สาระน่ารู้ประจำวันที่ 20 มีนาคม 2569

อสังหาฯ ปรับพอร์ต หนีตลาดซึมรุกธุรกิจใหม่ รับโลกผันผวน

  • ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือตลาดซบเซา โดยลดการพึ่งพารายได้จากการขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว
  • หันมาเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) มากขึ้น เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน และคลังสินค้า เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง
  • ขยายการลงทุนสู่ธุรกิจใหม่ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิต เช่น ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ และอาหาร เพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิม
  • บริษัทชั้นนำอย่างแสนสิริ, ออริจิ้น, เอสซี แอสเสท และสิงห์ เอสเตท ต่างมุ่งสร้างพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายเพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจ

ปี2569 กลายเป็นอีกปีที่บีบให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องคิดวางกลยุทธ์อย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น เมื่อโจทย์ของตลาดไม่ได้อยู่แค่ยอดขายชะลอหรือการเปิดโครงการใหม่ให้ตรงจังหวะอีกต่อไป แต่เป็นการเอาตัวรอดและสร้างความมั่นคงในระยะยาว ท่ามกลางกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนที่ยังกดทับฐานลูกค้าเดิม และเงื่อนไขสินเชื่อที่ยังไม่ผ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ

ภาพที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ คือ ผู้เล่นรายใหญ่ไม่ได้วัดกันที่จำนวนโครงการเปิดใหม่เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มหันมาวัดกันที่ “ความสามารถในการสร้างรายได้หลายทาง” ควบคู่กับการออกแบบพอร์ตธุรกิจให้ยืดหยุ่นพอจะรับแรงกระแทกจากตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งผันผวนมากขึ้นทุกปี จากเดิมที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พึ่งรายได้แบบครั้งคราวจากการขายเป็นหลัก วันนี้หลายค่ายกำลังเร่งขยับไปสู่โมเดลที่มีรายได้ประจำ มีธุรกิจต่อยอด และมีระบบนิเวศธุรกิจที่เชื่อมกลับมาสนับสนุนฐานลูกค้าเดิมของตัวเอง

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนชัดจากหมากธุรกิจของผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น แสนสิริ, ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้, เอสซี แอสเสท หรือ สิงห์ เอสเตท ที่ต่างเลือกใช้สูตรต่างกันในการรับมือกับโลกธุรกิจที่ไม่เหมือนเดิม แต่มีจุดร่วมสำคัญคือ ลดการพึ่งรายได้จากการขายบ้านหรือคอนโดเพียงอย่างเดียว และเพิ่มน้ำหนักให้กับรายได้ประจำหรือธุรกิจใหม่ที่ต่อยอดได้ในระยะยาว

แสนสิริ เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ขยับเกมชัดที่สุดในรอบนี้ โดยวางงบลงทุนราว 1,000 ล้านบาท เพื่อเปิดรับโอกาสในธุรกิจที่สามารถสร้างซินเนอร์ยีกลับมาสู่เครือข่ายของบริษัท ทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์โดยตรง และธุรกิจที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกบ้านในมิติกว้างขึ้น

นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมองปีนี้เป็นจังหวะสำคัญในการเชื่อมต่อโอกาสการลงทุนเพิ่มเติมจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เดิม โดยงบลงทุนดังกล่าวจะใช้เปิดรับโอกาสในธุรกิจที่สามารถสร้างซินเนอร์ยีกลับมาสู่เครือข่ายของบริษัท ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับอสังหาริมทรัพย์หรือเป็นธุรกิจที่ช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของลูกบ้าน

โดยแกนหลักของยุทธศาสตร์นี้ถูกขับเคลื่อนผ่าน SANSIRI GROW TH INCUBATOR ซึ่งวางโรดแมป 3 ปี ระหว่างปี 2569-2571 เพื่อเข้าไปลงทุนในธุรกิจกลุ่ม Real Sector ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์ โรงแรม สินค้าอุปโภคบริโภค และการศึกษา โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงการถือหุ้นเพื่อผลตอบแทนทางการเงิน แต่เพื่อดึงแบรนด์และบริการเหล่านี้เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยในโครงการของแสนสิริ

นายณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ International Operations บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) อธิบายทิศทางนี้ว่า บริษัทกำลังขยับจากการพัฒนา “โครงการ” ไปสู่การพัฒนา “ชุมชน” มากขึ้น นั่นหมายความว่า มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ทำเลหรือดีไซน์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าในพื้นที่นั้นมีบริการ กิจกรรม และแบรนด์ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนอยู่มากน้อยแค่ไหน แสนสิริจึงต้องการปั้นสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตแบบครบวงจร ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถอยู่ ทำงาน พักผ่อน และเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ในพื้นที่เดียว

เบื้องหลังแนวคิดนี้ยังสะท้อนการมองหา “รายได้หมุนเวียน” จากฐานลูกค้าเดิมที่แสนสิริมีอยู่ในมือจำนวนมาก กว่า 100,000-200,000 ราย และมีโครงการสะสมมากกว่า 500 โครงการ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เมื่อมีทั้งฐานลูกค้าและช่องทางเข้าถึงชุมชนผ่าน Plus Property บริษัทจึงมองเห็นโอกาสที่จะทำหน้าที่มากกว่านักพัฒนาโครงการ แต่เป็นผู้เชื่อมแบรนด์ SME หรือบริการใหม่ๆ เข้ากับฐานลูกค้าคุณภาพของตัวเอง

ด้าน นายศุภกร คงสมจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า โมเดลการลงทุนจะใช้กรอบ ISG Framework คือ Invest, Scale และ Grow โดยเริ่มจากการคัดเลือกแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์และมีเคมีทางธุรกิจใกล้เคียงกัน ก่อนเข้าไปถือหุ้นไม่เกิน 20% เพื่อให้ผู้ก่อตั้งยังเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก จากนั้นจึงใช้จุดแข็งขององค์กรขนาดใหญ่ ทั้งการเงิน กฎหมาย จัดซื้อ ระบบหลังบ้าน รวมถึงทำเลและฐานลูกค้าในชุมชนของแสนสิริ ช่วยเร่งการเติบโตให้เร็วขึ้น สุดท้ายคือการวางเส้นทางสร้างมูลค่าในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการร่วมทุนต่อ การขายกิจการ การควบรวม หรือการนำธุรกิจเข้าตลาดทุนในช่วง 5-7 ปีข้างหน้า

อีกหนึ่งผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เร่งปรับพอร์ตธุรกิจเพื่อลดความผันผวนของตลาดคือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกาศกลยุทธ์ “ORIGIN Portfolio Evolution 2026” เพื่อสร้างการเติบโตจากหลายเครื่องยนต์ธุรกิจ และรองรับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่เข้าสู่ภาวะ “Never Normal”

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตเพียงเล็กน้อย เนื่องจากยังเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำ ความไม่แน่นอนของสงครามการค้า และความผันผวนของสถานการณ์โลก อย่างไรก็ตาม ยังมีสัญญาณบวกจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการกู้และลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของผู้ซื้อที่อยู่อาศัย

ภายใต้บริบทดังกล่าว บริษัทจึงเลือกใช้กลยุทธ์กระจายพอร์ตธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากการขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 25,000 ล้านบาท และรายได้รวม 10,000 ล้านบาท พร้อมวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่รวมมูลค่า 19,400 ล้านบาท

โครงการใหม่ดังกล่าวครอบคลุมทั้งธุรกิจที่อยู่อาศัยและธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ได้แก่ โครงการบ้านและคอนโด 6 โครงการ มูลค่า 7,400 ล้านบาท โรงแรม 4 แห่ง มูลค่า 5,900 ล้านบาท อาคารสำนักงานและพื้นที่เชิงพาณิชย์ 4 โครงการ มูลค่า 3,100 ล้านบาท คลังสินค้าและโรงงานให้เช่า 5 โครงการ พื้นที่รวมกว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่า 3,000 ล้านบาท

หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Brilliant Business Park พื้นที่ธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ผสาน โชว์รูม สตูดิโอ ออฟฟิศ และที่อยู่อาศัยเข้าไว้ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะนำร่องใน 5 ทำเลยุทธศาสตร์ ได้แก่ พระราม 2 บางนา-ตราด อมตะซิตี้ แหลมฉบัง และระยอง มูลค่าโครงการรวม 1,200 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาโมเดล Investment Property (IP Program) เพื่อรองรับนักลงทุนที่ต้องการเปลี่ยนคอนโดให้เป็นสินทรัพย์สร้างรายได้ โดยมีทีมบริหารมืออาชีพจาก Hampton Hotel & Residence Management (HHR) ดูแลการปล่อยเช่าและบริหารสินทรัพย์ ปัจจุบันมีโครงการในโปรแกรมนี้ 14 โครงการ รวม 1,737 ยูนิต

 โดยมีบริษัทต่างชาติซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับพนักงานต่างชาติระยะยาว ซึ่งช่วยต่อยอดไปยังธุรกิจในเครือ เช่น คลังสินค้าและโรงแรม ที่ได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของการลงทุนและการอยู่อาศัยของชาวต่างชาติ

อีกหนึ่งผู้ประกอบการที่เร่งปรับพอร์ตธุรกิจเพื่อรับมือความผันผวนของตลาดคือ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ซึ่งประกาศรีแบรนด์องค์กรครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี พร้อมวางโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อขยายแหล่งรายได้ในระยะยาว

นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SC ระบุว่า บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์ Reform to Perform โดยปรับโครงสร้างพอร์ตธุรกิจให้มีรายได้หลากหลายมากขึ้น และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนอกที่อยู่อาศัยให้เกิน 30% ภายในปี 2573

หนึ่งในแกนสำคัญคือการขยาย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายได้ประจำ (Recurring Income) ซึ่งครอบคลุมโรงแรม คลังสินค้า และอาคารสำนักงาน โดยตั้งเป้ารายได้ในปี 2569 ประมาณ 2,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการเพิ่มห้องพักโรงแรมในเมืองท่องเที่ยว และการพัฒนาคลังสินค้าในพื้นที่บางนา–EEC

ขณะเดียวกัน บริษัทเริ่มแตกไลน์สู่ ธุรกิจใหม่ด้านบริการและสุขภาพ (Wellness) รวมถึงดิจิทัลแพลตฟอร์มที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัย เพื่อสร้าง New S-Curve ขององค์กรในอนาคต

นอกจากนี้ SC ยังทดลองโมเดลการอยู่อาศัยรูปแบบใหม่ภายใต้แนวคิด “GenSCription” หรือ Living Subscription Program ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือก “เช่าแทนซื้อ” เพิ่มความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการผูกพันกับการถือครองทรัพย์สินระยะยาว

ด้าน บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจผ่านการเพิ่มสัดส่วน รายได้ประจำ (Recurring Income) จากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน ซึ่งกลายเป็นฐานสำคัญในการพยุงผลประกอบการของบริษัทในช่วงที่ตลาดที่อยู่อาศัยชะลอตัว

นายชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สิงห์ เอสเตท เปิดเผยว่า ในปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานรวม 13,988 ล้านบาท โดยรายได้จากธุรกิจรายได้ประจำมีสัดส่วนประมาณ 80% ขณะที่รายได้จากธุรกิจขายอสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนประมาณ 20%

แรงขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจโรงแรมและอาคารสำนักงาน ซึ่งสามารถสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องและช่วยเพิ่มเสถียรภาพของผลประกอบการ โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถรายงานกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (Normalized EBITDA) 3,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน พร้อมทั้งมีกำไรปกติ 531 ล้านบาท

 ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าปรับปรุงและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในพอร์ตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรงแรมที่ผ่านการรีโนเวตสามารถปรับเพิ่มอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยและรายได้ต่อห้องพักได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจโรงแรมในระยะยาว

นอกจากนี้ สิงห์ เอสเตทยังมองโอกาสจากการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ากลุ่ม Data Center สำหรับการพัฒนาพื้นที่ขนาดประมาณ 200-400 ไร่ ซึ่งหากสามารถปิดการขายได้ จะช่วยต่อยอดรายได้ระยะยาวจากการจำหน่ายสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้าและน้ำประปาในนิคมอุตสาหกรรม

ทิศทางการปรับพอร์ตของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในช่วงนี้ จึงสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยไทยอย่างชัดเจน จากเดิมที่รายได้หลักพึ่งพาการขายโครงการเพียงด้านเดียว ปัจจุบัน หลายบริษัทเริ่มเพิ่มน้ำหนักธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ ทั้งโรงแรม อาคารสำนักงาน คลังสินค้า รวมถึงบริการและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวเนื่องกับการอยู่อาศัย เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่ต่อเนื่องและลดความผันผวนของผลประกอบการในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การแตกไลน์สู่ธุรกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบริการไลฟ์สไตล์ เวลเนส หรือการสร้างระบบนิเวศรอบชุมชนที่อยู่อาศัย กำลังกลายเป็นอีกกลยุทธ์สำคัญที่ดีเวลลอปเปอร์ใช้ต่อยอดฐานลูกค้าเดิม และสร้างโอกาสรายได้ใหม่ในอนาคต สะท้อนถึงเกมการแข่งขันของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไปที่อาจขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างพอร์ตธุรกิจที่หลากหลายและยั่งยืนมากขึ้น0

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ย้อนตำนานสถานทูตเนเธอร์แลนด์ สถาปัตยกรรมโคโลเนียล100ปี สู่ทำเลทองใจกลางเมืองหมื่นล้าน

  • สถานทูตเนเธอร์แลนด์ประกาศขายที่ดินฟรีโฮลด์ผืนใหญ่ 20 ไร่บนถนนวิทยุ ซึ่งเป็นทำเลทองใจกลางเมือง คาดว่ามีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท และเตรียมเปิดประมูลเร็วๆ นี้
  • ที่ดินผืนนี้มีประวัติยาวนานกว่า 100 ปี เดิมเป็นคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียลที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
  • ที่ดินและอาคารมีการเปลี่ยนมือหลายครั้ง ผ่านการครอบครองโดยเจ้านายและบุคคลสำคัญ ก่อนที่พระองค์เจ้าบวรเดชจะขายให้กับรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในปี พ.ศ. 2492 เพื่อใช้เป็นสถานทูต

การประกาศขายที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์  บนถนนวิทยุ เพื่อย้ายไปอยู่ ภายในโครงการดุสิตเซ็นทรัลพาร์ค กลายเป็นกระแสร้อนทอล์กออฟเดอะทาวน์ เนื่องจากเป็นที่แปลงใหญ่20ไร่ กลางใจเมืองย่านศูนย์กลางธุรกิจและเป็นที่ดินฟรีโฮลด์ บนถนนวิทยุราคาซื้อขายตลาดอยู่ที่ประมาณ3ล้านบาทต่อตารางวาขึ้นไป ขณะราคาประเมินของทางราชการอยู่ที่6แสนบาทต่อตารางวา

  นาย ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย (Colliers Thailand) เปิดเผยว่า ราคาที่ดินบนถนนวิทยุบางแปลงตารางวาละ4ล้านบาทที่น่าจับตาสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประกาศขาย ประเมินว่ามูลค่าของแปลงที่ดินน่าจะอยู่ที่ 2.8-3.5ล้านบาทต่อตารางวา มูลค่ากว่า2หมื่นล้านบาท และCBREเตรียมนำออกประมูลในเร็วๆนี้ เชื่อว่าจะมีนักลงทุนรายใหญ่ของไทยสนใจ และเนื่องจากเป็นที่ดินแปลงใหญ่หากจะพัฒนาจะเป็นโครงการมิกซ์ยูสไม่ต่างไปจากโครงการวันแบงค็อก ที่อาจใช้การร่วมลงทุนกับต่างชาติก็เป็นได้       

สำหรับจุดเริ่มต้นของที่ดินผืนนี้ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1911 สมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยในขณะนั้นพื้นที่ยังเป็นนาข้าวในเขตรอบนอกของเมือง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของกรุงเทพฯ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้เร่งให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชาวนาทยอยขายที่ดินและเคลื่อนย้ายออกนอกเมือง เปิดทางให้กลุ่มชนชั้นนำและนักลงทุนเข้ามาถือครอง

หนึ่งในผู้เข้ามาลงทุนคือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ซึ่งทรงซื้อที่ดินรวมกว่า 23 ไร่ และพัฒนาเป็นคฤหาสน์สไตล์โคโลเนียล 2 ชั้น พร้อมหอคอยสูง 3 ชั้น ออกแบบอย่างวิจิตรด้วยหลังคาซ้อนชั้นและงานไม้แกะสลัก สะท้อนอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกที่กำลังแพร่หลายในสยามยุคนั้น

ข้อมูลจากวงการสถาปัตยกรรมระบุว่า อาคารแห่งนี้เคยเป็นที่พักของ อัลฟองส์ ปัวส์ แพทย์ประจำพระองค์ใน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนจะมีการเปลี่ยนมือในปี ค.ศ. 1914 ไปสู่พระยาราชสาส์นโสภณ และถูกขายต่อให้กรมพระคลังข้างที่ในปีถัดมา ทำให้กรรมสิทธิ์ตกอยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์ โดยมีหน่วยงานดังกล่าวเป็นผู้บริหารจัดการ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินและอาคารให้แก่ พระองค์เจ้าบวรเดช บุคคลสำคัญทั้งในสายการทูตและการทหาร ก่อนที่บทบาททางการเมืองจะนำไปสู่การลี้ภัยภายหลังเหตุการณ์ความไม่สงบ

ในปี ค.ศ. 1932 พระองค์เจ้าบวรเดชทรงขายที่ดินบางส่วนจำนวน 2 ไร่ คืนให้กรมพระคลังข้างที่ เพื่อระดมทุนปรับปรุงคฤหาสน์ นับเป็นการรีโนเวตครั้งสำคัญเพียงครั้งเดียว ก่อนที่ทรัพย์สินจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านอีกระลอก

ช่วงปี ค.ศ. 1936–1939 ภายหลังการลี้ภัย อาคารถูกปล่อยเช่าให้สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษใช้เป็นสำนักงานและคลับเฮาส์ ก่อนที่ในช่วง สงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นจะเข้ามาใช้พื้นที่เป็นสำนักงานชั่วคราว

หลังสงคราม ในปี ค.ศ. 1946 ทรัพย์สินแห่งนี้ถูกปรับบทบาทอีกครั้ง โดยให้คณะบาทหลวง Salesian เช่าใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ ขณะที่อาคารประกอบซึ่งสร้างขึ้นในยุคสงคราม ถูกต่อยอดเป็นศูนย์ฝึกอาชีพสำหรับเด็กด้อยโอกาส และพัฒนาเป็นสถาบันอาชีวศึกษาในเวลาต่อมา

ภายหลังการนิรโทษกรรมทางการเมืองในปี ค.ศ. 1948 พระองค์เจ้าบวรเดชเสด็จกลับประเทศไทย และในปี ค.ศ. 1949 ได้ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้กับรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในมูลค่า 1.85 ล้านบาท ถือเป็นดีลสำคัญที่เปลี่ยนบทบาทของที่ดินจากทรัพย์สินส่วนบุคคล สู่การใช้งานในเชิงการทูต

ในระยะถัดมา รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ทยอยจำหน่ายที่ดินบางส่วนบริเวณติดถนนวิทยุ ซึ่งถูกพัฒนาเป็นอาคารสำนักงาน สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของพื้นที่จาก “นาข้าว” สู่ “ทำเลทอง” ใจกลางเมือง และกลายเป็นหนึ่งในโซนเศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพฯ ในปัจจุบันที่กำลังเปลี่ยนมือ 

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 20 มี.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หลังราคาทองร่วง

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นมากที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.82 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) และอังกฤษ (BOE) อาจดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
  • สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลายลง และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกดดันเงินดอลลาร์และหนุนให้เงินบาทแข็งค่า
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทสำหรับวันนี้ไว้ที่ 32.40-32.75 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังคงมีความผันผวนสูง

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.49 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.82 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้  คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.40-32.75 บาท/ดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ทดสอบโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นมากกว่ากรอบล่างที่เราได้ประเมินไว้ในวันก่อนหน้า อีกทั้งเงินบาทยังผันผวนในกรอบที่กว้างกว่าปกติ สะท้อนถึงภาวะความผันผวนสูงของเงินบาทในระยะนี้ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.94 บาทต่อดอลลาร์) 

โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าในช่วงแรก ตามการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของ ราคาทองคำ (XAUUSD) ที่มีจังหวะปรับตัวลงเข้าใกล้โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต่างกังวลต่อผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเลือกที่จะคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมล่าสุด ที่ระดับ 3.75% และระดับ 2.00% ตามลำดับ นอกจากนี้ ทั้งสองธนาคารกลาง โดยเฉพาะฝั่ง ECB ยังได้ส่งสัญญาณพร้อมใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น หากจำเป็น ในกรณีที่เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นชัดเจน จากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ซึ่งภาพดังกล่าวได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB มีโอกาสราว 50% ที่จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน BOE มีโอกาสเกือบ 80% ที่จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง เช่นกัน ขณะที่ ผู้เล่นในตลาดมองว่า FED ยังมีโอกาสราว 22% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ โดยมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ที่ต่างจากบรรดาธนาคารกลางหลักอื่นๆ ได้กดดันให้ เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง เทียบกับบรรดาสกุลเงินหลัก ทั้ง เงินยูโร (EUR) และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และเริ่มเห็นโอกาสที่สถานการณ์พอจะคลี่คลายลงได้ หลังอิสราเอลชะลอการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน (ส่วนอิหร่านก็ส่งสัญญาณชะลอการโจมตีกลับต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในตะวันออกกลาง) อีกทั้งสหรัฐฯ ได้พิจารณาผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันอิหร่าน ซึ่งกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ได้มีส่วนช่วยหนุนบรรยากาศในตลาดการเงินและกดดันเงินดอลลาร์ ทำให้ เงินบาทสามารถพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้น พร้อมกับการรีบาวด์ขึ้นใกล้โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ของราคาทองคำ  

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้อ่อนกำลังลงอย่างชัดเจน จนเงินบาทสามารถกลับมาแข็งค่าขึ้นได้มากกว่าที่เราประเมินไว้ในวันก่อนหน้า หลังผู้เล่นในตลาดได้ปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจาก FED ทั้ง BOE และ ECB ซึ่งภาพดังกล่าวได้เป็นปัจจัยสำคัญที่หนุนการรีบาวด์ขึ้นแรงของบรรดาสกุลเงินหลัก อย่างไรก็ดี เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดได้คาดหวังแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลักดังกล่าวไปมากพอควร ซึ่งเรายังคงประเมินว่า ในส่วน BOE ยังมีโอกาสทยอยลดดอกเบี้ยลงได้บ้าง เช่นเดียวกับในฝั่งของ ECB ที่อาจคงดอกเบี้ยมากกว่าที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2-3 ครั้ง ในปีนี้ (แต่หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด เราถึงจะปรับมุมมองใหม่อย่างมีนัยสำคัญ) ทำให้ การแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของบรรดาสกุลเงินหลัก อาจเริ่มชะลอลงบ้าง จนกว่าสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลง เนื่องจากบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ในภาพดังกล่าว จึงจะสามารถหนุนบรรดาสกุลเงินหลักเพิ่มเติมได้ ตามการลดสถานะถือครองเงินดอลลาร์ (Long USD) ลงบ้าง ซึ่งจะกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง ทำให้ในระยะสั้น เรามองว่า การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจเริ่มชะลอลงแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ 

นอกจากนี้ ในช่วงระหว่างวัน อาจต้องจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่ยังคงเห็นการทยอยขายสินทรัพย์ไทยเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นอีกปัจจัยที่กดดันเงินบาทฝั่งอ่อนค่าและจะชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทในช่วงคืนที่ผ่านมาได้ 

ทั้งนี้ เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยง Two-Way Risk หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ทว่า ผู้เล่นในตลาดเริ่มกลับมาเปิดรับความเสี่ยงขึ้นบ้าง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังพอมีโอกาสทยอยคลี่คลายลง สะท้อนจากการชะลอตัวลงของราคาน้ำมันดิบ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงเผชิญแรงกดดันจากการปรับตัวลงของบรรดาหุ้นเทคฯ ใหญ่ โดยเฉพาะ Tesla -3.2% ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด -0.27% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ลดลง -0.28%

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ดิ่งลงกว่า -2.39% ท่ามกลางความกังวลว่า บรรดาธนาคารกลางหลักฝั่งยุโรป ทั้ง BOE และ ECB อาจจำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและเสี่ยงยืดเยื้อกว่าคาด สะท้อนจากการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ BOE และ ECB หลังรับรู้ผลการประชุมของทั้งสองธนาคารกลางดังกล่าว อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรป ยังพอได้แรงหนุนบ้าง จากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน อาทิ BP +4.9%

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.25% สอดคล้องกับการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ หลังผู้เล่นในตลาดมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีโอกาสทยอยคลี่คลายลงได้ แม้ว่าโดยรวม ผู้เล่นในตลาดจะปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED โดยมองว่า FED มีโอกาสเพียง 22% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ ตามท่าทีระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED, BOJ, BOE และ ECB จากผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลักล่าสุด แม้บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลกยังมีความเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นบ้าง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ระยะยาวในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บอนด์ระยะยาว อย่าง บอนด์ 10 ปี ในหลายประเทศมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากมองว่า แม้ในกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด หนุนให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงได้นาน จนบรรดาธนาคารกลางหลักต่างคงดอกเบี้ยได้นานขึ้น หรือ ขึ้นดอกเบี้ย แต่ภาพดังกล่าวอาจนำไปสู่ภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ และอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะกดดันเศรษฐกิจมากเกินไป หรือ เกิด Policy Mistake จนทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงหนัก เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทำให้ เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย อาทิ โซน 4.25% ขึ้นไป สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และ เหนือโซน 1.90%-2.00% สำหรับ บอนด์ยีลด์ 10 ปี ไทย (โซนดังกล่าว สอดคล้องกับการประเมินระดับบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และไทย ที่เหมาะสม จากโมเดล Adrian, Crump, and Moench  หรือ โมเดล ACM )

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบที่ทยอยปรับตัวลดลง นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังถูกกดดันจากการแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก ตามมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ประเมินว่า บรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOE และ ECB อาจเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อรับมือความเสี่ยงเงินเฟ้อ หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงมากขึ้นและยืดเยื้อกว่าคาด ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลงสู่โซน 99.2 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99-100.2 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ แนวโน้มการคงดอกเบี้ยหรือเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก เพื่อรับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะรีบาวด์สูงขึ้นบ้าง สู่โซน 4,650 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตามการทยอยอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ 

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ในฝั่งไทยผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งอาจยังคงสะท้อนการขยายตัวต่อเนื่องของการค้าระหว่างประเทศของไทยอยู่ โดยเฉพาะในส่วนของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง (ทำให้การประเมินแนวโน้มของตลาดการเงิน ควรมองเป็น Scenario Analysis ตามที่เราได้วิเคราะห์แต่ละ Scenario ในสัปดาห์ก่อนหน้า)

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


แบ่งกลุ่มเรียบร้อย! สรุปผลจับสลาก วอลเลย์บอลหญิง U17 ชิงแชมป์โลก 2026

การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง รุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปี ชิงแชมป์โลก 2026 ที่กรุงซานติอาโก ประเทศชิลี รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 6-16 สิงหาคม 2026

โดย “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” สามารถคว้าตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ในฐานะทีมที่มีอันดับโลกดีที่สุดที่ยังไม่ได้สิทธิ์เข้าแข่งขัน และถูกจัดให้อยู่ในโถที่ 3 ก่อนพิธีการจับสลากแบ่งกลุ่ม

ล่าสุด สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้มีพิธีจับสลากแบ่งกลุ่มเป็นที่เรียบร้อย ซึ่ง “ลูกยางสาวไทย” จับฉลากอยู่กลุ่มเอ ร่วมกับ ชิลี เจ้าภาพ, ตุรกี, อียิปต์, สหรัฐอเมริกา และ สาธารณรัฐเช็ก

ผลการจับสลากแบ่งสาย วอลเลย์บอลหญิง U17 ชิงแชมป์โลก 2026

กลุ่มเอ : ชิลี (เจ้าภาพ), ตุรกี, อียิปต์, สหรัฐอเมริกา, ไทย และ สาธารณรัฐเช็ก
กลุ่มบี : จีน (แชมป์เก่า), เปรู, เม็กซิโก, เวเนเซุเอล่า, ตูนีเซีย และ ฟิลิปปินส์
กลุ่มซี : ญี่ปุ่น, บราซิล, อาร์เจนตินา, โปแลนด์, โครเอเชีย และ สเปน
กลุ่มดี : อิตาลี, ไต้หวัน, เปอร์โตริโก, เกาหลีใต้, สาธารณรัฐโดมินิกัน และ แอลจีเรีย

สำหรับ วอลเลย์บอลหญิง รุ่นอายุต่ำกว่า 17 ปี ชิงแชมป์โลก 2026 จะทำการแข่งขันแบบพบกันหมดในกลุ่ม คัดเอา 4 ทีมที่ดีที่สุดของกลุ่ม ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ก่อนที่จะทำการแข่งขันในระบบน็อกเอาต์ (แพ้คัดออก) จนถึงรอบชิงชนะเลิศ

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


อย.ยกระดับคุม ‘ปากกาลดน้ำหนัก’ เป็น ‘ยาควบคุมพิเศษ’ แพทย์ต้องสั่งเท่านั้น  

อย. ออกประกาศยกระดับยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด หรือ “ปากกาลดน้ำหนัก” ให้เป็นยาควบคุมพิเศษ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน  ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น  หลังพบการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ -ลักลอบจำหน่าย

จากที่ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ฉบับที่ 58 ลงนามโดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569  ดำเนินการตามคำแนะนำของคณะกรรมการยา กำหนดให้ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด เป็นยาควบคุมพิเศษ โดยให้มีผลถัดจากวันประกาศในราชกิจจาฯอีก 180 วัน

ภก.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ยากลุ่ม GLP-1 receptor agonists (GLP-1 RA) เช่น Semaglutide, Liraglutide, Dulaglutide, Lixisenatide และ Tirzepatide ได้รับอนุมัติให้ใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และช่วยควบคุมน้ำหนักในผู้ที่มีภาวะอ้วนภายใต้การวินิจฉัยและสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักเพื่อความสวยงาม การใช้ยาเองอย่างไม่ถูกต้องหรือหยุดยาเอง

แม้ยาจะช่วยลดความอยากอาหารและทำให้น้ำหนักลดลงได้ในระยะหนึ่ง แต่อาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (โยโย่) และเสี่ยงอาการไม่พึงประสงค์ เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ตับอ่อนอักเสบ ไตวาย ภาวะซึมเศร้า หรือกล้ามเนื้อฝ่อลีบ และอาจเสี่ยงอันตรายรุนแรงถึงชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว

ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ได้จะดำเนินคดีกับผู้โฆษณาและจำหน่ายผิดกฎหมายมาโดยตลอด แต่ยังคงพบการนำไปใช้ในทางที่ผิดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยจากการใช้ยาของผู้บริโภค กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ยกระดับการควบคุมปากกาลดน้ำหนัก

โดยออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาควบคุมพิเศษ ฉบับที่ 58 กำหนดให้ยากลุ่ม Glucagon-like peptide-1 (GLP-1) ชนิดฉีด เป็นยาควบคุมพิเศษ โดยต้องจ่ายตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น ส่วนที่กำหนดให้มีผลในอีก 180 วัน จะเป็นระยะเวลาให้ผู้ประกอบการได้เตรียมตัว เนื่องจากจะต้องทำฉลาก ใบกำกับยาใหม่ กับการจัดการสต็อกของเดิม

“มาตรการยกระดับการควบคุมปากกาลดน้ำหนักเป็นยาควบคุมพิเศษนี้ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่ต้องการใช้ยานี้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเหมาะสม และขอยืนยันว่า การยกระดับนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่มีภาวะอ้วนที่จำเป็นต้องใช้ยา เนื่องจากยังสามารถเข้าถึงยาได้ตามปกติ แต่จะช่วยให้การใช้ยานี้มีความเหมาะสม ปลอดภัย และเกิดประสิทธิผลสูงสุด”ภก.สุภัทรากล่าว 

ทั้งนี้ อย.ขอความร่วมมือประชาชน อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาว่า “ฉีดแล้วผอม”ไม่มีวิธีลัดในการลดน้ำหนักที่ปลอดภัยและยั่งยืน การลดน้ำหนักที่ถูกต้องควรอาศัยการกินอาหารที่เหมาะสม พักผ่อนเพียงพอ ออกกำลังกายและดูแลสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรซื้อยาฉีดลดน้ำหนักมาใช้เอง เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ หากพบการโฆษณาหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่น่าสงสัย สามารถแจ้งสายด่วน อย. 1556, Line: @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันคุ้มครองผู้บริโภคไทยอย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับแบบกลุ่ม เลือกแบบไหนดีให้เก่งไวและคุ้มค่าที่สุด?

เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับแบบกลุ่ม เลือกแบบไหนดีให้เก่งไวและคุ้มค่าที่สุด?

เคยไหมครับ? ตั้งเป้าหมายกับตัวเองไว้ดิบดีว่า “ปีนี้ฉันจะต้องพูดภาษาอังกฤษให้คล่องให้ได้!” แล้วก็ตัดสินใจควักเงินก้อนสมัครคอร์สเรียนไป แต่พอถึงเวลาเรียนจริง กลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นแค่ “ตัวประกอบ” ในห้องเรียน

คุณนั่งฟังเพื่อนคนอื่นตอบคำถาม ครูหันไปสนใจคนที่กล้าพูดมากกว่า ส่วนเราก็ได้แต่พยักหน้าตามแต่ในใจยังติดค้างคำถามเดิม ๆ หรือบางครั้งพอจะอ้าปากพูด ก็ดันกังวลว่าคนอื่นจะมองว่าสำเนียงเราแปลกไหม จนสุดท้ายจบคอร์สไป ความมั่นใจก็ยังอยู่ที่เดิม เพิ่มเติมคือความรู้สึกเสียดายเงิน

นี่คือ Pain Point ใหญ่ที่คนไทยส่วนใหญ่เจอครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คุณหัวไม่ดี แต่อาจอยู่ที่ “รูปแบบการเรียน” ไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของคุณ วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าระหว่างการ เรียนภาษาอังกฤษออนไลน์แบบตัวต่อตัว กับ แบบกลุ่มแบบไหนที่จะช่วยให้คุณ ฝึกพูดภาษาอังกฤษ ได้เห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุด

ทำความเข้าใจความต่าง: เรียนกลุ่ม vs เรียนตัวต่อตัว

ก่อนจะตัดสินใจเลือก เราต้องเข้าใจก่อนว่าทั้งสองรูปแบบมี “หัวใจ” ที่ต่างกันครับ จากข้อมูลของ Cambridge Assessment English ระบุว่า สภาพแวดล้อมในการเรียนมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาทักษะการสื่อสาร โดยเฉพาะความมั่นใจ (Confidence) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของการพูด

1. การเรียนแบบกลุ่ม (Group Class)

การเรียนแบบกลุ่มเปรียบเสมือนการจำลองสังคมเล็ก ๆ ข้อดีคือคุณจะได้เห็นข้อผิดพลาดของคนอื่นและเรียนรู้ไปพร้อมกัน มีความสนุกสนาน และที่สำคัญคือราคามักจะย่อมเยากว่า

แต่ปัญหาที่หลายคนพบคือ:

  • Active Time น้อย: หากในคลาสมี 10 คน และเรียน 60 นาที คุณอาจมีโอกาสโต้ตอบกับผู้สอนจริง ๆ เพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
  • เนื้อหาไม่ยืดหยุ่น: ครูจำเป็นต้องสอนตามหลักสูตรกลางเพื่อให้ทุกคนไปพร้อมกันได้ หากคุณสงสัยจุดไหนเป็นพิเศษ อาจไม่มีเวลาพอให้เจาะลึก
  • ความประหม่า: สำหรับมือใหม่ การพูดผิดต่อหน้าคนหมู่มากอาจทำให้เสียความมั่นใจได้ง่าย

2. การเรียนแบบตัวต่อตัว (One-on-One)

นี่คือรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับคนที่ต้องการ “ทางลัด” เพราะผู้สอนจะโฟกัสที่ตัวคุณเพียงคนเดียว 100%

ทำไมหลายคนถึงเลือกเรียนตัวต่อตัว:

  • Customized Curriculum: อยากเน้น ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน หรือเตรียมตัว ภาษาอังกฤษเพื่อการสัมภาษณ์งานก็ทำได้ทันที ไม่ต้องรอเพื่อน
  • แก้จุดอ่อนได้ตรงจุด: ครูจะเห็นทันทีว่าคุณออกเสียงคำไหนผิด หรือติดแกรมม่าตรงไหน แล้วแก้ไขให้เดี๋ยวนั้น
  • ลดกำแพงความกลัว: เมื่อไม่มีสายตาคนอื่นคอยมอง คุณจะกล้าลองผิดลองถูกมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนา

ตารางเปรียบเทียบ: เลือกแบบไหนที่ใช่สำหรับคุณ?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมทำตารางเปรียบเทียบจุดต่อจุดมาให้ดูครับ:

หัวข้อเปรียบเทียบเรียนแบบกลุ่ม (Group)เรียนตัวต่อตัว (Private)
ความเข้มข้นของการเรียนปานกลาง (ต้องแบ่งเวลาให้เพื่อน)สูงมาก (ครูโฟกัสที่เราคนเดียว)
ความยืดหยุ่นของเวลาตารางตายตัว เปลี่ยนยากยืดหยุ่นสูง เลือกเวลาที่สะดวกได้
เนื้อหาบทเรียนตามหลักสูตรมาตรฐานปรับแต่งตามอาชีพหรือเป้าหมายได้
ความกดดัน/ความประหม่าสูง (ถ้าขี้อายอาจไม่กล้าพูด)ต่ำ (บรรยากาศเป็นกันเองกับครู)
ราคาประหยัดกว่าสูงกว่า แต่คุ้มค่าในแง่ของเวลาที่เสียไป
ความเร็วในการเห็นผลค่อยเป็นค่อยไปเห็นผลไว เพราะได้พูดตลอดเวลา

เจาะลึก: ทำไม “การเรียนตัวต่อตัว” ถึงเหมาะกับคนวัยทำงาน?

จากประสบการณ์ที่ Engduo ได้ดูแลนักเรียนมามากมาย เราพบว่า “เวลา” คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของคนวัยทำงานครับ หลายคนต้องการ ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน เพราะมีโปรเจกต์ด่วน มีการประชุมสำคัญ หรือต้องรีบปรับตำแหน่ง

การเรียน คอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ แบบตัวต่อตัวจึงตอบโจทย์ที่สุด เพราะ:

  1. ไม่ต้องรอใคร: คุณสามารถเริ่มบทเรียนในจุดที่คุณติดขัดได้เลย เช่น ถ้าคุณเก่งแกรมม่าแต่พูดไม่ได้ ครูจะข้ามทฤษฎีแล้วพาคุณลุยบทสนทนาทันที
  2. จำลองสถานการณ์จริง: หากคุณต้องเตรียม ภาษาอังกฤษพรีเซนต์งาน ในสัปดาห์หน้า คุณสามารถเอาสไลด์จริงมาฝึกซ้อมกับครูให้ช่วยเกลาสำนวนได้เลย ซึ่งการเรียนแบบกลุ่มทำไม่ได้แน่นอน
  3. สร้างความมั่นใจที่ยั่งยืน: จากรายงานของ British Council การได้รับ Feedback ที่จำเพาะเจาะจง (Personalized Feedback) ช่วยให้ผู้เรียนลดอาการ “ประหม่า” ได้เร็วกว่าการเรียนแบบรวมกลุ่มถึง 2 เท่า

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ADI ปักหมุดขยายฐานผลิตชิปที่ไทย ดันไทยศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์

  • บริษัท Analog Devices (ADI) ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ประกาศขยายฐานการผลิตและการทดสอบขั้นสูงแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรี
  • การลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต เสริมความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทาน และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ที่สำคัญในภูมิภาค
  • ADI ยังมุ่งมั่นพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมของไทยผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ

การสร้างความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนระดับโลกคือกลยุทธ์ที่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันขันของตลาดโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ล่าสุดวันที่ 19 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกครั้ง เมื่อ อนาล็อก ดีไวเซส (Analog Devices, Inc. หรือ ADI) ผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก ประกาศเปิดตัวฐานการผลิตขั้นสูงแห่งใหม่ในประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและการทดสอบขั้นสูง การขยายฐานการผลิตในพื้นที่จังหวัดชลบุรีครั้งนี้ไม่เพียงแต่เสริมความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายการผลิตระดับโลก แต่ยังเป็นการขยายกำลังการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่มีความยืดหยุ่นและยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

ยุทธศาสตร์การผลิตแบบไฮบริด

การก้าวเดินของ ADI ในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากกลยุทธ์การผลิตแบบไฮบริด (Hybrid Manufacturing Strategy) ของบริษัท ซึ่งอาศัยเครือข่ายโรงงานภายในองค์กรและพันธมิตรจากภายนอกทั่วโลก ทั้งโรงงานผลิตแผ่นเวเฟอร์ (Foundry) และผู้ให้บริการประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ (OSAT) เพื่อส่งมอบโซลูชันที่มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง

วินเซนต์ โรช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการของ ADI ได้เน้นย้ำว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในศูนย์กลางทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของบริษัท การขยายฐานการผลิตในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ ADI ที่มีต่อประเทศไทยและภูมิภาคนี้ ในฐานะฟันเฟืองชิ้นสำคัญที่ช่วยให้บริษัทส่งมอบเทคโนโลยีระดับโลกที่มีทั้งความน่าเชื่อถือและยั่งยืน ในขณะที่ความต้องการของลูกค้ามีวิวัฒนาการไปอย่างต่อเนื่อง

ยกระดับศูนย์กลางการทดสอบเซมิคอนดักเตอร์

เมื่อเจาะลึกเข้ามาในกระบวนการผลิต อนาล็อก ดีไวเซส ประเทศไทย (ADTH) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2000 ถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตปลายน้ำ (Backend Manufacturing) ที่สำคัญที่สุดของ ADI ซึ่งรองรับตลาดอุตสาหกรรม ยานยนต์ การสื่อสาร สินค้าอุปโภคบริโภค และระบบสุขภาพดิจิทัล โรงงานแห่งนี้ได้มีการเพิ่มพื้นที่ห้องปลอดเชื้อ (Cleanroom) และเตรียมความพร้อมสำหรับการทดสอบ รวมถึงขยายกำลังการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ การยกระดับครั้งนี้ทำให้ ADI เพิ่มขีดความสามารถในกระบวนการทดสอบทางไฟฟ้าทั้งในระดับแผ่นเวเฟอร์ (Wafer-level Processing) ผลิตภัณฑ์ขั้นสูงแบบอื่นๆ (Chip Scale Packaging) และการทดสอบไอซีขั้นสุดท้าย (Final IC test) อีกทั้งโรงงานยังได้รับการออกแบบให้เป็นศูนย์กลางแห่งนวัตกรรมและระบบอัตโนมัติ โดยผสานเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และการดำเนินงานอัจฉริยะ

โอกาสทองของไทยบนเวทีชิปโลก

นอกจากการขยายฐานการผลิตของ ADI จะเป็นความสำเร็จของบริษัทแล้ว ยังนับเป็นโอกาสมหาศาลที่ประเทศไทยจะได้รับในหลายมิติ โอกาสแรกคือการดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ โดยโรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมการเข้าถึงบุคลากรด้านวิศวกรรมที่มีทักษะ และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีเสถียรภาพและเป็นกลาง ปัจจัยเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการเป็นฐานที่มั่นสำคัญของซัพพลายเชนระดับโลก

โอกาสที่สองคือการถ่ายทอดองค์ความรู้ระดับแนวหน้า โดย ADI ยังคงเดินหน้าลงทุนในการพัฒนาบุคลากรด้านเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทยที่กำลังเติบโตผ่านโครงการ ADI Thailand Academy และความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย โครงการเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการพัฒนาทักษะด้านวิศวกรรมและเทคนิคในสาขาสำคัญ เช่น วิศวกรรมการทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การวิเคราะห์หาข้อผิดพลาดเพื่อปรับปรุงคุณภาพ และเทคโนโลยีโรงงานอัจฉริยะ

นอกจากนี้ โรงงานแห่งนี้ยังสนับสนุนการขยายโครงการฝึกงานและโครงการพัฒนาบุคลากรในระยะยาว เพื่อช่วยสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สิ่งเหล่านี้จะช่วยสร้างรากฐานบุคลากรวิศวกรรมของไทยให้แข็งแกร่งและก้าวทันเทคโนโลยีแห่งอนาคต

ต้นแบบโรงงานอัจฉริยะสีเขียว

ในโลกอุตสาหกรรมยุคใหม่ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต้องเดินเคียงคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม อาคารดำเนินงานแห่งใหม่นี้ได้รับการออกแบบให้เป็นอาคารอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โรงงานแห่งนี้ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับมาตรฐาน LEED ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ADI ในการดำเนินการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และถือเป็นโรงงานแห่งแรกในเครือข่ายการผลิตของ ADI ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเป้าหมายเพื่อผ่านการรับรองมาตรฐาน LEED ระดับ Platinum

การขยายการลงทุนในครั้งนี้ ยังสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนของ ADI ซึ่งรวมถึงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ การออกแบบโรงงานที่ประหยัดพลังงาน ระบบรีไซเคิลน้ำที่ทันสมัย และการติดตามผลด้านสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ADTH ยังเป็นผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์รายแรกในประเทศไทยที่นำไนโตรเจนเหลวคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Liquid Nitrogen) มาใช้ ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการทดสอบ ซึ่งตอกย้ำบทบาทความเป็นผู้นำของ ADI ในด้านการผลิตเซมิคอนดักเตอร์อย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


5 คู่ผักผลไม้ยิ่งวางรวมกันยิ่งเน่าเร็ว เปลืองเงินโดยไม่รู้ตัว

เคยสงสัยไหม? ซื้อผักผลไม้มาแป๊บเดียวก็เน่าเสีย ทั้งที่เพิ่งแช่ตู้เย็น! หลายคนอาจคิดว่าการจับทุกอย่างยัดใส่ตู้เย็นหรือวางรวมกันในตะกร้าเป็นเรื่องปกติ แต่รู้หรือไม่ว่ามี ผักคู่อริและผลไม้ที่ห้างวางใกล้กัน เด็ดขาดถ้าไม่อยากเปลืองเงินโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้แล้วในทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากพืชบางชนิดมี “ก๊าซเอทิลีน” (Ethylene Gas) หรือก๊าซแห่งการสุกสะสมอยู่มาก ซึ่งหากเรานำไปวางใกล้กับผักผลไม้ที่อ่อนไหวต่อก๊าซนี้ จะทำให้ของที่เพิ่งซื้อมาเหี่ยว เฉา และเน่าเสียเร็วกว่าปกติหลายเท่าตัว! นี่คือ “ผลไม้และผักคู่อริ คู่หูต้องห้าม” ที่คุณควรจับแยกจากกันด่วน เพื่อรักษาความสดและประหยัดเงินในกระเป๋า

5 ผักคู่อริและผลไม้ที่ห้างวางใกล้กัน

1. แอปเปิล กับ ผักใบเขียว (คะน้า, ผักสลัด, กวางตุ้ง)

  • ทำไมถึงห้าม: แอปเปิลคือ “ตัวแม่” ในการปล่อยก๊าซเอทิลีน หากวางใกล้ผักใบเขียว ก๊าซจะไปกระตุ้นให้คลอโรฟิลล์สลายตัว ทำให้ผักเปลี่ยนจากสีเขียวสดเป็นสีเหลืองและเหี่ยวเฉาภายในไม่กี่วัน

2. มันฝรั่ง กับ หอมหัวใหญ่

  • ทำไมถึงห้าม: คู่นี้คือ “เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด” แม้จะชอบที่แห้งและเย็นเหมือนกัน แต่หอมหัวใหญ่จะปล่อยก๊าซที่กระตุ้นให้มันฝรั่งงอกหน่อ (Sprout) เร็วขึ้น ซึ่งมันฝรั่งที่งอกหน่อแล้วอาจมีสารพิษไม่ควรนำมารับประทาน ในขณะที่ความชื้นจากมันฝรั่งก็ทำให้หอมหัวใหญ่เน่าได้ง่ายขึ้นด้วย

3. กล้วยสุก กับ ผลไม้ทุกชนิด

  • ทำไมถึงห้าม: กล้วยที่เริ่มสุกจะปล่อยเอทิลีนเข้มข้นสูงมาก ถ้าคุณวางกล้วยสุกไว้กลางตะกร้าผลไม้ ผลไม้อื่นๆ เช่น มะม่วง ฝรั่ง หรืออะโวคาโด จะสุกงอมจนเละในเวลาอันรวดเร็ว
    • Tips: หากอยากให้ผลไม้อื่นสุกเร็ว ให้วางใกล้กล้วย แต่ถ้าอยากเก็บไว้นานๆ ให้แยกกล้วยออกไปแขวนไว้ต่างหาก

4. แตงโม กับ มะเขือเทศ

  • ทำไมถึงห้าม: แตงโมเป็นผลไม้ที่เซนซิทีฟต่อก๊าซเอทิลีนสูงมาก เมื่อได้รับก๊าซจากมะเขือเทศ เนื้อแตงโมจะเริ่มนิ่ม เละ และสูญเสียรสชาติความหวานกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

สรุป ใครคือ “ตัวปล่อยก๊าซ” และใครคือ “ผู้รับเคราะห์”

กลุ่มปล่อยก๊าซเยอะ (จอมทำลาย)กลุ่มอ่อนไหว (เหี่ยว/เน่าง่าย)
แอปเปิล, กล้วยสุก, มะเขือเทศผักใบเขียวทุกชนิด, บรอกโคลี
มะละกอ, ลูกแพร์, อะโวคาโดแตงกวา, แครอท (จะขม), แตงโม

เคล็ดลับการเก็บรักษาให้สดนานขึ้น

  1. แยกถุงแยกชนิด: หากต้องแช่ในตู้เย็น ควรใส่ถุงซิปล็อกหรือกล่องสุญญากาศแยกชนิด เพื่อป้องกันก๊าซฟุ้งกระจายไปโดนกัน
  2. อย่าล้างก่อนเก็บ: ความชื้นเป็นตัวเร่งการเติบโตของเชื้อรา ควรล้างเฉพาะเมื่อจะนำออกมาทานเท่านั้น
  3. เช็กอุณหภูมิ: ผักบางอย่าง เช่น โหระพา หรือมะเขือเทศ ไม่ชอบความเย็นจัด การวางไว้ข้างนอกในที่โปร่งอาจจะช่วยรักษาคุณภาพได้ดีกว่า

สรุปสั้นๆ: ถ้าอยากให้ผักผลไม้สดนาน “แยกแอปเปิล แยกกล้วย แยกหอมหัวใหญ่” เพียงเท่านี้คุณก็ไม่ต้องทิ้งของเหลือทิ้งบ่อยๆ แล้ว

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 20/3/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a73,100.0073,300.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,725.0071,631.0074,100.00
ทองรูปพรรณ 90%4,252.5064,467.90n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,780.0057,304.80n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,126.2532,233.95n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,653.7525,070.85n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,896.3774,228.97n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 20/3/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9532.0532.0533.3532.0532.0532.0532.0532.0532.05
แก๊สโซฮอล์ 9131.6831.6832.7831.6831.6831.6831.6831.6831.68
แก๊สโซฮอล์ E2027.0527.0528.1527.0527.0527.0527.0527.05
แก๊สโซฮอล์ E8523.7923.7923.79
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม41.0449.5449.8441.04
เบนซิน 9540.6449.5141.1440.7940.64
ดีเซล30.4430.4430.4430.4430.4430.4430.4430.4430.44
ดีเซลพรีเมี่ยม43.9446.1449.8446.1443.94
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า