เรดิสันปักธง “ราไวย์” ปั้นเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์รับเทรนด์ลองสเตย์

เรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป ขยับเกมรุก เปิดดีลพัฒนา “เรดิสัน เซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ ราไวย์ ภูเก็ต” รับกระแสลองสเตย์ที่มาแรงกำหนดเปิดให้บริการในปี 2572
คอนสแตนติน ลิซาเวนโก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท South Point Group ผู้ร่วมพัฒนาโครงการในภูเก็ต ระบุว่า วิสัยทัศน์ของโครงการคือการสร้างที่พักที่มีมาตรฐานสูงทั้งด้านคุณภาพ การบริหาร และบริการระดับสากลการจับมือกับแบรนด์โรงแรมระดับโลกอย่างเรดิสัน จึงช่วยยกระดับความเป็นมืออาชีพของโครงการ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยระยะยาว เรดิสันมองว่า ประเทศไทยยังเป็นตลาดยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะภูเก็ตที่กำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของดีมานด์นักท่องเที่ยว
แรมซี เฟนิอานอส ประธานฝ่ายพัฒนาโครงการ เอเชียแปซิฟิก ของเรดิสัน โฮเทล กรุ๊ป ระบุว่า แนวโน้มการเดินทางกำลังเปลี่ยนจากการท่องเที่ยวระยะสั้น ไปสู่การพักผ่อนและใช้ชีวิตระยะยาวมากขึ้น สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มดิจิทัลโนแมด ผู้ทำงานทางไกล หรือครอบครัวต่างชาติที่ต้องการพำนักในรีสอร์ตเมืองเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์จึงกลายเป็นโมเดลที่ตอบโจทย์ เพราะผสานความสะดวกสบายแบบที่อยู่อาศัยเข้ากับบริการระดับโรงแรม ทั้งพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง ความเป็นส่วนตัว และบริการมาตรฐานสากล
ทำเล “ราไวย์” ฮับใหม่ของชีวิตระยะยาว
โครงการตั้งอยู่ในย่านราไวย์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทำเลที่อยู่อาศัยยอดนิยมของชาวต่างชาติในภูเก็ต รายล้อมด้วยวิลล่า รีสอร์ตบูทีค และชุมชนผู้พำนักระยะยาวจำนวนมากทำเลดังกล่าวอยู่ใกล้ทั้งหาดราไวย์และหาดในหาน และใช้เวลาเพียงประมาณ 10 นาทีจากท่าเรือฉลอง ศูนย์กลางการเดินทางทางทะเลสู่หมู่เกาะต่าง ๆ ของภูเก็ต รวมถึงกิจกรรมดำน้ำและท่องเที่ยวทางทะเลนอกจากนี้ยังอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตราวหนึ่งชั่วโมง และใกล้แลนด์มาร์กสำคัญ เช่น แหลมพรหมเทพ พระใหญ่ภูเก็ต และตลาดอาหารทะเลราไวย์
มิกซ์ยูส 118 ห้อง เติมไลฟ์สไตล์ครบวงจร
โครงการถูกออกแบบในรูปแบบ Mixed-use development ประกอบด้วยเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 118 ห้อง พร้อมอาคารที่พักอาศัยอีก 3 อาคารสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการวางแนวคิดรองรับการอยู่อาศัยระยะยาวอย่างครบวงจร ทั้งสระว่ายน้ำและบาร์บนดาดฟ้า ฟิตเนส ร้านอาหาร สปา รวมถึงพื้นที่ทำงานร่วมกัน (Co-working space) และโซนเชิงพาณิชย์
โมเดลนี้สะท้อนภาพใหม่ของธุรกิจที่พักในเมืองท่องเที่ยว ที่ไม่ได้ตอบโจทย์เพียง “การพักผ่อน” แต่กลายเป็นพื้นที่สำหรับ “การใช้ชีวิต” อย่างเต็มรูปแบบบนเกาะภูเก็ต กำหนดเปิดให้บริการในปี 2572 ดีลครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเครือโรงแรมระดับโลกในการเสริมความแข็งแกร่งในจังหวัดภูเก็ต
หนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและการพำนักระยะยาวที่สำคัญของเอเชีย ปัจจุบันเรดิสันมีโรงแรมเปิดให้บริการในภูเก็ตแล้ว 2 แห่ง และยังมีอีก 4 โครงการอยู่ระหว่างการพัฒนา ทำให้เกาะแห่งนี้กลายเป็นหนึ่งในฐานยุทธศาสตร์สำคัญของเครือในประเทศไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
“ไนท์แฟรงค์” ชี้อสังหาฯปี69 พลิกเกมความเสี่ยงลักชัวรี–ภูเก็ตนำตลาด

“ไนท์แฟรงค์” ชี้ตลาดอสังหาฯปี69 ผู้ประกอบการพลิกเกมความเสี่ยงรุกลักชัวรี–ภูเก็ต แก้เกมหนี้ครัวเรือน รีเจกต์เรต ออฟฟิศมุ่งคุณภาพ อุตสาหกรรมลงทุนแบบแบ่งเฟส
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อรูปแบบการลงทุนและพฤติกรรมผู้ซื้อเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่บางเซกเมนต์เผชิญแรงกดดันจากสินเชื่อและอุปทานคงค้าง แต่บางตลาดกลับเติบโตสวนกระแสอย่างโดดเด่น
จากการประเมินแนวโน้มตลาดปี 2569 ของไนท์แฟรงค์ เสนอกรอบวิเคราะห์ภายใต้แนวคิด “Risk Lens Perspective” หรือการมองตลาดผ่านเลนส์ความเสี่ยง เพื่อให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถปรับกลยุทธ์รับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ผันผวนได้อย่างแม่นยำ
ผู้ซื้อถือไพ่เหนือกว่า ตลาดลักชัวรียังเติบโต
แฟรงก์ ข่าน หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านที่พักอาศัย บริษัท ไนท์แฟรงค์ (ประเทศไทย)จำกัด ระบุว่า ตลาดที่อยู่อาศัยไทยในปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงและการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เข้มงวดมากขึ้นจากสถาบันการเงิน อัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับสูง โดยในบางกรณีผู้ขอกู้ 10 ราย อาจได้รับการอนุมัติเพียง 2–3 รายเท่านั้น ส่งผลให้ความต้องการซื้อที่แท้จริงไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นธุรกรรมในตลาดได้เต็มที่
“สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดระดับกลางถึงกลางบน ซึ่งมีระดับราคาโดยเฉลี่ยประมาณ 7–11 ล้านบาท ชะลอตัวลง เนื่องจากผู้ซื้อยังต้องพึ่งพาสินเชื่อเป็นหลัก ขณะเดียวกันตลาดยังมีสต็อกคงค้างจากโครงการที่เปิดขายในช่วง 4–5 ปีก่อน รวมถึงยูนิตที่ผู้จองไม่สามารถขอสินเชื่อผ่านได้และต้องกลับเข้าสู่ตลาดอีกครั้ง”
ผลที่เกิดขึ้นคืออุปทานในตลาดยังอยู่ในระดับสูง ผู้ประกอบการจึงต้องปรับกลยุทธ์โดยเน้นการบริหารราคาและวิเคราะห์ยูนิตคงเหลืออย่างละเอียด เช่น ความแตกต่างของวิว ทิศทาง หรือทำเลภายในโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการปิดการขายในตลาดที่ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ผู้พัฒนาโครงการจำนวนไม่น้อยเลือกใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อเร่งยอดขาย เช่น การเสนอส่วนลดตั้งแต่ช่วงเปิดตัวโครงการ ซึ่งบางกรณีอาจสูงถึง 30%
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดแมสจะชะลอตัว แต่ตลาดระดับบนยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการประเภท Branded Residences ที่มีราคาสูงกว่า 250,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สูง (High-Net-Worth Individuals: HNWI) ทั้งชาวไทยและต่างชาติ
ผู้ซื้อหลักมาจากหลายประเทศ เช่น อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา โดยทำเลสำคัญยังคงอยู่ในแนวสุขุมวิท ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านทำเลระดับไพรม์ ยูนิตขนาดใหญ่ และมาตรฐานโครงการระดับสากลสำหรับกลุ่มผู้ซื้อเหล่านี้ อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่ยังถูกมองเป็นสินทรัพย์ระยะยาวสำหรับการลงทุนและส่งต่อให้ครอบครัว
ภูเก็ต พูลวิลล่ายีลด์สูง แต่การแข่งขันรุนแรงขึ้น
ณัฎฐา คหาปนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยว “ภูเก็ต” ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุนระดับนานาชาติ ตลาดพูลวิลล่าในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญสามารถสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าได้สูงถึงประมาณ 10% ต่อปีในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดของผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ทำให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นและรายย่อยต้องเผชิญความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะด้านเงินทุนและการบริหารกระแสเงินสด
พื้นที่ชายฝั่งฝั่งตะวันตกของภูเก็ต เช่น ลากูน่า ภูเก็ต เชิงทะเลและหาดบางเทา ยังคงเป็นทำเลที่ได้รับความนิยมสูง ขณะที่ข้อจำกัดด้านที่ดินทำให้ราคาที่ดินมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการขยายตัวของตลาด โดยเฉพาะแผนพัฒนาสนามบินแห่งใหม่ในจังหวัดพังงา ซึ่งอาจช่วยผลักดันการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ท้ายเหมือง นาใต้ และเสม็ดนางชี
ทั้งนี้ ภูเก็ตเริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพนักท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจึงไม่ได้เน้นเพียงการเพิ่มจำนวนผู้มาเยือน แต่ต้องดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีกำลังซื้อสูง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจภูเก็ตและตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว
โรงแรมต้องปรับตำแหน่งตลาดท่ามกลางต้นทุนสูง
คาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการวิจัยและที่ปรึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์แฟรงค์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่าภาคธุรกิจโรงแรมของไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งในด้านที่ดิน ค่าแรง และต้นทุนทางการเงิน ราคาที่ดินในพื้นที่ CBD ของกรุงเทพฯปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนบางครั้งไม่สอดคล้องกับกระแสรายได้ของธุรกิจโรงแรม
สถานการณ์นี้ทำให้บางโครงการต้องปรับรูปแบบการถือครองที่ดินจาก Freehold เป็น Leasehold เพื่อให้โครงการมีความคุ้มค่าทางการเงินมากขึ้น ในด้านการปรับปรุงโรงแรม แนวโน้มใหม่ไม่ได้เน้นเพียงการรีโนเวตพื้นฐาน แต่ต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้เข้าพัก เช่น Wellness Experience พื้นที่ใช้งานยืดหยุ่น และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่
ออฟฟิศกรุงเทพฯผู้เช่าคุมเกม ตลาดเข้าสู่ Tenant Market
ปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่สำนักงาน บริษัท ไนท์แฟรงค์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ตลาดสำนักงานในกรุงเทพฯกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนอัตราการเช่าพื้นที่สำนักงานลดลงเหลือประมาณ 77% จากระดับ 94–95% ในช่วงก่อนโควิดในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา ตลาดมีอาคารสำนักงานใหม่เข้าสู่ระบบเฉลี่ยปีละประมาณ 200,000 ตารางเมตร และคาดว่าจะมีอุปทานใหม่เพิ่มอีกประมาณ 400,000 ตารางเมตรในปี 2569ภายใต้ภาวะอุปทานที่เพิ่มขึ้น ผู้เช่าจึงมีทางเลือกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ “Flight to Quality” หรือการย้ายไปยังอาคารสำนักงานที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูงกว่า แม้จะต้องลดขนาดพื้นที่เช่าก็ตาม
Workplace Strategy ออฟฟิศยุคใหม่เน้นคนมากกว่าพื้นที่
อายุธพร บูรณะกุล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์พื้นที่สำนักงานของ บริษัท ไนท์แฟรงค์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิดการใช้สำนักงานกำลังเปลี่ยนจากการเป็นเพียงสถานที่ทำงาน ไปสู่เครื่องมือสร้างคุณค่าทางธุรกิจ จากการสำรวจพนักงานและผู้บริหารในกรุงเทพฯกว่า 3,200 คน พบว่าองค์กรกำลังให้ความสำคัญกับแนวคิด Premium Pivot
ซึ่งเน้น 3 มิติหลักได้แก่ People, Business และ Sustainabilityพื้นที่ทำงานยุคใหม่จึงต้องรองรับ Hybrid Working และ Activity-Based Workplace พร้อมออกแบบสภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมสุขภาวะของพนักงานหนึ่งในแนวคิดที่ได้รับความสนใจคือ Dopamine Workplace ซึ่งมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้นความรู้สึกเชิงบวกของพนักงาน ผ่านการใช้แสงธรรมชาติ พื้นที่สีเขียว และพื้นที่กิจกรรมภายในออฟฟิศ
อุตสาหกรรมไทยยังเป็นฐานการผลิตสำคัญของอาเซียน
มาร์คัส เบอร์เทนชอว์ หัวหน้าฝ่ายที่ปรึกษาด้านพื้นที่โลจิสติกส์และอุตสาหกรรม บริษัท ไนท์แฟรงค์ (ประเทศไทย) จำกัดระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์อุตสาหกรรมของไทยยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความผันผวน อัตราการขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศอยู่ในระดับสูงกว่า 93% และมากกว่า 95% ในพื้นที่ Eastern Economic Corridorการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังคงมุ่งสู่ภาคอุตสาหกรรมดิจิทัล ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์
ซึ่งสะท้อนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำนวนมากเริ่มปรับกลยุทธ์มาใช้การลงทุนแบบทยอยพัฒนาเป็นเฟส เพื่อรักษาความยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
“ตลาดอุตสาหกรรมในปี 2569 คือ Resilience by Design หรือการออกแบบการลงทุนให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงได้ในระยะยาว มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงประสิทธิภาพสูงสุดในระยะสั้น”
ปี69 ต้องบริหารความเสี่ยงมากกว่าการเติบโต
ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2569 จึงสะท้อนแนวโน้มที่แตกต่างกันในแต่ละเซกเมนต์ตลาดที่อยู่อาศัยแมสยังเผชิญแรงกดดันจากสินเชื่อ ขณะที่ตลาดลักชัวรีและการท่องเที่ยวระดับคุณภาพยังคงเติบโต ส่วนตลาดสำนักงานกำลังเข้าสู่ช่วงปรับสมดุล และภาคอุตสาหกรรมยังได้รับแรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิตในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ
การมองตลาดผ่าน “เลนส์ความเสี่ยง” จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือวิเคราะห์ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยในยุคใหม่
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 17 มี.ค.69 ‘แข็งค่า‘ ตลาดปิดรับความเสี่ยง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้ที่ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากวันก่อนหน้า
- ปัจจัยหนุนมาจากการที่ตลาดการเงินกลับมาเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) หลังคลายกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 32.30-32.55 บาทต่อดอลลาร์
- แนวโน้มเงินบาทยังคงมีความผันผวนสูงและมีความเสี่ยงที่จะเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.40 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.44 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.55 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่โดยรวมยังคงเป็นการเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน (แกว่งตัวในกรอบ 32.23-32.54 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์ ที่มีจังหวะย่อตัวลงบ้าง หลังบรรดาผู้เล่นในตลาดเริ่มทยอยเปิดรับความเสี่ยง ตามรายงานข่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ได้
อีกทั้ง ทางบรรดาประเทศสมาชิก IEA อย่าง ญี่ปุ่น ได้เริ่มทยอยระบายน้ำมันจากคลังสำรอง และทาง IEA ยังได้ระบุว่า บรรดาประเทศสมาชิกพร้อมระบายน้ำมันจากคลังสำรองเพิ่มเติมได้ ซึ่งภาพดังกล่าวได้ชะลอการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งกดดันให้ ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงบ้าง ทั้งนี้ ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย เงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบเริ่มทยอยรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง กดดันให้เงินบาทพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงอีกครั้ง แต่ยังคงเคลื่อนไหวต่ำกว่าโซนแนวต้านสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์

แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ยังคงมีกำลังอยู่ ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้ ทว่า การเคลื่อนไหวของเงินบาทยังคงผันผวนสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ และเรายอมรับว่า เงินบาทมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง
ทั้งนี้ แม้ว่า เงินบาทจะมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงบ้าง แต่การอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงได้แถวโซนแนวต้านสำคัญ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินจากโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะฝั่งผู้ส่งออกที่อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ในโซนดังกล่าวและปัจจัยเชิงเทคนิคัล แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด (นานเกิน 5 สัปดาห์ ซึ่งเป็นกรอบระยะเวลาที่ ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ระบุไว้) เงินบาทอาจสามารถอ่อนค่าลงต่อได้ไม่ยาก โดยจะมีโซนแนวต้านถัดไปในช่วง 32.80-33.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้
นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ หากบรรดานักลงทุนต่างชาติยังคงเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยต่อเนื่อง ทว่า แรงขายจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มชะลอลงได้ และหากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีทิศทางที่อาจทยอยคลี่คลายลง อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติ เริ่มกลับมาสนใจสินทรัพย์ไทยมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของบอนด์ของไทย ซึ่งบอนด์ยีลด์ทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้ปรับตัวสูงขึ้นพอสมควร จากระดับคาดการณ์ และระดับ Fair Value จากการประเมินของเรา ในกรณีที่ หากธนาคารแห่งประเทศไทย สามารถคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.00% ทั้งปีนี้
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มกลับมาอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยงอีกครั้ง หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อย่าง Amazon +2.0% และ Nvidia +1.7% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลกจากผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางลงบ้าง ตามรายงานข่าวว่า เรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนสามารถเดินทางผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ และทาง IEA พร้อมเดินหน้าระบายน้ำมันจากคลังสำรองเพิ่มเติม ชะลอการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบ ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +1.01% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.22%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป พลิกกลับมาปรับตัวขึ้น +0.44% หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลกลงบ้าง หลังราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงตามข่าวการระบายน้ำมันจากคลังสำรองของบรรดาสมาชิก IEA อีกทั้ง IEA ได้ย้ำพร้อมเดินหน้าระบายน้ำมันเพิ่มเติม รวมถึงข่าวเรือบรรทุกน้ำมันบางส่วนเริ่มเดินทางผ่านช่องแคบ Hormuz ได้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังพอได้แรงหนุนเพิ่มเติม จากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +1.5% รวมถึง หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหารและการเบิน
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ พลิกกลับมาย่อตัวลงบ้าง สู่ระดับ 4.23% หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลกลงบ้าง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED (ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED อาจลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และเพิ่มโอกาสการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 เล็กน้อย เพียง 2%) ทว่า การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวผันผวนและอาจปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก หากตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม ซึ่งต้องรอลุ้น ทั้ง พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า IEEPA อนึ่ง เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench หรือ โมเดล ACM )
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ย่อตัวลงเล็กน้อย ตามการทยอยเปิดรับความเสี่ยงของผู้เล่นในตลาด หลังเริ่มคลายกังวลต่อแนวโน้มราคาพลังงานโลกลงบ้าง กอปรกับข่าวการระบายน้ำมันจากคลังสำรองของญี่ปุ่นและความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นจากทางการญี่ปุ่น (และอาจมีทางการสหรัฐฯ ร่วมด้วย) ได้ช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ย่อตัวลงสู่โซน 99.9 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.6-100.2 จุด) อนึ่งเราขอย้ำว่า การปรับตัวขึ้นของดัชนี DXY เหนือโซน 99.5 จุด ได้อย่างชัดเจน จะเปิดโอกาสให้ ดัชนี DXY ปรับตัวสูงขึ้นทดสอบโซน 101.6-101.9 จุด ได้ไม่ยาก (จับตาโซนแนวต้านในช่วง 100-100.5 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แม้ เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะย่อตัวลงบ้าง และช่วยหนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) สามารถรีบาวด์สูงขึ้น และเคลื่อนไหวเหนือโซน 5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลแนวโน้มราคาพลังงานโลกและแนวโน้มนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักได้ทุกเมื่อ ยังคงเป็นปัจจัยที่จำกัดการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED จากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และยอดการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (Pending Home Sales) เป็นต้น
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของยูโรโซน และเยอรมนี ในเดือนมีนาคม (ZEW Economic Sentiment)
ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ในช่วงเช้าราว 06.50 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ระดับท็อปทวีป! ส่องอันดับ “คีริน ตันติเวทย์” ปอดเหล็กไทยของ “สหพันธ์กรีฑาโลก”

ถือเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับ คีริน ตันติเวทย์ ปอดเหล็กลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ที่เพิ่งสร้างสถิติใหม่กลายเป็นนักวิ่งไทยที่ทำเวลาได้ดีที่สุดในระยะฮาล์ฟมาราธอน (21.1 กิโลเมตร) ในรายการ นิว ยอร์ก ซิตี้ ฮาล์ฟ มาราธอน 2026 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดย นักวิ่งหนุ่มไทยวัย 29 ปี ทำเวลา 1 ชั่วโมง 2 นาที 39 วินาที ทุบสถิติประเทศไทยของ ณัฐวุฒิ อินนุ่ม ที่เคยทำไว้เวลา 1 ชั่วโมง 5 นาที กับอีก 19 วินาที เมื่อปี 2019 ลงได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตามระยะที่เจ้าตัวถนัดที่แท้จริงคือระยะ 5,000 เมตร หลังมีอันดับโลกสูงที่สุดในตอนนี้ด้วยอันดับ 74 โลก หลังมีคะแนนสะสม 1,170 แต้ม จากการประกาศล่าสุดของ สหพันธ์กรีฑาโลก ประจำเดือนมีนาคม 2569
ขณะที่ในระดับทวีป “ปอดเหล็กไทย” อยู่ที่ 4 ของเอเชีย เป็นรอง บิร์ฮานู บาเลฟ จากบาห์เรน, กูลเวียร์ ซิงห์ จากอินเดีย และ นากิยา โมริ ของญี่ปุ่น เท่านั้นในประเภท 5,000 เมตร
สำหรับ คีริน ตันติเวทย์ ผลงานในนามทีมชาติ เพิ่งคว้า 3 เหรียญทอง จากระยะ 1,500 เมตร, 5,000 เมตร และ 10,000 เมตร ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เปิดสถิติ ‘โรคมะเร็ง’ ปี 2026 ‘มะเร็งปอด’คร่าชีวิตอันดับ 1

- สถานการณ์มะเร็งในไทยปี 2026 ยังคงน่ากังวล ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปี 2025 พบผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 140,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 83,000 ราย
- ส่วนสถาบันมะเร็งแห่งอเมริกา คาดว่าในปี 2026 จะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 2,114,850 ราย และผู้เสียชีวิตจากมะเร็ง 626,140 รายในสหรัฐอเมริกา
- “มะเร็งปอด” มีการพัฒนาที่โดดเด่นที่สุดในด้านอัตราการรอดชีวิต แต่ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับหนึ่ง โดยคร่าชีวิตผู้คนมากกว่ามะเร็งชนิดอื่นถึงสองเท่า
“โรคมะเร็ง” เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของคนไทย โดยมีผู้เสียชีวิตกว่า 80,000-86,000 คนต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละเกือบ 7-8 ราย
สำหรับสถานการณ์มะเร็งในไทยปี 2026 ยังคงน่ากังวล ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปี 2025 พบผู้ป่วยรายใหม่สูงถึง 140,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 400 ราย และมีผู้เสียชีวิตประมาณ 83,000 ราย
โดย 3 อันดับมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่
- มะเร็งตับและท่อน้ำดี: อัตราการเกิดสูงสุด (ประมาณร้อยละ 33.2)
- มะเร็งปอด: แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงฝุ่น PM 2.5 ควันบุหรี่ และสารก่อมะเร็ง
- มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง: เพิ่มขึ้นตามวิถีชีวิตและการกินอาหาร
ข้อมูลสถิติจาก นพ.สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่าโรคมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย ได้แก่ มะเร็งตับและท่อน้ำดี, มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเม็ดเลือดขาว
สำหรับปัจจัยเสี่ยงหลักที่ก่อให้เกิดมะเร็งเพิ่มขึ้น มาจากพฤติกรรมการสูบบุหรี่, มลพิษทางอากาศ (PM 2.5), การสัมผัสสารก่อมะเร็ง และพันธุกรรม
คาดปี 2026 สหรัฐฯมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 2 ล้านกว่าคน
ขณะที่ในแต่ละปี สมาคมมะเร็งแห่งอเมริกาจะประเมินจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่และผู้เสียชีวิตจากมะเร็งในสหรัฐอเมริกา และรวบรวมข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเกิดมะเร็งและผลลัพธ์ของประชากร โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมจากทะเบียนมะเร็งกลาง (อุบัติการณ์ จนถึงปี 2022) และศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติ (อัตราการเสียชีวิต จนถึงปี 2023)
“คาดการณ์ว่าในปี 2026 จะมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 2,114,850 ราย และผู้เสียชีวิตจากมะเร็ง 626,140 รายในสหรัฐอเมริกา”
อัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2023 โดยสามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ 4.8 ล้านรายตั้งแต่ปี 1991
ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการลดการสูบบุหรี่ การตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้น และการรักษาที่ดีขึ้น การแทรกแซงเหล่านี้ยังเห็นได้ชัดจากการเพิ่มขึ้นของอัตราการรอดชีวิตสัมพัทธ์ 5 ปี ซึ่งแตะระดับสำคัญที่ 70% สำหรับการวินิจฉัยโดยรวมในช่วงปี 2015–2021
69% สำหรับโรคในระยะลุกลามเฉพาะที่ และ 35% สำหรับโรคในระยะแพร่กระจาย (เมตาลิส) เพิ่มขึ้นจาก 63%, 54% และ 17% ตามลำดับ ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและได้รับการวินิจฉัยในระยะลุกลามมีการพัฒนามากที่สุด
- มะเร็งมัยอีโลมา เพิ่มขึ้นจาก 32% เป็น 62%
- มะเร็งตับ เพิ่มขึ้น 7% เป็น 22%
- มะเร็งผิวหนังเมลาโนมาที่แพร่กระจาย เพิ่มขึ้น 16% เป็น 35%
- มะเร็งทวารหนักที่แพร่กระจาย เพิ่มขึ้น 8% เป็น 18%
- มะเร็งปอดในระยะลุกลามเฉพาะที่ เพิ่มขึ้น 20% เป็น 37%
- มะเร็งปอดที่แพร่กระจาย เพิ่มขึ้น 2% เป็น 10%
- อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 มะเร็งปอดจะคร่าชีวิตผู้คนมากกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสอง และมะเร็งตับอ่อนซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสามรวมกัน
“มะเร็ง”สาเหตุเสียชีวิตอันดับหนึ่งในกลุ่มคนอายุน้อยกว่า85 ปี
มะเร็งเป็นปัญหาสุขภาพสาธารณะระดับโลก ในสหรัฐอเมริกา มะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับสองโดยรวม และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในกลุ่มคนอายุน้อยกว่า 85 ปี แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งในสหรัฐอเมริกาจะลดลงมาหลายทศวรรษแล้ว แต่ก็ยังมีภัยคุกคามมากมายต่อความก้าวหน้านี้ เช่น อัตราการเกิดมะเร็งหลายชนิดที่เพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม เชื้อชาติ และชาติพันธุ์ที่ยังคงมีอยู่ และการวินิจฉัยมะเร็งในระยะลุกลามที่อาจเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากความล่าช้าในการตรวจพบที่เกิดจากการระบาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น การหยุดชะงักในการตรวจคัดกรองและการดูแลรักษามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (CRC) คาดว่าจะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4,000-7,000 รายภายในปี 2040
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการตรวจคัดกรอง CRC ที่เกิดขึ้นจากการตรวจอุจจาระที่เพิ่มขึ้น อาจช่วยบรรเทาผลกระทบนี้ได้ที่สำคัญ การเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ช้าลงในกลุ่มชุมชนที่มีสีผิวแตกต่างกัน ซึ่งอาจทำให้ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่แล้วในด้านการรอดชีวิตและการเสียชีวิตรุนแรงขึ้น
บทความนี้ให้ข้อมูลประมาณการจำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่และผู้เสียชีวิตจากมะเร็งในปี 2026 ในสหรัฐอเมริกา ทั้งในระดับประเทศและระดับรัฐ รวมถึงภาพรวมที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการเกิดมะเร็งโดยอิงจากข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับอุบัติการณ์และการเสียชีวิตจากมะเร็งในระดับประชากรจนถึงปี 2022 และ 2023 ตามลำดับ นอกจากนี้ เรายังประมาณการจำนวนผู้เสียชีวิตจากมะเร็งที่ป้องกันได้ทั้งหมดจนถึงปี 2023 เนื่องจากการลดลงอย่างต่อเนื่องของอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990
สมาคมทะเบียนมะเร็งกลางแห่งอเมริกาเหนือ (NAACCR) รวบรวมและรายงานข้อมูลอุบัติการณ์ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา สำหรับทะเบียนที่เข้าร่วมในโครงการ SEER และ/หรือ NPCR ข้อมูลเหล่านี้ครอบคลุมประชากรในสหรัฐอเมริกาเกือบ 100% ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเป็นแหล่งที่มาของการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ในปี 2026 แนวโน้มอุบัติการณ์ในปัจจุบัน อัตราอุบัติการณ์แบบภาคตัดขวาง และการกระจายระยะของโรค
คาดการณ์จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งในปี 2026
ข้อมูลอุบัติการณ์และอัตราการเสียชีวิตล่าสุดที่มีอยู่จะล่าช้ากว่าปีปัจจุบัน 2-3 ปี เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล จัดทำ ตรวจสอบคุณภาพ และเผยแพร่ ดังนั้น เราจึงคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่และผู้เสียชีวิตในสหรัฐอเมริกาในปี 2026 เพื่อประเมินภาระของโรคมะเร็งในปัจจุบันโดยใช้แบบจำลองทางสถิติแบบสองขั้นตอน ดังที่ได้อธิบายไว้โดยละเอียดในที่อื่น
โดยสรุป การวินิจฉัยโรคมะเร็งที่สมบูรณ์ได้รับการประมาณการสำหรับทุกรัฐตั้งแต่ปี 2008 ถึง 2022 โดยอิงจากข้อมูลอุบัติการณ์ที่มีคุณภาพสูงและปรับความล่าช้าแล้วจาก 50 รัฐและเขตโคลัมเบีย (ครอบคลุมประชากร 99.7%) รวมถึงความแปรปรวนระดับรัฐในลักษณะทางสังคมและประชากรศาสตร์ ปัจจัยด้านวิถีชีวิต สถานพยาบาล และพฤติกรรมการตรวจคัดกรองมะเร็ง
จำนวนผู้ป่วยได้รับการปรับสำหรับจำนวนผู้ป่วยที่ขาดหายไปในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2020 เนื่องจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยอิงจากสัดส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในเดือนเหล่านั้นในปีก่อนหน้า จากนั้นจึงนำจำนวนผู้ป่วยมะเร็งในระดับรัฐและระดับประเทศที่คำนวณได้ไปคาดการณ์ล่วงหน้า 4 ปี โดยใช้อัลกอริทึม Joinpoint ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลแบบใหม่24มะเร็งผิวหนังชนิดเบเซลเซลล์และสความัสเซลล์ไม่สามารถประมาณได้
ปัจจัยการล่าช้าสำหรับโรคที่ลุกลาม (ไม่มีปัจจัยการล่าช้าสำหรับกรณีระยะเริ่มต้น) และการประมาณจำนวนประชากรของสหรัฐอเมริกา จากนั้นจึงคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยล่วงหน้า 4 ปี โดยอิงจากค่าเฉลี่ย APC ที่สร้างขึ้นโดยแบบจำลองการถดถอย Joinpoint จำนวนผู้เสียชีวิตจากมะเร็งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2026 ได้รับการประมาณโดยการใช้อัลกอริทึม Joinpoint ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลที่อธิบายไว้ข้างต้นกับรายงานการเสียชีวิตจากมะเร็งตั้งแต่ปี 2009 ถึง 2023 ในระดับรัฐและระดับประเทศ
อัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งในสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2023 ส่งผลให้สามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ถึง 4.8 ล้านรายตั้งแต่ปี 1991 เนื่องจากการลดการสูบบุหรี่ การตรวจพบมะเร็งบางชนิดได้เร็วขึ้น และการรักษาที่ดีขึ้น การดำเนินการเหล่านี้ยังส่งผลให้อัตราการรอดชีวิต 5 ปีของมะเร็งทุกชนิดรวมกันสูงถึง 70% ซึ่งรวมถึงความก้าวหน้าที่น่าทึ่งในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา
“มะเร็งปอด” คร่าชีวิตผู้คนมากกว่ามะเร็งชนิดอื่นถึงสองเท่า
สำหรับมะเร็งที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงและมะเร็งระยะลุกลามหลายชนิด
“มะเร็งปอดมีการพัฒนาที่โดดเด่นที่สุดในด้านอัตราการรอดชีวิต แต่ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับหนึ่ง โดยคร่าชีวิตผู้คนมากกว่ามะเร็งชนิดอื่นถึงสองเท่า”
ในกลุ่มชาวอเมริกันพื้นเมืองและชาวอะบอริจิน (AIAN) ซึ่งมีอัตราการเกิดมะเร็งปอดสูงที่สุด อัตราการเกิดมะเร็งในผู้หญิงยังไม่ลดลง ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มความพยายามในการควบคุมยาสูบที่คำนึงถึงวัฒนธรรมและตรงเป้าหมายให้มากขึ้น แม้ว่าการลงทุนทางวิทยาศาสตร์มานานหลายทศวรรษจะส่งผลให้ผู้ป่วยมะเร็งส่วนใหญ่มีอายุยืนยาวขึ้น แต่การลดงบประมาณด้านประกันสุขภาพและการวิจัยมะเร็งของรัฐบาลกลางที่กำลังจะเกิดขึ้น จะลดการเข้าถึงยาช่วยชีวิตและหยุดยั้งความก้าวหน้าในขณะที่อัตราการเกิดมะเร็งหลายชนิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เผย 4 ปัจจัยเสี่ยงโรคมะเร็งปอดที่ควรระมัดระวัง
ด้วยจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากสถิติโรคมะเร็งปอดในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก ๆ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกปี ยิ่งไปกว่านั้น อายุของผู้ป่วยอาจน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะด้วยปัจจัยเสี่ยงและพฤติกรรมดังต่อไปนี้
1. การสูบบุหรี่ รวมถึงบุหรี่มือสอง
อย่างที่ทราบกันดี การสูบบุหรี่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ของโรคมะเร็งปอด เพราะมีสารก่อมะเร็งและสารอันตรายอยู่ในตัวบุหรี่ ซึ่งการสูดดมควันบุหรี่มือสองก็เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอดได้เช่นกัน ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีการสูบบุหรี่ก็จะดีที่สุดครับ
2. ฝุ่น PM 2.5
ในปัจจุบัน ประเทศไทยในหลาย ๆ พื้นที่โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และจังหวัดทางภาคเหนือ ต่างกำลังเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การเผาไหม้จากภาคเกษตรกรรม หรือควันจากโรงงานอุตสาหกรรม
เพราะฝุ่นดังกล่าว มีลักษณะเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กที่สามารถเข้าสู่ถุงลมปอด และซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ที่สำคัญยังมีการปนเปื้อนสารพิษและสารก่อมะเร็ง ซึ่งกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังและทำลายเซลล์ปอด เพิ่มโอกาสการกลายพันธุ์ของเซลล์ในระยะยาว ยิ่งถ้าได้รับในปริมาณมากและติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งปอดเพิ่มได้ แม้ว่าจะดูแลสุขภาพ รับประทานอาหารเป็นอย่างดี และไม่ได้สูบบุหรี่ก็ตาม
3. การสัมผัสกับสารพิษโดยตรง
การสัมผัสและสูดดมสารก่อมะเร็งอย่างก๊าซเรดอน, ยูเรเนียม, แร่ใยหิน หรือสารกัมมันตรังสีต่าง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศ สามารถก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้
4. ครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคมะเร็งปอด
หากคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นโรคมะเร็งปอดมาก่อน ก็มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดในรุ่นลูกและรุ่นหลาน เพราะเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนที่ส่งต่อกันทางพันธุกรรม ซึ่งสามารถตรวจเช็กความเสี่ยงด้วยการเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดอย่างสม่ำเสมอครับ
ทำความรู้จักชนิดของโรคมะเร็งปอด
ปัจจุบันโรคมะเร็งปอดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่
- มะเร็งชนิดเซลล์ขนาดเล็ก (Small Cell Lung Cancer) เป็นชนิดที่เซลล์มะเร็งสามารถเติบโตและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ๆ ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากขนาดที่เล็ก ซึ่งพบได้ประมาณ 10-15% เท่านั้น (ส่วนใหญ่วินิจฉัยเจอในผู้สูบบุหรี่จัด)
- มะเร็งชนิดเซลล์ไม่ใช่ขนาดเล็ก (Non-small Cell Lung Cancer) พบสูงถึง 85-90% ของผู้ป่วยมะเร็งปอด สามารถรักษาได้ด้วยการฉายแสงรังสีและเคมีบำบัด พบได้ทั้งผู้ที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่
เช็กสัญญาณเตือนเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งปอด
เพื่อให้เข้ารับการรักษาได้ทันเวลา มาดูกันว่าอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณเตือนโรคมะเร็งปอด และควรรีบพบแพทย์โดยทันที มีอะไรบ้าง
- ไอเรื้อรัง มีอาการไอต่อเนื่องกันเป็นเวลามากกว่า 3 สัปดาห์ หรือระหว่างไอมีเลือดปน
- หายใจไม่สะดวก หายใจลำบาก ระหว่างหายใจมีเสียงดังผิดปกติ หรือมีอาการหอบถี่
- เจ็บหน้าอก รวมถึงน้ำหนักลดลงโดยไม่รู้สาเหตุ
- รู้สึกเหนื่อยง่ายและปวดเมื่อยตามร่างกาย ได้แก่ ปวดศีรษะ, ปวดไหล่, ปวดกระดูก
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ฮ่องกงดันยุทธศาสตร์ AI+ เวที Lenovo Tech World 2026 ชี้อนาคตเศรษฐกิจดิจิทัล

- ฮ่องกงประกาศขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ AI+ ในงาน Lenovo Tech World 2026 มุ่งสร้างอุตสาหกรรมเอไอ ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในภาคส่วนอื่นเพื่อเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจ
- รัฐมนตรีคลังฮ่องกง ชี้ว่า เอไอเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศเทคโนโลยีที่เปิดกว้าง
- เวทีเสวนาสะท้อนว่าองค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านจากการทดลองใช้เอไอไปสู่การใช้งานจริง แต่ยังเผชิญความท้าทายด้านโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล การกำกับดูแล
บรรยากาศของงาน Lenovo Tech World 2026 ที่จัดขึ้นในฮ่องกงปีนี้ ถูกใช้เป็นเวทีพูดคุยถึงการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จากช่วงที่หลายองค์กรกำลังทดลองใช้ ไปสู่ช่วงที่เริ่มนำมาใช้งานจริงในระบบการทำงานขององค์กร
กรุงเทพธุรกิจร่วมเดินทางถึงฮ่องกง และเข้าร่วมฟังการบรรยาย เวทีดังกล่าวรวบรวมผู้บริหารเทคโนโลยี ผู้กำหนดนโยบาย และองค์กรจากหลายอุตสาหกรรม เพื่อพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากกระแสเอไอเริ่มแพร่หลายไปทั่วโลก
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในหลายช่วงของงาน คือคำถามพื้นฐานที่หลายองค์กรกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ นั่นคือ องค์กรจะนำเอไอไปใช้งานจริงได้อย่างไร และต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนที่จะใช้งานในระดับองค์กร
ผู้ร่วมเสวนาหลายคนสะท้อนว่า แม้เอไอจะได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่การเปลี่ยนจากแนวคิดหรือโครงการทดลองไปสู่การใช้งานจริงในระบบการทำงานขององค์กรยังเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา โครงสร้างพื้นฐาน และการปรับตัวขององค์กร
ฮ่องกงผลักดันเอไอเป็นกลไกเศรษฐกิจ
พอล ชาน (Paul Chan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเขตบริหารพิเศษฮ่องกง กล่าวว่า เศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเอไอมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีนี้อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต
เขาอธิบายว่า หลายประเทศกำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล การพัฒนาทักษะบุคลากร และการวิจัยด้านเอไอ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่
สำหรับฮ่องกง พอลกล่าวว่า เมืองกำลังพยายามพัฒนาเอไอในสองทิศทางพร้อมกัน ทิศทางแรกคือ การสร้างอุตสาหกรรมเอไอโดยตรง เช่น การสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยี งานวิจัย และสตาร์ตอัพที่พัฒนาเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์
อีกทิศทางหนึ่งคือ การนำเอไอไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ภาคการเงิน โลจิสติกส์ การแพทย์ และบริการ
แนวทางนี้ถูกเรียกว่า “AI+” ซึ่งหมายถึง การนำเอไอไปผสานกับอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ และช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
พอลยังกล่าวว่า การพัฒนาเทคโนโลยีไม่สามารถเกิดขึ้นจากภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการศึกษา เพราะแต่ละฝ่ายมีบทบาทต่างกัน เช่น การวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง
เขายังกล่าวด้วยว่า ฮ่องกงต้องการสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีที่เปิดกว้าง ซึ่งช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีจากทั่วโลกสามารถเข้ามาร่วมพัฒนานวัตกรรม และทดลองใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมจริง

เอไอกำลังเข้าสู่ช่วงใช้งานจริงขององค์กร
เคน หว่อง (Ken Wong) รองประธานบริหารและประธานกลุ่มธุรกิจ Solutions & Services Group ของเลโนโว อธิบายว่า การนำเอไอไปใช้ในองค์กรกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน
ในช่วงแรกของกระแสเอไอ หลายองค์กรเริ่มต้นด้วยโครงการทดลองขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า proof-of-concept หรือโครงการนำร่อง เพื่อดูว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยแก้ปัญหาทางธุรกิจได้หรือไม่
โครงการเหล่านี้มักถูกใช้เพื่อทดสอบแนวคิด เช่น การใช้เอไอวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า การใช้ระบบอัตโนมัติช่วยตอบคำถามลูกค้า หรือการใช้โมเดลเอไอช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก แต่เมื่อเทคโนโลยีเริ่มมีความสามารถมากขึ้น องค์กรจำนวนมากจึงเริ่มพยายามนำเอไอไปใช้ในกระบวนการทำงานจริง เช่น ระบบบริการลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ หรือระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร
เคนกล่าวว่า การเปลี่ยนจากโครงการทดลองไปสู่ระบบที่ใช้งานจริงในระดับองค์กรเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อน เพราะระบบเอไอต้องทำงานร่วมกับข้อมูลจำนวนมาก และต้องเชื่อมต่อกับระบบคอมพิวเตอร์ที่องค์กรใช้งานอยู่แล้ว
การนำเอไอไปใช้ให้ประสบความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานอื่นๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวเตอร์ ระบบจัดการข้อมูล และกรอบการกำกับดูแลการใช้งานเอไอ
องค์กรจำนวนมากยังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อม
แม้กระแสการลงทุนด้านเอไอจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ข้อมูลจากรายงาน Lenovo CIO Playbook 2026 ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัทวิจัยตลาด International Data Corporation ชี้ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้งานจริงในระดับองค์กรยังต้องใช้เวลาและการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน
รายงานสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศจากองค์กรในหลายประเทศ เพื่อประเมินว่าบริษัทต่างๆ อยู่ในขั้นตอนใดของการนำเอไอมาใช้ในการดำเนินงาน ผลสำรวจพบว่า แม้องค์กรจำนวนมากเริ่มจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการเอไอเพิ่มขึ้น แต่หลายองค์กรยังอยู่ในช่วงของการวางรากฐานก่อนจะขยายการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ
กรณีของฮ่องกง รายงานระบุว่าองค์กรประมาณครึ่งหนึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลามากกว่า 12 เดือนก่อนที่จะสามารถนำเอไอไปใช้งานในระดับองค์กรได้อย่างเต็มรูปแบบ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การจัดการข้อมูล องค์กรจำนวนมากยังต้องใช้เวลาในการรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลจากระบบต่างๆ ภายในบริษัท เนื่องจากข้อมูลที่กระจัดกระจายหรือมีรูปแบบไม่เหมือนกันอาจทำให้ระบบเอไอไม่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ยังต้องกำหนดมาตรฐานในการจัดเก็บข้อมูล รวมถึงกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลของพนักงานในแต่ละระดับ
ขณะเดียวกัน องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกประมาณ 47% ยังอยู่ในขั้นตอนของการกำหนดนโยบายการใช้เอไอภายในองค์กร เช่น แนวทางการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย วิธีตรวจสอบความถูกต้องของผลลัพธ์จากระบบเอไอ และมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ข้อมูลจำนวนมาก
การกำหนดนโยบายเหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่เอไอมีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจขององค์กร เพราะหากไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน ระบบเอไออาจสร้างผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง หรือเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยของข้อมูลได้
นอกจากเรื่องเทคโนโลยีและข้อมูลแล้ว รายงานยังชี้ว่าอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ การเตรียมบุคลากรภายในองค์กรให้สามารถทำงานร่วมกับระบบเอไอได้จริง พนักงานจำนวนมากยังต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ หรือการใช้เครื่องมือเอไอเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
ภาพรวมของผลสำรวจจึงสะท้อนว่า แม้เอไอจะกลายเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่องค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากที่สุดในขณะนี้ แต่การนำไปใช้งานจริงในระดับองค์กรยังต้องอาศัยการเตรียมความพร้อมในหลายมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการข้อมูล การกำหนดนโยบายกำกับดูแล และการพัฒนาทักษะของบุคลากรภายในองค์กรควบคู่กันไป
โครงสร้างพื้นฐานคือเงื่อนไขสำคัญ
ลินดา เหยา (Linda Yao) รองประธานและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Hybrid Cloud & AI Solutions กล่าวว่า การนำเอไอไปใช้ในองค์กรจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม
เธออธิบายว่า จากประสบการณ์ทำงานกับองค์กรต่างๆ พบว่า โครงการเอไอบางโครงการสามารถใช้งานได้จริง แต่บางโครงการไม่สามารถดำเนินต่อได้ เพราะข้อมูลไม่พร้อม หรือระบบคอมพิวเตอร์ไม่สามารถรองรับการประมวลผลได้
เอไอจำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบพื้นฐานหลายอย่าง เช่น ข้อมูล พลังประมวลผล และระบบจัดเก็บข้อมูล หากองค์ประกอบเหล่านี้ไม่พร้อม ระบบเอไอจะไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ลินดายังอธิบายแนวคิดที่เรียกว่า Hybrid AI ซึ่งเป็นการออกแบบเอไอให้ทำงานในหลายระดับ เช่น ระดับอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน ระดับระบบประมวลผลใกล้สถานที่ทำงาน และระดับศูนย์ข้อมูลหรือคลาวด์
แนวทางนี้ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้เอไอในรูปแบบที่เหมาะสมกับงานแต่ละประเภท เช่น งานที่ต้องการความเร็วในการประมวลผลอาจทำงานใกล้กับอุปกรณ์ของผู้ใช้ ขณะที่งานที่ต้องวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากอาจใช้ระบบคลาวด์
การออกแบบระบบตั้งแต่ต้น
แนวคิดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระดับฮาร์ดแวร์หรือระบบคลาวด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกแบบวิธีบริหารข้อมูลและการควบคุมเอไอตั้งแต่เริ่มต้นด้วย
อาร์ต หู (Art Hu) รองประธานอาวุโสและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสารสนเทศระดับโลกของเลโนโว อธิบายว่า หนึ่งในความผิดพลาดที่องค์กรจำนวนมากมักพบในการเริ่มใช้เอไอ คือการเริ่มต้นจากการทดลองเทคโนโลยีโดยไม่ได้วางโครงสร้างการจัดการข้อมูลและการกำกับดูแลระบบไว้ตั้งแต่แรก
เมื่อเอไอขยายตัวจากระดับทดลองไปสู่การใช้งานจริง ปัญหาที่มักปรากฏตามมาคือ ข้อมูลจากหลายระบบไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้ หรือมีมาตรฐานการจัดเก็บข้อมูลที่แตกต่างกัน ส่งผลให้การวิเคราะห์ข้อมูลทำได้ยากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล
อาร์ตกล่าวว่า หากองค์กรเริ่มนำเอไอมาใช้งานโดยไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจน เช่น นโยบายการเข้าถึงข้อมูล ระบบตรวจสอบการทำงานของโมเดล หรือมาตรการควบคุมความเสี่ยง องค์กรอาจต้องกลับมาแก้ไขระบบภายหลัง ซึ่งมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการออกแบบระบบให้รองรับตั้งแต่ต้น
เขาเปรียบเทียบว่า การพยายามเพิ่มระบบควบคุมภายหลังที่โครงการเอไอเริ่มใช้งานไปแล้ว เปรียบเหมือนการพยายามตรวจสอบคุณภาพสินค้าเมื่อกระบวนการผลิตเสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ยากและมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการกำหนดมาตรฐานการผลิตตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น
ในมุมมองของเขา การนำเอไอมาใช้ในองค์กรจึงไม่ใช่เพียงการติดตั้งซอฟต์แวร์หรือเพิ่มพลังประมวลผลให้ระบบเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการออกแบบโครงสร้างการจัดการข้อมูล กระบวนการทำงาน ระบบกำกับดูแลเทคโนโลยีให้ทำงานร่วมกันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ตัวอย่างจากการจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกโดยเอไอ
เพื่ออธิบายว่าระบบข้อมูลและเอไอสามารถถูกนำไปใช้ในองค์กรขนาดใหญ่ได้อย่างไร ในเวทีเสวนายังมีตัวแทนจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีข้อมูลในการจัดการแข่งขันกีฬา
โรมี่ ไก (Romy Gai ) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจของ FIFA อธิบายว่า การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องบริหารจัดการข้อมูล เทคโนโลยี และการดำเนินงานในระดับโลกพร้อมกัน
เขากล่าวว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปจะมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 48 ทีม และมีการแข่งขันรวม 104 นัด ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับการแข่งขันในอดีต
การแข่งขันยังถูกจัดขึ้นในหลายเมืองและหลายประเทศ ทำให้การบริหารจัดการต้องครอบคลุมทั้งสนามแข่งขัน ระบบถ่ายทอดสด เครือข่ายผู้สนับสนุนทางธุรกิจ รวมถึงแฟนบอลจำนวนมหาศาลทั่วโลกที่ติดตามการแข่งขัน
ด้วยขนาดของงานที่ขยายใหญ่ขึ้น ระบบข้อมูลจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการบริหารการแข่งขัน ตั้งแต่การจัดตารางแข่งขัน การจัดการข้อมูลของทีมและนักกีฬา ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการทำงานของผู้จัดการแข่งขัน
โรมี่อธิบายว่า การแข่งขันฟุตบอลระดับโลก เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลผู้เล่นในสนามถูกพัฒนาให้มีความละเอียดมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา โดยมีการใช้เซ็นเซอร์ กล้องติดตามการเคลื่อนไหว ระบบวิเคราะห์ภาพ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวเคลื่อนไหวของผู้เล่นแต่ละคนในสนาม
ข้อมูลที่ถูกเก็บรวบรวมประกอบด้วยหลายองค์ประกอบ เช่น ตำแหน่งของผู้เล่น ความเร็วในการวิ่ง ระยะทางที่วิ่งในแต่ละช่วงเวลา รวมถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวและการครองบอล ข้อมูลเหล่านี้มีจำนวนประมาณ 300 จุดข้อมูลต่อผู้เล่นหนึ่งคนต่อการแข่งขันหนึ่งนัด
เมื่อรวมข้อมูลจากผู้เล่นในสนาม ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน และจำนวนการแข่งขันหลายสิบแมตช์ ปริมาณข้อมูลที่ต้องจัดเก็บและประมวลผลจึงมีขนาดใหญ่มาก ระบบวิเคราะห์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์จึงถูกนำมาใช้เพื่อช่วยจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลเหล่านี้
ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้ในหลายด้าน เช่น การวิเคราะห์แท็กติกของทีม การศึกษาพฤติกรรมการเล่นของนักกีฬา หรือการช่วยให้ทีมโค้ชสามารถวิเคราะห์รูปแบบการเล่นของคู่แข่งได้อย่างละเอียดมากขึ้น
นอกจากนี้ ข้อมูลการแข่งขันยังถูกนำไปใช้ในงานด้านการถ่ายทอดสดและสื่อกีฬา เช่น การสร้างกราฟิกข้อมูลระหว่างการถ่ายทอดสด การอธิบายสถิติการแข่งขัน หรือการวิเคราะห์เกมหลังจบการแข่งขัน ซึ่งช่วยให้ผู้ชมเข้าใจเกมการแข่งขันได้ลึกขึ้น
กล้องในมุมมองผู้ตัดสิน
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสบการณ์การรับชมการแข่งขัน คือกล้องที่ติดตั้งบนตัวผู้ตัดสินในสนาม ซึ่งเรียกว่า Ref Cam หรือกล้องมุมมองผู้ตัดสิน
โรมี่อธิบายว่า กล้องชนิดนี้ช่วยให้ผู้ชมสามารถเห็นภาพการแข่งขันจากมุมมองเดียวกับผู้ตัดสินในสนาม ทำให้เข้าใจจังหวะการเล่น การเคลื่อนที่ของนักกีฬา และสถานการณ์ที่ผู้ตัดสินต้องตัดสินใจได้ชัดเจนมากขึ้น
ภาพจากกล้องดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการถ่ายทอดสดหรือผลิตเนื้อหาสำหรับสื่อดิจิทัล ทำให้แฟนบอลได้เห็นมุมมองที่ปกติไม่สามารถเห็นได้จากกล้องถ่ายทอดสดทั่วไป
เขาย้ำว่า เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยตัดสินการแข่งขันหรือใช้แทนระบบผู้ช่วยผู้ตัดสินวิดีโอ แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มมิติใหม่ให้กับการถ่ายทอดสดกีฬา และช่วยสร้างประสบการณ์การรับชมที่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ในสนามมากขึ้นสำหรับผู้ชมทั่วโลก
การใช้เอไอในระบบซัพพลายเชน
อาร์ตได้ยกตัวอย่างการใช้เอไอในระบบซัพพลายเชนของบริษัทขนาดใหญ่ เขาอธิบายว่า บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายซัพพลายเออร์และโรงงานผลิตกระจายอยู่ในหลายประเทศต้องบริหารจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาลในแต่ละวัน
ข้อมูลเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ข้อมูลการผลิตในโรงงาน ปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในสายการผลิต ตารางการขนส่งสินค้า ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับการส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าในแต่ละภูมิภาค
การติดตามข้อมูลในอดีตมักต้องอาศัยระบบรายงานที่รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และใช้เวลาค่อนข้างนานกว่าที่ผู้บริหารจะสามารถเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ แต่เมื่อองค์กรเริ่มนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลและเอไอมาใช้ ข้อมูลจากหลายแหล่งสามารถถูกนำมาประมวลผลร่วมกันได้แบบใกล้เคียงเวลาจริง
อาร์ตอธิบายว่า ระบบเอไอสามารถรวบรวมข้อมูลจากระบบต่างๆ เช่น ระบบบริหารการผลิต ระบบโลจิสติกส์ และระบบติดตามการขนส่ง จากนั้นนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อมองหารูปแบบหรือสัญญาณที่อาจบ่งบอกถึงปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน
ตัวอย่างเช่น หากข้อมูลการขนส่งแสดงให้เห็นว่าการส่งมอบวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์รายหนึ่งเริ่มล่าช้ากว่าปกติ ระบบเอไอสามารถตรวจจับความผิดปกตินั้นได้ตั้งแต่ช่วงต้น และแจ้งเตือนให้ผู้จัดการฝ่ายซัพพลายเชนรับทราบก่อนที่ปัญหาจะส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิต
บางกรณี ระบบสามารถวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังเพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น ความเป็นไปได้ที่สินค้าบางประเภทจะขาดแคลนในช่วงเวลาหนึ่ง หรือความเสี่ยงที่การขนส่งในบางเส้นทางอาจเกิดความล่าช้าเนื่องจากปัจจัยด้านโลจิสติกส์หรือสภาพอากาศ
เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติ ระบบสามารถส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้บริหารหรือผู้จัดการที่เกี่ยวข้องทันที ทำให้ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจสามารถประเมินสถานการณ์และเลือกแนวทางแก้ไขได้รวดเร็วขึ้น เช่น ปรับแผนการผลิต เปลี่ยนเส้นทางการขนส่ง หรือสั่งวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์รายอื่นเพื่อป้องกันไม่ให้สายการผลิตหยุดชะงัก
อาร์ตกล่าวว่า ในองค์กรขนาดใหญ่ที่มีเครือข่ายซัพพลายเชนกระจายอยู่ทั่วโลก ความสามารถในการมองเห็นข้อมูลแบบเรียลไทม์และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคาดการณ์กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
สัตว์ภาษาอังกฤษ หมวดหมู่คำศัพท์ เสียงร้อง และสำนวนฮิต เลิกท่องแค่ Dog กับ Cat

เมื่อพูดถึงคำศัพท์หมวด สัตว์ภาษาอังกฤษ (Animals) หลายคนคงคุ้นเคยกับคำเบสิกอย่าง Dog, Cat, Bird หรือ Fish กันเป็นอย่างดีใช่ไหมครับ? แต่ในบทสนทนาชีวิตประจำวัน หรือเวลาดูสารคดีภาษาอังกฤษ โลกของสัตว์นั้นกว้างใหญ่กว่าที่เราคิดมาก การรู้คำศัพท์หมวดสัตว์ที่หลากหลายไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเข้าใจสื่อภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นหัวข้อสนทนาที่สนุกและเข้าถึงง่ายสำหรับคนทุกวัย
นอกจากชื่อเรียกของสัตว์แต่ละชนิดแล้ว ฝรั่งยังมีคำศัพท์เฉพาะสำหรับ “เสียงร้อง” ของสัตว์ (Animal Sounds) ที่ไม่เหมือนเสียงร้องในภาษาไทยเลยสักนิด แถมยังมีสำนวน (Idioms) สนุกๆ ที่เอาพฤติกรรมของสัตว์มาเปรียบเปรยอีกเพียบ วันนี้ Engduo Thailand จะพาคุณมาท่องโลกกว้าง อัปเดตคำศัพท์หมวดสัตว์ให้ครบถ้วน พร้อมตารางเสียงร้องสุดน่ารัก ให้คุณเอาไปคุยกับเพื่อนฝรั่งได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ!
แบ่งหมวดหมู่คำศัพท์ สัตว์ภาษาอังกฤษ ให้จำง่าย
การจำคำศัพท์เป็นหมวดหมู่ (Categorization) จะช่วยให้สมองจัดระเบียบและดึงคำศัพท์ออกมาใช้ได้เร็วขึ้นครับ เรามาดูกันว่าสัตว์แต่ละประเภทมีคำศัพท์อะไรที่น่าสนใจบ้าง
1. สัตว์เลี้ยง (Pets) สัตว์ที่คนนิยมเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนในบ้าน
- Dog: สุนัข
- Cat: แมว
- Rabbit: กระต่าย
- Hamster: หนูแฮมสเตอร์
- Goldfish: ปลาทอง
2. สัตว์ในฟาร์ม (Farm Animals) สัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อการเกษตรหรือปศุสัตว์
- Cow: วัว
- Pig: หมู
- Sheep: แกะ
- Horse: ม้า
- Chicken / Hen: ไก่ / แม่ไก่
3. สัตว์ป่า (Wild Animals) สัตว์ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติในป่าหรือทุ่งหญ้าซาวันน่า
- Lion: สิงโต
- Tiger: เสือ
- Elephant: ช้าง
- Bear: หมี
- Monkey: ลิง
- Deer: กวาง
4. สัตว์น้ำและสัตว์ทะเล (Sea Animals) สัตว์ที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรหรือแหล่งน้ำ
- Shark: ฉลาม
- Whale: ปลาวาฬ
- Dolphin: โลมา
- Octopus: หมึกสาย (ปลาหมึกยักษ์)
- Turtle: เต่าทะเล
ตาราง: เสียงร้องของสัตว์ในภาษาอังกฤษ (Animal Sounds)
รู้หรือไม่ครับว่า เสียงหมาเห่าในภาษาอังกฤษไม่ได้ร้อง “โฮ่งๆ” แบบบ้านเรานะ! ฝรั่งเขามีคำศัพท์เฉพาะสำหรับเสียงสัตว์แต่ละตัว ตารางนี้รวบรวมเสียงร้องยอดฮิตที่คุณอาจจะได้ยินบ่อยๆ ในการ์ตูนหรือภาพยนตร์ครับ
| ชนิดของสัตว์ (Animal) | คำศัพท์เสียงร้อง (Sound Word) | คำอ่านและเสียงเทียบเคียง (Pronunciation) |
| Dog (สุนัข) | Bark / Woof | บาร์ค / วูฟ (โฮ่งๆ) |
| Cat (แมว) | Meow / Purr | เมียว (เหมียว) / เพอร์ (เสียงครางในลำคอเวลาแมวมีความสุข) |
| Pig (หมู) | Oink | ออย๊งค (อู๊ดๆ) |
| Cow (วัว) | Moo | มู (มอๆ) |
| Duck (เป็ด) | Quack | แคว็ก (ก้าบๆ) |
| Bird (นก) | Tweet / Chirp | ทวีต / เชิร์ป (จิ๊บๆ) |
สำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้ สัตว์ภาษาอังกฤษ มาเปรียบเปรย (Animal Idioms)
เจ้าของภาษามักจะหยิบเอาลักษณะนิสัยของสัตว์มาสร้างเป็นสำนวนที่ใช้กันบ่อยมาก ถ้ารู้สำนวนพวกนี้ รับรองว่าคุยกับฝรั่งสนุกขึ้นแน่นอนครับ
- Bookworm: หนอนหนังสือ (คนที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ) ตัวอย่าง: My sister is a real bookworm. She reads every day.
- Let the cat out of the bag: เผลอหลุดปากบอกความลับ ตัวอย่าง: I was trying to keep the party a secret, but John let the cat out of the bag.
- Hold your horses: ใจเย็นๆ ก่อน / รอก่อนอย่าเพิ่งรีบ ตัวอย่าง: Hold your horses! We need to plan this first.
- Pig out: กินเยอะมากๆ กินอย่างตะกละตะกลาม ตัวอย่าง: We pigged out on pizza last night.
- A copycat: คนที่ชอบเลียนแบบคนอื่น ตัวอย่าง: Stop being a copycat and do your own work!
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
5 เครื่องดื่ม “ต้องห้าม” หลังตื่นนอนตอนเช้า แม้จะกระหายแค่ไหนก็ห้ามดื่ม!

การดื่มน้ำทันทีหลังจากตื่นนอนตอนเช้าเป็นนิสัยที่ดีต่อสุขภาพ เพราะช่วยเติมความชุ่มชื้นหลังจากร่างกายขาดน้ำมาตลอดทั้งคืน อย่างไรก็ตาม หมอพื้นบ้าน (Lương y) เหงียน เบียน ถวี ได้ออกมาเตือนว่า ไม่ใช่ “น้ำ” ทุกประเภทที่จะส่งผลดีต่อร่างกายในช่วงเวลาที่ท้องว่าง และนี่คือ 5 เครื่องดื่มที่คุณควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากทำร้ายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว
1. น้ำชา (โดยเฉพาะชาเข้มข้น)
หลายคนเลือกจิบชาเข้มๆ เพื่อให้รู้สึกตื่นตัว แต่การดื่มชาขณะท้องว่างไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เนื่องจากในชามี คาเฟอีน (Caffeine) และ แทนนิน (Tannin) ที่กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการมวนท้อง คลื่นไส้ หรือปวดท้องเสียดๆ สำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว นิสัยนี้อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น
คำแนะนำ: ควรดื่มชาหลังรับประทานอาหารเช้าไปแล้วอย่างน้อย 30 – 60 นาที
2. น้ำน้ำผึ้ง
น้ำผึ้งถูกขนานนามว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะ” แต่การดื่มน้ำผสมน้ำผึ้งทันทีที่ตื่นนอนอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและตกลงอย่างกะทันหัน ส่งผลให้รู้สึกเพลียหรือเวียนหัว นอกจากนี้ น้ำผึ้งยังมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ ซึ่งอาจทำให้ระบบย่อยอาหารที่ยังไม่พร้อมทำงานเกิดอาการปั่นป่วนได้
3. น้ำผลไม้คั้น
น้ำผลไม้มีวิตามินสูง แต่ก็เต็มไปด้วยกรดอินทรีย์และน้ำตาล (ฟรุกโตส) หากดื่มตอนท้องว่าง กรดจะไปกัดกร่อนหรือระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหาร เสี่ยงต่อการเกิดโรคกรดไหลย้อนหรือปวดลิ้นปี่ อีกทั้งการขาดกากใยยังทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลเร็วเกินไปจนทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยล้าในเวลาต่อมา
4. น้ำอัดลมและเครื่องดื่มรสหวาน
นี่คือสิ่งที่ห้ามดื่มโดยเด็ดขาด การดื่มน้ำอัดลมตอนเช้าเปรียบเสมือนการ “ช็อก” ร่างกายด้วยน้ำตาลและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้ท้องอืด อึดอัด และในระยะยาวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวาน และโรคหัวใจอย่างรุนแรง
5. น้ำเย็นจัด
ขณะที่ร่างกายเพิ่งตื่น อุณหภูมิและการไหลเวียนเลือดยังไม่คงที่ การดื่มน้ำเย็นจัดจะทำให้หลอดเลือดหดตัวกะทันหัน ส่งผลต่อระบบขับถ่ายและอาจทำให้ปวดท้องหรือท้องเสียได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุควรระวังเป็นพิเศษเพราะอาจส่งผลต่อความดันโลหิตชั่วคราว
ตื่นเช้ามาดื่มอะไรดีที่สุด?
คำตอบที่เรียบง่ายแต่ได้ผลที่สุดคือ “น้ำอุ่น” หรือน้ำอุณหภูมิห้อง โดยแนะนำให้ค่อยๆ จิบทีละนิด เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้และปลุกอวัยวะภายในให้ตื่นตัวอย่างอ่อนโยน หลังจากนั้นประมาณ 20-30 นาที จึงค่อยเริ่มรับประทานอาหารเช้า
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 17/3/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 76,900.00 | 77,100.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,971.00 | 75,360.36 | 77,900.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,473.90 | 67,824.32 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,976.80 | 60,288.29 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,236.95 | 33,912.16 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,739.85 | 26,376.13 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 5,151.30 | 78,093.71 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 17/3/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 31.05 | 31.05 | 32.35 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 | 31.05 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 30.68 | 30.68 | 31.78 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 | 30.68 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 27.84 | 27.84 | 28.94 | 27.84 | – | 27.84 | 27.84 | 27.84 | 27.84 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.79 | 25.79 | – | – | – | – | – | – | 25.79 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 40.04 | 49.54 | 49.84 | – | – | – | – | – | 40.04 |
| เบนซิน 95 | 39.64 | – | – | 49.51 | – | 40.14 | 39.79 | – | 39.64 |
| ดีเซล | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 43.44 | 45.64 | 49.84 | 45.64 | – | – | – | – | 43.44 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







