ดัชนี RSI เดือน ก.พ.2569 เพิ่ม 9.7 จุด จากแรงหนุนหลักจากอีเวนต์และส่งเสริมการขายในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล

ผลสำรวจความเชื่อมั่น (Retail Sentiment Index) ของผู้ประกอบการค้าปลีก-ค้าส่ง (ความร่วมมือระหว่าง สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย) ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ก.พ.2569 เพิ่มขึ้น 9.7 จุด เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2569
โดยปรับเพิ่มขึ้นในทุกองค์ประกอบของดัชนีในมิติต่างๆ SSSG (MoM) Spending Per Bill และ Frequency of Shopping ดัชนีความเชื่อมั่นกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ในเดือน ก.พ.2569 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2569
เมื่อพิจารณาในรายละเอียด จะพบว่า โดยทั่วไปยอดขายเพิ่มขึ้นมากในทุกประเภทร้านค้าปลีก และที่เด่นชัดก็คือ ห้างสรรพสินค้า ร้านแฟชั่นไลฟ์สไตล์ สำหรับ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ยอดขายทรงตัวในร้านค้าปลีกประเภทห้างสรรพสินค้า และ ภัตตาคารร้านอาหารเชนใหญ่ ขณะเดียวกัน ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์ต และวัสดุก่อสร้าง ยอดขายลดลงเล็กน้อย “ภาคใต้” เป็นภูมิภาคที่ดัชนีความเชื่อมั่นลดลงค่อนข้างมาก เป็นการลดลงจากทุกประเภทร้านค้า ยกเว้นร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ซึ่งยังคงมีการใช้จ่ายเพื่อซ่อมแซมหลังน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้
ปัจจัยหลักในการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนี RSI เดือน ก.พ.
ในภาพรวมพบว่า ดัชนี RSI เดือน ก.พ.2569 เพิ่มขึ้น 9.7 จุด เมื่อเทียบเดือน ม.ค.2569 โดยปรับเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ SSSG (MoM) ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Shopping Per Basket) และความถี่ในการใช้บริการ (Frequency of Shopping)
แต่การฟื้นตัวเป็นไปในลักษณะ K Shape
กรุงเทพฯ และปริมณฑล แสดงชัดเจนเป็น K ขาขึ้น…แต่ภูมิภาคอื่นๆ ยังคง K ขาลง
หลังการเลือกตั้ง 2569 ภาพรวมการเมืองไทยอยู่ในสภาวะ “รอความชัดเจน” ของการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ผู้ประกอบการกังวลว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าไปเกิน เดือน เม.ย.2569 จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจทำให้การลงทุนภาครัฐลดลงเหลือเพียง 1.7% จาก 2.4% จากปีที่ผ่านมา รวมถึงความกังวลต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งจะมีผลเดือน ต.ค.2569 หากล่าช้าจะทำให้เม็ดเงินภาครัฐที่จะลงสู่ระบบเศรษฐกิจหยุดชะงักยาว
ผู้ประกอบการยังมองอีกว่า เศรษฐกิจปี 2569 เป็นปีแห่งการ “ประคองตัว” (Slowdown) มากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดด ตัวเลข GDP สภาพัฒน์และสถาบันการเงินส่วนใหญ่ (เช่น SCB EIC, วิจัยกรุงศรี) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 น่าจะเติบโตเพียง 1.5- 2% ซึ่งชะลอตัวลงจากปี 2568 ที่โตประมาณ 2.4%
เครื่องยนต์หลักที่ยังทำงานก็มีเพียง “การท่องเที่ยว” ที่ยังคงเป็นพระเอก โดยตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติที่ 35-36 ล้านคน แต่ก็มีความท้าทายจากกำลังซื้อที่ลดลงของนักท่องเที่ยวจีน หนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง กดดันการบริโภคภายในประเทศโดยเฉพาะภูมิภาคนอกเหนือจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล
ความเชื่อมั่น 3 เดือนข้างหน้าปรับเพิ่มขึ้น 7.8 จุด ยืนเหนือระดับ 50 จุด ผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อผลการเลือกตั้งและมีความหวังต่อเสถียรภาพรัฐบาล
ภาพรวมเดือน ก.พ.2569 เป็นอย่างไร
เมื่อเปรียบเทียบในรายละเอียดเดือน ก.พ.2569 กับเดือน ม.ค.2569 เราจะพบว่า ดัชนีเดือน ก.พ. ปรับเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบดัชนีในมิติต่างๆ ทั้ง SSSG (MoM) Spending Per Bill และ Frequency of Shopping
SSSG (MoM) ปรับจาก 23.8 จุด ไปที่ 31.1จุด เพิ่มขึ้น 7.3 จุด
Spending Per Bill ปรับจาก 26.3 จุด ไปที่ 36.1จุด เพิ่มขึ้น 9.8 จุด
Frequency of Shopping ปรับจาก 31.9 จุด ไปที่ 43.9 จุด เพิ่มขึ้น 12.0 จุด
ผลจาก SSSG (MoM) ปรับเพิ่มขึ้น 7.3 จุดสะท้อนให้เห็นว่า โดยภาพรวมยอดขายเดือน ก.พ.2569 เมื่อเทียบกับเดือน ม.ค.2569 ดีขึ้นเล็กน้อย สะท้อนให้เห็นว่ากำลังซื้อโดยรวมเริ่มฟื้นตัว ในขณะที่ Spending Per Bill เพิ่มขึ้น 9.8 จุด สะท้อนถึงกำลังซื้อยังอ่อนแอ ผู้บริโภคระมัดระวังในการจับจ่าย ส่วน Frequency of Shopping เพิ่มขึ้น 12.0 จุด สะท้อนถึงผู้บริโภคเริ่มออกมาทำกิจกรรมนอกสถานที่ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลวันตรุษจีนและวันวาเลนไทน์
กล่าวโดยสรุป
สรุปสั้นๆ หลังเลือกตั้ง 2569 ผู้ประกอบการมีความกังวลอย่างสูงในภาวะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “สุญญากาศทางการเมืองระยะสั้น” ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจชะลอตัว ทุกสายตาจึงจับจ้องไปที่ความเร็วในการตั้งรัฐบาล เพราะยิ่งช้า เศรษฐกิจยิ่งเสี่ยงจะโตต่ำกว่า 1.5%
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
กำไรอสังหาฯหดกว่า 20% ดีเวลลอปเปอร์แตะเบรคเปิดโครงการปี 69

- กำไรสุทธิของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในปี 2568 ลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า จากผลกระทบของกำลังซื้อที่ชะลอตัวและเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด
- ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีแผนชะลอและลดจำนวนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินและเร่งระบายสต็อกที่อยู่อาศัยคงเหลือ
- หลายบริษัทปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยหันไปเน้นตลาดระดับกลางถึงบนมากขึ้น และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เช่น โรงแรมและคลังสินค้า
ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเข้าสู่ช่วง “ปรับจังหวะ” อย่างต่อเนื่อง หลังผลประกอบการปี 2568 ของผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่หลายรายสะท้อนภาพเดียวกันคือ กำไรลดลงและการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น ขณะที่แผนธุรกิจปี 2569 เริ่มเห็นสัญญาณการ “ชะลอเปิดโครงการใหม่” เพื่อรักษาสภาพคล่องและเร่งระบายสินค้าคงเหลือ
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและการประเมินของ นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัท คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ระบุว่า ปี 2568 ถือเป็นปีที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวและความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีกำไรสุทธิหลังหักภาษีลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ แม้บางบริษัทจะยังรักษาระดับกำไรได้สูง แต่ก็ยังเห็นสัญญาณการหดตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดย แสนสิริ ยังคงครองอันดับ 1 ของกำไรในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยกำไรสุทธิ 4,513 ล้านบาท จากรายได้รวม 34,395 ล้านบาท และยอดขายรวม 51,000 ล้านบาท ขณะที่ เอพี (ไทยแลนด์) มีกำไรประมาณ 4,316 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน และ ศุภาลัย มีกำไรประมาณ 4,015 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มบริษัทที่กำไรลดลงไม่ถึง 20% มีเพียงไม่กี่ราย ได้แก่ เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น ที่กำไรลดลงประมาณ 10% ขณะที่แสนสิริและเอพีลดลงประมาณ 14% สะท้อนว่าตลาดยังคงมีการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะในตลาดบ้านระดับกลางและระดับล่างที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด
หนึ่งในผู้พัฒนาโครงการที่ปรับกลยุทธ์เชิงรุกในช่วงที่ผ่านมา คือ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกาศเดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจผ่านกลยุทธ์ Reshaping Portfolioเพื่อลดการพึ่งพาตลาดระดับล่างและเพิ่มสัดส่วนโครงการในตลาดระดับกลางถึงบน
นางสาวปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม พฤกษา โฮลดิ้ง เปิดเผยว่า ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 14,983 ล้านบาท และสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ได้ที่ 33.3% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน แม้ตลาดที่อยู่อาศัยจะเผชิญความท้าทายจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว
ขณะที่กำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 247 ล้านบาท โดยบริษัทมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Gearing Ratio) เพียง 0.28 เท่า และมียอดขายรอโอน (Backlog) กว่า 3,000 ล้านบาท
“ปี 2568 เป็นปีที่บริษัทเร่งปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจ ลดการลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่แกนหลัก และเพิ่มสัดส่วนโครงการระดับกลางถึงบน เพื่อรักษามาร์จิ้นในภาวะตลาดที่ท้าทาย” นางสาวปัทมากล่าว
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 18,800 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15,000 ล้านบาท และธุรกิจเฮลท์แคร์ 2,600 ล้านบาท พร้อมงบลงทุน 4,400 ล้านบาท
ในปีนี้พฤกษามีแผนเปิดโครงการใหม่ 7 โครงการ มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับปี 2568 ที่เปิดโครงการใหม่ถึง 14 โครงการ มูลค่า 13,300 ล้านบาท สะท้อนแนวโน้มการควบคุมการลงทุนและเน้นบริหารสินทรัพย์ที่มีอยู่
ด้านบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) รายงานผลดำเนินงานปี 2568 มีรายได้รวม 9,223 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 720 ล้านบาท พร้อมยอดขาย 24,942 ล้านบาท และยอดขายรอโอน (Backlog) 36,518 ล้านบาท ซึ่งสามารถรับรู้รายได้ต่อเนื่องอีกประมาณ 4 ปี
หากย้อนกลับไปดูผลการดำเนินงานในปีก่อนหน้า บริษัทมีรายได้รวมในปี 2567 อยู่ที่ 11,985 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,052 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่อยู่อาศัยรวมบริษัทร่วมทุน (JV) มูลค่ากว่า 14,399 ล้านบาทพร้อมยอดขาย (Presales) 35,442 ล้านบาท และมียอดขายรอโอน (Backlog) สูงถึง 44,562 ล้านบาท
นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับตลาดที่ผันผวน โดยเน้นพัฒนาโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุน รวมถึงขยายฐานลูกค้าต่างชาติ
ทั้งนี้ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เป็นอีกหนึ่งรายที่สะท้อนภาพการเปิดตัวที่ลดลง โดยในปี 2568 บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่รวม 11 โครงการ มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท เน้นพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรที่ตอบโจทย์ความต้องการจริง (Real Demand) ทั้งในกรุงเทพฯ และภูเก็ต
อย่างไรก็ตาม แผนธุรกิจปี 2569 เริ่มเห็นการปรับโครงสร้างการลงทุน โดยบริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการรวมมูลค่า 19,400 ล้านบาท โดยมีธุรกิจที่อยู่อาศัยโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม 6 โครงการ ทั้งนี้ มีการลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำเพิ่ม ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม 4 แห่ง, ธุรกิจอาคารสำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ 4 โครงการ รวมถึงธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่า 5 โครงการ สะท้อนทิศทางการกระจายพอร์ตไปสู่ธุรกิจที่มีรายได้ระยะยาวมากขึ้น
ด้าน SC Asset เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ผ่านการรีแบรนด์องค์กร พร้อมวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วย 3 เครื่องยนต์หลัก ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย ธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) และธุรกิจใหม่ โดยตั้งเป้ารายได้รวมในปี 2569 ที่ 25,500 ล้านบาท และเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจรายได้ประจำและธุรกิจใหม่ให้มากกว่า 30% ภายในปี 2573
ในด้านแผนพัฒนาโครงการ บริษัทมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2569 จำนวน 6 โครงการ ซึ่งลดลงจากปี 2568 ที่เปิดตัวรวม 15 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 28,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นโครงการแนวราบ 12 โครงการ สะท้อนการปรับจังหวะการลงทุนและเน้นการบริหารพอร์ตโครงการให้สอดคล้องกับภาวะตลาด
หากย้อนกลับไปดูผลการดำเนินงานก่อนหน้า บริษัทรายงานผลประกอบการปี 2567 มีรายได้รวมประมาณ 20,302-20,995 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิราว 1,706 ล้านบาท แม้ว่ารายได้รวมจะลดลงประมาณ 17% จากปีก่อนหน้า ตามภาวะตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบชะลอตัว แต่ธุรกิจรายได้ประจำยังเติบโตแข็งแกร่ง 9.32%

ภาพรวมแผนธุรกิจปี 2569 ของผู้ประกอบการรายใหญ่สะท้อนแนวโน้มเดียวกัน คือ ลดจังหวะการเปิดโครงการใหม่และหันมาเน้นบริหารสินทรัพย์และกระแสเงินสดแม้ผู้เล่นรายใหญ่ เช่น เอพี แสนสิริ และศุภาลัย ยังมีแผนเปิดโครงการใหม่รวมกันมากกว่า 100,000 ล้านบาท แต่จำนวนโครงการก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเหมือนช่วงตลาดขาขึ้นก่อนหน้า
การปรับกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการตั้งรับต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ รวมถึงการควบคุมความเสี่ยงจากสต๊อกที่อยู่อาศัยที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ เช่น โรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน หรือธุรกิจบริการ เพื่อสร้างความมั่นคงของรายได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ยังคงมองเห็นปัจจัยบวกบางส่วน โดยเฉพาะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มอยู่ในช่วงขาลง รวมถึงกำลังซื้อต่างชาติที่เริ่มฟื้นตัว โดยเฉพาะผู้ซื้อจากจีน หากเศรษฐกิจฟื้นตัวและมีมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อจากภาครัฐเพิ่มเติม ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 อาจมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา แม้ผู้ประกอบการจะยังคงเดินเกมอย่างระมัดระวัง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 13 มี.ค.69 ‘อ่อนค่าหนัก‘ สงครามรุนแรง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้าวันที่ 13 มี.ค. อ่อนค่าลงหนักที่ระดับ 32.17 บาทต่อดอลลาร์ จากวันก่อนหน้าที่ปิดที่ 31.85 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยหลักเกิดจากความกังวลต่อสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่อาจรุนแรงและยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น
- ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งและการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะลดดอกเบี้ยน้อยลง ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นและกดดันเงินบาทเพิ่มเติม
- นักวิเคราะห์ประเมินว่าเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าต่อเนื่อง โดยมีกรอบการเคลื่อนไหววันนี้ที่ 31.90-32.30 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.17 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงหนัก”
จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 31.85 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.90-32.30 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง จนสามารถอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 31.81-32.20 บาทต่อดอลลาร์) ท่ามกลางความกังวลของบรรดาผู้เล่นในตลาดว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้น ทะลุโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้อีกครั้ง
อีกทั้ง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ต่างออกมาดีกว่าคาด (ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรก ลดลงสู่ระดับ 2.13 แสนราย) ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ
โดยล่าสุดตลาดให้โอกาส 75% ที่ FED จะสามารถลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์และการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สู่ระดับ 4.27% พร้อมกดดันบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ อีกทั้งยังกดดันให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลุดจากโซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของ เงินบาท (USDTHB) ที่มีกำลังมากขึ้น หลังการอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้านสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ อาจทำให้เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อทดสอบโซนแนวต้าน 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ (โซนแนวต้านถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์) เมื่อประเมินจากโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาดและปัจจัยเชิงเทคนิคัล
แต่ทว่า เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังเสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูงกว่าช่วงปกติและมีความเสี่ยง Two-way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบรรดา ข่าว อย่าง Headline News ที่เกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางดังกล่าว อาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอควร ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
โดยเรายังคงกังวลว่า หากประเมินจากสถานการณ์ล่าสุด สถานการณ์การสู้รบอาจเสี่ยงยืดเยื้อกว่าที่เราประเมินไว้ใน Base Case ได้ เราจึงขอเน้นย้ำการประเมินของเราใน Scenario ที่เลวร้ายทั้ง Worst Case และ Moderate Case ไว้ดังนี้
กรณีที่รุนแรงสุด (Worst Case) อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ เกิน 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลง หรืออาจปิดช่องแคบ Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นต่อและสามารถทรงตัวเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้นาน และหากทรงตัวในระดับสูงเกิน 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ รวมกับผลกระทบจากปัญหา Supply Chain Disruption จากการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่หยุดชะงักลงเป็นเวลานาน ทำให้เงินเฟ้อเสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น และเป็นปัจจัยที่บรรดาธนาคารกลางหลักมองข้ามไม่ได้ ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของการเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ทำให้ เราน่าจะเห็นการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED หรือ ตลาด price-out FED’s rate cut และเพิ่มโอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำและอาจกดดันราคาทองคำได้
ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าเพิ่มมากขึ้น โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงปลายไตรมาสแรก อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะเห็นเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งจะปีนี้จะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่อาจสูงราว 1 แสนล้านบาท เป็นอย่างน้อย (สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า เกิน +80%) และอาจทรงตัวในระดับสูงเกิน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้นาน จนถึงสิ้นปีที่อาจเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นบ้างสู่ระดับ 32.35 บาทต่อดอลลาร์ (ความเสี่ยงที่อ่อนค่ากว่าคาดมีอยู่พอควร ต้องติดตามการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักและธนาคารแห่งประเทศไทย)
กรณีรุนแรงปานกลาง (Moderate Case) อิหร่านประกาศปิดช่องแคบ Hormuz อย่างเป็นทางการ ราว 1 เดือน พร้อมลดกำลังการผลิตลงบ้าง หรืออาจปิดช่องแคบ Hormuz ควบคู่กับการโจมตี Oil Infrastructure ในแถบตะวันออกกลาง แต่ไม่ได้กระทบต่อกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC อย่างมีนัยสำคัญ ในกรณีนี้ แม้ ราคาน้ำมันดิบอาจปรับตัวขึ้นเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อาจอยู่ในระดับสูงได้ไม่นาน โดยหากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลงต่อเนื่อง และมีการเพิ่มกำลังการผลิตจากกลุ่ม OPEC+ เรามองว่า ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวที่ระดับสูงดังกล่าว 1 เดือน ก่อนที่จะทยอยปรับตัวลดลง สู่โซน 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจกลับมาแถว 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ทำให้ในการประเมินทิศทางเงินเฟ้อของบรรดาธนาคารกลาง อาจเป็นการมองภาพ one time off impacts จากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น ทำให้ บรรดาธนาคารกลางอาจคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันไปก่อน แต่จะยังไม่เห็นการส่งสัญญาณเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หรือผู้เล่นในตลาดจะไม่ได้ price-in ภาพดังกล่าว ส่งผลให้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้นต่อบ้าง ซึ่งจะจำกัดการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำ ในช่วงระยะแรก ก่อนที่จะย่อตัวลงเล็กน้อย หากสถานการณ์ดูคลี่คลายลง ทำให้โดยรวม เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าในระยะสั้นก่อน โดยมีโอกาสเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงทดสอบโซน 32-32.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ในช่วงไตรมาสแรก-ไตรมาสสอง (อาจจบไตรมาสที่ 2 แถวระดับ 32.50+/-0.25 บาทต่อดอลลาร์) จากนั้น หากสถานการณ์ทยอยคลี่คลายลง เรามองว่า เงินบาทมีแนวโน้มกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่การแข็งค่าขึ้น อาจเกิดช้าและไม่มาก ขึ้นกับ การปรับดอกเบี้ยนโยบายการเงินของ FED ว่าสุดท้ายจะคงดอกเบี้ยได้นานกว่าที่เราประเมินไว้ใน base case (เดือนมิถุนายน) หรือไม่ โดยในเบื้องต้น ประเมินว่า เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 31.50-32.00 บาทต่อดอลลาร์ ณ สิ้นปี
มุมมอการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงชัดเจนอีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ หนุนการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ซึ่งกดดันบรรดาหุ้นกลุ่มเทคฯ และหุ้นสไตล์ Growth อาทิ Tesla -3.1%, Meta -2.6% ทว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังพอได้แรงหนุนบ้างจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.52% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.78%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลงต่อเนื่อง -0.61% ท่ามกลางความกังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นและอาจยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางที่อาจเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในช่วงนี้ ที่ต่างไม่ปิดโอกาสความจำเป็นในการขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมสถานการณ์เงินเฟ้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดมองว่า ECB มีโอกาส 71% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ อนึ่ง ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารและการบิน จากประเด็นความเสี่ยง Geopolitical ในตะวันออกกลางที่ยังร้อนแรงอยู่
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องสู่โซน 4.27% อีกครั้ง หลังผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางเสี่ยงยืดเยื้อ ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเริ่มมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้เพียง 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยให้โอกาสเพียง 75%) โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดังกล่าว ได้สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ประเมินว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ โซน 1.90% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM )
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวขึ้นสู่โซน 99.7 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.9-99.5 จุด) ซึ่งการปรับตัวขึ้นของดัชนี DXY เหนือโซน 99.5 จุด ได้อย่างชัดเจน จะเปิดโอกาสให้ ดัชนี DXY ปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 101.6-101.9 จุด ได้ไม่ยาก (จับตาโซนแนวต้านในช่วง 100-100.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้บรรยากาศในตลาดการเงินจะอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ ทว่าภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED อีกครั้ง กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลงสู่โซน 5,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) อัตราเงินเฟ้อ PCE และ ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOTLS Job Openings) ในเดือนมกราคม รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) ในเดือนมีนาคม ซึ่งในรายงานเดียวกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะให้ความสำคัญกับ รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะยาว ที่อาจปรับสูงขึ้นจากความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมกราคม จากของฝั่งยูโรโซน และอังกฤษ เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจฝั่งยุโรป
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สธ.เล็งออก ‘พ.ร.บ.โรคมะเร็ง’ บังคับใช้ครั้งแรก หลังยอดป่วยพุ่ง

- กระทรวงสาธารณสุขเตรียมยกร่าง “พ.ร.บ.โรคมะเร็ง” เป็นครั้งแรกของประเทศไทย เพื่อรับมือกับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงปีละ 140,000 ราย
- กฎหมายฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการการดูแลผู้ป่วยมะเร็งให้ครบวงจร ตั้งแต่การส่งเสริมป้องกัน การรักษา และควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่าย
- มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายด้านโรคมะเร็งระดับชาติ เพื่อแก้ปัญหาการกระจายทรัพยากร เช่น เครื่องฉายรังสีที่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ ขณะที่ 33 จังหวัดยังขาดแคลน
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายด้านโรคมะเร็งระดับชาติว่า คณะกรรมการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เดี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาแชร์ข้อมูลและกำหนดการดำเนินงานร่วมกัน
ในเรื่องของกรรมวิธีการรักษา ,การลงทุนเทคโนโลยี รวมถึง บุคลากร ดำเนินการในลักษณะของทีมไทยแลนด์ โดยมีการแต่งตั้ง 4 อนุกรรมการ ได้แก่ คณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการบริการและการลงทุน ,คณะอนุกรรมการด้านบุคลากร ,คณะอนุกรรมการด้านพัฒนาสิทธิประโยชน์และการเบิกจ่ายชดเชย และคณะอนุกรรมการด้านการศึกษาเพื่อจัดทำพ.ร.บ.โรคมะเร็งแห่งชาติ
เพิ่มการเข้าถึงเครื่องฉายแสง
ทั้งนี้ มีความคืบหน้าส่วนของคณะอนุกรรมการด้านยุทธศาสตร์เพื่อการบริการและการลงทุน ในส่วนของเครื่องฉายแสงรักษามะเร็ง ภาพรวมทั้งประเทศมีจำนวน 138 เครื่อง ในเบื้องต้นจำเป็นต้องมีการทดแทนเครื่องเก่าประมาณ 50 เครื่อง ซึ่งจะต้องทำแผนระยะ 4 ปี ว่าควรเพิ่มพื้นที่ใด แต่เบื้องต้นพบว่า พื้นที่กรุงเทพมหานคร มีเครื่องฉายแสง กว่า 50 เครื่อง คิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของภาพรวมทั้งประเทศ เป็นการกระจุกตัวค่อนข้างสูง ที่เหลือเฉลี่ยจังหวัดละ 1 เครื่อง แต่เมื่อดูในรายละเอียด พบว่า มี 33 จังหวัดที่ไม่มีเครื่องฉายแสงมะเร็ง รวมถึง เรื่องบุคลากรจะประสานงานกันในเรื่องการผลิตนักฟิสิกส์ และนักรังสีวิทยา เป็นต้น
“ถ้ามีเครื่องฉายแสงราวๆ 138 เครื่อง 77 จังหวัดก็เฉลี่ยจังหวัดละเกือบ 2 เครื่อง แต่ถ้าตัดจำนวนเครื่องในกรุงเทพมหานครออกไป ก็จะหายไป 50 เครื่อง เท่ากับเหลือแค่ 1.2- 1.3 เครื่องต่อจังหวัดเท่านั้น อาจจะเข้าถึงได้ แต่ว่าการกระจายตัวไม่ดี ซึ่งต่อไปก็ต้องมาพิจารณาว่าจุดไหนที่จะต้องเพิ่มเครื่องฉายแสงลงไป และกรณีจะให้รพ.ลงทุนเครื่องเองหรือเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมบริการ ทั้งหมดอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทาง”นายพัฒนากล่าว
ตั้งทีมศึกษาพ.ร.บ.โรคมะเร็ง
สำหรับเรื่องการศึกษายกร่างพ.ร.บ.โรคมะเร็ง นายพัฒนา กล่าวว่า ในประเทศยังไม่มีพ.ร.บ.เกี่ยวกับเรื่องมะเร็งมีแต่เรื่องนโยบาย ขณะที่ในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ผู้ป่วยมะเร็งมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้มะเร็งบางชนิดอัตราลดลง บางชนิดเพิ่มขึ้น แต่ภาพรวมยังเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ 140,000 คนต่อปี เสียชีวิต 86,000 คนต่อปี โดยเฉพาะ 5 มะเร็งที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งปอด ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการฯดำเนินการศึกษาเพื่อยกร่างพ.ร.บ.ขึ้น
พ.ร.บ.จะทำให้เกิดการบูรณาการการทำงานเกี่ยวกับโรคมะเร็งให้มีความครอบคลุมและครบวงจร จากที่ปัจจุบันมีการกระจายตัวของเรื่องข้อมูลวิธีการรักษา รวมไปถึงมาตรฐานของราคา โดยเมื่อประชาชนมีอัตราป่วยเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนการรักษาสูงไปด้วย เช่น การแยกการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ต้นทุนต่างๆสูงขึ้น หรือแม้กระทั่งการฉายแสงที่เกี่ยวกับแร่ต่างๆ ไม่ว่าจะในขั้นตอนการซื้อ การใช้งานและการกำจัด
ลดป่วย -เพิ่มเข้าถึงรักษา-ลดต้นทุน
“มะเร็งมองเห็นว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ ซึ่งเป้าหมายของการออกพ.ร.บ.โรคมะเร็ง จะดำเนินการตั้งแต่เรื่องการส่งเสริมป้องกันทำให้ประชาชนรู้และเข้าใจถึงต้นเหตุของการเกิดโรค ซึ่งมะเร็งหลายชนิดหากมีการตรวจพบได้เร็ว ก็สามารถรักษาได้เร็ว ก็จะทำให้ต้นทุนในการรักษาลดลง และหากสามารถขยายความครอบคลุมได้ ก็เชื่อว่าปลายทางงบประมาณที่นำมาใช้ก็มีแนวโน้มที่จะลดลง”นายพัฒนากล่าว
เมื่อถามว่า หากออกเป็นพ.ร.บ.แล้ว ค่ารักษาที่ลดลง จะครอบคลุมถึงค่าบริการของรพ.เอกชนด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปศึกษา และขอความร่วมมือ
ถามต่อว่าในพ.ร.บ.จะมีกรณีผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทำให้เกิดโรคเอง เช่น มะเร็งปอด จากการสูบบุหรี่ต้องจ่ายค่ารักษาบางส่วนเองด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยไปถึงขั้นนั้น เรื่องนี้เพิ่งมีการตั้งอนุกรรมการฯขึ้นมาเพื่อศึกษา
ตปท.มีกฎหมายมะเร็ง
ด้าน นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยไม่เคยมีกฎหมายที่บังคับใช้ด้านโรคมะเร็งเลย ขณะที่ในต่างประเทศมีอยู่ ซึ่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้ไปศึกษาข้อมูลทั้งในประเทศตะวันตกและประเทศญี่ปุ่นมีการบังคับใช้กฎหมายนี้ ตั้งแต่สิ่งที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง เช่น อาหาร มีการบังคับที่เป็นข้อห้ามต่างๆ เรื่องการดูแลรักษาจะต้องมีการเสียภาษีอย่างไร แม้แต่เรื่องข้อมูลข่าวสาร
แต่ประเทศไทยข้อมูลข่าวสารก็ยังไม่ได้ เรื่องกระบวนการรักษาก็ไม่ได้ และเรื่องของภาษีก็ไม่ได้ อย่างกรณีเก็บภาษีน้ำตาล เพื่อลดผู้ป่วยเบาหวาน ส่วนเกี่ยวกับโรคมะเร็งไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้น หากจะลดผู้ป่วยและดูแลได้ครบวงจร จึงควรมีกฎหมายสักฉบับที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้ได้ โดยเน้นในเรื่องที่สามารถดำเนินการได้ อาทิ ส่งเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็ง จะต้องดำเนินการอะไรบ้าง และส่งเสริมเรื่องการใช้ข้อมูลสุขภาพ เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
อาชีพภาษาอังกฤษ น่ารู้! รวมคำศัพท์หมวดอาชีพและประโยคถาม-ตอบ เลิกตอบแค่ I am a student

เวลาเราไปทำความรู้จักเพื่อนใหม่ชาวต่างชาติ ไปงานเน็ตเวิร์คกิ้ง (Networking) หรือแม้แต่การสัมภาษณ์งาน คำถามยอดฮิตระดับเบสิกที่คุณต้องเจอแน่ๆ ก็คือ “คุณทำงานอะไร?”
การรู้คำศัพท์ อาชีพภาษาอังกฤษ (Occupations / Professions) จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปิดบทสนทนาให้ลื่นไหลครับ แต่โลกยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปเร็วมาก อาชีพไม่ได้มีแค่ หมอ พยาบาล ตำรวจ หรือครู แบบที่เราเคยท่องจำสมัยประถมอีกต่อไป ยุคนี้มีสายงานดิจิทัลและงานรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย
วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาอัปเดตคลังคำศัพท์หมวดอาชีพให้ทันโลก จัดเต็มทั้งอาชีพสายออฟฟิศ ยุคดิจิทัล พร้อมประโยคถาม-ตอบแบบเจ้าของภาษา เพื่อให้คุณนำไปแนะนำตัวได้อย่างมั่นใจและเป็นมืออาชีพสุดๆ ครับ!
อัปเดตคำศัพท์ อาชีพภาษาอังกฤษ แบ่งตามสายงาน
เพื่อให้จำง่ายและนำไปใช้ได้ตรงจุด เรามาแบ่งคำศัพท์หมวดอาชีพออกเป็นกลุ่มสายงานที่เจอบ่อยในยุคนี้กันครับ
1. สายธุรกิจและออฟฟิศ (Business & Corporate)
- Entrepreneur: ผู้ประกอบการ / เจ้าของธุรกิจ
- Manager: ผู้จัดการ
- Human Resources (HR): ฝ่ายทรัพยากรบุคคล
- Accountant: นักบัญชี
- Marketer: นักการตลาด
- Salesperson / Sales Representative: พนักงานขาย
2. สายเทคโนโลยีและดิจิทัล (Tech & Digital)
ยุคนี้ใครทำงานสายเทคฯ ต้องรู้คำศัพท์เหล่านี้ไว้เลยครับ
- Software Engineer / Programmer: วิศวกรซอฟต์แวร์ / นักเขียนโปรแกรม
- Data Analyst: นักวิเคราะห์ข้อมูล
- Content Creator: นักสร้างสรรค์คอนเทนต์
- Graphic Designer: นักออกแบบกราฟิก
- Digital Marketer: นักการตลาดดิจิทัล
3. สายอิสระและงานบริการ (Freelance & Services)
- Freelancer: ฟรีแลนซ์ / ผู้รับจ้างอิสระ
- Influencer: ผู้มีอิทธิพลบนโซเชียลมีเดีย
- Flight Attendant: พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (ใช้ได้ทั้งชายและหญิง ดูเป็นมืออาชีพกว่าคำว่า Air Hostess ครับ)
- Chef: พ่อครัว / แม่ครัวระดับมืออาชีพ
- Barista: บาริสต้า (คนชงกาแฟ)
4. สายการแพทย์และสุขภาพ (Healthcare)
- Doctor / Physician: หมอ / แพทย์
- Nurse: พงาบาล
- Pharmacist: เภสัชกร
- Dentist: ทันตแพทย์
- Psychologist: นักจิตวิทยา
กฎแกรมม่าห้ามพลาด! เวลาบอกอาชีพตัวเอง
คนไทยหลายคนมักตกม้าตายด้วยแกรมม่าเรื่องง่ายๆ เวลาบอกอาชีพตัวเองครับ กฎเหล็กที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจคือ ต้องมี Article (a / an) นำหน้าอาชีพเสมอ ห้ามพูดชื่ออาชีพเปล่าๆ เด็ดขาด!
- ใช้ a นำหน้าอาชีพที่ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ
- ถูกต้อง: I am a teacher. (ฉันเป็นครู)
- ผิด: I am teacher.
- ใช้ an นำหน้าอาชีพที่ขึ้นต้นด้วยสระ (a, e, i, o, u)
- ถูกต้อง: I am an accountant. (ฉันเป็นนักบัญชี)
- ผิด: I am accountant.
ตาราง: รวมประโยคถาม-ตอบเรื่อง อาชีพภาษาอังกฤษ (Conversation Matrix)
นอกจากคำศัพท์แล้ว การรู้ประโยคคำถามและคำตอบที่หลากหลายจะช่วยให้คุณดูเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้น ตารางนี้รวบรวมประโยคที่ใช้ได้จริงในหลายสถานการณ์ครับ
| สถานการณ์ (Situation) | ประโยคคำถาม (How to Ask) | ประโยคคำตอบ (How to Answer) |
| ถามอาชีพทั่วไป | What do you do? (คุณทำงานอะไร?) | I am a graphic designer. (ฉันเป็นกราฟิกดีไซเนอร์) |
| ถามแบบระบุสายงาน | What field do you work in? (คุณทำงานสายไหน?) | I work in marketing. (ฉันทำงานสายการตลาด) |
| ถามถึงบริษัทที่ทำ | Who do you work for? (คุณทำงานให้บริษัทอะไร?) | I work for a tech company. (ฉันทำบริษัทสายเทคฯ) |
| ถามแบบเป็นทางการ | What is your profession? (คุณประกอบอาชีพอะไร?) | I am an architect. (ผมเป็นสถาปนิกครับ) |
| ถ้ากำลังหางานอยู่ | (ใช้ประโยคคำถามด้านบนได้เลย) | I am currently looking for a job. (ตอนนี้กำลังหางานอยู่ครับ) |
ข้อควรระวัง: อย่าถามฝรั่งว่า “What is your job?” แม้จะแปลตรงตัวว่างานของคุณคืออะไร แต่มันฟังดูห้วนและไม่เป็นธรรมชาติครับ ให้ใช้ประโยคคลาสสิกอย่าง What do you do? จะดีที่สุดครับ!
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
Meta เปิดตัวชิปเอไอพัฒนาเอง ตระกูล MTIA เสริมทัพดาต้าเซ็นเตอร์ ลดพึ่งพายักษ์ใหญ่

- เมตาเปิดตัวชิปเอไอที่พัฒนาขึ้นเอง 4 รุ่น ตระกูล MTIA เพื่อใช้งานในศูนย์ข้อมูลของบริษัท
- มีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Nvidia และ AMD ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและประสิทธิภาพได้ดีขึ้น
- ชิปรุ่นใหม่ถูกออกแบบมาสำหรับงานเฉพาะทาง โดยรุ่น MTIA 300 ใช้สำหรับระบบแนะนำเนื้อหา และรุ่นอื่นๆ จะเน้นรองรับงานด้าน Generative AI
- แม้จะพัฒนาชิปเอง แต่เมตายังคงสั่งซื้อชิปจากผู้ผลิตรายใหญ่ต่อไป เพื่อเป็นทางเลือกในการประมวลผลที่หลากหลายสำหรับงานแต่ละประเภท
เมตา (Meta) เปิดเผยความคืบหน้าในการพัฒนาชิปปัญญาประดิษฐ์ที่บริษัทออกแบบขึ้นเอง โดยประกาศเปิดตัวชิปเอไอใหม่ 4 รุ่น ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับงานด้านเอไอโดยเฉพาะ การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากเมตาเพิ่งทำข้อตกลงขนาดใหญ่เพื่อจัดหาชิปจากผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่าง อินวิเดีย (Nvidia) และ เอเอ็มดี (AMD) สำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูลของบริษัท
ชิปทั้ง 4 รุ่นเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลชิปที่เรียกว่า Meta Training and Inference Accelerator (MTIA) โดยเมตาเปิดเผยโครงการนี้ต่อสาธารณะครั้งแรกในปี 2566 และต่อมาได้เปิดตัวชิปรุ่นที่สองของโครงการในปี 2567
ชิปตระกูล MTIA ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในศูนย์ข้อมูลของเมตา ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและเอไอที่ทำงานอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มของบริษัท เช่น Facebook และ Instagram
ชิป MTIA รุ่นใหม่ รองรับเอไอสร้างภาพและวิดีโอ
ยี๋ จวิน ซ่ง (Yee Jiun Song) รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของเมตา ให้สัมภาษณ์กับซีเอ็นบีซีว่า การออกแบบชิปขึ้นมาใช้เองช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมทั้งต้นทุนและประสิทธิภาพของระบบได้ดีขึ้น เมื่อเทียบกับการพึ่งพาชิปจากผู้ผลิตภายนอกเพียงอย่างเดียว
เมื่อเมตาออกแบบชิปเอง แล้วส่งให้ผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company เป็นผู้ผลิตตามแบบที่กำหนด บริษัทจะสามารถปรับสมดุลระหว่างราคาและประสิทธิภาพของระบบในศูนย์ข้อมูลได้ดีขึ้น
ซ่งยังกล่าวด้วยว่า การมีชิปที่พัฒนาขึ้นเองช่วยให้เมตามีแหล่งจัดหาชิปที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งพาผู้ผลิตรายเดียว และยังช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาชิปในตลาดได้ในระดับหนึ่ง
ในบรรดาชิปใหม่ที่เปิดตัว รุ่นแรกคือ MTIA 300 ซึ่งเมตาเริ่มนำไปใช้งานจริงแล้วเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ซ่งอธิบายว่า ชิปรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ฝึกโมเดลเอไอขนาดเล็ก โดยเฉพาะโมเดลที่ใช้กับระบบจัดอันดับและระบบแนะนำเนื้อหาในแพลตฟอร์มของบริษัท ระบบเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่คัดเลือกเนื้อหาให้ผู้ใช้งานเห็นในฟีด เช่น การเลือกโพสต์ วิดีโอ หรือบทความที่ปรากฏในหน้าฟีด รวมถึงการเลือกโฆษณาออนไลน์ที่มีแนวโน้มตรงกับความสนใจของผู้ใช้ในแพลตฟอร์มต่างๆ ของเมตา
นอกจาก MTIA 300 แล้ว เมตายังเปิดเผยแผนพัฒนาชิปอีก 3 รุ่น ได้แก่ MTIA 400, MTIA 450 และ MTIA 500 โดยชิปทั้งสามรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับงานด้าน Generative AI หรือระบบเอไอที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ขึ้นมาได้จากคำสั่งของผู้ใช้งาน เช่น การสร้างภาพ วิดีโอ หรือสื่อรูปแบบอื่นจากข้อความที่ผู้ใช้พิมพ์เข้าไป

ซ่งอธิบายว่า งานประเภทนี้เรียกว่า “inference” ซึ่งหมายถึงขั้นตอนที่ระบบเอไอใช้โมเดลที่ผ่านการฝึกแล้วเพื่อสร้างผลลัพธ์ให้ผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่าชิป MTIA จะไม่ได้ถูกใช้ในการฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่
เมตาระบุในบล็อกของบริษัทว่า ขณะนี้การทดสอบชิปรุ่น MTIA 400 เสร็จสิ้นแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนเตรียมนำไปติดตั้งใช้งานในศูนย์ข้อมูลของบริษัท ส่วนชิปรุ่น MTIA 450 และ MTIA 500 มีแผนจะเริ่มใช้งานได้ภายในปี 2570
ซ่งกล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วบริษัทเซมิคอนดักเตอร์มักใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาชิปแต่ละรุ่น แต่สำหรับโครงการ MTIA ของเมตา บริษัทกำลังพัฒนาชิปรุ่นใหม่ในช่วงเวลาห่างกันประมาณ 6 เดือน ซึ่งถือเป็นจังหวะการพัฒนาที่รวดเร็วมากสำหรับอุตสาหกรรมนี้
เหตุผลสำคัญคือ เมตากำลังขยายศูนย์ข้อมูลอย่างรวดเร็ว และมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ดังนั้น บริษัทจึงต้องการให้ศูนย์ข้อมูลที่กำลังก่อสร้างสามารถติดตั้งชิปที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดในช่วงเวลานั้น
เมตาประเมินว่าชิปแต่ละรุ่นจะมีอายุการใช้งานในศูนย์ข้อมูลประมาณ 5 ปีหรือมากกว่านั้น ซึ่งถือเป็นระยะเวลามาตรฐานของอุปกรณ์ประมวลผลในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชิปเอไอของเมตาเกิดขึ้นควบคู่ไปกับการลงทุนจำนวนมากในการสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่หลายแห่งในสหรัฐ โดยปัจจุบัน เมตากำลังก่อสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ในรัฐ Louisiana และยังมีโครงการศูนย์ข้อมูลอีกสองแห่งในรัฐ Ohio และ Indiana
นอกจากนี้ รายงานของบลูมเบิร์กยังระบุว่า เมตากำลังพิจารณาเช่าพื้นที่ในโครงการศูนย์ข้อมูลเอไอชื่อ Stargate ที่ตั้งอยู่ในรัฐ Texas หลังจากบริษัท โอเพนเอไอ (OpenAI) และ ออราเคิล (Oracle) ยกเลิกแผนการขยายศูนย์ข้อมูลในโครงการดังกล่าว
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่เร่งพัฒนาชิปเอง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายแห่งเริ่มพัฒนาชิปของตัวเองเพื่อนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูล เนื่องจากชิปประมวลผลกราฟิก (GPU) ที่ใช้สำหรับงานเอไอมีราคาสูง และมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต
บริษัทขนาดใหญ่อย่าง กูเกิล (Google) และ อเมซอน (Amazon) จึงหันมาพัฒนาชิปประเภทที่เรียกว่า Application-Specific Integrated Circuit (ASIC) ซึ่งเป็นชิปที่ออกแบบมาเพื่อทำงานเฉพาะด้าน
ชิปประเภทนี้มักมีขนาดเล็กกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า และมีต้นทุนต่ำกว่าชิป GPU แต่ข้อจำกัดคือ สามารถทำงานได้เฉพาะบางประเภทเท่านั้น ไม่ได้มีความยืดหยุ่นเท่าชิปประมวลผลทั่วไป โดยกูเกิลเป็นบริษัทแรกที่พัฒนาชิปประเภทนี้ ได้เปิดตัว Tensor Processing Unit (TPU) รุ่นแรกในปี 2558 ขณะที่อเมซอนเปิดตัวชิปที่ออกแบบเองครั้งแรกในปี 2561
กูเกิลและอเมซอนนำชิปที่พัฒนาขึ้นเองไปให้ลูกค้าใช้งานผ่านบริการคลาวด์ แต่เมตาเลือกใช้ชิป MTIA ภายในระบบของบริษัทเท่านั้น โดยไม่ได้เปิดให้ลูกค้าภายนอกใช้งาน
ความต้องการหน่วยความจำ HBM เพิ่มสูง อาจกระทบห่วงโซ่อุปทาน
เมตาระบุว่าชิปรุ่นใหม่ของ MTIA จะติดตั้งหน่วยความจำความเร็วสูงที่เรียกว่า High-Bandwidth Memory (HBM) ในปริมาณมากขึ้น เพื่อรองรับงานประมวลผลของระบบ Generative AI อย่างไรก็ตาม การแข่งขันพัฒนาเอไออย่างเข้มข้นในอุตสาหกรรมทำให้ความต้องการชิปหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเกิดความกังวลเรื่องปริมาณการจัดหาในตลาด
ซ่งกล่าวว่า เมตามีความกังวลเกี่ยวกับปริมาณหน่วยความจำ HBM ที่อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรม แต่บริษัทเชื่อว่ายังสามารถจัดหาหน่วยความจำได้เพียงพอสำหรับแผนการพัฒนาระบบของบริษัท
หน่วยความจำประเภทนี้มักถูกจัดหาจากผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Samsung Electronics, SK Hynix และ Micron Technology โดยปกติแล้วบริษัทเทคโนโลยีจะทำสัญญาจัดหาหน่วยความจำกับผู้ผลิตเหล่านี้ในระยะสั้น เนื่องจากตลาดหน่วยความจำมีลักษณะเป็นวัฏจักรที่ราคาและอุปทานเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
ซ่งไม่ได้เปิดเผยว่าเมตาได้ทำสัญญาระยะยาวกับผู้ผลิตหน่วยความจำเหล่านี้หรือไม่ แต่ระบุว่าบริษัทใช้แนวทางกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้สามารถจัดหาชิปและส่วนประกอบต่างๆ ได้จากหลายแหล่ง
เมตายังคงซื้อจีพียูจากอินวิเดียและเอเอ็มดีจำนวนมาก
แม้เมตาจะพัฒนาชิปของตัวเอง แต่บริษัทก็ยังคงลงทุนซื้อจีพียูจากผู้ผลิตรายใหญ่เช่นเดิม เมตาได้ทำข้อตกลงเพื่อจัดหาชิปจากอินวิเดียจำนวนหลายล้านตัว และยังมีข้อตกลงกับเอเอ็มดี เพื่อจัดหาชิปที่มีกำลังประมวลผลรวมสูงถึง 6 กิกะวัตต์สำหรับใช้ในศูนย์ข้อมูลของบริษัทในช่วงหลายปีข้างหน้า
ซ่งอธิบายว่า เนื่องจากลักษณะของงานเอไอเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เมตาจึงต้องการมีทางเลือกหลายแบบสำหรับระบบประมวลผล เพื่อให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภทได้
เมตาระบุว่าชิป MTIA ถูกผลิตโดย Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ของโลก โดยมีฐานการผลิตหลักอยู่ในไต้หวัน และกำลังสร้างโรงงานผลิตชิปขนาดใหญ่แห่งใหม่ในรัฐ Arizona สหรัฐ
เมตาไม่ได้เปิดเผยว่าชิป MTIA จะถูกผลิตที่โรงงานในรัฐแอริโซนาหรือไม่ ซ่งกล่าวว่า ทีมวิศวกรที่ทำงานด้านการออกแบบชิปของเมตามีจำนวนหลายร้อยคน และส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเมตามีศูนย์ข้อมูลที่เปิดใช้งานหรืออยู่ระหว่างวางแผนทั้งหมด 30 แห่งทั่วโลก และในจำนวนนี้มีถึง 26 แห่งที่ตั้งอยู่ในสหรัฐ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
วิธีเก็บเห็ดฟางให้สดนานไม่เน่า เปิดจุดพลาดที่หลายคนทำเป็นประจำ

วิธีเก็บเห็ดฟางให้สดนาน เคล็ดลับถนอมอาหารที่แม่บ้านควรรู้
เห็ดฟางเป็นวัตถุดิบยอดนิยมในการประกอบอาหารไทย ไม่ว่าจะเป็นต้มยำหรือผัดผัก แต่ปัญหาหลักที่หลายคนพบเจอคือเห็ดฟางมักจะเน่าเสียได้ง่ายมาก หากซื้อมาแล้วระบายความร้อนไม่ทันหรือเก็บรักษาผิดวิธี เพียงแค่ข้ามคืนเห็ดอาจจะมีลักษณะฉ่ำน้ำ มีกลิ่น และไม่สามารถนำมาทานได้อีก
การเข้าใจธรรมชาติของเห็ดฟางเป็นสิ่งสำคัญ ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่าเห็ดฟางเป็นเห็ดที่มีอัตราการหายใจสูงและคายน้ำตลอดเวลา หากเก็บไว้ในถุงพลาสติกที่ปิดสนิท ความชื้นและความร้อนที่สะสมจะทำให้เห็ดเน่าเสียอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการรู้วิธีจัดการที่ถูกต้องจะช่วยยืดอายุเห็ดฟางให้สดนานขึ้นได้หลายวัน
จุดพลาดที่ควรระวัง: ทำไมไม่ควรแช่เห็ดฟางในตู้เย็นทันที
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการนำเห็ดฟางที่ซื้อมาทั้งถุงใส่เข้าตู้เย็นในทันที ความเย็นที่กระทบกับเห็ดที่มีความชื้นสูงจะทำให้เกิดหยดน้ำภายในถุง ส่งผลให้เห็ดเน่าเละภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นอกจากนี้เห็ดฟางยังไวต่ออุณหภูมิที่ต่ำเกินไป ซึ่งจะทำให้เนื้อเห็ดเปลี่ยนเป็นสีดำและสูญเสียรสชาติ
หากจำเป็นต้องเก็บในตู้เย็น ผู้เชี่ยวชาญด้านคหกรรมศาสตร์แนะนำว่าควรนำเห็ดออกจากถุงพลาสติกเดิม เช็ดทำความสะอาดดินออกด้วยผ้าแห้งหรือทิชชู (ห้ามล้างน้ำ) จากนั้นห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษซับอาหารหลายๆ ชั้นเพื่อช่วยดูดซับความชื้น ก่อนจะใส่ในกล่องพลาสติกที่เจาะรูระบายอากาศแล้วจึงนำไปแช่ในช่องแช่ผัก
3 วิธีเก็บเห็ดฟางให้สดนานและคงคุณค่าสารอาหาร
เพื่อให้เห็ดฟางยังคงความขาว อวบ และรสชาติหวานอร่อย สามารถเลือกใช้วิธีการถนอมอาหารตามความสะดวกดังนี้
- การลวกน้ำร้อน (Blanching): วิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ให้ล้างเห็ดฟางให้สะอาด ผ่าครึ่งแล้วนำไปลวกในน้ำเดือดที่เหยาะเกลือเล็กน้อยประมาณ 1-2 นาที จากนั้นตักขึ้นน็อกน้ำเย็นจัด ทิ้งให้สะเด็ดน้ำแล้วใส่กล่องปิดสนิทแช่ตู้เย็น จะช่วยเก็บได้นาน 3-5 วัน
- การเก็บในน้ำสะอาด: นำเห็ดฟางที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงในภาชนะ เติมน้ำสะอาดให้ท่วมตัวเห็ด วิธีนี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เห็ดสัมผัสกับอากาศโดยตรง ลดการเปลี่ยนสีเป็นสีดำ อย่างไรก็ตามควรเปลี่ยนน้ำทุกวันเพื่อความสะอาด
- การนึ่งให้สุก: หากต้องการเก็บไว้นานกว่านั้น การนำเห็ดฟางไปนึ่งจนสุกแล้วรอให้เย็นสนิทก่อนบรรจุใส่ภาชนะแช่แข็ง จะช่วยรักษาเนื้อสัมผัสและรสชาติไว้ได้นานนับเดือน
นอกจากการเก็บรักษาแล้ว การเลือกซื้อเห็ดฟางที่สดใหม่ก็มีส่วนสำคัญ ควรเลือกเห็ดที่ดอกยังตูมแน่น ผิวเรียบ ไม่มีรอยช้ำหรือเมือก และไม่มีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ดีที่สุดสำหรับการรังสรรค์เมนูโปรดของครอบครัว
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 13/3/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 77,650.00 | 77,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 5,020.00 | 76,103.20 | 78,650.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,518.00 | 68,492.88 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 4,016.00 | 60,882.56 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,259.00 | 34,246.44 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,757.00 | 26,636.12 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,202.07 | 78,863.38 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 13/3/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 31.05 | 31.05 | 32.35 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.68 | 30.68 | 31.78 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 27.84 | 27.84 | 28.94 | 27.84 | – | 27.84 | 27.84 | 27.84 | 27.84 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.79 | 25.79 | – | – | – | – | – | – | 25.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.64 | – | – | 49.51 | – | 40.14 | 39.79 | – | 39.64 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







