สาระน่ารู้ประจำวันที่ 05 พฤษภาคม 2569

คอนโดชะลอหนัก เปิดใหม่ต่ำสุดรอบ20ปี สมาคมอาคารชุด หวังรัฐปลดล็อกข้อจำกัด

  • การเปิดตัวโครงการคอนโดใหม่ในปีนี้คาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 17,000 ยูนิต ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี
  • ปัจจัยลบหลักมาจากต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้น กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ และเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวดซึ่งมีอัตราการปฏิเสธสูงถึง 40-50%
  • สมาคมอาคารชุดไทยเสนอให้ภาครัฐออกมาตรการช่วยเหลือเพื่อกระตุ้นตลาด เช่น การผ่อนคลายเกณฑ์ LTV, ลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง และขยายระยะเวลาเช่าสำหรับชาวต่างชาติ

ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนก่อสร้างที่ปรับตัวสูง กำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และเกณฑ์สินเชื่อที่เข้มงวด ส่งผลให้การเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2569 ลดลงเหลือราว 17,000 ยูนิต ต่ำสุดในรอบ 20 ปี ท่ามกลางความพยายามของภาคเอกชนในการผลักดันมาตรการรัฐเพื่อประคองตลาด

ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า การดำเนินงานในช่วง 2 ปีข้างหน้า จะเน้นการต่อยอดภารกิจเดิม โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อผลักดันมาตรการสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์มาตรการสำคัญที่อยู่ระหว่างการหารือ ได้แก่ การผ่อนคลายเกณฑ์สินเชื่อที่อยู่อาศัย (LTV) การปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง รวมถึงข้อเสนอขยายระยะเวลาการเช่าทรัพย์สิทธิจาก 30 ปี เป็น 60 ปี เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติ

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้ใช้ระยะเวลาสั้นลง จากเดิมที่อาจใช้เวลา 1-2 ปี เหลือประมาณ 3-5 เดือน เพื่อลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการ

ภาษีที่ดินกดดันต้นทุน สต็อกขายอืด

อีกหนึ่งประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ คือ การปรับปรุงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งมีผลบังคับใช้มาแล้วกว่า 5 ปีปัจจุบัน สินค้าคงค้างของผู้ประกอบการที่ยังไม่สามารถจำหน่ายได้ ถูกจัดเก็บภาษีในอัตรา “อื่นๆ” ส่งผลให้ภาระภาษีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน อัตราการระบายสินค้า (Absorption Rate) ชะลอตัวลง โดยใช้เวลาจากเดิมเฉลี่ย 2-3 ปี ขยายเป็น 5-6 ปี ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนภาษีและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลานานขึ้นภาระดังกล่าวมีแนวโน้มถูกสะท้อนเข้าสู่ราคาขาย ซึ่งอาจกระทบต่อผู้บริโภคในระยะถัดไป

สินเชื่อเข้ม ดันอัตราปฏิเสธพุ่ง 40-50%

สถานการณ์สินเชื่อที่อยู่อาศัยยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของตลาด โดยมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) อยู่ในระดับ 40-50% แม้ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งยังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย แต่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ ส่งผลให้ดีมานด์ที่แท้จริงไม่สามารถแปลงเป็นยอดขายได้

ผู้ประกอบการจึงเริ่มปรับรูปแบบการขาย เช่น การทำโครงการ “เช่าซื้อ” (Rent to Own) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคที่ยังไม่พร้อมด้านสินเชื่อสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้มากขึ้นพร้อมกันนี้ ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และแนวทางการรวมหนี้ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการกู้ของผู้บริโภค

 ต้นทุนก่อสร้างพุ่ง กดดันราคาขายขยับ 3-8%

ด้านต้นทุนการพัฒนาโครงการ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมา พบว่าต้นทุนก่อสร้างเพิ่มขึ้นราว 10-20% โดยเฉพาะในโครงการขนาดเล็กปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และการปรับขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง เช่น เหล็ก คอนกรีต และอลูมิเนียม

แนวโน้มดังกล่าวส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยในอนาคตอาจปรับเพิ่มขึ้น ประมาณ 3-8% อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคายังต้องพิจารณาความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคเป็นหลัก

 เปิดโครงการใหม่ลดเหลือ 1.7 หมื่นยูนิต ต่ำสุดรอบ 20 ปี

จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยปีนี้คาดว่าจะมีจำนวนเปิดตัวเพียงประมาณ 17,000 ยูนิต ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี ต่ำกว่าปี2568 ที่ผ่านมา เนื่องจากสงคราม ที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและกำลังซื้อผู้บริโภค

ดังนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกบริหารสต็อกเดิมที่มีอยู่ ซึ่งเป็นต้นทุนเก่าที่สามารถควบคุมราคาได้ดีกว่า แทนการลงทุนใหม่ที่มีความเสี่ยงด้านต้นทุนและกำลังซื้อ

ต่างชาติยังเป็นแรงพยุง 18-20%

ในภาวะที่กำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติยังคงมีบทบาทในตลาด โดยมีสัดส่วนประมาณ 18-20% กลุ่มที่มีแนวโน้มเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย ได้แก่ ผู้ที่ย้ายถิ่นฐานจากประเทศที่มีความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น เมียนมา ไต้หวัน และรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม แรงซื้อจากต่างชาติยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยตลาดในประเทศที่ชะลอตัว

 จับตานโยบายรัฐ ตัวแปรสำคัญฟื้นตลาด

อย่างไรก็ดี ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะต่อไป ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งทิศทางเศรษฐกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภค และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ 

“ภาคเอกชนมองว่า หากสามารถผลักดันมาตรการต่างๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ในระดับหนึ่ง”

ท่ามกลางความท้าทายที่ยังคงอยู่ การฟื้นตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์จึงยังต้องใช้เวลา และอาศัยแรงสนับสนุนจากหลายภาคส่วนควบคู่กัน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


อสังหาฯพลิกเกมชู ‘Wellbeing’ รับเทรนด์Longevityมาแรง

  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เปลี่ยนจุดแข่งขันจากทำเลและฟังก์ชัน มาเน้นที่ “Wellbeing” หรือ “สภาวะชีวิตที่ดี” ของผู้อยู่อาศัย ซึ่งเป็นความสุขที่ลึกซึ้งและยั่งยืน
  • การพัฒนาโครงการต้องคำนึงถึง Wellbeing ใน 4 มิติ คือ กาย (Physical) ใจ (Mental) สังคม (Social) และจิตวิญญาณ (Spiritual) เพื่อสร้างบ้านที่ช่วยเยียวยาและสร้างสมดุลให้ชีวิต
  • กลยุทธ์นี้เกิดขึ้นเพื่อตอบรับเทรนด์ “Longevity” ที่ผู้คนต้องการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพและสุขภาพดี (Wellspan & Healthspan) ไม่ใช่แค่อายุยืน (Lifespan)
  • ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพและความรู้สึกที่ดีมากกว่าความหรูหรา

สุมิตรา วงภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทอร์ร่า มีเดีย แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด  ระบุว่า  วันนี้ อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้แข่งขันกันแค่ “ทำเล” หรือ “ฟังก์ชัน”แต่กำลังแข่งขันกันที่ “ความรู้สึกของคนอยู่”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่าน จาก Quality of Lifeสู่ Wellbeing เพราะWellbeing ไม่ใช่แค่ “ความสุข” แต่คือ “สภาวะชีวิต”ในมุมจิตวิทยาความสุขมี 2 ชั้น

  • Hedonic Happiness: สุขระยะสั้น เช่น ซื้อของใหม่ เที่ยว พักผ่อน
  • Eudaimonic Happiness: สุขระยะลึก รู้สึกมั่นคงจากภายใน

Wellbeing อยู่ในชั้นที่สอง มันไม่ใช่แค่คำถามว่า“คุณมีอะไรบ้างในชีวิต”แต่คือ“คุณรู้สึกอย่างไรกับชีวิตของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา” คนที่มี Wellbeing ไม่ใช่คนที่ไม่มีปัญหาแต่คือคนที่ “รับมือกับชีวิตได้”

Wellness = วิธีการ  Wellbeing = ผลลัพธ์

 หลายคนใช้ 2 คำนี้แทนกัน แต่จริง ๆ แล้วต่างกันชัดเจน Wellness = สิ่งที่คุณ “ทำ” เช่น ออกกำลังกาย นอนดี กินดี Wellbeing = สิ่งที่คุณ “เป็น” คือภาวะชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนและจุดเชื่อมของสองสิ่งนี้คือ “บ้าน”

ทำไมอสังหาฯ กลายเป็นเรื่องของสุขภาพใจ

เพราะ “บ้าน” คือหนึ่งในปัจจัยสี่ และเป็นพื้นที่ที่เราใช้เวลามากที่สุดในชีวิตบ้านที่ดี ไม่ได้แค่ทำให้สะดวกแต่ต้องทำให้กลับมาแล้วรู้สึกปลอดภัยรู้สึกสดชื่นและรู้สึกว่าชีวิตสมดุลขึ้นประเทศพัฒนาแล้วจึงขยับจาก Quality of Life ไปสู่ Wellbeingเพราะเมื่อ “มีครบ” แล้วสิ่งที่คนต้องการต่อ คือ “รู้สึกดีจริง”

4 มิติ Wellbeing ที่ดีเวลอปเปอร์ต้องคิดให้ลึก

1. Physical Wellbeing — ร่างกายต้องดีจริง
ไม่ใช่แค่มีฟิตเนส แต่ต้อง “อยากใช้”อยู่ใกล้ธรรมชาติ เดินทางปลอดภัย ใช้งานแล้วสบายจริง

2. Mental Wellbeing — บ้านต้องเยียวยาใจ
พื้นที่ต้องทำให้ใจฟูมีมุมสงบ มีพื้นที่ Rechargeบ้านต้อง “ฮีล” ไม่ใช่แค่ “อยู่ได้”

3. Social Wellbeing — สังคมต้องน่าอยู่
ไม่จำเป็นต้องจัดกิจกรรมตลอดเวลาแต่ต้องรู้สึกว่าอยู่ในชุมชนที่ “ไว้ใจได้”

4. Spiritual Wellbeing — ชีวิตต้องมีความหมาย
รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ายอมรับความเปลี่ยนแปลงและเริ่มมองโลกมากกว่าแค่ความสำเร็จทางวัตถุ

Longevity อยู่ยืน ≠ อยู่ดี

อีกเทรนด์ที่มาแรงคือ “Longevity” แต่แก่นจริงไม่ใช่แค่ “อายุยืน” คือ “ใช้ชีวิตดีไปจนวันสุดท้าย”ประกอบด้วย

  • Lifespan: อายุทั้งหมด
  • Healthspan: ช่วงที่สุขภาพดี
  • Wellspan: ช่วงที่ชีวิตมีคุณภาพ

 Long Life ไม่เท่ากับ Good Life และนี่คือโจทย์ใหม่ของอสังหาฯ

ข้อมูลชี้ชัด คนเลือก “สุขภาพ” มากกว่า “ความหรู”ผลสำรวจผู้บริโภค 1,500 คน พบว่า86% ให้ความสำคัญกับ Wellness
71% ให้ความสำคัญกับ Hospitalityแปลว่าลูกค้าไม่ได้อยากได้แค่Concierge Room Service แต่ต้องการ อากาศดี ความปลอดภัย ความสงบทางใจจาก “ขายแปลน” สู่ “ขายความรู้สึก”

หนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจที่สุดคือลูกค้าไม่ได้ซื้อ “สระว่ายน้ำ”แต่ซื้อ “เหตุผลบางอย่าง” ที่ซ่อนอยู่บางคนอยากว่ายจริงบางคนอยากได้ภาพลักษณ์มีเคสที่โครงการวางสระชั้น 2 เพื่อ “โชว์” แล้วขายดี
ขณะที่อีกโครงการวางตามฟังก์ชัน แต่ขายไม่ออก เพราะเข้าใจ “What”แต่ไม่เข้าใจ “Why”  เกมใหม่ที่แข่งกันด้วย “คุณภาพชีวิต”

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 5 พ.ค.69 ‘อ่อนค่า‘ เจราหยุดยิงยังไม่คืบ

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงที่ระดับ 32.73 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนที่ 32.60 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากการเจรจาหยุดยิงยังไม่มีความคืบหน้า
  • การแข็งค่าของเงินดอลลาร์และราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
  • นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบค่าเงินบาทวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยยังมีแนวโน้มอ่อนค่า

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า  “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.73 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.60 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน) มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.30-33.10 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.65-32.90 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวนในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 32.31-32.82 บาทต่อดอลลาร์) โดยมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของ เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ท่ามกลางความกังวลการเข้าแทรกแซงค่าเงินจากฝั่งทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ (ซึ่งนำไปสู่การปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาดบางส่วน โดยเฉพาะฝั่ง Short JPY) กดดันให้เงินดอลลาร์มีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง หนุนให้ ราคาทองคำ (XAUUSD) มีจังหวะรีบาวด์สูงขึ้น ก่อนที่เงินบาทจะพลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้น จากทั้งการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติม 

ประกอบกับ ทางการสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ Project Freedom คุ้มครองการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง (ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่โซน 115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล) ขณะเดียวกัน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยแข็งค่าขึ้น สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ที่ล่าสุดปรับตัวขึ้นใกล้โซน 4.45% อีกครั้ง

พร้อมกับกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงสู่โซน 4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่องทะลุโซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ จนทดสอบโซนแนวต้านถัดไปแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ ได้

อย่างไรก็ดี เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญความผันผวนแบบ Two-Way หรือพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยเงินบาทมีโซนแนวรับแรกในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ และ แนวรับสำคัญ 32.00 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวต้านของเงินบาทจะอยู่แถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่หากอ่อนค่าทะลุได้ชัดเจน อาจเพิ่มโอกาสเงินบาทอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ที่เป็นโซนราคาเป้าหมาย จากการวิเคราะห์เชิงเทคนิคัล) 

ในช่วงระหว่างสัปดาห์ นอกเหนือจากพัฒนาของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เรามองว่า ควรจับตาพร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงานและรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางเงินดอลลาร์และราคาทองคำได้ ส่วน บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย จนกว่าจะเห็นความชัดเจนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

อนึ่ง เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ได้พลิกกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงรายงานผลประกอบการของหุ้น AI/Semร. และรายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความกังวลแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่นอาจจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ได้

มุมมองการลงทุนทั่วโลก

สัปดาห์ที่ผ่านมา ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้บรรดาธนาคารกลางส่วนใหญ่คงดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอประเมินสถานการณ์ให้แน่ชัด

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตา สถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด พร้อมรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ พร้อมติดตาม รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะ บรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor

▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) เป็นต้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) เดือนเมษายน ที่จะช่วยสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมาสักระยะหนึ่งได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้น ในธีม AI/Semiconductor ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่อาจกลับมาร้อนแรงขึ้นอีกครั้งได้ จากการเริ่มต้นปฏิบัติการ Project Freedom ของสหรัฐฯ ที่จะให้การคุ้มกันการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz  ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED หลังรับรู้ผลการประชุม FOMC ล่าสุด ที่ FED ได้ส่งสัญญาณระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการเงินมากขึ้น หรือมีการสื่อสารในลักษณะ Hawkish มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า ผลการประชุม FOMC ล่าสุด มีลักษณะ Hawkish Hold  

▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารกลางหลัก นอกเหนือจากการรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจจากฝั่งยูโรโซน อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนมีนาคม และรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนฝั่งยุโรป

▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยบรรดานักวิเคราะห์ประเมินว่า RBA อาจเลือกขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 4.35% ขณะที่ BNM อาจคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.75% ตามเดิม ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) ของจีน ในเดือนเมษายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน โดยเฉพาะในส่วนของภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคม ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการปรับนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ)     

▪ ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทยในเดือนเมษายน อาจเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 2.25% ตามการพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคธุรกิจไทย ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรม และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจในเดือนเมษายน อนึ่ง สัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม จนถึงกลางเดือนพฤษภาคมจะมีโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติที่ยังคงสูงอยู่ ราว 4-5 หมื่นล้านบาท และอาจกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้พอควร ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระวังความผันผวนของเงินบาทที่อาจยังคงอยู่ในระดับสูงและยังมีความเสี่ยงด้านอ่อนค่าอยู่

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


WHO จับตาไวรัสฮันตาระบาดบนเรือสำราญแอตแลนติก ดับ 3 ราย

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) กำลังติดตามสถานการณ์การระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติก
  • พบผู้ติดเชื้อและผู้ต้องสงสัยรวม 6 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย และมีผู้ป่วยอาการหนัก 1 ราย
  • WHO กำลังดำเนินการสอบสวนโรคเชิงลึก ให้การสนับสนุนทางการแพทย์ และประสานงานเพื่อควบคุมการระบาด

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังให้การสนับสนุนและติดตามเหตุการณ์ด้านสาธารณสุขที่เกิดขึ้นบนเรือสำราญลำหนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างเดินเรือสำราญในมหาสมุทรแอตแลนติก หลังตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) ที่ยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการแล้ว 1 ราย และมีผู้ต้องสงสัยติดเชื้อเพิ่มเติมอีก 5 ราย

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในจำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมด 6 ราย มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย ขณะที่อีก 1 รายมีอาการหนักและอยู่ระหว่างรักษาตัวในหอผู้ป่วยวิกฤตที่แอฟริกาใต้ สะท้อนความรุนแรงของสถานการณ์ที่ WHO ต้องเข้ามาประสานงานอย่างใกล้ชิด

WHO ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนเชิงลึก ทั้งการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม การสอบสวนทางระบาดวิทยา รวมถึงการถอดรหัสพันธุกรรมของเชื้อไวรัส เพื่อระบุรายละเอียดของการติดเชื้อและประเมินแนวโน้มการแพร่กระจายของโรค

พร้อมกันนี้ มีการจัดทีมดูแลรักษาและให้การสนับสนุนทางการแพทย์แก่ผู้โดยสารและลูกเรือบนเรืออย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมความเสี่ยงด้านสุขภาพและลดผลกระทบที่อาจขยายวงกว้าง

สำหรับไวรัสฮันตา เป็นเชื้อที่โดยทั่วไปมักเชื่อมโยงกับการสัมผัสสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนจากปัสสาวะหรืออุจจาระของสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ แม้จะพบไม่บ่อย แต่ WHO เตือนว่าเชื้อชนิดนี้อาจแพร่จากคนสู่คนได้ในบางกรณี และสามารถก่อให้เกิดอาการป่วยรุนแรงในระบบทางเดินหายใจ จำเป็นต้องมีการเฝ้าติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและตอบสนองอย่างทันท่วงที

ในส่วนของมาตรการเร่งด่วน WHO กำลังประสานงานร่วมกับประเทศสมาชิกและผู้ดำเนินการเรือ เพื่ออพยพทางการแพทย์ผู้โดยสารที่มีอาการ 2 รายออกจากเรือ รวมถึงประเมินความเสี่ยงด้านสาธารณสุขอย่างครบถ้วนต่อผู้โดยสารและลูกเรือที่ยังอยู่บนเรือทั้งหมด

WHO ยังระบุด้วยว่า ได้แจ้งเตือนไปยังศูนย์ประสานงานแห่งชาติของประเทศสมาชิกภายใต้ข้อบังคับอนามัยระหว่างประเทศ (International Health Regulations) แล้ว และเตรียมออกประกาศข่าวการระบาดของโรคเพื่อแจ้งข้อมูลต่อสาธารณชนในลำดับถัดไป

สถานการณ์ดังกล่าวกำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นการเกิดเหตุโรคติดเชื้อรุนแรงในพื้นที่ปิดอย่างเรือสำราญ ซึ่งมีความเปราะบางต่อการแพร่กระจายของโรคและต้องอาศัยการควบคุมทางสาธารณสุขอย่างเข้มงวด

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ติดตามมานานกว่า 10 ปี NARIT เผยผลวิจัยชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

NARIT เผยผลวิจัยชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ
ใช้กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ และกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติของไทย ติดตามมานานกว่า 10 ปี

ทีมนักวิจัยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) นำโดย ดร.นภาพร อะทะโน และ ดร. ศุภชัย อาวิพันธุ์ ร่วมกับเครือข่ายนักดาราศาสตร์นานาชาติ 

เปิดเผยความสำเร็จในการศึกษาวิจัยดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ WASP-11 b/HAT-P-10 b โดยใช้ข้อมูลการผ่านหน้าของดาวเคราะห์ (Transit) จำนวน 31 เหตุการณ์ ซึ่งเก็บรวบรวมมาอย่างยาวนานเกือบ 10 ปี จากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ของ สดร.

หนึ่งในข้อมูลสำคัญมาจากการสังเกตการณ์ฝีพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ เมื่อครั้งเสด็จเยือนหอดูดาวแห่งชาติ ปลายปี 2559 

จากการนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลจากดาวเทียม TESS เพื่อศึกษาพฤติกรรมวงโคจรและลักษณะทางกายภาพของชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์นอกระบบดังกล่าวอย่างละเอียด ได้ช่วยให้เข้าใจลักษณะของดาวเคราะห์นอกระบบประเภทดาวพฤหัสบดีร้อนมากยิ่งขึ้น

งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ The Astronomical Journal  เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 ที่ผ่านมา

ดร. ศุภชัย อาวิพันธุ์ นักวิจัยดาวเคราะห์และสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะ NARIT กล่าวว่า ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ WASP-11 b/HAT-P-10 b เป็นดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ที่มีอุณหภูมิสูง หรือ ดาวพฤหัสบดีร้อน (Hot Jupiter)

ผลการวิจัยก่อนหน้าพบว่าดาวเคราะห์นี้มีมวลประมาณ 0.79 เท่า และมีรัศมีประมาณ 0.99 เท่าของดาวพฤหัสบดี โคจรรอบดาวฤกษ์แม่ที่เป็นดาวแคระส้ม (K-dwarf) ในระบบดาวฤกษ์ 3 ดวง (Triple Star System) ด้วยระยะห่างที่ใกล้มาก โดยมีคาบการโคจรเพียง 3.72 วัน และมีอุณหภูมิเฉลี่ยในชั้นบรรยากาศสูงถึงประมาณ 1,000 เคลวิน

ลักษณะดังกล่าวทำให้ดาวเคราะห์ WASP-11 b/HAT-P-10 b เป็นเป้าหมายที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการศึกษาองค์ประกอบชั้นบรรยากาศผ่านเทคนิคสเปกตรัมส่องผ่าน (Transmission Spectroscopy)

คณะนักวิจัยได้สังเกตการณ์ดาวเคราะห์นอกระบบฯ ดวงนี้ผ่านเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ของ NARIT ได้แก่ กล้องโทรทรรศน์แห่งชาติ ขนาด 2.4 เมตร และ 1.0 เมตร ณ หอดูดาวแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ กล้องขนาด 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา และฉะเชิงเทรา

รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติ (Thai Robotic Telescope: TRT) ณ หอดูดาวเกาเหมยกู่ (Gao Mei Gu) สาธารณรัฐประชาชนจีน และหอดูดาวเซียรารีโมท  (Sierra Remote) สหรัฐอเมริกา

หนึ่งในข้อมูลสำคัญคือ ข้อมูลการสังเกตการณ์ฝีพระหัตถ์ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนหอดูดาวแห่งชาติ ณ ยอดดอยอินทนนท์ โดยทรงสังเกตการณ์การผ่านหน้าของดาวเคราะห์ WASP-11 b/HAT-P-10 b ผ่านระบบควบคุมทางไกลของกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติขนาด 0.7 เมตร ณ หอดูดาว เกาเหมยกู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน (TRT-GAO)

ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้นักดาราศาสตร์กำหนดค่าเวลาการโคจรของดาวเคราะห์ WASP-11 b/HAT-P-10 b ให้มีความแม่นยำสูงขึ้น และมีส่วนสำคัญในการวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของดาวเคราะห์ WASP-11 b/HAT-P-10 b

ดร. ศุภชัย กล่าวถึงผลการศึกษาในครั้งนี้ว่า จากการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเวลาการผ่านหน้า (Transit Timing Variation, TTV) ของดาวเคราะห์ WASP-11 b/HAT-P-10 b โดยใช้ข้อมูลการสังเกตการณ์ที่มีการรวบรวมมาอย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ปี

ทีมวิจัยพบว่าวงโคจรของ WASP-11 b ยังคงมีความเสถียร ไม่พบสัญญาณการเปลี่ยนแปลงคาบการโคจร หรือพบวัตถุที่สามในระบบนี้

นอกจากนี้ จากการศึกษาชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ WASP-11 b/HAT-P-10 b โดยใช้เทคนิคสเปกตรัมส่องผ่านในช่วงแสงที่ตามองเห็น ยังพบปรากฏการณ์การกระเจิงแบบเรย์ลี (Rayleigh Scattering) ในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ WASP-11 b/HAT-P-10 b

ซึ่งส่งผลให้ดาวเคราะห์ดูเหมือนจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อสังเกตในย่านแสงสีฟ้า ลักษณะนี้คล้ายคลึงกับดาวเคราะห์ WASP-6 b และ HAT-P-12 b บ่งชี้ว่าอาจมีเมฆหรือหมอกควันปกคลุมหนาแน่นในชั้นบรรยากาศระดับสูง

การค้นพบครั้งนี้ช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจลักษณะชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบประเภทดาวพฤหัสบดีร้อนได้ดียิ่งขึ้น

และยังสะท้อนถึงศักยภาพของเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ขนาดกลางและขนาดเล็กของ NARIT ในการสร้างสรรค์งานวิจัยร่วมกับเครือข่ายนานาชาติ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ในระดับสากล

อ้างอิง: Investigation of Transit Timing and an Optical Transmission Spectrum of the Hot Jupiter WASP-11 b, A-thano et al. (2026), arXiv:2604.05570v1

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


อู๋อี้เจ๋อ เฉือนชนะ เมอร์ฟี่ย์ 18-17 คว้าแชมป์สนุกเกอร์โลก

อู๋อี้เจ๋อ ดาวรุ่งจีนวัย 22 ปี ระเบิดฟอร์มเก่งเบียดเอาชนะ ฌอน เมอร์ฟี่ย์ 18-17 เฟรม ผงาดคว้าแชมป์สนุกเกอร์โลก พร้อมรับเงินรางวัล 500,000 ปอนด์

อู๋อี้เจ๋อ นักสอยคิวดาวรุ่งวัย 22 ปี ชาวจีน สร้างผลงานกระหึ่มวงการด้วยการเอาชนะ ฌอน เมอร์ฟี่ย์ คู่แข่งมากประสบการณ์ชาวอังกฤษ ไปด้วยคะแนน 18-17 เฟรม ในรอบชิงชนะเลิศศึก สนุกเกอร์โลก ณ สนาม ครูซิเบิล เธียเตอร์ เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ ส่งผลให้ อู๋อี้เจ๋อ กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ที่คว้าแชมป์รายการนี้

สำหรับการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ เป็นการดวลคิวในระบบ 18 ใน 35 เฟรม โดยในช่วงท้าย อู๋อี้เจ๋อ ขึ้นแท่นนำอยู่ 17-16 เฟรม อย่างไรก็ตาม ฌอน เมอร์ฟี่ย์ สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาตีเสมอเป็น 17-17 เฟรม ทำให้ต้องตัดสินกันในเฟรมที่ 35 ซึ่งเป็นเฟรมตัดสินแชมป์

ในเฟรมสุดท้าย อู๋อี้เจ๋อ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเอาชนะไปด้วยคะแนน 85-8 แต้ม ทำให้ปิดเกมชนะ ฌอน เมอร์ฟี่ย์ ไปด้วยสกอร์รวม 18-17 เฟรม ผงาดคว้าแชมป์ สนุกเกอร์โลก ไปครองได้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมรับเงินรางวัลสูงสุดจำนวน 500,000 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 21 ล้านบาท นอกจากนี้ ความสำเร็จดังกล่าวทำให้แฟนกีฬาชาวจีนได้ร่วมฉลองแชมป์ที่สนาม ครูซิเบิล เธียเตอร์ ต่อเนื่องกันเป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังจากที่ จ้าว ซินถง ประสบความสำเร็จเมื่อปีที่ผ่านมา

ชัยชนะในครั้งนี้ยังทำให้ อู๋อี้เจ๋อ กลายเป็นนักสอยคิวที่อายุน้อยกว่า ฌอน เมอร์ฟี่ย์ ในตอนที่คว้าแชมป์โลกเมื่อปี 2005 อยู่ 3 เดือน และเป็นรองเพียง สตีเฟน เฮนดรี เจ้าของฉายา “มัจจุราชผมทอง” ที่คว้าแชมป์ครั้งแรกขณะมีอายุเพียง 21 ปี เมื่อปี 1990

อู๋อี้เจ๋อ ซึ่งย้ายจากบ้านเกิดในเมืองหลานโจวมาอยู่ที่เมืองเชฟฟิลด์ตั้งแต่อายุ 16 ปี และเทิร์นโปรตอนอายุ 17 ปี ได้เปิดเผยความรู้สึกหลังการแข่งขันที่ต้องดวลถึงเฟรมสุดท้ายในรอบชิงชนะเลิศซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปีว่า ตลอดเดือนที่ผ่านมาตนเองใช้ชีวิตแบบเดิมซ้ำๆ และมีความสุขมากที่สามารถทำได้สำเร็จ

“คุณพ่อคุณแม่ของผมคือแชมป์ตัวจริง ตั้งแต่วันที่ผมตัดสินใจออกจากโรงเรียน ท่านทั้งสองคนก็อยู่เคียงข้างผมเสมอ ผมรักพวกท่านมาก ตอนแรกผมคิดว่าคนดูโห่ใส่ผม แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าจริงๆ แล้วพวกเขากำลังเชียร์ผมอยู่ ผมขอบคุณพวกเขามากจริงๆ และผมก็รู้สึกได้ว่าความรู้สึกนั้นส่งกลับมาหาผมเช่นกัน ตอนนี้ผมแค่อยากนอนหลับให้เต็มอิ่มสักครั้ง ตั้งแต่เซสชั่นที่หก ผมรู้สึกประหม่าอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ผมแค่อยากเข้านอนแล้ว” อู๋อี้เจ๋อ กล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณข้อมูลจาก siamsport.co.th


ASAP ย่อมาจากอะไร ทำความเข้าใจความหมายและการนำไปใช้แบบมืออาชีพ

หากคุณเคยทำงานในบริษัทที่มีการติดต่อสื่อสารผ่านอีเมลหรือแอปพลิเคชันแชทบ่อยๆ เชื่อว่าคุณต้องเคยเห็นคำว่า ASAP ผ่านตามาบ้างแน่นอน บางคนอาจจะเข้าใจว่ามันคือการเร่งงาน แต่บางคนอาจจะยังไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้ว ASAP ย่อมาจากคำว่าอะไรกันแน่ และทำไมถึงเป็นคำที่มีอิทธิพลต่อการทำงานอย่างมากในปัจจุบัน

ASAP ย่อมาจากอะไรและหมายถึงอะไรในเชิงภาษาอังกฤษ

คำว่า ASAP เป็นคำย่อมาจากวลีภาษาอังกฤษว่า As Soon As Possible ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยตรงตัวได้ว่า เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หรือ ด่วนที่สุด นั่นเอง คำนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Acronym หรือคำย่อที่นำอักษรตัวแรกของแต่ละคำมาเรียงกันเพื่อให้สื่อสารได้รวดเร็วขึ้นในยุคที่ทุกอย่างต้องการความเร่งด่วน

ประวัติความเป็นมาของคำว่า ASAP ย่อมาจากอะไร

จุดเริ่มต้นของ ASAP ไม่ได้เริ่มมาจากห้องแชทในออฟฟิศ แต่มีหลักฐานว่าถูกนำมาใช้ครั้งแรกๆ ในวงการทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อใช้ในการสั่งการที่ต้องการความรวดเร็วและชัดเจน ต่อมาในช่วงปี 1950 คำนี้เริ่มแพร่หลายเข้าไปในวงการธุรกิจและการสื่อสารทั่วไป จนกลายเป็นคำมาตรฐานที่คนทั่วโลกเข้าใจตรงกันในปัจจุบัน

วิธีการออกเสียง ASAP ย่อมาจากอะไรให้ถูกต้องตามเจ้าของภาษา

การออกเสียง ASAP สามารถทำได้ 2 รูปแบบหลักๆ คือ

  1. ออกเสียงแบบสะกดตัวอักษรทีละตัวว่า เอ-เอส-เอ-พี (A-S-A-P) ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมใช้ในสถานการณ์ที่เป็นทางการ
  2. ออกเสียงรวมเป็นคำเดียวว่า เอ-แซพ (AY-sap) คล้ายกับการอ่านคำศัพท์ทั่วไป ซึ่งมักใช้ในการพูดคุยสื่อสารที่ต้องการความเป็นกันเองหรือความรวดเร็ว

ทำไมเราถึงนิยมใช้ ASAP ย่อมาจากอะไรในการทำงาน

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน เวลาเป็นสิ่งมีค่า การใช้คำย่ออย่าง ASAP ช่วยประหยัดเวลาในการพิมพ์และสื่อความหมายถึงความเร่งด่วนได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบายยาวๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้หัวข้ออีเมลดูสะดุดตาและทำให้ผู้รับทราบว่าต้องให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นลำดับต้นๆ

สถานการณ์จริงที่คุณควรใช้ ASAP ย่อมาจากอะไร

การใช้ ASAP ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดควรใช้ในสถานการณ์ที่เหมาะสม เช่น

  • เมื่อต้องการแจ้งกำหนดการส่งงานที่ด่วนจริงๆ
  • เมื่อเกิดปัญหาเฉพาะหน้า (Emergency) ที่ต้องการการแก้ไขทันที
  • ในการสั่งอาหารหรือบริการที่ต้องการความรวดเร็ว
  • การขอความช่วยเหลือเบื้องต้นในสถานการณ์เร่งรีบ

ตัวอย่างประโยคการใช้ ASAP ย่อมาจากอะไรในชีวิตประจำวัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตัวอย่างการใช้ในประโยคภาษาอังกฤษกัน

  • Please call me back ASAP. (กรุณาโทรกลับหาฉันให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้)
  • I need the report on my desk ASAP. (ฉันต้องการรายงานฉบับนั้นบนโต๊ะด่วนที่สุด)
  • We will process your order ASAP. (เราจะดำเนินการตามคำสั่งซื้อของคุณโดยเร็วที่สุด)

ข้อควรระวังในการใช้ ASAP ย่อมาจากอะไรที่หลายคนมองข้าม

แม้ว่า ASAP จะดูสะดวกแต่ก็มีข้อควรระวัง เพราะในบางบริบทการใช้ ASAP อาจดูเหมือนการใช้อำนาจหรือการสั่งการที่ห้วนจนเกินไป (Aggressive) หากใช้กับหัวหน้างานหรือลูกค้าอาจจะดูไม่สุภาพเท่าที่ควร ดังนั้นควรพิจารณาความสัมพันธ์กับผู้รับสารก่อนเสมอ

คำทางเลือกอื่นๆ ที่มีความหมายคล้ายกับ ASAP ย่อมาจากอะไร

หากคุณรู้สึกว่า ASAP ดูห้วนเกินไป สามารถใช้คำเหล่านี้แทนได้

  • At your earliest convenience (เมื่อคุณสะดวก) – สุภาพกว่าและนิยมใช้ในอีเมลธุรกิจ
  • Promptly (โดยทันที) – ให้ความรู้สึกที่เป็นทางการและเป็นมืออาชีพ
  • Without delay (โดยไม่ชักช้า) – เน้นย้ำความสำคัญแต่ดูนุ่มนวลกว่า

การใช้ ASAP ย่อมาจากอะไรในโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย

ในแอปพลิเคชันอย่าง Line, Slack หรือ WhatsApp คำว่า ASAP มักจะถูกพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็ก (asap) เพื่อลดความรู้สึกที่เหมือนการตะโกนใส่กัน การใช้ตัวพิมพ์เล็กช่วยให้โทนการสนทนาดูซอฟต์ลงแต่ยังคงความหมายเดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน

สรุปภาพรวมความสำคัญของ ASAP ย่อมาจากอะไรในยุคดิจิทัล

การเข้าใจว่า ASAP ย่อมาจากอะไรและใช้อย่างไรให้ถูกกาลเทศะเป็นทักษะการสื่อสารที่สำคัญมากในปัจจุบัน มันไม่ใช่แค่เรื่องของคำศัพท์ แต่เป็นเรื่องของความเข้าใจในวัฒนธรรมการทำงานและความฉลาดทางอารมณ์ในการสื่อสารที่จะช่วยให้คุณทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น

ตารางสรุปข้อมูลคำว่า ASAP และคำที่เกี่ยวข้อง

คำศัพท์ / คำย่อคำเต็มความหมายภาษาไทยระดับความทางการ
ASAPAs Soon As Possibleเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ปานกลาง
EODEnd of Dayภายในสิ้นวันวันนี้ทางการ
ETAEstimated Time of Arrivalเวลาที่คาดว่าจะมาถึงทางการ
TBDTo Be Determinedรอการตัดสินใจ / กำหนดทางการ
Urgentเร่งด่วนทางการ

คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับ ASAP ย่อมาจากอะไร

ASAP กับ As soon as possible ต่างกันอย่างไร?

ความหมายเหมือนกันทุกประการครับ แต่ ASAP เป็นรูปย่อที่นิยมใช้ในการเขียนที่ต้องการความรวดเร็ว ส่วน As soon as possible นิยมใช้ในการพูดหรือการเขียนที่เป็นทางการมากกว่า

ใช้ ASAP กับหัวหน้าได้หรือไม่?

สามารถใช้ได้ครับ แต่แนะนำให้ใช้ในบริบทที่หัวหน้าถามว่างานจะเสร็จเมื่อไหร่ เช่น I will finish it ASAP. แต่ไม่ควรใช้ในลักษณะสั่งหัวหน้าว่า Please do this ASAP. เพราะจะดูไม่สุภาพ

ASAP อ่านว่า อะ-แสป ได้ไหม?

โดยปกติจะไม่ออกเสียง อะ-แสป ครับ ส่วนใหญ่จะออกเสียง เอ-แซพ (AY-sap) หรืออ่านแยกตัวอักษรไปเลยจะถูกต้องตามหลักสากลมากกว่า

ถ้าต้องการระบุเวลาที่ชัดเจนกว่า ASAP ควรใช้คำไหน?

ควรใช้คำที่ระบุเวลาเจาะจงไปเลยครับ เช่น By 5 PM today หรือ By the end of this week เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดเรื่องระยะเวลา

ASAP ใช้ในแวดวงไหนมากที่สุด?

ปัจจุบันใช้แพล่หลายในทุกวงการครับ แต่ที่เห็นบ่อยที่สุดคือในวงการ Logistics, IT และธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องแข่งกับเวลา

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


“กล้วย 4 ชนิด” จัดอันดับค่าน้ำตาล ชนิดไหนสูง-ต่ำ เช็กเลยเพื่อสุขภาพ

การเลือกทานกล้วยให้เหมาะสมกับสุขภาพ สิ่งสำคัญคือการเข้าใจปริมาณน้ำตาลและแป้งที่แตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์ 

สายเฮลตี้ห้ามพลาด จัดลำดับ “กล้วย 4 สายพันธุ์” ชนิดไหนหวานพุ่ง ชนิดไหนน้ำตาลน้อย เรารวบรวมมาให้แล้ว เพราะกล้วยแต่ละลูกให้พลังงานไม่เท่ากัน ใครที่ชอบทานกล้วยเป็นประจำแต่ไม่อยากให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ด มาเช็กความหวานก่อนหยิบใส่ปากไปพร้อมกันเลย

  • อันดับที่ 1: กล้วยไข่ (น้ำตาลสูงที่สุด)
    • ลักษณะ: ผลเล็ก เนื้อแน่น สีเหลืองทอง
    • ความหวาน: เป็นแชมป์ด้านความหวานจัด เพราะมีน้ำตาลเข้มข้นที่สุดในบรรดากล้วยไทย
    • ข้อมูลสุขภาพ: ให้พลังงานสูงในปริมาณน้อย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานเร่งด่วน แต่ผู้ที่ควบคุมน้ำตาลหรือเป็นเบาหวานควรทานในปริมาณที่จำกัด
  • อันดับที่ 2: กล้วยหอม (หวานชัดเจน)
    • ลักษณะ: ผลเรียวยาว เปลือกบาง เมื่อสุกงอมจะมีจุดกระสีดำ (Sugar Spots)
    • ความหวาน: หวานแรงโดยเฉพาะตอนสุกจัด เนื่องจากแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเกือบทั้งหมด
    • ข้อมูลสุขภาพ: มีคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมง่าย จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักกีฬาที่ต้องการพลังงานระหว่างการแข่งขันหรือออกกำลังกาย
  • อันดับที่ 3: กล้วยเล็บมือนาง (หวานนุ่มนวล)
    • ลักษณะ: ผลเล็กเรียว ปลายแหลม เนื้อนุ่ม กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
    • ความหวาน: มีรสหวานหอมแบบนุ่มนวล ระดับความหวานจะเบากว่ากล้วยหอมเล็กน้อย
    • ข้อมูลสุขภาพ: ด้วยขนาดผลที่เล็ก ทำให้คุมปริมาณการทานได้ง่าย เหมาะเป็นของว่างเพื่อสุขภาพที่ไม่หนักจนเกินไป
  • อันดับที่ 4: กล้วยน้ำว้า (หวานกลางๆ สมดุล)
    • ลักษณะ: ผลอ้วนป้อม เนื้อเหนียวนุ่ม
    • ความหวาน: มีระดับน้ำตาลปานกลาง หากทานตอนเริ่มสุกจะมีแป้งเยอะ แต่ถ้าสุกงอมน้ำตาลจะเพิ่มขึ้น ทว่าโดยรวมยังไม่พุ่งเท่ากล้วยไข่หรือกล้วยหอม
    • ข้อมูลสุขภาพ: มีใยอาหารและเพกตินสูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่ายและการรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ดีที่สุด
  • อันดับที่ 5: กล้วยหักมุก (หวานน้อยที่สุด)
    • ลักษณะ: ผลใหญ่ เปลือกหนามีเหลี่ยมชัดเจน
    • ความหวาน: มีน้ำตาลน้อยที่สุดในกลุ่ม เพราะมีสัดส่วนของแป้ง (Starch) สูงกว่าน้ำตาลอย่างมาก
    • ข้อมูลสุขภาพ: เนื้อจะแน่นและมีความมัน นิยมนำไปผ่านความร้อนอย่างการปิ้งหรือย่างเพื่อให้ทานง่ายขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่หลีกเลี่ยงรสหวานจัด

ข้อแนะนำในการทานเพื่อสุขภาพ

  • สำหรับผู้ควบคุมน้ำตาล: ควรเลือกทานกล้วยที่ “เริ่มสุก” (เปลือกยังมีสีเขียวปน) เพราะจะมีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) ต่ำกว่ากล้วยที่สุกงอมจนเละ
  • ปริมาณที่เหมาะสม: โดยทั่วไปแนะนำให้ทานวันละ 1-2 ลูก (ตามขนาดสายพันธุ์) เพื่อให้ได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่สมดุล

แหล่งอ้างอิงข้อมูล:

  • สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข: ตารางคุณค่าทางโภชนาการในอาหารไทย
  • สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล (INMU)
  • สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 05/5/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a70,150.0070,350.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,535.0068,750.6071,150.00
ทองรูปพรรณ 90%4,081.5061,875.54n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,628.0055,000.48n/a
ทองรูปพรรณ 50%2,040.7530,937.77n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,587.2524,062.71n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,699.4871,244.12n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 05/5/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9543.3043.3043.8043.3043.3043.3043.3043.3043.30
แก๊สโซฮอล์ 9142.9342.9343.1842.9342.9342.9342.9342.9342.93
แก๊สโซฮอล์ E2036.3036.3036.8036.3036.3036.3036.3036.30
แก๊สโซฮอล์ E8532.2432.2432.24
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม52.3956.0449.8452.39
เบนซิน 9552.8956.0153.3953.0452.89
ดีเซล40.8040.8040.8040.8040.8040.8040.8040.8040.80
ดีเซลพรีเมี่ยม62.1062.1049.8462.1062.10
แก๊ส NGV16.6916.69
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า