สาระน่ารู้ประจำวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569

‘อสมท’ เขย่าทำเลทอง เปิดเช่าที่ดิน50ไร่ ปั้นมิกซ์ยูส รับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ดัน’พระราม 9 – รัชดาฯ’ นิวซีบีดี

  • อสมท. เตรียมเปิดประมูลให้เช่าที่ดินแปลงใหญ่ขนาด 50 ไร่ บริเวณถนนเทียมร่วมมิตร ย่านพระราม 9 – รัชดาฯ
  • ที่ดินดังกล่าวมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นโครงการรูปแบบมิกซ์ยูส (Mixed-use) ขนาดใหญ่
  • ทำเลที่ตั้งโดดเด่นจากการเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีส้ม (ในอนาคต) ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
  • การพัฒนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ย่านพระราม 9 – รัชดาฯ ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ (New CBD) ของกรุงเทพฯ

ท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา กำลังซื้อหดหาย แต่ ดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ต่างเดินหน้าพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่องรองรับกำลังซื้อในทำเลศักยภาพ และเกิดการเปลี่ยนแปลง ของโครงสร้างพื้นฐาน มีรถไฟฟ้าสายใหม่ การปรับการใช้ประโยชน์ ที่ดินของผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่4)

ย่านพระราม 9 – รัชดาภิเษก ไม่ได้เป็นแค่ทำเลเชื่อมต่อระหว่าง ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD)  เดิมเข้ากับโซนใจกลางเมือง อย่าง สุขุมวิท สีลม สาทร เท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ (New CBD) ของกรุงเทพมหานคร  ภายใต้ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร(ฉบับปรับปรุงครั้งที่4 ) ที่คาดว่าจะประกาศใช้ ประมาณกลางปี2570 เปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม)

ด้วยศักยภาพการเติบโตของอสังหาริมทรัพย์ และการเข้ามาของผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย เกิดกลุ่มอาคารขนาดใหญ่ สร้างการเปลี่ยนแปลงของเมืองอย่างมาก  ที่เปิดให้ใช้พื้นที่ล่าสุด  อาคารสำนักงานAIA รัชดาฯ รองรับคนทำงานรุ่นใหม่ในย่านนี้   

ที่น่าจับตา อสมท หรือ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เตรียมเปิดประมูลที่ดินแปลงใหญ่ ทำเลศักยภาพ  50-1-30.5ไร่ บนถนนเทียมร่วมมิตรเขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร ใกล้สถานีรถไฟฟ้าศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ได้จัด Market Sounding เพื่อเชิญชวนนักลงทุนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็นนักลงทุน วันที่11กุมภาพันธ์ 2569โดยมีภาคเอกชนให้ความสนใจจำนวนมาก

ด้วยปัจจัยขับเคลื่อนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างคมนาคม เชื่อมโยงรอบทิศทาง ที่น่าสนใจ ทำเลนี้โดดเด่นจาก จุดตัดเชิงยุทธศาสตร์ ของระบบขนส่งมวลชนหลัก  MRT รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (ใต้ดิน) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักผ่านย่านพระราม 9-รัชดาภิเษก และเชื่อมเข้าสู่เมืองชั้นในได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ขณะเดียวกัย  MRT รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันออก-ตะวันตก)  ที่สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย จะเป็นสถานีร่วม ที่สำคัญที่สุดของเส้นทาง ที่น่าสนใจคือเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายอุโมงค์ใต้ดินแห่งแรกของไทย 

การรวมกันของรถไฟฟ้าสองสายนี้ไม่เพียงเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในเชิงอยู่อาศัยและพาณิชยกรรม เนื่องจากช่วยขยายจุดศูนย์รวมของลูกค้าและแรงงานที่เดินทางสะดวกหลายทิศทางพร้อมกัน 

ประเมินว่าย่านนี้เหมาะอย่างมากต่อการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โครงการขนาดใหญ่รูปแบบมิกซ์ยูส อย่างไรก็ตาม แปลงที่ดิน ของ  อสมท 50 ไร่ เป็นหนึ่งใน ที่ดินแปลงใหญ่ที่สุดในย่าน ที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนพื้นที่โดยรอบและการตัดสินใจของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ในรอบ10ปีที่ผ่านมาย่านพระราม9-รัชดาภิเษกนี้ไม่เคยหลับใหล เป็นได้ทั้งการอยู่อาศัย การพักผ่อน  แหล่งงาน โรงแรม ความบินเทิง สัมมนาวิชาการ แหล่งช้อปปิ้ง สะท้อนได้จาก โครงการคอนโดมิเนียมและอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า แหล่งช้อปปิ้ง เกิดขึ้นต่อเนื่อง มีคอนโดระดับกลางถึงบนจำนวนมาก มีความต้องการสูงจากลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติ เนื่องจากอยู่ใกล้รถไฟฟ้าและศูนย์กลางไลฟ์สไตล์  

ขณะที่ ราคาและแนวโน้มราคาที่ดินทำเลพระราม 9-รัชดาภิเษกมีแรงกดดันต่อราคาที่ดินขึ้นต่อเนื่องราคาที่ดินบางแปลงถูกบันทึกไว้ที่สูงถึงเกือบ 2 ล้านบาทต่อตารางวา บ่งชี้ถึงศักยภาพของย่าน ว่าเป็นพื้นที่รองรับการเติบโตของธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ ที่มี จุดเด่นเชิงคุณภาพชีวิตและการใช้งานจริงใกล้แหล่งไลฟ์สไตล์ครบทั้งศูนย์การค้า โรงแรม ร้านอาหาร และ ย่านสถานบันเทิง ตั้งแต่แยกพระราม 9 ถึงรัชดาภิเษก  ตอบโจทย์ทั้งการอยู่อาศัยและการทำธุรกิจ เช่น ออฟฟิศ เช่าออฟฟิศ และโฮมออฟฟิศ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อการเดินทางทั้งรถไฟฟ้าและถนนหลัก 

โดยสรุปภาพรวม พระราม9 -รัชดาภิเษก ทำเลยัง ร้อนแรงและมีศักยภาพ โดยมีตัวชีวัดจาก MRT ใต้ดิน สายสีส้มตัดกับMRT  ใต้ดิน สายสีน้ำเงิน โครงการพัฒนาเชิงพาณิชย์ รูปแบบมิกซ์ยูสเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้ง เป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ ตอบโจทย์ทั้งที่อยู่อาศัยและธุรกิจ

ข้อดีสำคัญประการหนึ่งของทำเลนี้คือ การเป็นพื้นที่เชื่อมต่อ ระหว่าง CBD เดิมกับย่านที่กำลังเติบโตทางภาคตะวันออกของกรุงเทพฯ ทำให้มีฐานผู้ใช้บริการจำนวนมากทั้งจากภาคการทำงานและการอยู่อาศัย ส่งผลให้ความต้องการที่ดินและโครงการใหม่มีความต่อเนื่องจากระดับบนถึงระดับกลาง ที่น่าจับตายิ่ง!!!! 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค้าปลีกกรุงเทพฯล้นเมือง 1ล้าน ตร.ม.!เกมใหม่วัดคุณภาพ ไม่ใช่ขนาด

ค้าปลีกระอุ !เมื่อซัพพลายรีเทลใจกลางกรุงเทพฯ พุ่งทะลุ 1 ล้านตารางเมตร ตลาดกำลังส่งสัญญาณชัด เกมการแข่งขันไม่ใช่ “ใครใหญ่กว่า” แต่คือ “ใครอยู่รอดได้ยาวกว่า”

เพ็ญธิดา ศรีสว่าง ผู้อำนวยการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่าตลาดพื้นที่ค้าปลีกกรุงเทพฯ กำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังซัพพลายใหม่ทยอยเปิดตัวต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลจาก CBRE ระบุว่า ปัจจุบันกรุงเทพฯ มีพื้นที่ค้าปลีกรวมราว 8–9 ล้านตารางเมตร และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง หากโฟกัสเฉพาะ 6 โซนหลัก ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของเมือง จะพบว่ามีพื้นที่ค้าปลีกรวมกันมากกว่า 1 ล้านตารางเมตรแล้ว!

 6 โซนทองคำ ที่แน่นไปด้วยซัพพลาย

  • สยามดิสทริค 337,000 ตร.ม. จากศูนย์การค้า 4 แห่ง
  • ราชประสงค์ 381,000 ตร.ม. จากศูนย์การค้า 4 แห่ง
  • เอ็มดิสทริค 181,500 ตร.ม. จากศูนย์การค้า 3 แห่ง
  • เทอร์มินัล 21 อโศก 40,000 ตร.ม.
  • วัน แบงค็อก (เฟส 1) 123,000 ตร.ม.
  • ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค 45,000 ตร.ม.

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งว่า พื้นที่ค้าปลีกใจกลางเมือง“ไม่ได้”ขาดแคลนอีกต่อไป

เมื่อซัพพลายวิ่งเร็วกว่ากำลังซื้อ

ข้อมูลจาก CBRE  ชี้ว่าปัญหาหลักของตลาดในวันนี้ ไม่ใช่การขาดดีมานด์ แต่คือ อัตราการเพิ่มของซัพพลายที่เร็วกว่าอัตราการเติบโตของกำลังซื้อและผู้เช่าผลลัพธ์คือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งในมิติของค่าเช่า เงื่อนไขสัญญา และการดึงแบรนด์แม่เหล็กเข้าศูนย์ ผู้พัฒนาที่ไม่สามารถสร้างความแตกต่าง อาจเผชิญความเสี่ยงด้านอัตราการเช่าและผลตอบแทนในระยะยาว
 

เกมใหม่คุณภาพมากกว่าพื้นที่

ในจังหวะที่ตลาดเข้าสู่ภาวะอุปทานสูง กลยุทธ์ของผู้พัฒนาเริ่มเปลี่ยนจาก “ขยายพื้นที่” เป็น “ยกระดับคุณภาพ”ไม่ว่าจะเป็น

  •  การออกแบบที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
  •  การเลือกทำเลที่เชื่อมโยงระบบขนส่งและไลฟ์สไตล์
  • การบริหารต้นทุนและโครงสร้างค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะในตลาดที่มีรีเทลล้นเมือง ผู้ชนะไม่ใช่โครงการที่ใหญ่ที่สุด แต่คือโครงการที่ รักษาผู้เช่าได้ยาวที่สุด

สัญญาณเตือนที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

ภาพรวมค้าปลีกกรุงเทพฯ วันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการเติบโตแบบเส้นตรง แต่เป็นบททดสอบความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจและอาจเป็นคำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนว่าในเมืองที่มีพื้นที่ค้าปลีกมากกว่า 1 ล้านตารางเมตรในใจกลางเมืองใครจะเป็น “จุดหมาย” และใครจะกลายเป็นเพียง “ทางผ่าน”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 9 ก.พ.69 ‘แข็งค่า‘ หลังรับรู้ผลเลือกตั้ง

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นที่ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์ จากสัปดาห์ก่อนที่ปิด ณ ระดับ 31.67 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินบาทแข็งค่ามาจากราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
  • ราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงขึ้น
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ไว้ที่ 31.30-31.60 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  31.42 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  31.67 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.00-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.60 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทะลุโซนแนวรับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.41-31.67 บาทต่อดอลลาร์) โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ที่ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวสูงขึ้น ตามความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

 ส่วนเงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงบ้าง หลังเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างเช่นกัน ตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ร้อนแรงขึ้น แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลง ทะลุโซน 157.50 เยนต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้า หลังรับรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ที่พรรค LDP และพันธมิตร สามารถคว้าเสียงข้างมากในสภาแบบ Supermajority (เกิน 2 ใน 3 ของสภา)

สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ทว่า ราคาทองคำยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ อีกทั้ง นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย ทั้งหุ้นและบอนด์ ต่อเนื่อง

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ พร้อมระวังความผันผวน หลังรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นและไทย รวมถึง สถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากความตึงเครียดสหรัฐฯ – อิหร่าน

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) มีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้น หลังตลาดรับรู้ผลการเลือกตั้งของไทย ที่พรรคภูมิใจไทยและพันธมิตร จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ได้ประเมินไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมาร้อนแรงในช่วงนี้ อาจหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและเงินบาทได้ แต่เราขอเน้นย้ำว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงการพักฐาน ทำให้อาจมีจังหวะย่อตัวลงต่อได้ไม่ยาก หากตลาดคลายกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ หรือ เงินดอลลาร์พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น (ในกรณีที่ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด) ทำให้ เงินบาทยังเสี่ยงผันผวนสูงและอาจแกว่งตัวในกรอบกว้างได้ 

และที่สำคัญ เรามองว่า ควรระวังความผันผวนในตลาดค่าเงิน หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงหนัก หลังรู้ผลการเลือกตั้งญี่ปุ่น ทำให้ทางการญี่ปุ่น (และอาจมีทางการสหรัฐฯ เข้าร่วมด้วย) แทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจเกิดขึ้นในช่วงวันพุธนี้ ที่เป็นวันหยุดของตลาดการเงินญี่ปุ่นและตลาดจะรับรู้รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ

เชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways หรือทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ส่วนในแนวโน้มระยะกลางนั้น (ประเมินด้วย Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จนกว่าจะสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 31.80 บาทต่อดอลลาร์ และเราจะปรับมุมมองต่อแนวโน้มเงินบาทใหม่ หากสามารถอ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถวโซน 32.00-32.10 บาทต่อดอลลาร์

เราขอย้ำว่ามองว่า เงินบาทจะกลับมาอ่อนค่าลงได้อย่างต่อเนื่องนั้น จะต้องเห็น 1. การปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดที่ชัดเจน ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งและดีกว่าคาดมาก 2. การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาทองคำ หรือ ราคาทองคำเข้าสู่ช่วงการพักฐานใหม่ นอกจากนี้ หากราคาทองคำเร่งตัวสูงขึ้น ก็สามารถกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้เช่นกัน ผ่านโฟลว์ธุรกรรมไล่ราคาซื้อทองคำ หรือ Fear of Missing Out Buying Flows (FOMO Buy) และ 3. ปัจจัยภายในประเทศ ซึ่งควรจะต้องเห็นความเสี่ยงที่รุนแรงต่อปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก อาทิ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และSemiconductor หรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายสินทรัพย์ไทย เช่น วิกฤตการเมือง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way risk โดยอาจได้แรงหนุนบ้าง หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง หลังรับรู้ผลเลือกตั้งญี่ปุ่น แต่หากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ตามการทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนมกราคม ที่ถูกเลื่อนประกาศจากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามผลกระทบของภาวะ Government Shutdown นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมกราคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนธันวาคม โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว กอปรกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 23% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง

▪ ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 และดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ของยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้น

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่น หลังรู้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นที่พรรค LDP และพันธมิตรอาจได้ที่นั่งในสภาถึง 328 ที่นั่ง จาก 465 ที่นั่ง (หรือได้ Supermajority เกิน 2 ใน 3 หรือ 310 ที่นั่ง เปิดทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและคัดค้านมติจากทางวุฒิสภาที่พรรค LDP ครองเสียงข้างน้อยได้) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่วนทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI รวมถึงราคาบ้านมือหนึ่ง มือสอง (New/Used Home Prices) ในเดือนมกราคม ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนได้ 

▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมกราคม พร้อมรอติดตามทิศทางการเมืองไทย หลังเริ่มรู้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ได้ประเมินไว้ 

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


กางโปรแกรมครบ 18 ทีมชาติ ในศึกวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 (VNL 2026) เตรียมที่จะกลับมาระเบิดความมันกันอีกครั้ง ในช่วงระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 26 กรกฎาคม 2026

โดยล่าสุด สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้กำหนดโปรแกรมการแข่งขันในปีนี้ออกมาครบทั้ง 108 เกม ของรอบแรก ตลอด 3 สัปดาห์เป็นที่เรียบร้อย

ซึ่ง “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” จะประเดิมสนามเกมแรกพบกับ เซอร์เบีย ทีมแกร่งจากยุโรป ในวันแรกทันที ขณะที่ “แชมป์เก่า” อิตาลี จะพบกับ บัลแกเรีย ในช่วงดึก

โปรแกรมการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026

รอบแรก สัปดาห์แรก
วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2569
10.30 น. โปแลนด์ พบ เบลเยียม
14.00 น. ไทย พบ เซอร์เบีย
18.30 น. จีน พบ สาธารณรัฐเช็ก
22.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ ยูเครน
23.00 น. ตุรกี พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน 2569
02.30 น. อิตาลี พบ บัลแกเรีย
03.30 น. ญี่ปุ่น พบ ฝรั่งเศส
06.00 น. บราซิล พบ เนเธอร์แลนด์
07.00 น. แคนาดา พบ เยอรมนี
14.00 น. โปแลนด์ พบ สาธารณรัฐเช็ก
18.30 น. ไทย พบ จีน

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2569
02.30 น. ตุรกี พบ เนเธอร์แลนด์
03.30 น. ยูเครน พบ เยอรมนี
06.00 น. บราซิล พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
07.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ แคนาดา
14.00 น. เบลเยียม พบ สาธารณรัฐเช็ก
18.30 น. โปแลนด์ พบ เซอร์เบีย

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569
02.30 น. สาธารณรัฐโดมินิกัน พบ บัลแกเรีย
03.30 น. ญี่ปุ่น พบ ยูเครน
06.00 น. อิตาลี พบ เนเธอร์แลนด์
07.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ ฝรั่งเศส
14.00 น. ไทย พบ เบลเยียม
18.30 น. จีน พบ เซอร์เบีย
21.00 น. บราซิล พบ บัลแกเรีย

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569
01.30 น. อิตาลี พบ ตุรกี
03.30 น. แคนาดา พบ ฝรั่งเศส
07.00 น. ญี่ปุ่น พบ เยอรมนี
10.30 น. ไทย พบ สาธารณรัฐเช็ก
14.00 น. เบลเยียม พบ เซอร์เบีย
18.00 น. จีน พบ โปแลนด์
21.00 น. สาธารณรัฐโดมินิกัน พบ เนเธอร์แลนด์
22.00 น. ยูเครน พบ ฝรั่งเศส

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน 2569
00.30 น. บราซิล พบ อิตาลี
01.30 น. สหรัฐอเมริกา พบ เยอรมนี
04.00 น. ตุรกี พบ บัลแกเรีย
05.00 น. ญี่ปุ่น พบ แคนาดา

รอบแรก สัปดาห์ที่สอง
วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569
11.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
13.00 น. แคนาดา พบ เนเธอร์แลนด์
15.00 น. อิตาลี พบ สาธารณรัฐเช็ก
16.30 น. จีน พบ เยอรมนี
17.00 น. โปแลนด์ พบ บัลแกเรีย
19.00 น. ญี่ปุ่น พบ เซอร์เบีย
20.00 น. บราซิล พบ ฝรั่งเศส
20.30 น. ไทย พบ ยูเครน
23.30 น. ตุรกี พบ เบลเยียม

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569
15.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ สาธารณรัฐเช็ก
17.00 น. ยูเครน พบ โปแลนด์
19.00 น. เซอร์เบีย พบ อิตาลี
20.00 น. เบลเยียม พบ บราซิล
20.30 น. ไทย พบ บัลแกเรีย
23.30 น. ตุรกี พบ ฝรั่งเศส

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569
15.00 น. เซอร์เบีย พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
17.00 น. ยูเครน พบ เนเธอร์แลนด์
19.00 น. ญี่ปุ่น พบ สาธารณรัฐเช็ก
20.00 น. จีน พบ ฝรั่งเศส
20.30 น. บัลแกเรีย พบ แคนาดา
23.30 น. เบลเยียม พบ เยอรมนี

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569
15.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ อิตาลี
17.00 น. เนเธอร์แลนด์ พบ โปแลนด์
19.00 น. ญี่ปุ่น พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
20.00 น. จีน พบ บราซิล
20.30 น. ไทย พบ แคนาดา
23.30 น. ตุรกี พบ เยอรมนี

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2569
11.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ เซอร์เบีย
13.00 น. บัลแกเรีย พบ ยูเครน
15.00 น. สาธารณรัฐเช็ก พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
16.30 น. ฝรั่งเศส พบ เบลเยียม
17.00 น. แคนาดา พบ โปแลนด์
19.00 น. ญี่ปุ่น พบ อิตาลี
20.00 น. บราซิล พบ เยอรมนี
20.30 น. ไทย พบ เนเธอร์แลนด์
23.30 น. จีน พบ ตุรกี

รอบแรก สัปดาห์ที่สาม
วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2569
10.00 น. โปแลนด์ พบ ตุรกี
10.30 น. เบลเยียม พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
13.30 น. ไทย พบ สหรัฐอเมริกา
16.00 น. ยูเครน พบ อิตาลี
17.20 น. ญี่ปุ่น พบ บราซิล
18.00 น. ฝรั่งเศส พบ เนเธอร์แลนด์
19.30 น. จีน พบ แคนาดา
21.30 น. สาธารณรัฐเช็ก พบ เยอรมนี

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2569
01.00 น. เซอร์เบีย พบ บัลแกเรีย
11.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ โปแลนด์
16.00 น. แคนาดา พบ เบลเยียม
17.20 น. ไทย พบ ญี่ปุ่น
19.30 น. จีน พบ ยูเครน
21.30 น. สาธารณรัฐเช็ก พบ เนเธอร์แลนด์

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม 2569
01.00 น. เซอร์เบีย พบ ฝรั่งเศส
11.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ ตุรกี
16.00 น. ยูเครน พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
17.20 น. โปแลนด์ พบ บราซิล
19.30 น. เบลเยียม พบ อิตาลี
21.30 น. บัลแกเรีย พบ สาธารณรัฐเช็ก

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569
01.00 น. เยอรมนี พบ เนเธอร์แลนด์
13.30 น. ไทย พบ บราซิล
15.30 น. แคนาดา พบ อิตาลี
17.20 น. ญี่ปุ่น พบ ตุรกี
19.00 น. จีน พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
21.30 น. บัลแกเรีย พบ ฝรั่งเศส

วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569
01.00 น. เซอร์เบีย พบ เยอรมนี
10.00 น. ยูเครน พบ เบลเยียม
10.00 น. สหรัฐอเมริกา พบ บราซิล
13.30 น. ไทย พบ ตุรกี
15.30 น. แคนาดา พบ สาธารณรัฐโดมินิกัน
17.20 น. ญี่ปุ่น พบ โปแลนด์
18.00 น. ฝรั่งเศส พบ สาธารณรัฐเช็ก
19.00 น. จีน พบ อิตาลี
21.30 น. บัลแกเรีย พบ เยอรมนี

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2569
01.00 น. เซอร์เบีย พบ เนเธอร์แลนด์

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘ยาแก้อักเสบ’ ไม่ใช่ ‘ยาฆ่าเชื้อ’ เรื่องที่คุณมักเข้าใจผิด

  • ยาแก้อักเสบ และ ยาฆ่าเชื้อ คนส่วนใหญ่มักสับสนคิดว่าเป็นยาตัวเดียวกัน แต่ความจริงแล้วคุณเข้าใจผิด 
  • ยาแก้อักเสบไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ การใช้ยาควรได้รับคำแนะนำปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยาหรือมาพบแพทย์เพื่อรักษาให้ถูกต้อง
  • การใช้ยาผิด นอกจากทำให้การรักษาไม่เกิดประสิทธิภาพ จะทำให้เกิดดื้อยา ไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 88,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี

ยาปฏิชีวนะ” ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล ที่จะกินแล้วรักษาทุกโรคทุกอาการ หากใช้เกินความจำเป็น จะก่อให้เกิดโรคติดเชื้อดื้อยา ซึ่งในประเทศไทย ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นหนึ่งในวิกฤตด้านสุขภาพที่ท้าทายที่สุด ที่ส่งผลกระทบต่อทุกคน ไม่ใช่เฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อที่ต้องการใช้ยาปฏิชีวนะเท่านั้น เพราะปัญหาเชื้อดื้อยาเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุผลทั้งในคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม และระบบอาหาร  ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อดื้อยาราว 88,000 คนต่อปี และมีผู้เสียชีวิตมากถึง 38,000 คนต่อปี

ในปัจจุบันมีการเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้ยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อ ทำให้เกิดการใช้ยาผิดประเภท ไม่เหมาะสมกับการรักษาอาการเจ็บป่วย เพราะหลายคนมักเข้าใจผิดว่า ยาแก้อักเสบคือกลุ่มยาชนิดเดียวกันกับยาฆ่าเชื้อ หรือที่เรียกว่า ยาปฏิชีวนะ ในความเป็นจริงแล้วยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อออกฤทธิ์แตกต่างกัน การรับประทานยาที่ผิดไม่เพียงแต่ไม่ช่วยรักษาโรคและอาการแล้ว ยังส่งผลให้เกิดเชื้อดื้อยา รักษาโรคไม่หาย อีกทั้งยังทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

อาการอักเสบ เป็นอาการตอบสนองของร่างกายเพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมที่ทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพหรือเป็นอันตราย ซึ่งการอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น การอักเสบของกล้ามเนื้อจากการยกของหนัก คออักเสบจากเชื้อไวรัส ผิวหนังอักเสบจากการแพ้แสงแดด หรือสารเคมี ซึ่งการอักเสบมักมีอาการปวด บวม แดง ร้อน ร่วมด้วย

ยาแก้อักเสบ และ ยาฆ่าเชื้อ เหมือนหรือต่างกัน

ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ยาแก้อักเสบ และ ยาฆ่าเชื้อ เป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่มักสับสนคิดว่าเป็นยาตัวเดียวกัน แต่ความจริงแล้วทั้ง 2 ชนิดนี้มีหน้าที่และกลไกการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

การเข้าใจความแตกต่างระหว่างยาทั้ง 2 ชนิดนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การใช้ยาเป็นไปอย่างถูกต้องและปลอดภัย

ยาแก้อักเสบ  เป็นยาที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ แก้ปวด รวมทั้งยังมีฤทธิ์ในการลดไข้ เช่น ยาแอสไพริน ยาไดโคลฟิแนค ยาไอบรูโพนเฟน ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส ยาแก้อักเสบใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบ ได้แก่

  • ปวดหลัง 
  • ปวดกล้ามเนื้อ 
  • ปวดข้อ 
  • อาการเคล็ดขัดยอก 
  • เส้นเอ็นอักเสบ 
  • กล้ามเนื้ออักเสบ 

เนื่องจากอาการอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อม การอักเสบของข้อจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือกล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนักและเล่นกีฬา

ยาฆ่าเชื้อ เป็นยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ เช่นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เพนนิซิลิน และอะม็อกซีซิลิน ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดหรือลดการอักเสบ ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นหนอง ปัสสาวะแสบขัดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย 

ดังนั้น หากเรียกยาฆ่าเชื้อว่ายาแก้อักเสบจะทำให้เข้าใจผิด คิดว่ายาฆ่าเชื้อสามารถรักษาอาการอักเสบได้ทุกชนิด หรือในทางกลับกันที่คิดว่ายาแก้อักเสบสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ จะทำให้ใช้ยาผิดประเภทหรือรักษาโรคผิดได้

ข้อควรระวังในการใช้ยา

  • ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาฆ่าเชื้อหากไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นการติดเชื้อ
  • ใช้ยาแก้อักเสบตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

หากคิดว่ายาฆ่าเชื้อสามารถรักษาอาการอักเสบได้ทุกชนิด หรือคิดว่ายาแก้อักเสบก็ฆ่าเชื้อโรคได้ คุณเข้าใจผิด ยาแก้อักเสบไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ มาทำความรู้จักกับยา 2 กลุ่มนี้ให้มากขึ้น

กลุ่มยาต้านการอักเสบคืออะไร?

กลุ่มยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) คือกลุ่มยาที่ช่วยแก้อาการปวด บวม แดง ร้อน และลดการอักเสบโดยตรงของร่างกาย รวมทั้งยังมีฤทธิ์ในการลดไข้ ซึ่งใช้รักษาการอักเสบที่เกิดจากการบาดเจ็บเพราะการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การใช้เสียง ข้ออักเสบจากโรครูมาตอยด์

ตัวอย่างยาแก้ปวดแก้อักเสบ (Non-steroidal Anti-inflammatory drugs; NSAIDs)

เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac, Etoricoxib, Celecoxib ยากลุ่มนี้กำหนดให้รับประทานหลังอาหารทันที เนื่องจากมีผลระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ทั้งยังไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส แต่ช่วยบรรเทาอาการปวดและอาการอักเสบ เช่น ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ อาการเคล็ดขัดยอก เส้นเอ็นอักเสบ และกล้ามเนื้ออักเสบ เนื่องจากอาการอักเสบส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปวดเข่าจากโรคข้อเข่าเสื่อม การอักเสบของข้อจากโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง หรือกล้ามเนื้ออักเสบจากการยกของหนัก

อย่างไรก็ตาม กลุ่มยานี้ควรรับประทานอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เนื่องจากมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากยาได้บ่อยและรุนแรงกว่าวัยอื่น อาจทำให้เกิดแผลและเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร การรับประทานต่อเนื่องอาจจะมีผลต่อการทำงานของไต ระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ ดังนั้นโดยทั่วไปยากลุ่มนี้ควรรับประทานตามอาการ และอยู่ภายใต้การแนะนำจากแพทย์และเภสัชกร

ยาฆ่าเชื้อหรือกลุ่มยาปฏิชีวนะคืออะไร?

ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) คือกลุ่มยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัส ไม่มีฤทธิ์แก้ปวดหรือลดการอักเสบ

ตัวอย่างยาที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (Antibiotics)

เช่น Penicillin, Amoxicillin, Azithromycin ใช้รักษาโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ ปัสสาวะอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

ยากลุ่มนี้หลายคนเข้าใจผิดเรียกว่ายาแก้อักเสบ ทำให้มีการใช้อย่างไม่เหมาะสม เช่น ใช้ยาฆ่าเชื้อในการรักษาไข้หวัด (Common Cold) ซึ่งไม่จำเป็นต้องรับประทานยาฆ่าเชื้อ ทำให้เสี่ยงต่อการแพ้ยา และเพิ่มโอกาสต่อการดื้อยาอีกด้วย

ดังนั้น ยาแก้อักเสบไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อ หากสับสนหรือไม่แน่ใจในการใช้ยาแนะนำให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยาหรือมาพบแพทย์เพื่อรักษาให้ถูกต้อง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


คาดหวังสูง แต่ไปไม่สุด องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิกติดหล่มเส้นทาง AI

  • องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความคาดหวังต่อ AI ในระดับสูง
  • เกือบทั้งหมด (99%) วางแผนที่จะนำมาใช้ในศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับภัยคุกคาม
  • แม้จะมีความคาดหวังสูง แต่องค์กรกลับเผชิญความท้าทายสำคัญในการนำ AI ไปใช้งานจริง ทำให้ไม่สามารถบรรลุผลลัพธ์ตามที่ตั้งเป้าไว้
  • อุปสรรคหลักที่ทำให้องค์กร “ติดหล่ม” คือการขาดแคลนข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับฝึก AI, การขาดบุคลากรที่มีทักษะ, ต้นทุนที่สูง และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ AI

“แคสเปอร์สกี้” เผย องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีความคาดหวังกับ AI สูง แต่มักสะดุดเมื่อนำไปใช้งานจริง

ข้อมูลระบุว่า เกือบทุกองค์กรที่วางแผนจะจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (Security Operations Center หรือศูนย์ SOC) ต่างมองว่า AI เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าองค์กรจะคาดหวังต่อ AI อย่างมาก แต่กลับประสบกับความท้าทายในการนำ AI มาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ 

ไม่ว่าจะเป็น การขาดแคลนข้อมูลสำหรับการฝึกอบรมที่มีคุณภาพสูง การขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ต้นทุนการบูรณาการที่สูง และภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เกิดขึ้นใหม่

AI เสริมเกราะไซเบอร์

ผลการศึกษาโดยแคสเปอร์สกี้พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 99% ในภูมิภาคนี้วางแผนที่จะนำ AI มาใช้ในการดำเนินงานด้านความปลอดภัย โดยเกือบสองในสาม (67%) กล่าวว่า อาจจะทำเช่นนั้น และเกือบหนึ่งในสาม (32%) ระบุว่า จะทำอย่างแน่นอน 

สิ่งนี้เน้นย้ำถึงการรับรู้ในวงกว้างว่า AI เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับภัยคุกคาม เร่งกระบวนการสืบสวน และเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของศูนย์ SOC ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก

เมื่อพูดถึงกรณีการใช้งานจริง องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกคาดหวังว่า AI จะช่วยเสริมสร้างความสามารถในการตรวจจับภัยคุกคามผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลโดยอัตโนมัติเพื่อระบุความผิดปกติและกิจกรรมที่น่าสงสัย (60%) และอำนวยความสะดวกในการตอบสนองโดยอัตโนมัติ ทำให้สามารถดำเนินการตามสถานการณ์การตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้าได้อย่างรวดเร็ว (55%)

ความคาดหวังเหล่านี้สอดคล้องกับแรงจูงใจหลักที่ผลักดันการนำ AI มาใช้ในศูนย์ SOC ของภูมิภาค ได้แก่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจจับภัยคุกคามโดยรวม (55%) การทำงานอัตโนมัติในงานประจำ (47%) และการเพิ่มความแม่นยำพร้อมทั้งลดการแจ้งเตือนผิดพลาด (45%) ในระดับโลก องค์กรขนาดใหญ่รายงานแผนการทำงานที่ใหญ่ขึ้นและทะเยอทะยานมากขึ้นในการประยุกต์ใช้ AI ในหลายๆ ฟังก์ชันของศูนย์ SOC

หลายอุปสรรคขวางความสำเร็จ

เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า องค์กรต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังใช้แนวทางที่เน้นการปฏิบัติจริงในการใช้ AI ในศูนย์ SOC 

โดยให้ความสำคัญกับการใช้งานที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานในทันที ความคาดหวังที่สูงที่สุดมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับภัยคุกคามผ่านการวิเคราะห์ความผิดปกติแบบอัตโนมัติและการเร่งการตอบสนองผ่านระบบอัตโนมัติที่กำหนดไว้ล่วงหน้า 

ลำดับความสำคัญเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการมุ่งเน้นของภูมิภาคในการปรับปรุงประสิทธิภาพการตรวจจับ ลดความเหนื่อยล้าจากการแจ้งเตือน และช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยพ้นจากงานที่ต้องทำซ้ำๆ 

ขณะที่องค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกต่างกำลังไล่ตามความทะเยอทะยานด้าน AI ในภาพกว้าง แต่องค์กรในเอเชียแปซิฟิกมุ่งเน้นอย่างชัดเจนไปที่การประยุกต์ใช้ AI เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการดำเนินงานด้านความปลอดภัยในแต่ละวันอย่างตรงจุดที่สุด

อย่างไรก็ตาม ช่องว่างในการดำเนินการที่ชัดเจนปรากฏขึ้นเมื่อพูดถึงการนำ AI มาใช้ ซึ่งมีลักษณะเป็นความท้าทายที่สำคัญและแพร่หลายหลายประการ 

ประการแรกคือ การขาดแคลนข้อมูลการฝึกอบรมที่มีคุณภาพสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคที่องค์กรในเอเชียแปซิฟิกถึง 44% ระบุว่าเป็นอุปสรรคพื้นฐานที่ขัดขวางความแม่นยำและความเกี่ยวข้องของแบบจำลอง AI 

ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นจากข้อกังวลที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมภายในทีม (37%) การเกิดขึ้นของภัยคุกคามและช่องโหว่ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน AI (34%) ความยากลำบากในการบูรณาการและจัดการเครื่องมือ AI (34%) และต้นทุนสูงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและบำรุงรักษาโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI (33%) 

ปัจจัยเหล่านี้รวมกันสร้างอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้บริษัทในท้องถิ่นเปลี่ยนกลยุทธ์ AI ของตนให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน

ปัญหา ‘บุคลากร’ อุปสรรคใหญ่

แอนทอน อิวานอฟ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า องค์กรต่างๆ ตระหนักดีถึงคุณค่าที่ AI สามารถมอบให้แก่ศูนย์ SOC ได้ แต่การเปลี่ยนผ่านจากระยะการทดลองไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริงในศูนย์ SOC นั้นยังคงเป็นเรื่องที่ท้าทาย 

เมื่อพิจารณาถึงการขาดแคลนบุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงบุคลากรด้าน AI ที่หาตัวได้ยากเช่นกัน การพัฒนาขีดความสามารถด้าน AI ขึ้นใช้เองภายในศูนย์ SOC จึงยังคงเป็นเป้าหมายที่หลายบริษัทต้องการแต่บรรลุผลได้ยาก 

ด้วยเหตุนี้ บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จึงหันมาลงทุนในฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของตน โดยในช่วงปีที่ผ่านมา 

แคสเปอร์สกี้เองได้เปิดตัวชุดเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างครบวงจรในกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับธุรกิจ (B2B) เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการตรวจจับภัยคุกคามขั้นสูงได้อย่างรวดเร็วทันท่วงที พร้อมทั้งยกระดับโซลูชันของเราให้มีประสิทธิภาพและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ประโยคเกี่ยวกับวันวาเลนไทน์ Valentine’s Day History

คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่น่าสนใจในวันวาเลนไทน์

  1. Flirt: (เฟลอท์)หมายถึง จีบ

Example: Look at Peter flirting with Annie. It’s so obvious he likes her.

ตัวอย่างเช่น: ดูปีเตอร์จีบแอนนี่ดิ เขาชอบเธอยังเห็นได้ชัดเลย

  1. Be Mine : (บี มาย) หมายถึง เป็นของฉัน

Example: “Will you be my Valentine?” or Will you be mine?

ตัวอย่างเช่น: คุณเป็นวาเลนไทน์ของฉันได้ไหม

  1. Engage: (เอนเกจ) หมายถึง หมั้น

Example: We got engaged on Valentine’s Day.

ตัวอย่างเช่น: เราหมั้นกันในวันวาเลนไทน์

  1. Engagement ring : (เอนเกจฺ’เมินท์ ริง ) หมายถึง แหวนหมั้น

Example: I was so nervous I almost forgot the engagement ring at home.

ตัวอย่างเช่น : ผมตื่นเต้นมากเกินจนเกือบลืมแหวนหมั้นไว้ที่บ้านเลย

  1. To fall in love: (ทู ฟอ อิน เลิฟ) หมายถึง ตกหลุมรัก

Example: I’m falling in love with the her so much

ตัวอย่างเช่น: ฉันกำลังตกหลุมรักหล่อนอย่างมาก.

  1. Lovesick: (เลิฟ’ซิค) หมายถึง เป็นไข้ใจ, ป่วยด้วยโรครัก

Example: I’m so lovesick. I can’t stop thinking about him.

ตัวอย่างเช่น: ฉันปวดเป็นไข้ใจมาก เราหยุดคิดถึงเขาไม่ได้เลย

  1. Propose : (โพรโพซ) หมายถึง เสนอ, ขอ (แต่งงาน)

Example: John is about to propose to Rose on Valentine’s Day.

ตัวอย่างเช่น : จอห์นจะขอโรสแต่งงานในวันวาเลนไทน์นี้

  1. Confess : (คอนเฟส) หมายถึง สารภาพ

Example: I plan to confess my love to Rita this Valentine’s day.

ตัวอย่างเช่น: เราวางแผนที่จะสารภาพความรักกับริต่าในวันวาเลนไทน์นี้

  1. Bouquet: (บู เค’) หมายถึง ช่อดอกไม้

Example: Thank you for the beautiful bouquet of flowers.

ตัวอย่างเช่น: ขอบคุณสำหรับช่อดอกไม้ที่สวยงามนะคะ

  1. Break up: (เบรค อัพ) หมายถึง เลิก, คู่รักเลิกคบกัน

Example: My friend broke up with her boyfriend right before Valentine’s day.

ตัวอย่างเช่น: เพื่อนเรามันบอกเลิกแฟนก่อนวันวาเลนไทน์เลยอะ

ประโยคเด็ดวัน Valentine

1.Always thoughts of you on Valentine’s Day and every day all I need is your love to survive.

หมายถึง คิดถึงเธอเสมอในวันวาเลนไทน์ และทุกๆ วันทั้งหมดที่ฉันต้องการคือความรักของคุณที่จะมีชีวิตต่อไป

2.Because you are so special, you are wished a Valentines day filled with love.

หมายถึง เพราะคุณคือคนพิเศษ ขอให้วาเลนไทน์ของคุณเติมเต็มไปด้วยความรัก

3.Being in love with you makes every morning worth getting up for. Happy Valentine’s Day.

หมายถึง การได้รักคุณทำให้ทุกเช้าของฉันมีคุณค่าที่จะตื่นขึ้นมา สุขสันต์วันวาเลนไทน์

4.May the Valentine’s Day bring love to your life. Happy Valentine’s Day.

หมายถึง ขอให้วันวาเลนไทน์นำพาความรักมาสู่ชีวิตของคุณ สุขสันต์วันวาเลนไทน์

5.Nobody understands me like you do.

หมายถึง ไม่มีใครเข้าใจฉันได้เท่าคุณ

6.My life with you is like an endless romantic movie. I love you with all my heart.

หมายถึง  ชีวิตของฉันที่มีคุณ ก็เหมือนหนังโรแมนติกที่ไม่รู้จบ ฉันรักเธอสุดหัวใจ

7.May love blossom all around you today and always. Happy Valentine’s Day.

หมายถึง  ขอให้ความรักเบ่งบานรอบตัวคุณวันนี้และทุก ๆ วัน สุขสันต์วันวาเลนไทน์

8.May the Valentine’s Day bring love to your life.

หมายถึง ขอให้วันวาเลนไทน์นำพาความรักมาสู่ชีวิตของคุณ

9.Every time I see you I fall in love all over again.

หมายถึง ทุกครั้งที่ฉันมองเห็นคุณ ฉันก็ตกหลุมรักคุณอีกครั้ง

10.Every time you hold my hand. I find another reason to fall in love with you. Love you always.

หมายถึง ทุกครั้งที่คุณจับมือกัน ฉันก็ได้พบอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตกหลุมรักคุณ รักคุณเสมอ

11.Happy Valentine’s Day Everywhere you go … love and beauty just seem to follow

หมายถึง สุขสันต์วันวาเลนไทน์ ทุกหนแห่งที่เธอไป ความรักความงดงาม ดูเหมือนจะตามติดเธอไปด้วย

12.Every time you hold my hand. I find another reason to fall in love with you. Love you always. Happy Valentine’s Day.

หมายถึง ทุกครั้งที่คุณจับมือกัน ฉันก็ได้พบอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตกหลุมรักคุณ รักคุณเสมอ สุขสันต์วันวาเลนไทน์

13.Happy Valentine’s Day baby. I’ll love you always and forever!

หมายถึง สุขสันต์วันวาเลนไทน์ลุกสุดที่รัก จะรักลูกตลอดไป!

14.Roses are red and violets are blue, I’ve never been more in love with you!

หมายถึง กุหลาบแดง และสีม่วง สีฟ้า รักเปี่ยมล้นจนไม่อาจรักคุณมากไปกว่านี้แล้ว!

15.It you who made a difference in my life. Love you today and always.

หมายถึง คุณคือคนที่ทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยน รักคุณเสมอ

16.I feel something for you.

หมายถึง ฉันรู้สึกบางอย่างกับเธอ

17.It you who made a difference in my life. Love you today and always.

หมายถึง คุณคือคนที่ทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยน รักคุณเสมอ

18.I am the luckiest to have you in my life! Happy Valentine’s Day my sweet heart!

หมายถึง ฉันโชคดีที่มีเธอในชีวิตของฉัน! สุขสันต์วันวาเลนไทน์สุดที่รัก!

19.It you who made a difference in my life. Love you today and always.

หมายถึง คุณคือคนที่ทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยน รักคุณเสมอ สุขสันต์วันวาเลนไทน์

20.I never knew what love was until I met you, then when distance pulled us apart, I found out what true love is.

หมายถึง  ฉันไม่เคยรู้ว่ารักคืออะไร กระทั่งได้พบคุณ และเมื่อความห่างไกลพรากเราจากกัน ฉันก็ได้รู้ว่า “รักแท้” คืออะไร สุขสันต์วันวาเลนไทน์

ขอบคุณข้อมูลจาก engcouncil.com


“กระเทียมดำ” กับ 10 สรรพคุณเลอค่าที่ต่างชาติยังยอมรับ

นอกจากกระเทียมกลีบสีขาวเหลืองนวลที่เราเห็นกันจนชินตาจะมีประโยชน์ในแง่ของการทำอาหารให้รสชาติอร่อยเด็ดเข้มข้น และเป็นสมุนไพรในการรักษาอาการผิดปกติต่างๆ ในร่างกายได้แล้ว (>>กระเทียม กับ 10 ประโยชน์ดีๆ ที่เราอยากให้คุณทานทุกวัน) ยังมี “กระเทียมดำ” กระเทียมอีกหนึ่งชนิดที่มีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายมากมาย จนเป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ และมองว่ากระเทียมดำเป็นสมุนไพรชั้นเลิศที่มีมูลค่าสูงอีกด้วย

กระเทียมดำ คืออะไร?

อันที่จริงแล้ว กระเทียมดำ (Black garlic) ก็คือกระเทียมขาวพันธุ์ปกติ แต่ผ่านกระบวนการหมักด้วยกรรมวิธีพิเศษ ในอุณหภูมิควบคุมประมาณ 60-90 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลาประมาณ 40-90 วัน กระบวนการเหล่านี้ทำให้กระเทียมมีสีดำ และเพิ่มคุณประโยชน์ให้กับกระเทียมได้มากขึ้น

กระเทียมดำ มีความพิเศษอย่างไร?

กระเทียมดำ ถือเป็นอาหารพิเศษราคาแพง เป็นที่รู้จักกันดีในครัว และวงการแพทย์ของเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน (ยิ่งเป็นแบบออร์แกนิก จะยิ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น) ต่อมาได้ถูกนำเข้ามาในสเปน จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายและนิยมบริโภคในเวลาไม่กี่ปีมานี้ โดยถูกนำไปปรุงอาหารสเปนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นอาหารหมักดอง น้ำซอส แกง เนื้อสัตว์เคี่ยว หรือผลิตภัณฑ์ทาขนมปัง และจากนั้นได้ขยายความนิยมไปยังยุโรป รวมถึงเยอรมนี

กระเทียมดำ โด่งดังในฐานะเป็นสมุนไพรที่ใช้บรรเทาอาการต่างๆ ในวงการแพทย์ทางเลือก โดยเฉพาะที่ประเทศเยอรมนี นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า มีการเผยแพร่งานวิจัยของแพทย์ทางอายุรกรรม มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับกระเทียมดำในทางการแพทย์ธรรมชาติต่อการรักษาโรคหลายแขนงและการบำบัดรักษาอาการปวด ซึ่งพบว่ากระเทียมดำได้มีส่วนช่วยรักษาโรค และทำให้ระบบภูมิต้านทานโรคดีขึ้น โดยได้มีการเผยแพร่บทความและงานวิจัยการเพิ่มมากขึ้น ทำให้กระเทียมดำเป็นที่รู้จัก และต้องการมากขึ้น

ประโยชน์ของ กระเทียมดำ

  1. กระเทียมดำอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ โดยเฉพาะวิตามินซี ซีลีเนียม และโพแทสเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติดีกว่ากระเทียมสด
  2. ลดไขมัน และคอเลสเตอรอลในเลือด
  3. ลดความดันโลหิต
  4. ลดน้ำตาลในเลือด บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน โรคหัวใจ
  5. ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา
  6. ต่อต้านโรคภูมิแพ้
  7. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลออายุ
  8. มีสารกาบ้า (Gaba) ที่ช่วยบำรุงสมอง
  9. เพิ่มประสิทธิภาพของระบบขับถ่าย
  10. เพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกายให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น

วิธีทานกระเทียมดำ เพื่อสุขภาพ

สามารถทานกระเทียมดำเป็นหัวๆ ได้เลย หรือจะนำกระเทียมดำมาปรุงอาหารต่างๆ ก็ได้ หากทานกระเทียมดำเพื่อบำรุงสุขภาพทั่วไป ให้ทานวันละ 1 ครั้ง 3-4 หัวในตอนเช้าขณะท้องว่าง หรือทาน 6-8 หัวเพื่อช่วยลดความดันโลหิต ลดอาการของโรคเบาหวาน ลดคอเลสเตอรอล และไขมันในเลือด

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 9/2/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a74,200.0074,400.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,797.0072,722.5275,200.00
ทองรูปพรรณ 90%4,317.3065,450.27n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,837.6058,178.02n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,158.6532,725.13n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,678.9525,452.88n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,970.9875,360.06n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 9/2/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.8530.8531.3530.8530.8530.8530.8530.8530.85
แก๊สโซฮอล์ 9130.4830.4830.7830.4830.4830.4830.4830.4830.48
แก๊สโซฮอล์ E2028.6428.6428.9428.6428.6428.6428.6428.64
แก๊สโซฮอล์ E8526.5926.5926.59
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า