‘โรงแรมไทย’ เฉียด 40% ชี้สงครามตะวันออกกลางฉุดลูกค้าลดลงเกินคาด ค่าครองชีพพุ่งกดดันกำลังซื้อคนไทยอ่อนแอ

ผลสำรวจ “ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการที่พักแรม” เดือน มิ.ย. 2569 จัดทำโดยสมาคมโรงแรมไทย (THA) และธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 16-30 มิ.ย. มีผู้ตอบแบบสำรวจ 147 แห่ง ระบุว่า อัตราการเข้าพักเดือน มิ.ย. ลดลงจากเดือนก่อนตามการเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซัน ประกอบกับ “ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” เป็นปัจจัยกดดันให้นักท่องเที่ยวเดินทางลดลง ธุรกิจโรงแรมไทยส่วนใหญ่จึงต้องปรับตัวด้วยการลดราคาห้องพักและเพิ่มการทำตลาดเพื่อเพิ่มยอดขาย รวมถึงลดรายจ่ายเพื่อรักษาระดับสภาพคล่อง
เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า แม้โรงแรมส่วนใหญ่ 50% คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะลดลงตามคาดจากผลกระทบเรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่มีโรงแรมอีก 38% ที่เผชิญจำนวนลูกค้า “ลดลงมากกว่าคาด” จึงต้องปรับตัวด้วยการลดราคาห้องพักและเพิ่มการทำตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า ขณะเดียวกันธุรกิจโรงแรมบางส่วนเลือกรักษาระดับสภาพคล่องในมือ โดยลดการลงทุนหรือลดรายจ่ายที่เกี่ยวกับพนักงาน
หากพิจารณาในช่วง “ไตรมาส 3 ปี 2569” ธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่มองว่าจำนวนลูกค้าต่างชาติโดยรวมมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากต้นทุนการเดินทางที่ยังอยู่ในระดับสูง อีกทั้งนักท่องเที่ยวบางกลุ่มอาจถูกกดดันเพิ่มเติมจากมาตรการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน อาทิ “นักท่องเที่ยวอินเดีย” ที่มักอ่อนไหวต่อราคา อาจชะลอการเดินทางหากถูกปรับไปใช้ Visa on Arrival หรือวีซ่าหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง อาจทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น
เช่นเดียวกับ “นักท่องเที่ยวไทย” ที่โรงแรมส่วนใหญ่ประเมินว่ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ จากกำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ อีกทั้งถูกกดดันเพิ่มเติมจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นหลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ดี ธุรกิจโรงแรมบางส่วนประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไตรมาส 3 ปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว โดยเฉพาะ “นักท่องเที่ยวจีน” ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางมาไทยแทนการเดินทางไปภูมิภาคอื่นที่ต้นทุนการเดินทางสูงกว่า

สำหรับ “อัตราการเข้าพัก” ในเดือน มิ.ย. 2569 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 52% เมื่อดูเป็นรายภูมิภาคพบว่า “ภาคกลาง” เป็นพื้นที่ที่มีอัตราการเข้าพักสูงสุด 65% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 64% ของเดือน พ.ค. รองลงมาคือ “ภาคตะวันออก” มี 53% ลดลงจาก 60% ของเดือนก่อน ส่วน “ภาคใต้” มี 42% ลดลงจาก 48% และ “ภาคเหนือ” มี 37% ลดลงจาก 39% ขณะที่คาดการณ์อัตราการเข้าพักในเดือน ก.ค. 69 อยู่ที่ 53% ต่ำกว่าเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
เทียนประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการช่วยเหลือที่ผู้ประกอบการต้องการจากภาครัฐ โรงแรมส่วนใหญ่ต้องการให้มีดังนี้
1.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวและรายได้ ต้องการให้มีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ และดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ (Short-haul) การเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับสายการบินและบริษัทแพลตฟอร์มท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง การส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง อาทิ เพิ่มการจัดประชุมภาครัฐและอีเวนต์ต่างๆ รวมถึงการเพิ่มจำนวนเที่ยวบินและทบทวนนโยบายเกี่ยวกับฟรีวีซ่า
2.มาตรการช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่าย ลดต้นทุนพลังงานและค่าธรรมเนียมภาครัฐ และออกมาตรการลดหย่อนภาษี อาทิ ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และภาษีโรงเรือน
3.มาตรการด้านการเงิน มีมาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่อง อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานยั่งยืน และการขยายระยะเวลามาตรการพักทรัพย์ พักหนี้
4.มาตรการด้านแรงงาน สนับสนุนการอบรมพัฒนาบุคลากรภาคบริการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล และ AI
5.มาตรการอื่นๆ เช่น การสื่อสารภาวะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง การปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมือง การอำนวยความสะดวกในการขอใบอนุญาตต่างๆ และการเพิ่มความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
ด้านภาพรวมและสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วงเดือน มิ.ย. 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากการเข้าสู่ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน (Summer Holiday) ของหลายประเทศ ทั้งกลุ่มตลาดระยะใกล้ (Short-haul) อาทิ จีน ฮ่องกง เป็นต้น แต่ยังมีปัจจัยท้าทายที่ต้องเผชิญคือ “การแข่งขันด้านการท่องเที่ยว” โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย
รวมทั้งการเดินทางเข้าสู่ช่วงโลว์ซีซัน ทางภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้กระตุ้นการท่องเที่ยว ผ่านนโยบาย “Thailand 365 Days” หรือประเทศไทยที่ท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวตลอดทั้งปีในทุกภูมิภาค เพื่อกระตุ้นและสร้างการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับแนวโน้มความนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่มองหาจุดหมายปลายทางซึ่งมีความหลากหลาย ทั้งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม อาหาร และประสบการณ์ท้องถิ่น
“สมาคมโรงแรมไทยเชื่อมั่นว่านโยบายที่ทางรัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนั้นจะสามารถกระจายรายได้สู่ทุกภาคส่วนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รวมถึงการสร้างความยั่งยืนบนฐานคุณภาพ ผ่านการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและแหล่งพำนัก โดยเฉพาะกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) เพื่อส่งเสริมการเติบโตด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยได้ในระยะยาว”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ต้นทุนพลังงานบีบอสังหาฯ ทัช พร็อพเพอร์ตี้ชูAIลดค่าไฟ20%

- ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้การบริหารจัดการพลังงานกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน
- บริษัท ทัช พร็อพเพอร์ตี้ นำเสนอโซลูชันโดยใช้เทคโนโลยี AI และ IoT เข้ามาบริหารจัดการระบบปรับอากาศ (Chiller Plant) ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในอาคาร
- เทคโนโลยี AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและปรับการทำงานของเครื่องจักรแบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 15-20% ต่อปี โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด
จากเดิมที่เจ้าของอาคารให้ความสำคัญกับทำเล คุณภาพการก่อสร้าง หรือการบริหารพื้นที่เช่า วันนี้ “ประสิทธิภาพด้านพลังงาน” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ส่งผลทั้งต่อผลกำไร มูลค่าทรัพย์สิน และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวภายใต้แรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและ ESG ที่เข้มข้นขึ้น การบริหารอาคารจึงไม่ใช่เพียงการดูแลระบบวิศวกรรมให้ใช้งานได้ตามปกติ แต่ต้องทำให้อาคารใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าที่สุด
ค่าไฟพุ่ง จุดเปลี่ยนของการบริหารอาคาร
ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า ไตรมาสแรกปี 2569 ประเทศไทยมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น4.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และความต้องการใช้พลังงานที่ขยายตัวต่อเนื่องสำหรับอาคารขนาดใหญ่ ระบบปรับอากาศยังคงเป็น “ผู้ใช้พลังงานรายใหญ่” ที่กินสัดส่วนต้นทุนมากที่สุดคำถามสำคัญจึงไม่ใช่จะลดการใช้ไฟอย่างไร แต่คือจะบริหารระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่กระทบต่อการใช้งานของผู้เช่าและผู้ใช้อาคารได้อย่างไร
จากช่างซ่อม สู่ที่ปรึกษาพลังงาน
นี่คือเหตุผลที่ ทัช พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมอาคารในเครือ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ขยายบทบาทจากผู้บริหารระบบอาคาร สู่การให้บริการ Energy Consultancy หรือที่ปรึกษาด้านการจัดการพลังงานบริการดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจรูปแบบการใช้พลังงาน วิเคราะห์ประสิทธิภาพของระบบวิศวกรรม ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ ไปจนถึงการวางระบบบริหารจัดการพลังงานตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
เป้าหมายไม่ใช่เพียงการลดค่าใช้จ่าย แต่คือการทำให้อาคารสามารถใช้พลังงานได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะการใช้งานจริงของแต่ละพื้นที่
AI เปลี่ยนระบบปรับอากาศให้ “คิดเองได้”
หัวใจสำคัญของบริการคือการนำเทคโนโลยี AI และ IoT มาบริหารจัดการระบบ Chiller Plant ซึ่งถือเป็นระบบที่ใช้พลังงานสูงที่สุดในอาคารส่วนใหญ่แพลตฟอร์ม AIoT จะติดตามข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งอุณหภูมิ ความชื้น และการใช้พลังงาน ก่อนนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อปรับการทำงานของเครื่องจักรให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานจริง
ขณะเดียวกัน ระบบยังสามารถคาดการณ์ความผิดปกติของอุปกรณ์ล่วงหน้า (Predictive Maintenance) ช่วยลดโอกาสการหยุดทำงาน ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักรผลลัพธ์คือการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ราว 15-20% ต่อปีโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนระบบทั้งหมด
อาคารเก่า…ยังมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่ม
อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของตลาดคือ อาคารที่เปิดใช้งานมานานจำนวนมากยังใช้ระบบวิศวกรรมที่ออกแบบตามเงื่อนไขเมื่อหลายสิบปีก่อนแม้โครงสร้างยังแข็งแรง แต่รูปแบบการใช้พลังงานกลับเปลี่ยนไปอย่างมาก การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับแต่งระบบเดิมให้ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้งานในปัจจุบัน โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนปรับปรุงอาคารครั้งใหญ่ แนวทางดังกล่าวช่วยให้อาคารเก่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดได้
พลังงานไม่ใช่ต้นทุน แต่คือมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์
ภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท ทัช พร็อพเพอร์ตี้ มองว่า อาคารจำนวนมากยังมีศักยภาพในการลดการใช้พลังงาน หากนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาวิเคราะห์อย่างเหมาะสมในวันที่มาตรฐาน ESG กลายเป็นเงื่อนไขของนักลงทุน ผู้เช่า และสถาบันการเงิน การบริหารพลังงานจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือควบคุมต้นทุนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน ยกระดับมาตรฐานอาคาร และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน
ท้ายที่สุด การลงทุนด้านพลังงานอาจไม่ใช่ “ค่าใช้จ่าย” แต่คือการลงทุนเพื่อยกระดับศักยภาพของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว และเป็นกุญแจสำคัญของการบริหารอาคารอย่างยั่งยืนในยุคที่ต้นทุนพลังงานและความยั่งยืนเดินไปด้วยกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ดาวโจนส์ปิดตลาดบวก 9.63 จุด รับเงินเฟ้อสหรัฐต่ำคาด-งบแบงก์ใหญ่แกร่ง

- ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดในแดนบวก เพิ่มขึ้น 9.63 จุด โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญ 2 ประการ
- ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ (CPI) ประจำเดือนมิถุนายนออกมาต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งช่วยคลายความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ย
- ผลประกอบการของธนาคารรายใหญ่ในสหรัฐฯ เช่น Goldman Sachs และ JPMorgan Chase ออกมาแข็งแกร่งและสูงกว่าที่ตลาดคาดไว้
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันอังคาร (14 ก.ค.) ขณะที่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดในแดนบวกเช่นกัน เนื่องจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารรายใหญ่
และตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาต่ำกว่าคาดช่วยให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยง แม้สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด
- ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,508.27 จุด เพิ่มขึ้น 9.63 จุด หรือ +0.02%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,543.59 จุด เพิ่มขึ้น 28.25 จุด หรือ +0.38%
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,107.01 จุด เพิ่มขึ้น 233.83 หรือ +0.90%
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวขึ้น 3.5% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.8%
หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.2% ในเดือนพ.ค. โดยการชะลอตัวของดัชนี CPI เดือนมิ.ย. มีสาเหตุมาจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลงในเดือนดังกล่าว
ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 2.6% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.8% หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.9% ในเดือนพ.ค.
เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า หลังการเปิดเผยดัชนี CPI นักลงทุนให้น้ำหนัก 83.4% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมในการประชุมวันที่ 28-29 ก.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 58.3% ในวันจันทร์
นักลงทุนคาดเฟดปรับดอกเบี้ย 0.25%
อย่างไรก็ดี นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ก่อนสิ้นปีนี้
เควิน วอร์ช ประธานเฟดระบุต่อคณะกรรมาธิการบริการการเงินประจำสภาผู้แทนราษฎรในวันอังคาร โดยให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายการเงินให้ถูกต้อง และเอาชนะเงินเฟ้อที่ได้สร้างความท้าทายให้กับเฟดมาโดยตลอดในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ที่เฟื่องฟูจะช่วยหนุนเศรษฐกิจสหรัฐฯ
หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 1.25%
หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารขึ้น 1.13% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวลงมากที่สุด โดยร่วงลง 1.9% ตามด้วยหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคลง 1.4%
บรรยากาศการซื้อขายในตลาดยังได้ปัจจัยบวกจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของธนาคารรายใหญ่ โดยหุ้น Goldman Sachs พุ่งขึ้น 9%
หุ้น JPMorgan Chase ขึ้น 2.5% และหุ้น Bank of America บวก 1.9% หลังจากธนาคารทั้งสามแห่งเปิดเผยกำไรที่สูงเกินคาดในไตรมาส 2/2569
หุ้น Citigroup ร่วงลง 5.3% เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายได้บดบังรายงานผลกำไรที่ออกมาดีเกินคาด
หุ้น IBM ร่วง 25.2%
หุ้น IBM ร่วงลง 25.2% หลังจากอาร์วินด์ กฤษณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ IBM เตือนนักลงทุนว่า ผลประกอบการประจำไตรมาส 2 ของบริษัทอาจจะออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยการร่วงลงของหุ้น IBM ได้สกัดแรงบวกของดัชนีดาวโจนส์
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต จะปรับตัวขึ้น 6.2% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 6.5% ในเดือนพ.ค. และคาดว่าดัชนี PPI พื้นฐาน (CorePPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 5.2% ในเดือนมิ.ย. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 4.9% ในเดือนพ.ค.
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังรอดูถ้อยแถลงวันที่สองของเควิน วอร์ช ประธานเฟดในวันนี้ โดยวอร์ชมีกำหนดแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา ในเวลา 10.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือ 21.00 น.ตามเวลาไทย
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
พังเพราะจุดนี้! “ซีดาน” ตำนานแข้งออกโรงจวกยับ ฝรั่งเศส แพ้ สเปน ตกรอบฟุตบอลโลก

ถือเป็นผลการแข่งขันที่ต้องบอกว่าผิดคาดสำหรับบรรดาสื่อ และนักวิเคราะห์เกมลูกหนังที่ก่อนเกมต่างยกให้ “ตราไก่” ฝรั่งเศส ทีมเต็งหนึ่งของรายการเหนือกว่าและจะเป็นฝ่ายเอาชนะ สเปน ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศ
อย่างไรก็ตามหลังจบเกมกลายเป็น “ทัพกระทิงดุ” ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมเอาชนะ 2-0 ส่งผลให้ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ พร้อมทั้งเขี่ย “ตราไก่” เต็งหนึ่งตกรอบ
ภายหลังจบเกม ซีเนดีน ซีดาน อดีตมิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสที่ได้รบการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองกลางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ได้ออกมาสรุปผลงานของทีมบ้านเกิด รวมทั้งชี้ถึงจุดแตกต่างของทั้งสองทีมก็คือเรื่องของสภาพจิตใจ
“มันน่าผิดหวัง ด้วยความสามารถของฝรั่งเศส ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ สำหรับการตกรอบแบบนี้ สเปน กระหายชัยชนะมากกว่า สู้หนักกว่า และเล่นได้อย่างชาญฉลาดกว่ามาก”
“ผมเบื่อที่จะได้ยินคนพูดถึงคุณภาพของทีมชุดนี้ คุณภาพไม่มีความหมายอะไรเลยหากคุณไม่แสดงความกล้าในเวลาที่สำคัญที่สุด รอบรองชนะเลิศคือที่ที่ตำนานจะก้าวขึ้นมา ไม่ใช่ที่ที่พวกเขาจะหายไป”
“สเปน คุมเกมในช่วงเวลาสำคัญที่สุดเพราะ ฝรั่งเศส ปล่อยให้พวกเขาทำ พวกเขาแพ้การดวลมาเกินไป เสียบอลง่ายเกินไป และดูเหมือนทีมจะรอให้ผู้เล่นเพียงคนเดียวมาช่วยกอบกู้ นั่นเป็นความคิดที่ยอมรับไม่ได้”
“เมื่อคุณสวมเสื้อทีมชาติฝรั่งเศส คุณเป็นตัวแทนของทั้งประเทศ คืนนี้ผู้เล่นหลายคนล้มเหลวในความรับผิดชอบนั้น ไม่มีแรงผลักดัน ขาดความมุ่งมั่น และไม่มีการต่อสู้มากพอ”
“อย่าโทษโชคไม่ดี อย่าโทษกรรมการ อย่าโทษแท็กติก มองดูตัวเองในกระจก สเปนสมควรที่จะเข้าถึงรอบนี้ พวกเขาเป็นทีมที่ดีกว่าในรอบชิงชนะเลิศ พรสวรรค์อย่างเดียวไม่สามารถคว้าแชมป์โลกได้ แต่จิตใจที่แข็งแกร่งต่างหากที่สำคัญ สเปน แสดงให้เห็นแล้วในคืนนี้” ตำนานแชมป์โลก 1998 แสดงมุมมอง
สำหรับ ซีเนดีน ซีดาน ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้ามารับงานคุมทีมชาติฝรั่งเศสต่อจาก ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ หลังจบศึกฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้นี้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
“สมองฝ่อ” กับ “อัลไซเมอร์” ต่างกันยังไง? รู้ทันก่อนกังวลเกิน

สมองฝ่อ กับ อัลไซเมอร์ เหมือนกันไหม หรือต่างกันยังไง? รู้จัก 4 พฤติกรรมทำร้ายสมอง และอาหารที่ควรกินเสริมให้มากขึ้น
เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนอาจเริ่มมีอาการหลงลืมง่าย อารมณ์เปลี่ยน หรือเคลื่อนไหวช้าลง จนเผลอคิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัย แต่ในบางกรณี อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสมองที่ควรตรวจให้ชัด โดยเฉพาะเมื่อมีคำว่า “สมองฝ่อ” ปรากฏในผล CT Scan หรือ MRI
คำถามที่หลายคนกังวลคือ สมองฝ่อหมายถึงอัลไซเมอร์หรือไม่? คำตอบคือ ไม่เสมอไป เพราะสมองฝ่อเป็นภาพรวมของการที่สมองมีปริมาตรลดลง ส่วนอัลไซเมอร์เป็นโรคความเสื่อมของสมองชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเฉพาะ และต้องวินิจฉัยจากอาการร่วมกับผลตรวจอื่น ๆ ไม่ใช่ดูจากภาพสแกนเพียงอย่างเดียว

สมองฝ่อคืออะไร?
ภาวะสมองฝ่อ คือภาวะที่ปริมาตรสมองลดลง ร่องสมองกว้างขึ้น หรือโพรงสมองมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ซึ่งมักพบได้จากการตรวจภาพสมอง เช่น CT Scan หรือ MRI โดยเกิดจากการสูญเสียเซลล์ประสาท หรือการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทบางส่วน
สมองฝ่ออาจเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นกระบวนการตามวัยและมักค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ แต่ในบางคนอาจเกิดจากโรคหรือภาวะผิดปกติ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บที่สมอง การดื่มแอลกอฮอล์มากเป็นเวลานาน โรคทางระบบประสาท หรือภาวะสมองเสื่อมบางชนิด
แล้วอัลไซเมอร์ต่างจากสมองฝ่ออย่างไร?
โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่ส่งผลต่อความจำ ความคิด การใช้ภาษา การตัดสินใจ และการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีนบางชนิดในสมอง เช่น เบต้า-อะไมลอยด์ และเทา ซึ่งทำให้เซลล์ประสาทเสื่อมลงอย่างต่อเนื่อง
พูดให้เข้าใจง่ายคือ ผู้ป่วยอัลไซเมอร์จำนวนมากอาจมีภาวะสมองฝ่อร่วมด้วย แต่คนที่มีสมองฝ่อในผลสแกนไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นอัลไซเมอร์ทุกคน สิ่งที่แพทย์ใช้ประเมินจึงต้องดูทั้งอาการจริง การทำกิจวัตรประจำวัน การทดสอบความจำ และผลตรวจทางการแพทย์ร่วมกัน
| ประเด็น | สมองฝ่อ | อัลไซเมอร์ |
|---|---|---|
| ความหมาย | ปริมาตรสมองลดลง เห็นได้จากภาพ CT หรือ MRI | โรคความเสื่อมของสมองที่กระทบความจำและการใช้ชีวิต |
| สาเหตุ | อายุ โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บ แอลกอฮอล์ หรือโรคอื่น ๆ | เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนในสมองและการเสื่อมของเซลล์ประสาท |
| แปลว่าเป็นโรคเสมอไหม | ไม่เสมอไป บางรายเป็นการเปลี่ยนแปลงตามวัย | เป็นโรคที่ต้องได้รับการวินิจฉัยและติดตามอาการ |
| ต้องดูอะไรประกอบ | อาการ ความจำ พฤติกรรม การเคลื่อนไหว และผลตรวจอื่น ๆ | ความจำ การใช้ชีวิตประจำวัน การทดสอบสมอง และการประเมินโดยแพทย์ |
สัญญาณที่ไม่ควรมองว่าเป็นแค่ “แก่ตามวัย”
อาการหลงลืมเล็กน้อยอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่หากมีอาการต่อเนื่อง ชัดเจนขึ้น หรือกระทบชีวิตประจำวัน ควรพาไปพบแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อมีสัญญาณต่อไปนี้
1. ความจำลดลงจนกระทบชีวิตประจำวัน
เช่น ลืมนัดบ่อย ๆ ถามคำถามเดิมซ้ำหลายครั้ง วางของผิดที่เป็นประจำ ลืมกินยา จัดการเงินไม่ได้ หรือหลงทางในสถานที่ที่เคยคุ้นเคย หากอาการเหล่านี้เกิดซ้ำและมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรตรวจให้ชัด
2. บุคลิกหรืออารมณ์เปลี่ยนไปชัดเจน
บางคนอาจหงุดหงิดง่าย วิตกกังวลมากขึ้น ไม่อยากเข้าสังคม หมดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชอบ หรือกลายเป็นคนหวาดระแวงผิดปกติ หากการเปลี่ยนแปลงเกิดเร็วหรือเห็นได้ชัด ไม่ควรมองว่าเป็นเพียงนิสัยของผู้สูงอายุ
3. การเคลื่อนไหวช้าลง ทรงตัวแย่ หรือหกล้มบ่อย
เมื่อสมองหรือระบบประสาทบางส่วนได้รับผลกระทบ อาจทำให้เดินช้าลง เดินเซ ล้มบ่อย ก้าวเท้าสั้นลง หรือทำกิจวัตรง่าย ๆ ได้ยากขึ้น เช่น แต่งตัว กินข้าว หรือหยิบจับของ ซึ่งอาการเหล่านี้ควรได้รับการประเมินจากแพทย์
4 พฤติกรรมที่อาจทำร้ายสมองโดยไม่รู้ตัว
1. กินอาหารที่มีไขมันทรานส์และไขมันไม่ดีบ่อยเกินไป
ขนมอบสำเร็จรูป คุกกี้ มาการีน ฟาสต์ฟู้ด และอาหารทอดบางชนิด อาจมีไขมันทรานส์หรือไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หากกินเป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อหลอดเลือด หัวใจ และสุขภาพสมองในระยะยาว
2. ดื่มแอลกอฮอล์มากหรือดื่มต่อเนื่องเป็นเวลานาน
การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระทบความจำ การตัดสินใจ คุณภาพการนอน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงปัญหาทางระบบประสาทในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
3. กินอาหารแปรรูปขั้นสูงมากเกินไป
อาหารอย่างไส้กรอก เฟรนช์ฟรายส์ ไก่ทอด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม ขนมถุง และขนมหวานอุตสาหกรรม มักมีน้ำตาล เกลือ ไขมัน และสารปรุงแต่งสูง แต่สารอาหารจำเป็นไม่มากนัก หากกินบ่อยเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการอักเสบเรื้อรังและปัญหาหลอดเลือด ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมองได้
4. นอนดึก นอนน้อย หรือหลับไม่มีคุณภาพ
การนอนเป็นช่วงเวลาที่สมองได้ฟื้นตัวและจัดการของเสียบางส่วน หากนอนน้อยเรื้อรัง หรือนอนครบชั่วโมงแต่หลับไม่ลึก อาจทำให้ความจำแย่ลง สมาธิลดลง อารมณ์แกว่ง และเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพหลายด้าน
หากนอนครบแล้วยังง่วงมาก กรนดัง ตื่นมาปวดหัว หรือมีคนบอกว่าหยุดหายใจขณะหลับ ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งกระทบต่อสมองและหัวใจได้
อาหาร 4 กลุ่มที่ช่วยสนับสนุนสุขภาพสมอง
อาหารไม่สามารถรักษาสมองฝ่อหรืออัลไซเมอร์ได้โดยตรง แต่การกินอาหารที่มีประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยสนับสนุนการทำงานของสมอง หลอดเลือด และลดปัจจัยเสี่ยงบางอย่างได้
1. ปลาทะเลและอาหารที่มีโอเมก้า 3
ปลาแซลมอน แมคเคอเรล ซาร์ดีน เฮอร์ริง หรือทูน่า เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะ DHA และ EPA ซึ่งมีบทบาทต่อการทำงานของเซลล์ประสาทและสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
2. ไข่
ไข่มีโปรตีน วิตามิน และโคลีน ซึ่งเป็นสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสารสื่อประสาทที่มีบทบาทต่อความจำและการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เบาหวาน หรือโรคไต ควรปรับปริมาณให้เหมาะสมกับคำแนะนำของแพทย์
3. ผักใบเขียว
ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี ผักกาดเขียว หรือผักใบเข้มอื่น ๆ มีโฟเลต วิตามินเค วิตามินอี ลูทีน และสารพฤกษเคมีหลายชนิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบอาหารที่ดีต่อสมองและหลอดเลือด
4. ถั่วและเมล็ดพืช
วอลนัท อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดฟักทอง และเมล็ดพืชต่าง ๆ มีวิตามินอี แมกนีเซียม ไขมันไม่อิ่มตัว และสารต้านอนุมูลอิสระ ควรเลือกแบบไม่เคลือบน้ำตาล ไม่เค็มจัด และกินในปริมาณพอดี เพราะถั่วให้พลังงานค่อนข้างสูง
ดูแลสมองต้องทำหลายด้าน ไม่ใช่แค่กินอาหาร
การดูแลสมองให้เสื่อมช้าลงควรทำหลายอย่างร่วมกัน ทั้งอาหาร การนอน การออกกำลังกาย และการจัดการโรคประจำตัว โดยเฉพาะความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด เพราะปัจจัยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดและการทำงานของสมองโดยตรง
- ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างสม่ำเสมอ ตามสภาพร่างกาย
- ควบคุมความดัน น้ำตาล และไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- งดสูบบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์
- ฝึกสมองด้วยการอ่านหนังสือ เล่นดนตรี เรียนภาษา หรือทำกิจกรรมใหม่ ๆ
- พบปะพูดคุยกับครอบครัวและเพื่อน ลดความโดดเดี่ยว
- พบแพทย์เมื่อความจำ พฤติกรรม หรือการเคลื่อนไหวเปลี่ยนไปจนกระทบชีวิตประจำวัน
สรุป สมองฝ่อไม่เท่ากับอัลไซเมอร์ แต่ไม่ควรมองข้าม
สมองฝ่อคือภาวะที่ปริมาตรสมองลดลง ซึ่งอาจเกิดได้จากอายุหรือโรคบางชนิด ส่วนอัลไซเมอร์เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่ต้องวินิจฉัยจากอาการและการตรวจอย่างละเอียด ดังนั้น การเห็นคำว่าสมองฝ่อในผลตรวจไม่ได้แปลว่าเป็นอัลไซเมอร์ทันที
อย่างไรก็ตาม หากมีอาการหลงลืมชัดเจน บุคลิกเปลี่ยน เดินช้าลง ทรงตัวแย่ หรือใช้ชีวิตประจำวันได้ยากขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัด เพราะการรู้เร็ว ดูแลเร็ว และปรับพฤติกรรมให้เหมาะสม อาจช่วยรักษาคุณภาพชีวิตและการทำงานของสมองไว้ได้นานขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
‘Shadow AI Agents’ ภัยเงียบองค์กร เมื่อพนักงานใช้ AI นอกการกำกับดูแล

- “Shadow AI Agents” คือความเสี่ยงใหม่ขององค์กร จากการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI มาใช้ในการทำงานโดยไม่ผ่านการอนุมัติหรือการกำกับดูแลจากฝ่ายไอที
- ความเสี่ยงหลักจากการใช้ AI นอกระบบ ได้แก่ ภัยคุกคามด้านความปลอดภัยไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูลสำคัญ และการละเมิดกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
- ปัญหานี้เกิดขึ้นเนื่องจากองค์กรผลักดันการใช้ AI แต่โครงสร้างพื้นฐานและกระบวนการกำกับดูแลของฝ่ายไอทียังไม่พร้อม ทำให้พนักงานหันไปใช้เครื่องมือภายนอกที่เข้าถึงง่ายกว่า
- แนวทางแก้ไขไม่ใช่การสั่งห้าม แต่เป็นการสร้างระบบกำกับดูแลที่ชัดเจน มีแพลตฟอร์มกลางที่ช่วยให้ฝ่ายไอทีมองเห็นและควบคุมการใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัย
AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือทำงานของทุกฝ่ายในองค์กร แต่เมื่อการนำเทคโนโลยีมาใช้เกิดขึ้นเร็วกว่าการกำกับดูแล ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่แค่การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
หากยังรวมถึงการจัดการ “Shadow AI Agents” ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทในระบบงานโดยที่ฝ่ายไอทีอาจมองไม่เห็น
นพดล ปัญญาธิป้ตย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย นูทานิคซ์ ระบุว่า องค์กรส่วนใหญ่จะไม่รับพนักงานใหม่เข้าทำงานโดยไม่ตรวจสอบประวัติ แต่ในทางปฏิบัติกลับปล่อยให้ AI Agents ที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือ Shadow AI Agents เข้าถึงระบบภายในองค์กร
ปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวกำลังขยายตัวจากเดิมที่เป็นการใช้งาน Shadow Apps หรือแอปพลิเคชันนอกระบบ ไปสู่การนำ AI Agents มาใช้งานโดยไม่ได้ผ่านการกำกับดูแลของฝ่ายไอที
ข้อมูลจาก Nutanix Enterprise Cloud Index (ECI) ระบุว่า ผู้บริหารไอที 79% พบว่าพนักงานนำแอปพลิเคชัน AI หรือ AI Agents มาใช้งานเองโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากองค์กร
สะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างความต้องการใช้ AI ของภาคธุรกิจกับความพร้อมของฝ่ายไอที เมื่อองค์กรเร่งผลักดันการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างนวัตกรรม แต่ระบบรองรับและกระบวนการกำกับดูแลยังพัฒนาไม่ทัน ทำให้พนักงานเลือกใช้เครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่าย แม้จะอยู่นอกการควบคุมขององค์กร
ความเสี่ยงใหม่ จาก AI นอกระบบ
ในช่วงที่ AI กลายเป็นวาระสำคัญของผู้บริหาร พนักงานมีแนวโน้มเลือกใช้เครื่องมือ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แม้จะยังไม่ได้รับอนุมัติ หากฝ่ายไอทีไม่สามารถจัดหาแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความรวดเร็วและข้อกำหนดขององค์กรได้ การใช้งาน AI นอกระบบก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
Shadow AI Agents กลายเป็นความเสี่ยงใหม่ ทั้งในมิติของความปลอดภัยไซเบอร์ การปฏิบัติตามกฎหมาย และความเสียหายทางธุรกิจ หากองค์กรไม่มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบกำกับดูแลที่รองรับ
นพดลระบุว่า องค์กรจำเป็นต้องเร่งปิดช่องว่างด้านความพร้อมและการกำกับดูแล เนื่องจากการมีเพียงนโยบายด้าน AI ไม่เพียงพอ แต่ต้องมีทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ สภาพแวดล้อมการทำงานของแอปพลิเคชันและ AI Agents ที่เป็นหนึ่งเดียว รวมถึงโมเดลการกำกับดูแลที่รองรับการใช้งาน AI ภายในองค์กร
โครงสร้างพื้นฐาน AI ยังไม่พร้อม
รายงาน Nutanix ECI ยังพบว่า ผู้บริหารไอที 82% ยอมรับว่าโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบันยังไม่พร้อมรองรับเวิร์กโหลด AI เมื่อฝ่ายไอทีไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้งาน AI ได้ทัน ฝ่ายธุรกิจและพนักงานจึงหันไปใช้ AI Agents ภายนอกที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหรือควบคุม
ส่งผลให้ AI Agents จำนวนมากเริ่มทำงานอยู่เบื้องหลังระบบองค์กร โดยไม่มีการกำหนดสิทธิ์การเข้าถึง การติดตามการใช้งาน และการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกันเกิด “แรงงานดิจิทัล” ที่ทำงานอยู่ภายในองค์กรโดยขาดการมองเห็น การกำกับดูแล และการกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน
AI Agents เหล่านี้อาจเข้าถึงระบบสำคัญและข้อมูลที่มีความอ่อนไหวขององค์กร โดยที่ฝ่ายไอทีไม่สามารถติดตามการทำงานได้อย่างครบถ้วน
หลายประเทศเริ่มวางกฎเข้ม รับมือ Shadow AI
นพดลระบุว่า เมื่อ AI Agents ถูกนำมาใช้งานโดยไม่มีการกำกับดูแล องค์กรมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของข้อมูล การละเมิดข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ และการฝัง AI ที่ไม่ได้รับการควบคุมไว้ในกระบวนการทำงานหลัก
ผลสำรวจ ECI พบว่า ผู้บริหารไอที 87% เชื่อว่าการใช้งาน AI และ AI Agents ที่อยู่นอกการกำกับดูแลอย่างเป็นทางการสร้างความเสี่ยงต่อธุรกิจ
ขณะเดียวกัน หลายประเทศเริ่มเพิ่มความเข้มงวดด้านการกำกับดูแล AI เช่น ออสเตรเลียเตรียมบังคับใช้กฎหมายความเป็นส่วนตัวฉบับแก้ไขที่กำหนดให้องค์กรต้องมีความโปร่งใสในการตัดสินใจของระบบอัตโนมัติ สิงคโปร์มีแนวทางของธนาคารกลาง (MAS) สำหรับการบริหารความเสี่ยงด้าน AI
ส่วนอินเดียกำลังพิจารณากรอบคุ้มครองข้อมูลที่อาจจำกัดการโอนย้ายข้อมูลข้ามพรมแดน รวมถึงศึกษาข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลและโมเดล AI ภายในประเทศ
สำหรับประเทศไทย สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ. หรือ ETDA) อยู่ระหว่างพัฒนากรอบกฎหมาย AI ที่ใช้แนวทางกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง พร้อมผลักดันแนวคิด Driving Trust AI Governance เพื่อสนับสนุนการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ
เมื่อกฎระเบียบด้าน AI ในหลายประเทศเริ่มมีผลบังคับใช้มากขึ้น ความเสี่ยงจาก Shadow AI Agents จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเด็นด้านความปลอดภัยไซเบอร์ แต่ยังรวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูล ความโปร่งใสของระบบอัตโนมัติ และการกำกับดูแล AI ตามระดับความเสี่ยง
ทางออกคือการกำกับดูแล ไม่ใช่การปิดกั้น
นพดลมองว่า การสั่งห้ามใช้ AI Agents ไม่ใช่คำตอบ เพราะหากกระบวนการอนุมัติซับซ้อน พนักงานก็จะเลือกใช้เครื่องมือภายนอกแทน
ความท้าทายดังกล่าวมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เนื่องจากทีมไอทีต้องรองรับการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด โดยข้อมูลจาก ECI ระบุว่า ผู้บริหารไอที 59% คาดว่าองค์กรของตนจะมีการใช้งานแอปพลิเคชันที่รองรับ AI มากกว่า 5 แอปภายใน 3 ปี ดังนั้น องค์กรจึงควรปรับกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็ว โปร่งใส และสนับสนุนการใช้งาน AI ได้อย่างปลอดภัย
AI ยุคใหม่ต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากและโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถรองรับทั้งประสิทธิภาพและการควบคุมได้พร้อมกัน
องค์กรจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มที่ทำให้ฝ่ายไอทีมองเห็นการทำงานของ AI Agents การเข้าถึงข้อมูล และการบังคับใช้นโยบายความปลอดภัยได้จากศูนย์กลาง เพื่อให้สามารถเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ทดลองใช้ AI ได้ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ทั้งในสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์และมัลติคลาวด์
นพดลทิ้งท้ายว่า การมองเห็นการทำงานของ AI Agents การกำหนดความรับผิดชอบ และการกำกับดูแลที่ชัดเจน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้องค์กรสามารถขยายการใช้ AI ได้อย่างปลอดภัย ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการสร้างนวัตกรรมในระยะยาว
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
70 คำคมพลังบวก คำคมคิดบวก คำคมข้อคิดดีๆ เติมพลังชีวิตให้เดินต่อ

คำคมพลังบวก แคปชั่นคิดบวก 2026
- ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา คือโอกาสใหม่ในการเริ่มต้นสิ่งดีๆ
- ปัญหาไม่ได้มีไว้ถ่วงเรา แต่มีไว้ให้เราเติบโต
- ยิ้มให้กับตัวเองในทุกวัน แม้วันที่ไม่สมบูรณ์แบบ
- เหนื่อยได้ ท้อได้ แต่อย่าลืมลุกขึ้นแล้วไปต่อ
- ชีวิตไม่ต้องสมบูรณ์แบบ แค่มีความสุขก็พอแล้ว
- โลกไม่ได้ใจร้ายเสมอไป บางครั้งแค่เราเหนื่อยเกินไปก็เท่านั้น
- ทุกวันคือโอกาสใหม่ในการเป็นคนที่ดีกว่าเดิม
- ยิ้มไว้ก่อน ความสุขจะได้ตามมา
- คิดบวกไว้ก่อน อย่างน้อยใจก็ไม่พัง
- บางทีความสุขก็เริ่มจากกาแฟแก้วแรกของวัน ☕
- จงยิ้มให้กับความหวัง และเพิ่มพลังให้กับชีวิต
- แสงของวันใหม่ มาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ เสมอ
- ทุกเช้าอาจไม่ดี แต่มีบางสิ่งที่ดีในทุกวัน
- เขียนไว้ในใจว่าเช้าทุกวันเป็นวันที่ดีที่สุดในปี
- ลุกขึ้น เริ่มต้นใหม่ มองเห็นโอกาสที่สดใสในแต่ละวัน
- การได้ตื่นมาใช้ชีวิตในทุกๆ วัน คือโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว
- ทุกๆ เช้าวันใหม่ จะมาพร้อมกับโอกาส ให้เราเริ่มต้นอีกครั้ง
- สิ่งที่กำลังจะมาถึง ย่อมดีกว่าที่สิ่งผ่านไปแล้วแน่นอน
- อย่าไปเสียดาย กับเรื่องที่ผ่านมา แต่จงมีความสุข กับเวลาที่เหลือ
- ธรรมชาติสร้างอุปสรรคขึ้นมา เพื่อให้เรารู้จักคำว่าการต่อสู้ในชีวิต
- ทุกความเจ็บปวด ล้วนทำให้เราเติบโต
- หมื่นทางตัน ยังมีทางหนึ่งให้ออกเสมอ
- จงก้าวไปข้างหน้า ถึงจะช้าแต่ก็ยังดีกว่าถอยหลัง
- พักเมื่อท้อ ไปต่อเมื่อพร้อม
- มันก็เป็นแค่วันแย่ๆ แต่ไม่ใช่ทั้งชีวิตหรอกที่แย่
- จงใช้อดีตให้เป็นแรงผลักดัน ไม่ใช่แรงบั่นทอน
- สุขกับสิ่งที่มี ดีในแบบที่เราเป็น
- ชีวิตมีอุปสรรคมากมาย สิ่งสำคัญคือล้มเเล้วต้องรีบลุก
- ถ้าวันนี้ไม่รู้จะยิ้มกับใคร ยิ้มกับตัวเองในกระจกก็ได้นะ
- ถ้าคิดว่ามันยาก ลองพยายามให้มากๆ เดี๋ยวมันก็ง่าย
- ความผิดหวังไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันแค่ช่วยให้เราเข้าใกล้สิ่งที่ใช่มากกว่าเดิม
- เราไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนถูกใจ ขอแค่ใจดีกับตัวเองแล้วก้าวต่อไปก็พอ
- ไม่มีอะไรน่ากลัว เท่ากับการกลัวที่จะเริ่มต้น
- สิ่งดีๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร แต่ขึ้นอยู่กับใจของเราเอง
- อย่าไปแคร์ “คำคน” ที่ไม่รู้จัก “ตัวตน” ของเราดีพอ
- ความพ่ายแพ้ไม่ได้แย่ เพราะมันคือกุญแจแห่งชัยชนะ
- การไม่ลืม “ใช้ชีวิต” จะทำให้เราพิชิตความสำเร็จแบบมีรอยยิ้ม
- กำลังใจไม่ได้อยู่ที่ปากคนอื่น แต่อยู่ที่ใจของเราเอง
- เป้าหมายมีไว้เอาชนะ คำพูดขยะจงโยนทิ้งไป
- วิธีเอาชนะอดีตที่เจ็บใจ คือการสร้างความทรงจำใหม่ๆ ที่ดีกว่า
- ถ้าเชื่อว่าไม่แพ้ เราก็จะไม่แพ้
- ถนนบางสายไกลหน่อย แต่ก็ยังมีวันถึง
- ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ เพราะทุกปัญหาแก้ไขได้
- สิ่งที่อยู่ตรงหน้ามีค่ามากกว่าสิ่งที่มีมาในอดีต
- ตะโกนให้สุดเสียง ร้องไห้ให้พอ เพียงแต่อย่ายอมแพ้
- มองปัญหาให้เป็นแค่ก้อนหิน สะดุดได้ แต่หยุดเราไม่ได้
- มันจะ “เบา” ถ้าเราไม่ “แบก”
- อย่าเอาความสุข ฝากไว้ที่เส้นชัย แต่ฝากไว้ที่ก้าวต่อไป จะดีกว่า..
- ถ้ารักใครทำให้เราเจ็บ รักตัวเองจะทำให้เรารอด
- กำลังใจที่ดี คือกำลังใจจากตัวเอง
คำคมข้อคิดดีๆ แคปชั่นความคิดดีๆ 2026
- ยินดีกับสิ่งที่ได้มา และยอมรับกับที่เสียไป
- ฝึกทิ้งขยะในใจ ให้เหมือนทิ้งขยะในมือ
- จงปล่อยวางกับเรื่องที่ควบคุมไม่ได้
- ไม่มีคำว่าสาย สำหรับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
- เดินหน้า ไม่ได้อยู่ที่ขา แต่อยู่ที่ใจ
- อย่าเติมเต็มชีวิต ด้วยความเครียด
- โลกใบนี้ มันมีไว้เหยียบ ไม่ได้มีไว้แบก
- ไม่มีใครทำได้ทุกอย่างหรอก ไม่ไหวก็พอ รู้สึกท้อก็พัก
- อุปสรรคทำให้เราเดินช้าลง แต่ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เราหยุดเดิน
- จงมีความสุขกับสิ่งดีๆ รอบตัว แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม
- การคิดบวกไม่ใช่การหลอกตัวเอง แต่มันเป็นการเพิ่มพลังใจให้ตัวเองต่างหาก
- มองปัญหาให้เหมือนกับเม็ดทราย ถึงจะเยอะมากมาย แต่ก็เล็กแค่นิดเดียว
- ที่ผ่านมาอาจเป็นปัญหาใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันก็คือประสบการณ์
- หากลงมือทำจนสุดความสามารถ ผลลัพธ์จะออกมาแบบไหนมันก็ดีที่สุดแล้ว
- กำลังใจอาจหาจากคนรอบข้าง แต่ความเข้มแข็งเราต้องสร้างขึ้นเอง
- การเตรียมตัวที่ดีที่สุดสำหรับวันพรุ่งนี้ คือการทำวันนี้ให้ดีที่สุด
- เราจะรู้รสชาติของความสุขก็ต่อเมื่อเราผ่านความทุกข์มาก่อน
- เวลาไม่อาจรักษาทุกสิ่ง แต่การยอมรับความจริงจะรักษาทุกอย่าง
- อย่าทิ้งความฝัน เพียงเพราะรู้สึกว่ามันไกล ถ้าไม่ลองเดินไป แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าไกลจริง
- ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดก็ได้ แต่ขอให้ทำให้ดีที่สุดในจุดที่เรายืนก็พอแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก women.trueid.net
รู้ยัง? “น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น” มีดีกว่าที่คิด! 5 ประโยชน์เน้น ๆ ที่ผู้ชายควรรู้

5 ประโยชน์ของ “น้ำมันมะพร้าว” ไอเทมลับดูแลตัวเองที่ผู้ชายควรรู้
หากพูดถึง “น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น” หนุ่ม ๆ หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องของผู้หญิง หรือเอาไว้ใช้แค่ทำอาหารเท่านั้น แต่รู้ไหมครับว่าน้ำมันมะพร้าวคือบิวตี้ไอเทมสารพัดประโยชน์ที่ช่วยดูแลผู้ชายได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า วันนี้เรามี 5 ประโยชน์เน้น ๆ ที่จะช่วยอัปเกรดความหล่อล่ำแบบธรรมชาติมาฝากกันครับ
1. บำรุงเส้นผมดกดำ ลดปัญหาผมร่วงและผมหงอกก่อนวัย
เส้นผมของผู้ชายต้องเจอกับทั้งเจล สเปรย์ และเหงื่อไคลระหว่างวัน การใช้น้ำมันมะพร้าวหมักผมจะช่วยฟื้นฟูเส้นผมได้อย่างล้ำลึก
- วิธีใช้: ชโลมน้ำมันมะพร้าวและนวดให้ทั่วหนังศีรษะก่อนสระผม หมักทิ้งไว้ 15-20 นาที (ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง)
- ผลลัพธ์: ช่วยให้ผมดกดำ เงางาม มีน้ำหนัก บำรุงรากผมให้แข็งแรง ลดการหลุดร่วง และช่วยชะลอการเกิดผมหงอกก่อนวัย
2. เติมความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า ลดรอยคล้ำใต้ตา
อากาศแห้งจากห้องแอร์หรือการโกนหนวดบ่อย ๆ ทำให้ผิวหน้าผู้ชายแห้งกร้านได้ง่าย น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวกลับมาเนียนนุ่มได้
- วิธีใช้: หยดน้ำมันมะพร้าวเล็กน้อยลงบนสำลี ทาบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้าก่อนนอนโดยไม่ต้องล้างออก หรือใช้ 2-3 หยดเช็ดเบา ๆ รอบดวงตาเพื่อลดรอยคล้ำ
- ข้อควรระวัง: สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ผิวหน้าผิวมันหรือเป็นสิวง่าย ควรใช้แต่น้อยเฉพาะจุดที่แห้งกร้าน เพราะน้ำมันอาจก่อให้เกิดการอุดตันในบางสภาพผิวได้
3. คลีนซิ่งธรรมชาติ ทำความสะอาดรูขุมขนลึก
ในแต่ละวันผิวหน้าต้องเผชิญกับฝุ่น ควัน และสิ่งสกปรกที่โฟมล้างหน้าทั่วไปอาจล้างออกไม่หมด น้ำมันมะพร้าวสามารถใช้เป็นตัวช่วยทำความสะอาดผิวขั้นแรกได้
- วิธีใช้: ใช้สำลีชุบน้ำมันมะพร้าวเช็ดผิวหน้าเบา ๆ ก่อนล้างหน้าด้วยโฟมตามปกติ
- ผลลัพธ์: น้ำมันจะช่วยละลายสิ่งสกปรกและไขมันอุดตันในรูขุมขนให้หลุดออกง่ายขึ้น ช่วยให้รูขุมขนแลดูกระชับและลดโอกาสการเกิดสิวอุดตัน
4. ระงับกลิ่นกาย มั่นใจตลอดวัน
เรื่องกลิ่นตัวเป็นปัญหาใหญ่ของผู้ชาย ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันธรรมชาติ (เช่น กรดลอริก) ที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ซึ่งเป็นต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์
- วิธีใช้: หลังอาบน้ำเสร็จ ให้ทาตัวหรือทาบริเวณใต้วงแขนบาง ๆ
- ผลลัพธ์: ช่วยระงับกลิ่นกายได้อย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังช่วยบำรุงผิวใต้วงแขนให้เรียบเนียน ไม่แห้งกร้านจากการใช้สารเคมีหรือโรลออนทั่วไป
5. สยบปัญหาส้นเท้าแตก ผิวแห้งกร้าน
หนุ่ม ๆ สายลุย สายสปอร์ต ที่ต้องใส่รองเท้าผ้าใบหรือออกกำลังกายบ่อย ๆ มักเจอปัญหาส้นเท้าแห้งแตกจนหมดความมั่นใจเวลาถอดรองเท้า
- วิธีใช้: นวดน้ำมันมะพร้าวบริเวณส้นเท้าหรือจุดที่แห้งกร้านเป็นพิเศษ (เช่น ข้อศอก หัวเข่า) ทุกคืนก่อนนอน
- ผลลัพธ์: ด้วยคุณสมบัติกักเก็บความชุ่มชื้นที่ยอดเยี่ยม เพียงทำต่อเนื่องแค่สัปดาห์เดียว ผิวที่เคยแห้งแตกจะกลับมาเนียนนุ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เห็นประโยชน์รอบด้านขนาดนี้แล้ว หนุ่ม ๆ คงต้องรีบหา “น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น” ติดบ้านไว้สักขวดแล้วล่ะครับ ลงทุนน้อย แต่ได้ดูแลตัวเองครบตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยทีเดียว!
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 15/7/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 63,850.00 | 64,050.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,128.00 | 62,580.48 | 64,850.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,715.20 | 56,322.43 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,302.40 | 50,064.38 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,857.60 | 28,161.22 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,444.80 | 21,903.17 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,277.72 | 64,850.24 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 15/7/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 34.94 | 34.94 | 35.44 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 34.57 | 34.57 | 35.07 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 | 34.57 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 29.94 | 29.94 | 30.14 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 25.88 | 25.88 | – | – | – | – | – | – | 25.88 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 48.44 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 43.93 | – | – | 48.41 | – | 44.43 | 44.08 | – | 43.93 |
| ดีเซล | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 | 34.94 |
| ดีเซล B20 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 | – | 29.94 | 29.94 | 29.94 | 29.94 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







