สาระน่ารู้ประจำวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569

ผ่าเมกะโปรเจกต์ ขยายสนามบิน-จุดขายใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

ผ่าเมกะโปรเจกต์ขยายสนามบิน-แม็กเน็ตใหม่ท่องเที่ยว 8 แสนล้าน รอรัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน ทอท. กางแผนพัฒนาสนามบิน 4 แสนล้านบาท คิ๊กออฟพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เฟส 1 ปั้นพื้นที่อีอีซี ร่วมหมื่นไร่ ดึงเงินลงทุน 3 แสนล้านบาท ผลักดัน Disneyland และ สปอร์ต คอมเพล็กซ์ ในชลบุรี

วันนี้ (วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569) การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่กำลังเกิดขึ้น ภายใต้แกนนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจ มีโครงการ เมกะโปรเจกต์ ด้านคมนาคมทางอากาศ ที่เกี่ยวกับการขยายสนามบิน ทั้งการลงทุนของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และการสร้างจุดขายใหม่ ที่จะเป็นแม่เหล็กด้านการท่องเที่ยว อย่าง Disneyland และ สปอร์ต คอมเพล็กซ์ รวมมูลค่าการลงทุนกว่า 8 แสนล้านบาท ที่จะรอให้รัฐบาลใหม่ขับเคลื่อน

ทอท.กางแผนพัฒนาสนามบิน 4 แสนล้าน

ทั้งนี้แผนการพัฒนาสนามบินของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AOT หรือ ทอท. ภายใต้รัฐบาลชุดใหม่ ทอท.ต้องใช้เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 4 แสนล้านบาท ในการขยายศักยภาพการรองรับ 6 สนามบินของทอท. ทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาสร้าง 2 สนามบินใหม่ คือ ท่าอากาศยานล้านนา และท่าอากาศยานอันดามัน โดยมีโครงการต่างๆที่สำคัญ ดังนี้ 

1.โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งเดิมในอดีตขออนุมัติ ครม. ไว้ที่ 36,000 ล้านบาท มีการออกแบบมานานกว่า 8 ปีแล้ว ทำให้จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนบางส่วน เพื่อให้เป็นสนามบินที่รองรับผู้โดยสารใกล้เมืองอย่างแท้จริง เป็นจุดต่อการเดินทางทางอากาศกับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ อาทิ รถไฟฟ้าสายสีแดง

โดยจะนำเสนอ ครม. เพื่อขอเปลี่ยนแปลงเนื้องานและวงเงินลงทุนใหม่ เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเป้าหมายการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ขยายการรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มเป็น 40- 50 ล้านคนต่อปี และเพิ่มศักยภาพเป็นฮับการบิเนทั้งภายในประเทศเต็มรูปแบบ และฮับสายการบินต้นทุนต่ำระหว่างประเทศ 

2. โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้แก่ โครงการก่อสร้างส่วนขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) วงเงินลงทุน 13,520 ล้านบาท และการลงทุนพัฒนาสนามบินระยะที่ 3 วงเงินลงทุน 245,369  ล้านบาท เพิ่มการรองรับผู้โดยสาร เพิ่มจาก 60 ล้านคน เป็น 120 ล้านคน ตามแผนแม่บท (Master Plan) การพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยตัดโครงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก  เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ทั้งหมด

รวมถึงการขออนุมัติการลงทุนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) พื้นที่ 4 แสนตรม. แบ่งการพัฒนาเป็น 3 ระยะ พร้อมหลุมจอดประชิดอาคาร และการก่อสร้างทางวิ่ง (รันเวย์) ที่ 4  เพิ่มศักยภาพรองรับเที่ยวบินจาก 94 เที่ยวบินต่อชม.เป็น 120 เที่ยวบินต่อชม.

โดยตัดอาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่2 (SAT-2) ออก  เนื่องจากรวมพื้นที่เป็นอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ และยังใช้รถไฟฟ้าไร้คนขับ APM เชื่อมอาคารผู้โดยสารหลังปัจจุบัน อาคาร SAT-1 เป็นต้น  

ในขณะเดียวกัน AOT ยังมีแผนพัฒนาท่าอากาศยานอื่น ๆ อาทิ โครงการพัฒนาการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต ระยะที่ 2 วงเงิน 16,000 ล้านบาท, ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท , ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวงเชียงราย ระยะที่ 1 ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการออกแบบ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 และจะสามารถขออนุมัติโครงการได้ภายในปี 2570 ในส่วนของท่าอากาศยานหาดใหญ่  ปัจจุบัน อยู่ระหว่างทบทวนแผนแม่บท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2570

ขณะที่แผนการสร้างสนามบินใหม่ 2 แห่ง ได้แก่  สนามบินอันดามัน ต.โคกกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา และท่าอากาศยานล้านนา  อ.บ้านธิ จ.ลำพูน  พื้นที่ 5-6 พันไร่  ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าการลงทุนเสร็จแล้ว งบประมาณก่อสร้างแห่งละประมาณ 8 หมื่นล้านบาท  เพื่อแบ่งเบาผู้โดยสารท่าอากาศยานภูเก็ต และเชียงใหม่ ในปีนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนการจ้างที่ปรึกษาออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และจะกำหนดแผนงานก่อสร้างและเปิดบริการต่อไป

คิ๊กออฟพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา เฟส 1

นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก บนพื้นที่กว่า 6,500 ไร่ จ.ระยอง มูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยเริ่มสร้าง เฟส 1 ก่อน

ดึงเงินลงทุน 3 แสนล้าน ผลักดัน Disneyland สปอร์ต คอมเพล็กซ์ 

ด้าน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า แผนการพัฒนาจุดขายใหม่ด้านการท่องเที่ยวของไทย เพื่อยกระดับนักท่องเที่ยวสู่ 50–60 ล้านคนต่อปี และผลักดันให้เกิดแม่เหล็กในการดึงการเดินทางเข้าพื้นที่ พื้นที่ EEC รองรับทราฟฟิกในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้มีแค่การผลักดันให้เกิดการลงทุน Disneyland เพียงอย่างเดียว แต่จะเป็น Mixed-Use ที่มีความหลากหลาย

ไม่ว่าจะเป็น Disneyland คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3 แสนล้านบาท บนที่ดิน 5,000 ไร่ ใน จังหวัดชลบุรี โดยตามแผนจะแบ่งเป็น Disneyland พื้นที่ 3,000 ไร่ มูลค่าลงทุนเกือบ 200,000 ล้านบาท รูปแบบการลงทุนจะเป็น PPP (Public-Private Partnership) โดยภาครัฐทำหน้าที่จัดหาที่ดิน ประสานการเจรจา Licensing กับ Disney และสนับสนุนด้านการอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและบริหารจัดการ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐและเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารโครงการ

โดยมีการประเมินว่า หากโครงการเกิดขึ้นจริง จะช่วยเพิ่มนักท่องเที่ยวได้เกือบ 20 ล้านคนต่อปี เกิดการจ้างงานกว่า 100,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจราว 150,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมกระจายรายได้สู่พื้นที่รอบข้าง ทั้งทะเลภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาความเป็นไปได้ และการเจรจา Licensing กับ Disney โดยการผลักดันให้เกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความต่อเนื่องเชิงนโยบาย และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในเสถียรภาพการพัฒนาในระยะยาว

รวมถึงโครงการสปอร์ต คอมเพล็กซ์ พื้นที่รวมกัน 2,000 ไร่ ประกอบไปด้วย สนามกีฬาความจุ 80,000 ที่นั่ง ที่มีเทคโนโลยีปรับเปลี่ยนเป็น Concert Hall ขนาดใหญ่, ศูนย์กีฬาทางน้ำ, อินดอร์ สเตเดียม มูลค่าลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


จากเชียงใหม่สู่ภูเก็ต-สมุย ‘อรสิริน’ เปิดเกมรุกอสังหาฯ น่านน้ำใหม่

  • อรสิริน (ORN) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากเชียงใหม่ ขยายการลงทุนสู่ตลาดท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะสมุยและภูเก็ต
  • เตรียมเปิด 3 โครงการใหม่มูลค่ารวม 2,600 ล้านบาท โดยมีโครงการไฮไลต์คือคอนโดมิเนียม “THE ASTRA SAMUI” ที่เกาะสมุย
  • มุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจเชื่อมโยงที่อยู่อาศัย โรงเรียนนานาชาติ และคอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income)
  • ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในปี 2569 ราว 20% จากการรุกตลาดใหม่และขยายธุรกิจย่อย

บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง หรือ ORN ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฐานใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ เดินหน้าขยายเกมธุรกิจปี 2569 จากตลาดภาคเหนือสู่ทำเลท่องเที่ยวระดับประเทศอย่างเกาะสมุยและภูเก็ต พร้อมตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% และวางหมากกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจประจำ (Recurring Income) มากขึ้น เพื่อลดความผันผวนของตลาดที่อยู่อาศัย

นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ ประธานกรรมการบริหาร ORN เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังชะลอตัวและกำลังซื้อในประเทศอ่อนแรง แต่บริษัทมั่นใจว่าการเลือกพัฒนาโครงการในพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างเชียงใหม่และภูเก็ต ซึ่งมีดีมานด์จากทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติ จะช่วยรักษาโมเมนตัมการเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าให้รายได้ปี 2569 เติบโตราว 20% และภายในปี 2571 จะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจหลัก 80% และธุรกิจย่อย 20%

ภาพตลาดเชียงใหม่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2022–2024) สะท้อนความเปลี่ยนแปลงชัดเจน แนวราบชะลอตัวลงค่อนข้างมาก แต่คอนโดมิเนียมกลับเติบโตได้ โดยแรงซื้อหลักมาจากต่างชาติ เดิมตลาดพึ่งพาลูกค้าจีนเกือบทั้งหมด ทว่าปัจจุบันกำลังซื้อจีนลดลงตามภาวะเศรษฐกิจในประเทศต้นทาง และถูกทดแทนด้วยกลุ่มเมียนมาและชาติอื่น ๆ ซึ่งมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะลูกค้าเมียนมาที่ขึ้นมาแตะระดับเลขสองหลักของพอร์ตบริษัท

อีกปรากฏการณ์ที่เห็นชัดคือ ตลาดบ้านมือสองในเชียงใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่บ้านมือหนึ่งและมือสองมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ปัจจุบันบ้านมือสองครองมาร์เก็ตแชร์ราว 75% เหลือบ้านมือหนึ่งเพียง 25% สะท้อนการแข่งขันของผู้ประกอบการกว่า 30-40 รายในตลาดโครงการใหม่ ขณะที่บ้านมือสองจำนวนมากเป็นการซื้อทรัพย์มารีโนเวตเพื่อขายต่อ ซึ่งบริษัทมองว่ายังมีโอกาสเติบโต

เมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ ที่มีมูลค่าสินค้าคงค้างสูงถึง 1.5-1.6 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เชียงใหม่มี Remaining Supply เพียงประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และทรงตัวต่อเนื่องราว 2 ปี ทำให้ยังไม่เผชิญแรงกดดันโอเวอร์ซัพพลายรุนแรงเหมือนเมืองหลวง

นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORN ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญแรงเขย่า 4 ด้านหลัก ได้แก่ ภัยธรรมชาติรุนแรงทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว และ PM2.5, อัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่บางโครงการสูงถึง 70%, ภาวะดอกเบี้ย และสงครามราคาที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกปีหน้าคือโอกาสขยายมาตรการ LTV ความชัดเจนทางการเมือง และการกลับมาของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจีนซึ่งยังถือเป็นฐานลูกค้าหลักในระยะยาว

นายปรีดิกร บูรณุปกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ORN เปิดเผยว่า ภายใต้บริบทดังกล่าว ORN เตรียมเปิด 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 2,600 ล้านบาท นำโดยโครงการไฮไลต์ “THE ASTRA SAMUI” คอนโดมิเนียม Low Rise บนที่ดิน 8 ไร่ มูลค่า 770 ล้านบาท จำนวน 289 ยูนิต ราคา 2-5 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวไตรมาส 4/2569 บริษัทมองว่าสมุยเป็น Blue Ocean ที่มูลค่าการโอนเติบโต 200-300% ในช่วง 2-3 ปีหลัง โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม และมีแรงหนุนจากแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ HABITAT Mahidol บ้านเดี่ยวลักซ์ชัวรี 29 ยูนิต มูลค่า 664 ล้านบาท ราคา 20-30 ล้านบาท และ BELIVE วงแหวน สันกำแพง บ้านเดี่ยว-บ้านแฝด 302 ยูนิต มูลค่า 1,200 ล้านบาท ราคา 4-5 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายรวมปี 2569 ไม่ต่ำกว่า 2,949 ล้านบาท และเป้าโอน 2,625 ล้านบาท ขณะที่ Backlog ปัจจุบันอยู่ที่ 3,493 ล้านบาท ราว 960 ยูนิต เพิ่มขึ้น 10%

โดยแบ่งโครงสร้างยอดขายตามแบรนด์ทั้งหมด ได้แก่ The Astra 21%, Arise 17%, The Next 4%, บ้านเดี่ยว Belive 14%, Habitat 26% และ Ornsirin Ville 11.5% โดยปีนี้จะโฟกัสตลาดพรีเมียมระดับ 5 ล้านบาทขึ้นไปในเชียงใหม่ ภายใต้แนวคิด “Value for Money” มากกว่าความหรูหราเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าธุรกิจรายได้ประจำเพื่อกระจายความเสี่ยงในการลงทุน ทั้งโรงเรียนนานาชาติ Mill Hill International School Thailand ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียน 100 คน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 200 คนในปี 2569 รวมถึงธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ “THE BACKYARD” ที่เชียงใหม่ ซึ่งมีผู้เช่าแล้ว 82% จากพื้นที่ 3,041 ตารางเมตร และเตรียมขยายโมเดลไปยังภูเก็ต มูลค่า 160 ล้านบาท บนถนนศรีสุนทร ใกล้บางเทา ทำเลเดียวกับโครงการ Arise Vibe Phuket ซึ่งคาดเปิดให้บริการไตรมาส 1 ปีหน้า

นายอรรคเดชกล่าวเสริมว่า โมเดลของ THE BACKYARD จะถูกปรับให้ผสานกับบริบทท้องถิ่น เน้นการสร้างแลนด์มาร์กใหม่ที่สะท้อนเอกลักษณ์พื้นที่ พร้อมดึงแบรนด์หลักและร้านอาหารชื่อดังเข้ามาเป็นแม่เหล็ก ขณะเดียวกัน จุดแข็งของตลาดภูเก็ตยังอยู่ที่ Agent Network ที่แข็งแรง รองรับกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ซึ่งเป็นดีมานด์หลักของตลาดท่องเที่ยวระดับพรีเมียม

“Key Success ของภูเก็ตที่บริษัทได้ศึกษาตลาดปัจจัยหนึ่งคือ Agent Network ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัทที่มีเช่นเดียวกันกับเชียงใหม่” นายอรรคเดชกล่าว

นายปรีดิกรย้ำว่า การขยายสู่สมุยและภูเก็ตไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนโครงการ แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่เชื่อมโยงกัน ทั้งที่อยู่อาศัย โรงเรียน และคอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อสร้างความแตกต่างและเสริมศักยภาพการขายในระยะยาว โดยจะมีรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ Core Business คาดว่าใช้งบลงทุนรวม 400–500 ล้านบาท และตั้งเป้าให้สัดส่วนรายได้อื่นเพิ่มเป็น 20.2% ภายในปี 2571

ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับมาตรฐานอาคารสีเขียว โดยได้รับการแต่งตั้งเป็น EDGE Champion รายแรกในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ภาคเหนือ และตั้งเป้าให้โครงการใหม่ไม่น้อยกว่า 80% ได้รับ EDGE Certified ภายในปี 2570

การขยับจากผู้พัฒนาโลคอลในเชียงใหม่ สู่การปักหมุดทำเลเกาะท่องเที่ยว สะท้อนการอ่านเกมตลาดที่เปลี่ยนไปจากกำลังซื้อในประเทศสู่ดีมานด์ต่างชาติและรายได้ประจำ ซึ่งน่าจับตาว่า การบุกพื้นที่สมุยและภูเก็ตของ ORN อาจทำให้บริษัทก้าวสู่สถานะผู้เล่นระดับภูมิภาคที่มีพอร์ตกระจายหลายจังหวัดในอนาคต ท่ามกลางตลาดที่ยังต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


บาทอ่อนแตะ 31.30 บาท รับแรงหนุนดอลลาร์แข็ง ตลาดจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

เงินบาทเปิด 31.30 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าตามดอลลาร์แข็งรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง ตลาดจับตาทิศทางดอกเบี้ยเฟด บอนด์ยีลด์ ทองคำ และกรอบค่าเงิน 31.15–31.40 บาทต่อดอลลาร์ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ระดับ 31.30 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 31.23 บาทต่อดอลลาร์ โดยการเคลื่อนไหวของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมาอยู่ในลักษณะ Sideways Up แกว่งตัวในกรอบ 31.20–31.40 บาทต่อดอลลาร์

สอดคล้องกับการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดปรับลดความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ระบุว่า เงินดอลลาร์ได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ (ADP) และดัชนีภาคการผลิต NY FED ที่แข็งแกร่ง 

ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษอ่อนค่าหลังข้อมูลตลาดแรงงานออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ตลาดเพิ่มน้ำหนักต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE)

บรรยากาศตลาดการเงินโดยรวมกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากสัญญาณคลี่คลายของความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งประเด็นสหรัฐฯ–อิหร่าน และความคืบหน้าการเจรจายุติสงครามรัสเซีย–ยูเครน ส่งผลให้เงินเยนญี่ปุ่นและราคาทองคำถูกกดดันในระยะสั้น แม้เงินเยนเริ่มมีแรงซื้อกลับจากนักลงทุนที่ทยอยเปิดสถานะ Long JPY

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยแรงซื้อในหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Semiconductor ช่วยหนุนดัชนี S&P500 ปิดบวก 0.10% และ Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.14% ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานเผชิญแรงขายตามราคาน้ำมันที่อ่อนตัวลง ด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับขึ้น 0.45% จากแรงหนุนหุ้นการเงินและ Healthcare รวมถึงความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ BOE

ในตลาดตราสารหนี้ บอนด์ยีลด์รัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับขึ้นสู่ระดับประมาณ 4.05% หลังข้อมูลเศรษฐกิจออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดลดโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของ FED ลงบางส่วน โดยยังประเมินว่าบอนด์ยีลด์ระยะยาวมีความเสี่ยงผันผวนสูงจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายเศรษฐกิจและฐานะการคลังสหรัฐฯ

ด้านตลาดค่าเงิน ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) เคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ 97.10–97.50 จุด โดยแม้ดอลลาร์จะแข็งค่าขึ้นในช่วงแรก แต่แรงรีบาวด์ของเงินยูโรและเงินเยนช่วยจำกัดการแข็งค่า ขณะที่ราคาทองคำยังทรงตัวเหนือระดับ 4,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังมีแรงซื้อในจังหวะย่อตัว

สำหรับช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ตลาดรอติดตามข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ยอดผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัย รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย ขณะที่ฝั่งอังกฤษต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ซึ่งอาจมีผลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ BOE อย่างมีนัยสำคัญ

Krungthai GLOBAL MARKETS ประเมินว่า แม้เงินบาทจะอ่อนค่าทะลุแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ แต่แรงอ่อนค่าอาจเริ่มชะลอในบริเวณดังกล่าว และมีแนวโน้มแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่เข้ามาเพิ่มเติม โดยการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจช่วยพยุงเงินบาทได้ หากเกิดแรงรีบาวด์

ทั้งนี้ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้าไว้ที่ 31.15–31.40 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังอยู่ในระดับสูง จากความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางหลัก และปัจจัยการเมืองสหรัฐฯ ที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


อันดับโลกล่าสุด “นักแบดมินตันหญิงไทย” ของสหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF)

การแข่งขันแบดมินตันอาชีพโลก ฤดูกาล 2026 ของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นรายการชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ประเทศจีน

ล่าสุดจากการประกาศอันดับคะแนนล่าสุดของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว สัปดาห์ที่ 8 ของปี 2026 เมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ปรากฏว่า “เมย์” รัชนก อินทนนท์ หล่นไปอยู่อันดับ 7 ด้วยการมี 69,964 คะแนน และ “หมิว” พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ อยู่อันดับ 8 ด้วยการมี 69,938 คะแนนเท่าเดิม ถือเป็นสองนักแบดมินตันสาวไทย ที่ยังคงอยู่ในท็อปเทนโลกในตอนนี้

ขณะที่ “น้องพิ้งค์” พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี สามารถเก็บคะแนนสะสมเพิ่มเป็น 44,388 แต้ม ขยับจากอันดับ 29 ขึ้นมาอยู่ที่ 28 ของโลกทันที ถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ลงแข่งขันมา

อันดับโลกของ สหพันธ์แบดมินตันโลก (BWF) ประเภทหญิงเดี่ยว

1. อัน เซ ยอง (เกาหลีใต้) 117,270 คะแนน
2. หวาง จื้ออี้ (จีน) 103,362 คะแนน
3. เฉิน ยู่เฟย (จีน) 94,635 คะแนน
4. อากาเนะ ยามากูชิ (ญี่ปุ่น) 93,064 คะแนน
5. ฮั่น หยู (จีน) 88,250 คะแนน
6. ปุตรี กุสุมา วาร์ดานี (อินโดนีเซีย) 73,590 คะแนน
7. รัชนก อินทนนท์ (ไทย) 69,964 คะแนน
8. พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ (ไทย) 67,221 คะแนน
9. โทโมกะ มิยาซากิ (ญี่ปุ่น) 63,164 คะแนน
10. เกา ฟาง เจีย (จีน) 58,412 คะแนน
16. ศุภนิดา เกตุทอง (ไทย) 52,677 คะแนน
17. บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์ (ไทย) 51,847 คะแนน
28. พิชฌามลณ์ โอภาสนิพัทธ์ (ไทย) 44,388 คะแนน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


“มะเร็งกระเพาะอาหาร” อาการและพฤติกรรมเสี่ยงที่ควรหลีกเลี่ยง

มะเร็งกระเพาะอาหาร พบได้มากเป็นอันดับ 5 ของโลกในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด มีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่ควรหลีกเลี่ยงบ้าง

โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร (Gastric Cancer) คือ การเติบโตผิดปกติของเซลล์เยื่อบุกระเพาะอาหารที่สามารถแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ซึ่งสถิติจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับ 3 ของโลก แม้ในไทยจะพบอุบัติการณ์ลำดับที่ 6 ในเพศชาย แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักตรวจพบในระยะลุกลามเนื่องจากอาการเริ่มต้นคล้ายโรคกระเพาะทั่วไป เช่น ท้องอืดหรืออาหารไม่ย่อย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญประกอบด้วยการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori พฤติกรรมการบริโภคของหมักดอง และพันธุกรรม โดยการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้อง (Endoscopy) ตามมาตรฐานทางการแพทย์จะช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก ซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตที่ 10 ปีสูงกว่า 80%

มะเร็งกระเพาะอาหาร พบมากเป็นอันดับ 5 ของโลก

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า มะเร็งกระเพาะอาหารเป็นมะเร็งที่พบมาก เป็นอันดับ 5 ของมะเร็งที่พบทั้งหมดทั่วโลก โดยทั่วโลกมีผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารประมาณ 1 ล้านคน สำหรับประเทศไทยข้อมูลทะเบียนมะเร็งรายงานผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารรายใหม่ปีละ 3,185 คน และในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 2,176 คน 

สาเหตุและพฤติกรรมเสี่ยงของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารที่แน่ชัด อย่างไรก็ตามมีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น 

  1. การติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori 
  2. การรับประทานอาหารปิ้งย่าง 
  3. การรับประทานอาหารหมักดองที่อาจทำให้เกิดการอักเสบ หรือเป็นแผลในกระเพาะอาหารเรื้อรัง

อาการของโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า มะเร็งกระเพาะอาหารระยะเริ่มแรกอาจไม่มีอาการแสดงออกชัดเจน และอาจมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือกระเพาะอาหารอักเสบ ดังนี้

  1. มีอาการท้องอืดจุกแน่นท้องหลังรับประทานอาหาร 
  2. กลืนอาหารลำบาก 
  3. เบื่ออาหาร 
  4. คลื่นไส้ อาเจียน 
  5. ในผู้ป่วยมะเร็งระยะลุกลามอาจอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ำ หรืออาจมีเลือดปนในอุจจาระ 
  6. น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ 

หากพบอาหารผิดปกติเหล่านี้ควรรีบปรึกษาแพทย์ 

การวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

ในด้านการวินิจฉัยโรคทำได้ด้วยการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร การตัดชิ้นเนื้อเพื่อตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีการตรวจเพิ่มเติมด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อประเมินการแพร่กระจายของโรคไปยังอวัยวะอื่นๆ อีกด้วย

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารปิ้งย่างบ่อยเกินไป หรือไหม้เกรียมจัดเกินไป
  2. ลดการบริโภคอาหารหมักดอง
  3. หากมีอาการปวดแสบท้อง รวมถึงอาการผิดปกติตามสัญญาณอันตรายที่กล่าวไว้ข้างต้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยทันที

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


พลังงานลมศักยภาพสูง ดันบรรจุแผน PDP 5.9 หมื่นMW กดค่าไฟตํ่ากว่า 3 บาท/หน่วย

  • สมาคมพลังงานลมเสนอให้บรรจุเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในแผน PDP ฉบับใหม่ รวม 59,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580
  • เทคโนโลยีกังหันลมสมัยใหม่ที่ทำงานได้แม้ในความเร็วลมต่ำ ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลงเหลือตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งถูกกว่าการนำเข้าก๊าซ LNG
  • ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากลมสูง โดยในระยะสั้น (ปี 2569-2573) มีความพร้อมติดตั้งได้ทันที 17,000 เมกะวัตต์

สมาคมพลังงานลม (ThaiWEA) เปิดโรดแมปพลิกโฉมพลังงานไทย กางข้อมูลศักยภาพลมผลิตไฟฟ้า ชงคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ให้รับซื้อไฟฟ้าสูงถึง 59,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ชี้ชัดเทคโนโลยีกังหันลมยุคใหม่ทลายขีดจำกัดความเร็วลมต่ำ การันตีราคาค่าไฟฟ้าถูกกว่า 3 บาทต่อหน่วย สู้กับเชื้อฟอสซิลได้

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานของชาติ ผ่านการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือแผน PDP (Power Development Plan) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญที่จะกำหนดว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า คนไทยจะได้ใช้ไฟฟ้าจากแหล่งใดและในราคาเท่าไหร่

ล่าสุดสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) หรือ ThaiWEA ได้นำเสนอข้อมูลต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และได้นำเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อชี้ให้เห็นว่า พลังงานลมไม่ใช่เพียงพลังงานทางเลือกที่พึ่งพาไม่ได้อีกต่อไป แต่คือพลังงานหลัก ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และปริมาณสำรองที่มหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

นายวัชรพงศ์  เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ศักยภาพในการติดตั้งกังหันลมทั่วประเทศไทย พบว่าหลายพื้นที่ที่มีลมแรงมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย โดยภาคกลางมีศักยภาพลมสูงและภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับกับภูเขา มีศักยภาพสูงถึงประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้ว 1,400 เมกะวัตต์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงก็มีศักยภาพลมปานกลางถึงสูงในระดับ 6,000 เมกะวัตต์ เช่นเดียวกัน

ส่วนภาคตะวันออก มีพลังงานลมปานกลางไปจนถึงสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินราบและภูเขามีศักยภาพราว 3,600 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ มีพลังงานลมสูง แต่ส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่ภูเขามีศักยภาพราว 1,200 เมกะวัตต์ และภาคใต้ พลังงานลมตํ่าไปจนถึงสูง แต่ส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาสูง มีศักยภาพราว 2,400 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้ว 146 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ หากพิจารณาตามความเป็นจริงทางเทคนิคในระยะสั้นช่วงปี 2569-2573 ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะติดตั้งกังหันลมได้ทันทีถึง 17,000 เมกะวัตต์ และเมื่อเทคโนโลยีกังหันลมรุ่นใหม่พัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุดในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป ศักยภาพรวมของประเทศจะพุ่งทะยานไปถึง 300,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศได้อย่างเหลือเฟือ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีกังหันลมได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องพื้นที่ความเร็วลมตํ่าไปแล้ว ด้วยการออกแบบใบพัดที่มีความยาวมากกว่า 80-90 เมตร และใช้วัสดุคอมโพสิตที่มีนํ้าหนักเบาแต่แข็งแรง ทำให้กังหันลมสามารถเริ่มหมุนและผลิตไฟฟ้าได้แม้ในความเร็วลมเพียง 3-5 เมตรต่อวินาที

นอกจากนี้ เสากังหันลมรุ่นใหม่ยังมีความสูงอยู่ที่ระดับ 140-160 เมตร เพื่อดึงเอาพลังงานลมในระดับความสูงที่แรงและนิ่งกว่าระดับพื้นดินมาใช้ประโยชน์ ทั้งยังมีเทคโนโลยี Grid Forming หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังและระบบควบคุมแบบใหม่ ช่วยให้การเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้าได้ดีขึ้นและง่ายขึ้น

อีกทั้ง เมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้า หรือ LCOE พบว่าปัจจุบันพลังงานลมมีต้นทุนตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตํ่ากว่าต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าอย่างมาก เนื่องจากต้นทุนโครงการทางด้านการก่อสร้างและการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันค่าก่อสร้างโครงการเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45-55 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ในขณะที่ประสิทธิภาพการผลิต หรือ Capacity Factor พุ่งสูงขึ้นเป็น 25% ถึง 30% จากการใช้กังหันลมขนาดใหญ่ระดับ 5.0 ถึง 6.0 เมกะวัตต์ต่อต้น

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษา หรือ O&M Cost ในช่วง 10 ปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 650,000 บาทต่อต้นต่อปี และจะเพิ่มเป็น 1 ล้านบาทต่อต้นต่อปี ตั้งแต่ปีที่ 11 เป็นต้นไป โดยคำนวณภายใต้สมมติฐานเงินเฟ้อที่ 3% เมื่อกำหนดอัตราผลตอบแทน (IRR)ที่ 12% ร่วมกับ CapacityFactor ของ แต่ละโครงการ จะทำให้ราคาไฟฟ้าเฉลี่ยของพลังงานลมตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วยได้ ทำให้ตลอดอายุสัญญา 20-25 ปี ราคาจะมีความเสถียรมาก ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก และช่วยลดภาระค่า FT ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน และหากมีการรับซื้อไฟฟ้าในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้ต้นทุนลดลงและราคาไฟฟ้าก็สามารถลดลงไปได้อีก

นายวัชรพงศ์ กล่าวอีกว่า ด้วยข้อมูลดังกล่าวทางสมาคมฯ จึงเสนอให้กระทรวงพลังงานหรือคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผน PDP บรรจุเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในแผน PDP ช่วงปี 2569-2580 ในปริมาณรวมสูงถึง 59,000 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) โดยในระยะสั้น 5 ปีแรกของแผน (2569-2573) ควรมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 17,000 เมกะวัตต์ และในระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 เป็นต้นไป สามารถเพิ่มได้มากกว่า 100,000 เมกะวัตต์ ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและศักยภาพที่สามารถใช้ได้ในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นไปตามเป้าหมาย ต้องมีการปรับแก้ไขข้อระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมในทางปฏิบัติ รวมถึงกำหนดเวลาการรับซื้อไฟฟ้าที่ชัดเจนและวางโครงสร้างนโยบายสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT (Feed-in Tariff) ที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจและเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมพลังงานลมในระยะยาว

“สมาคมพลังงานลมยืนยันว่า ด้วยศักยภาพทางธรรมชาติที่ไทยมี ผนวกกับความพร้อมของภาคเอกชนและเทคโนโลยีที่ก้าวลํ้า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องกล้าหาญในการกำหนดตัวเลขเป้าหมายที่สะท้อนความจริง มากกว่าการยึดติดกับตัวเลขเดิมๆ ในอดีต การบรรจุพลังงานลมเป็นฟันเฟืองหลักในแผน PDP 2569-2580 จึงเป็นพันธสัญญาสำคัญที่จะบอกว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการปฏิวัติพลังงาน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่คนไทยรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง”

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


สอบสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ (Job Interview): ตอบอย่างไรให้ได้งาน? รวมคำถาม-คำตอบยอดฮิต

1. “Tell me about yourself.” (ช่วยแนะนำตัวหน่อยครับ/ค่ะ)

นี่คือคำถามเปิดฉากคลาสสิกที่ 99% ของการสัมภาษณ์ต้องเจอ เป้าหมายของคำถามนี้ไม่ใช่การเล่าประวัติส่วนตัวตั้งแต่เกิด แต่คือการสรุป “ตัวตนในเชิงอาชีพ” ของคุณ

สูตรลับการตอบ: Present -> Past -> Future

  • Present (ปัจจุบัน): ตอนนี้คุณทำอะไร ตำแหน่งอะไร
  • Past (อดีต): ประสบการณ์หรือความสำเร็จที่ผ่านมาที่เกี่ยวข้องกับงานนี้
  • Future (อนาคต): ทำไมคุณถึงสนใจตำแหน่งนี้

ตัวอย่างประโยค: “I am currently a Digital Marketing Specialist with 3 years of experience in content strategy. In my previous role, I successfully increased website traffic by 40% within a year. I am now looking to leverage my skills in a more challenging environment like your company.”

2. “What are your strengths?” (จุดแข็งของคุณคืออะไร?)

อย่าตอบแค่คำศัพท์ลอยๆ เช่น “I am hardworking.” แต่ควรตอบพร้อม หลักฐาน (Evidence) หรือสถานการณ์จริง

ตัวอย่างประโยค:

  • “My greatest strength is my problem-solving skill. For example, in my last project, we faced a budget cut, but I managed to reorganize the plan and still delivered the project on time.” (จุดแข็งของฉันคือทักษะการแก้ปัญหา ตัวอย่างเช่น ในโปรเจกต์ล่าสุด…)
  • “I am highly adaptable. I enjoy learning new tools and technologies quickly to keep up with industry trends.” (ฉันเป็นคนปรับตัวเก่ง ฉันชอบเรียนรู้เครื่องมือใหม่ๆ…)

3. “What are your weaknesses?” (จุดอ่อนของคุณคืออะไร?)

นี่คือคำถามปราบเซียน! ห้ามตอบว่า “I have no weaknesses” (ฉันไม่มีจุดอ่อน) เด็ดขาด เพราะจะดูไม่จริงใจ เทคนิคคือ: บอกจุดอ่อนจริง + วิธีที่คุณกำลังแก้ไข (Solution)

ตัวอย่างประโยค: “Sometimes I can be a bit too critical of my own work (perfectionist). However, I have learned to set realistic deadlines and trust my team more to ensure we move forward efficiently.” (บางครั้งฉันอาจจะเข้มงวดกับงานตัวเองเกินไป แต่ฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะกำหนดเดดไลน์ตามจริงและไว้ใจทีมให้มากขึ้น…)

4. “Why do you want to work here?” (ทำไมถึงอยากทำงานที่นี่?)

คำถามนี้วัดว่าคุณทำการบ้าน (Research) มาดีแค่ไหน อย่าตอบแค่ว่า “บริษัทมั่นคง” หรือ “เงินเดือนดี” แต่ให้เชื่อมโยงเป้าหมายของคุณกับวิสัยทัศน์ของบริษัท

ตัวอย่างประโยค: “I have always admired your company’s reputation for innovation, especially your recent project on [Product Name]. I believe my background in [Your Skill] would allow me to contribute effectively to your team.” (ฉันชื่นชมชื่อเสียงด้านนวัตกรรมของบริษัทคุณมาตลอด โดยเฉพาะโปรเจกต์ล่าสุดเรื่อง… ฉันเชื่อว่าทักษะด้าน… ของฉันจะช่วยทีมได้เป็นอย่างดี)

5. “Do you have any questions for us?” (มีคำถามอะไรจะถามไหม?)

อย่าตอบว่า “No” เพราะจะทำให้ดูเหมือนคุณไม่มีความกระตือรือร้น ให้เตรียมคำถามที่แสดงถึงความใส่ใจในงาน

ตัวอย่างคำถามที่ควรถาม:

  • “What does a typical day look like in this role?” (ชีวิตการทำงานปกติในตำแหน่งนี้เป็นอย่างไรครับ?)
  • “What are the biggest challenges the team is currently facing?” (ความท้าทายใหญ่ที่สุดที่ทีมกำลังเจอคืออะไรครับ?)

เคล็ดลับเพิ่มเติม: ภาษากาย (Body Language) สำคัญพอๆ กับภาษาพูด

  • Eye Contact: สบตาผู้สัมภาษณ์เสมอ แสดงถึงความมั่นใจและความจริงใจ
  • Smile: ยิ้มแย้มแจ่มใส ช่วยลดความตึงเครียดของทั้งสองฝ่าย
  • Active Listening: ตั้งใจฟังคำถาม พยักหน้าตอบรับเมื่อเหมาะสม

เตรียมพร้อมก่อนลงสนามจริง กับ Wall Street English

การอ่านบทความช่วยให้คุณรู้แนวทาง แต่การ “ฝึกพูดจริง” คือสิ่งที่จะทำให้คุณได้งาน

ที่ Wall Street English เรามีคอร์สเรียนที่ออกแบบมาเพื่อคนวัยทำงานโดยเฉพาะ คุณจะได้ฝึกจำลองสถานการณ์การสัมภาษณ์งาน การเจรจาธุรกิจ และการนำเสนองานกับครูเจ้าของภาษา (Native Speakers) เพื่อให้คุณมั่นใจว่า เมื่อถึงวันสัมภาษณ์จริง คุณจะตอบคำถามได้อย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ และคว้าโอกาสความก้าวหน้ามาครอง

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสัมภาษณ์งานภาษาอังกฤษ

Q: ถ้าฟังคำถามไม่ออก ควรทำอย่างไร? A: อย่าแกล้งทำเป็นเข้าใจแล้วตอบมั่วครับ ให้ถามย้ำอย่างสุภาพ เช่น “Could you please repeat the question?” (รบกวนทวนคำถามอีกครั้งได้ไหมครับ?) หรือ “Do you mean…?” (คุณหมายความว่า… ใช่ไหมครับ?) ผู้สัมภาษณ์ยินดีที่จะทวนคำถามให้ครับ

Q: ต้องใช้ศัพท์หรูๆ (Advanced Vocabulary) ไหมถึงจะดูเก่ง? A: ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ความชัดเจน (Clarity) สำคัญที่สุด การใช้ศัพท์ยากที่ตัวเองไม่คุ้นอาจทำให้พูดติดขัดหรือใช้ผิดบริบทได้ ใช้ภาษาที่สุภาพ เป็นธรรมชาติ และสื่อสารรู้เรื่อง จะได้คะแนนดีกว่าครับ

Q: ควรแต่งตัวอย่างไรไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทต่างชาติ? A: แม้บริษัท Tech หรือ Startup สมัยใหม่จะดูชิลล์ (Casual) แต่สำหรับการสัมภาษณ์งาน แนะนำให้แต่งตัว Business Casual หรือ Formal ไว้ก่อนครับ “Overdressed is better than underdressed” (แต่งตัวดีเกินไว้ก่อน ดีกว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย) เสมอครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก wallstreetenglish.in.th


เมล็ดแก้วมังกรต้องคายไหม? เมล็ดเล็ก ๆ ที่กินไปพร้อมเนื้อมีประโยชน์หรือโทษ?

แก้วมังกร (dragon fruit) เป็นผลไม้ที่นิยมรัปประทาน และมีประโยชน์มากมาย โดยส่วนใหญ่นิยมกินเพื่อลดความอ้วน หรือ เพื่อบำรุงด้านสุขภาพ ซึ่งลักษณะของแก้วมังกรนั้นจะมีเนื้อค่อนข้างหวาน มีหลายสี เช่นสีม่วง และสีขาว และมีเมล็ดเล็กๆอยู่ในเนื้อ ซึ่งสามารถกินได้ทั้งเมล็ดและเนื้อของแก้วมังกร ซึ่งจะมีบางคนที่ไม่กินเมล็ดของแก้วมังกร และบางคนอาจจะสงสัยว่า เมล็ดของแก้วมังกรนั้นมีประโยชน์ หรือโทษ หรือไม่ วันนี้มาดูคำตอบกันค่ะ

แก้วมังกร (Dragon Fruit) คืออะไร?

แก้วมังกร (ชื่อวิทยาศาสตร์: Hylocereus spp.) เป็นผลไม้เมืองร้อนชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ ตะบองเพชร (Cactaceae) มีถิ่นกำเนิดจาก อเมริกากลางและอเมริกาใต้ แต่ปัจจุบันแพร่หลายและเพาะปลูกอย่างกว้างขวางในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เวียดนาม จีน และอิสราเอล

ลักษณะทั่วไปของแก้วมังกร จะมีรูปร่างรีหรือทรงไข่ ผิวสีชมพูหรือแดงสด มี “กาบเขียว” คล้ายเกล็ดมังกร เนื้อในมี 2 แบบ คือ เนื้อขาว และ เนื้อแดงหรือม่วงเข้ม และ มีเมล็ดเล็กสีดำกระจายทั่วเนื้อ คล้ายเมล็ดกีวี

เมล็ดแก้วมังกรเล็ก ๆ ที่กินไปพร้อมเนื้อมีประโยชน์หรือโทษ?

คำตอบคือ เมล็ดแก้วมังกรมีประโยชน์มากกว่ามีโทษ

เมล็ดแก้วมังกรแม้จะเล็กมาก แต่แฝงไว้ด้วยสารอาหารและไฟเบอร์หลากหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้

1. แหล่งของกรดไขมันดี (Omega-3 และ Omega-6) เมล็ดแก้วมังกรมีไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อหัวใจ โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า-3 และโอเมก้า-6 ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL)

2. ช่วยระบบขับถ่าย เมล็ดมีเส้นใยอาหาร (dietary fiber) ช่วยเพิ่มกากในลำไส้ กระตุ้นการบีบตัว และป้องกันท้องผูก

3. ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เมล็ดมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ฟีนอลิก (phenolics) และ วิตามินอี ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและชะลอความเสื่อมของเซลล์

4. อาจช่วยต้านการอักเสบ จากการศึกษาเบื้องต้น สารบางชนิดในเมล็ดมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในระยะยาวต่อสุขภาพลำไส้และระบบภูมิคุ้มกัน

ข้อควรระวัง (เล็กน้อย)

  • สำหรับคนที่มีปัญหาระบบย่อยอาหาร (เช่น โรคลำไส้แปรปรวน) การกินเมล็ดมากเกินไปอาจทำให้แน่นท้อง หรือท้องอืดได้ เนื่องจากไฟเบอร์สูง
  • ไม่ควรเคี้ยวเมล็ดมากจนเกินไปถ้ามีฟันปลอม เพราะเมล็ดอาจติดซอกฟันได้ง่าย

คุณค่าทางโภชนาการของแก้วมังกร (ต่อ 100 กรัม โดยเฉลี่ย)

  • พลังงาน: 50–60 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต: ~11 กรัม
  • ใยอาหาร: สูง (~3 กรัม)
  • วิตามินซี: ~20–30 มก.
  • มีแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม เหล็ก และแมกนีเซียม
  • มีกรดไขมันดีในเมล็ด เช่น โอเมก้า-3

โดยสรุป

เมล็ดแก้วมังกร มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะในด้านกรดไขมันดีและใยอาหาร ช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจ ระบบขับถ่าย และการต้านอนุมูลอิสระ จึงสามารถทานได้อย่างปลอดภัยในปริมาณเหมาะสมไม่ควรกินมากจนเกินไป

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 18/2/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a72,800.0073,000.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,706.0071,342.9673,800.00
ทองรูปพรรณ 90%4,235.4064,208.66n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,764.8057,074.37n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,117.7032,104.33n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,647.1024,970.04n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,876.6873,930.47n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 18/2/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9530.5530.5531.0530.5530.5530.5530.5530.5530.55
แก๊สโซฮอล์ 9130.1830.1830.4830.1830.1830.1830.1830.1830.18
แก๊สโซฮอล์ E2028.3428.3428.6428.3428.3428.3428.3428.34
แก๊สโซฮอล์ E8526.2926.2926.29
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.1449.5139.6439.2939.14
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า