Booking.com เปิดผลสำรวจ คนไทย 72% พร้อมปรับแผน-ยกเลิกเดินทาง หากหมอดูทัก!

“Booking.com” เปิดเผย 10 เทรนด์การเดินทางที่จะนิยาม “การท่องเที่ยวในปี 2569” เมื่อนักท่องเที่ยวคำนึงถึง “ความเป็นตัวเอง” สะท้อนถึงเอกลักษณ์ เป้าหมาย และความหลงใหลเฉพาะบุคคล ซึ่งได้กลายเป็นหัวใจหลักในการกำหนด “ยุคทองของทุกคน” หลังได้สำรวจความคิดเห็นของผู้เดินทางทั่วโลกกว่า 29,000 คน จาก 33 ประเทศและดินแดน
บรานาวัน อรุลโจธี Area Manager ของ Booking.com กล่าวว่า ในปี 2569 การเดินทางจะกลายเป็นสิ่งสะท้อน “ตัวตนที่แท้จริง” ของผู้เดินทาง โดยแผนการเดินทางจะถูกสร้างขึ้นด้วยความสนใจที่ในอดีตอาจดูเฉพาะกลุ่มหรือเป็นเรื่องท้าทาย ผู้เดินทางกำลังทดสอบความสัมพันธ์ ก้าวเข้าสู่โลกแห่งแฟนตาซี และเปลี่ยนห้องครัวของพวกเขาให้กลายเป็นพื้นที่แสดงการเดินทางที่ผ่านมา และกำลังมองหาเส้นทางใหม่ๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์โร้ดทริป รวมถึงการเข้าพักบ้านตากอากาศซึ่งเต็มไปด้วยความล้ำสมัยของเทคโนโลยี
สำหรับ “10 เทรนด์การเดินทางท่องเที่ยวในปี 2569” มีดังนี้
1. Romantasy Retreats ทริปท่องโลกโรแมนตาซี
การหลบหนีไปยังดินแดนมหัศจรรย์ กว่า 91% ของ “ผู้เดินทางชาวไทย” ระบุว่าสนใจที่จะไปเยือนจุดหมายปลายทางที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิยายประเภทโรแมนตาซี นอกจากนี้ผู้เดินทาง 81% เปิดใจเข้าร่วมกิจกรรมสวมบทบาทตามเกม หนังสือ หรือภาพยนตร์ที่พวกเขาชื่นชอบขณะเดินทาง และมากกว่า 38% สนใจเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ทริปท่องโลกแห่งโรแมนตาซีเป็นแผนการเดินทางในอนาคตของพวกเขา
2. Humanoid Homes บ้านพักตากอากาศอัจฉริยะ
อนาคตแห่งการพักผ่อน ผู้เดินทางชาวไทยระบุว่าพร้อมที่จะเปิดรับประสบการณ์การเข้าพักแบบใหม่ ซึ่งผสมผสานความสะดวกสบายและความอยากรู้อยากเห็นเข้าไว้ด้วยกัน โดยกว่า 94% เปิดใจที่จะจองบ้านพักตากอากาศที่ติดตั้งระบบหุ่นยนต์แล้ว ขณะที่ 50% ของผู้ที่สนใจจองบ้านพักตากอากาศประเภทนี้ ระบุว่าหุ่นยนต์ทำความสะอาดมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของพวกเขา นอกจากนี้ 33% ยังรู้สึกตื่นเต้นกับหุ่นยนต์เชฟที่สุด และกว่า 26% ต้องการให้หุ่นยนต์ช่วยจัดการเรื่องความยั่งยืน
“บ้านพักตากอากาศอัจฉริยะไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายสำหรับผู้เดินทางหลายๆ คน แต่ยังเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ (35%) หรือแม้แต่ความภาคภูมิใจ (28%) ที่ได้เข้าพักในที่พักซึ่งเหมือนหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์”
3. Turbulence Test ทริปทดสอบความสัมพันธ์
แผนตรวจสอบความเข้ากันได้ฉบับทดลอง สำหรับคนรัก เพื่อนซี้ และเพื่อนร่วมงาน กว่า 92% ของผู้เดินทางชาวไทยเปิดรับการเดินทางท่องเที่ยวกับคู่รัก เพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนใหม่ เพื่อทดสอบว่าพวกเขาเข้ากันได้ดีแค่ไหนโดยเฉพาะ ซึ่งวิธีที่ผู้เดินทางใช้ทดสอบความสัมพันธ์เหล่านี้ทั้งสร้างสรรค์และเปิดเผยให้เห็นตัวตนของกันและกันยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ 88% ระบุว่าพิจารณาที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ห่างไกลออกไป เพื่อดูว่าเพื่อนร่วมทางจะรับมือกับสถานการณ์ที่ชวนอึดอัดและยากลำบากอย่างไร และอีก 85% รู้สึกสนใจที่จะเดินทางในรูปแบบที่สลับบทบาทกัน ซึ่งผู้ที่เคยวางแผนจะปล่อยให้ผู้ที่มีนิสัยเก็บตัวขึ้นมาเป็นผู้นำของทริป
“ผู้เดินทางกลุ่ม Gen Z เป็นกลุ่มที่ใช้ทริปนี้ทดสอบความสัมพันธ์มากกว่าวัยอื่นๆ โดย 91% ของพวกเขาเปิดใจที่ปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางเพื่อจำลองสถานการณ์ในชีวิตจริงและเพื่อดูว่าความสัมพันธ์เหล่านี้จะประสบความสำเร็จหรือจะล้มเหลว”
4. Shelf-ie Souvenirs ปรุงรสความทรงจำผ่านชั้นวางของที่ระลึก
จากชั้นวางเครื่องครัวอันอบอุ่นสู่พื้นที่จัดแสดงวัฒนธรรม ผู้เดินทางชาวไทย 87% ระบุว่าพวกเขาตัดสินใจซื้อเครื่องครัวหรือวัตถุดิบที่มีดีไซน์โดดเด่นระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นขวดเครื่องเทศที่วาดด้วยมือหรือขวดน้ำมันมะกอกทำมือที่สามารถใช้เป็นของตกแต่งได้ในขณะเดียวกัน และ 77% พิจารณาที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ขึ้นชื่อเรื่องผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวหรือเครื่องครัวโดยเฉพาะ
5. Roadtrip Rewired โร้ดทริปเวอร์ชันใหม่ หมุนล้อต้อนรับทุกประสบการณ์แปลกใหม่ระหว่างทาง
พบว่า 95% ของผู้เดินทางชาวไทยเปิดรับการใช้รถร่วมกันขณะเดินทาง (Carpooling) และ 81% ยินดีที่จะใช้แอปพลิเคชันในการค้นหาเพื่อนร่วมทริปที่จะเดินทางไปในเส้นทางที่ใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ผู้เดินทางชาวไทยชื่นชอบโร้ดทริปที่ทำให้การเดินทางของเขาเต็มไปด้วยความเซอร์ไพรส์และความยืดหยุ่น (95%) ได้พบเจอผู้คนใหม่ๆ (92%) และให้พวกเขาได้สลับกันขับรถได้ (93%)
“ผู้เดินทางชาวไทย 85% ระบุว่าจะใช้ AI ในการวางแผนการเดินทางในเส้นทางที่สวยงามและยังไม่มีใครรู้จัก โดยจะปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของพวกเขา”
6. Destined-ations จุดหมายแห่งโชคชะตา
เมื่อพลังแห่งดวงดาวลิขิตการเดินทาง กว่า 72% ของผู้เดินทางชาวไทยพิจารณาปรับเปลี่ยนหรือยกเลิกแผนการเดินทางของพวกเขาหาก “ผู้ปรึกษาทางจิตวิญญาณ” หรือ “หมอดู” แนะนำว่ายังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ขณะที่ 75% จะพิจารณาทริปการเดินทางใหม่อีกรอบหากมีคำเตือนจากโชคชะตา และมากกว่าครึ่งหรือ 58% จะปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางหากดาวพุธโคจรถอยหลังซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสื่อสารที่ผิดพลาดหรือการเดินทางล่าช้า
นอกจากนี้ ผู้เดินทางชาวไทยจำนวนมากยังแสวงหาประสบการณ์การเดินทางที่เกี่ยวข้องกับ “ความลึกลับ” หรือ “โหราศาสตร์” เช่นกัน โดย 55% ระบุว่าเมื่อต้องวางแผนการเดินทาง จะพิจารณาจากอิทธิพลทางโหราศาสตร์เหล่านี้ ตั้งแต่กำหนดการออกเดินทางที่ตรงกับข้างขึ้นข้างแรมหรือวันครีษมายันซึ่งมีช่วงเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี ไปจนถึงกำหนดการการเยี่ยมชมสถานที่ที่มีพลังงานสูง
“ผู้เดินทาง Gen Z ชาวไทย 65% และมากกว่าครึ่งของ Millennial หรือ 56% มีความสนใจในการค้นหาจิตวิญญาณเป็นพิเศษซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าเส้นทางของการค้นพบตัวเองนั้นอาจถูกกำหนดไว้แล้ว”
7. Glow-cations ทริปเดินทางสู่ผิวเปล่งประกาย
ทริปดูแลผิวที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ผู้เดินทางชาวไทย 91% สนใจที่จะจองทริปวันหยุดสำหรับการดูแลสุขภาพผิวโดยเฉพาะ โดยมีทรีตเมนต์สำหรับผิวกายหลายประเภทปรับให้เหมาะกับความต้องการของผิวแต่ละบุคคล ขณะเดียวกันการพักผ่อนในสปาแบบเดิมๆ กำลังกลายเป็นการเดินทางแบบไฮเทค และ 78% ระบุว่าอาจจะใช้ AI สำหรับช่วยระบุจุดหมายปลายทางที่เหมาะสมกับความต้องการทางด้านผิวพรรณอย่างพิถีพิถัน
8. Hushed Hobbies กิจกรรมพักผ่อนแสนสงบ
ความเงียบที่ทำให้ความสงบดังขึ้น เมื่อ “ความเงียบ” กลายเป็นสิ่งล้ำค่าในปี 2569 ผู้เดินทางชาวไทยเกินครึ่ง (54%) ระบุว่าพวกเขาตั้งใจที่จะไปพักผ่อนในสถานที่ที่ทำให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากขึ้น ทั้งนี้ 33% หันไปสนใจงานอดิเรกที่เงียบสงบมากขึ้นในช่วงวันหยุด โดยผู้เดินทางชาวไทยจะมองหากิจกรรมที่ฝึกความอดทน การทบทวนตัวเอง และการคลายเครียด
9. PastPorts พาสปอร์ตสู่การเดินทางย้อนอดีต
จากความทรงจำสู่จุดหมายปลายทาง กว่า 91% ของผู้เดินทางชาวไทยกล่าวว่าต้องการที่จะสร้างความทรงจำหรือรูปภาพในอดีตใหม่อีกรอบ โดยใช้เทคโนโลยีในการช่วยระบุตำแหน่งของสถานที่ในความทรงจำ และเดินทางไปเยือนที่ดังกล่าว เกือบครึ่งของผู้เดินทางชาวไทย (49%) ระบุว่าแรงบันดาลใจหลักของทริปนี้คือการกลับไปยังความทรงจำนั้นๆ อีกครั้งกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิท
ขณะที่ 55% ต้องการที่จะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ทำให้รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็ก เชื่อมโยงกับผู้คนในอดีต และได้กลับบ้าน นอกจากนี้ยังมองว่าทริปเที่ยวในอดีตเหล่านี้เป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิต (31%) ไม่ว่าจะเป็นการทบทวนการเติบโตของตัวเองหรือกลับไปเชื่อมโยงกับผู้คนในอดีต (32%) รวมถึงการกลับไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำในช่วงยากลำบากเพื่อทำความเข้าใจและปล่อยวางความรู้สึกนั้นไป (36%)
10. Modern Milestone Missions ทริปเพื่อฉลองความสำเร็จรูปแบบใหม่
เมื่อยุคทองของแต่ละคนไม่เหมือนกัน กว่า 87% ของผู้เดินทางชาวไทยมองว่าการเดินทางคือรางวัลสำหรับความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก และยังมีเหตุผลใหม่ๆ สำหรับการออกเดินทางมากขึ้น ทั้งการฉลองที่ได้งานใหม่หรือได้เลื่อนขั้น (24%) การได้รับเงินคืนภาษีแบบไม่คาดคิด (14%) การจบความสัมพันธ์ (15%) และการอวดเสื้อผ้าใหม่ๆ (12%)
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจที่ทรงพลังเช่นกัน ด้วยผู้เดินทางชาวไทยเกือบหนึ่งในห้า (23%) เดินทางเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จครั้งสำคัญ เช่น การเลิกแอลกอฮอล์หรือการเปลี่ยนแปลงด้านรูปร่าง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
อสังหาฯ ภูเก็ตบูมไม่พัก! รายใหญ่เร่งรุก รับดีมานด์ต่างชาติหลั่งไหล

- ตลาดอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตเติบโตอย่างต่อเนื่องสวนทางกับภาพรวมของประเทศ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการของกลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติ
- ผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เช่น แสนสิริ และ แอสเซทไวส์ เร่งขยายการลงทุนและเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ารวมหลายหมื่นล้านบาทเพื่อรองรับดีมานด์
- ความต้องการที่สูงส่งผลให้โครงการที่อยู่อาศัยในทำเลศักยภาพ เช่น บางเทา เชิงทะเล และราไวย์ สามารถปิดการขายได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะโควตาสำหรับชาวต่างชาติ
- แม้การแข่งขันจะสูงขึ้น แต่ผู้ประกอบการยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของภูเก็ตในฐานะจุดหมายเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาวของชาวต่างชาติ
ตลาดอสังหาริมทรัพย์จังหวัดภูเก็ตยังคงเป็นหนึ่งในทำเลที่ได้รับความสนใจสูงสุดของประเทศสวนทางจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมของประเทศ จากแรงขับเคลื่อนด้านการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และกระแสเงินทุนจากต่างชาติ ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ เร่งขยายพอร์ตเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่การแข่งขันในตลาดเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศ
แผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย รายงานว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2564-2568) ภูเก็ตมีการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่กว่า 45,000 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวมกว่า 4.69 แสนล้านบาท โดยปี 2567 เป็นปีที่มีอุปทานเปิดขายใหม่สูงสุด
ณ สิ้นปี 2568 ภูเก็ตมีโครงการเปิดขายใหม่มากกว่า 72 โครงการ รวมกว่า 10,000 ยูนิต หลายโครงการสามารถปิดการขายได้มากกว่า 50-70% ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน สะท้อนดีมานด์จากทั้งผู้ซื้อไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะในทำเลบางเทา เชิงทะเล ราไวย์ และใจกลางเมืองภูเก็ต
อย่างไรก็ตาม คอลลิเออร์สเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของอุปทานอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การแข่งขันด้านราคาในบางเซกเมนต์ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับกลางถึงบน ผู้พัฒนาจึงต้องให้ความสำคัญกับการวางตำแหน่งสินค้าและกลยุทธ์ราคาอย่างรอบคอบ
แสนสิริชูภูเก็ตฐานหลักรองจากกรุงเทพฯ
นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภูเก็ตถือเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญอันดับสองของบริษัท รองจากกรุงเทพมหานคร โดยแสนสิริพัฒนาโครงการในพื้นที่มากว่า 16 ปี ทำให้เข้าใจโครงสร้างดีมานด์และพฤติกรรมผู้ซื้ออย่างลึกซึ้ง
โดยพบว่ามูลค่าโครงการสะสมในภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากระดับไม่ถึง 1,000 ล้านบาทในปี 2554 ขยับขึ้นเป็นเกือบ 30,000 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมจำนวนยูนิตสะสมกว่า 8,800 ยูนิต สะท้อนบทบาทของภูเก็ตในฐานะตลาดยุทธศาสตร์สำคัญรองจากกรุงเทพมหานคร
แสนสิริมองว่าตลาดภูเก็ตเปรียบเสมือน “การส่งออกอสังหาริมทรัพย์” ที่สามารถดึงเม็ดเงินจากต่างชาติเข้าสู่ประเทศได้โดยตรงจากการท่องเที่ยวและการอยู่อาศัยระยะยาว แม้ต้องเผชิญการแข่งขันจากทั้งผู้พัฒนาระดับประเทศและผู้ประกอบการท้องถิ่นรายใหญ่ แต่บริษัทยังสามารถเจาะตลาดได้หลากหลาย ตั้งแต่คอนโดมิเนียมราคา 3-4 ล้านบาทสำหรับกลุ่มคนทำงาน ไปจนถึงบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียมราคา 8-20 ล้านบาท
ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนลูกค้าต่างชาติในภูเก็ตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโซนลากูน่าและเชิงทะเล ส่งผลให้คอนโดมิเนียมระดับราคา 5 ล้านบาทขึ้นไปได้รับความสนใจต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือในพื้นที่ทำให้แสนสิรินำระบบก่อสร้างแบบ Precast จากกรุงเทพฯ มาใช้ เพื่อควบคุมคุณภาพ แม้ต้นทุนโลจิสติกส์จะสูงขึ้นก็ตาม
สำหรับผลประกอบการในปีที่ผ่านมา แสนสิริสร้างยอดขายในภูเก็ตประมาณ 5,600 ล้านบาท และมียอดโอนราว 5,000 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งของดีมานด์และการบริหารสต็อกที่มีประสิทธิภาพ
จึงทำให้แสนสิริยังคงเดินหน้าตอกย้ำฐานธุรกิจในจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง โดยยึดตามยุทธศาสตร์แผนลงทุน 5 ปี (2568-2572) ซึ่งจะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 29 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 33,000 ล้านบาท
แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 16 โครงการ มูลค่า 12,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 13 โครงการ มูลค่า 21,000 ล้านบาท ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั่วเกาะ ทั้งโซนเชิงทะเล ป่าคลอก ตัวเมือง และพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก สะท้อนกลยุทธ์ขยายพอร์ตให้สอดรับกับดีมานด์ที่อยู่อาศัยและการลงทุนในภูเก็ตที่ยังเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว
แอสเซทไวส์ขยายครอบคลุม 7 หาด มั่นใจดีมานด์ต่างชาติ
ด้านนายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภูเก็ตยังคงเป็นทำเลยุทธศาสตร์สำคัญของแอสเซทไวส์ โดยเฉพาะตลาด Leisure Residence ที่ตอบโจทย์ทั้งการพักอาศัยและการลงทุน หลังจากปี 2568 บริษัทสามารถสร้างยอดขายในจังหวัดภูเก็ตได้ถึง 13,015 ล้านบาท เติบโต 69% จากปีก่อนหน้า จากการพัฒนาโครงการผ่าน บริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นทั้งชาวไทยและต่างชาติ
อีกทั้งพบว่า ภูเก็ตเป็นตลาดที่มีพฤติกรรมผู้ซื้อแตกต่างจากกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน โดยลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อด้วยเงินสดและทยอยชำระเป็นงวด ทำให้อัตราการกู้ไม่ผ่านต่ำ และช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้พัฒนา
สำหรับลูกค้าต่างชาติ ยังมีความต้องการจากกลุ่มยุโรป รัสเซีย และประเทศแถบสลาฟที่แข็งแกร่ง จากการมองภูเก็ตเป็น Safe Haven และจุดหมายของบ้านหลังที่สองในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แอสเซทไวส์ และพบว่าจำนวนมากเลือกซื้อแบบ Leasehold มากกว่า Freehold เนื่องจากค่าธรรมเนียมต่ำกว่าและไม่ต้องแสดงเอกสารเส้นทางการเงินจากต่างประเทศ
ทั้งนี้ ในปี 2569 บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในภูเก็ตจำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 10,100 ล้านบาท ครอบคลุมทำเลศักยภาพครอบคลุม 7 หาดสำคัญ เช่น สุรินทร์ กมลา ราไวย์ กะรน และพื้นที่ฝั่งทะเลอย่างเกาะแก้ว ตั้งแต่คอนโดมิเนียมเพื่อพักผ่อน พูลวิลล่าระดับ 18-80 ล้านบาท ไปจนถึงแผนพัฒนาโครงการโรงแรม โดยกลุ่มราคาหลักที่ขายดีที่สุดอยู่ที่ประมาณ 7-8 ล้านบาท และโควตาต่างชาติมักขายหมดอย่างรวดเร็ว
สอดคล้องกับการประเมินของ คอลลิเออร์ส ประเทศไทย ที่คาดว่าในปี 2569 อุปทานคอนโดมิเนียมใหม่ในภูเก็ตจะอยู่ที่ประมาณ 6,000-8,000 ยูนิต ลดลงเล็กน้อยจากช่วงพีกก่อนหน้า แต่ยังคงเป็นตลาดที่ผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าต่างชาติจากรัสเซีย ยุโรป และจีน ซึ่งยังมองภูเก็ตเป็นจุดหมายเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาว ส่งผลให้ทำเลดังกล่าวยังมีศักยภาพรองรับการเปิดโครงการใหม่ของผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ต่อเนื่อง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ราคาทองโลกล่าสุดร่วงกว่า 171.80 เหรียญฯ หลังเงินดอลลาร์พลิกแข็งค่า

- ราคาทองคำโลกร่วงลงอย่างหนักกว่า 171.80 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
- สาเหตุหลักเกิดจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบสัปดาห์
- ความผันผวนรุนแรงในตลาดส่งผลให้ CME Group ประกาศเพิ่มหลักประกันการลงทุนในทองคำ
จากการตรวจสอบราคาทองโลกของ “ฐานเศรษฐกิจ” ล่าสุดวันนี้ (6 ก.พ. 69) เวลา 07.35 ราคา Gold Spot ติดลบ 171.80 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์
ขณะทีตลาดซื้อขายทองคำโลก นิวยอร์ก รายงานว่า วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2026 ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา พบว่า ราคาทองคำส่งมอบทันที หรือ Gold Spot ปิดที่ 4,872.83 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ -52.06 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือ -1.8%
ส่งผลราคาปิดลดลง 2 วันติดกันรวม -58.14 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือ -2.1% อย่างไรก็ตามมีราคาตกต่ำลึกสุดระหว่างวันในคืนที่ผ่านมาที่ระดับ 4,791.69 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์
ด้านราคาทองคำล่วงหน้า หรือ Gold Future นิวยอร์ก สหรัฐ ปิดที่ 4,889.50 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ -61.30 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือ -1.2% ส่งผลหยุดราคาทองคำปิดขึ้น 2 วันรวมกัน +256.20 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ หรือ +5.7%
สาเหตุจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐพลิกแข็งค่าขึ้นทำสถิติสูงสุดในรอบ สัปดาห์ส่งผลให้นักลงทุนทำกำไรต่อเนื่องจากราคาทองคำที่ดีดกลับขึ้นสูงกว่า 5% จนทำสถิติราคาทองคำขึ้นใน 1 วันมากสุดในรอบ 18 ปี ก่อนหน้านี้ กลัเมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม และวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ผ่านมา ทองคำมีราคาดำดิ่งดงอย่างเลวร้ายที่สุดถึง -13% ใน 2 วันติดกัน โดยเฉพาะราคาทองคำเมื่อวันศุกร์ที่ที่ 30 มกราคม 2026 ราคาดำดิ่งลงมากถึง -9% ส่งผลเป็นราคาทองคำที่ตกต่ำมากที่สุดในรอบ 18 ปี
บริษัทซีเอ็มอี กรุ๊ป หรือชิคาโก เมอร์แคนไทล์ เอ็กซ์เชนจ์ (CME) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ นครชิคาโกสหรัฐอเมริกา หรือซีเอ็มอี ประกาศใช้มาตรการเพิ่มมูลค่าหลักประกันการลงทุน หรือเพิ่มวงเงินสดเป็นหลักประกันการลงทุนของนักลงทุนในการลงทุทองคำจากเดิม 6% เป็น 8%
และเพิ่มจาก 11% เป็น 15% ในการลงทุนโลหะเงิน หรือซิลเวอร์ ทั้งหมดให้มีผลในวันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2026 ตามเวลาในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสถานการณ์ความผันผวนอย่างรุนแรงในตลาดซื้อขายโลหะมีค่านับตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ที่ 30 มกรามกราคม 2026 ที่ผ่านมา
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ได้คู่ชิงเรียบร้อย! ใครจะก้าวถึงแชมป์ ศึกฟุตซอล ชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบชิงชนะเลิศ

การแข่งขันฟุตซอล ชิงแชมป์เอเชีย 2026 (AFC Futsal Asian Cup 2026) ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 27 มกราคม – 7 กุมภาพันธ์ 2569
โดยจากทั้งหมด 16 ทีมที่เข้าร่วมในการแข่งขัน ดำเนินมาจนถึง รอบชิงชนะเลิศ ทำให้ได้ 2 ชาติ ที่ผ่านเข้ามาลุ้นแชมป์ก็คือ อินโดนีเซีย ชาติเจ้าภาพจัดการแข่งขันในครั้งนี้ กับ อิหร่าน เจ้าของแชมป์รายการนี้ 13 สมัย
ขณะที่ผลงานของ “ทัพโต๊ะเล็กไทย” ต้องยุติเส้นทางกระเด็นตกรอบ 8 ทีม หลังแพ้ให้กับ อิรัก 2-4 ถือเป็นการจอดป้ายเพียงรอบนี้อีกครั้งหลังหนสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี 2018

โปรแกรมฟุตซอลไทย ในศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบชิงชนะเลิศ
วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569
เวลา 19.00 น. อินโดนีเซีย พบ อิหร่าน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
สัญญาณเตือน 9 โรคอันตรายในช่องท้อง “ปวดท้อง” แบบไหนควรระวัง

อวัยวะภายในช่องท้อง ไม่ว่าจะเป็น กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ตับ ถุงน้ำดี ท่อน้ำดี ตับอ่อน ล้วนเป็นอวัยวะภายในที่สำคัญ เริ่มตั้งแต่ที่เรารับประทานเข้าไป รวมทั้งย่อยและขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย เมื่อใดก็ตามที่อวัยวะเหล่านี้ทำงานผิดปกติ ย่อมส่งสัญญาณเตือนอันตรายออกมา ที่สังเกตได้ง่ายคืออาการปวดท้อง ซึ่งเราไม่ควรอย่านิ่งนอนใจ เพราะแม้อาการปวดเพียงเล็กน้อยก็อาจมีภาวะผิดปกติอย่างร้ายแรงที่ เราคาดไม่ถึงก็เป็นได้
สารพัดโรคในช่องท้อง กับอาการปวดท้องที่แตกต่างกัน
นพ.คมเดช ธนวชิระสิน ศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดผ่านกล้องและส่องกล้อง รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า โรคในช่องท้องแต่ละโรค มีอาการแสดงถึงความผิดปกติเช่น การปวดท้อง ที่คล้ายคลึงกัน จนหลายๆ ครั้งอาจได้รับการวินิจฉัยผิดพลาดหรือผู้ป่วยนิ่งนอนใจคิดว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะ จนได้รับการวินิจฉัยที่ล่าช้าและส่งผลอันตรายได้ จริงๆ แล้วอาการปวดท้องในแต่ละโรคนั้นไม่เหมือนกัน ต้องอาศัยการสังเกตและความชำนาญของแพทย์เฉพาะทางในการวินิจฉัย รวมทั้งการตรวจสุขภาพด้วยการเจาะเลือดเพียงอย่างเดียวก็อาจไม่พบความผิดปกติ การเข้ารับการตรวจภายในช่องท้องด้วยการอัลตราซาวด์จึงนับเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อการวินิจฉัย ให้การรักษาเป็นไปอย่างทันท่วงที
โรคในช่องท้องที่พบบ่อย
- นิ่วในถุงน้ำดี โดยปกติแล้วถุงน้ำดีจะทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำดี และเพิ่มความเข้มข้นในการย่อยสลายอาหารประเภทไขมันให้ดียิ่งขึ้น การเกิดนิ่วในถุงน้ำดีอาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ อาทิ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงๆ หรือคนที่อ้วนมากๆ และโรคเลือดต่างๆ ทำให้องค์ประกอบน้ำดีเสียไปจนเกิดการตกตะกอนกลายเป็นนิ่วขึ้น อาการของนิ่วในถุงน้ำดีมีได้ตั้งแต่
สัญญาณเตือนเบื้องต้นคือ แค่ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อยโดยเฉพาะ แต่จะไม่ปวดแสบเหมือนโรคกระเพาะ ผ่านไปสักพักคนไข้จะรู้สึกดีขึ้นเอง จนบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่ากินแค่ยาลดกรดขับลมก็หาย แต่หากในกรณีที่ปล่อยทิ้งไว้ถึงขั้นถุงน้ำดีอักเสบอาการอาจรุนแรงขึ้นได้ เช่น คนไข้จะมีอาการปวดจุกๆ ขยับตัวไม่ได้ หายใจเข้าก็เจ็บ เพราะเวลาหายใจเข้ากระบังลมจะดันลงต่ำจนไปดันถุงน้ำดีที่อักเสบอยู่ ปวดชายโครงขวาหรือร้าวไปหลัง และอาจเกิดเป็นหนองและติดเชื้อในกระแสเลือดได้ หรือถ้านิ่วหลุดและหล่นลงมาอุดตันบริเวณท่อน้ำดี คนไข้จะมีอาการไข้หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดการอักเสบติดเชื้อของทางเดินท่อน้ำดี ต้องได้รับการผ่าตัดเร่งด่วนและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และหากมีนิ่วค้างอยู่เป็นเวลานาน อาจกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งท่อน้ำดีได้ หรือทำให้ตับอ่อนอักเสบ
นอกจากนี้ถ้าก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่มากยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้ ดังนั้นหากตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา เพราะนิ่วนั้นโอกาสน้อยมากที่จะหายไปได้เอง ทั้งนี้ควรหมั่นเข้ารับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หรือหากมีอาการตามเบื้องต้น ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรคด้วยการอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบนเพื่อทำการรักษาต่อไป - ไส้เลื่อนหน้าท้อง ขาหนีบ คือ การที่ผนังของกล้ามเนื้ออ่อนแอลง หรือความดันในช่องท้องมากขึ้น ทำให้เกิดการหย่อนหรือฉีกขาด ส่งผลให้อวัยวะในช่องท้องเคลื่อนออกมา ทำให้เกิดอาการปวดจุกๆ ท้อง ร่วมกับเราจะสังเกตเห็นการนูนเป็นก้อนในตำแหน่งนั้น ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบได้บริเวณ สะดือ ขาหนีบ ผนังหน้าท้องที่เคยมีการผ่าตัดมาก่อน
ปัจจัยของการเกิดไส้เลื่อนเกิดได้จาก
1) ความอ้วน นน.ตัวที่เพิ่มจะทำผนังหน้าท้องจะขยายจนทำให้ผิวบริเวณหน้าท้องตึงและบาง
2) อายุที่เพิ่มขึ้นผนังหน้าท้องจะเริ่มบางและอ่อนแอลง
3) ความดันในช่องท้องมากกว่าปกติ เช่น ยกของหนัก การเบ่งปัสสาวะหรืออุจจาระแรงๆ ต่อมลูกหมากโต ท้องผูก หรือโรคบางชนิดที่ทำให้มีน้ำในช่องท้องเพิ่มขึ้น
โดยอาการของไส้เลื่อนคือ คนไข้จะปวดท้องแบบจุกๆ รู้สึกแน่นๆบริเวณใกล้ๆ ก้อน หากสังเกตว่ามีส่วนใดบริเวณหน้าท้องหรือขาหนีบนูนขึ้นมาเป็นก้อนผิดปกติ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย สิ่งอาการเหล่านี้หากเป็นจากไส้เลื่อนไม่สามารถหายได้เอง หากปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสความรุนแรงหรือความยุ่งยากในการผ่าตัดมากขึ้น เช่นลำไส้เน่าหรือ อุดตัน เพราะลำไส้ไม่สามารถกลับเข้าไปได้ โดยคนไข้จะมีอาการ ปวดที่ก้อนมาก อาเจียน ปวดท้องแบบบีบๆ ถ่ายไม่ออก - ไส้ติ่ง อวัยวะที่มีลักษณะเป็นท่อตัน เป็นส่วนหนึ่งที่ยื่นออกจากลำไส้ใหญ่ ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากอุดตันจากเศษอาหาร ต่อมน้ำเหลืองจากการติดเชื้อของลำไส้ อาการของไส้ติ่งอักเสบคือ ในช่วงแรกจะคล้ายคลึงกับโรคกระเพาะ ต้องอาศัยการซักประวัติตรวจอย่างละเอียด โดยคนไข้จะมีอาการเบื้องต้นคือคลื่นไส้ เบื่ออาหาร ร่วมกับอาการปวดท้องบริเวณลิ่นปี่หรือกลางท้อง ต่อมาผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการปวดบริเวณท้องน้อยด้านขวามากขึ้นหรือร้าวไปด้านหลังก็ได้ ขึ้นกับตำแหน่งการวางตัวของไส้ติ่ง หากอาการปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนไข้มักขยับตัวไม่ค่อยได้จะรู้สึกเจ็บมาก เริ่มมีไข้ ซึ่งอาการปวดไส้ติ่งไม่สามารถหายเองได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอาจจะทำให้ไส้ติ่งแตก เป็นอันตรายได้ ทั้งนี้ควรสังเกตตนเองหากมีอาการปวดท้องด้านขวาสักพักแล้วไม่หาย และยังมีอาการเจ็บเพิ่มขึ้นควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
- แผลในกระเพาะอาหาร/ลำไส้อักเสบ โรคแผลในกระเพาะอาหารสามารถเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัยรวมไปถึงเด็กเล็ก โดยกระเพาะอักเสบมักจะพบได้กับผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี ส่วนลำไส้เล็กอักเสบพบในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า ปัจจัยเสี่ยงที่พบมากคือ กลุ่มคนที่ทานยาละลายลิ่มเลือด ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบบ่อยๆ ทานข้าวไม่ตรงเวลา ทานรสเผ็ดจัด ดื่มกาแฟเป็นประจำ รวมถึงความเครียด หรือการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร คนที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบมักมีอาการปวดท้องทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหาร แต่จะค่อยๆ หายไปเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปสักพัก ไม่สบายท้องส่วนบน เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกเหมือนมีลมในท้องมาก คลื่นไส้ อาเจียน
ขณะที่โรคลำไส้อักเสบมักพบในกลุ่มวัยทำงานได้มากกว่า สังเกตอาการเบื้องต้นคือ อาการแสบท้อง คนไข้จะมีอาการแสบท้องก่อนรับประทานอาหาร แต่เมื่อได้ทานเข้าไปแล้วจะมีอาการดีขึ้น การวินิจฉัยโรคทำได้โดยการส่องกล้องเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่เกิดภายในลำไส้ การปฏิบัติตัวเป็นสิ่งสำคัญคือ ทานอาหารให้ตรงเวลา ทานอาหารย่อยง่าย งดอาหารรสจัด อาเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ และลดความเครียด - กรดไหลย้อน อาการสังเกตเบื้องต้นของโรคกรดไหลย้อน เช่น เรอเปรี้ยว ปวดแสบปวดร้อนในช่องท้องส่วนบน ไปถึงบริเวณกลางอก บางคนอาจมีอาการไอ สะอึก เจ็บคอบ่อยๆ ก็มีสาเหตุมาจากโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน
ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงคือ อ้วน สูบบุหรี่จัด ดื่มชา กาแฟ ทานช็อคโกแลต เป็นประจำ หรือคนที่ชอบเคี้ยวหมากฝรั่งบ่อยๆ เพราะเป็นการเรียกน้ำย่อยและกระตุ้นกรดในกระเพาะอาหาร หรือคนที่ทานอาหารแล้วนอนทันที
การดูแลตัวเองหากเป็นกรดไหลย้อน
1) งดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ลดการทานช็อคโกแลต สเต๊ก เปปเปอร์มิ้นท์ หมากฝรั่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
2) ควรนอนหนุนหัวสูง (หมอนหนุนถึงหัวไหล่) หรือตะแคงซ้าย อย่านอนทันทีหลังรับประทานอาหาร
3) รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง จะช่วยให้อาการกรดไหลย้อนดีขึ้นได้
4) หากการรักษาดังกล่าวไม่ดีขึ้น อาจมีไส้เลื่อนหูรูดกะบังลมร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมด้วยการส่องกล้อง หรือเครื่องตรวจวัดกรดที่หลอดอาหารและกระเพาะใน 24 ชม. ซึ่งอาจให้ยาเพิ่มเติมหรือจำเป็นพิจารณาผ่าตัดรักษาต่อต่อไป - ตับอ่อนอักเสบ คือภาวะที่เกิดการอักเสบของตับอ่อน ทำให้มีอาการปวดท้องเฉียบพลันรุนแรงได้ หน้าที่ของตับอ่อนคือผลิตน้ำย่อยและฮอร์โมนบางชนิด สาเหตุของตับอ่อนอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี หรือคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ ตับอ่อนอักเสบจะมีอาการปวดท้อง และคลื่นไส้อาเจียนมาก โดยเฉพาะคนที่ดื่มเหล้าหนักๆ จะมีอาการปวดท้องจนต้องงอตัวเพื่อให้ความปวดทุเลาลง ซึ่งมักพบบ่อยในเพศชาย สามารถตรวจวินิจฉัยด้วยอาการอัลตราซาวน์ด
- ตับอักเสบ เป็นภาวะอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณตับ สาเหตุเกิดได้ทั้งจากการติดเชื้อไวรัส หรือสาเหตุอื่นๆ เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือผลข้างเคียงจากการใช้ยา และติดเชื้อไวรัสตับ ซึ่งหากตับอักเสบเรื้อรัง อาจทำให้การทำงานของตับผิดปกติ เกิดตับแข็ง หรือเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งตับตามมาได้ อาการที่พบโดยส่วนใหญ่คือ ผู้ป่วยจะมีไข้ และอาการปวดท้องด้านบนขวา ตัวเหลืองขึ้น การวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดช่วยให้พบค่าการทำงานของตับผิดปกติได้
- กระเปาะลำไส้ใหญ่โป่งพองอักเสบ ผู้ป่วยมักมีประวัติท้องผูกเรื้อรัง อาการที่พบมักปวดท้องบริเวณด้านล่างขวา หรือ ด้านล่างซ้าย นอกจากนี้เมื่อปล่อยทิ้งไว้อาจมีการแตก หรือ การอุดตัน หรือถ่ายเป็นเลือดได้ การรักษาเริ่มตั้งแต่การให้ยา ไปจนถึงการผ่าตัด
- โรคทางนรีเวช อาการปวดท้องของโรคทางนรีเวช อาการสังเกตคือ การปวดบริเวณท้องน้อยด้านล่าง ตรงกลางหรืออาจจะซ้ายและขวาก็ได้ อาจเป็นการส่งสัญญาณเตือนของโรคที่เกี่ยวกับมดลูก หรือปีกมดลูกในผู้หญิง หรือการสังเกตความผิดปกติของประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมามากหรือน้อยผิดปกติ มากระปริดกระปรอย คุณผู้หญิงควรเข้ารับการตรวจภายในหรืออัลตราซาวด์เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติที่เกิดขึ้น
อาการปวดในช่องท้องทั้ง 9 โรคที่กล่าวมานี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบการทำงานทั้งสิ้น เมื่อมีสัญญาณเตือนอย่าปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัย ให้การรักษาเป็นไปอย่างทันท่วงที ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
Vocabulary: คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5

ในช่วงที่อากาศบ้านเรามีความหนาวเย็นและไม่มีฝนตกยาวนาน มักจะประสบกับปัญหาเรื่องฝุ่นที่มีปริมาณสูง ทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านทางเดินหายใจ ยังไงก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีฝุ่นเยอะและสวมหน้ากากกันฝุ่นกันด้วยนะคะ วันนี้ลองมาดูคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ว่าด้วยเรื่องของ PM 2.5 กันค่ะ
คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับฝุ่น PM 2.5
PM 2.5 : ย่อมาจาก Particulate Matter ขนาด 2.5 ไมโครมิเตอร์ซึ่งถือว่ามีขนาดเล็กมาก ๆ จนสามารถเล็ดลอดเข้าไปในเนื้อเยื่อถุงลมในปอดได้
Dust : ฝุ่น หรือฝุ่นละออง มักใช้กับฝุ่นขนาดใหญ่ ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้เช่น ฝุ่นในบ้าน ฝุ่นจากการก่อสร้าง
Particle : ฝุ่นขนาดเล็กมาก ที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ถ้ามีปริมาณมากพอก็จะสามารถมองเห็นเมื่อแสงส่องกระทบ สำหรับฝุ่น PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเล็กมาก จึงเรียกได้ว่าเป็น Tiny Particle หรือฝุ่นจิ๋ว ได้
Fog : หมอก เป็นสภาพอากาศที่มีไอน้ำหรือความชื้นจากความหนาวเย็น
Smoke : ควัน มักใช้กรณีควันไฟที่เกิดจากการเผาไหม้ ควันจากฟืนไฟ
Smog : เป็นคำผสมระหว่าง Fog กับ Smoke ใช้เรียกสภาพอากาศที่มีทั้งควันและหมอก ผสมกันจนแยกไม่ออกเลยเรียกรวม ๆ ว่า Smog
Fume : ควัน แตกต่างกับ Smoke ตรงที่ Fume มักใช้กับควันจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือ ไอระเหยจากแก๊ส
Hazy : สลัว ขมุกขมัว หรือสภาพอากาศที่มีหมอกหรือควันปกคลุม
Air Humidity : ความชื้นในอากาศ
Air Pollution : มลภาวะทางอากาศ
Climate Change : การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ
Air Filtration : เครื่องกรองอากาศ การกรองอากาศ
Hygienic Mask : หน้ากากอนามัย
Inhale : สูดอากาศเข้า หายใจเข้า ต่างจากคำว่า Breathe ตรงที่ Breathe นั้นเป็นการหายใจปกติ แต่ Inhale ระบุเจาะจงไปที่การสูดอากาศเข้า ซึ่งมีคำที่มักใช้คู่กัน เป็นคำตรงข้าม นั่นก็คือ Exhale แปลว่า หายใจออก เป่าลมออก
Cough : ไอ
Sneeze : จาม
Sore throat : เจ็บคอ
Skin rash : ผื่นแดงบนผิวหนัง
Eye irritation/Nose irritation : ระคายเคืองตา ระคายเคืองจมูก คันจมูกคันตา
ตัวอย่างประโยค
The level of PM2.5 at 9.00 am on Wednesday rise to over 119 micrograms per cubic meter.
(ค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เมื่อเวลา 9.00 น. ของวันพุธ พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 119 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
You must keep the medical machine free from dust.
(คุณต้องเก็บรักษาเครื่องมือแพทย์ให้ปราศจากฝุ่น)
Our city was covered with smog.
(เมืองของเราปกคลุมไปทั่วด้วยหมอกและควัน)
The very bad air we breathe is air – polluted from the factory chimneys.
(อากาศแย่ ๆ ที่เราหายใจเข้า เป็นมลพิษทางอากาศที่ปล่อยมาจากปล่องโรงงาน)
Hygienic masks are popularly worn by the general public all year.
(หน้ากากอนามัยมีการสวมใส่อย่างแพร่หลายในที่สาธารณะตลอดทั้งปี)
ขอบคุณข้อมูลจาก trueplookpanya.com
รู้จัก ‘HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro’ เราเตอร์สวยดุจขุนเขา แรงดั่งสายฟ้า

- HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro โดดเด่นด้วยดีไซน์รูปทรงภูเขาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์ “Golden Mountain Glow” พร้อมนวัตกรรมซ่อนเสาอากาศ 6 ตัวไว้อย่างแนบเนียน
- HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi 7 รุ่นใหม่ล่าสุด มอบความเร็วสูงสุดถึง 3.6 Gbps ซึ่งเร็วกว่า Wi-Fi 6 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
ลืมภาพจำของเราเตอร์ทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่มีเสาอากาศเกะกะสายตา จนต้องหาที่ซ่อนไว้หลังทีวีหรือตู้โชว์ไปได้เลย เพราะโลกแห่ง Gadget วันนี้เดินทางมาถึงจุดที่เทคโนโลยีและศิลปะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ
KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที จะพาทุกคนมารู้จัก HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro ผลิตภัณฑ์ระดับมาสเตอร์พีซที่ทั้งทำหน้าที่กระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ต และรังสรรค์ขึ้นมาให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกประดับบ้านหรู นี่คือนิยามใหม่ที่เรากล้าพูดได้เต็มปากว่าสวยจนต้องตะลึงและแรงจนต้องร้องขอชีวิต

ดีไซน์ที่หายใจร่วมกับธรรมชาติ
HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro แตกต่างจากเราเตอร์ทุกตัวในตลาดด้วยแนวคิดการออกแบบที่กล้าท้าทายขนบเดิมๆ โดยทางหัวเว่ยได้นำปรัชญา “ความงามจากธรรมชาติ กับเทคโนโลยีล้ำสมัย” มาผสานกันจนเกิดเป็นผลงานศิลปะชิ้นนี้ แรงบันดาลใจหลักมาจากปรากฏการณ์ธรรมชาติสุดอลังการอย่าง “Golden Mountain Glow” หรือช่วงเวลาสุดโรแมนติกที่แสงอาทิตย์ตกกระทบยอดเขาหิมะจนเกิดประกายสีทองอบอุ่น การตั้งวางเราเตอร์ตัวนี้ในบ้านจึงเปรียบเสมือนการยกเอาพลังบวกและความอบอุ่นของแสงอาทิตย์บนยอดเขามาไว้ในห้องของคุณ ช่วยยกระดับบรรยากาศภายในบ้านให้ดูพรีเมียมและมีรสนิยมขึ้นมาทันตาเห็น
ความล้ำลึกของดีไซน์ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะ HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro มาพร้อมกับนวัตกรรม Solar Alpenglow Lighting Effects ฟีเจอร์แสงไฟอัจฉริยะที่ปรับเปลี่ยนตัวเองได้ตามช่วงเวลาและสภาพอากาศในพื้นที่จริง ทำให้ตัวเครื่องมีชีวิตชีวาเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้คนรักงานดีไซน์ต้องทึ่งคือเทคนิคการซ่อนเสาอากาศอันแยบยล เป็นนวัตกรรมครั้งแรกของหัวเว่ยที่นำเสาอากาศประสิทธิภาพสูงถึง 6 ตัวมาฝังรวมเข้ากับรูปทรงของขุนเขาอย่างแนบเนียนด้วยงานฝีมือสุดประณีต จนเกิดเป็นดีไซน์โปร่งใส เรียบหรู กลมกลืนไปกับพื้นที่อยู่อาศัยจนแทบมองไม่เห็นเสาอากาศกวนใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพการส่งสัญญาณที่ทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ

ปลดล็อกความเร็วด้วย Wi-Fi 7 Dual-band
ภายใต้ความสวยงามดั่งงานศิลป์ คือความเร็วเต็มสปีด HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ด้วยเทคโนโลยี Wi-Fi 7 เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด มอบความเร็วสูงสุดถึง 3.6 Gbps แบบ Dual-band ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญที่ให้ประสิทธิภาพเหนือกว่า Wi-Fi 6 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขนี้หมายความว่าคุณจะปลดปล่อยศักยภาพของเน็ตบ้านไฟเบอร์ระดับกิกะบิตได้อย่างเต็มสูบ รองรับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่ต้องการแบนด์วิดท์มหาศาลได้อย่างลื่นไหล ไม่ว่าจะเป็นสายเกมเมอร์ที่ต้องการความหน่วงต่ำ หรือสายบันเทิงที่ชื่นชอบการสตรีมวิดีโอความละเอียดสูงระดับ 4K และ 8K ก็ทำได้แบบไม่มีสะดุด
เบื้องหลังความแรงนี้คือเทคโนโลยี MLO หรือ Multi-Link Operation ที่เข้ามาช่วยจัดการการเชื่อมต่ออย่างชาญฉลาด โดยระบบจะเชื่อมต่อกับคลื่นความถี่ 2.4 GHz และ 5 GHz ได้พร้อมๆ กัน เพื่อเพิ่มความเร็วเครือข่ายและลดค่าความหน่วง (Latency) ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง 4K-QAM, Multi-RU และ Preamble Puncturing ที่ช่วยเพิ่มความเสถียรและลดการกวนกันของสัญญาณ ทำให้ HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro คือคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับการใช้งานหลายอุปกรณ์พร้อมกัน โดยเฉพาะการดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่รวดเร็วทันใจ ตอบโจทย์การใช้งานในยุคดิจิทัลที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง
สัญญาณครอบคลุมทั่วทิศ
ปัญหาโลกแตกของคนอยู่บ้านหลังใหญ่หรือคอนโดห้องกว้างคือสัญญาณ Wi-Fi ไปไม่ทั่วถึง แต่สำหรับ HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะระบบถูกออกแบบมาให้สร้างเครือข่าย HUAWEI WiFi Mesh+ ได้อย่างสะดวกและเสถียร โดยเพียงแค่เราเตอร์หลักตัวเดียวก็กระจายสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ได้ถึง 90 ตารางเมตร แต่หากบ้านของคุณมีพื้นที่กว้างขวางกว่านั้น ก็เลือกใช้ชุดพร้อมอุปกรณ์ขยายสัญญาณ Extender เพื่อขจัดจุดอับสัญญาณให้หมดไป โดยระบบมาพร้อมฟีเจอร์ Seamless Roaming ที่จะสลับการเชื่อมต่อไปยังตัวกระจายสัญญาณที่ดีที่สุดโดยอัตโนมัติเมื่อคุณเดินเคลื่อนที่ไปรอบบ้าน ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อเนื่องลื่นไหลไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของบ้านก็ตาม
ความเสถียรของสัญญาณยังได้รับการการันตีด้วยชิปเซ็ตที่หัวเว่ยพัฒนาขึ้นเอง ผสานกับแอมพลิฟายเออร์ประสิทธิภาพสูง ทำให้สัญญาณทะลุทะลวงกำแพงได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ เรื่องความร้อนที่มักจะเป็นศัตรูตัวร้ายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็ถูกจัดการด้วยระบบระบายความร้อนสุดล้ำที่มีชื่อเท่ๆ ว่า Shark Fin Booster Fans ทำงานร่วมกับ Dual Cooling Air Ducts ช่วยรักษาประสิทธิภาพเครื่องให้ทำงานได้เต็มร้อยแม้จะใช้งานหนักต่อเนื่องยาวนาน และสำหรับสาย Hardcore ที่ต้องการความเร็วแบบเน้นๆ ตัวเครื่องยังมาพร้อมพอร์ต WAN/LAN ความเร็ว 2.5 Gbps จำนวน 2 พอร์ต เพื่อเปิดช่องทางด่วนให้กับอุปกรณ์ที่ต้องการความแรงเป็นพิเศษอย่างเครื่องเล่นเกมคอนโซล หรือ NAS
ควบคุมง่ายเพียงปลายนิ้ว
ในยุคที่ทุกอย่างต้องง่ายและรวดเร็ว HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro มาพร้อมกับการควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน HUAWEI AI Life ที่ให้คุณจัดการเครือข่ายทั้งหมดได้ในแอปเดียว โดยตั้งค่าและจัดการระบบได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Parental Control สำหรับผู้ปกครองที่ต้องการดูแลการใช้งานอินเทอร์เน็ตของบุตรหลาน และมั่นใจได้ในความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวด้วยระบบ HUAWEI HomeSec® ที่ให้การป้องกันอย่างรอบด้าน เรียกได้ว่าครบจบทั้งความสวยงาม ความแรง และความฉลาดในเครื่องเดียว
ใครอยากได้เจ้าขุนเขาเรืองแสงตัวนี้ไปประดับบ้าน HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป โดยเปิดราคามาที่ 4,990 บาทสำหรับตัวเครื่องเดี่ยว และสำหรับใครที่ต้องการความครอบคลุมขั้นสุด จัดชุด HUAWEI WiFi Mesh X3 Pro Suite ที่มาพร้อมตัวขยายสัญญาณ Extender ได้ในราคา 7,990 บาท หากซื้อภายในช่วงโปรโมชัน 6 กุมภาพันธ์ ถึง 5 มีนาคม 2569 รับสิทธิ์ประกันตัวเครื่องยาวนานถึง 3 ปี
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ผักบางชนิด ไม่ควรล้างก่อนแช่ตู้เย็น รู้ไว้ผักสดนาน ไม่เน่าเร็ว

อย่าล้างผักทุกอย่างก่อนแช่ตู้เย็น ผักแบบนี้ยิ่งล้างยิ่งเสีย
หลายคนอาจเข้าใจว่า การล้างผักให้สะอาดก่อนนำไปแช่ตู้เย็นเป็นเรื่องดี ช่วยประหยัดเวลาและดูถูกสุขอนามัย แต่ความจริงแล้ว ผักบางชนิดไม่ควรล้างก่อนแช่ตู้เย็น เพราะความชื้นจากน้ำ อาจทำให้ผักเน่าเสีย เหี่ยว และขึ้นราเร็วกว่าปกติ
มาดูกันว่ามีผักอะไรบ้างที่ควรเก็บแบบแห้งๆ และควรล้างเฉพาะตอนจะนำมาปรุงอาหาร เพื่อยืดอายุความสดให้นานขึ้น
1. ผักใบเขียว
เช่น ผักกาดหอม คะน้า ผักบุ้ง ผักโขม และผักสลัดต่างๆ ผักกลุ่มนี้มีใบอ่อนและอุ้มน้ำได้ดี หากล้างก่อนแช่ ความชื้นจะสะสมตามใบและก้าน ทำให้ผักเหี่ยว เน่า และเกิดเชื้อราได้ง่าย
วิธีเก็บที่เหมาะสม: ไม่ต้องล้าง ใช้กระดาษทิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ แล้วใส่ถุงหรือกล่องเก็บผักในตู้เย็น
2. บรอกโคลี และดอกกะหล่ำ
ผักที่มีซอกและดอกแน่นอย่างบรอกโคลีและดอกกะหล่ำ เมื่อถูกน้ำแล้ว น้ำจะขังอยู่ด้านใน ทำให้เน่าเสียจากภายใน แม้ภายนอกจะยังดูสด
คำแนะนำ: เก็บแบบไม่ล้าง และล้างเฉพาะตอนจะนำมาทำอาหาร
3. ต้นหอม ผักชี โหระพา และกะเพรา
ผักสมุนไพรและผักกลิ่นหอมเหล่านี้ ไม่ถูกกับความชื้น หากล้างแล้วแช่ทันที จะทำให้ใบช้ำ ดำ และเละเร็ว
วิธีเก็บ: ห่อโคนด้วยกระดาษทิชชู ใส่ถุงหรือกล่อง ปิดฝาหลวมๆ แล้วแช่ตู้เย็น
4. แครอท และหัวไชเท้า
ผักหัวบางชนิด หากล้างแล้วแช่ทันที จะทำให้ผิวชื้น ส่งผลให้เกิดเชื้อราและนิ่มเร็วกว่าการเก็บแบบไม่ล้าง
เคล็ดลับ: ปัดดินออกให้สะอาด เก็บทั้งหัวโดยไม่ต้องล้าง
ผักแบบไหนล้างก่อนแช่ได้
- ผักที่ลวกหรือเตรียมไว้พร้อมปรุง
- ผักที่ตั้งใจจะใช้ภายใน 1–2 วัน
สรุป
หากยังไม่แน่ใจว่าจะนำผักมาใช้เมื่อไร ควรเก็บผักแบบไม่ล้าง เพื่อหลีกเลี่ยงความชื้นสะสมในตู้เย็น
การล้างผักเฉพาะตอนจะนำมาปรุงอาหาร ช่วยให้ผักสดนานขึ้น ลดการเน่าเสีย และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายจากการทิ้งผักที่เสียก่อนใช้งาน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 6/2/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 72,200.00 | 72,400.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,667.00 | 70,751.72 | 73,200.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,200.30 | 63,676.55 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,733.60 | 56,601.38 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,100.15 | 31,838.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,633.45 | 24,763.10 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,836.27 | 73,317.85 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 6/2/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 30.85 | 30.85 | 31.35 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 | 30.85 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.48 | 30.48 | 30.78 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 | 30.48 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 28.64 | 28.64 | 28.94 | 28.64 | – | 28.64 | 28.64 | 28.64 | 28.64 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 26.59 | 26.59 | – | – | – | – | – | – | 26.59 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.14 | – | – | 49.51 | – | 39.64 | 39.29 | – | 39.14 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







