลิสต์คำกริยา “ห้ามเติม ing” ที่คนไทยใช้ผิดบ่อยที่สุด

“I am knowing him.” หรือ “I am liking this song.” … ถ้าคุณรู้สึกว่าประโยคเหล่านี้ฟังดูแปลกๆ หรือเคยโดนครูทักว่าผิดแกรมม่า แสดงว่าคุณกำลังเผชิญหน้ากับกฎเหล็กของ Stative Verbs อยู่ครับ!
ในภาษาอังกฤษ คำกริยาไม่ได้มีแค่การกระทำ (Action) ที่เราเห็นภาพว่าขยับแขนขา (เช่น Run, Eat, Sleep) แต่ยังมีกริยาอีกประเภทที่บอก “สภาวะ” หรือ “ความรู้สึกนึกคิด” ซึ่งกฎสำคัญคือ ห้ามนำไปใช้ในรูป Continuous Tense (ห้ามเติม -ing) แม้ว่าเราจะรู้สึกแบบนั้นอยู่ ณ ตอนนี้ก็ตาม
วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณไปเจาะลึกว่า Stative Verb มีอะไรบ้าง แบ่งหมวดหมู่ให้จำง่าย พร้อมเผยเทคนิคการจำข้อยกเว้นที่จะทำให้คุณใช้ภาษาอังกฤษได้เป๊ะเหมือนเจ้าของภาษาครับ
Stative Verb คืออะไร? (ฉบับรวบรัด)
Stative Verbs (State Verbs) คือ คำกริยาที่แสดง “สถานะ” (State), “ความรู้สึก” (Feeling), “ความคิด” (Thought), หรือ “ความเป็นเจ้าของ” (Possession) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจหรือเป็นความจริงคงที่ ไม่ใช่การกระทำทางกายภาพที่เห็นการเคลื่อนไหว
กฎเหล็ก: ใช้กับ Simple Tenses เท่านั้น (เช่น Present Simple) ห้ามใช้กับ Continuous Tenses (V.ing)
- ❌ I am understanding. (ผิด)
- ✅ I understand. (ถูก)
เช็กลิสต์: Stative Verb มีอะไรบ้าง แบ่งตามหมวดหมู่
เพื่อให้จำง่าย เราแบ่งคำศัพท์กลุ่มนี้ออกเป็น 4 แก๊งหลักๆ ดังนี้ครับ
1. หมวดความรู้สึกและอารมณ์ (Feelings & Emotions)
คำพวกนี้บอกความชอบ ความเกลียด ความต้องการ ซึ่งเป็นสภาวะของจิตใจ
- Love: รัก
- Like: ชอบ
- Hate: เกลียด
- Dislike: ไม่ชอบ
- Want: อยากได้
- Need: ต้องการ/จำเป็น
- Prefer: ชอบมากกว่า
- Ex: I want a coffee. (ไม่ใช่ I am wanting…)
2. หมวดความคิดและการรับรู้ (Thoughts & Mental States)
กริยาที่เกิดขึ้นในสมอง ไม่ใช่การกระทำภายนอก
- Know: รู้จัก
- Understand: เข้าใจ
- Believe: เชื่อ
- Remember: จำได้
- Forget: ลืม
- Think: คิดว่า (มีความเห็น)
- Agree / Disagree: เห็นด้วย / ไม่เห็นด้วย
- Realize: ตระหนัก
- Ex: I believe you. (ไม่ใช่ I am believing…)
3. หมวดประสาทสัมผัส (Senses)
การรับรู้ผ่าน หู ตา จมูก ลิ้น กาย
- See: เห็น (ความสามารถในการมองเห็น)
- Hear: ได้ยิน
- Smell: มีกลิ่น
- Taste: มีรสชาติ
- Feel: รู้สึก (ทางใจหรือสัมผัส)
- Sound: ฟังดูเหมือน
- Ex: This soup tastes good. (ไม่ใช่ is tasting…)
4. หมวดความเป็นเจ้าของและสถานะ (Possession & Existence)
- Have: มี (ครอบครอง)
- Own: เป็นเจ้าของ
- Belong: เป็นของ…
- Contain: บรรจุ
- Consist: ประกอบด้วย
- Ex: This book belongs to me. (ไม่ใช่ is belonging…)
ระวัง! คำยกเว้นที่เป็นได้ทั้ง 2 แบบ (Double Agents)
ภาษาอังกฤษมีความซับซ้อนตรงที่คำบางคำเป็นได้ทั้ง Stative (ห้ามเติม ing) และ Dynamic (เติม ing ได้) แต่ ความหมายจะเปลี่ยนไป ครับ
ตารางนี้จะช่วยคุณแยกแยะความแตกต่าง:
| คำกริยา (Verb) | ความหมายแบบ Stative (ห้ามเติม ing) | ความหมายแบบ Dynamic (เติม ing ได้) |
| Think | มีความคิดเห็น / เชื่อว่า I think it’s good. (ฉันคิดว่ามันดี) | กำลังใช้สมองคิดพิจารณา I am thinking about the problem. (กำลังคิดหาทางออก) |
| Have | มี / ครอบครอง I have a car. (ฉันมีรถ) | กิน / ดื่ม / อาบน้ำ / ประสบ I am having lunch. (กำลังกินข้าว) |
| See | เห็น (ด้วยตา) / เข้าใจ I see a bird. (ฉันเห็นนก) | นัดพบ / ไปหา / คบหาดูใจ I am seeing the doctor tomorrow. (ฉันจะไปหาหมอ) |
| Taste | มีรสชาติ (ประธานคืออาหาร) The cake tastes sweet. (เค้กมีรสหวาน) | ชิม (ประธานคือคน) The chef is tasting the soup. (เชฟกำลังชิมซุป) |
| Smell | มีกลิ่น It smells burnt. (มันมีกลิ่นไหม้) | ดม She is smelling the rose. (เธอกำลังดมดอกกุหลาบ) |
| Look | ดูเหมือนว่า He looks tired. (เขาดูเหนื่อยๆ) | มองดู He is looking at the picture. (เขากำลังจ้องรูปภาพ) |
ทำไม “I’m loving it” ของ McDonald’s ถึงใช้ได้?
หลายคนสงสัยว่าทำไมสโลแกนดังถึงใช้ Loving ได้ ทั้งที่ Love เป็น Stative Verb?
คำตอบคือ: ในภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการ (Informal/Slang) หรือภาษาโฆษณา เราสามารถเติม -ing ให้กับ Stative Verb บางคำได้ เพื่อเน้น “อารมณ์ร่วมอย่างรุนแรงชั่วขณะ” (Temporary Intensity) ครับ แปลว่า “ตอนนี้กำลังอินสุดๆ เลย” แต่ในข้อสอบหรือการเขียนอีเมลธุรกิจ ห้ามใช้เด็ดขาด นะครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
หัวเว่ย คลาวด์-MFEC เพิ่มความสามารถแข่งขันองค์กร ดันเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

- หัวเว่ย คลาวด์ ร่วมมือกับ MFEC เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านโซลูชันคลาวด์
- มุ่งเน้นการสนับสนุนองค์กรขนาดใหญ่ในภาคการเงินให้ปรับปรุงระบบเทคโนโลยีเดิม (Legacy Systems) สู่คลาวด์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น
- ตัวอย่างความสำเร็จคือการย้ายระบบบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ขึ้นคลาวด์ ช่วยลดต้นทุนไอที 30% และการปรับปรุงระบบคะแนนสะสมที่ลดเวลาประมวลผลจาก 20 นาทีเหลือ 3 นาที
นางเซลีน เฉา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวเว่ย คลาวด์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปี 2569 จะยังมุ่งเน้นการยกระดับองค์กร รวมถึงสร้างรากฐานดิจิทัลที่ดี และมีความยืดหยุ่น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยอย่างยั่งยืน โดยผ่านการขยายระบบนิเวศพันธมิตรในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญ เช่น MFEC เพื่อสนับสนุนการทรานส์ฟอร์มดิจิทัลในหลากหลายอุตสาหกรรม ด้วยการผสานศักยภาพคลาวด์เข้ากับความเชี่ยวชาญในประเทศ
สำหรับการดำเนินการดังกล่าว จะเป้นการนำเสนอโซลูชันคลาวด์ที่มีความปลอดภัย สามารถขยายตัวได้ และมีประสิทธิภาพสูง ให้แก่องค์กรขนาดใหญ่ในภาคการเงินของประเทศไทย
ซึ่งจะทำให้ปรับปรุงระบบเทคโนโลยีแบบเก่า (Legacy Systems) ให้ทันสมัย รวมถึงรับมือกับความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งในด้านความรวดเร็ว ความเสถียร และบริการดิจิทัล เช่น การย้ายระบบบัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลขึ้นสู่คลาวด์ จากเดิมที่ระบบมีข้อจำกัดด้านขีดความสามารถ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง และการบริหารจัดการศูนย์ข้อมูลที่ซับซ้อน ธนาคารได้ปรับใช้กลยุทธ์ Cloud-first เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
โดยภายหลังการย้ายระบบ องค์ประกอบหลักของระบบบัตรเครดิตได้ทำงานบน Huawei Cloud รองรับผู้ถือบัตรหลายล้านคนและร้านค้าหลายพันแห่งทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ที่ชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เช่น การลดต้นทุนด้านไอทีโดยรวมลง 30% ความเสถียรของระบบที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และความสามารถในการขยายบริการได้อย่างรวดเร็วเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจ
นอกจากนี้ ขีดความสามารถในการประมวลผลธุรกรรมยังเพิ่มขึ้นอย่างมาก รองรับธุรกรรมได้หลายสิบล้านรายการต่อวัน ทั้งลดระยะเวลาในนำเสนอบริการใหม่จากเดิมที่ใช้เวลาหลายปี เหลือเพียงไม่กี่เดือน
อย่างไรก็ดี ยังมีกรณีสนับสนุนสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในการปรับปรุงระบบบริหารจัดการคะแนนสะสม (Rewards System) โดยการย้ายภาระงานไปยัง Huawei Cloud GaussDB ซึ่งช่วยแก้ไขข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพและความสามารถในการขยายตัวของระบบฐานข้อมูลเดิมโดยทำให้ระยะเวลาในการจัดทำรายงานและประมวลผลคำสั่ง Query ที่มีความซับซ้อน ลดลงจากประมาณ 20 นาที เหลือ 3 นาที ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ ระบบสามารถขยายตัวได้ตามความต้องการ และปกป้องข้อมูล อีกทั้งสถาบันการเงินยังสามารถลดต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลได้ประมาณ 35% โดยไม่กระทบต่อการทำงานของแอปพลิเคชันเดิม
นายดิเรก ยิ้มละมัย ผู้จัดการโซลูชันคลาวด์ บริษัท MFEC กล่าวว่า จากการดำเนินโครงการดังกล่าวเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านประสิทธิภาพด้านต้นทุน การยกระดับสมรรถนะของระบบ หรือการเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจทำให้ได้ Huawei Cloud Outstanding Partner of the Year 2025 ซึ่งเป็นการช่วยให้องค์กรต่างๆสามารถทรานส์ฟอร์มการดำเนินงานและเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีคลาวด์
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
เผยโฉม ฟ้ามุ่ยน้อย กล้วยไม้หายาก เคยประกาศสูญพันธุ์ คืนชีพ 2569

ปาฏิหาริย์กลางป่าเชียงดาว! เผยโฉม “ฟ้ามุ่ยน้อย” กล้วยไม้หายาก สวยงามล้ำค่า ที่เคยประกาศสูญพันธุ์ไปแล้ว กลับมาคืนชีพชูช่อ เบ่งบานรับปี 2569 อีกครั้งให้โลกตะลึง
ตอกย้ำความสมบูรณ์ของป่าไทยที่โลกต้องตะลึง ปาฏิหาริย์กลางป่าเชียงดาว! เผยโฉม “ฟ้ามุ่ยน้อย” กล้วยไม้หายาก สวยงามล้ำค่า ที่เคยประกาศสูญพันธุ์ไปแล้ว กลับมาคืนชีพชูช่อ เบ่งบานรับปี 2569 อีกครั้ง

ย้อนนาทีประวัติศาสตร์! จากกล้วยไม้บนกิ่งไม้แห้งหล่นบนพื้นดิน สู่สมบัติล้ำค่าที่โลกเกือบลืม
วันนี้ 29 มกราคม 2569 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวของ “ฟ้ามุ่ยน้อย” เริ่มต้นจากการค้นพบที่ไม่คาดคิดในป่าเต็งรังแห่งหนึ่งที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่
เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568 ทีมสำรวจพรรณไม้จากหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กำลังเดินสำรวจอยู่นั้น สายตาของพวกเขาไปสะดุดกับต้นกล้วยไม้สกุลแวนด้าที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้แห้งที่หล่นร่วงลงมาอยู่กับพื้นป่า แม้จะไม่ทราบชนิดในตอนแรก แต่ด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของพรรณไม้ป่า พวกเขาจึงตัดสินใจนำกล้วยไม้ต้นนี้กลับมาอนุบาลในเรือนเพาะชำ เพื่อติดตามและศึกษาต่อไป
“วันครู 2569” ที่แสนพิเศษ เมื่อ “ฟ้ามุ่ยน้อย” เผยโฉมสะกดทุกสายตา
หนึ่งเดือนต่อมา ในวันที่มีความหมายอย่าง วันครู 16 มกราคม 2569 กล้วยไม้ลึกลับต้นนี้ก็ได้มอบของขวัญอันล้ำค่าให้กับทีมนักวิจัย ด้วยการแทงช่อดอกและเบ่งบานออกมาอย่างสะพรั่ง เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของมันผ่านกลีบดอกสีขาวอมม่วงที่งดงาม พร้อมกลิ่นหอมเย็นชื่นใจที่ลอยฟุ้งไปทั่ว
เมื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียด คำตอบก็ชัดเจนว่านี่คือ “ฟ้ามุ่ยน้อย” หรือที่รู้จักในนามพฤกษศาสตร์ว่า Vanda coerulescens Griff. กล้วยไม้อิงอาศัยที่เคยถูกประกาศว่าสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติแล้ว

พลิกแฟ้มประวัติ จากพืชสูญพันธุ์ สู่การทวงคืนลมหายใจในป่าเหนือ
เส้นทางของฟ้ามุ่ยน้อยนับเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามอย่างยิ่ง จากอดีตที่เคยเป็นกล้วยไม้ที่งดงามและหาได้ไม่ยาก จนกระทั่งประชากรในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็วจนถูกจัดอยู่ในบัญชีพืชสูญพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ความหวังยังไม่สูญสิ้น การศึกษาอย่างต่อเนื่องของกรมวิชาการเกษตรได้พบว่ายังมีประชากรของฟ้ามุ่ยน้อยหลงเหลืออยู่ในป่าธรรมชาติบางแห่ง ทำให้กล้วยไม้ชนิดนี้ได้รับการปลดออกจากสถานะสูญพันธุ์ แม้จะยังคงได้รับการจัดให้เป็นพืชหายากที่ต้องอนุรักษ์อย่างเข้มงวด
ในประเทศไทย ฟ้ามุ่ยน้อยมีถิ่นกระจายพันธุ์อยู่ทางภาคเหนือ ขณะที่ในต่างประเทศสามารถพบได้ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย บังกลาเทศ เมียนมา และจีนตอนใต้
ความหายากและความงดงามของกล้วยไม้ชนิดนี้ทำให้นักอนุรักษ์เห็นพ้องต้องกันว่าฟ้ามุ่ยน้อยควรค่าแก่การอนุรักษ์อย่างจริงจัง ทั้งการดูแลรักษาในถิ่นกำเนิดธรรมชาติ และการขยายพันธุ์เพื่ออนุบาลนอกถิ่นเพื่อสร้างประชากรสำรอง
ก้าวต่อไปของการอนุรักษ์ไทย
การค้นพบฟ้ามุ่ยน้อยในครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นข่าวดีสำหรับวงการอนุรักษ์พืชเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนได้ตระหนักว่าในผืนป่าที่เรามีอยู่ยังคงมีสมบัติล้ำค่ามากมายที่รอการค้นพบและปกป้อง
และบางครั้ง สิ่งที่เราคิดว่าหายไปแล้วอาจยังคงอยู่ที่ไหนสักแห่ง รอเพียงโอกาสที่จะกลับมาเบ่งบานอีกครั้ง เช่นเดียวกับฟ้ามุ่ยน้อยที่กลับมาชูช่อดอกอันงดงามในวันครู ราวกับเป็นบทเรียนล้ำค่าที่ธรรมชาติมอบให้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 29/1/2569
| ชนิดความบริสุทธิ์ของทอง | ราคาขาย/บาท | ราคารับซื้อ/บาท | ราคารับซื้อ/กรัม |
| ทองคำแท่ง 96.5% | 81,550.00 | 81,450.00 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 82,350.00 | 79,817.40 | 5,265.00 |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | n/a | 82,712.35 | 5,455.96 |
| ทองรูปพรรณ 90% | n/a | 71,835.66 | 4,738.50 |
| ทองรูปพรรณ 80% | n/a | 63,853.92 | 4,212.00 |
| ทองรูปพรรณ 50% | n/a | 35,917.83 | 2,369.25 |
| ทองรูปพรรณ 40% | n/a | 27,936.09 | 1,842.75 |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 29/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







