เปิดขุมทองที่แปลงใหญ่ บูมรับผังเมือง-รถไฟฟ้า พลิกโฉมย่านธุรกิจใหม่

- นักลงทุนรายใหญ่เดินหน้าพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่ในทำเลศักยภาพหลายแห่ง เช่น พระราม 9, พหลโยธิน, และรังสิต เพื่อรอจังหวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้นตัวในอนาคต
- การประกาศใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ฉบับใหม่ และการขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าสายต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มมูลค่าและปลดล็อกศักยภาพที่ดินให้พัฒนาโครงการขนาดใหญ่ได้
- การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ส่งผลให้เกิดย่านธุรกิจใหม่ (New CBD) ขึ้นในหลายทำเล ซึ่งจะช่วยขยายความเจริญและกระตุ้นเศรษฐกิจของเมือง
ความเคลื่อนไหวที่ดินแปลงใหญ่ของกลุ่มนักลงทุนยังคงมีต่อเนื่องท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อหายไปจากตลาด หลายค่ายประเมินว่า หากลงทุนในช่วงนี้ และเมื่อโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ ใน2-5ปีข้างหน้า จะเป็นจังหวะที่ดีทันกำลังซื้อที่พลิกฟื้นกลับมาทั้งไทยและต่างชาติ
โดยเฉพาะที่ดินกลางใจเมืองซึ่งเป็นทำเลหายากราคาที่ดินปรับตัวสูง อย่างทำเลย่าน ชิดลม ของ กลุ่มเซ็นทรัล อยู่ระหว่างพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสในเฟสที่สองบนที่ดินสถานทูตอังกฤษเดิมเช่นเดียวกับ ที่ดินเวิ้ง “นาครเขษม” ที่ดินระดับตำนาน สู่ “เวิ้งนครเกษม เยาวราช” ภายใต้ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ทีซีซี กรุ๊ป ปัจจุบันอยู่ระหว่างพัฒนา โดยมีเป้าหมายรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติในอนาคตข้างหน้า
อีกโครงการที่น่าจับตาบางกอก มอลล์ (Bangkok Mall) ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดใหญ่กว่า 100 ไร่ บริเวณสี่แยกบางนา ซึ่งเป็นการพัฒนาของเดอะมอลล์กรุ๊ป โดยวางแผนให้เป็นโครงการมิกซ์ยูสที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมโยงทั้งในกรุงเทพมหานครและเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก
รวมถึงโครงการใหญ่ เดอะ ฟอเรสเทียส์ (The Forestias) บางนา-ตราด กม.7 โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ มีพื้นที่รวมทั้งหมด398 ไร่ พัฒนาโดย MQDC ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีพื้นที่สวนป่าขนาดใหญ่กว่า 30 ไร่ใจกลางโครงการ และประกอบด้วยที่อยู่อาศัยหลากหลายรูปแบบยังไม่รวมโครงการมิกซ์ยูสใจกลางเมืองบนถนนพระราม4 อย่าง โครงการ “วัน แบงค็อก” ที่เปิดให้บริการแล้ว ในระยะแรกและรอพัฒนาในเฟสต่อไป รวมถึงโครงการ ดุสิต เซ็นทรัลพาร์คที่เปิดให้บริการและอยู่ระหว่างขายโครงการที่อยู่อาศัย
ในขณะหลายแปลงยังคงนอนนิ่งๆเพื่อรอการเปลี่ยนแปลง จากการมาของรถไฟฟ้าสายใหม่ การประกาศใช้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานค ร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่4) ที่คาดการณ์ว่าจะประกาศใช้ ประมาณกลางปี2570 เมื่อถึงเวลานั้นสถานการณ์เศรษฐกิจน่าจะเริ่มคลี่คลาย
มิกซ์ยูสเปลี่ยนเมือง
นายศานิต อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)หรือPF ผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย วิเคราะห์ว่า จากการพัฒนาที่ดินแปลงใหญ่หลายแปลงทั้งใจกลางเมืองและย่านชานเมือง สร้างการเปลี่ยนแปลงของเมืองอย่างมาก ซึ่งมีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศเชื่อมโยงระบบขนส่งมวลชน โครงสร้างพื้นฐาน รถไฟฟ้า สายใหม่ๆ มีผลต่อมูลค่าที่ดินขยับสูงขึ้น ประเมินว่ายังมีที่ดินอีกหลายแปลง รอการพัฒนาหากเศรษฐกิจอำนวย ในทำเลศักยภาพที่น่าจับตา และคาดว่าจะทำให้เมืองขยายตัวเปิดทำเลศักยภาพโดยรอบมากขึ้น ที่สำคัญจะเกิดการจ้างงานจำนวนมากจากโครงการขนาดใหญ่ดังกล่าว
ที่ดินแปลงใหญ่รอพัฒนาพรึ่บ
“ฐานเศรษฐกิจ” ลงพื้นที่สำรวจที่ดินแปลงใหญ่ในเขตกรุงเทพฯ ของกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่พบว่ามีหลายแปลงที่ยังไม่ขยับตัว บางแปลงประกาศขาย ซึ่งเป็นไปตามแรงกดดันทางเศรษฐกิจ บางแปลงรอดูท่าทีของผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครใหม่ ที่จะประกาศใช้ รวมถึงการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าสายใหม่ที่พาดผ่านในอนาคต
เริ่มจากทำเลหัวมุมพระราม9 ที่ดินแปลงใหญ่ 73 ไร่ ของ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ หลังซื้อหุ้นกว่า 50% มาจากกลุ่ม จีแลนด์ เมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันเมื่อจ๊อดแฟร์ยกเลิกการเช่าแล้วมองว่าอนาคตเช็นทรัลพัฒนาจะมีโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่รับกำลังซื้อในย่านดังกล่าวเกิดขึ้นตามแผน
ที่น่าสนใจปัจจุบันพระราม9 มีกลุ่มอาคารขนาดใหญ่เกิดขึ้นจำนวนมาก ทั้งโครงการคอนโดมิเนียม โรงแรม อาคารสำนักงานสมัยใหม่ ศูนย์การค้าหลายแห่ง โดยเฉพาะ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 แม่เหล็กสำคัญดึงนักท่องเที่ยวและขาช้อปปิ้ง เช่นเดียวกับ ศูนย์การค้าฟอร์จูน ที่มีผู้ใช้บริการจำนวนไม่น้อย ซึ่งกำลังกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่ ตามผังเมืองรวมกทม.ใหม่ เชื่อมโยงมายังถนนรัชดาภิเษกจนถึงสถานีศูนย์วัฒนธรรม สถานีรถไฟฟ้าสายสีส้ม ตัดกับMRT สายสีน้ำเงิน จุดเปลี่ยนถ่ายการเดินทางสำคัญของโซนตะวันออก
โดยบริเวณนี้ มีที่ดินแปลงใหญ่2แปลง รอการพัฒนา โดยแปลงแรกอยู่ระหว่างประกาศขาย เนื้อที่ 19 ไร่ ของ นายสาธิต วิทยากร นักลงทุนและนักธุรกิจชื่อดัง ตั้งราคาขายสูงถึงตารางวาละ 1.5 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ นายสาธิต เคยตัดขายที่ดินแปลงด้านข้าง จำนวน 8 ไร่ให้กับ “เอไอเอประเทศไทย” พัฒนาเป็นอาคารสำนักงานซึ่งล่าสุดก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการพื้นที่
ที่ดินแปลงติดกัน เนื้อที่ 24 ไร่ เป็นของบริษัทแหลมทองค้าสัตว์ มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทปัจจุบันยังคงสภาพพื้นที่ปลูกมะนาว ซึ่งทั้งสองแปลงเป็นที่ดินทำเลศักยภาพสูง ติดสถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรมฯ เหมาะพัฒนาเป็นมิกซ์ยูส ศูนย์การค้า โรงแรม คอนโดมิเนียม ตามผังเมืองกทม.ใหม่ กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นย่านพาณิชยกรรม (พ.7) พัฒนาได้มากถึง8เท่าของแปลงที่ดิน หากบวกโบนัสไปด้วยจะได้ถึง9.6เท่าของแปลงที่ดิน เนื่องจากย่านนี้ถูกกำหนดเป็นย่านธุรกิจใหม่ดังกล่าว
มากไปกว่านั้นหากรถไฟฟ้าสายสีส้มเปิดให้บริการจะรับคนจากนอกเมืองเข้าสู่ใจกลางเมืองเชื่อมผ่านย่านดังกล่าว ไปยังฝั่งธนบุรี โรงพยาบาล ศิริราช ปลายทางที่บางขุนนนท์ ไม่ห่างกันมากนัก บริเวณทำเลศูนย์วัฒนธรรม ที่ดินแปลงใหญ่ของ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค เนื้อที่ 13 ไร่ติด บิ๊กซีเอ็กซ์ตร้า ปัจจุบันให้จ๊อดแฟร์เช่าพื้นที่ แต่การพัฒนาโครงการมิกซ์ยูส ปัจจุบันยังไม่มีการพัฒนา
ทำเลพหลโยธิน แรงกระเพื่อมน่าจับตา
ทำเลศักยภาพที่น่าจับตาคงหนีไม่พ้น ทำเลพหลโยธิน ทั้งฝั่ง รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายและฝั่งรถไฟฟ้าสายสีแดงโดยฝั่งรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ตั้งแต่บริเวณห้าแยกลาดพร้าวไปจรดแยกรัชโยธิน บริเวณนี้ผังเมืองรวมกำหนดเป็นพื้นที่สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) สามารถพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูส ขนาดใหญ่ ความสูงไม่จำกัดและขนาดเกิน1หมื่นตารางเมตร โดยเฉพาะทำเลจุดตัดรถไฟฟ้า2สาย ที่กำหนดรัศมีรอบสถานีรถไฟฟ้านับจากกึ่งกลางสถานี ออกไป800เมตร
ที่น่าสนใจการรถไฟแห่งประเทศไทย (ที่ดินพื้นที่สีแดง) 47.22 ไร่ให้กับกลุ่มเซ็นทรัล เป็นระยะเวลาอีก 30ปี ยิ่งสร้างแรงกระเพื่อมให้กับย่านนี้ ห่างกันไม่มาก ที่ดิน 49ไร่ ของ เซ็นทรัลพัฒนา อยู่ระหว่างพัฒนา เฟสแรก เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ (เซ็นทรัล พหลโยธิน) ที่มีแผนเปิดให้บริการ ปี2571 เพิ่มกำลังซื้อเชื่อมโยงเช็นทรัลลาดพร้าว ที่ดินแดนเนรมิต 33ไร่ ของตระกูลเสรีเริงฤทธิ์ แม้ปัจจุบัน จะเปิดพื้นที่เช่าเป็นตลาดนัดรถไฟ แต่มูลค่าที่ดินไม่ธรรมดา ทั้งแปลงเฉพาะราคาประเมินที่ดินอยู่ที่4,000ล้านบาท ราคาซื้อขายตลาดวิ่งไปที่ 1-1.5ล้านบาทต่อตารางวา แนวเส้นทางรถไฟฟ้า ประเมินว่ามูลค่าจะเพิ่มสูงและมีนักลงทุนรายใหญ่หมายตา
ข้ามไปอีกฝั่ง ที่ดินแปลงใหญ่ ของบมจ ปตท. ซื้อที่ดิน บริเวณสถานีหลักสี่ เนื้อที่70ไร่ ติดสถานีหลักสี่รถไฟฟ้าสายสีแดง มีแผนพัฒนาเป็นโครงการมิกซ์ยูสแต่ปัจจุบันยังรอผังเมืองใหม่ ที่จะประกาศใช้โดยกำหนดเป็นพื้นที่สีส้ม (ที่ดินประเภทหน้าแน่นปานกลาง) พัฒนาเป็นอาคารสูงได้
ที่ดิน เซ็นทรัล รังสิต 761 ไร่ บูมรับผังเมืองใหม่
เช่นเดียวกับที่ดินทำเลพหลโยธินที่ดินเซ็นทรัลพัฒนา ย่านรังสิตเนื้อที่ประมาณ 761 ไร่ ที่ซื้อต่อมาจากไทยเมล่อนและบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เมื่อหลายปีก่อน ปัจุบันผังเมืองรวมเมืองท่าโขลง-คลวง-รังสิต จังหวัดปทุมธานี มีผลใช้แล้วโดยปรับการใช้ประโยชน์การใช้ที่ดินจากพื้นที่สีม่วง(ที่ดินประเภทอุตสาหกรรม) เป็นพื้นที่สีแดงเพื่อพัฒนาพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัยหนาแน่นมากได้เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการพัฒนาที่เกิดขึ้นโดยรอบและรถไฟฟ้าสายสีแดง ส่วนต่อขยาย ไปถึงมหาวิทยาลัยศูนย์รังสิต
ในทำเลเดียวกัน ที่ดินโครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ 142 ไร่ ที่มีแผนพัฒนาต่อเนื่องและรอการพัฒนาพื้นที่รังสิต ของเซ็นทรัล พัฒนาที่นายวสันต์ คงจันทร์นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ (RESAM) ย้ำว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสีผังเมืองเป็นพื้นที่สีแดง เชื่อว่าเช็นทรัล จะพัฒนาพื้นที่อย่างแน่นอน ที่จะเพิ่มความเป็นฮับให้กับโชนตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่ปัจจุบันมีการขยายตัวของเมืองสูงและรองรับกำลังซื้อกลุ่มภาคเหนือ อีสานและคนพื้นที่ที่มีมากกว่า 3 แสนคน ขณะราคาที่ดินขยับสูงจาก 1 แสนบาทต่อตารางวา อาจไปถึง 2-3 แสนบาทต่อตารางวา
เจ้าสัวเจริญยังรอพัฒนาที่ดินเกษตร-นวมินทร์
วกเข้ามาในเขตกรุงเทพฯ ที่ดิน แปลงเกษต-นวมินทร์ เนื้อที่ 200-300 ไร่ ที่มองข้ามไม่ได้เนื่องจากเป็นแปลงขนาดใหญ่ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่รอการพัฒนา โครงการมิกซ์ยูสโดยก่อนหน้านี้ มีแผนรอรถไฟฟ้าสายสีน้ำตาล และทางพิเศษ เชื่อมผ่าน นอกจากนี้ที่ดินในเมือง ยังมีของกลุ่มเจ้าสัวเจริญ อย่างเอเชียธีค ริมแม่น้ำเจ้าพระยา 50 ไร่ ที่เคยมีแผนพัฒนาเป็นโรงแรมสูง 100 ชั้น ปัจจุบันยังรอเศรษฐกิจฟื้น

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
3กูรูชี้คลังสินค้า-ดาต้าเซ็นเตอร์รุ่ง โรงแรมฟื้น ที่อยู่ขาลง

3 กูรูชี้อสังหาฯปีม้าจากที่ขับเคลื่อนด้วยที่อยู่อาศัย สู่ตลาดที่อาศัยภาคอุตสาหกรรมคลังสินค้า-ดาต้าเซ็นเตอร์ดาวรุ่ง โรงแรมฟื้นไตรมาสแรกมูลค่าดีลพุ่งหมื่นล้าน
อุตสาหกรรม-คลังสินค้า ยังเป็นพระเอก
ณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ กลุ่มอุตสาหกรรม &โลจิสติกส์ ยังคงโดดเด่นที่สุด แม้การซื้อขายที่ดินในพื้นที่ EEC จะเริ่มชะลอตัว หลังมีการเร่งลงทุนในช่วง 2 ปีก่อนแต่ความต้องการโรงงาน คลังสินค้า และที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับสูงสอดคล้องกับบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์โลจิสติกส์ของภูมิภาค
ในทางตรงกันข้าม ตลาดที่อยู่อาศัยยังเผชิญแรงกดดันจาก
- หนี้ครัวเรือนในระดับสูง
- ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้น
- การคาดการณ์ GDP ไทยปีนี้เติบโตเพียงราว 1.5%
ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายใหญ่จำนวนมาก “ชะลอ”เปิดโครงการใหม่
โอกาสบ้านมือสอง-รีโนเวท รับดีมานด์จริง
ณัฎฐา มองว่า ในภาวะที่บ้านใหม่มีราคาสูงและทำเลขยับออกนอกเมืองตลาด บ้านมือสองรีโนเวทพร้อมอยู่กลับมีศักยภาพมากขึ้นโดยเฉพาะทรัพย์จากกรมบังคับคดีที่สามารถซื้อได้ต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 10–30%ก่อนนำมาปรับปรุงเพื่อรองรับกลุ่มผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยในราคาจับต้องได้
Data Center กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์อสังหาฯไทย
เพ็ญธิดา ศรีสว่าง ผู้อำนวยการ CBRE ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุน Data Center ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่
- ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค
- ความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน
- ดีมานด์ดิจิทัลจากพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทยที่อยู่ในระดับสูง
ปัจจุบัน โครงการ Data Center ในไทยดำเนินการแล้วประมาณ 50%ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการจัดหาที่ดินโดยมีต้นทุนการลงทุนเฉลี่ยราว 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์หรือประมาณ 200–250 ล้านบาท
แนะผู้ประกอบการบริหารสภาพคล่อง
ในภาวะตลาดไม่เอื้ออำนวย เพ็ญธิดาแนะนำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ โดยเฉพาะรายกลางและเล็กให้ความสำคัญกับการบริหาร Cash Flow มากกว่าการขยายโครงการ สำหรับโครงการแนวราบ ควรแบ่งการพัฒนาเป็นเฟสย่อยเพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน และสอดคล้องกับจังหวะยอดขายที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่
ขณะเดียวกัน ตลาดสำนักงานกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานองค์กรจำนวนมากย้ายจากอาคารเกรด B/Cไปสู่อาคารเกรด A+ แต่ใช้พื้นที่ลดลงเน้นประสิทธิภาพการใช้งานมากกว่าขนาดพื้นที่
โรงแรมฟื้นจากBOI& Redevelopment
การัณย์ คานิเยาว รองประธานอาวุโส ฝ่ายบริการลงทุนซื้อขาย กลุ่มธุรกิจโรงแรม JLL ประเทศไทย กล่าวว่าภาคการท่องเที่ยวและโรงแรมเป็นอีกกลุ่มที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มกลับไปใกล้ระดับก่อนโควิดที่ประมาณ 40 ล้านคนพร้อมความหลากหลายของตลาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง ล่าสุดมีการเจรจาซื้อขายโรงแรม4แห่งมูลค่ากว่า 1 หมื่นล้านบาท
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการพัฒนาโรงแรมใหม่หากมีจำนวนห้องตั้งแต่ 100 ห้องขึ้นไปสามารถขอรับการส่งเสริมจาก BOIซึ่งอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100%ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการขายโครงการต่อในอนาคต
ขณะเดียวกัน เทรนด์ Redevelopment กำลังได้รับความสนใจ โดยการนำอาคารเก่าหรือโกดังในย่านเมืองเก่ามาปรับเป็นโรงแรมบูติกหรือคาเฟ่ใช้เงินลงทุนไม่สูง แต่สร้างกระแสเงินสดได้ในระยะสั้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
บาทอ่อนค่าแตะโซน 31.30–31.46 ตามดอลลาร์แข็ง-ทองคำร่วงแรง

Krungthai GLOBAL MARKETS มองเงินบาทยังไร้ทิศทางชัดเจนในกรอบ 31.15-31.50 โดยหากทองคำเข้าสู่ช่วงพักฐานลง 10% อาจกดดันเงินบาทอ่อนค่าได้ 50-60 สตางค์ และมีโอกาสทดสอบแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ (30 ม.ค. 2569) ที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 31.20 บาทต่อดอลลาร์ หลังช่วงคืนที่ผ่านมาเงินบาททยอยอ่อนค่าในลักษณะ Sideways Up และเคลื่อนไหวในกรอบ 31.16-31.46 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า การอ่อนค่าของเงินบาทได้รับแรงกดดันหลักจากจังหวะการแข็งค่าขึ้นเร็วของเงินดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับแรงขายทำกำไรในตลาดทองคำที่รุนแรง จนราคาทองคำปรับตัวลงเกือบ -8% ในระยะสั้น
อย่างไรก็ดี ภาวะปิดรับความเสี่ยงในตลาดการเงินสหรัฐฯ และยุโรป จากความผิดหวังต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีธีม AI รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้หนุนแรงซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ส่งผลให้ราคาทองคำสามารถรีบาวด์กลับขึ้นเกือบ +7% และกดดันให้เงินดอลลาร์เริ่มทยอยอ่อนค่าลงบางส่วน
หุ้นโลกผันผวน กังวล AI-ภูมิรัฐศาสตร์ยังกดดันตลาด
บรรยากาศตลาดหุ้นสหรัฐฯ เผชิญแรงขายจากผลประกอบการหุ้นเทคฯ โดย Microsoft ปรับตัวลงหนักราว -10% ขณะที่ Meta กลับปรับตัวขึ้นกว่า +10% หลังรายงานผลประกอบการสดใส ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปิดตลาดลดลง -0.13% ส่วน Nasdaq ปรับตัวลง -0.72%
ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ลดลงต่อเนื่อง -0.23% จากแรงขายหุ้นเทคฯ เช่น SAP ที่ร่วงกว่า -16% แม้หุ้นกลุ่มพลังงานยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทรงตัวเหนือ 4.25% ตลาดยังจับตานโยบาย Trump 2.0
ในส่วนตลาดพันธบัตร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี แกว่งตัวแถวระดับ 4.25% แม้มีจังหวะลดลงตามภาวะ Risk-Off แต่ยังไม่สามารถปรับลงต่อเนื่องได้ เนื่องจากตลาดยังมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ตลาดยังคงคาดว่าเฟดมีโอกาสราว 86% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้งในปีนี้
จับตา PPI สหรัฐฯ-ทองคำพักฐาน กดดันเงินบาททดสอบ 31.50
สำหรับช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนธันวาคม เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อ PCE ที่เฟดให้ความสำคัญ รวมถึงพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งประเด็นสหรัฐฯ-อิหร่าน และความขัดแย้งกับยุโรป
Krungthai GLOBAL MARKETS ย้ำว่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแกว่งตัวไร้ทิศทางชัดเจนในกรอบ Sideways แต่มีความเสี่ยงผันผวนสูงตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ หากทองคำเข้าสู่ช่วงพักฐาน (Correction) อาจเพิ่มแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้าน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ได้
โดยประเมินกรอบเงินบาทวันนี้ที่ระดับ 31.15-31.50 บาทต่อดอลลาร์
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
มีทีมไหนบ้าง? เปิดชื่อ 16 ทีม ได้สิทธิ์เล่นรอบเพลย์ออฟ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก

การแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2025-26 ที่เปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันมาเป็นไม่มีการแบ่งกลุ่ม แต่จะใช้ระบบการแข่งขันแบบกึ่งลีกแทน ทุกทีมจะแข่งทีมละ 8 นัด ตามกลุ่มที่ถูกแบ่ง แต่จะคิดคะแนนในตารางรวม

โดยจากทั้งหมด 36 ทีม ทุกทีมจะแข่งขันทีมละ 8 นัด ตามกลุ่มที่ถูกแบ่ง ซึ่งหลังจากแข่งขันครบตามโปรแกรม 8 เกม ทำให้ได้ทีมที่มีอันดับดีที่สุด 8 อันดับแรกได้สิทธิ์ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายแบบอัตโนมัติทันที
ขณะที่อันดับ 9-24 ของตาราง รวมทั้งหมด 16 ทีม จะต้องไปเล่นเพลย์ออฟ แบบเหย้า-เยือน เพื่อคัดหาอีก 8 ทีมผ่านเข้าไปสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป คลิกดูได้เลย 8 ทีมมีอะไรบ้าง

สรุป 16 ทีม ที่ผ่านเข้ารอบเพลย์ออฟ ศึกยูฟ่า ยูโรปา ลีก ฤดูกาล 2025-26
- เกงค์
- โบโลญญ่า
- สตุ๊ตการ์ท
- เฟเรนซ์วารอส
- ฟอเรสต์
- วิคตอเรีย พัลเซ่น
- เซอร์เวน่า ซเวซดา
- เซลต้า บีโก
- พีเอโอเค
- ลีลล์
- เฟเนร์บาห์เช
- พานาธิไนกอส
- เซลติก
- ลูโดโกเรตซ์
- ดินาโม ซาเกร็บ
- บรานน์
สำหรับรอบเพลย์ออฟแบบ เหย้า-เยือน เพื่อคัดหาอีก 8 ทีมเข้าไปสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ซึ่งอันดับ 9-16 จะเป็นทีมวางในการจับสลากประกบคู่ นัดแรกจะเตะกันในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ส่วนนัดสองจะแข่งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ นี้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
หายใจลำบาก! ค่าฝุ่นวันนี้ กทม. สูงเกิน เผยพิกัดอันตรายต้องระวัง

หายใจลำบากแล้ว ค่าฝุ่นวันนี้ PM2.5 กทม. สูงเกินระดับสีส้ม เขตลาดกระบัง หนักสุด เผยพิกัดอันตรายต้องระวัง สถานการณ์ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ใส่แมสก์ด่วน หายใจลำบากแล้ว ค่าฝุ่นวันนี้ PM2.5 กทม. สูงเกินระดับสีส้ม เขตลาดกระบัง – หนองจอก หนักสุด เผยพิกัดอันตรายที่ต้องระวัง สถานการณ์ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนทุกคน
วันนี้ 30 มกราคม 2569 เวลา 07.00 น. ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร ขอรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร
ค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 41.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.)
12 อันดับ ของค่าฝุ่นPM2.5 พื้นที่สูงสุดในกรุงเทพมหานคร
- เขตลาดกระบัง 54.3 มคก./ลบ.ม.
- เขตหนองจอก 53.2 มคก./ลบ.ม.
- เขตหนองแขม 52.2 มคก./ลบ.ม.
- เขตคลองสามวา 51.3 มคก./ลบ.ม.
- เขตบางคอแหลม 50.9 มคก./ลบ.ม.
- เขตบางรัก 50.1 มคก./ลบ.ม.
- เขตทวีวัฒนา 49.9 มคก./ลบ.ม.
- เขตประเวศ 48.3 มคก./ลบ.ม.
- เขตบางขุนเทียน 46.5 มคก./ลบ.ม.
- เขตมีนบุรี 46.2 มคก./ลบ.ม.
- เขตสัมพันธวงศ์ 46.1 มคก./ลบ.ม.
- เขตตลิ่งชัน 45.7 มคก./ลบ.ม.

เจาะลึก 6 โซนกรุงเทพฯ พื้นที่ไหนรอด พื้นที่ไหนร่วง?
กรุงเทพเหนือ
- 37.5 – 43.4 มคก./ลบ.ม.
- ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพตะวันออก
- 34.8 – 54.3 มคก./ลบ.ม.
- ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพกลาง
- 32.8 – 46.1 มคก./ลบ.ม.
- ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงเทพใต้
- 33.9 – 50.9 มคก./ลบ.ม.
- ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงธนเหนือ
- 30 – 49.9 มคก./ลบ.ม.
- ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
กรุงธนใต้
- 33.5 – 52.2 มคก./ลบ.ม.
- ภาพรวม : อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
ฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ภาพรวมคุณภาพอากาศอยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
เตือน! สังเกตอาการ “ไอ-หายใจติดขัด” แนะวิธีรับมือฝุ่นสีส้ม
เนื่องจากแนวโน้มฝุ่นละอองยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประชาชนควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางไปทำงานหรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง
- สวมหน้ากาก PM 2.5 ทุกครั้ง: หน้ากากอนามัยธรรมดาอาจไม่เพียงพอ ควรใช้ N95 หรือหน้ากากที่ป้องกันฝุ่นขนาดเล็กได้
- เลี่ยงกิจกรรมใช้แรง: งดการวิ่งหรือออกกำลังกายกลางแจ้งในพื้นที่สีส้ม เพราะจะทำให้สูดดมฝุ่นเข้าสู่ปอดได้ลึกขึ้น
- เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง: เด็ก ผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์ หากมีอาการไอ ระคายเคืองตา หรือแน่นหน้าอก ให้รีบพบแพทย์ทันที


วันนี้คนกรุงต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เลวร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะโซนลาดกระบังและหนองจอกที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเป็นพิเศษ อย่าลืมเช็กค่าฝุ่นผ่านแอปพลิเคชันก่อนออกจากบ้านทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ยอดใช้ Claude Code พุ่งประวัติการณ์ ดันกระแส Vibe Coding สร้างแอปฯ ไม่ต้องรู้โค้ด

- Claude Code เอไอเขียนโปรแกรมจาก Anthropic มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- เครื่องมือนี้ทำให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานเขียนโค้ดสามารถสร้างเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันได้จากคำสั่งภาษาทั่วไป เป็นส่วนหนึ่งของกระแส Vibe Coding
- ผู้ใช้งานจากหลายอาชีพได้นำ Claude Code ประยุกต์แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและต่อยอดธุรกิจ เช่น สร้างโปรแกรมแยกเสื้อผ้า, เว็บไซต์สารคดี, และแอปฯ แจ้งเหตุฉุกเฉิน
เอไอเขียนโปรแกรมจากบริษัทแอนโทรปิก (Anthropic) ชื่อ “คลอดด์โค้ด” (Claude Code) กำลังได้รับความนิยม หลังบริษัทเผยว่า เปิดตัวเครื่องมือนี้เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2568 และระบุว่า Claude Code มีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขเชิงสถิติอย่างเป็นทางการ
แอนโทรปิก ระบุว่า ช่วงวันหยุดที่ผ่านมาเป็นจังหวะที่ผู้ใช้งานจำนวนมากมีเวลาทดลอง Claude Code อย่างจริงจัง และเริ่มตระหนักถึงความสามารถของเครื่องมือนี้ ซึ่งสามารถสร้างโค้ดคอมพิวเตอร์จากคำสั่งภาษาธรรมดาที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไป ทำให้คนที่ไม่มีพื้นฐานด้านการเขียนโปรแกรมสามารถพัฒนาเว็บไซต์ โปรแกรม หรือแอปพลิเคชันของตัวเองได้
Claude Code เป็นหนึ่งในกลุ่มเครื่องมือเอไอด้านการเขียนโค้ดเช่นเดียวกับเบสโฟร์ตี้โฟร์ (Base44) และเคอร์เซอร์ (Cursor) ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
โดยแนวโน้มนี้ถูกเรียกว่า “ไวบ์โค้ดดิ้ง” (Vibe Coding) ซึ่งหมายถึง การสร้างซอฟต์แวร์จากไอเดียและความต้องการของผู้ใช้โดยไม่ต้องมีทักษะทางเทคนิคเชิงลึก ผู้ใช้งานต้องสมัครสมาชิกในอัตรา 20 – 200 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 680 – 6,800 บาท ขึ้นอยู่กับระดับฟีเจอร์ที่เลือกใช้งาน
5 กรณีศึกษา: การเปลี่ยนไอเดียเป็นโซลูชันด้วย Claude Code
รายงาน This A.I. Tool Is Going Viral. Five Ways People Are Using It ของเดอะนิวยอร์กไทมส์ พบว่า มีผู้ใช้งานจากหลากหลายอาชีพนำเครื่องมือนี้ไปแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและต่อยอดทางธุรกิจ ดังนี้
1. แก้ปัญหาการแยกเสื้อผ้าในครอบครัวใหญ่: แซม ฮินเดส (Sam Hindes) อายุ 38 ปี รองผู้อำนวยการโรงเรียนสำหรับเด็กออทิสติกในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนำเอไอมาใช้ในชีวิตประจำวัน
ฮินเดสมีลูกเล็ก 4 คน ใช้ Claude Code พัฒนาโปรแกรมแยกเสื้อผ้าของลูกสาวแต่ละคน โดยถ่ายภาพเสื้อผ้าเพื่อให้ระบบเรียนรู้ ปัจจุบันเขาสามารถยกเสื้อผ้าขึ้นหน้ากล้องโน้ตบุ๊ก และระบบจะแจ้งได้ทันทีว่าเป็นของลูกคนใด
กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาเพียงประมาณหนึ่งชั่วโมง และเขากำลังต่อยอดพัฒนาโปรแกรมช่วยจัดลำดับกิจวัตรตอนเช้าให้ลูกๆ ใช้งานได้เอง
2. สร้างเว็บไซต์สารคดีด้วยงบประมาณที่เข้าถึงได้: ร็อบ สตีเฟนสัน (Rob Stephenson) อายุ 51 ปี ช่างภาพด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมในนครนิวยอร์ก ใช้ Claude Code สร้างเว็บไซต์สำหรับงานสารคดี เว็บไซต์ดังกล่าวพัฒนาเสร็จภายในหนึ่งวัน และมีแผนที่เชิงโต้ตอบที่รวบรวมภาพถ่ายและไฟล์เสียงจากแต่ละเขตของนิวยอร์ก
สตีเฟนสันระบุว่า หลังจากเว็บไซต์พื้นฐานเสร็จ เขาสามารถเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เช่น โหมดแสดงผลสว่าง-มืด หรือปุ่มสุ่มเนื้อหา หากเจอปัญหาที่ Claude Code แก้ไม่ได้ เขาจะใช้เจมิไน (Gemini) แชตบอตเอไอของกูเกิล (Google) เป็นเครื่องมือเสริม
3. แอปพลิเคชันแจ้งเหตุฉุกเฉินจากมุมมองนักกฎหมาย: คริส โรเบิร์ตส์ (Chris Roberts) อายุ 36 ปี ผู้ช่วยอัยการในเซนต์หลุยส์ ใช้ความสนใจด้านความปลอดภัยสาธารณะสร้างแอปพลิเคชันมือถือ ‘AlertAssist’ ผ่าน Claude Code และเคอร์เซอร์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถส่งข้อความแจ้งเหตุฉุกเฉินไปยังกลุ่มผู้ติดต่อจำนวนมากได้ทันที
โรเบิร์ตส์ ระบุว่า แม้หน้าตาแอปพลิเคชันจะดูเรียบง่ายแต่มันสามารถทำงานได้จริงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
4. ยกระดับการศึกษาด้วยโปรแกรมจำลองตลาดหุ้น: แอนน์ เฮาโบ ดือร์แบร์ก (Anne Haubo Dyhrberg) อายุ 35 ปี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการเงิน มหาวิทยาลัยเดลาแวร์ สามารถสร้างโปรแกรมจำลองการเทรดหุ้นได้ภายใน 2 ชั่วโมง เพื่อนำไปใช้สอนนักศึกษาในภาคเรียนที่กำลังจะถึง
ดือร์แบร์กสร้างสถานการณ์จำลองได้ถึง 5 รูปแบบเพื่อให้เด็กๆ ฝึกแก้ปัญหาในตลาดการเงิน ซึ่งก่อนหน้านี้เธอเคยคิดว่าการสร้างโปรแกรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยากเกินความสามารถ
5. ระบบบริหารจัดการสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก: โจ แบคัส (Joe Bacus) อายุ 38 ปี เจ้าของธุรกิจงานเชื่อมและโลหะในเซนต์หลุยส์ นำ Claude Code มาสร้างผู้ช่วยเอไอส่วนตัวเพื่อจัดการตารางงานและหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ โดยระบบสามารถเชื่อมต่อกับปฏิทิน, Google Sheets และ Gmail เพื่อออกใบเสนอราคาและติดตามสัญญาจ้างได้โดยอัตโนมัติ ช่วยลดภาระของธุรกิจที่มีพนักงานเพียง 4 คน และไม่มีงบประมาณจ้างทีมธุรการโดยเฉพาะ
รายงานฉบับนี้สะท้อนว่า เครื่องมือเอไอด้านการเขียนโค้ดกำลังถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานหลากหลายรูปแบบ โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานด้านโปรแกรมมิง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
Verb to be คืออะไร? พื้นฐานภาษาอังกฤษที่คนไทยใช้ผิดบ่อยที่สุด สรุปจบใน 5 นาที

“I am eat rice.” หรือ “She happy.” … คุณเคยพูดหรือเขียนประโยคแบบนี้ไหมครับ? ถ้าเคย ขอให้รู้ไว้เลยว่าคุณไม่ได้โดดเดี่ยว เพราะนี่คือข้อผิดพลาดคลาสสิกที่คนไทยกว่า 80% เผลอทำโดยไม่รู้ตัว สาเหตุหลักมาจากการที่เรายังไม่เข้าใจหน้าที่ที่แท้จริงของ Verb to be
Verb to be เปรียบเสมือน “หัวใจ” ของประโยคภาษาอังกฤษ ถ้าใช้ถูก ประโยคจะสมบูรณ์และสื่อความหมายได้ชัดเจน แต่ถ้าใช้ผิด ความหมายอาจเพี้ยนหรือกลายเป็นประโยคที่ไม่มีกริยา (Fragment) ไปเลย วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมาย้อนรอยปูพื้นฐานกันใหม่ว่า Verb to be คือ อะไร มีหน้าตาแบบไหนบ้าง และใช้อย่างไรให้ถูกต้อง 100%
นิยาม: Verb to be คือ อะไร?
Verb to be คือ คำกริยาพื้นฐานที่สุดในภาษาอังกฤษ ที่ทำหน้าที่ได้ 2 บทบาทหลักๆ คือ
- เป็นกริยาแท้ (Main Verb): แปลว่า “เป็น, อยู่, คือ”
- เป็นกริยาช่วย (Auxiliary Verb): ไม่มีคำแปล แต่ช่วยสร้าง Tense (เช่น กำลังทำ) หรือ Passive Voice (ถูกกระทำ)
สิ่งที่ทำให้ Verb to be พิเศษ (และน่าปวดหัว) กว่ากริยาตัวอื่น คือมัน “แปลงร่างเก่งมาก” ครับ โดยมันจะเปลี่ยนรูปไปตาม ประธาน (Subject) และ เวลา (Tense)
การแปลงร่างของ Verb to be (Forms)
จำให้แม่นนะครับ Verb to be มีสมาชิกหลักๆ อยู่ 7 ตัว แบ่งตามช่วงเวลาดังนี้:
- ปัจจุบัน (Present): is, am, are
- อดีต (Past): was, were
- สมบูรณ์ (Perfect): been (ใช้หลัง have/has)
- รูปเดิม (Infinitive): be (ใช้หลัง modal verbs เช่น will be, can be)
หลักการใช้ Verb to be: เลือกใช้ตัวไหนดี?
การเลือกใช้ต้องดูที่ ประธาน ของประโยคเป็นหลักครับ
1. ในรูปปัจจุบัน (Present Tense)
- I ใช้คู่กับ am (หนึ่งเดียวคนนี้)
- He, She, It, ชื่อคนเดียว (เอกพจน์) ใช้คู่กับ is
- You, We, They, คนหลายคน (พหูพจน์) ใช้คู่กับ are
2. ในรูปอดีต (Past Tense)
- I, He, She, It (ประธานคนเดียว) ใช้คู่กับ was
- You, We, They (ประธานหลายคน) ใช้คู่กับ were
ตารางสรุป: จับคู่ประธานกับ Verb to be (Subject-Verb Agreement Matrix)
ตารางนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจนว่าประธานตัวไหน ต้องคู่กับ Verb to be ตัวไหน ในแต่ละช่วงเวลาครับ
| กลุ่มประธาน (Subject Group) | ตัวอย่างประธาน | รูปปัจจุบัน (Present) (เป็น, อยู่, คือ) | รูปอดีต (Past) (เคยเป็น, เคยอยู่) | รูปอนาคต (Future) (จะเป็น) |
| ตัวฉัน (First Person) | I | am | was | will be |
| เอกพจน์ (Singular) | He, She, It, The cat, John | is | was | will be |
| พหูพจน์ (Plural) | We, They, The dogs, John & Jane | are | were | will be |
| คุณ (Second Person) | You (ไม่ว่าคนเดียวหรือหลายคน) | are | were | will be |
หน้าที่ของ Verb to be ในประโยค (Usage)
1. ใช้เป็นกริยาแท้ (Main Verb)
แปลว่า เป็น, อยู่, คือ ใช้บอกสถานะ อาชีพ ลักษณะ หรือสถานที่
- บอกอาชีพ/สถานะ: She is a doctor. (เธอ เป็น หมอ)
- บอกลักษณะ (ตามด้วย Adjective): They are happy. (พวกเขา มี ความสุข – ในบริบทนี้ไม่ต้องแปลว่า เป็น/อยู่/คือ ก็ได้)
- บอกสถานที่: We are at home. (พวกเรา อยู่ ที่บ้าน)
2. ใช้เป็นกริยาช่วย (Auxiliary Verb)
ไม่ได้แปลว่า เป็น/อยู่/คือ แต่ช่วยบอกโครงสร้าง
- ใช้ใน Continuous Tense (กำลังทำ): S + V.to be + V.ing
- I am eating. (ฉันกำลังกิน – ห้ามพูดว่า I am eat)
- ใช้ใน Passive Voice (ถูกกระทำ): S + V.to be + V.3
- The homework was done. (การบ้านถูกทำเสร็จแล้ว)
ข้อผิดพลาด “ระดับชาติ” ที่ต้องเลี่ยง (Common Mistakes)
- Double Verb (กริยาซ้อน):
- ❌ I am agree. (ผิด! agree เป็นกริยาแท้อยู่แล้ว ไม่ต้องเอา am มาช่วย)
- ✅ I agree. (ฉันเห็นด้วย) หรือ ✅ I am agreeing. (ฉันกำลังเห็นด้วย)
- Missing Verb (กริยาหาย):
- ❌ She beautiful. (ผิด! ในภาษาอังกฤษประโยคต้องมีกริยาเสมอ beautiful เป็น Adjective)
- ✅ She is beautiful.
- Mismatched Subject (จับคู่ผิด):
- ❌ You is my friend.
- ✅ You are my friend.
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
ประโยชน์ของ “ลูกหม่อน-มัลเบอร์รี่” (Mulberry) เบอร์รี่จิ๋วแต่คุณประโยชน์สุดแจ๋ว

หากจะพูดถึงเบอร์รี่เมืองไทย ก็เรียกได้ว่ามีอยู่หลายชนิดให้นึกถึง แต่ถ้าให้พูดขึ้นมาสักหนึ่งชื่อก็คงจะต้องร้องอ๋อกันเป็นแน่ เพราะหนึ่งในเบอร์รี่เมืองไทยที่เรารู้จักและคุ้นหูกันเป็นอย่างดีก็คือ ลูกหม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ นั่นเอง แต่นอกจากชื่อเสียงเรียงนามว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดเบอร์รี่เมืองไทยแล้ว ก็จัดได้ว่าลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และยังมีประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพในหลายๆ ด้านด้วย
Hello คุณหมอ จะพามารู้จักกับประโยชน์ของเบอร์รี่เมืองไทยชนิดนี้กัน
ประโยชน์ของ ลูกหม่อน เบอร์รี่เมืองไทย
ลูกหม่อนหรือ มัลเบอร์รี่ (Mulberry) เป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ส่วนต่างๆ ของต้นหม่อนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งใช้เพื่ออุตสาหกรรมการทอผ้า การนำใบหม่อนมาแปรรูปเป็นชา หรือแม้แต่ลูกหม่อนเองก็ยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มสมูทตี้ หรือเป็นวัตถุดิบในอาหารต่างๆ
ลูกหม่อนเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เพราะเป็นหนึ่งในผลไม้ที่ให้แคลอรี่ต่ำ มีสารอาหารสำคัญอย่างคาร์โบไฮเดรตและไฟเบอร์ที่ทำให้อิ่มท้อง ทั้งยังช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี มากไปกว่านั้นลูกหม่อนก็ยังจัดว่าเป็นผลไม้ฉ่ำน้ำอีกด้วย เนื่องจากองค์ประกอบกว่า 88 เปอร์เซ็นต์ของลูกหม่อนนั้นเป็นน้ำ การรับประทานลูกหม่อนจึงสามารถช่วยเพิ่มระดับน้ำในร่างกาย และมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration)ได้
นอกจากนี้ลูกหม่อนยังเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญอย่าง วิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค1 ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม และยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ อย่างเช่น แอนโทไซยานิน (Anthocyanin ) ไซยานิดิน (Cyanidin) ไมริเซติน (Myricetin) กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acid) รูทิน (Rutin) ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ
ประโยชน์ของลูกหม่อน หรือ มัลเบอร์รี่
- ลดความเสี่ยงของมะเร็ง
สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแข็งแรง ทั้งยังกระตุ้นการทำงานของเซลล์และป้องกันเซลล์ต่างๆ ในร่างกายไม่ให้ถูกทำร้ายจากอนุมูลอิสระที่ไม่ดี มากไปกว่านั้นสารต้านอนุมูลอิสระยังมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต หรือลดโอกาสในการเป็นมะเร็ง
ลูกหม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มของฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) อย่างแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ไซยานิดิน (Cyanidin) ไมริเซติน (Myricetin) กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic Acid) รูทิน (Rutin) การรับประทานลูกหม่อนอย่างสม่ำเสมอจึงสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้
- ดีต่อการลดน้ำหนัก
ลูกหม่อนมีไฟเบอร์สูงและให้แคลอรี่ต่ำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงลดน้ำหนัก หรือควบคุมอาหาร โดยไฟเบอร์จะไปทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้น ทำให้ไม่หิวบ่อยๆ และไม่ทำให้แคลอรี่พุ่งสูงเพราะมีแคลอรี่ต่ำ สามารถจำกัดหรือควบคุมแคลอรี่ในแต่ละวันได้อย่างสบายใจ
- ดีต่อสุขภาพตับ
ตับเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อร่างกายของเรา โดยเฉพาะการทำหน้าที่สำคัญในเพื่อกรองสารพิษต่างๆ ทำหน้าที่ในการสลายไขมัน รวมถึงป้องกันการแข็งตัวของเลือดด้วย ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระในลูกหม่อนถือว่าเป็นสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพตับอย่างมาก เนื่องจากมีส่วนช่วยในการล้างสารพิษที่ตับ และยังมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันสะสมไว้ที่ตับ อันเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคไขมันพอกตับ
- ปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
ระดับน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูง สามารถเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ และโรคเบาหวานได้ ซึ่งเพื่อป้องกันความเสี่ยงของโรคเรื้อรังเหล่านั้น การให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะกับลูกหม่อนซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง และการกินไฟเบอร์เป็นประจำจะมีส่วนช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลในกระแสเลือด จึงช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงได้
- อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก
แม้ว่าส่วนใหญ่แล้วธาตุเหล็กมักจะพบได้ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเครื่องในสัตว์ แต่ในผลไม้ก็อุดมไปด้วยธาตุเหล็กเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะลูกหม่อน ที่ให้ปริมาณของธาตุเหล็กสูงถึง 2.6 มิลลิกรัม (ต่อลูกหม่อนหนึ่งถ้วย) ซึ่งคิดเป็น 14 เปอร์เซ็นต์ต่อปริมาณของธาตุเหล็กที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน
โดยธาตุเหล็กนี้มีประโยชน์ในการช่วยจัดเก็บและขนส่งออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดภาวะออกซิเจนต่ำ รวมถึงยังมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดขาว ซึ่งดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และมีส่วนป้องกันภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ด้วย
ข้อควรระวังในการรับประทาน
ลูกหม่อน หรือ มัลเบอร์รี่ แม้จะให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และมีส่วนช่วยป้องกันอาการทางสุขภาพต่างๆ แต่ก็ยังมีข้อควรระวังบางประการเกี่ยวกับลูกหม่อนที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะถ้าหากมีอาการแพ้ลูกหม่อน หรือแพ้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งถึงแม้จะพบได้น้อย แต่ก็ควรระวัง และควรหลีกเลี่ยงการรับประทานลูกหม่อน เพื่อป้องกันไม่ให้อาการแพ้กำเริบ
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 30/1/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 77,400.00 | 77,500.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 5,003.00 | 75,845.48 | 78,300.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,502.70 | 68,260.93 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 4,002.40 | 60,676.38 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,251.35 | 34,130.47 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,751.05 | 26,545.92 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,184.46 | 78,596.41 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 30/1/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







