สาระน่ารู้ประจำวันที่ 10 มีนาคม 2569

อสังหาฯลุยไพรซ์วอร์เร่งระบายสต็อก!หวั่นสงครามยืดเยื้อ

อสังหาฯ เปิดศึก’ไพรซ์วอร์’เร่งระบายสต็อก!หวั่นสงครามยืดเยื้อดันต้นทุนพุ่ง เศรษฐกิจซึมยาวขาดสภาพคล่อง ยอมหั่นมาร์จิ้น ประคองตัวฝ่าวิกฤติ

แรงสั่นสะเทือนจากสงครามที่ยืดเยื้อไม่ได้กระทบเพียงภูมิรัฐศาสตร์ หากแต่ลามเข้าสู่โครงสร้างเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่ราคาพลังงาน วัตถุดิบ ไปจนถึงพฤติกรรมการลงทุนของผู้มีฐานะ ส่งแรงสะเทือนมาถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะตลาดบ้านระดับลักชัวรีที่ต้องปรับยุทธศาสตร์รับต้นทุนที่พุ่งสูงและดีมานด์ที่เปลี่ยนไป

ศุภโชค ปัญจทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 กล่าวว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “สงคราม” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทุกภาคส่วน ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในหลายภูมิภาค ไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังทำให้ต้นทุนเศรษฐกิจพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ราคาพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้หลายอุตสาหกรรมทั่วโลกเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการลงทุนระยะยาวอย่างธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์”

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีลักษณะเฉพาะคือใช้ระยะเวลาพัฒนาโครงการยาวนาน ตั้งแต่ 2-3 ปี ไปจนถึงเกือบสิบปีสำหรับโครงการขนาดใหญ่ การวางแผนจึงต้องมองไปข้างหน้าไกลกว่าธุรกิจทั่วไป

“หากอ่านเกมพลาดเพียงเล็กน้อย ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอาจกระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของโครงการในระยะยาวทันที ภายใต้บริบทเช่นนี้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การกำหนดกลุ่มลูกค้า ไปจนถึงการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ”

เศรษฐกิจผันผวน ฉุดกำลังซื้อในประเทศ

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคภายในประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางที่เผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้การตัดสินใจซื้อบ้านของคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกเลื่อนออกไป 

“ผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้เวลาพิจารณานานขึ้น หรือเลือกชะลอการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อรอความชัดเจนของเศรษฐกิจ”

อย่างไรก็ตาม ในมุมของผู้ประกอบการ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้มีเพียงดีมานด์จากภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังมี “ดีมานด์ใหม่” จากต่างชาติที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

“ผู้ลี้ภัยเศรษฐกิจ”ดีมานด์ใหม่ตลาดบ้านหรู

หนึ่งในปรากฏการณ์ที่เริ่มปรากฏชัด คือการเคลื่อนย้ายของกลุ่มผู้มีฐานะจากประเทศที่เผชิญความไม่สงบทางการเมือง หรือ ภัยสงคราม มองหาประเทศที่มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อย้ายถิ่นฐาน หรือกระจายความเสี่ยงของทรัพย์สิน ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญ

“ในอดีต ความขัดแย้งในหลายประเทศเคยเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ซื้อจากต่างชาติต้องการที่อยู่อาศัย หรือ บ้านหลังที่สอง เข้ามาเติมเต็มตลาด แนวโน้มดังกล่าวอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง หากสถานการณ์โลกยังคงมีความผันผวนต่อเนื่อง”

 กรุงเทพกรีฑา ศูนย์รวมดีมานด์บ้านหรู

ศุภโชค กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ โซนที่ได้รับความสนใจต่อเนื่องคือ “กรุงเทพกรีฑา” ซึ่งกลายเป็นทำเลบ้านหรูที่เติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง อยู่ใกล้สถานศึกษานานาชาติ  โรงพยาบาล และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวกำลังซื้อสูง 

โดยลูกค้าหลักของตลาดบ้านหรูในพื้นที่นี้แบ่งเป็น 3 กลุ่มสำคัญ กลุ่มแรก ผู้ปกครองที่ต้องการบ้านใกล้โรงเรียนนานาชาติเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตของบุตรหลาน กลุ่มที่สอง ครอบครัวขยายที่เดิมอาศัยอยู่ในพื้นที่หรือย่านใจกลางเมือง เช่น เอกมัย ทองหล่อ ต้องการย้ายจากคอนโดมิเนียมมาอยู่บ้านเดี่ยว มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น  กลุ่มสุดท้าย ผู้ประกอบการและผู้บริหารระดับสูง มีกำลังซื้อสูง ต้องการบ้านที่สะท้อนสถานะทางสังคม

 ศึกระบายสต็อก จุดชนวน “สงครามราคา”

แม้ตลาดบ้านหรูจะยังคงมีดีมานด์แต่การแข่งขันทวีความรุนแรงมากขึ้น ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญแรงกดดันจากสต็อกบ้านที่สะสมอยู่ในช่วงก่อนหน้า เมื่อการโอนกรรมสิทธิ์ชะลอตัว ทุกบริษัทจำเป็นต้องเร่งระบายสินค้าเพื่อรักษากระแสเงินสด นำไปสู่ปรากฏการณ์ “สงครามราคา” ที่เกิดขึ้นในหลายโครงการ

“มีกรณีบ้านซึ่งเคยตั้งราคาไว้ถึง 67 ล้านบาท ปรับเหลือเพียง 49 ล้านบาท ลดลงมากกว่า 20% เพื่อปิดการขายให้เร็วที่สุด การลดราคาลักษณะนี้สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรง ยอมเฉือนกำไรเพื่อรักษาสภาพคล่อง”

อย่างไรก็ตาม ตลาดลักชัวรี “ราคา” ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดการตัดสินใจซื้อ มีกรณีที่ลูกค้าเปรียบเทียบบ้านที่ลดราคาเหลือ 49 ล้านบาท กับบ้านอีกโครงการที่ตั้งราคา 60 ล้านบาท แม้ส่วนต่างสูงกว่า 10 ล้านบาท แต่สุดท้ายลูกค้ากลับเลือกบ้านที่แพงกว่า เหตุผลสำคัญคือความพึงพอใจในคุณภาพการออกแบบ วัสดุ และประสบการณ์การอยู่อาศัย 

สิ่งนี้สะท้อนว่าในตลาดระดับบน “ความชอบ” และ “ตัวตนของสินค้า” มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจมากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว

ศุภโชค กล่าวต่อว่า แนวคิดบ้านหรูในยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ “บ้านหรู” ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และสร้างคุณค่าในระยะยาวผู้ประกอบการจำนวนมากจึงหันมาให้ความสำคัญกับ 3 เทรนด์หลัก  ได้แก่ Personalization หรือการออกแบบบ้านซึ่งสะท้อนตัวตนเจ้าของบ้านมากที่สุด Wellness การออกแบบที่ส่งเสริมสุขภาพ เช่น ระบบกรองอากาศ แสงและเสียง ที่ช่วยให้พักผ่อนได้ดีขึ้น พื้นที่ออกกำลังกายภายในบ้านและ Legacy  หรือการสร้างคุณค่าทางอารมณ์ให้บ้านเป็นทรัพย์สินที่ส่งต่อเป็นมรดกให้คนรุ่นต่อไปได้

ในมุมของผู้ประกอบการ ตลาดบ้านหรูในอนาคตมีแนวโน้มเปลี่ยนจากตลาดมวลชนไปสู่ “Personal Market” หมายถึงตลาดที่มีความเฉพาะตัวสูง ลูกค้าแต่ละรายมีความต้องการที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ดีเวลลอปเปอร์ที่ค้นหา “ช่องว่างตลาด” หรือความต้องการที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่ต้องการความยุ่งยากในการสร้างบ้านเอง แต่ต้องการบ้านที่ออกแบบมาเฉพาะ

กระจายรายได้ ลดความเสี่ยงธุรกิจ

ในยุคที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง ดีเวลลอปเปอร์จำนวนมากเริ่มปรับโมเดลธุรกิจ สู่การสร้างรายได้จากธุรกิจเกี่ยวเนื่องมากขึ้น ล่าสุด แอสเซท ไฟว์ ขยายธุรกิจด้านการออกแบบ บริการดูแลลูกค้าระดับพรีเมียม ไปจนถึงธุรกิจสุขภาพและเทคโนโลยี เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income)  เสริมความมั่นคงให้กระแสเงินสดในระยะยาว ลดความผันผวนของรายได้การขายโครงการที่มีลักษณะเป็นรอบ (Cyclical)

  “2-3 ปีข้างหน้า คาดว่าธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นงานออกแบบ ธุรกิจบริการ ธุรกิจสุขภาพ และธุรกิจเทคโนโลยี จะสร้างรายได้รวม 300-400 ล้านบาท”

บริษัทยังมีแผน Spin-off ธุรกิจใหม่บางส่วนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ภายใน 3 ปี เพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจ และเปิดโอกาสการระดมทุนในอนาคต

สำหรับทิศทางธุรกิจปี 2569 แอสเซท ไฟว์ เน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ มากกว่าการขยายขนาดธุรกิจอย่างรวดเร็ว ตั้งเป้ารายได้รวมปีนี้ 1,600 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนมีรายได้รวม 1,317 ล้านบาท โดยรายได้ 90% มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อีก 10% จากธุรกิจใหม่

มียอดขายรอโอน (Backlog) ณ ต้นเดือน มี.ค.2569 ราว 967 ล้านบาท จะทยอยรับรู้รายได้ตลอดปีนี้  ด้านยอดขาย ตั้งเป้า Presale 1,700 ล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปีก่อนทำได้ 1,550 ล้านบาท โดยปีนี้เน้นระบายสินค้าคงเหลือมูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท เพื่อรักษากระแสเงินสด

“แม้ปีนี้จะไม่มีการเปิดโครงการใหม่ แต่ A5 เตรียมแผนพัฒนาโครงการระยะยาว ช่วงปี 2570-2572 เปิด 5 โครงการใหม่  มูลค่ารวมกว่า 5,140 ล้านบาท เตรียมที่ดินรองรับไว้แล้ว มีตั้งแต่ราคาต่ำกว่า 20 ล้านบาท ไปจนถึงอัลตร้าลักชัวรีราคามากกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายฐานลูกค้าหลากหลายมากขึ้น”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


‘AP CODE’ สูตรความแข็งแกร่งของเอพี สร้างภูมิคุ้มกัน-แต้มต่อฝ่ามรสุมเศรษฐกิจปี 2569

เอพี ไทยแลนด์ ไม่เลือกชะลอเกม แต่ยกระดับ “ความเข้าใจเชิงลึก” โครงสร้างธุรกิจผ่านยุทธศาสตร์ระยะยาว CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING และ 5 เสาหลักที่ผสาน Empathy กับวินัยการเงิน เดินหน้าเปิด 42 โครงการ มูลค่า 55,000 ล้านบาท

ท่ามกลางแรงกดดันรอบทิศของตลาดอสังหาฯ ผู้นำอสังหาฯ อันดับ 1 อย่าง เอพี ไทยแลนด์ ไม่เลือกชะลอเกม แต่ยกระดับ “ความเข้าใจเชิงลึก” ให้กลายเป็นโครงสร้างธุรกิจ ผ่านยุทธศาสตร์ระยะยาว CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING และ 5 เสาหลักที่ผสาน Empathy กับวินัยการเงิน เดินหน้าเปิด 42 โครงการ มูลค่า 55,000 ล้านบาท วางรากฐานการเติบโตที่ไม่ใช่แค่ใหญ่ขึ้น แต่แข็งแรงขึ้นในระยะยาว

นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2569 คือปีที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องเดินเกมบนความผันผวนของต้นทุนทางการเงิน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่ซัพพลายในหลายทำเลยังล้นตลาด ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน เอพี ไทยแลนด์ ไม่ได้เลือก “ชะลอ” แต่เลือก “จัดระเบียบความแข็งแกร่ง” ทั้งองค์กร ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ชื่อว่า CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING – Leading with Empathy, Growing with Discipline

“หัวใจของเกมนี้ มีคำสั้นๆ 2 คำ คือ Empathy และ Discipline เข้าใจชีวิตจริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง พร้อมเดินธุรกิจด้วยวินัยทางการเงินที่เข้มงวด และทั้งหมดนี้ได้ถูกถอดรหัสออกมาเป็นระบบที่เรียกว่า AP CODE

AP CODE แนวคิดหลักในการสร้างมาตรฐานการทํางานเดียวกันทั้งองค์กร

หลายองค์กรพูดถึงการเข้าใจลูกค้าแต่ไม่กี่องค์กรที่ทำให้ “ความเข้าใจ” กลายเป็นระบบมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันได้ทุกฟังก์ชัน “AP CODE” จึงไม่ใช่แค่แนวคิดด้านดีไซน์แต่คือมาตรฐานการทำงานแบบองค์รวมตั้งแต่การเลือกที่ดิน ออกแบบ ก่อสร้าง การเงิน ไปจนถึงบริการหลังการขาย โครงสร้างกลางที่เชื่อมพนักงานทุกสายงานให้ทำงานภายใต้กรอบเดียวกันเป้าหมายไม่ใช่แค่สร้างบ้านแต่สร้าง “Living Quality” ที่จับต้องได้

“AP CODE ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมาตรฐานด้านการออกแบบและการก่อสร้างเท่านั้น แต่เป็นระบบมาตรฐานการทำงานแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติขององค์กร ซึ่งเริ่มต้นจากความเข้าใจชีวิตลูกค้าอย่างลึกซึ้งในทุกช่วงเวลา และเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ยาวนาน ประกอบกับการต่อยอดขององค์ความรู้ ภายในและการถ่ายทอดแนวคิดรอบด้านจากพันธมิตรญี่ปุ่น ถือเป็นแนวคิดหลักขององค์กร ที่ขับเคลื่อนให้พนักงานเอพีทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานใด ให้ยึดถือปฏิบัติภายใต้แนวทางและข้อกำหนดที่ชัดเจน”

ถอดรหัส 5 เสาหลัก ยุทธศาสตร์ปี 2569

1.) Code of Empathy  เข้าใจ “Unspoken Needs” ก่อนลูกค้าจะเอ่ยปาก เสาหลักแรก เริ่มจากคำถามง่ายๆ ลูกค้า “ใช้ชีวิต” อย่างไรในบ้านหนึ่งหลัง? เอพีจึงพัฒนาแนวคิด In-Depth Multi-Persona Customization วิเคราะห์บทบาทชีวิตที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยในแต่ละช่วงเวลา

ผลลัพธ์ คือ โครงสร้างพอร์ตสินค้าที่แข็งแรงและครอบคลุม 18 แบรนด์ช่วงราคาตั้งแต่ 2-120 ล้านบาท มีแบบบ้านกว่า 600 ดีไซน์กระจายกว่า 200 โครงการทั่วประเทศและในปี 2569 ทั้ง 42 โครงการใหม่ จะพัฒนาภายใต้มาตรฐานเดียวกันนี้ ความได้เปรียบจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนแต่อยู่ที่ “ความแม่นยำ” ของการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า 

2.) Code of Financial Discipline วินัยการเงิน คือเกราะกันกระสุนในวันที่ตลาดผันผวนในธุรกิจที่ใช้เงินทุนสูง  กระแสเงินสดคือออกซิเจน เอพีรักษาสัดส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุนไว้ที่ 0.64 เท่า ต่ำกว่านโยบายที่กำหนดไม่เกิน 1 เท่า เสถียรภาพสะท้อนผ่าน 4 เครื่องยนต์สำคัญได้แก่ วงเงินสินเชื่อพร้อมใช้ กว่า 18,880 ล้านบาท, เงินจากบริษัทร่วมทุนพันธมิตรญี่ปุ่นกว่า 12,619 ล้านบาท, กระแสเงินสดจากกว่า 200 โครงการ และอันดับเครดิตองค์กรระดับ A แนวโน้ม Stable ต่อเนื่องปีที่ 3 ในเกมที่หลายรายต้องลดความเสี่ยง เอพีกลับมี “กระสุน” พร้อมสำหรับการลงทุนเชิงรุก

3.) Code of Global Partnership เรียนรู้วินัยญี่ปุ่น ผสานสปีดแบบไทย หนึ่งในความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของเอพีคือความร่วมมือระยะยาวกับ Mitsubishi Estate นี่ไม่ใช่แค่ดีลเงินลงทุนแต่คือการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับองค์กรตั้งแต่คุณภาพก่อสร้างการบริหารโครงการไปจนถึงแนวคิดพัฒนาชุมชนและความยั่งยืน ความร่วมมือระยะยาวนี้ ทำให้ทั้งสององค์กรมีโครงการร่วมทุนคอนโดมิเนียมรวม 32 โครงการมูลค่ากว่า 140,000 ล้านบาท ในปี 2569 ถือว่าสูงสุดในอุตสาหกรรมความร่วมมือจึงกลายเป็น “คานงัด” ให้มาตรฐานสูงขึ้นทั้งระบบ

4.) Code of Organization Capability  เมื่อ Data และ AI กลายเป็นผู้ช่วยตัดสินใจในโลกที่ข้อมูลคือพลัง เอพีเลือกยกระดับองค์กรด้วย Capability Multiplier  โดยใช้ Data วิเคราะห์ดีมานด์เชิงลึก ใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจและปรับโครงสร้างการทำงานให้คล่องตัว เป้าหมายคือขยับตัวได้เร็วแต่ยังแม่นยำเพราะในตลาดที่เปลี่ยนเร็วองค์กรที่ชนะ ไม่ใช่แค่ใหญ่แต่ต้อง “เร็วและถูกต้อง” พร้อมกัน

5.) Code of Sustainable Impact โตไปพร้อมโลก ไม่ใช่โตบนต้นทุนของโลกยุทธศาสตร์สุดท้ายคือการฝัง ESG ลงในทุกขั้นตอนธุรกิจตั้งแต่การออกแบบประหยัดพลังงาน การจัดการของเสียก่อสร้าง การเพิ่มพื้นที่สีเขียวผ่านโครงการ “หย่อมป่า”ไปจนถึงการพัฒนา Eco Waste Station 

ปีนี้ยังร่วมมือกับ Q-CON ในโครงการ “Never Waste Again”นำเศษวัสดุก่อสร้าง กลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ ความยั่งยืนจึงไม่ใช่ CSR แต่คือโครงสร้างธุรกิจระยะยาว

เปิด 42 โครงการมูลค่า 5.5 หมื่นล้านสูงสุดในวงการ

บนโครงสร้าง 5 เสาหลักปี 2569 เอพีประกาศเปิด 42 โครงการใหม่ มูลค่า 55,000 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 11 โครงการ มูลค่า 14,400 ล้านบาท ทาวน์โฮมและบ้านแฝด 16 โครงการ มูลค่า 17,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 7 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาทและต่างจังหวัด 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 49,000 ล้านบาท รายได้รวม (100% JV) 49,000 ล้านบาท งบซื้อที่ดิน 15,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%

ฝั่งคอนโดมิเนียม เตรียมโอน 5 โครงการพร้อมอยู่ ได้แก่ ASPIRE อิสรภาพ สเตชั่น, GOOD DAY สุขุมวิท 93,RHYTHM เจริญนคร ไอคอนิค, LIFE สาทร-นราธิวาส22 และ LIFE เจริญนคร-สาทร ขณะที่ Backlog ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 35,936 ล้านบาท รองรับการรับรู้รายได้ต่อเนื่องถึงปี 2572

โตเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่เชิงปริมาณ

ปี 2568 ที่ผ่านมา เอพีมียอดขายสุทธิ 46,865 ล้านบาท รายได้รวม 45,994 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4,316 ล้านบาท  ตัวเลขเหล่านี้สำคัญแต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ “วิธีคิด” ยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING สะท้อนว่า เอพีไม่ได้ต้องการเป็นเพียงผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ แต่ต้องการเป็นองค์กรที่เข้าใจชีวิตลูกค้าอย่างลึกซึ้ง มีวินัยทางการเงินแข็งแกร่ง เชื่อมมาตรฐานโลก ยกระดับศักยภาพองค์กรและเติบโตอย่างยั่งยืน

ในวันที่ตลาดเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความได้เปรียบที่แท้จริงอาจไม่ใช่ใครเปิดโครงการมากที่สุดแต่อาจเป็นใครที่วาง “โครงสร้าง” ได้ลึกที่สุดและสำหรับปี 2569 และในระยะยาว “AP CODE” คือคำตอบ

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 10 มี.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ทรัมป์ย้ำสู้รบจบเร็ว

  • ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นมากที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.08 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงอย่างหนัก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ย้ำว่าสถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจจบลงในเร็ววันนี้
  • คำกล่าวของทรัมป์ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำดีดตัวขึ้นและเพิ่มความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะลดดอกเบี้ย
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 31.55-31.85 บาทต่อดอลลาร์ แต่ยังคงมีความผันผวนสูงจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.77 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.08 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.55-31.85 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นแรง ทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงเช้าตรู่ของตลาดการเงินเอเชีย (แกว่งตัวในกรอบ 31.62-32.12 บาทต่อดอลลาร์) หลังเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงหนัก 

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า แม้ว่าเงินบาท (USDTHB) จะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็วและแรง หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis

แม้ว่า พัฒนาการล่าสุด จะเริ่มสอดคล้องกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้ นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทในระยะนี้ ยังสะท้อนถึงภาวะผันผวนสูงกว่าปกติ ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

พร้อมกับการรีบาวด์สูงขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังในช่วงราว 02.15 น. ตามเวลาประเทศไทย ประธานาธิบดี Donald Trump ของสหรัฐฯ ได้ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง

 โดยภาพดังกล่าวได้กดดันให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงสู่โซน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมหนุนให้ บรรดาผู้เล่นในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 72% ที่ FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้) และทยอยเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น 

โดยในส่วนของ Base Case Scenario นั้น เรามองว่า โอกาสเกิดมีอยู่ราว 40% (ปรับลดลงจากที่เคยประเมินก่อนหน้า หลังสถานการณ์เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงวันหยุดสัปดาห์ที่ผ่านมา) สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จะไม่ได้ลุกลามบานปลายและยืดเยื้อ โดยแม้อิหร่านอาจปิดช่องแคบ Hormuz อย่างไม่เป็นทางการ

แต่สุดท้าย อิหร่านอาจไม่ได้ใช้กำลังทางทหารในการปิดเส้นทางเดินเรือแบบที่กำลังเป็นอยู่ ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent อาจทรงตัวที่ระดับสูงต่อแถวโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพียงในระยะสั้น ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง กลับสู่โซนก่อนช่วงเกิดปัญหาความขัดแย้งแถว 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (อาจกำลังดำเนินอยู่ได้ หากสถานการณ์การสู้รบมีแนวโน้มจบลงในเร็ววันนี้จริง ตามที่ประธานาธิบดี Donald Trump กล่าวล่าสุด)

ซึ่งภาพดังกล่าวอาจเกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 1 เดือน ทำให้ บรรดาธนาคารกลางจะไม่ได้กังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ส่งผลให้การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์ปลอดภัย Safe Haven ทั้งเงินดอลลาร์และราคาทองคำ มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันให้ย่อตัวลงมาบ้าง

โดยในส่วนของเงินดอลลาร์ ทิศทางจะขึ้นกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED หลังรับรู้ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เช่นเดียวกับ ราคาทองคำ ที่เรามองว่า อาจย่อตัวลงบ้าง หากตลาดทยอยคลายความกังวลต่อปัญหาในตะวันออกกลาง และบรรยากาศในตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยง ทำให้ แม้เงินบาทจะอ่อนค่าลงบ้างในระยะสั้น จนทะลุโซนแนวต้าน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจยังไม่สามารถทะลุโซนแนวต้าน 32 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ไกล ยิ่งหากสถานการณ์คลี่คลายลงได้ภายในเดือนมีนาคม

เรามองว่า เงินบาทอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างจบไตรมาสแรกของปี แถวโซน 31.50+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์ ก่อนที่จะอ่อนค่าลงต่อบ้าง ตามโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลในช่วงไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าโดยรวม ซึ่งเราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าแตะโซน  32.25+/-0.25 ณ สิ้นไตรมาสที่ 2 ก่อนที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง จบสิ้นปีแถวโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์

เรามองว่า หากประเมินในแง่ของปัจจัยทางการทหารและการเมือง ประธานาธิบดี Donald Trump อาจกำลังหาทางจบสถานการณ์การสู้รบให้ได้ภายในกรอบระยะเวลา 4-5 สัปดาห์ที่เคยกล่าวไว้ โดยเฉพาะในปีนี้ จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งคะแนนความนิยมของประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลดต่ำลงต่อเนื่อง

และยังต่ำกว่าระดับในสมัย Trump 1.0 พอควร ทำให้เรายังพอมีความหวังว่า สถานการณ์การสู้รบอาจจบลงได้ตามกรอบระยะเวลาดังกล่าว และการประเมินแนวโน้มตลาดการเงินอาจพอใกล้เคียงกับ Base Case Scenario ที่เราประเมินไว้ (ซึ่งในเหตุผลด้านมนุษยธรรม เรายิ่งหวังว่า สถานการณ์การสู้รบจะจบลงได้เร็วกว่ากรอบระยะเวลาดังกล่าว)

อนึ่ง ในเชิงเทคนิคัล แม้ว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เงินบาทจะยังไม่กลับมาสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้น ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซน 31.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ทำให้ในช่วงนี้ เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ไปก่อนได้ เพื่อรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยปัจจัยสำคัญ ยังคงเป็นพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวนสูง โดยในช่วงแรกบรรยากาศในตลาดการเงินสหรัฐฯ ยังคงถูกกดดันจากความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ก่อนที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะรีบาวด์สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาย้ำว่า การสู้รบในอิหร่านอาจใกล้จบลงในเร็ววันนี้ ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างทยอยคลายกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าวลงบ้าง หนุนการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อาทิ Nvidia +2.7% ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.83% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวลง +1.38%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่องราว -0.63% กดดันโดยความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลก การฟื้นตัวของเศรษฐกิจยุโรป ทิศทางเงินเฟ้อในฝั่งยุโรปและแนวโน้มการดำเนินนโยบายของบรรดาธนาคารกลางฝั่งยุโรป

ทว่าตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการบิน ที่ยังพอได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง  

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาปรับตัวลดลงสู่โซน 4.10% หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและกลับมาปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ขณะเดียวกัน ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้ชะลอการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงก่อนหน้า ไม่ให้ทะลุเกินระดับ 4.20%

ทั้งนี้ เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ

อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI และ PCE ที่จะทยอยรับรู้ในสัปดาห์นี้ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงหนัก หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางและกลับมาปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง หลังประธานาธิบดี Donald Trump ได้ย้ำว่า การสู้รบในอิหร่านใกล้ถึงจุดจบในเร็ววันนี้ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลดลงสู่โซน 98.8 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.7-99.4 จุด)  ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง พร้อมกับทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของFED และบรรดาธนาคารกลางหลัก ตามถ้อยแถลงของประธานาธิบดี Donald Trump ที่ย้ำว่า สถานการณ์การสู้รบในอิหร่านอาจจบลงได้ในเร็ววันนี้ ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) รีบาวด์สูงขึ้นและสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึงยอดการจ้างงานภาคเอกชน รายสัปดาห์ โดย ADP ที่อาจช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ และ ยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) 

ในฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล อย่าง เทศกาลตรุษจีน ได้ 

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ประกบคู่แล้วรู้เลย! “บ่อนพนัน” ผวาหมดพร้อมใจยกทีมนี้เต็งแชมป์ฟุตบอลเอฟเอ คัพ

การแข่งขันฟุตบอล เอฟเอ คัพ เดินทางมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย โดยได้มีพิธีการจับสลากประกบคู่ไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อช่วงดึกวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา

โดยภายหลังจากที่มีการประกบคู่แข่งขันครบทุกคู่ รอบนี้บิ๊กแมตช์การเจอกันระหว่าง “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พบ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สองทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก ที่โคจรมาเจอเร็วกว่ากำหนด

พร้อมกันนี้ บริษัทรับพนันอย่างถูกกฎหมายไม่ว่าจะเป็น วิลเลียม ฮิลล์, แลดโบรกส์ และ แพดดี้ เพาเวอร์ รวมถึงทุกสำนักในเกาะอังกฤษ ต่างยกให้ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล เจ้าของแชมป์รายการนี้ 14 สมัย เป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้าถ้วยแชมป์ในปีนี้ไปครองเหมือนกัน

ทีมเต็งแชมป์ ฟุตบอล เอฟเอ คัพ ฤดูกาล 2025-26

1. อาร์เซน่อล
2. แมนฯ ซิตี้
3. เชลซี
4. ลิเวอร์พูล
5. เวสต์แฮม
6. ลีดส์ ยูไนเต็ด
7. เซาธ์แฮมป์ตัน
8. พอร์ท เวล

สำหรับการแข่งขัน เอฟเอ คัพ รอบ 8 ทีมสุดท้าย จะทำการแข่งขันกันในวันเสาร์ที่ 4-5 เมษายน 2569

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


กทม. เตือนค่าดัชนีความร้อน 10 มี.ค. เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง 11.00 – 15.00 น.

กรุงเทพมหานคร (กทม.) แจ้งเตือนค่าดัชนีความร้อน 10 มี.ค.69 อยู่ระดับเตือนภัย แนะเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วง 11.00 – 15.00 น.

ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ประจำวันอังคารที่ 10 มีนาคม 2569 พบว่า ค่าดัชนีความร้อนอยู่ในระดับ เตือนภัย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน


 ทั้งนี้ กทม. แนะนำให้ประชาชนทั่วไป หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด ขณะที่กลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรเฝ้าระวังอาการผิดปกติจากความร้อน หากมีอาการเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือคลื่นไส้ ควรรีบพบแพทย์ทันที

ประชาชนสามารถติดตามรายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศและข้อมูลสภาพอากาศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ airbkk.com เพื่อวางแผนการใช้ชีวิตประจำวันให้ปลอดภัยจากสภาพอากาศร้อนจัด

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


วันภาษาอังกฤษ 7 วัน ท่องจำง่าย ออกเสียงเป๊ะ เขียนตัวย่อถูกหลักสากล

“นัดประชุมวันพุธหน้า หรือวันพฤหัสบดีนะ?” การนัดหมายคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันและโลกของการทำงานครับ แม้ว่าการท่องจำ วันภาษาอังกฤษ (Days of the week) ทั้ง 7 วัน จะเป็นสิ่งที่เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กท่อง “ซันเดย์-วันอาทิตย์, มันเดย์-วันจันทร์” ได้ขึ้นใจ แต่พอถึงเวลาต้องนำมาใช้จริงในการเขียนอีเมล หรือสื่อสารกับฝรั่ง หลายคนกลับตกม้าตายเรื่อง “การออกเสียงที่ถูกต้อง” และ “การใช้ตัวย่อ”

ตัวอย่างที่เจอบ่อยมากคือ คำว่า วันพุธ (Wednesday) ที่คนไทยมักเผลออ่านว่า เว็ด-เนส-เดย์ ซึ่งฝรั่งฟังแล้วอาจจะงงได้ครับ! วันนี้ EngDuo Thailand จะพาคุณมารีเฟรชความจำ ปรับการออกเสียงให้เหมือนเจ้าของภาษา สรุปวิธีเขียนตัวย่อ และแจกกฎแกรมม่าเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้คุณใช้ วันภาษาอังกฤษ ได้อย่างเป็นมืออาชีพครับ

รู้จัก วันภาษาอังกฤษ ทั้ง 7 วัน (7 Days of the Week)

ก่อนอื่น เรามาแยกหมวดหมู่ของวันใน 1 สัปดาห์ (A week) กันก่อนครับ ในภาษาอังกฤษเราจะแบ่งวันออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ:

  1. Weekdays (วันธรรมดา / วันทำงาน): วันจันทร์ ถึง วันศุกร์
  2. Weekend (วันหยุดสุดสัปดาห์): วันเสาร์ และ วันอาทิตย์ (ระวัง! ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์เดียวใช้ Weekend แต่ถ้าหมายถึงทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ให้เติม s เป็น Weekends ครับ)

ตาราง: สรุปคำอ่านและตัวย่อ วันภาษาอังกฤษ (Abbreviations & Pronunciation)

ปัญหาโลกแตกคือตัวย่อของวันอังคารและวันพฤหัสบดีที่คล้ายกันมาก ตารางนี้สรุปตัวย่อทั้งแบบ 3 ตัวอักษรและ 2 ตัวอักษร พร้อมคำอ่านที่ถูกต้องตามหลักสัทศาสตร์ (Phonetics) ให้คุณเซฟเก็บไว้ดูได้เลยครับ!

วันภาษาอังกฤษ (Full Name)คำแปลตัวย่อ 3 ตัว (3-Letter)ตัวย่อ 2 ตัว (2-Letter)คำอ่านที่ถูกต้อง (Correct Pronunciation)
Mondayวันจันทร์Mon.Moมัน-เดย์
TuesdayวันอังคารTue. / Tues.Tuทิวซ์-เดย์ (อย่าลืมเสียง Z ตรงกลาง)
WednesdayวันพุธWed.Weเวนซ์-เดย์ (ไม่ออกเสียงตัว d)
ThursdayวันพฤหัสบดีThu. / Thur.Thเธิร์ส-เดย์ (แลบลิ้นนิดนึงตอนออกเสียง Th)
Fridayวันศุกร์Fri.Frไฟร-เดย์
Saturdayวันเสาร์Sat.Saแซท-เทอร์-เดย์
Sundayวันอาทิตย์Sun.Suซัน-เดย์

3 กฎเหล็กแกรมม่าที่ต้องรู้เมื่อใช้ วันภาษาอังกฤษ

ท่องศัพท์ได้แล้ว ต้องเอาไปวางในประโยคให้ถูกต้องด้วยครับ กฎ 3 ข้อนี้จะทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดูโปรขึ้นทันที

1. ต้องขึ้นต้นด้วย “ตัวพิมพ์ใหญ่” เสมอ (Capitalization)

วันในภาษาอังกฤษถือเป็น ชื่อเฉพาะ (Proper Noun) ดังนั้นไม่ว่าจะอยู่หน้า กลาง หรือท้ายประโยค ต้องเขียนด้วยตัวพิมพ์ใหญ่เสมอครับ

  • ❌ I will see you on monday.
  • ✅ I will see you on Monday.

2. ใช้คำนำหน้า (Preposition) ว่า “On”

จำง่ายๆ ว่า วันใช้คู่กับ On เสมอครับ

  • ✅ The party is on Friday. (ปาร์ตี้จัดวันศุกร์)
  • ✅ Let’s meet on Saturday. (เจอกันวันเสาร์นะ)
  • ข้อยกเว้น: ถ้ามีคำว่า Next (ถัดไป), Last (ที่แล้ว), Every (ทุกๆ), This (นี้) นำหน้าวัน ไม่ต้องใส่ On ครับ เช่น See you next Monday. (ไม่ใช่ on next Monday)

3. เติม “s” ท้ายวัน หมายถึง “ทุกๆ วันนั้น”

ถ้าเราทำกิจกรรมอะไรเป็นประจำในวันเดิมๆ เราสามารถเติม ‘s’ ต่อท้ายวันภาษาอังกฤษได้เลยครับ (ความหมายจะเท่ากับคำว่า Every)

  • ✅ I play tennis on Sundays. (ฉันเล่นเทนนิสทุกๆ วันอาทิตย์)
  • ✅ He hates Mondays. (เขาเกลียดทุกๆ วันจันทร์เลย)

คำศัพท์บอกเวลาเพิ่มเติม (Relative Days)

นอกจากวันจันทร์-อาทิตย์แล้ว คำศัพท์ที่ใช้บอก “วัน” อ้างอิงจากปัจจุบันก็เจอบ่อยมากในบทสนทนาครับ:

  • Today: วันนี้
  • Tomorrow: พรุ่งนี้
  • The day after tomorrow: วันมะรืนนี้
  • Yesterday: เมื่อวานนี้
  • The day before yesterday: วันซืน (ก่อนเมื่อวาน)

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


Google เริ่มแขวนป้ายแจ้งเตือน แอปสูบแบต บน Play Store ก่อนดาวน์โหลด

  • Google Play Store เริ่มแสดงป้ายแจ้งเตือนบนหน้ารายการของแอปที่อาจสิ้นเปลืองแบตเตอรี่มากเกินไป
  • คำเตือนจะระบุว่าแอปมีการทำงานเบื้องหลังสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าที่คาดไว้
  • แอปที่เข้าเกณฑ์การใช้พลังงานเกินกำหนดอาจถูกลดการมองเห็นและการแนะนำบนสโตร์ด้วย

สืบเนื่องจากการประกาศเมื่อปีที่แล้ว กูเกิล (Google) ได้เริ่มเปิดตัวคำเตือนใน เพลย์สโตร์ (Play Store) ที่จะแจ้งเตือนผู้ใช้เกี่ยวกับแอปพลิเคชันที่อาจสิ้นเปลืองแบตเตอรี่มากเกินไป 

โดยตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา Google Playได้เริ่มเปิดตัวคำเตือนที่มองเห็นได้บนรายการแอป แอนดรอยด์ (Android) เพื่อเตือนผู้ใช้ถึงการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่มากเกินไป โดยข้อความระบุว่า “แอปนี้อาจใช้แบตเตอรี่มากกว่าที่คาดไว้เนื่องจากมีการทำงานเบื้องหลังสูง”

ในการนี้ Google ยังได้เปิดตัวเกณฑ์วัดใหม่ที่ช่วยให้นักพัฒนาเข้าใจว่าแอปของตนมีการปลุกให้อุปกรณ์ตื่นบ่อยเพียงใด

ทั้งนี้ Google ระบุว่าเพื่อเป็นการยอมรับว่าปัญหาการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่มากเกินไปเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ แอนดรอยด์ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก Google จึงได้ดำเนินขั้นตอนสำคัญเพื่อช่วยให้นักพัฒนาสร้างแอปที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 Google Play Store ได้เริ่มเปิดตัวมาตรการจัดการคุณภาพทางเทคนิคด้านการคงสถานะการทำงาน (Wake Lock) เพื่อปรับปรุงปัญหาแบตเตอรี่หมดไว

มาตรการนี้จะทยอยเปิดตัวไปยังแอปที่ได้รับผลกระทบในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แอปที่เกินเกณฑ์ ‘การคงสถานะการทำงานบางส่วนที่มากเกินไป’ (Excessive Partial Wake Lock) ใน แอนดรอยด์ ไวทัลส์ (Android vitals) อย่างต่อเนื่อง อาจเห็นผลกระทบที่จับต้องได้ต่อการปรากฏตัวบนสโตร์ รวมถึงคำเตือนบนหน้ารายการแอปของพวกเขา และการถูกคัดออกจากการแสดงผลในหน้าการค้นหา เช่น การแนะนำแอป”

แอปที่เกินเกณฑ์สำหรับคำเตือนนี้แต่เสนอ “ประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างชัดเจน” จะได้รับการยกเว้น ซึ่งอาจรวมถึงการเล่นเพลง การเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง และการรับส่งข้อมูลที่เริ่มต้นโดยผู้ใช้ รวมถึงสิ่งอื่น ๆ โดย Google มีเอกสารประกอบเกี่ยวกับข้อยกเว้นต่าง ๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


“งาดำ” ช่วยลดผมหงอกและคอเลสเตอรอลได้จริงหรือ?

หลายคนคงเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า “งาดำ” คือสุดยอดอาหารที่ช่วยแก้ปัญหาผมหงอกให้กลับมาดกดำ รวมถึงช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ดีเยี่ยม แต่ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์และโภชนากร เรื่องนี้มีข้อเท็จจริงอย่างไร?

ดร. เอแวนเจลีน แมนซิโอริส ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยแอดิเลด (ออสเตรเลีย) ได้ไขข้อข้องใจผ่าน The Conversation โดยสรุปประเด็นสำคัญไว้ดังนี้:

งาดำคือแหล่งสารอาหารชั้นยอด

งาดำมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่างาขาว ทั้งในแง่ของโปรตีน ไขมันดี คาร์โบไฮเดรต รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม งาดำยังมีสารต้านสารอาหาร เช่น กรดออกซาลิกและกรดไฟติก ซึ่งอาจขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด แต่เนื่องจากโดยทั่วไปเรามักทานงาดำในปริมาณไม่มาก (เช่น โรยหน้าอาหารหรือในขนม) จึงไม่มีผลเสียต่อร่างกายอย่างมีนัยสำคัญ

ผลต่อคอเลสเตอรอลและความดัน

งานวิจัยที่รวบรวมข้อมูลจากผู้เข้าร่วม 465 คนพบว่า การรับประทานงาประมาณ 0.06-35 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 4-8 สัปดาห์ ส่งผลให้:

  • ดัชนีมวลกาย (BMI) ลดลง
  • ความดันโลหิตลดลง
  • ระดับคอเลสเตอรอลดีขึ้นเล็กน้อย

สารกลุ่ม “ลิกแนน” (Lignans) โดยเฉพาะเซซามินในงาดำ ถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันคือ “ยารักษาโรค” ที่จะเปลี่ยนผลเลือดให้ปกติได้เพียงลำพัง

สรุปเรื่อง “ผมหงอก”: ความเชื่อที่ต้องปรับจูน

สำหรับความเชื่อที่ว่า “งาดำช่วยให้ผมหงอกกลับมาดำ” ดร. แมนซิโอริสยืนยันชัดเจนว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่รองรับว่าเมล็ดงาดำหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดใดก็ตาม สามารถหยุดหรือแก้ไขภาวะผมหงอกได้ การเกิดผมหงอกส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรม อายุ และปัจจัยภายนอก การทานงาดำถือเป็นทางเลือกที่ดีในการบำรุงสุขภาพเส้นผมโดยรวม แต่ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาผมขาว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 10/3/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a77,400.0077,600.00
ทองรูปพรรณ 96.5%5,003.0075,845.4878,400.00
ทองรูปพรรณ 90%4,502.7068,260.93n/a
ทองรูปพรรณ 80%4,002.4060,676.38n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,251.3534,130.47n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,751.0526,545.92n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%5,184.4678,596.41n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 10/3/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9531.0531.0532.3531.0531.0531.0531.0531.0531.05
แก๊สโซฮอล์ 9130.6830.6831.7830.6830.6830.6830.6830.6830.68
แก๊สโซฮอล์ E2027.8427.8428.9427.8427.8427.8427.8427.84
แก๊สโซฮอล์ E8525.7925.7925.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม40.0449.5449.8440.04
เบนซิน 9539.6449.5140.1439.7939.64
ดีเซล29.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.9429.94
ดีเซลพรีเมี่ยม43.4445.6449.8445.6443.44
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า