สาระน่ารู้ประจำวันที่ 09 มิถุนายน 2569

เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน กางสูตร ‘ยิ้มใหญ่’ สร้าง ‘Life Ecosystem’ ครบจบใกล้บ้าน ดักลูกค้าย่านนนทบุรี

  • เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ปรับกลยุทธ์สู่การเป็น ‘Life Ecosystem’ หรือระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ เพื่อเป็นศูนย์กลางของคนย่านนนทบุรีและกรุงเทพฯ ตอนเหนือ
  • ชูแนวคิด “ครบ จบ ใกล้บ้าน” โดยรวบรวมร้านอาหาร แบรนด์ชั้นนำ แหล่งความบันเทิงสำหรับครอบครัว และบริการที่ทันสมัย เพื่อมอบประสบการณ์ระดับใจกลางเมืองโดยไม่ต้องเดินทางไกล
  • เปิดตัวแคมเปญ “ยิ้มใหญ่ งามวงศ์วาน” เพื่อสร้างการรับรู้และมอบความสุขผ่านโปรโมชันและกิจกรรมทางการตลาด ตอกย้ำการเป็นเดสติเนชันที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

ในสมรภูมิค้าปลีกย่านกรุงเทพฯ ตอนเหนือและนนทบุรีที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด “เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน” วางกลยุทธ์ที่เหนือกว่าการเป็นเพียง “ศูนย์การค้า” โดยมุ่งยกระดับสู่ “Life Ecosystem” หรือระบบนิเวศแห่งการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ภายใต้แนวคิด “เสาหลักแห่งวิถีชีวิต” (Pillar of Lifestyle) ที่เติบโตเคียงคู่กับคนในพื้นที่มาอย่างยาวนาน

พร้อมรวบรวมทุกความต้องการไว้ในที่เดียวโดยไม่ต้องเดินทางเข้าใจกลางเมือง มีครบทั้งแบรนด์แฟชั่นระดับโลก ร้านอาหารยอดนิยม ศูนย์รวมไอที อาณาจักรความงาม และบริการเสริมต่างๆ เช่น ที่จอดรถอัตโนมัติ รถรับ-ส่งฟรี อำนวยความสะดวกสูงสุดแก่ครอบครัวยุคใหม่และตอบโจทย์คนทุกเจเนอเรชันในย่านนี้

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การเดินหน้าพัฒนา “เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน” ให้เป็นศูนย์การค้าที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนเมือง ยกความสะดวกสบายครบทุกโหมดไลฟ์สไตล์ ทั้ง กิน ใช้ชีวิต ช้อป ให้ความรู้สึกเสมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 ของทุกเจเนอเรชั่น

วันนี้ “เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน” จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ชอปปิง แต่คือ “เสาหลักแห่งวิถีชีวิต” ที่เติบโตไปพร้อมกับ กรุงเทพฯตอนเหนือ และชาวนนทบุรีมายาวนาน เป็นสถานที่แรกเมื่อต้องการความสุข ความครบครัน ครอบครัวสามารถใช้เวลาร่วมกันได้แบบ Seamless Inter-generational Living 

ประกอบกับ “ทำเล” ที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ ทำให้ช่วยลดเวลาในการเดินทาง ครอบครัวสามารถใช้เวลาคุณภาพร่วมกันได้

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน จึงไม่ใช่แค่การรีโนเวต แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิต เพื่อประสบการณ์ระดับสากลได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ โดยมีแบรนด์และบริการที่ครบถ้วนที่สุดในย่าน และเป็นที่มาของแคมเปญ “ยิ้มใหญ่ งามวงศ์วาน” ที่จะสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และช่วยตอกย้ำประสบการณ์ “อิ่ม ฟิน ช้อป” ให้คนทั้งย่านได้ยิ้มใหญ่มากขึ้นอีกระดับ กับความสุข และความครบครันที่มากกว่าเดิม

“ในยุคที่ทุกนาที คือความหมายของการใช้ชีวิต เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่ก้าวข้ามความเป็น ‘ศูนย์การค้า’ ไปสู่ความสุขที่ย่านนี้ต้องการจริงๆ กับประสบการณ์ชีวิตระดับใจกลางเมือง โดยไม่ต้องออกจากย่านในวันหยุดได้เรียกว่ายกระดับให้เป็นมากกว่าศูนย์การค้า สู่การเป็น ‘Life Ecosystem’ ที่สมบูรณ์ที่สุดของคนนนทบุรี”

กลยุทธ์ One Complete Lifestyle Destination: ยกมาตรฐานเมืองมาไว้ใกล้บ้าน

หัวใจสำคัญของการปรับตัวครั้งนี้คือการส่งมอบคุณค่าประสบการณ์ชีวิตระดับย่านใจกลางเมืองให้เกิดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “ครบ จบ ใกล้บ้าน ในมาตรฐานระดับเมือง” เพื่อตอบโจทย์อินไซต์ของลูกค้าที่ไม่ต้องการเสียเวลาเดินทางเข้าเมืองในช่วงวันหยุด โดยมีจุดแข็งที่ถูกสร้างขึ้นผ่าน 5 แกนหลักสำคัญ

CITY-LEVEL DINING นำร้านอาหารแบรนด์ดังระดับแม่เหล็กที่ปกติพบได้เฉพาะในใจกลางเมืองมาไว้ในย่านนี้ เช่น CHAGEE, MO-MO-PARADISE, OH! JUICE และ SUSHIRO เป็นต้น

COMPLETED LIFESTYLE BRANDS รวบรวมแบรนด์ชั้นนำทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่ Beauty Hall บิวตี้แลนด์มาร์คที่มีแบรนด์ระดับโลกอย่าง CHARLOTTE TILBURY และ YSL BEAUTY ไปจนถึง Power Mall ที่เป็นศูนย์รวมเทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้า AI ที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ตอนเหนือ กว่า 200 แบรนด์ บนพื้นที่ 5,000 ตร.ม. รวมถึงแบรนด์แฟชั่นระดับสากลที่ครบครันสำหรับทุกเจเนอเรชัน

FAMILY DESTINATION สร้าง Ecosystem สำหรับครอบครัวที่แท้จริงด้วย Magnet สำคัญอย่าง สวนน้ำ Fantasia Lagoon, HarborLand และ SF Cinema ซึ่งเชื่อมโยงการใช้ชีวิตของคนทุกวัยแบบ Seamless Inter-generational Living,

GOURMET MARKET ยกระดับสู่การเป็น Everyday Premium Living นำเสนอวัตถุดิบคุณภาพดีที่สุดจากทั่วโลกให้คนในย่านนี้เข้าถึงได้ทุกวัน

SMART CONVENIENCE. EXCEPTIONAL SERVICE เน้นบริการที่เข้าใจวิถีชีวิตคนพื้นที่ เช่น ระบบที่จอดรถอัตโนมัติ (Auto Parking) และรถตู้รับ-ส่งฟรีจาก MRT สถานีกระทรวงสาธารณสุข

“ยิ้มใหญ่ งามวงศ์วาน” กลไกสร้างความผูกพันและกระตุ้นการเติบโต

เพื่อตอกย้ำความเป็นศูนย์กลางของย่าน เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน ได้ส่งแคมเปญ “ยิ้มใหญ่ งามวงศ์วาน” เริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. – 30 ก.ย. 2569 มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความสุขและความคุ้มค่าตลอด 111 วัน กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่ให้สิทธิประโยชน์ทางการเงินผ่านการแจก M Point รวม 10 ล้านคะแนน และคูปองส่วนลดต่างๆ แต่ยังรวมถึงการสร้าง Experience Marketing ผ่านอีเวนต์ที่หมุนเวียนตลอดทุกเดือน เช่น งาน “Platform613” สำหรับสายลี้ลับ และ “Cha Cha Cha Panda Town” สำหรับคนรักชา

การขยับตัวครั้งนี้ของเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ งามวงศ์วาน แสดงให้เห็นถึงการปรับกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อครองใจผู้บริโภคในระยะยาว โดยเน้นไปที่การลดช่องว่างด้านคุณภาพ ทำให้ลูกค้าในย่านนนทบุรีและกรุงเทพฯ ตอนเหนือรู้สึกว่าได้รับบริการและสินค้าที่มีคุณภาพ “เท่ากับ” หรือ “ดีกว่า” การเข้าเมือง

การสร้างความสะดวกแบบไร้รอยต่อ โดยใช้ทำเลที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ ผสานกับบริการอำนวยความสะดวกที่ใส่ใจ (Exceptional Service) ช่วยสร้างแต้มต่อเหนือคู่แข่ง

ที่สำคัญ การเป็นมากกว่าที่ชอปปิง แต่นิยามตนเองเป็น “บ้านหลังที่ 2” และ “พื้นที่แห่งความสุข” สำหรับทุกเจนเนอเรชัน ช่วยสร้าง Brand Loyalty ที่แข็งแกร่งในระดับชุมชนนั่นเอง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ผังกทมใหม่ พลิกโฉมกรุงเทพฯตอนเหนือ-ตะวันออกสู่ตึกสูง-มิกซ์ยูสแนวรถไฟฟ้า

  • ร่างผังเมืองกทม.ฉบับใหม่มุ่งปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินในโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือและตะวันออกตามแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ
  • มีการปรับโซนสีที่ดินจากสีเหลือง (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) เป็นสีส้ม (หนาแน่นปานกลาง) สีน้ำตาล (หนาแน่นมาก) และสีแดง (พาณิชยกรรม) เพื่อเพิ่มศักยภาพการพัฒนา
  • การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งเสริมให้เกิดการก่อสร้างอาคารสูง คอนโดมิเนียม และโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในย่านหลักสี่ ดอนเมือง ลาดพร้าว รามอินทรา และมีนบุรี

ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนการเตรียมประกาศและรับฟังความคิดเห็นประชาชนรอบสุดท้ายเป็นเวลา 90 วัน โดยคาดว่าจะประกาศใช้จริงอย่างเป็นทางการภายในช่วงปลายปี 2570  

การปรับปรุงร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯครั้งนี้เป็นการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองในระยะยาว 20-30ปี เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ของเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปตามการลงทุนระบบขนส่งมวลชนภาครัฐและการลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายการลงทุนจากแนวราบสู่แนวสูงเกาะแนวรถไฟฟ้า ซึ่งมีผลต่อการเข้าถึงที่อยู่อาศัยในเมืองสำหรับคนรุ่นใหม่วัยทำงาน รวมถึงคนทุกกลุ่มวัย โดยร่างผังเมืองกรุงเทพฯฉบับใหม่เปิดโอกาสให้เพิ่มความถี่ในการพัฒนามากขึ้นโดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัยอย่างคอนโดมิเนียม

ขณะเดียวกันในแง่ของนักลงทุน ร่างผังเมืองกรุงเทพฯยังสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบมิกซ์ยูส ศูนย์พาณิชยกรรม ก่อให้เกิดการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าสร้างกิจกรรมอันหลากหลายในจุดเดียวอย่างไร้รอยต่อ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาลท่ามกลางราคาที่ดินขยับสูงจากการมาของรถไฟฟ้า

สำหรับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ พบว่า บริเวณที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดจะเป็นโซนที่มีรถไฟฟ้าพาดผ่าน อย่างรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย สายสีม่วง สายสีเหลือง สายสีชมพู สายสีส้ม สายสีแดงฯลฯ  โดยเฉพาะโซนกรุงเทพฯตอนเหนือและตะวันออก เช่นพหลโยธิน สะพานใหม่ ดอนเมือง หลักสี่ ลาดพร้าว รามอินทรา มีนบุรี รามคำแหงฯลฯ

มีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เพิ่มขึ้น จากพื้นที่สีเหลือง( ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ) พัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบ ขยับเป็นพื้นที่สีส้ม(ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) เป็นส่วนใหญ่ สามารถพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมแนวสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษได้หากแปลงที่ดินอยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้า  รวมถึงบางบริเวณได้เพิ่มพื้นที่ สีน้ำตาล (ที่ดินประเภทหนาแน่นมาก) พัฒนาโครงการมิกซ์ยูสได้ และพื้นที่สีแดง (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) เพื่อเปิดโอกาสทำกิจกรรมหลากหลายโดยไม่ต้องออกจากพื้นที่

สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯตอนเหนือที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากโดยมีเป้าหมายรองรับการขยายตัวจากกรุงเทพฯชั้นในออกมาบริเวณดังกล่าวตามแนวรถไฟฟ้า เริ่มจากบริเวณเขตหลักสี่ รองรับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินสูงสุด เป็นพื้นที่สีแดงพ.5 (ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) พัฒนาได้7เท่าของแปลงที่ดิน (FAR 1:7) Floor Area Ratio (อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน)  โดยเฉพาะบริเวณ สถานีทุ่งสองห้อง และที่ดินบริเวณโครงการนอร์ธปาร์ค (North Park) บนถนนวิภาวดี-รังสิต จากเดิมเป็นพื้นที่สีส้ม(ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) ที่มองว่าสามารถเพิ่มขีดการแข่งขัดพัฒนาอาคารสำนักงาน โรงแรม ฯลฯในย่านดังกล่าวได้

เช่นเดียวกับเขตดอนเมือง รองรับสนามบินดอนเมือง โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน รถไฟชานเมืองสายสีแดง โดยปรับจากพื้นที่สีเหลือง(ที่ดินประเภทหนาแน่นน้อย) มุ่งเน้นส่งเสริมพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นส่วนใหญ่ ขยับเป็นพื้นที่สีส้ม(ที่ดินประเภทหนาแน่นปานกลาง) ย 6 พัฒนาได้3.5เท่าของแปลงที่ดินพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมได้ และพื้นที่สีแดง(ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม) พ.7 บางบริเวณ

เช่นเดียวกรุงเทพฯโซนตะวันออก ย่านลาดพร้าวมีรถไฟฟ้าสายสีเหลืองพาดผ่าน ขยับจากพื้นที่สีเหลืองเป็นพื้นที่สีส้มเพิ่มความถี่ในการพัฒนาได้เป็นส่วนใหญ่  รวมถึงถนนรามอินทรา ที่พื้นที่ส่วนใหญ่ตลอดแนวปรับเป็นพื้นที่สีส้ม จากเดิมพื้นที่สีเหลืองจากการมาของรถไฟฟ้าสายสีชมพู

ในขณะแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ตามแนวถนนศรีนครินทร์ บริเวณสวนหลวง ร.9 กำหนดให้เป็นพื้นที่สีส้ม ย.7 พัฒนาได้ 4เท่าของแปลงที่ดิน จากเดิมพื้นที่สีเหลืองซึ่งสามารถพัฒนาคอนโดมิเนียมได้

ส่วนพหลโยธิน แนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย ยาวไปถึงบริเวณแยกรัชโยธิน เป็นพื้นที่สีน้ำตาลพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ได้  จากเดิมเป็นพื้นที่สีส้ม ถัดไปจากนั้นจะเป็นพื้นที่สีส้ม      

ที่น่าจับตา บริเวณถนนรัชดาภิเษกและพื้นที่ต่อเนื่อง ซึ่งมีรถไฟฟ้าMRTใต้ดินสายสีน้ำเงินพาดผ่านและมีสายสีส้มบริเวณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย(ใต้ดิน) ซึ่งเป็นจุดตัดกับMRTใต้ดินสายสีน้ำเงิน กำหนดให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจใหม่รองรับการพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจการค้าและบริการรองของกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่อเนื่อง รวมถึงรองรับการเติบโตของที่อยู่อาศัย พื้นที่พาณิชยกรรม และการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณถนนอโศกมนตรี เนื่องจากการยกเลิกโครงการทางยกระดับตามนโยบายการพัฒนาของกรุงเทพมหานคร

ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่ ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นพื้นที่สีน้ำตาล  ย.10 ย.13 ย.14ย.15พัฒนาได้5.5 เท่า 7 เท่า7.5 เท่าและ 8 เท่าของแปลงที่ดินตามลำดับนอกจากนี้ ยังปรับเป็นพื้นที่สีแดง พ.5 พ.8 พัฒนาได้  7 เท่า และ10 เท่าของแปลงที่ดินตามลำดับ

ส่วนผังเมืองปัจจุบัน กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน พื้นที่สีส้ม ย.6  พัฒนาได้ 4.5 เท่าของแปลงที่ดิน , ย.7 พัฒนาได้ 5 เท่าของแปลงที่ดิน พื้นที่สีน้ำตาลย.8 ย.9 และย.10พัฒนาได้6 เท่า7 เท่าและ 8 เท่าของแปลงที่ดินตามลำดับ

อีกทำเลที่น่าจับตาย่านมีนบุรี ถูกกำหนดให้เป็นโซนรองรับการพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมืองมีนบุรี และการพัฒนารถไฟฟ้าสายสีส้ม ตัดกับสายสีชมพู  โดยร่างผังเมืองกรุงเทพฯฉบับใหม่ ปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นที่พื้นที่สีส้ม ย.6 พัฒนาได้ 3.5เท่าของแปลงที่ดิน และพื้นที่สีแดงพ.5  พัฒนาได้ 7เท่าของแปลงที่ดิน โดยบิรเวณนี้กำหนดให้มีกิจกรรมหลากหลายรองรับทั้งที่อยู่อาศัยแหล่งงานช้อปปิ้งฯลฯ บริเวณแนวรถไฟฟ้าสองสาย โดยไม่ต้องเข้าเมือง

  อีกทำเลที่น่าสนใจ บริเวณย่านบางนา ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับใหม่กำหนด พื้นที่ให้รองรับการพัฒนาย่านพาณิชยกรรมด้านทิศตะวันออกของกรุงเทพมหานคร และการเติบโตของที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรมในแนวสายทางของรถไฟฟ้าสายสีเขียว (อ่อนนุช-เคหะฯ) และสอดคล้องกับผังเมืองรวมสมุทรปราการ พ.ศ.2568 ที่สำคัญมีโครงการขนาดใหญ่อย่างบางกอกมอลล์ (บางนา) อยู่ระหว่างก่อสร้างสะท้อนการขยายตัวของเมืองมายังโซนนี้อย่างชัดเจน และยังเชื่อมไปยังเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซีอีกด้วย

ร่างผังเมืองกรุงเทพฯฉบับใหม่ ปรับการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นที่ดินเป็นพื้นที่สีน้ำตาล ย.9และย.10 พัฒนาได้  5 เท่า และ5.5เท่าของแปลงที่ดินตามลำดับ รวมถึงปรับสูงสุดเป็นพื้นที่สีแดง พ.5 พัฒนาได้7 เท่า ของแปลงที่ดินขณะผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับปัจจุบัน กำหนดเป็นพื้นที่สีส้ม ย.6 และย.7  พัฒนาได้4.5 เท่าและ 5 เท่าของแปลงที่ดินตามลำดับ

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com


ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 9 มิ.ย.69 ‘อ่อนค่า‘ ตะวันออกกลางไม่แน่นอน

  • เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 32.89 บาทต่อดอลลาร์
  • ปัจจัยหลักที่กดดันค่าเงินบาทคือความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้จะมีการประกาศหยุดโจมตีชั่วคราว
  • นักลงทุนยังคงระมัดระวังและจับตารายงานอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)
  • กรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-32.95 บาทต่อดอลลาร์

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.89 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.84 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.75-32.95 บาทต่อดอลลาร์ 

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท(USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 32.75-32.89 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะทยอยแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ จากอานิสงส์แนวโน้มความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจทยอยลดลง หลังทางการอิสราเอลกับทางการอิหร่านได้ประกาศหยุดการโจมตี ที่สร้างความกังวลให้กับตลาดการเงินในช่วงก่อนหน้า 

อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง อีกทั้ง ยังคงมีรายงานข่าวจากฝั่งอิหร่านว่า ทางการอิหร่านได้เตรียมพร้อมรับมือกับสงครามที่อาจยืดเยื้อกับฝั่งอิสราเอล ทำให้ภาพของการเกิดสันติภาพในตะวันออกกลางยังคงมีความเปราะบางอยู่ สะท้อนจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED จะสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ในปีนี้ 

ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่จะรับรู้ในช่วงคืนวันพุธนี้ ตามเวลาประเทศไทย ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED อย่างมีนัยสำคัญ โดยภาพดังกล่าวได้ส่งผลให้ เงินดอลลาร์ทยอยรีบาวด์สูงขึ้น (พร้อมกับแรงขายหุ้นสหรัฐฯ ที่ผู้เล่นในตลาดต่างเลือกทยอยลดความเสี่ยงในจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของตลาด) พร้อมกดดัน ราคาทองคำ (XAUUSD) และเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท

แนวโน้มค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง

เรามองว่า หากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่าง การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไม่ได้มีความคืบหน้ามากนักในช่วงนี้ ผู้เล่นในตลาดจะคงมุมมองระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือ “Cautiously Optimistic” และอาจให้น้ำหนักกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED เป็นสำคัญ ซึ่งในช่วงนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงาน อัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ทำให้ในช่วงระยะสั้นนี้ ก่อนที่ตลาดจะรับรู้ รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ในช่วงคืนวันพุธ ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดอาจยังไม่รีบปรับสถานะถือครองสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ การเคลื่อนไหวของบรรดาค่าเงินต่างๆ รวมถึงสินทรัพย์ส่วนใหญ่ อาจมีลักษณะไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways ได้  

อย่างไรก็ดี การรีบาวด์ขึ้นบ้างของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงคืนที่ผ่านมา อาจช่วยหนุนบรรยากาศในฝั่งตลาดการเงินเอเชียได้บ้าง ซึ่งอาจช่วยหนุนการรีบาวด์แข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินเอเชีย และอาจช่วยจำกัดหรือชะลอการอ่อนค่าของบรรดาสกุลเงินเอเชีย ก่อนที่จะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติมได้ ทำให้ เรามองว่า เงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways แถวโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยโซนแนวต้านนั้น อาจติดอยู่แถวโซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (ซึ่งเริ่มเห็นแรงขายเงินดอลลาร์มากขึ้น ตั้งแต่ช่วง 32.90 บาทต่อดอลลาร์) ขณะที่โซนแนวรับได้ขยับสูงขึ้น ตามการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงก่อนหน้า มายังแถว 32.75 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์)

ทั้งนี้ เราประเมินว่า ไม่ว่าเงินดอลลาร์จะได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่าจากปัจจัยสงคราม หรือข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ อาจเป็นไปอย่างจำกัด หลัง เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ได้อ่อนค่าลงเข้าโซน 160-161 เยนต่อดอลลาร์ อีกครั้ง ทำให้ผู้เล่นในตลาดอาจยังคงกังวลต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น ซึ่งอาจช่วยจำกัดหรือชะลอการอ่อนค่าลงของเงินเยนญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน อาจช่วยชะลอหรือจำกัดการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ได้บ้าง ดังจะเห็นได้จากช่วงวันก่อนหน้า ที่เงินเยนญี่ปุ่นมีจังหวะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องจนทะลุโซน 160.40 เยนต่อดอลลาร์ ได้สำเร็จ ซึ่งภาพดังกล่าวได้ช่วยจำกัดการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ โดยดัชนีเงินดอลลาร์ DXY ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นทะลุโซน 100.2 จุด ไปได้ชัดเจน

เราขอเน้นย้ำว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินใน เชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง 

มุมมองการลงทุนทั่วโลก 

แม้ว่าบรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะได้แรงหนุนในช่วงแรกของการซื้อขาย จากกระแสข่าวอิสราเอลกับอิหร่านประกาศยุติการโจมตี ทว่า ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังคงสูง รวมถึงความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และพันธมิตร Axis of Resistance อย่าง กลุ่ม Hezbollah ในเลบานอน ที่ไม่ได้คลี่คลายลงชัดเจน ส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะทยอยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน ตามการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor สะท้อนผ่านการรีบาวด์ขึ้นของหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ที่เป็นไปอย่างจำกัด ส่งผลให้ โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.30% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq รีบาวด์ขึ้น +0.86% หลังดิ่งลงหนักในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวลดลงเล็กน้อย -0.15% แม้ว่าตลาดหุ้นยุโรปจะพอได้แรงหนุนบ้างจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่คลี่คลายลงบ้าง หลังอิสราเอลกับอิหร่านประกาศหยุดการโจมตี ซึ่งหนุนการรีบาวด์ขึ้นของบรรดาหุ้นยุโรป โดยเฉพาะ หุ้นเทคฯ ธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +3.6% ทว่า ท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงจำกัดการรีบาวด์ขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป 

ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหว Sideways แถวโซน 4.50%-4.58% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงระมัดระวังต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แม้เริ่มจะมีข่าวดีจากการยุติโจมตีระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ที่อาจช่วยหนุนความคืบหน้าของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และผู้เล่นในตลาดจะยังไม่รีบปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED จนกว่าจะรับรู้ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ในคืนวันพุธนี้ หรือการเจรจาหยุดยิงมีความคืบหน้าชัดเจนมากขึ้น ซึ่งภาพดังกล่าว ทำให้ เราคงมุมมองเดิมว่า บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงเสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง (Two-way Risk) ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED ทั้งนี้ เรามองว่า การปรับตัวขึ้นของ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เหนือระดับ 4.50% ทำให้บอนด์ 10 ปี สหรัฐฯ มีความน่าสนใจชัดเจนและบอนด์ยีลด์ที่ระดับดังกล่าวจะสามารถรองรับในกรณีที่บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ อาจพุ่งขึ้นจนแตะระดับ 5.00% ได้ ทำให้เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดสามารถทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ (และไทย) โดยเฉพาะเมื่อบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเหนือโซน 4.50% เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง (หรืออาจล่าช้ากว่าคาดบ้าง แต่ไม่เกินไตรมาส 3) และอัตราเงินเฟ้อ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสหรัฐฯ ไม่ได้เร่งตัวสูงขึ้นต่อเนื่องชัดเจน เรามองว่า FED มีโอกาส “คงดอกเบี้ย” ในปี 2026 ก่อนที่จะทยอยเดินหน้าลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปี 2027 (ไตรมาสที่ 2 และ ไตรมาสที่ 4) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า 

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์เคลื่อนไหวไร้ทิศทางในกรอบ Sideways แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้างในช่วงแรกตอบรับความหวังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จากท่าทีของอิหร่านกับอิสราเอลที่ประกาศยุติการโจมตี ทว่า ความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะถือเงินดอลลาร์ หนุนให้เงินดอลลาร์รีบาวด์ขึ้นบ้าง ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ยังคงแกว่งตัวแถวโซน 100 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 99.8 -100.1 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ยังคงสร้างแรงกดดันต่อการรีบาวด์ขึ้นของ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน ส.ค. 2026) ทำให้ราคาทองคำยังไม่สามารถรีบาวด์ขึ้นต่อเนื่องจนทะลุโซน 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้  

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจขนาดเล็ก (NFIB Small Business Optimism) เป็นต้น  

ส่วนทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของจีน ในเดือนพฤษภาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน  

และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมุมมอง “Cautiously Optimistic” ต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


จบสนามแรก! FIVB ประกาศอันดับโลกใหม่ 18 ชาติ ที่เข้าแข่งขันศึกเนชันส์ลีก 2025

จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ การแข่งขันวอลเลย์บอลหญิง เนชันส์ลีก 2026 สัปดาห์แรก ที่กระจายจัดการแข่งขันใน 3 ประเทศทั้ง แคนาดา, บราซิล และจีน ระหว่างวันที่ 3-7 มิถุนายน 2569

โดยทั้ง 18 ชาติ ลงแข่งขันไปครบทั้ง 4 นัด ในสัปดาห์แรก ซึ่งล่าสุด สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ได้สรุปอันดับโลกใหม่ออกมาเป็นที่เรียบร้อย

ซึ่งเบอร์ 1 ของโลก ยังคงเป็น “แชมป์เก่า” อิตาลี ที่มี 478.58 คะแนน ส่วนอันดับ 2 เป็นทางด้าน บราซิล 436.91 คะแนน และ อันดับ 3 โปแลนด์ 353.25 คะแนน

ขณะที่ ญี่ปุ่น อันดับ 4 ถือเป็นชาติจากเอเชีย ที่มีคะแนนมากสุด 352.80 คะแนน ตามมาด้วย อันดับ 5 ตุรกี 352.04 คะแนน ส่วน “ทัพนักตบลูกยางสาวไทย” อยู่อันดับ 23 ของโลก

อันดับโลก วอลเลย์บอลหญิง ล่าสุด ของ สหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB)

อันดับ 1 : อิตาลี 478.58 คะแนน
อันดับ 2 : บราซิล 436.91 คะแนน
อันดับ 3 : โปแลนด์ 353.25 คะแนน
อันดับ 4 : ญี่ปุ่น 352.80 คะแนน
อันดับ 5 : ตุรกี 352.04 คะแนน
อันดับ 6 : จีน 336.64 คะแนน
อันดับ 7 : สหรัฐอเมริกา 328.16 คะแนน
อันดับ 8 : เนเธอร์แลนด์ 291.52 คะแนน
อันดับ 9 : เซอร์เบีย 251.42 คะแนน
อันดับ 10 : แคนาดา 247.06 คะแนน
อันดับ 11 : เยอรมนี 241.13 คะแนน
อันดับ 12 : โดมินิกัน 231.48 คะแนน
อันดับ 13 : สาธารณรัฐเช็ก 225.43 คะแนน
อันดับ 14 : ฝรั่งเศส 219.10 คะแนน
อันดับ 15 : เบลเยียม 212.18 คะแนน
อันดับ 16 : ยูเครน 192.00 คะแนน
อันดับ 20 : บัลแกเรีย 159.22 คะแนน
อันดับ 23 : ไทย 156.44 คะแนน

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ผู้ป่วยหลักแสน 3 หน่วยงาน ปูพรมสกัด ‘หวัดใหญ่-RSV’กลุ่มเปราะบาง มิ.ย.นี้

สถิติผู้ป่วยพุ่งหลักแสน! ซาโนฟี่ จับมือ กทม. – กรมการแพทย์ เร่งสร้างเกราะภูมิคุ้มกัน รับมือ ‘ไข้หวัดใหญ่-RSV’ ในกลุ่มเปราะบาง ก่อนฤดูกาลระบาดในเดือนมิถุนายนนี้

ภัยคุกคามจาก “โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ” ยังคงเป็นภาระสาธารณสุขและเศรษฐกิจสังคมที่สำคัญของประเทศ รายงานจากกรมควบคุมโรคในช่วงไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 ชี้ว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สะสมพุ่งสูงกว่า 137,276 ราย และเสียชีวิตแล้ว 8 ราย โดยผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังยังคงเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่มีอัตราการเสียชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่น

ขณะเดียวกัน โรคติดเชื้อไวรัส RSV ในเด็กแรกเกิดถึง 2 ขวบ ก็เป็นอีกหนึ่งวิกฤตสุขภาพที่มักถูกมองข้าม โดยปี 2568 มีเด็กเล็กติดเชื้อเกือบ 47,000 ราย และเสียชีวิตถึง 7 ราย

ด้วยความท้าทาย บริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย ภาคีเครือข่ายสุขภาพ นำโดย กรุงเทพมหานคร และ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงผนึกกำลังจัดการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization) สำหรับกลุ่มเปราะบาง” ณ โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ เพื่อเร่งเตรียมความพร้อมและยกระดับการเฝ้าระวังเชิงรุกก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดใหญ่ในปีนี้

ปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ

ในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญระดับสูงด้านสาธารณสุขของประเทศร่วมแสดงวิสัยทัศน์ นำโดย ดร.พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้เผยทิศทางนโยบายการขับเคลื่อนกรุงเทพฯ สู่เมืองสุขภาพดีอย่างยั่งยืน หรือ “Bangkok Healthy City” ภายใต้แนวคิดนโยบาย 9 ด้าน 9 ดี เน้นย้ำถึงการเดินหน้าเชิงรุกเข้าหาชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งมีความหนาแน่นของประชากรสูง ย่อมมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อระบบทางเดินหายใจได้ง่ายและรวดเร็ว

การปรับระบบสุขภาพผ่านการบูรณาการ 8 โซนสุขภาพ เพื่อเชื่อมโยงบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ระดับปฐมภูมิจนถึงระดับชุมชน จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกราะป้องกันโรคให้แก่ประชากรทั้งสองช่วงวัยที่เปราะบางที่สุดคือ กลุ่มเด็กเล็ก และผู้สูงอายุ เพื่อลดความสูญเสียทางกายภาพและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจสังคมในภาพรวม

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับยุทธศาสตร์เชิงรุกระดับประเทศ โดย นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงวิสัยทัศน์และทิศทางนโยบายเชิงรุกในการกำหนดมาตรฐานการแพทย์และพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติเพื่อดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ ทั่วถึง และเท่าเทียม โดยระบุว่าสภาวะทางสาธารณสุขยุคใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับการป้องกันโรคด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยและจำเพาะเจาะจงกับสภาวะร่างกายของประชากรกลุ่มเสี่ยง

กรมการแพทย์ได้ขับเคลื่อนผ่านการจัดตั้งศูนย์วัคซีนทางเลือกภายใต้สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรับวัคซีนนอกเหนือจากสิทธิ์พื้นฐาน และมีแผนเปิด Vaccination Center ณ โรงพยาบาลราชวิถี ในเดือนมิถุนายน 2569 พร้อมยกระดับแอปพลิเคชัน ‘หมอพร้อม’ เพื่อบันทึกประวัติการฉีดวัคซีนและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการเชิงป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพและถ้วนหน้า

ขณะที่ในมิติของการดำเนินงานและบริหารจัดการภาคปฏิบัติ นพ.เกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. และ พญ.ณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานโรคติดต่อทางสาธารณสุข สำนักอนามัย กทม. ได้ร่วมกันย้ำถึงหัวใจของการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ของหน่วยปฏิบัติการด่านหน้าเพื่อให้ประชาชนตระหนักและเลือกรับนวัตกรรมการป้องกันที่เหมาะสมถือเป็นภารกิจสำคัญ ปัจจุบัน กทม. ได้เตรียมระบบนิเวศสาธารณสุขรองรับทั้งสิทธิประโยชน์พื้นฐานและนวัตกรรมทางเลือกในระดับบุคคล

โดยนำร่องจัดตั้ง Wellness Clinic ภายใน Super Clinic 7 แห่งใกล้เส้นทางรถไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงนวัตกรรมป้องกันโรคได้รวดเร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน นวัตกรรมทางการแพทย์อย่าง “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (Influenza Vaccine High-Dose) และ “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ก็ถือเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบางได้รับทางเลือกการคุ้มครองที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ฟรีสำหรับประชาชน 7 กลุ่มเสี่ยง ณ ศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 69 แห่งทั่วกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 31 สิงหาคม 2569 เพื่อสร้างความมั่นคงทางสาธารณสุขและสร้างเกราะคุ้มกันจากระดับฐานรากอย่างแท้จริง

เพื่อตอกย้ำการนำนโยบายสู่การปฏิบัติ ภายในงานได้จัดเสวนา “แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในทางปฏิบัติเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับผู้สูงอายุและการป้องกันโรค RSV ในเด็กเล็ก” โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ ได้แก่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี, พญ.จตุพร ไสยรินทร์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลกลาง, ศ.ดร.พญ.ภิญโญ รัตนาอัมพวัลย์ แพทย์อายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และผศ.(พิเศษ) นพ.วรมันต์ ไวดาบ หัวหน้ากลุ่มงานกุมารเวชกรรม โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2568 กรุงเทพฯ มีอัตราผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ และควรป้องกันก่อนฤดูกาลระบาดในฤดูฝน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มี “ภาวะภูมิคุ้มกันถดถอย” และมักมีโรคประจำตัวทำให้เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบ และอาจเป็นตัวจุดชนวนให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีนไข้หวัดใหญ่พร้อมให้บริการแล้ว โดยกลุ่มเสี่ยงและประชาชนทั่วไปสามารถเข้ารับการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันได้

ข้อมูลทางการแพทย์จึงตอกย้ำถึงความจำเป็นของ “วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดขนาดสูง” (High-dose) ที่พัฒนามาเพื่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้วยปริมาณแอนติเจนของไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่สูงกว่ามาตรฐาน 4 เท่า ผลศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพลดการติดเชื้อได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.2 ลดอัตราการนอนโรงพยาบาลจากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือโรคปอดอักเสบลงร้อยละ 64.4 และลดอัตราเสียชีวิตจากทุกสาเหตุถึงร้อยละ 48.9 เมื่อเทียบกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดมาตรฐาน นวัตกรรมนี้ใช้แพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรปกว่า 10 ปี การส่งเสริมให้ประชากรกลุ่มเปราะบางเข้าถึงวัคซีนนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงป้องกันที่คุ้มค่า และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายสาธารณสุขระดับชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน เด็กเล็กก็เผชิญภัยเงียบจากเชื้อไวรัส RSV ซึ่งมีโอกาสลุกลามลงปอดทำให้เกิดปอดอักเสบ หลอดลมฝอยอักเสบ นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เฉลี่ยสูงถึง 67,542 บาทต่อราย และต้องนอนโรงพยาบาลไม่น้อยกว่า 6 วัน ในปี 2568 มีเด็กเสียชีวิตถึง 7 ราย ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัส RSV และเป็นโรคทางเดินหายใจส่วนล่างซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดกับโรคที่ป้องกันได้ ภาระโรคนี้สอดคล้องกับสถิติระดับโลกที่มีเด็กต่ำกว่า 1 ขวบกว่า 2.2 ล้านคนต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกปี โดยโรค RSV ในประเทศไทยมักเริ่มระบาดรุนแรงในช่วงฤดูฝนตรงกับเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนของทุกปี

แม้ยังไม่มีวัคซีน RSV และยาต้านไวรัสสำหรับเด็กเล็กโดยตรง แต่ปัจจุบันประเทศไทยมี “ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป RSV” ที่ฉีดและออกฤทธิ์ปกป้องทารกได้ทันที ป้องกันได้นานอย่างน้อย 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบทางเดินหายใจเปราะบางที่สุด งานวิจัย Munro 2025 ชี้ว่าสามารถลดความเสี่ยงการนอนรักษาในโรงพยาบาลจาก RSV ได้ร้อยละ 82.7 และลดความเสี่ยงในการเข้าหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ได้ร้อยละ 75.3 รวมถึงลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ได้ร้อยละ 79.5 โดยทารกทั่วไปรับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 เดือน ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงรับต่อเนื่องได้จนถึง 2 ปีโดยไม่ต้องรอฤดูระบาด

จากการประชุมความร่วมมือ “การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันตลอดช่วงชีวิต (Life-course Immunization)” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าทั้งโรคไข้หวัดใหญ่และ RSV เป็นโรคระบบทางเดินหายใจที่สามารถควบคุมและบรรเทาไม่ให้ลุกลามสู่ภาวะวิกฤตได้ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพ  การผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ทั้งกรุงเทพมหานคร กรมการแพทย์ สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย และบริษัท ซาโนฟี่ (ประเทศไทย) จำกัด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับระบบสาธารณสุขเชิงป้องกัน ทั้งในระบบสิทธิ์พื้นฐานและทางเลือกของประชาชน เพื่อร่วมสร้างความเท่าเทียมในการปกป้องชีวิต ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และร่วมขับเคลื่อนกรุงเทพฯสู่เป้าหมาย “Bangkok Healthy City” อย่างยั่งยืน

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ETDA กางโรดแมป AI ปี 2569 ดันไทยสู่ฮับภูมิภาค เร่งสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ก่อนร่วมแข่งขันโลก AI

  • ETDA วางโรดแมปปี 2569 ภายใต้แนวคิด Driving Trust AI Governance เพื่อผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ในภูมิภาค โดยเน้นการสร้างระบบนิเวศ AI ที่น่าเชื่อถือและมีความรับผิดชอบ
  • แผนงานมุ่งเน้น 2 มิติหลัก คือ การวางกรอบกำกับดูแล AI ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และการส่งเสริมให้เกิดการนำ AI ไปใช้งานจริงในทุกภาคส่วน
  • เร่งสร้างความเชื่อมั่นผ่านการพัฒนาเครื่องมือด้านธรรมาภิบาล AI การติดตามความเสี่ยง และการจัดทดสอบความปลอดภัยของระบบ AI 
  • ขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้ AI ผ่านการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน
  • เป้าหมายสูงสุดคือการจัดตั้งศูนย์ AI Governance Practice Center และผลักดันให้ได้รับการรับรองจาก UNESCO เพื่อยกระดับไทยสู่การเป็นฮับด้านธรรมาภิบาล AI ของภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีแห่งอนาคต สู่ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของเศรษฐกิจดิจิทัล ความท้าทายสำคัญของหลายประเทศจึงไม่ได้อยู่ที่การพัฒนา AI ให้เก่งขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้สังคมสามารถใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส และรับผิดชอบ

นี่คือทิศทางสำคัญที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) วางไว้สำหรับปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Driving Trust AI Governance” โดยมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยมีระบบนิเวศ AI ที่เติบโตบนหลักธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

รจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษา ETDA และหัวหน้าศูนย์ AI Governance Center (AIGC by ETDA) กล่าวว่า แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ พ.ศ.2565-2570 และนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กำหนดให้ AI เป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี

ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีธรรมาภิบาล ETDA จึงเดินหน้าขับเคลื่อนงานด้าน AI Governance อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างรากฐานความเชื่อมั่นให้กับการพัฒนาและประยุกต์ใช้ AI ของประเทศ

เธอ กล่าวว่า สำหรับปี 2569 การดำเนินงานจะเน้น 2 มิติหลัก ได้แก่

  1. การวางกรอบกำกับดูแล AI ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
  2. การผลักดันให้เกิดการใช้งานจริงในทุกภาคส่วน

ในมิติแรก ETDA มุ่งพัฒนาเครื่องมือและแนวทางด้าน AI Governance ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญไทยและต่างประเทศ ภายใต้กรอบแนวคิดของ UNESCO เพื่อจัดทำ AI Governance Guideline & Toolkits ที่เหมาะสมกับบริบทของไทย

ปัจจุบันมีเครื่องมือพร้อมใช้งานแล้ว 12 ชุด และอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติมอีก 2 ชุด ได้แก่ AI Ethical Impact Assessment Playbook และ AI Value Creation ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถประเมินความเสี่ยงด้านจริยธรรม บริหารจัดการผลกระทบจากการใช้ AI และสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ETDA ยังพัฒนาระบบติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงด้าน AI ผ่านรายงาน AI Watch Series เพื่อรวบรวมข้อมูลสถานการณ์จากทั่วโลก วิเคราะห์ผลกระทบ พร้อมจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย งานวิจัย และเอกสาร White Paper สนับสนุนการกำหนดทิศทางของประเทศในระยะยาว

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของปี 2569 คือการยกระดับกระบวนการทดสอบความปลอดภัยของระบบ AI ผ่านแนวคิด AI Governance Testing โดยประเทศไทยจะจัดกิจกรรม “Red Teaming Challenge” เป็นครั้งแรก เพื่อทดสอบจุดอ่อน ความเสี่ยง อคติ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากระบบ AI ก่อนนำไปใช้งานจริง

แนวทางดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้พัฒนา ผู้ให้บริการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน ว่าระบบ AI ที่ถูกนำมาใช้งานผ่านการประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้านแล้ว

ขณะที่มิติที่สอง คือการผลักดันให้องค์ความรู้และเครื่องมือด้าน AI Governance ถูกนำไปใช้จริงในทุกภาคส่วน โดยภาครัฐถือเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญ โดย ETDA ได้พัฒนาหลักสูตร AI Governance for Government หรือ AI Gov4Govt เพื่อเตรียมความพร้อมให้หน่วยงานภาครัฐทั้ง 20 กระทรวง ขณะเดียวกันยังเดินหน้าหลักสูตร AI Change Agent Program (AICA) เพื่อสร้างบุคลากรแกนนำด้าน AI ภายในองค์กร และต่อยอดสู่บทบาท Chief AI Officer ในอนาคต

พร้อมกันนี้ยังมีโครงการ Train the Trainer เพื่อสร้างเครือข่ายวิทยากรด้าน AI Governance ในภาครัฐ ตั้งเป้าพัฒนาผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อย 80 คน และขยายผลสู่บุคลากรภาครัฐกว่า 3,000 คนภายในปี 2570

ด้านภาคการศึกษา ETDA ร่วมมือกับ สสวท. สพฐ. UNICEF และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ พัฒนาหลักสูตร AI & Digital Ethics for Educators เพื่อสร้างครูแกนนำด้าน AI และจริยธรรมดิจิทัล พร้อมจัดทำคู่มือ AI Governance สำหรับสถานศึกษา ครอบคลุมทั้งผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง และศึกษานิเทศก์ โดยตั้งเป้าขยายเครือข่ายครูวิทยากรกว่า 1,000 คนทั่วประเทศ

สำหรับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ได้มีการจัดโครงการ SMEs Growth ลงพื้นที่ทั้ง 4 ภูมิภาค ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน Generative AI และ AI Marketing ควบคู่กับการเชื่อมโยงโซลูชัน AI เพื่อช่วยลดข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขณะที่ภาคประชาชน ETDA เดินหน้าขยายผลผ่านหลักสูตร ETDA Digital Citizen หรือ EDC Plus เพื่อยกระดับ AI Literacy และทักษะดิจิทัล โดยตั้งเป้าพัฒนาเครือข่าย EDC Trainer จำนวน 2,000 คน ครอบคลุม 400 อำเภอทั่วประเทศ และขยายผลสู่ประชาชนไม่น้อยกว่า 60,000 คนในปี 2569

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างพัฒนาหลักสูตรออนไลน์เพิ่มเติมอีก 4 ด้าน ได้แก่ Digital Use, Digital Communication, Digital Security และ Digital Literacy ผ่านแพลตฟอร์มของสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (DISDA)

ETDA ยังเริ่มขยายการประยุกต์ใช้ AI Governance ไปยังภาคส่วนเฉพาะ โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานศาลปกครอง จัดกิจกรรม Responsible AI Innovation Hackathon ภายใต้แนวคิด “AI for Justice” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาโซลูชัน AI ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้ง่ายขึ้น พร้อมยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม

ภาพรวมทั้งหมดถือเป็นการเตรียมความพร้อมสู่เป้าหมายใหญ่ของประเทศ นั่นคือการผลักดันการจัดตั้ง AI Governance Practice Center (AIGPC) ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงหลักการกำกับดูแล AI ระดับสากลสู่การปฏิบัติจริง ทั้งในด้านการพัฒนาองค์ความรู้ เครื่องมือประเมินความเสี่ยง การทดสอบระบบ AI และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร

ปัจจุบัน ETDA อยู่ระหว่างผลักดันให้ AIGPC ได้รับการรับรองเป็นศูนย์ประเภทที่ 2 ภายใต้การอุปถัมภ์ของ UNESCO ซึ่งหากสำเร็จ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Regional Hub ด้าน AI Governance ของภูมิภาค

ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com


ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ รวมประโยคหวานซึ้ง กินใจ บอกรักกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ

เคยรู้สึกไหมครับว่า คำว่า “รัก” หรือ “ไอเลิฟยู” (I love you) บางครั้งมันก็ฟังดูธรรมดาและตรงไปตรงมาเกินไปหน่อยสำหรับความผูกพันอันลึกซึ้งที่คุณมีให้ใครสักคน ยิ่งในความสัมพันธ์ยุคปัจจุบัน การเลือกใช้ ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ ที่มีความหลากหลาย มีการเล่นคำ หรือแฝงความหมายเชิงเปรียบเปรยที่ลึกซึ้ง จะช่วยเติมเต็มความหวานและเพิ่มเสน่ห์ให้กับบทสนทนาของคุณได้อย่างน่าอัศจรรย์ครับ

นอกจากจะช่วยให้คนฟังรู้สึกใจฟูแล้ว การเรียนรู้ประโยคบอกรักและสํานวนความรักที่หลากหลายยังเป็นเครื่องมือชั้นยอดในการฝึกทักษะภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (Daily English) เพราะประโยคเหล่านี้มักใช้โครงสร้างไวยากรณ์ที่งดงามและเลือกใช้คำคุณศัพท์ที่สื่ออารมณ์ได้ดีเยี่ยม วันนี้ EngDuo Thailand ได้รวบรวมไอเดียประโยคบอกรักภาษาอังกฤษหลากสไตล์มาฝากกันครับ รับรองว่าหยิบไปเขียนการ์ดวันครบรอบ หรือส่งแชทบอกฝันดี ต้องมีคนแอบเขินจนหน้าแดงแน่นอนครับ!

ทำไมการบอกรักด้วยภาษาอังกฤษถึงมีเสน่ห์และลึกซึ้ง

ในทางภาษาศาสตร์และจิตวิทยา ภาษาอังกฤษมีโครงสร้างในการแสดงออกทางอารมณ์ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นและมีสำนวน (Idioms) ที่เปรียบเปรยความรักได้อย่างนุ่มนวล การเลือกใช้ ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ แทนคำพูดตรงๆ ช่วยลดความประหม่าและความเขินอายลงได้เยอะเลยครับ โดยเฉพาะสำหรับคนไทยเราที่บางครั้งอาจจะไม่ชินกับการพูดคำว่ารักดังๆ เป็นภาษาไทย การขยับมาใช้ภาษาอังกฤษจึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้สึกที่ละมุนละไมและดูอินเตอร์ขึ้นอีกระดับ

นอกจากนี้ การส่งข้อความบอกรักที่มีความหมายดีๆ ยังเป็นการสะท้อนทัศนคติเชิงบวกและความใส่ใจในรายละเอียดของคุณ เพราะประโยคที่สละสลวยแสดงให้เห็นว่าคุณสละเวลาคัดสรรคำพูดเพื่อความสุขของคนที่คุณรัก ซึ่งเป็นภาษารัก (Love Language) รูปแบบหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดครับ

หมวดหมู่ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษยอดนิยมสำหรับทุกความรู้สึก

เพื่อให้คุณเลือกประโยคที่ตรงกับ Vibe ความสัมพันธ์และสถานการณ์ในตอนนี้มากที่สุด ผมขอแบ่งกลุ่มประโยคบอกรักออกเป็นสไตล์ต่างๆ ดังนี้ครับ

1. สไตล์มินิมอล สั้นๆ แต่ความหมายลึกซึ้ง

เหมาะสำหรับนำไปตั้งเป็นแคปชั่นใต้รูปคู่ใน Instagram หรือเขียนลงในการ์ดของขวัญใบเล็กๆ เน้นความกระชับแต่กินใจ

  • “You are my sunshine.” (คุณคือแสงสว่างและกำลังใจในชีวิตของฉัน)
  • “I’m yours.” (ฉันเป็นของคุณนะ)
  • “You make my world brighter.” (คุณทำให้โลกของฉันสดใสขึ้นมากเลย)

2. สไตล์โรแมนติก สำหรับคนคลั่งรักสายหวาน

ถ้าคุณอยู่ในช่วงที่ความรักกำลังเบ่งบานเต็มที่ หรือต้องการส่งข้อความไปเซอร์ไพรส์แฟนในวันครบรอบ ประโยคกลุ่มนี้ตอบโจทย์ความหวานระดับสิบแน่นอนครับ

  • “You’re my missing piece.” (คุณคือส่วนที่ขาดหายไปและเข้ามาเติมเต็มชีวิตของฉัน)
  • “I love you to the moon and back.” (ฉันรักคุณมากเท่าระยะทางไปกลับดวงจันทร์เลยล่ะ)
  • “Every day with you is a beautiful adventure.” (ทุกๆ วันที่มีคุณอยู่เคียงข้าง คือการผจญภัยที่งดงามที่สุด)

3. สไตล์แอบชอบ บอกรักทางอ้อมแบบไม่มีคำว่า “Love”

สำหรับใครที่ยังอยู่ในความสัมพันธ์แบบคลุมเครือ หรือกำลังรวบรวมความกล้าเพื่อสารภาพรัก การเลือกใช้สำนวนบอกรักทางอ้อมจะช่วยหยั่งเชิงดูท่าทีของอีกฝ่ายได้อย่างน่ารักและปลอดภัยครับ

  • “I’ve got a crush on you.” (ฉันแอบปิ๊งคุณอยู่นะ)
  • “You make my heart skip a beat.” (คุณทำให้หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะเลยล่ะ)
  • “I can’t stop thinking about you.” (ฉันไม่สามารถหยุดคิดถึงเรื่องของคุณได้เลยจริงๆ)

เทคนิคการเลือกประโยคบอกรักให้เข้ากับกาลเทศะ

ข้อควรคิดในการส่งต่อความรู้สึก:

สิ่งสำคัญไม่ใช่การหาคำศัพท์ที่ยากและหรูหราที่สุดครับ แต่อยู่ที่การเลือกประโยคที่ “สอดคล้องกับความจริง” หากคุณสองคนเพิ่งเริ่มคบกัน การเลือกใช้ประโยคที่ดูหนักแน่นเกินไปอย่าง You are my destiny อาจจะทำให้อีกฝ่ายอึดอัดได้ ลองหันมาใช้วลีที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เช่น I really enjoy being around you จะช่วยให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและพัฒนาความสัมพันธ์ต่อไปได้เป็นธรรมชาติมากกว่าครับ

ตารางสรุป: ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ แยกตามบริบทและระดับความหวาน

ลองดูตารางวิเคราะห์ประโยคเด็ดที่คัดสรรมาให้ เพื่อเลือกข้อความที่สอดคล้องกับจังหวะความรักของคุณในขณะนี้ครับ

ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษคำแปลภาษาไทยระดับความคลั่งรักแพลตฟอร์ม/สถานการณ์ที่แนะนำ
“I’m head over heels for you.”ฉันรักคุณจนหัวปักหัวปำเลยล่ะ100%เขียนการ์ดวาเลนไทน์ / โพสต์วันครบรอบ
“You mean the world to me.”คุณมีความหมายเท่ากับโลกทั้งใบของฉัน90%บอกรักแฟนหลังจากผ่านอุปสรรคมาด้วยกัน
“I feel so safe when I’m with you.”ฉันรู้สึกปลอดภัยและอุ่นใจมากเมื่อมีคุณอยู่ด้วย80%ส่งแชทบอกฝันดี (Goodnight text)
“You’re my favorite person.”คุณคือคนโปรดที่สุดในโลกของฉันเลยนะ70%ตั้งเป็น Bio ในโซเชียลมีเดีย / แท็กรูปคู่
“I’ve fallen for you.”ฉันตกหลุมรักคุณเข้าให้แล้วล่ะ60%ใช้สารภาพรักกับคนที่แอบชอบ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ประโยคบอกรักภาษาอังกฤษ (FAQs)

1. สํานวนคำว่า “Head over heels” มีที่มาจากอะไรและใช้อย่างไร?

สำนวนนี้แปลตรงตัวว่า “หัวอยู่ใต้ส้นเท้า” ซึ่งเปรียบเทียบถึงอาการของคนที่ตกหลุมรักใครสักคนมากๆ จนควบคุมตัวเองไม่ได้ คล้ายกับอาการหน้ามืดตามัวหรือหัวปักหัวปำนั่นเองครับ นิยมใช้ในรูปประโยค I am head over heels for you. ครับ

2. การเขียนบอกรักในแชทออนไลน์ ควรระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษ?

ระวังเรื่องการใช้คำย่อและ Tense ครับ หากเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ควรใช้ Present Tense ให้ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการใช้คำย่อที่สั้นเกินไปจนดูไม่ใส่ใจ เช่น เปลี่ยนจากการพิมพ์ Lu หรือ Luv เป็นการพิมพ์คำว่า I love you แบบเต็มๆ จะให้ความรู้สึกที่จริงใจและลึกซึ้งกว่าครับ

3. มีประโยคบอกรักแนวอบอุ่นที่เหมาะจะใช้เขียนให้ผู้ใหญ่หรือคนในครอบครัวไหม?

มีครับ หากต้องการบอกรักคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ใหญ่ที่เคารพ แนะนำให้เน้นประโยคแสดงความขอบคุณและการให้เกียรติ เช่น “Thank you for your endless support and love.” (ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนและความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุด) หรือ “I am so grateful to have you in my life.” (ฉันรู้สึกซาบซึ้งและโชคดีมากที่มีคุณอยู่ในชีวิต) ฟังดูสุภาพและอบอุ่นใจมากครับ

4. วลีว่า “You’re my bae” ยังนิยมใช้อยู่ไหมในปัจจุบัน?

คำว่า Bae (ย่อมาจาก Before Anyone Else) ยังคงมีการใช้ในภาษาพูดและแคปชั่นโซเชียลมีเดียในกลุ่มวัยรุ่นอยู่ครับ แต่เทรนด์ในปี 2026 นิยมหันมาใช้คำที่เรียบง่ายแต่คลาสสิกกว่า เช่น My favorite person หรือ My partner ซึ่งให้ความรู้สึกที่ดูเป็นผู้ใหญ่และมั่นคงในความสัมพันธ์มากกว่าครับ

5. นานแค่ไหนที่สมองจะเริ่มแต่งประโยคบอกความรู้สึกภาษาอังกฤษได้เองโดยไม่ต้องเปิดสคริปต์?

หากคุณฝึกฝนการเรียนรู้คำศัพท์เป็นกลุ่มคำหรือวลี (Chunking Method) อย่างสม่ำเสมอวันละ 10-15 นาที ควบคู่ไปกับการฝึกออกเสียงตาม สมองจะเริ่มสร้างระบบสัญชาตญาณภาษาและเรียงรูปประโยคบอกเล่าอารมณ์ความรู้สึกได้ราบรื่นขึ้นภายใน 4-6 สัปดาห์แรกแน่นอนครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com


ผัก 1 ชนิด ถูกยกเป็น “ผักอายุยืน” ราคาไม่แพง แต่มีครบทั้งโปรตีน ธาตุเหล็ก แคลเซียม แถมต้านมะเร็ง!

แม้จะเป็นผักที่ปลูกง่าย ราคาประหยัด แต่ผักโขมโดยเฉพาะผักโขมแดง อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุมากมาย จึงถูกขนานนามว่า “ผักแห่งอายุยืน” โดยมีสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินเอ ซี เค กรดโฟลิก โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม ธาตุเหล็ก โปรตีน ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น โพลีฟีนอล ฟลาโวนอยด์ แอนโทไซยานิน และแคโรทีน

ผักโขมแดง “ผักแห่งอายุยืน” สุดยอดสารอาหารเพื่อสุขภาพครบครัน

ผักโขมแดง ไม่ใช่แค่ผักธรรมดา

คุณประโยชน์ต่อร่างกาย

  • สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด: โพแทสเซียมและใยอาหารช่วยปรับสมดุลความดันโลหิต ลดโซเดียมส่วนเกิน และไฟโตสเตอรอลช่วยลดคอเลสเตอรอลไม่ดี
  • บำรุงเลือดและผิวพรรณ: ธาตุเหล็กและวิตามินซีช่วยป้องกันโลหิตจาง วิตามินอีและกรดโฟลิกช่วยบำรุงผิว ชะลอริ้วรอย
  • ควบคุมระดับน้ำตาล: ใยอาหารชะลอการดูดซึมน้ำตาล เพิ่มความไวต่ออินซูลิน เหมาะสำหรับผู้ก่อนเป็นเบาหวานหรือเบาหวานชนิดที่ 2
  • กระดูกและข้อต่อแข็งแรง: แคลเซียมและวิตามินเคช่วยดูดซึมแคลเซียมและสร้างโปรตีนสำคัญต่อโครงสร้างกระดูก
  • ต้านการอักเสบและมะเร็ง: แอนโทไซยานิน ฟลาโวนอยด์ และโพลีฟีนอลช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการกลายพันธุ์ของเซลล์ และลดการอักเสบ
  • ระบบย่อยอาหารดีขึ้น: ใยอาหารช่วยป้องกันท้องผูก ปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ และลดความร้อนในร่างกาย
  • สุขภาพช่องปาก: แคลเซียมและวิตามินซีช่วยเสริมกระดูกและเหงือก ป้องกันเลือดออกตามไรฟันและโรคเหงือกอักเสบ

คำแนะนำในการบริโภค

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานมากเกินไปเพื่อลดความเสี่ยงต่อการสะสมของออกซาเลตและนิ่วในไต ลวกผักก่อนปรุงเพื่อลดสารออกซาเลต
  • ผู้ที่มีระบบย่อยอ่อนแอ ควรจำกัดปริมาณเพื่อลดปัญหาท้องเสียหรือท้องอืด
  • เก็บผักต้มในวันเดียวกันเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากแบคทีเรีย
  • ปรุงอาหารรวดเร็ว ใช้น้ำมันน้อย เพื่อรักษาวิตามินซี ใช้น้ำต้มผักเพราะมีสารอาหารสูง
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงร่วมกับผักโขมในมื้อเดียวเพื่อลดความเสี่ยงตกตะกอนของออกซาเลต
  • ห้ามรับประทานผักโขมดิบ ควรล้างสะอาดก่อนปรุงอาหาร
  • ผู้ที่มีประวัติเป็นนิ่วในไตหรือโรคเกาต์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน

สรุป

ผักโขมแดงเป็นผักที่อุดมไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงหัวใจ กระดูก ผิวพรรณ และระบบย่อยอาหาร แต่ควรรับประทานอย่างระมัดระวังตามคำแนะนำ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง

ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com


ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 09/6/2569

ชนิดทองราคารับซื้อ กรัมละราคารับซื้อ บาทละราคาขาย บาทละ
ทองคำแท่ง 96.5%n/a67,200.0067,400.00
ทองรูปพรรณ 96.5%4,344.0065,855.0468,200.00
ทองรูปพรรณ 90%3,909.6059,269.54n/a
ทองรูปพรรณ 80%3,475.2052,684.03n/a
ทองรูปพรรณ 50%1,954.8029,634.77n/a
ทองรูปพรรณ 40%1,520.4023,049.26n/a
ทองรูปพรรณ 99.99%4,501.5568,243.50n/a

ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 09/6/2569


ปตท.

บางจาก

เชลล์

คาลเท็กซ์
ราคาน้ํามันไออาร์พีซี irpc
ไออาร์พีซี

พีที
ราคาน้ํามันซัสโก้ susco
ซัสโก้
ราคาน้ํามันเพียว PURE
เพียว
ราคาน้ํามันพรุ่งนี้
พรุ่งนี้
แก๊สโซฮอล์ 9543.1043.1043.6043.1043.1043.1043.1043.1043.10
แก๊สโซฮอล์ 9142.7342.7343.2342.7342.7342.7342.7342.7342.73
แก๊สโซฮอล์ E2038.1038.1038.6038.1038.1038.1038.1038.10
แก๊สโซฮอล์ E8534.0434.0434.04
แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม50.9953.4449.8450.99
เบนซิน 9552.6953.4153.1952.8452.69
ดีเซล41.3041.3041.3041.3041.3041.3041.3041.3041.30
ดีเซลพรีเมี่ยม57.2557.2549.8457.2557.25
แก๊ส NGV16.6616.66
About the Author

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า