ส่องแนวคิดอสังหาฯไทยรุก ESG เดินหน้าพลังงานสะอาดในโครงการ

- ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังยกระดับแนวคิด ESG ให้เป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงการ โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยสีเขียว (Green Living Ecosystem) ที่ผสานพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี
- ผู้พัฒนารายใหญ่ต่างลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโครงการ การสร้าง Solar Car Park และการวางเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger)
- มีการพัฒนามาตรฐานอาคารเขียวของตนเอง เช่น “SC Green Mark” ของ SC Asset เพื่อสร้างเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืนตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการอยู่อาศัย
- การนำ ESG และพลังงานสะอาดมาใช้ ไม่ใช่แค่เพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความต้องการจากผู้บริโภคยุคใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สิน
ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ทั้งด้านกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง “ESG” กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่าง และกำลังถูกยกระดับจาก “ฟังก์ชันเสริม” ไปสู่ “แกนหลัก” ของการพัฒนาโครงการ
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการเร่งลงทุนใน “Green Living Ecosystem” หรือระบบนิเวศการอยู่อาศัยสีเขียว ที่ผสานพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายทั้งลดต้นทุนระยะยาว เพิ่มมูลค่าโครงการ และตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
Sansiri ปั้นเมืองต้นแบบพลังงานสะอาดครบวงจร
ในบรรดาผู้เล่นรายใหญ่ แสนสิริถือเป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ที่ขยับ ESG จากระดับ “โครงการใหม่” ไปสู่ “การยกระดับสินทรัพย์เดิม” อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหนึ่งตัวอย่างผ่านการพัฒนา T77 Community ที่สุขุมวิท 77 ให้กลายเป็นต้นแบบ Green Living Ecosystem ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม
หัวใจสำคัญอยู่ที่การจับมือพันธมิตรพลังงานอย่าง BCPG และ ION Energy เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่จำกัด โดยไม่ใช่แค่ติดตั้งใหม่ แต่“อัปเกรดระบบเดิม” ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในบางจุดหลายเท่าตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือการต่อยอดไปสู่โครงสร้างพื้นฐานระดับคอมมูนิตี้ ไม่ว่าจะเป็น Solar Car Park ที่เปลี่ยนพื้นที่จอดรถให้เป็นแหล่งผลิตพลังงาน การใช้ EV Shuttle Bus เชื่อมต่อภายในโครงการ รวมถึงการวาง EV Charging Network ครอบคลุมพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดทำงานร่วมกันเป็น ecosystem เดียว
โมเดลนี้สะท้อนว่า ESG ของแสนสิริกำลังสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจในอนาคต เช่น การบริหารพลังงานในระดับชุมชน (community energy management) และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์เดิมในระยะยาว
Supalai วาง ESG เป็นโครงสร้างองค์กร ดันพลังงานหมุนเวียน-อาคารเขียว
ศุภาลัยเลือกเดินเกม ESG ในลักษณะ “ค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่อง” โดยฝังแนวคิดความยั่งยืนเข้าไปตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ (design stage) ไปจนถึงการดำเนินงาน (operation) ของโครงการ
หนึ่งในแกนหลักคือการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์รูฟในโครงการแนวราบ และพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียม ซึ่งช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของนิติบุคคล และส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของลูกบ้านในระยะยาว ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารที่สอดรับกับสภาพอากาศ (passive design) เช่น การวางทิศทางลม การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว
อีกมิติที่ศุภาลัยให้ความสำคัญคือการผลักดันมาตรฐานอาคารเขียวในระดับสากล ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาโครงการที่มีคุณภาพในระยะยาว ไม่ใช่เพียงราคาเริ่มต้น
การขยับของศุภาลัยสะท้อนว่า การรุกเข้า ESG อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงต้นทุน (cost efficiency) และความเชื่อมั่นในแบรนด์ได้ หากทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
SC Asset ปั้นมาตรฐาน “SC Green Mark”
SC Asset ขยับเกม ESG ไปอีกขั้น จากเดิมที่เน้นการผสาน Smart Technology และพลังงานสะอาดในระดับโครงการ สู่การ “ตั้งมาตรฐานของตัวเอง” ผ่านการพัฒนา “SC Green Mark” ซึ่งถือเป็นดีเวลลอปเปอร์ไทยรายแรกที่สร้างเกณฑ์อาคารเขียวในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การจับมือกับ Thai Green Building Institute ภายใต้มูลนิธิอาคารเขียวไทย เพื่อร่วมพัฒนาและตรวจประเมินมาตรฐานดังกล่าวให้สอดคล้องกับทั้งบริบทประเทศไทยและมาตรฐานสากลอย่าง LEED, WELL และ TREES ไม่ใช่เพียงการ “อ้างอิง” แต่เป็นการ “แปลงเกณฑ์สากลให้ใช้งานได้จริง” ในตลาดที่อยู่อาศัย
SC Green Mark ถูกออกแบบให้เป็น framework กลางที่ใช้ได้จริงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ การก่อสร้าง ไปจนถึงการอยู่อาศัยและการจัดการของเสีย โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งถือเป็นการย้าย ESG จาก แนวคิดไปสู่ระบบปฏิบัติการขององค์กร
มาตรฐานดังกล่าวถูกนำร่องในโครงการบ้านเดี่ยวระดับบนอย่าง “Grand Bangkok Boulevard” และ “Bangkok Boulevard” ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต ทำให้ ESG กลายเป็นตัวแปรเพิ่มมูลค่ามากกว่าต้นทุน
โดย SC Green Mark ครอบคลุม 4 มิติหลัก ทั้งการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและน้ำ การยกระดับสุขภาวะผู้อยู่อาศัย และการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น Passive Design ที่ลดการใช้พลังงานตั้งแต่โครงสร้างอาคาร การติดตั้ง Solar Roof การใช้วัสดุ Low-VOC ไปจนถึงระบบ Smart Home และ AI Security
เมื่อเชื่อมกับกลยุทธ์หลักอย่าง “SCero Mission” จะเห็นได้ว่า SC กำลังพยายามสร้าง ecosystem ที่ ESG ไม่ได้เป็นเพียง feature ในบ้าน แต่เป็นมาตรฐานกลางที่ทุกฝ่ายใน value chain ต้องยึดร่วมกัน ตั้งแต่นักออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา ไปจนถึงซัพพลายเออร์
Pruksa Holding ดัน Green Construction เชื่อม WELL-being
พฤกษาเน้น ESG ผ่านการปรับ “กระบวนการก่อสร้าง” เป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีพรีแคสต์และระบบก่อสร้างสำเร็จรูปเพื่อลดของเสีย ลดเวลา และลดการปล่อยคาร์บอนในไซต์งาน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุตสาหกรรม
ขณะเดียวกันยังต่อยอดไปสู่แนวคิด WELL-being โดยพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เช่น การออกแบบให้มีการระบายอากาศที่ดี ลดฝุ่น PM2.5 การใช้วัสดุที่ปลอดสารระเหย (low VOC) และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือการเชื่อมโยง ESG กับธุรกิจเฮลท์แคร์ของกลุ่มพฤกษา ทำให้สามารถพัฒนา “Healthy Living Ecosystem”ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตในตลาด
ESG จาก “ต้นทุน” สู่ “ตัวสร้างดีมานด์”
เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นว่า ESG ของดีเวลลอปเปอร์ไทยกำลังเปลี่ยนจาก “ต้นทุนที่ต้องลงทุนเพิ่ม” ไปสู่ “เครื่องมือสร้างดีมานด์” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่และนักลงทุนที่มองหาอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว
การมีโซลาร์เซลล์ ระบบ EV หรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์เสริม แต่กลายเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวโดยโครงการที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือออกแบบประหยัดพลังงาน สามารถลดค่าไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ซื้อมองเห็น “ผลตอบแทน” ที่จับต้องได้ เพิ่มมูลค่าและสภาพคล่องของทรัพย์สินอสังหาฯที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มปล่อยเช่าง่าย ขายต่อได้ง่าย และได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การอยู่อาศัยในโครงการสีเขียวจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ตัวตน” และภาพลักษณ์
ท่ามกลางการแข่งขันในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่เข้มข้น ESG จึงไม่ใช่แค่ “ภาพลักษณ์องค์กร” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “แกนยุทธศาสตร์” ที่อาจจะกำหนดผู้อยู่รอดในเกมอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
อสังหาฯ รับแรงสงคราม ชะลอเปิดคอนโด ดัน Longstay ดึงต่างชาติ

พิษสงครามตะวันออกกลางกดเศรษฐกิจ-กำลังซื้อ คนไทยรัดเข็มขัด ฉุดตลาดคอนโดปี 69 ผู้ประกอบการชะลอเปิดโครงการ หันจับตลาดราคาจับต้องได้ เร่งดึงต่างชาติผ่าน Longstay Visa
ตลาดคอนโดมิเนียมไทยในปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้านจากทั้งเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่าง อิหร่าน สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กระทบต้นทุนสินค้าและบริการ รวมถึงค่าครองชีพของผู้บริโภคไทยอย่างมีนัยสำคัญ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย และระมัดระวังการตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย ขณะเดียวกัน ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลในช่วงต้นปี ยังซ้ำเติมความเชื่อมั่นของภาคเอกชน ส่งผลให้การลงทุนและการเปิดโครงการใหม่ชะลอตัว แม้ภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้น เช่น การลดค่าธรรมเนียมโอนสำหรับบ้านไม่เกิน 7 ล้านบาท และการผ่อนปรนเกณฑ์ LTV
นายสุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา Cushman & Wakefield ประเทศไทย เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/2569 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 7,170 ยูนิต เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีการเปิดตัวโครงการขนาดใหญ่ แต่การเพิ่มขึ้นของอุปทานไม่ได้สะท้อนดีมานด์ที่แท้จริง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแรง
แม้ในช่วง 2 เดือนแรกของปี ตลาดเริ่มมีสัญญาณบวกจากบางโครงการที่ได้รับความสนใจสูง แต่หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงอีกครั้ง ผู้ประกอบการจึงปรับกลยุทธ์ “ชะลอเปิดโครงการใหม่” และคาดว่าทั้งปี 2569 จะมีคอนโดเปิดใหม่เพียง 15,000-18,000 ยูนิต โดยทิศทางในช่วงครึ่งปีหลังยังขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจและสถานการณ์สงครามเป็นสำคัญ
ด้านราคา ตลาดเริ่มเห็นการปรับลงเชิงโครงสร้างโดยราคาขายเฉลี่ยคอนโดเปิดใหม่ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ประมาณ 84,500 บาทต่อตารางเมตร ลดลงอย่างมีนัยจากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการหันไปพัฒนาโครงการในทำเลนอกเมืองและระดับราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น หลายโครงการตั้งราคาต่ำกว่า 80,000 บาทต่อตารางเมตร เพื่อตอบโจทย์กำลังซื้อที่หดตัว
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวของตลาดไปสู่กลุ่มแมสมากขึ้น โดยผู้ประกอบการเลือกเปิดเฉพาะโครงการที่มีความชัดเจนด้านทำเลและคอนเซปต์ พร้อมชะลอการลงทุนในพื้นที่ที่มีภาวะอุปทานล้นตลาด (Oversupply)
ขณะเดียวกัน ตลาดต่างชาติเริ่มกลับมาเป็นความหวังสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการพำนักระยะยาวและย้ายเงินลงทุนเพื่อความปลอดภัย ไทยยังคงเป็นจุดหมายหลักจากนโยบาย Longstay Visa สำหรับผู้ซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่า 3 ล้านบาทขึ้นไป ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด
ทำเลสำคัญที่ได้รับความสนใจ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต เชียงใหม่ และ พัทยา โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้เกษียณ นักลงทุน และกลุ่ม Digital Nomad ที่ต้องการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

ในด้านต้นทุน แม้ราคาน้ำมันและวัสดุก่อสร้างจะปรับตัวสูงขึ้น แต่ผลกระทบต่อราคาที่อยู่อาศัยยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากต้นทุนวัสดุก่อสร้างคิดเป็นเพียง 25-30% ของมูลค่าโครงการ หากต้นทุนเพิ่มขึ้น 10-20% จะกระทบต้นทุนรวมเพียง 2.5-6% ซึ่งผู้ประกอบการยังสามารถบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม หากต้นทุนยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว อาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อการปรับราคาขายในอนาคต
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือการเข้าถึงสินเชื่อ โดยสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยกู้ ส่งผลให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) อยู่ในระดับสูงถึง 50–60% กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปิดการขาย มากกว่าประเด็นด้านราคา
ภาพรวมตลาดคอนโดปี 2569 จึงอยู่ในภาวะประคองตัว ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ผู้ประกอบการต้องปรับเกมทั้งด้านราคา โปรดักต์ และกลุ่มลูกค้า ขณะที่ความหวังการฟื้นตัวยังคงผูกกับปัจจัยภายนอก ทั้งเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศอย่างใกล้ชิด
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 6 พ.ค.69 ‘แข็งค่า‘ หลังดอลลาร์อ่อน-ทองพุ่ง

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าขึ้นมากที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ 32.68 บาทต่อดอลลาร์
- การแข็งค่าเป็นผลมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์และราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังนักลงทุนคลายความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
- นักวิเคราะห์คาดการณ์กรอบเงินบาทวันนี้จะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 32.30-32.60 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.60 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่เราประเมินไว้ (เราประเมินกรอบล่างเพียง 32.65 บาทต่อดอลลาร์) จนทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.72 บาทต่อดอลลาร์)
สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของ เงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ และจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงในช่วงนี้ จากท่าทีของทางการสหรัฐฯ ล่าสุดที่ย้ำว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้ และทางการสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าหาทางเจรจาหยุดยิงต่อ แม้ในช่วงระยะสั้นจะเกิดการปะทะทางทะเลระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ Project Freedom คุ้มกันการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz
นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ลดลงบ้าง ยังได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 20% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง และ BOE มีโอกาสราว 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง

แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้
อย่างไรก็ดี การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (ซึ่งมากกว่าที่เราประเมินไว้) ในช่วงคืนที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทอ่อนกำลังลง เพิ่มโอกาสที่เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม และปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นจากบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะหนุนเงินบาท ผ่านการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นต่อของราคาทองคำ
อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หากเกิดขึ้นได้จริง (ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากในสัปดาห์นี้ เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน เรามองว่า หากเงินบาททอยยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ อาจเห็นแรงซื้อเงินดอลลาร์บ้างจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้นำเข้า
นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย และอาจยังคงเห็นการไหลออกของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติจากตลาดทุนไทยต่อได้บ้าง ซึ่งจะชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ อนึ่ง ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทจะมีโซนแนวรับสำคัญในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์
แม้ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลงบ้าง แต่เราคงประเมินว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ ท่ามกลางแรงกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง และพร้อมจะกลับมากดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเพิ่มเติมได้ทุกเมื่อ หากสถานการณ์ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งจะสะท้อนผ่านการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้งนี้ เรายอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ โดยโซนแนวต้านของเงินบาทยังคงอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์
เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง
มุมมองการลงทุนทั่วโลก
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากทั้งความหวังต่อแนวโน้มรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น ทั้งรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นในธีม AI/Semiconductor และรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.81% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.03%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.70% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในช่วงนี้ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +3.5% และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้ง ในปีนี้ (ซึ่งเรายังได้ปรับมุมมองใหม่ว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 1-2 ครั้ง จากเดิม มองคงดอกเบี้ยทั้งปี)
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่โซน 4.42% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงถูกชะลอไว้แถวโซน 4.40% ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลอยู่ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Cautiously Optimistic) อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Down หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงผันผวนไปตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พอควร ซึ่งจำกัดทั้งการแข็งค่าขึ้นและอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจไม่ได้ทวีความรุนแรงอย่างที่ตลาดได้กังวลก่อนหน้า ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทยอยรีบาวด์สูงขึ้น (แม้เผชิญแรงกดดันบ้าง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และจังหวะการรีบาวด์บ้างของเงินดอลลาร์) สู่โซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ที่อาจช่วยสะท้อนภาพของยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์นี้ได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันโดย EIA ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ WTI ได้บ้าง นอกเหนือจากปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง
ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) ในเดือนเมษายน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทย ในเดือนเมษายน ที่เราคาดว่า อาจเห็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เร่งสูงขึ้นสู่ระดับ 2% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เร่งราคาพลังงานให้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน สภาพอากาศร้อนจัด กอปรกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาหมวดอาหารต่อ
และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ลุ้นดับเบิลแชมป์! อาร์เซนอล เชือด แอตฯ มาดริด 1-0 ทะลุชิง UCL ในรอบ 20 ปี

อาร์เซนอล เฉือนชนะ แอตเลติโก มาดริด 1-0 จากประตูของ บูกาโย ซากา ส่งผลให้รวมสองนัด “ปืนใหญ่” ชนะ 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟา แชมเปียนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2006
เกมนี้ มิเกล อาร์เตตา เลือกใช้ผู้เล่นชุดเดิมจากเกมลีกนัดล่าสุด โดยมี วิคตอร์ โยเคเรส ยืนเป็นหน้าเป้า ขณะที่ ดีเอโก ซิเมโอเน ปรับทัพ แอตฯ มาดริด เพียงเล็กน้อยจากเกมก่อนหน้า
รูปเกมครึ่งแรก อาร์เซนอล เป็นฝ่ายครองบอลเหนือกว่า และมาได้ประตูสำคัญช่วงท้ายครึ่งแรก เมื่อ ซากา ตามซ้ำจังหวะที่ผู้รักษาประตูปัดไม่ขาด ทำให้ทีมขึ้นนำ 1-0 และกุมความได้เปรียบสกอร์รวม
ครึ่งหลังทีมเยือนพยายามบุกทวงคืน แต่แนวรับของ อาร์เซนอล รวมถึง ดาบิด รายา ยังช่วยกันป้องกันไว้ได้ ขณะที่โอกาสสำคัญของ แอตฯ มาดริด ก็ไม่เฉียบคมพอ จบเกมจึงไม่มีประตูเพิ่ม
ชัยชนะนัดนี้ส่งให้ อาร์เซนอล ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์สโมสร โดยจะรอพบผู้ชนะระหว่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง หรือ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งนัดชิงชนะเลิศจะแข่งขันกันที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี วันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ตามเวลาประเทศไทย 23:00 น.
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘ผลิตน้ำยาล้างไต’ มาตรฐานเยอรมนี ดูแลผู้ป่วยบัตรทอง ลดพึ่งพาต่างชาติ

“เฟรชีเนียส แคร์” และ “เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์” เปิดโรงงานโชว์ศักยภาพผลิตน้ำยาล้างไต CAPD – APD ในประเทศ “มาตรฐานเยอรมนี” ร่วมดูแลผู้ป่วยบัตรทอง
บริษัท เฟรชีเนียส แคร์ จำกัด (FME) ร่วมกับ บริษัท เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) (GHP) จัดกิจกรรมเยี่ยมชมโรงงานและเปิดตัวการผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ณ โรงงานผลิตน้ำยาล้างไตของ GHP ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมีผู้บริหารจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), องค์การเภสัชกรรม (อภ.), บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จํากัด, สมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย, สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย, สมาคมพยาบาลโรคไตแห่งประเทศไทย, อายุรแพทย์โรคไต เภสัชกร และพยาบาลล้างไตทางช่องท้อง เข้าร่วมเยี่ยมชมโรงงานในครั้งนี้
นายวิศิษฎ์ อนันต์สกุลวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฟรชีเนียส แคร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มีบริษัทแม่ตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนี มุ่งพัฒนานวัตกรรมและดูแลผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย ปัจจุบันดูแลผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 300,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคไตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โดยคาดว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยประมาณ 150,000 ราย สูงเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเฉลี่ย 2,300 รายต่อประชากร 1 ล้านคน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 6–7 ต่อปี
น้ำยาล้างไตสัญชาติไทย ดูแลผู้ป่วยระบบบัตรทอง
ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาการดูแลผู้ป่วยควบคู่ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับคุณภาพการรักษา โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการบำบัดทดแทนไต ทั้งแบบล้างไตทางช่องท้องต่อเนื่อง (CAPD) และแบบอัตโนมัติ (APD) ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมในการเป็นส่วนหนึ่งของระบบดูแลผู้ป่วยโรคไตในประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน นพ.ธานินทร์ สีวราภรณ์สกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เยเนอรัล ฮอสปิตัล โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การจัดตั้งโรงงานผลิตน้ำยาปราศจากเชื้อในประเทศไทย เป็นไปตามแนวคิดของภาครัฐ โดยองค์การเภสัชกรรม เพื่อเสริมความมั่นคงด้านเวชภัณฑ์และลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยเริ่มจากการผลิตน้ำเกลือ ก่อนพัฒนาสู่การผลิตน้ำยาล้างไต ภายหลัง สปสช. ขับเคลื่อนนโยบาย “PD First” ในปี 2551 ทำให้เกิดความร่วมมือกับบริษัท Fresenius Medical Care (FME) จากเยอรมนี ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตน้ำยาล้างไตในประเทศอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี
ปัจจุบันโรงงานสามารถผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้องทั้งแบบ CAPD และ APD เพื่อร่วมดูแลผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยเฉพาะ APD ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้ผู้ป่วย สามารถล้างไตในช่วงเวลากลางคืน และใช้ชีวิตประจำวันในช่วงกลางวันได้ตามปกติ นอกจากนี้ กระบวนการผลิตยังอยู่ภายใต้มาตรฐานสากล มีการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพของการรักษา
นพ.วุฒิเดช โอภาศเจริญสุข นายกสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การล้างไตทางช่องท้องทั้งแบบ CAPD และ APD เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้าย โดยมีข้อดีคือสามารถทำได้ที่บ้าน ลดการเดินทางไปโรงพยาบาล ใช้บุคลากรน้อยกว่าการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม และช่วยกำจัดของเสียได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ควบคุมอาการได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันวิธี APD ยังช่วยเพิ่มความสะดวกด้วยระบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ ประกอบกับการสนับสนุนของ สปสช. ที่ร่วมกับไปรษณีย์ไทยจัดส่งน้ำยาล้างไตถึงบ้านผู้ป่วย ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและความยุ่งยากในการเดินทาง ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ต่อเนื่องมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การที่ประเทศไทยสามารถผลิตน้ำยาล้างไตได้เองทั้ง CAPD และ APD ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ช่วยเสริมความมั่นคงด้านระบบสุขภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น พร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหรือวิกฤตต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น นับเป็นการยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว
นายธนพลธ์ ดอกแก้ว นายกสมาคมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การล้างไตทางช่องท้องช่วยลดภาระผู้ป่วยอย่างชัดเจน ทั้งค่าใช้จ่าย การเดินทาง และความแออัดของหน่วยบริการ ขณะเดียวกัน การมีโรงงานผลิตน้ำยาล้างไตในประเทศยังช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้สะดวกมากขึ้น เสริมความมั่นคงทางยา และทำให้สามารถบริหารงบประมาณเพื่อนำไปขยายการดูแลผู้ป่วยกลุ่มอื่นได้
ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้งบประมาณดูแลเพิ่มจากเกือบ 10,000 ล้านบาทในปี 2563 เป็นกว่า 16,000 ล้านบาทในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนภาระด้านสุขภาพที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ สปสช. สนับสนุนการบำบัดทดแทนไตหลายรูปแบบ ทั้งการฟอกเลือด ล้างไตทางช่องท้อง และการปลูกถ่ายไต โดยแม้ต้นทุนในระบบจะใกล้เคียงกัน แต่ภาระของผู้ป่วยแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการฟอกเลือดที่ต้องเดินทางเข้ารับบริการสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ขณะที่การล้างไตทางช่องท้องสามารถทำเองที่บ้าน และแบบอัตโนมัติสามารถทำในช่วงกลางคืน ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิต
“การมีโรงงานผลิตน้ำยาล้างไตในประเทศ จะช่วยลดความเสี่ยงของระบบจากการพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต เช่น ช่วงโควิด-19 ที่เกิดปัญหาซัพพลายเชนทั่วโลก และในอนาคตหากสามารถพัฒนาการผลิตวัตถุดิบในประเทศได้ จะยิ่งเสริมความมั่นคงและความยั่งยืนของระบบสุขภาพไทยมากยิ่งขึ้น” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ พื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้สื่อสารได้เหมือนเจ้าของภาษา

การเริ่มต้นเรียนรู้ภาษาอังกฤษมักมาพร้อมกับคำถามที่ว่า เราต้องรู้ศัพท์มากแค่ไหนถึงจะสื่อสารได้คล่องแคล่ว คำตอบที่เป็นมาตรฐานสากลคือการแม่นยำใน คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ซึ่งเป็นกลุ่มคำศัพท์ที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมทั้งการฟัง พูด อ่าน และเขียนได้มากกว่า 90% ของเนื้อหาทั่วไป
ทำไมต้องเน้นที่กลุ่ม คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ
นักภาษาศาสตร์ได้วิจัยพบว่าการจดจำ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ แรกที่มีความถี่การใช้งานสูง จะช่วยให้คุณเข้าใจบริบทส่วนใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ บทสนทนาในที่ทำงาน หรือแม้แต่การรับชมภาพยนตร์ได้โดยไม่ต้องเปิดพจนานุกรมบ่อยๆ นี่คือทางลัดที่ทรงพลังที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการเก่งภาษาอังกฤษอย่างรวดเร็ว
ประโยชน์ของการท่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ในการทำงาน
ในโลกการทำงานระดับสากล การรู้เพียงศัพท์เทคนิคเฉพาะทางอาจไม่เพียงพอ การมีคลัง คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ จะช่วยให้คุณสามารถอธิบายแนวคิดที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายขึ้น ช่วยในการเจรจาต่อรอง และสร้างความมั่นใจเมื่อต้องเข้าสังคมกับเพื่อนร่วมงานต่างชาติ
วิธีการคัดเลือก คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ที่มีประสิทธิภาพ
คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ที่ดีควรยึดตามหลัก Oxford 3000 หรือ New General Service List (NGSL) ซึ่งเป็นการรวบรวมคำที่มีความสำคัญและถูกใช้จริงในยุคดิจิทัล ไม่ใช่คำศัพท์ที่ล้าสมัยหรือหาโอกาสใช้ได้ยากในสถานการณ์จริง
เทคนิคการจำ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ให้แม่นยำและถาวร
การจำ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ไม่ใช่การท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง แต่ควรใช้เทคนิค Spaced Repetition หรือการทบทวนเป็นระยะ และการเรียนรู้ผ่านบริบท (Contextual Learning) เพื่อให้สมองจดจำว่าคำนั้นๆ ถูกนำไปใช้ในประโยคอย่างไร
การแบ่งหมวดหมู่ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ เพื่อการเรียนรู้ที่ง่ายขึ้น
เพื่อให้การเรียนรู้ไม่น่าเบื่อ เราควรแบ่ง คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ออกเป็นหมวดหมู่ย่อยๆ เช่น หมวดการทำงาน หมวดการท่องเที่ยว หมวดความรู้สึก และหมวดเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยให้สมองเชื่อมโยงข้อมูลได้ดีกว่าการจำเรียงตามตัวอักษร A-Z
คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ในหมวดหมู่สำนักงานและธุรกิจ
สำหรับมนุษย์เงินเดือน การเริ่มสะสม คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุม การวางแผน และการประสานงาน จะช่วยเพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้อย่างชัดเจน
ฝึกฝนการออกเสียงไปพร้อมกับ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ
การรู้ความหมายของ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ การฝึกออกเสียงตามหลัก Phonetics จะช่วยให้คุณสื่อสารได้อย่างมั่นใจ และลดโอกาสที่จะเกิดความเข้าใจผิดในการสนทนาจริง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเรียน คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ
คนส่วนใหญ่มักพยายามท่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ให้จบภายในเวลาอันสั้นจนเกิดความล้า วิธีที่ถูกต้องคือการตั้งเป้าหมายวันละ 10-15 คำ แต่เน้นที่การนำไปแต่งประโยคและใช้งานจริงในวันนั้นทันที
การใช้แอปพลิเคชันช่วยฝึก คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ
ในยุค 2026 มีแอปพลิเคชันมากมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเรียน คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ โดยเฉพาะ ซึ่งมักจะมีระบบ AI ช่วยทดสอบและวิเคราะห์จุดอ่อนของคุณในการจำศัพท์แต่ละคำ
สรุปแนวทางการฝึกฝน คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ ให้สำเร็จ
หัวใจสำคัญของการพิชิต คำศัพท์ภาษาอังกฤษ 3000 คำ คือความสม่ำเสมอ การคลุกคลีกับภาษาผ่านการฟังเพลง อ่านบทความสั้นๆ หรือการลงเรียนคอร์สภาษาอังกฤษที่เน้นการใช้งานจริงจะช่วยให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ตารางเปรียบเทียบประเภทของคำในกลุ่มคำศัพท์ 3000 คำ
| ประเภทของคำ (Part of Speech) | สัดส่วนโดยประมาณ | ความสำคัญในการสื่อสาร | ตัวอย่างคำศัพท์ |
| Noun (คำนาม) | 50% | ใช้ระบุชื่อ สิ่งของ และสถานที่ | Business, Opportunity, Strategy |
| Verb (คำกริยา) | 25% | ใช้แสดงการกระทำและสถานะ | Achieve, Communicate, Develop |
| Adjective (คำคุณศัพท์) | 15% | ใช้ขยายความให้เห็นภาพชัดเจน | Effective, Global, Professional |
| Others (อื่นๆ) | 10% | คำเชื่อมและคำระบุตำแหน่ง | Although, Especially, Furthermore |
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
Google ยกเครื่อง Gemini ครั้งใหญ่ ปรับ UI ใหม่หมดจด ท้าชนตลาด AI ทั่วโลก

- ปรับโฉมดีไซน์หน้าหลัก (UI) ใหม่ให้ดูมินิมอล โดยเปลี่ยนช่องกรอกคำสั่งเป็นทรงแคปซูล และรวมฟังก์ชันเสริมไว้ในปุ่มบวก (+)
- เพิ่มเมนู ‘Bottom Sheet’ ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงคลังภาพ, กล้อง, และการอัปโหลดไฟล์ได้ง่ายขึ้น เพื่อตอบโจทย์การทำงานที่เน้นประสิทธิภาพ
- รวบรวมเครื่องมือ AI อัจฉริยะหลายอย่างไว้ในที่เดียว เช่น การสร้างรูปภาพ/วิดีโอ, การสืบค้นข้อมูลเชิงลึก, และระบบช่วยเรียนรู้
รายงานข่าวระบุว่า Google กำลังอยู่ระหว่างการปรับโฉมแอปพลิเคชัน Gemini ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยจุดประสงค์หลักคือการสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ไร้รอยต่อ (Seamless Experience) ซึ่งจากการทดสอบเบื้องต้นพบการเปลี่ยนแปลงในหลายส่วนสำคัญ ดังนี้:
ดีไซน์ใหม่ ‘Pill-shaped’ เน้นความมินิมอล
ในส่วนของหน้าโฮม Gemini ได้เปลี่ยนช่องกรอกคำสั่ง (Prompt box) เป็นรูปทรงแคปซูลที่ดูทันสมัยขึ้น โดยการจัดวางใหม่นี้จะแยกปุ่มสั่งการด้วยเสียงและระบบ Gemini Live ไว้ทางด้านขวาอย่างชัดเจน ขณะที่ด้านซ้ายถูกปรับให้เหลือเพียงปุ่ม ‘บวก’ (+) เพียงปุ่มเดียว เพื่อความสะอาดตา
ฟีเจอร์ Bottom Sheet ศูนย์รวมการเชื่อมต่อข้อมูล
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่เมื่อผู้ใช้กดปุ่ม ‘บวก’ จะปรากฏแผงเมนูด้านล่าง (Bottom Sheet) ที่มาพร้อมแถบเลือกแบบ Carousel ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงคลังรูปภาพ, กล้องถ่ายรูป และอัปโหลดไฟล์ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่ของเมนู Notebooks และระบบจัดการไฟล์อัปโหลดอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานที่ต้องการความโปรดักทีฟ (Productivity) มากขึ้น
ผนึกกำลังเครื่องมือ AI แบบครบวงจร (Unified Approach)
Google ยังได้รวบรวมเครื่องมืออัจฉริยะต่าง ๆ มาไว้ในรายการเดียวพร้อมคำอธิบายการใช้งานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น:
• Images / Videos / Music: เครื่องมือสร้างมัลติมีเดีย
• Canvas: พื้นที่ทำงานร่วมกับ AI
• Deep Research: ระบบสืบค้นข้อมูลเชิงลึก
• Guided Learning: ระบบช่วยสอนและเรียนรู้อัจฉริยะ
ปัจจุบัน Google เริ่มทดสอบระบบแบบบูรณาการนี้แล้วทั้งบนระบบ Android และเวอร์ชัน Desktop Web ขณะที่ผู้ใช้งานบน Mac สามารถใช้งานดีไซน์ใหม่นี้ได้แล้วบางส่วน

ฉีกกฎดีไซน์เดิมของ Google
การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอีกประการคือการย้ายตำแหน่ง “ตัวสลับบัญชี” (Account Switcher) ไปไว้ที่ด้านล่างของแถบเมนูข้าง (Navigation Drawer) ซึ่งถือเป็นการแหวกแนวจากแอปพลิเคชันอื่น ๆ ของ Google ในอดีตอย่างสิ้นเชิง รวมถึงการใช้พื้นหลังแบบสีสันเคลื่อนไหว (Pulsating Background) พร้อมเอฟเฟกต์ไล่เฉดสี เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ใช้
การขยับตัวของ Google ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การเร่งเครื่องในตลาด AI เพื่อรักษาฐานผู้ใช้งานและสร้างมาตรฐานใหม่ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ให้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
กาแฟชงแล้วเก็บได้นานไหม? ทิ้งไว้ข้ามวันยังดื่มได้หรือเปล่า หลายคนเข้าใจผิด

คอกาแฟหลายคนเคยทำแบบนี้—ชง กาแฟ แก้วใหญ่ ดื่มไม่หมด แล้วปล่อยทิ้งไว้ “เดี๋ยวค่อยกินต่อ” แต่พอกลับมาอีกที รสชาติเปลี่ยน กลิ่นไม่เหมือนเดิม แล้วแบบนี้…ยังดื่มได้ไหม?
คำตอบคือ “เก็บได้” แต่มีเงื่อนไข และถ้าเก็บผิดวิธี อาจเสียได้เร็วกว่าที่คิด
กาแฟชงแล้ว อยู่ได้นานแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับ “วิธีเก็บ” และ “ชนิดกาแฟ”
กาแฟดำ (ไม่ใส่นม/น้ำตาล)
- อุณหภูมิห้อง → ประมาณ 4–6 ชั่วโมง
- แช่ตู้เย็น → 1–2 วัน
กาแฟใส่นม (ลาเต้ / คาปูชิโน)
- อุณหภูมิห้อง → ไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมง
- แช่ตู้เย็น → ภายใน 24 ชั่วโมง
กาแฟเย็นใส่น้ำแข็ง
- ควรดื่มทันที
- น้ำแข็งละลาย → รสเจือจาง + เสี่ยงปนเปื้อน
ทำไมกาแฟถึง “เสีย” หรือรสเปลี่ยน?
แม้กาแฟจะดูเหมือนเครื่องดื่มธรรมดา แต่มีปัจจัยที่ทำให้คุณภาพลดลง
1. ออกซิเดชัน (Oxidation)
กาแฟสัมผัสอากาศนาน → กลิ่นหอมลดลง รสขมขึ้น
2. การเติบโตของแบคทีเรีย (โดยเฉพาะใส่นม)
นมเป็นอาหารของจุลินทรีย์ → ถ้าทิ้งไว้นาน เสี่ยงบูด
3. อุณหภูมิ
อากาศร้อน → แบคทีเรียเติบโตเร็วขึ้น
สัญญาณว่า “ไม่ควรดื่มต่อ”
- กาแฟมีกลิ่นเปรี้ยว หรือเหม็นผิดปกติ
- รสเปลี่ยนชัดเจน
- มีตะกอนแปลก ๆ
- ทิ้งไว้นานเกินเวลาที่แนะนำ
ถ้าไม่มั่นใจ “ทิ้งดีกว่าเสี่ยง”
วิธีเก็บกาแฟให้ได้นานขึ้น
- ใส่ภาชนะปิดสนิท ลดการสัมผัสอากาศ
- แช่ตู้เย็นทันที หากยังไม่ดื่ม
- แยก “กาแฟ” กับ “นม” (เติมนมตอนจะดื่ม)
- หลีกเลี่ยงการวางไว้ในอุณหภูมิห้องนาน
สรุป
กาแฟชงแล้วเก็บได้ แต่ กาแฟ แบบไม่ใส่นมอยู่ได้ประมาณ 4–6 ชั่วโมง (แช่เย็น 1–2 วัน) ส่วนกาแฟใส่นมควรดื่มภายใน 2 ชั่วโมง ไม่ควรทิ้งข้ามวัน
หากเก็บไว้นาน รสชาติจะเปลี่ยนและเสี่ยงบูด โดยเฉพาะแบบใส่นม ทางที่ดีที่สุดคือดื่มทันที หรือแช่เย็นในภาชนะปิดสนิท
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 06/5/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 71,150.00 | 71,350.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,599.00 | 69,720.84 | 72,150.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,139.10 | 62,748.76 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,679.20 | 55,776.67 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,069.55 | 31,374.38 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,609.65 | 24,402.29 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,765.80 | 72,249.53 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 06/5/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 43.30 | 43.30 | 43.80 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 | 43.30 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 42.93 | 42.93 | 43.18 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 | 42.93 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 36.30 | 36.30 | 36.80 | 36.30 | – | 36.30 | 36.30 | 36.30 | 36.30 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 32.24 | 32.24 | – | – | – | – | – | – | 32.24 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 52.39 | 56.04 | 49.84 | – | – | – | – | – | 52.39 |
| เบนซิน 95 | 52.89 | – | – | 56.01 | – | 53.39 | 53.04 | – | 52.89 |
| ดีเซล | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 | 40.80 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 62.10 | 62.10 | 49.84 | 62.10 | – | – | – | – | 62.10 |
| แก๊ส NGV | 16.69 | – | – | – | – | – | – | – | 16.69 |







