67 วินาที หุ้นกู้แสนสิริ Sold Out เกมทุนที่หนุนแผนโตระยะยาว

- หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริวงเงิน 1,000 ล้านบาท ขายหมดเกลี้ยงในเวลาเพียง 67 วินาที ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”
- ความสำเร็จสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแบรนด์และแผนธุรกิจเพื่อการเติบโตในระยะยาวของบริษัท
- เงินทุนที่ระดมได้จะถูกนำไปใช้สนับสนุนแผนการเติบโตในอนาคต ทั้งการเปิดโครงการใหม่ และการขยายธุรกิจ New S-curve
เมื่อหุ้นกู้อายุ 5 ปี วงเงิน 1,000 ล้านบาทของ “แสนสิริ” ถูกจองเต็มในเวลาเพียง 67 วินาที ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความนิยมในตราสารหนี้ แต่กำลังบอกว่า “ตลาดทุน” มองเห็นอะไรบางอย่างในแผนธุรกิจระยะยาวของหนึ่งในผู้นำอสังหาริมทรัพย์ไทย
67 วินาทีที่สะท้อนมากกว่า “ขายหมด หุ้นกู้ Sold Out เร็ว อาจไม่ใช่แค่เรื่องดอกเบี้ย แต่คือเรื่อง “ความเชื่อมั่น”
บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI สร้างปรากฏการณ์ในตลาดทุน หลัง “หุ้นกู้ดิจิทัลแสนสิริ” อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.70% ต่อปี วงเงินรวม 1,000 ล้านบาท ซึ่งเสนอขายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ของธนาคารกรุงไทย สามารถปิดยอดจองซื้อเต็มวงเงินภายในเวลาเพียง 67 วินาทีถ้ามองเพียงตัวเลข 67 วินาที นี่คือสถิติของการขายหุ้นกู้ที่รวดเร็วแต่ถ้ามองในมุมธุรกิจ สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ นักลงทุนกำลังตัดสินใจ “ล็อกเงิน” ไว้กับบริษัทเป็นเวลาถึง 5 ปีนั่นหมายความว่า สิ่งที่นักลงทุนกำลังซื้อ ไม่ได้มีเพียงผลตอบแทน 3.70% ต่อปี แต่รวมถึงความเชื่อมั่นว่าแสนสิริจะสามารถเดินหน้าแผนธุรกิจ สร้างรายได้ และบริหารกระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่งตลอดช่วงเวลาของตราสาร
โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความท้าทายทั้งกำลังซื้อ ต้นทุนทางการเงิน และภาวะเศรษฐกิจ การที่หุ้นกู้ระยะยาวสามารถปิดการขายได้ในระดับ “วินาที” จึงน่าสนใจในฐานะดัชนีสะท้อน Brand Trust ของบริษัท
ผลประกอบการคือฐาน ก่อนส่งต่อไปยังแผนเติบโต
ครึ่งปีแรกกำไร 1,869 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายแตะ 25,500 ล้านบาท ความเชื่อมั่นของตลาดไม่ได้เกิดขึ้นจากอากาศ แต่มีตัวเลขทางธุรกิจรองรับ ในช่วงครึ่งปีแรก 2569 แสนสิริมีกำไรสุทธิ 1,869 ล้านบาท รายได้รวม 14,235 ล้านบาท และยอดขาย 25,500 ล้านบาท พร้อมปิดการขายไปแล้ว 12 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 18,000 ล้านบาทตัวเลขเหล่านี้ทำให้ภาพของ “หุ้นกู้” เชื่อมโยงกับ “ธุรกิจ” ได้ชัดขึ้นเพราะในมุมของเจ้าของธุรกิจ เงินทุนที่ระดมได้ไม่ได้จบลงวันที่หุ้นกู้ Sold Out แต่คือเงินทุนที่ต้องถูกนำไปบริหารต่อให้เกิดรายได้ กำไร และกระแสเงินสดในอนาคตพูดง่าย ๆ คือ ตลาดทุนกำลังส่งเงินให้บริษัทวันนี้ ขณะที่บริษัทต้องส่งต่อความสามารถในการเติบโตกลับไปให้ผู้ลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้า
Backlog 26,000 ล้านเบาะรองรับของอนาคต
ยอดขายที่รอโอน ช่วยเปลี่ยน “แผนเติบโต” ให้มีรายได้รออยู่ข้างหน้าหนึ่งในจุดที่ทำให้แผนธุรกิจของแสนสิริมีความต่อเนื่อง คือ Backlog ที่มีมากกว่า 26,000 ล้านบาทในจำนวนนี้ ราว 40% คาดว่าจะรับรู้รายได้ภายในปี 2569 ส่วนที่เหลือทยอยรับรู้ในช่วงถัดไป สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ Backlog จึงเปรียบเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมระหว่างยอดขายกับรายได้ในอนาคตเมื่อบริษัทมีสินค้าที่ขายไปแล้วและกำลังรอการโอน ย่อมช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นรายได้ล่วงหน้า และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการบริหารกระแสเงินสด นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้การระดมทุนระยะยาวสามารถเดินคู่กับแผนธุรกิจได้ เพราะฝั่งหนึ่งคือเงินทุนที่เข้ามา ส่วนอีกฝั่งคือฐานรายได้ที่กำลังทยอยกลับเข้ามา
คอนโดพร้อมโอน 18,300 ล้านบาท กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์อีกตัวจากยอดขายสู่การรับรู้รายได้ เกมต่อไปคือ “โอนให้ได้” นอกจาก Backlog แล้ว แสนสิริยังมีโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่พร้อมส่งมอบ 6 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 18,300 ล้านบาทในจำนวนนี้มีโครงการระดับพรีเมียมอย่าง “ชูช์ ราชเทวี” และ “เวีย อารีย์” ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทต่อการผลักดันรายได้และกำไรในระยะถัดไป
เพราะสำหรับอสังหาริมทรัพย์ ยอดขายคือจุดเริ่มต้น แต่การโอนกรรมสิทธิ์คือจุดที่ยอดขายเปลี่ยนสถานะเป็นรายได้ ดังนั้น เมื่อบริษัทมีทั้ง Backlog และสินค้าพร้อมโอนอยู่ในมือ สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงว่า “ขายได้เท่าไร” แต่คือบริษัทสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เหล่านี้ให้กลายเป็นกระแสเงินสดได้เร็วแค่ไหน
ทำเลท่องเที่ยว คือStrategic Location
ภูเก็ต หัวหิน เชียงใหม่ และ EEC ไม่ได้ขายแค่บ้าน แต่ขาย “โอกาสสร้างผลตอบแทน”อีกขาของแผนเติบโต คือการกระจายพอร์ตไปยัง Strategic Location ที่มีทั้งความต้องการอยู่อาศัยจริงและโอกาสจากตลาดเช่า ภูเก็ต หัวหิน เชียงใหม่ ขอนแก่น และพื้นที่ EEC จึงกลายเป็นทำเลที่บริษัทให้ความสำคัญ
โครงการอย่าง “เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ หัวหิน” รวมถึงแผนเปิดตัวพูลวิลล่าลักชัวรี “เดอะ เทลส์ สตอรี่ วัน บางโจ ภูเก็ต” สะท้อนการขยับจากการขายที่อยู่อาศัยแบบเดิม ไปสู่สินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว การเช่า และกำลังซื้อจากผู้ซื้อเพื่อการลงทุน นี่คือการวางพอร์ตให้ตอบโจทย์มากกว่า “อยู่อาศัย” แต่ต้องมีโอกาสสร้าง Rental Yield และมูลค่าในระยะยาวด้วย
21 โครงการ 27,000 ล้าน คือเดิมพันรอบใหม่
จากการรักษาฐานธุรกิจ สู่การสร้าง Growth Engine ชุดใหม่ ครึ่งปีหลัง แสนสิริวางแผนเปิดตัว 21 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 27,000 ล้านบาทหนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือ Well-being Community แห่งแรกบนพื้นที่กว่า 142 ไร่ บริเวณถนนกรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ รวมถึง “ราชพฤกษ์ คอมมิวนิตี้” อาณาจักรที่อยู่อาศัยบนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ และ “เดอะ โมนูเมนต์ สาทร”
หากมองภาพใหญ่ โครงการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการเติมสินค้าเข้าสู่ตลาด แต่คือการสร้าง Growth Engine ชุดใหม่ เพื่อให้บริษัทมีรายได้จากโครงการใหม่เข้ามาต่อเนื่อง หลังจากโครงการในมือทยอยโอนและรับรู้รายได้และที่น่าสนใจคือ แสนสิริไม่ได้วางอนาคตไว้กับธุรกิจขายบ้านและคอนโดเพียงอย่างเดียวบริษัทยังเดินหน้า New S-curve ทั้งธุรกิจรับสร้างบ้าน และการลงทุนใหม่ในกลุ่ม Hospitality ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความหลากหลายให้กับโครงสร้างรายได้ในระยะยาว
หุ้นกู้กับแผนธุรกิจ จึงเป็นเกมเดียวกัน
เงินทุนวันนี้ ต้องกลายเป็นรายได้และกระแสเงินสดในวันข้างหน้า หากถอดเรื่องราวทั้งหมดออกมาเป็นภาพเดียว จะเห็นว่าการขายหุ้นกู้ 1,000 ล้านบาท ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว มันอยู่ตรงกลางของสมการที่ใหญ่กว่าความเชื่อมั่น เงินทุน การเดินหน้าโครงการ รายได้ กระแสเงินสด ความสามารถในการเติบโต หุ้นกู้ช่วยให้บริษัทมีแหล่งเงินทุนระยะยาว ขณะที่ Backlog และโครงการพร้อมโอนช่วยสร้างฐานรายได้ในระยะใกล้ ส่วนโครงการใหม่และ New S-curve คือการเดิมพันเพื่อสร้างรายได้ในระยะถัดไปดังนั้น “หุ้นกู้ 5 ปี” จึงสอดคล้องกับการวางแผนธุรกิจที่ไม่ได้มองเพียงไตรมาสถัดไป แต่กำลังวางหมากไปถึงอนาคต
จาก “เป๋าตัง” ถึงตลาดทุนไทย
เมื่อเทคโนโลยีลดกำแพงการลงทุน และเปลี่ยนหุ้นกู้ให้เข้าถึงคนวงกว้างอีกหนึ่งส่วนประกอบของปรากฏการณ์ครั้งนี้คือช่องทางการขายความร่วมมือระหว่างแสนสิริกับธนาคารกรุงไทย นำหุ้นกู้มาอยู่บน “เป๋าตัง” ทำให้กระบวนการลงทุนเกิดขึ้นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เข้าถึงผู้ใช้งานในวงกว้าง สำหรับกรุงไทย นี่จึงไม่ใช่เพียงการเป็นช่องทางจัดจำหน่าย แต่เป็นการนำ Digital Infrastructure มาช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินทรัพย์ทางการเงินขณะที่สำหรับแสนสิริ การเปิดช่องทางดังกล่าวช่วยขยายฐานผู้ลงทุน และทำให้การระดมทุนจากตลาดทุนเชื่อมต่อกับผู้ลงทุนรายย่อยได้โดยตรงมากขึ้น เมื่อ2สิ่งนี้มาบรรจบกัน ความสำเร็จจึงเกิดขึ้นในเวลาเพียง 67 วินาที
3.70% ต่อปี กับโจทย์ “ความแน่นอน” ใน 5 ปี
ในวันที่ดอกเบี้ยเปลี่ยน นักลงทุนอาจให้ค่ากับกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้มากขึ้น หุ้นกู้ชุดนี้ให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.70% ต่อปี ตลอดอายุ 5 ปีสำหรับผู้ลงทุน จุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้มีเพียงระดับผลตอบแทน แต่คือความสามารถในการคาดการณ์กระแสเงินสดจากตราสารได้ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยไม่ต้องเผชิญความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยในลักษณะเดียวกับตราสารที่ผลตอบแทนลอยตัว ขณะที่ฝั่งบริษัท การได้รับเงินทุนระยะยาวทำให้สามารถวางแผนการใช้เงินและบริหารโครงการให้สอดคล้องกับระยะเวลาของแผนธุรกิจได้มากขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ “หุ้นกู้” กับ “กลยุทธ์ธุรกิจ” ไม่ได้เป็นคนละเรื่องเพราะในท้ายที่สุด เงินทุนที่ดีต้องจับคู่กับธุรกิจที่มีแผนใช้เงินอย่างชัดเจน
67 วินาที จึงอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ตลาดไม่ได้กำลังถามแค่ว่า “ขายหุ้นกู้ได้ไหม” แต่กำลังจับตาว่าเงินก้อนนี้จะสร้างอะไรต่อ
นายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน แสนสิริ ระบุว่า การปิดการขายหุ้นกู้ดิจิทัลภายใน 67 วินาที สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อความมั่นคงและศักยภาพการเติบโตระยะยาวของบริษัท พร้อมยืนยันแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ด้านนายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย มองว่า ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อแบรนด์แสนสิริ และศักยภาพของช่องทางดิจิทัลที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้สะดวกและรวดเร็ว
แต่สำหรับนักลงทุน สิ่งที่น่าติดตามหลังจากเสียง “Sold Out” เงียบลง คือคำถามที่ใหญ่กว่า เงิน 1,000 ล้านบาทนี้ จะถูกเปลี่ยนเป็นการเติบโตได้มากแค่ไหน?เพราะ 67 วินาทีอาจเป็นตัวเลขที่น่าตื่นเต้นที่สุดของการขายหุ้นกู้ครั้งนี้แต่ตัวเลขที่สำคัญกว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อาจเป็นรายได้ กำไร กระแสเงินสด และผลลัพธ์จากโครงการที่แสนสิรินำเงินทุนไปต่อยอดและนั่นคือจุดที่ “ความเชื่อมั่นในวันนี้” จะต้องพิสูจน์ด้วย “ผลการดำเนินงานในวันข้างหน้า”
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
‘เวลเนส เรียลเอสเตท’บูม แสนล้าน บิ๊กอสังหาฯแห่ผุดรับสังคมสูงวัย

- ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ (Wellness Real Estate) เติบโตสูง คาดมีมูลค่าตลาดระดับแสนล้านบาท เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ
- ผู้ประกอบการอสังหาฯ รายใหญ่หลายค่าย เช่น แสนสิริ, ออริจิ้น, พฤกษา, MQDC ต่างเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่เน้นด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
- โครงการใหม่ๆ มีความหลากหลาย ตั้งแต่ระดับลักชัวรีไปจนถึงราคาที่เข้าถึงได้ โดยมุ่งเน้นการออกแบบเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของผู้สูงวัยและผนวกบริการทางการแพทย์เข้ากับที่อยู่อาศัย
อสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่ในภาวะที่กำลังซื้อโดยรวมอ่อนแรง ตลาด Wellness Real Estate กลับมีแนวโน้มเติบโต โดยได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง รวมถึงกลุ่มผู้สูงวัยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เจาะกำลังซื้อทั้งไทยและต่างชาติ
เวลแนส เรียลเอสเตทบูม
ศาสตราจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย สะท้อนว่า ปัจจุบัน ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะ หรือ เวลเนส เรียลเอสเตท กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางความท้าทายของโครงสร้างสังคมสูงวัย มองว่าเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการที่จะพัฒนา โครงการที่อยู่อาศัยให้สอดรับความต้องการของผู้บริโภค และพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มระดับบนเท่านั้นแต่สามารถ เจาะตลาดระดับกลาง-ล่าง ให้เข้าถึงกับคนทุกกลุ่มวัยได้ โดยเฉพาะการนำโครงการเก่ามาปรับให้พื้นที่ด้านล่างเป็นห้องผู้สูงวัยและติดตั้งอุปกรณ์รองรับ
“ตลาดส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มลูกค้าระดับบน ขณะที่ช่องว่างสำคัญของอุตสาหกรรมคือการพัฒนาที่อยู่อาศัยระดับกลาง ที่เข้าถึงได้จริง ตลอดจนองค์ความรู้ในการนำอาคารเดิมมาปรับปรุง ผสานกับแนวคิดการออกแบบเพื่อทุกคน และการดูแลสุขภาวะทางจิตใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ จุฬาฯเองได้พัฒนาหลักสูตรนี้ เป็นรายแรกเพื่อตอบโจทย์การขยายตัวของตลาดและติดอาวุธให้ผู้ประกอบการ”
บิ๊กอสังหาฯบุกเวลเนสแสนล้าน
ล่าสุดผู้ประกอบการไทยจำนวนไม่น้อยขยับเข้าสู่ตลาดเวลเนส เรียลเอสเตท กันมาก แม้ว่ายังเป็นกลุ่มไม่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับเวลเนสทั้งระบบ แต่ประเมินว่าจะอยู่ที่ระดับแสนล้านบาท ที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และทุก ธุรกิจเวลเนส ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล อาหาร ยา สปา วัสดุอุปกรณ์ นวัตกรรม ฯลฯ จะรวมศูนย์ไปที่ เวลเนส เรียลเอสเตท ที่ขยายตัวจากความต้องการของผู้บริโภค
ทั้งนี้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ ที่เข้ามาสู่ตลาดเวลเนส ที่เห็นเด่นชัด บริษัทแสนสิริ จำกัด(มหาชน) ออริจิ้น แอสเซทไวส์ พฤกษา ศุภาลัย เจ้าพระยามหานคร นอกเหนือไปจาก เจ้าตลาดใหญ่ มิกซ์ยูสอย่างเดอะ ฟอเรสเทียส์โครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 398 ไร่ ริมถนนบางนา-ตราด กม. 7 โดยMQDC จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เครือธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป (THG) โครงการมิกซ์ยูส เวลเนส เรสซิเดนซ์ 140 ไร่ ในย่านรังสิต BDMS มิกซ์ยูสทางการแพทย์ ย่านสารสิน อีกทั้ง ตรีวนันดา โครงการที่อยู่อาศัย ระดับอัลตร้าลักชัวรีและเวลเนสคอมมูนิตี้ 600ไร่ จังหวัดภูเก็ต โดย มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้กรุ๊ป เป็นต้น
แสนสิริปักหมุดกรุงเทพกรีฑา6,000ล้าน
สำหรับค่ายใหญ่ แสนสิริ พัฒนา โครงการ บุราสิริ เวลล์ กรุงเทพกรีฑา มูลค่า 6,000 ล้านบาท นับเป็นครั้งแรกกับบ้านแนวคิด Well-being และเป็นโครงการนำร่องใน Sansiri Wellscape Krungthep Kreetha Community บนพื้นที่กว่า 142 ไร่ ติดถนนใหญ่กรุงเทพกรีฑาตัดใหม่ ฝั่งขาเข้าเมือง ที่เปิดตัวไตรมาส3 จำนวน 192 ยูนิตราคาเริ่มต้นที่23ล้านบาท
ออริจิ้น-แอสเซทไวส์ ยึดภูเก็ต
ค่ายออริจิ้น วางกลยุทธ์ “ORIGIN Portfolio Evolution 2026” เดินหน้าขยายธุรกิจรับเทรนด์ Wellness และ Longevity Economy โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์สุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาว เตรียมเปิดตัว Origin Wellness Residence Phuket มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.79 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการของคนรักสุขภาพ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยเพื่อการลงทุนในตลาดเวลเนสและลองจิวิตี้ที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน บริษัทจะนำธุรกิจ Origin Healthcare เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ ผ่าน Wellness Club และ Health Club ที่ให้บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน รวมถึงแผนพัฒนา Mediplex สหคลินิกด้านสุขภาพและความงาม กายภาพบำบัด และพื้นที่ค้าปลีกสินค้าสุขภาพ สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของอสังหาริมทรัพย์จากที่อยู่อาศัยสู่สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการมีอายุยืนยาวและคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในอนาคต
ด้าน ค่ายแอสเซทไวส์ วางแผนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจในเครือที่เกี่ยวข้องกับ Wellness ในปี 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ “EMPOWERING THE FUTURE” โดยมุ่งพัฒนา Lifestyle Ecosystem ที่เชื่อมโยงที่อยู่อาศัย บริการสุขภาพ โรงแรม คอมมูนิตี้มอลล์ และกิจกรรมการใช้ชีวิตเข้าด้วยกัน เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การใช้ชีวิตระยะยาว และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่วัยเกษียณ
โครงการสำคัญที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว ได้แก่ THE TITLE Heritage Bang-Tao โครงการคอนโดมิเนียมระดับพรีเมียมในย่านบางเทา จังหวัดภูเก็ต มูลค่าโครงการกว่า 6,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่ ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่มองหาที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อน บ้านหลังที่สอง และการลงทุนในทำเลที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการอยู่อาศัยระยะยาว
อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ THE TITLE VILLA KIRARA โครงการพูลวิลล่าระดับลักชัวรี ราคาเริ่มต้นประมาณ 29 ล้านบาท ตั้งอยู่ภายในเมกะโปรเจกต์มิกซ์ยูส THE TITLE PARK ซึ่งมีขนาดกว่า 100 ไร่ โครงการรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการใช้ชีวิตแบบรีสอร์ตและให้ความสำคัญกับสุขภาพ ความสงบ และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
นอกจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแล้ว ASW ยังขยายธุรกิจบริการ Health & Wellness ผ่านบริษัทในเครือ ได้แก่ Vitala คลินิกกายภาพบำบัดและฟื้นฟูร่างกายที่ให้บริการโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย และ Rocket Fitness ฟิตเนสแนวคิดใหม่ที่เน้นทำเลเข้าถึงง่าย
ศุภาลัย-พฤกษา เน้นตอบโจทย์คุณภาพชีวิต
ขณะที่ ค่ายศุภาลัย พัฒนา ศุภวัฒนาลัย สระบุรี โครงการบ้านพักตากอากาศและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ตราคาเริ่มต้น: ประมาณ 1.3 ล้านบาท สัญญาเช่าระยะยาวหรืออยู่ได้ตลอดชีพ พื้นที่ใช้สอยประมาณ 55 ตารางเมตร การออกแบบ เน้นปลอดภัย ไร้รอยต่อ ป้องกันการลื่นล้ม และติดตั้งปุ่มกดฉุกเฉินภายในบ้านและสายรัดข้อมือ
ด้านพฤกษา โฮลดิ้ง วางกลยุทธ์ “Lifetime Well-Living อยู่ดี…ทั้งชีวิต” เพื่อเชื่อมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เข้ากับบริการด้านสุขภาพ โดยมีโรงพยาบาลวิมุตและธุรกิจเฮลท์แคร์ในเครือเป็นส่วนสำคัญของแนวทางดังกล่าว หนึ่งในบริการที่นำมาเชื่อมกับโครงการคือ Family Doctor หรือแพทย์ประจำครอบครัว รวมถึงแพทย์เฉพาะทางและการตรวจสุขภาพเชิงป้องกัน ปัจจุบันมีการนำร่องใน 14 โครงการ ครอบคลุมประมาณ 15,000 ยูนิต แนวทางนี้ทำให้ลูกบ้านสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้สะดวกขึ้น โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงพยาบาลวิมุต และหน่วยงานด้านสุขภาพอื่น ๆ ภายในเครือพฤกษา
กานดา –อรสิริน รับเทรนด์ผู้สูงอายุ
เช่นเดียวกับ บริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด นายอิสระ บุญยังกรรมการผู้จัดการมองว่าได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้สูงวัย โดยหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี2540 หรือกว่า20ปีก่อนได้เริ่ม เพิ่มพื้นที่ด้านล่างเป็นห้องสำหรับผู้สูงอายุพร้อมกับอุปกรณ์ สำหรับบ้านทาวน์เฮ้าส์บ้านเดี่ยวทั่วไป ส่วนบ้านระดับบน มองว่า มีลิฟท์โดยสาร สามารถทำห้องผู้สูงอายุให้อยู่ชั้นบนได้
ด้านอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.อรสิริน ระบุว่า อรสิรินปรับทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยยกเลิกแนวคิดการสร้างโครงการเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุแบบแยกส่วน แล้วหันมาใช้กลยุทธ์การออกแบบที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์การใช้งานตลอดช่วงชีวิต เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถซื้อและใช้ชีวิตอยู่ได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีไปจนถึงอายุ 80 ปี หรือสามารถอยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานอีก 30 ปี โดยไม่ต้องย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ ออกแบบเน้นฟังก์ชันการใช้งานที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตในวัย 70 ปีขึ้นไป
เช่น การจัดวางห้องนอนและห้องน้ำในพื้นที่ที่ไม่ต้องเดินขึ้นลงบันไดหลายชั้น และการปรับขนาดพื้นที่รอบบ้านไม่ให้กว้างขวางจนเกินไปเนื่องจากผู้สูงอายุอาจจะดูแลรักษาไม่ไหวในอนาคต โดยที่สมาชิกครอบครัวและลูกหลานยังคงสามารถร่วมอยู่อาศัยในบ้านหลังเดียวกันได้ สำหรับกลยุทธ์การรับมือและการให้บริการเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่อยู่อาศัยคนเดียวนั้น บริษัทได้แบ่งแนวทางดำเนินงานออกเป็นสองส่วนหลักคือ การออกแบบโครงสร้างของโครงการใหม่ให้รองรับการอยู่อาศัยระยะยาวจนถึงช่วงสูงวัย และการจัดตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อบริหารจัดการธุรกิจบริการเสริม (Services) สำหรับดูแลผู้สูงอายุในโครงการเดิมโดยเฉพาะ
การเคหะฯปูพรมทั่วประเทศ
ทางด้านการเคหะแห่งชาติ ขับเคลื่อนโครงการที่อยู่อาศัยและคอมเพล็กซ์สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบในราคาที่จับต้องได้ ได้แก่พื้นที่บางละมุงและร่มเกล้าพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุรวมเกือบ 3,000 หน่วย โครงการบ้านเคหะสุขเกษม: อาคารเช่าสำหรับผู้เกษียณอายุโดยเฉพาะ โครงการบ้านสบายเพื่อยายตา โครงการปรับปรุงหรือสร้างบ้านให้ผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง โดยในปี 2569 มีเป้าหมายปรับปรุง 32 หลังใน 10 จังหวัด

ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
หุ้น Nvidia พุ่งแรง ดัน S&P 500-NASDAQ ปิดบวก กระแสหุ้นเอไอ ฟื้นแรง

ดัชนี Nasdaq Composite ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อคืน หนุนโดยแรงซื้อหุ้น Nvidia หลังออกแนวโน้มรายได้สดใส และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอื่นๆ ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาด
ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนีแนสแด็ก คอมโพสิต Nasdaq Composite ปรับตัวสูงขึ้นในวันพฤหัสบดี (27 ส.ค. 69) หลังผลประกอบการล่าสุดของ Nvidia และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอื่น ๆ ช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน
ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี Nasdaq พุ่งขึ้น 1.57% ปิดที่ 26,541.35 จุด ขณะที่ S&P 500 บวก 0.72% ปิดที่ 7,730.99 จุด ส่วนดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average ขยับขึ้น 105.56 จุด หรือ 0.2% ปิดที่ 53,569.44 จุด
ถือเป็นวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ 4 ส.ค. ทั้งสำหรับกลุ่มหุ้นเทคโนโลยี ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite
หุ้น Nvidia พุ่งขึ้นแรง 8.7% หลังรายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด และให้แนวโน้มการเติบโตของรายได้ที่แข็งแกร่ง โดยบริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตถึง 70% ในปีงบประมาณ 2028 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ซึ่งสำรวจโดย LSEG คาดไว้ที่ 44% อย่างมาก รายได้ไตรมาสสองของปีงบประมาณก็เพิ่มขึ้น “มากกว่าสองเท่า” จากปีก่อนหน้า
- ตลาดพักถกเถียงฟองสบู่เอไอ
หุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ปรับขึ้นตามกัน โดย Broadcom บวก 4.5% ขณะที่ SK Hynix และ Intel เพิ่มขึ้น 2% และ 4% ตามลำดับ กองทุน ETF กลุ่มชิป VanEck Semiconductor ETF (SMH) เพิ่มขึ้น 3%
เมลิสซา บราวน์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยการตัดสินใจลงทุนระดับโลกของ SimCorp กล่าวว่า “ช่วงนี้มีการพูดกันเยอะเรื่องการจัดหาเงินแบบวนลูป (circular financing) ของบรรดาไฮเปอร์สเกลเลอร์ทั้งหลาย และว่ารายได้จะพอครอบคลุมต้นทุนมหาศาลที่กำลังเกิดขึ้นหรือไม่ ผลวันนี้อาจช่วย ‘พัก’ การถกเถียงนั้นไปได้สักพัก” พร้อมเสริมว่าหุ้นอื่น ๆ ในธีม AI “กำลังขี่กระแส Nvidia ไปด้วย”
เธอกล่าวถึงปัญหาการลงทุนวนในกลุ่มผู้ให้บริการระบบคลาวด์ขนาดใหญ่ (hyperscalers)
- เตือนอย่านอนใจ
นอกเหนือจาก Nvidia และหุ้นชิป Salesforce ทะยานขึ้นมากกว่า 22% หลังรายได้ออกมาดีกว่าที่วอลล์สตรีทคาดในไตรมาสสอง หุ้นซอฟต์แวร์อย่าง Adobe และ Autodesk ปรับขึ้น 5.7% และ 6.2% ตามลำดับ
ในกลุ่มไซเบอร์ซีเคียวริตี้ Okta ทะยานขึ้นมากกว่า 28% ขณะที่ CrowdStrike บวก 20.5% หลังผลประกอบการเหนือคาดและปรับเพิ่มแนวโน้มรายได้ โดยบริษัทต่างเห็นดีมานด์พุ่งแรงจาก agentic AI หรือ เอไอ เชิงตัวแทน ส่วนหุ้นไซเบอร์อื่น ๆ เช่น Palo Alto Networks ปรับขึ้นตามกัน โดยตัวนี้พุ่งเกือบ 13%
บราวน์ระบุว่า เนื่องจากเกิด “ความแตกต่างรุนแรง” ระหว่างหุ้นที่อยู่ในธีมลงทุน AI กับหุ้นในภาคส่วนอื่น ๆ ของตลาด ทำให้ความสัมพันธ์ร่วม (correlation) ระหว่างหุ้นต่ำลง ซึ่งส่งผลต่อภาพรวมความเสี่ยง
เธอกล่าวว่า “ความผันผวนรายตัวสูง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นต่ำ ซึ่งทำให้ความผันผวนโดยรวมของตลาดดูไม่สูงมาก” พร้อมเตือนว่า “สิ่งที่เรากังวลคือสถานการณ์แบบนี้อาจทำให้นักลงทุน ‘ตายใจ’ ว่าปลอดภัยกว่าความเป็นจริง”
ด้านมหภาค ผู้ค้ากำลังเตรียมรับงานสัมมนาประจำปีของธนาคารกลางสหรัฐ ที่แจ็กสันโฮล รัฐไวโอมิง ซึ่งประธานเฟด เควิน วอร์ช มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ปาฐกถาใหญ่ในวันศุกร์นี้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ใครต้องเจอใคร? ผลการจับสลากแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ฤดูกาล 2026-27

การแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2026-27 ได้มีพิธีการจับสลากรอบ “ลีก เฟส” (ระบบการแข่งขันแบบกึ่งลีกแทน) ออกมาเป็นที่เรียบร้อย ที่โมนาโก เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม ที่ผ่านมา
โดย “แชมป์เก่า” ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ต้องเจอกับ 2 ทีมแกร่งอย่าง บาร์เซโลนา และ แมนฯ ซิตี้ ขณะที่ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ก็หนักไม่แพ้กันเมื่อต้องพบกับ แอต.มาดริด, อินเตอร์ มิลาน และ บียาร์เรอัล

ขณะที่ “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด ที่หวนคืนถ้วยยุโรปใบใหญ่อีกครั้งในรอบ 3 ปี จะต้องเจอกับ บาเยิร์น มิวนิค และ แอต.มาดริด ส่วน “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล งานหนักทีเดียวหลังต้องพบ เรอัล มาดริด, บาเยิร์น มิวนิค และ ดอร์ทมุนด์
ผลจับสลากยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2026-27 ทีมไหนเจอกันบ้าง
กลุ่มทีมจากโถ 1

เปแอสเช (ฝรั่งเศส) : บาร์เซโลน่า (สเปน), แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ), โรม่า (อิตาลี), แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ), กาลาตาซาราย (ตุรกี), บียาร์เรอัล (สเปน), สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย), โคโม่ (อิตาลี)
บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี) : อาร์เซน่อล (อังกฤษ), แอต.มาดริด (สเปน), เรอัล เบติส (สเปน), แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก), ลีลล์ (ฝรั่งเศส), สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย) , ไวกิ้ง (นอร์เวย์)
เรอัล มาดริด (สเปน) : อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), อาร์เซน่อล (อังกฤษ), พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์), โรม่า (อิตาลี), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน), ลินซ์ (ออสเตรีย) , เออีเค เอเธนส์ (กรีซ)
ลิเวอร์พูล (อังกฤษ) : แอต.มาดริด (สเปน) , อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), คลับ บรูช (เบลเยียม), บียาร์เรอัล (สเปน), เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี), ล็องส์ (ฝรั่งเศส), ลินซ์ (ออสเตรีย) เสื้อลิเวอร์พูล
อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี) : ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), เรอัล มาดริด (สเปน), คลับ บรูช (เบลเยียม), ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน), เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์), สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี), สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย)
แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ) : เปแอสเช (ฝรั่งเศส), บาร์เซโลน่า (สเปน), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), นาโปลี (อิตาลี), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), เออีเค เอเธนส์ (กรีซ) , ล็องส์ (ฝรั่งเศส)
อาร์เซน่อล (อังกฤษ) : เรอัล มาดริด (สเปน), บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), เรอัล เบติส (สเปน), ลีลล์ (ฝรั่งเศส), นาโปลี (อิตาลี), ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน), สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย)
บาร์เซโลน่า (สเปน) : แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ), เปแอสเช (ฝรั่งเศส), แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์), กาลาตาซาราย (ตุรกี), โคโม่ (อิตาลี), ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน)
แอต.มาดริด (สเปน) : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์), เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี), โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก), ไวกิ้ง (นอร์เวย์) , สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี)
กลุ่มทีมจากโถ 2

ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี) : อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), อาร์เซน่อล (อังกฤษ), เรอัล เบติส (สเปน), แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ), บียาร์เรอัล (สเปน), โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก), เออีเค เอเธนส์ (กรีซ), ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน)
โรม่า (อิตาลี) : เรอัล มาดริด (สเปน), เปแอสเช (ฝรั่งเศส), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), ลีลล์ (ฝรั่งเศส), เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี), สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย) เออีเค เอเธนส์ (กรีซ)
สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส) : บาร์เซโลน่า (สเปน), แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ), แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), โรม่า (อิตาลี), กาลาตาซาราย (ตุรกี), ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน), ลินซ์ (ออสเตรีย), ล็องส์ (ฝรั่งเศส)
แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ) : เปแอสเช (ฝรั่งเศส), บาร์เซโลน่า (สเปน), ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), คลับ บรูช (เบลเยียม), เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี), กาลาตาซาราย (ตุรกี), ไวกิ้ง (นอร์เวย์), สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย)
ปอร์โต้ (โปรตุเกส) : แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์), เรอัล เบติส (สเปน), นาโปลี (อิตาลี), เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์), สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย), ลินซ์ (ออสเตรีย)
แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ) : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), แอต.มาดริด (สเปน), โรม่า (อิตาลี), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), บียาร์เรอัล (สเปน), ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน), โคโม่ (อิตาลี)
Powered by
GliaStudios
คลับ บรูช (เบลเยียม) : ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ), พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์), โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก), นาโปลี (อิตาลี) , ล็องส์ (ฝรั่งเศส) , สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี)
เรอัล เบติส (สเปน) : อาร์เซน่อล (อังกฤษ), บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์), ลีลล์ (ฝรั่งเศส), โคโม่ (อิตาลี), สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย)
พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์) : แอต.มาดริด (สเปน), เรอัล มาดริด (สเปน), คลับ บรูช (เบลเยียม), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี) , สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี), ไวกิ้ง (นอร์เวย์)
กลุ่มทีมจากโถ 3

เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์) : อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), บาร์เซโลน่า (สเปน), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), เรอัล เบติส (สเปน), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), กาลาตาซาราย (ตุรกี), โคโม่ (อิตาลี), ไวกิ้ง (นอร์เวย์)
ลีลล์ (ฝรั่งเศส) : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), อาร์เซน่อล (อังกฤษ), เรอัล เบติส (สเปน), โรม่า (อิตาลี), กาลาตาซาราย (ตุรกี), โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก), สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย), สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี)
โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก) : แอต.มาดริด (สเปน), บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), คลับ บรูช (เบลเยียม), ลีลล์ (ฝรั่งเศส), นาโปลี (อิตาลี), ลินซ์ (ออสเตรีย), ล็องส์ (ฝรั่งเศส)
นาโปลี (อิตาลี) : อาร์เซน่อล (อังกฤษ), แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ), คลับ บรูช (เบลเยียม), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก), บียาร์เรอัล (สเปน), ไวกิ้ง (นอร์เวย์), ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน)
แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี) : แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ), เรอัล มาดริด (สเปน), พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์), แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน), เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์), ล็องส์ (ฝรั่งเศส), โคโม่ (อิตาลี)
บียาร์เรอัล (สเปน) : เปแอสเช (ฝรั่งเศส), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), นาโปลี (อิตาลี), เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี), ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน) , สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย)
เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี) : ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), แอต.มาดริด (สเปน), โรม่า (อิตาลี), แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ), บียาร์เรอัล (สเปน), ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน), สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย), ลินซ์ (ออสเตรีย)
ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน) : เรอัล มาดริด (สเปน), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์), เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), เออีเค เอเธนส์ (กรีซ), สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย)
กาลาตาซาราย (ตุรกี) : บาร์เซโลน่า (สเปน), เปแอสเช (ฝรั่งเศส), แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์), ลีลล์ (ฝรั่งเศส), สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี), เออีเค เอเธนส์ (กรีซ)
กลุ่มทีมจากโถ 4

สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย) : อาร์เซน่อล (อังกฤษ), บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), บียาร์เรอัล (สเปน), เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี), ล็องส์ (ฝรั่งเศส), ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน)
สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย) : อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), เปแอสเช (ฝรั่งเศส), เรอัล เบติส (สเปน), โรม่า (อิตาลี), ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน), ลีลล์ (ฝรั่งเศส), สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี), ลินซ์ (ออสเตรีย)
สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี) : แอต.มาดริด (สเปน), อินเตอร์ มิลาน (อิตาลี), คลับ บรูช (เบลเยียม), พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์), ลีลล์ (ฝรั่งเศส), กาลาตาซาราย (ตุรกี), ไวกิ้ง (นอร์เวย์), สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย)
เออีเค เอเธนส์ (กรีซ) : เรอัล มาดริด (สเปน), แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ), โรม่า (อิตาลี), โบรุสเซีย ดอร์มุนด์ (เยอรมนี), กาลาตาซาราย (ตุรกี), ชัคตาร์ โดเนตส์ค (ยูเครน), ลินซ์ (ออสเตรีย) , โคโม่ (อิตาลี)
ลินซ์ (ออสเตรีย) : ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), เรอัล มาดริด (สเปน), ปอร์โต้ (โปรตุเกส), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), เฟเนร์บาห์เช่ (ตุรกี), โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก), สโลวาน บราติสลาว่า (สโลวาเกีย), เออีเค เอเธนส์ (กรีซ)
โคโม่ (อิตาลี) : เปแอสเช (ฝรั่งเศส), บาร์เซโลน่า (สเปน), แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), เรอัล เบติส (สเปน), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์), เออีเค เอเธนส์ (กรีซ), ล็องส์ (ฝรั่งเศส)
ล็องส์ (ฝรั่งเศส) : แมนฯ ซิตี้ (อังกฤษ), ลิเวอร์พูล (อังกฤษ), สปอร์ติ้ง ลิสบอน (โปรตุเกส), คลับ บรูช (เบลเยียม), โบโด/กลิมท์ (เดนมาร์ก), แอร์เบ ไลป์ซิก (เยอรมนี), โคโม่ (อิตาลี), สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย) เสื้อลิเวอร์พูล
ไวกิ้ง (นอร์เวย์) : บาเยิร์น มิวนิค (เยอรมนี), แอต.มาดริด (สเปน), พีเอสวี (เนเธอร์แลนด์), แอสตัน วิลล่า (อังกฤษ), เฟเยนูร์ด (เนเธอร์แลนด์), นาโปลี (อิตาลี), ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน), สตุ๊ตการ์ท (เยอรมนี)
ซาบาห์ (อาเซอร์ไบจาน) : บาร์เซโลน่า (สเปน), อาร์เซน่อล (อังกฤษ), ดอร์ทมุนด์ (เยอรมนี), แมนฯ ยูไนเต็ด (อังกฤษ), นาโปลี (อิตาลี), บียาร์เรอัล (สเปน), สลาเวีย ปราก (เช็กเกีย) ,ไวกิ้ง (นอร์เวย์)
สำหรับ การแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาล 2026-27 จะเปิดสนามเกมแรกในวันที่ 8-10 กันยายน 2026 และ รอบชิงชนะเลิศ จะจัดขึ้นในวันที่ 5 มิถุนายน 2027 ณ สนามกีฬาเมโทรโปลิตาโน ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
กินผักก็ต้องระวัง! เปิดลิสต์ 5 ผักใกล้ตัว คนเป็นโรคไต-นิ่ว ควรรู้ กินอย่างไรไม่เพิ่มเสี่ยง

เปิด 5 ผักที่ผู้ป่วยโรคไตและผู้มีนิ่ว ควรระวัง พร้อมวิธีกินอย่างไรให้ได้ประโยชน์ ปลอดภัย
ผักเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตหรือผู้ที่เคยเป็นนิ่วในไต การเลือกผักอาจต้องละเอียดกว่าคนทั่วไป เพราะผักบางชนิดมีออกซาเลต โพแทสเซียม หรือโปรตีนจากพืชในปริมาณที่ต้องนำมาคำนวณร่วมกับอาหารอื่นตลอดทั้งวัน
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ต้องระวัง” ไม่ได้หมายความว่าผักเหล่านี้เป็นอาหารอันตราย หรือผู้ป่วยทุกคนต้องงดโดยเด็ดขาด เนื่องจากโรคไตมีหลายระยะ ขณะที่นิ่วในไตก็มีหลายชนิด อาหารที่ต้องจำกัดจึงแตกต่างกันตามผลเลือด การทำงานของไต และคำแนะนำของแพทย์
โรคไตกับนิ่วในไต ต้องควบคุมอาหารเหมือนกันหรือไม่?
ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังบางรายอาจต้องควบคุมโพแทสเซียม โซเดียม ฟอสฟอรัส โปรตีน หรือปริมาณน้ำ โดยพิจารณาจากระยะของโรคและผลตรวจเลือด ผู้ป่วยระยะแรกจำนวนมากอาจยังรับประทานผักได้ตามปกติ ขณะที่ผู้มีโพแทสเซียมในเลือดสูงอาจต้องเลือกชนิดและจำกัดปริมาณมากขึ้น
ส่วนผู้ที่เคยเป็นนิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลต อาจได้รับคำแนะนำให้ลดอาหารที่มีออกซาเลตสูง เช่น ผักโขม แต่ไม่ควรงดแคลเซียมจากอาหารเอง เพราะการได้รับแคลเซียมอย่างเหมาะสมพร้อมมื้ออาหารอาจช่วยจับออกซาเลตภายในลำไส้และลดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้
1. ขึ้นฉ่าย ผู้มีนิ่วในไตควรกินอย่างไร?
ขึ้นฉ่ายมีน้ำ ใยอาหาร และสารอาหารหลายชนิด แต่มีออกซาเลตตามธรรมชาติ จึงเป็นผักที่ผู้มีประวัตินิ่วชนิดแคลเซียมออกซาเลตควรควบคุมปริมาณ โดยเฉพาะการกินครั้งละมากๆ หรือการนำไปปั่นเป็นน้ำผักเข้มข้น
การกินขึ้นฉ่ายเป็นส่วนประกอบในอาหารแตกต่างจากการคั้นขึ้นฉ่ายหลายก้านรวมอยู่ในเครื่องดื่มแก้วเดียว หากต้องควบคุมออกซาเลตหรือโพแทสเซียม ควรกินในปริมาณเล็กน้อยร่วมกับผักชนิดอื่น และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำขึ้นฉ่ายเข้มข้นทุกวันเพื่อหวังผลดีท็อกซ์
วิธีกินขึ้นฉ่ายให้ปลอดภัย
- ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร ไม่กินปริมาณมากเป็นผักหลักทุกมื้อ
- หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำขึ้นฉ่ายเข้มข้นเป็นประจำ
- ผู้มีนิ่วแคลเซียมออกซาเลตควรสอบถามแพทย์ถึงปริมาณที่เหมาะสม
- ผู้ป่วยโรคไตที่มีโพแทสเซียมสูงต้องนับรวมกับอาหารชนิดอื่นตลอดวัน
2. ผักโขมมีออกซาเลตสูง ใครบ้างควรระวัง?
ผักโขมเป็นแหล่งของโฟเลต ใยอาหาร และวิตามินหลายชนิด แต่ก็เป็นผักที่มีออกซาเลตสูงอย่างชัดเจน ผู้ที่เคยเป็นนิ่วแคลเซียมออกซาเลตจึงไม่ควรกินครั้งละมากๆ หรือนำผักโขมจำนวนมากไปปั่นเป็นสมูทตี้อย่างต่อเนื่อง
ผักโขมปรุงสุกอาจมีปริมาณต่อถ้วยมากกว่าผักสด เพราะใบผักยุบตัวหลังผ่านความร้อน ทำให้เผลอกินได้มากขึ้น นอกจากนี้ ผักโขมยังมีโพแทสเซียม ผู้ป่วยโรคไตที่มีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงจึงต้องระวังทั้งชนิด วิธีปรุง และขนาดของมื้อ
วิธีกินผักโขมให้ปลอดภัย
- กินในปริมาณพอเหมาะและสลับกับผักชนิดอื่น
- ต้มในน้ำแล้วเทน้ำทิ้ง อาจช่วยลดสารที่ละลายน้ำได้บางส่วน
- ไม่ดื่มสมูทตี้ผักโขมเข้มข้นเป็นประจำ หากเคยเป็นนิ่วแคลเซียมออกซาเลต
- ไม่ควรงดแคลเซียมจากอาหารเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อน
3. แห้ว ผู้ป่วยโรคไตกินได้ไหม?
แห้วมีเนื้อสัมผัสกรอบและมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่าผักใบหลายชนิด แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่าการกินแห้วในปริมาณปกติทำให้ไตเสื่อมหรือไตวายโดยตรง สิ่งที่ผู้ป่วยโรคไตควรพิจารณาคือขนาดของมื้อ ปริมาณโพแทสเซียม และส่วนประกอบอื่นในเมนู
อาหารที่มีแห้วมักผ่านการผัดและเติมซอสปรุงรส หากใส่น้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสสำเร็จรูปมากเกินไป โซเดียมจากเครื่องปรุงอาจเป็นสิ่งที่ต้องระวังมากกว่าตัวแห้ว โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง บวม หรือได้รับคำสั่งให้จำกัดเกลือ
วิธีกินแห้วให้ปลอดภัย
- กินในปริมาณพอเหมาะ ไม่ใช้เป็นส่วนประกอบหลักปริมาณมาก
- เลือกเมนูต้ม นึ่ง หรือผัดน้ำมันน้อย
- ลดน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม และผงปรุงรส
- ผู้ที่ต้องจำกัดโพแทสเซียมควรสอบถามนักกำหนดอาหารถึงขนาดมื้อที่เหมาะสม
4. มะระมีผลต่อไตหรือไม่?
มะระเป็นผักที่มีใยอาหารและให้พลังงานต่ำ ยังไม่มีหลักฐานหนักแน่นว่าการกินมะระเป็นอาหารในปริมาณปกติจะทำลายเซลล์ไตในคนทั่วไป ดังนั้น ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดมะระเพียงเพราะพบข้อความเตือนบนโลกออนไลน์
สิ่งที่ควรระวังคือการดื่มน้ำมะระหรือใช้สารสกัดเข้มข้นเพื่อหวังลดน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาอยู่ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลต่ำ ขณะที่เมนูมะระยัดไส้หรือต้มจืดอาจมีโซเดียมสูงจากน้ำซุปและเครื่องปรุง
วิธีกินมะระให้ปลอดภัย
- กินเป็นอาหารในปริมาณเหมาะสม ไม่ใช้แทนยารักษาโรค
- ลดเค็มในเมนูมะระยัดไส้และต้มจืด
- หลีกเลี่ยงน้ำมะระหรือสารสกัดเข้มข้นโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- ผู้ป่วยเบาหวานควรติดตามระดับน้ำตาลหากกินมะระเป็นประจำ
5. ถั่วฝักยาวและถั่วงอก ผู้ป่วยโรคไตกินได้ไหม?
ถั่วฝักยาว ถั่วงอก และพืชตระกูลถั่วเป็นแหล่งของใยอาหารและโปรตีนจากพืช แต่มีสารอาหารแตกต่างกัน จึงไม่ควรถูกจัดเป็นอาหารอันตรายต่อไตทั้งหมด ในคนสุขภาพดี การรับประทานถั่วเหล่านี้ในปริมาณปกติไม่ได้ทำให้ไตต้องทำงานหนักจนเกิดไตวาย
สำหรับผู้ป่วยโรคไต ปริมาณโปรตีนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับระยะของโรค ผู้ที่ยังไม่ได้ฟอกไตบางรายอาจต้องจำกัดโปรตีน ขณะที่ผู้ฟอกไตบางคนกลับต้องได้รับโปรตีนเพิ่ม นอกจากนี้ ถั่วบางชนิดอาจมีโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสที่ต้องนำมาคำนวณร่วมกับอาหารอื่น
วิธีกินถั่วให้ปลอดภัย
- ปรุงถั่วฝักยาวและถั่วชนิดต่างๆ ให้สุกทั่วถึง
- กินเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหาร ไม่เพิ่มทั้งถั่ว เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์โปรตีนพร้อมกันมากเกินไป
- ลดซอสและเครื่องปรุงเค็มในเมนูผัดหรือต้ม
- ผู้ป่วยโรคไตควรนับโปรตีนตามแผนอาหารที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารกำหนด
วิธีลดโพแทสเซียมในผักสำหรับผู้ป่วยโรคไต
ผู้ป่วยที่ได้รับคำแนะนำให้จำกัดโพแทสเซียมอาจลดปริมาณในผักบางชนิดได้ด้วยการหั่นเป็นชิ้นเล็ก แช่หรือต้มในน้ำปริมาณมาก แล้วเทน้ำทิ้งก่อนนำไปปรุงต่อ วิธีนี้อาจช่วยลดโพแทสเซียมบางส่วน แต่ไม่สามารถทำให้ผักทุกชนิดกลายเป็นอาหารโพแทสเซียมต่ำได้
ไม่ควรนำน้ำต้มผักกลับมาทำเป็นน้ำซุป เพราะโพแทสเซียมบางส่วนจะละลายอยู่ในน้ำ ขณะเดียวกัน การต้มไม่สามารถใช้ทดแทนการควบคุมขนาดมื้อได้ ผู้ป่วยจึงยังต้องกินในปริมาณตามคำแนะนำของผู้ดูแล
ผู้ป่วยโรคไตควรกินผักอย่างไรให้ปลอดภัย?
- ตรวจผลเลือดก่อนจำกัดอาหาร โดยเฉพาะระดับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และการทำงานของไต
- กินผักให้หลากหลาย ไม่กินผักชนิดเดียวปริมาณมากติดต่อกันทุกวัน
- ควบคุมขนาดมื้อ เพราะแม้เป็นผักที่กินได้ แต่การกินมากเกินไปอาจทำให้ได้รับแร่ธาตุเกินแผน
- ลดเค็ม หลีกเลี่ยงน้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส ผงปรุงรส และอาหารแปรรูป
- ระวังน้ำผักเข้มข้น เพราะผักหลายกำมืออาจถูกรวมอยู่ในเครื่องดื่มเพียงแก้วเดียว
- อย่าจำกัดน้ำด้วยตนเอง ปริมาณน้ำที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการทำงานของไต อาการบวม และการรักษา
- ปรึกษานักกำหนดอาหารโรคไต เพื่อวางเมนูให้ได้สารอาหารเพียงพอโดยไม่เพิ่มภาระต่อไต
คนเป็นนิ่วในไตควรกินผักอย่างไร?
ผู้ที่เคยเป็นนิ่วควรตรวจให้ทราบก่อนว่าเป็นนิ่วชนิดใด เพราะไม่ใช่นิ่วทุกชนิดเกิดจากออกซาเลต หากเป็นนิ่วแคลเซียมออกซาเลต แพทย์อาจแนะนำให้จำกัดอาหารที่มีออกซาเลตสูง ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดโซเดียม และรับแคลเซียมจากอาหารในปริมาณเหมาะสม
การงดแคลเซียมทั้งหมดอาจไม่ช่วยป้องกันนิ่ว และในบางกรณีอาจทำให้ร่างกายดูดซึมออกซาเลตมากขึ้น ผู้ป่วยจึงไม่ควรงดนม ผลิตภัณฑ์นม หรืออาหารที่มีแคลเซียมโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สรุป 5 ผักนี้ต้องงดหรือไม่?
ขึ้นฉ่าย ผักโขม แห้ว มะระ และถั่ว ไม่ใช่ผักต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยทุกคน ผักโขมและผักที่มีออกซาเลตสูงเป็นกลุ่มที่ผู้มีนิ่วแคลเซียมออกซาเลตควรระวังเป็นพิเศษ ส่วนผู้ป่วยโรคไตควรพิจารณาโพแทสเซียม โปรตีน โซเดียม และขนาดมื้อตามผลตรวจของตนเอง
หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การเลิกกินผัก แต่เป็นการเลือกชนิดให้เหมาะ กินในปริมาณพอดี ปรุงอย่างถูกวิธี และลดเครื่องปรุงเค็ม หากยังไม่ทราบว่าต้องควบคุมสารอาหารชนิดใด ไม่ควรงดอาหารจากคำเตือนทั่วไป เพราะการจำกัดมากเกินไปอาจทำให้ได้รับพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอได้
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ควรฝึกอะไรก่อน: ประชุม อีเมล หรือพรีเซนต์

ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน ควรฝึกอะไรก่อน? ให้เริ่มจากสถานการณ์งานครั้งถัดไปที่ต้องใช้จริง ไม่ต้องรอให้เก่งครบทุกเรื่องก่อน หากมีประชุมก่อน ให้ฝึกฟังประเด็น ขอให้อีกฝ่ายพูดซ้ำ แสดงความคิดเห็นสั้น ๆ และสรุปสิ่งที่ต้องทำ ถ้าต้องส่งอีเมลก่อน ให้ฝึกโครงสร้างข้อความและน้ำเสียง ส่วนพรีเซนต์ควรเริ่มจากการเปิดเรื่อง อธิบายข้อมูล และรับคำถาม
คำตอบสั้น: เลือก 1 สถานการณ์ที่มีผลต่องานมากที่สุดในช่วง 7–30 วัน แล้วแตกเป็นภารกิจเล็กที่ซ้อมซ้ำได้ เช่น “อัปเดตงาน 60 วินาที” หรือ “ตอบคำถามลูกค้า 3 แบบ” วิธีนี้ช่วยให้คุณเริ่มใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานโดยไม่ต้องไล่เรียนทุกหัวข้อพร้อมกัน และมองเห็นความคืบหน้าจากสิ่งที่ทำได้จริง
ประชุม อีเมล หรือพรีเซนต์ ควรฝึกอะไรก่อน
ให้เลือกจาก งานที่ใกล้ที่สุด ผลกระทบสูงที่สุด และจุดที่ทำให้คุณติดขัดที่สุด ตารางนี้ช่วยตัดสินใจได้ภายในไม่กี่นาที
บนโทรศัพท์ เลื่อนตารางภายในกรอบไปทางซ้าย–ขวาได้ ข้อมูลทุกคอลัมน์ยังคงอยู่ครบและหน้าเว็บจะไม่ล้นออกนอกจอ
| งานที่ต้องใช้ก่อน | เริ่มฝึก 4 เรื่องนี้ | ภารกิจซ้อมที่วัดได้ | สัญญาณว่าพร้อมใช้มากขึ้น |
|---|---|---|---|
| ประชุม | จับประเด็น ขอให้พูดซ้ำ แสดงความเห็น สรุปงาน | อัปเดตงาน 60–90 วินาที และตอบคำถามต่อ 3 ข้อ | พูดสารสำคัญครบและยืนยัน next step ได้ |
| คุยกับลูกค้า | ถามความต้องการ อธิบายปัญหา เสนอทางเลือก ยืนยันความเข้าใจ | Role-play บทสนทนา 5 นาทีจากเคสจริง | คุมบทสนทนาและปิดด้วยสิ่งที่ต้องทำต่อได้ |
| พรีเซนต์ | เปิดเรื่อง อธิบายข้อมูล เชื่อมประเด็น รับคำถาม | นำเสนอสไลด์จริง 3 หน้าและทำ Q&A | ไม่ต้องอ่านทุกบรรทัดและตอบคำถามเป็นลำดับได้ |
| อีเมล | วัตถุประสงค์ น้ำเสียง โครงสร้าง การติดตาม | เขียนอีเมลจริง 3 แบบ: ขอข้อมูล แจ้งปัญหา ติดตามงาน | ผู้อ่านรู้ทันทีว่าต้องทำอะไร เมื่อไร และเพราะอะไร |
| พื้นฐานยังน้อย | ประโยคหลักในชีวิตประจำวัน + คำศัพท์จากงาน + การฟังคำถาม | แนะนำตัว อธิบายหน้าที่ และตอบคำถามพื้นฐานเรื่องงาน | สื่อสารใจความสำคัญได้โดยไม่หยุดทุกประโยค |
ใช้ Work English Priority Map หา “จุดเริ่มที่ตรงกับงาน”
กรอบนี้เป็นแนวทางของ Engduo สำหรับเปลี่ยนความรู้สึกกว้าง ๆ ว่า “ภาษาอังกฤษไม่ดี” ให้กลายเป็นแผนฝึกที่ลงมือทำได้
1. งานที่ต้องทำระบุเหตุการณ์จริง ผู้ฟัง และวันที่ต้องใช้ เช่น ประชุมกับทีมต่างประเทศสัปดาห์หน้า
2. ภาษาที่ติดแยกให้ชัดว่าติดฟังไม่ทัน เริ่มประโยคไม่ได้ คำศัพท์ไม่พอ หรือกลัวตอบผิด
3. ภารกิจที่ต้องซ้อมกำหนดงานสั้นที่ทำซ้ำและเทียบได้ เช่น อัปเดตงาน 90 วินาทีโดยมีหัวข้อครบ
การเริ่มจาก “สิ่งที่ต้องทำได้” สอดคล้องกับแนวคิด can-do descriptors ของ CEFR ซึ่งอธิบายความสามารถผ่านกิจกรรมการสื่อสารที่ผู้ใช้ภาษาทำได้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ตามข้อมูลจาก Council of Europe ขณะเดียวกัน Cambridge Workplace English Tool ก็แยกระดับที่งานต้องการเป็นการพูด ฟัง อ่าน และเขียนตามบทบาทงาน จึงไม่จำเป็นต้องพัฒนาทุกทักษะในสัดส่วนเท่ากันตั้งแต่วันแรก

เลือกงานที่ต้องใช้ ระบุอุปสรรค แล้วเปลี่ยนเป็นภารกิจซ้อมที่นำไปใช้กับงานจริง
ถ้ามีประชุมกับต่างชาติเร็ว ๆ นี้ ให้เริ่มแบบนี้
เตรียม 5 ประโยคหลักก่อนเข้าประชุม
เตรียมประโยคสำหรับบอกสถานะงาน ประเด็นที่ติด สิ่งที่ต้องการจากทีม ความเห็นของคุณ และขั้นตอนถัดไป ไม่จำเป็นต้องเขียนสคริปต์ยาวทั้งการประชุม เพราะเมื่อคำถามเปลี่ยน คุณจะกลับไปอ่านตามไม่ได้
ซ้อม “ขอเวลา” และ “ขอความชัดเจน”
คนทำงานไม่จำเป็นต้องตอบทุกเรื่องทันที ฝึกประโยคสำหรับขอให้อธิบายซ้ำ ตรวจความเข้าใจ และขอกลับไปยืนยันข้อมูล ช่วยให้สื่อสารอย่างมืออาชีพโดยไม่ต้องเดาคำตอบ
ทำรอบ Role-play ที่มีคำถามแทรก
รอบแรกเน้นให้สารครบ รอบต่อไปเพิ่มคำถามที่ไม่อยู่ในสคริปต์ แล้วลองตอบใหม่หลังได้รับ Feedback เป้าหมายไม่ใช่ท่องคำตอบ แต่คือดึงภาษาที่เตรียมไว้มาใช้เมื่อบทสนทนาเปลี่ยน
ถ้าต้องใช้อีเมลมากกว่าเสียงพูด ควรเริ่มจากอะไร
อีเมลที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้คำยาก แต่ต้องทำให้ผู้อ่านเข้าใจ จุดประสงค์ บริบท สิ่งที่ต้องทำ และกำหนดเวลา ลองฝึกจากข้อความจริงโดยตัดข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลลับออก แล้วตรวจ 4 เรื่องนี้
- หัวข้อและประโยคแรกบอกจุดประสงค์ตรงหรือไม่
- น้ำเสียงเหมาะกับลูกค้า หัวหน้า หรือเพื่อนร่วมงานหรือไม่
- คำขอและกำหนดเวลาชัดเจนหรือไม่
- ผู้รับอ่านจบแล้วรู้หรือไม่ว่าต้องตอบหรือทำอะไรต่อ
หากงานของคุณต้องประชุมและส่งอีเมลคู่กัน ให้ใช้หัวข้อเดียวกันฝึกทั้งพูดและเขียน เช่น อธิบายปัญหาใน Role-play ก่อน แล้วเขียนอีเมลสรุปหลังประชุม วิธีนี้เชื่อมภาษาเข้ากับกระบวนการทำงานจริงได้ดีกว่าแยกเรียนเป็นบทที่ไม่เกี่ยวกัน
พื้นฐานน้อย เรียน Business English ได้ไหม
เริ่มได้ หากปรับความยากและเลือกสถานการณ์ให้เหมาะ ไม่ต้องรอให้ General English สมบูรณ์ก่อน แต่ผู้เรียนที่ยังสร้างประโยคพื้นฐานหรือฟังคำถามสั้น ๆ ได้ยาก ควรพัฒนาพื้นฐานควบคู่กับคำศัพท์และบทสนทนาจากงาน
ตัวอย่างเช่น เรียนโครงสร้างแนะนำตัวและอธิบายกิจวัตรจาก คอร์ส General English แล้วนำคำศัพท์ตำแหน่ง หน้าที่ และโปรเจกต์ของตนมาฝึกในบริบทงาน หากยังตัดสินใจไม่ได้ว่าแนวไหนเหมาะกว่า ดูความต่างระหว่าง Business English กับ General English ก่อนเลือกเส้นทางได้
หากปัญหาหลักคือการพูดโต้ตอบในบริบทงานโดยตรง สามารถดูแนวทาง ฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการทำงาน เพิ่มเติมได้ ส่วนบทความนี้ทำหน้าที่ช่วยเลือกก่อนว่าควรหยิบสถานการณ์ใดมาฝึกเป็นลำดับแรก
แผนฝึกหนึ่งสถานการณ์ในคลาสสด
- เตรียมภาษา: เลือกคำศัพท์ โครงสร้าง และวลีที่ต้องใช้กับงานนั้น
- ซ้อมสถานการณ์: พูดหรือเขียนภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงของจริง
- รับ Feedback และลองใหม่: แก้ความชัดเจน ความถูกต้อง น้ำเสียง และวิธีตอบโต้ แล้วทำภารกิจเดิมอีกรอบ
คำถามที่พบบ่อย
พูดภาษาอังกฤษในที่ทำงานไม่ได้เลย ควรเริ่มจากแกรมมาร์หรือการพูด
เริ่มจากประโยคและโครงสร้างที่จำเป็นต่อสถานการณ์งาน แล้วนำไปพูดในภารกิจสั้น ๆ ทันที จากนั้นค่อยแก้แกรมมาร์ที่กระทบความหมายหรือเกิดซ้ำ วิธีนี้ทำให้แกรมมาร์เชื่อมกับการใช้งาน แทนที่จะรอเรียนกฎครบก่อนจึงเริ่มพูด
มีประชุมกับต่างชาติสัปดาห์หน้า ควรเตรียมอะไร
เตรียม 5 ประโยคหลักเกี่ยวกับสถานะงาน ปัญหา ความต้องการ ความเห็น และ next step พร้อมวลีขอให้อธิบายซ้ำและตรวจความเข้าใจ แล้วซ้อม Role-play ที่มีคำถามแทรกอย่างน้อยหนึ่งรอบ
ควรฝึกพูดหรือเขียนอีเมลก่อน
เลือกทักษะที่ต้องใช้ก่อนและมีผลต่องานมากกว่า หากต้องใช้ทั้งคู่ ให้ฝึกจากหัวข้อเดียวกัน เช่น พูดอัปเดตปัญหาในประชุม แล้วเขียนอีเมลสรุปสิ่งที่ตกลง เพื่อให้คำศัพท์และโครงสร้างต่อยอดกัน
พื้นฐานน้อย เริ่มคอร์สภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานได้ไหม
ได้ โดยเริ่มจากประโยคพื้นฐานที่ใช้กับหน้าที่และกิจวัตรในงาน แล้วเพิ่มสถานการณ์ทีละขั้น ผู้เรียนบางคนเหมาะกับการผสม General English และ Business English มากกว่าการเลือกเพียงด้านเดียว
ครู Native หรือ Filipino เหมาะกับคนทำงานมากกว่า
ทั้งสองแบบช่วยพัฒนาได้ ควรเลือกจากคนที่คุณต้องสื่อสารด้วย สำเนียงและความเร็วที่ต้องฝึก รูปแบบ Feedback และความสบายใจในการพูด Engduo เปิดให้เลือกครู Native หรือ Filipino ในทุกคอร์ส
จะรู้ได้อย่างไรว่าภาษาอังกฤษเพื่อการทำงานดีขึ้น
กำหนดภารกิจตัวอย่างก่อนเริ่ม เช่น อัปเดตงาน 90 วินาทีหรือตอบคำถามลูกค้า 3 แบบ แล้วทำภารกิจใกล้เคียงกันซ้ำ ดูความครบของสาร ความชัดเจน ความถูกต้อง คำศัพท์ที่ใช้ได้ และการตอบโต้ ไม่ควรวัดจากความรู้สึกหรือจำนวนบทเรียนอย่างเดียว
สรุป: เริ่มจากงานที่ต้องใช้ แล้วฝึกให้ทำงานนั้นได้ดีขึ้น
คุณไม่จำเป็นต้องรอให้ภาษาอังกฤษดีครบทุกด้านก่อนเริ่มใช้ในงาน เลือกสถานการณ์ที่สำคัญที่สุดหนึ่งเรื่อง แยกจุดที่ติด และเปลี่ยนเป็นภารกิจซ้อมที่ทำซ้ำได้ หากยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากประชุม อีเมล พรีเซนต์ หรือพื้นฐาน ส่งตัวอย่างงานของคุณให้ทีม Engduo ช่วยจัดลำดับและแนะนำแนวทางเรียนที่เหมาะก่อนตัดสินใจได้
ขอบคุณข้อมูลจาก engduothailand.com
‘Shadow AI’ เพิ่มแรงกดดันองค์กร เร่งปรับกลยุทธ์คุมความเสี่ยงไซเบอร์

- ช่องโหว่ AI เป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่สุด
- “Shadow AI” เพิ่มความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและการละเมิดความปลอดภัย
- การที่พนักงานใช้เครื่องมือ AI ภายนอก เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทำให้องค์กรต้องเผชิญแรงกดดันในการจัดการความปลอดภัยภายใน
- ธุรกิจที่บูรณาการความปลอดภัยไซเบอร์เข้ากับกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น จะอยู่ในจุดที่ดีกว่าในการสร้างสรรค์นวัตกรรม
การเร่งนำ AI เข้ามาใช้ในองค์กรกำลังเปลี่ยนโจทย์ด้านความปลอดภัยไซเบอร์ จากการรับมือภัยคุกคามภายนอก สู่การควบคุมความเสี่ยงที่เกิดขึ้นภายในองค์กรควบคู่กัน
ผลการวิจัยล่าสุดของ “แคสเปอร์สกี้” พบว่า องค์กรทั่วโลก 41% ระบุว่า การนำ AI มาใช้ในองค์กรเป็นปัจจัยที่ทำให้เพิ่มการลงทุนด้านความปลอดภัยไอที
ขณะที่องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีระดับความพร้อมในการนำ AI มาใช้แตกต่างกัน และเริ่มให้ความสำคัญกับความเสี่ยงจากช่องโหว่ของ AI ดีฟเฟก รวมถึงการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI จากภายนอกมาใช้ในการทำงาน
ผลสำรวจโดยศูนย์วิจัยภายในของแคสเปอร์สกี้พบว่า องค์กรทั่วเอเชียแปซิฟิก 13% ระบุว่า ช่องโหว่ AI เป็นหนึ่งในภัยคุกคามด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่สำคัญที่สุด ขณะที่การโจมตีช่องโหว่ซอฟต์แวร์อยู่ที่ 20% และการโจมตีด้วยฟิชชิงอยู่ที่ 19%
เมื่อพิจารณารายประเทศ อินเดียมีสัดส่วนองค์กรที่ระบุช่องโหว่ AI เป็นภัยคุกคามสำคัญสูงที่สุดที่ 20% ตามด้วยมาเลเซีย 15% ไทยและเวียดนาม 13% เท่ากัน อินโดนีเซีย 10% และจีน 7%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่องค์กรในภูมิภาคต้องนำมาพิจารณาควบคู่กับภัยไซเบอร์รูปแบบเดิม
‘Shadow AI’ เพิ่มแรงกดดันองค์กร
นอกจากภัยคุกคามจากช่องโหว่ของ AI แล้ว อีกความเสี่ยงที่องค์กรกำลังเผชิญคือการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI จากภายนอกมาใช้ในการทำงาน เช่น ChatGPT และ DeepSeek โดยอาจเกิดขึ้นในปริมาณมากและอยู่นอกการควบคุมขององค์กร หรือที่เรียกว่า “Shadow AI”
ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในเอเชียแปซิฟิก 30% ระบุว่า การที่พนักงานนำเครื่องมือ AI ภายนอกมาใช้งานเป็นปัจจัยเสี่ยงทั่วไป โดยอินเดียมีสัดส่วนสูงสุด 36% ตามด้วยมาเลเซีย 35% เวียดนาม 33% จีน 31% อินโดนีเซีย 24% และไทย 18%
การใช้เครื่องมือ AI ภายนอกโดยไม่มีการควบคุมอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและการละเมิดความปลอดภัย ทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวทางและการควบคุมการใช้งาน AI ของพนักงาน
อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรยังเปิดให้ใช้เครื่องมือ AI จากภายนอกภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยผลสำรวจพบว่า 60% ขององค์กรในเอเชียแปซิฟิกอนุญาตให้พนักงานใช้เครื่องมือ AI เธิร์ดปาร์ตี้ได้ภายใต้ข้อจำกัดบางประการ เช่น ห้ามอัปโหลดชื่อบริษัทหรือเอกสารภายใน รวมถึงมีการจัดทำแนวทางและฝึกอบรมเพื่อให้ใช้งานอย่างปลอดภัย
แนวทางดังกล่าวพบในหลายประเทศ โดยจีนอยู่ที่ 62% ส่วนอินเดีย มาเลเซีย และเวียดนามอยู่ที่ 61% เท่ากัน
แม้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แต่การนำ AI มาใช้ในองค์กรเอเชียแปซิฟิกยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดย 85% ของบริษัทอยู่ระหว่างการหารือ พัฒนา หรือทดลองใช้เครื่องมือ AI ภายในองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ หรือ LLM ขณะที่ 10% ขององค์กรได้บูรณาการเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ากับกระบวนการทำงานแล้ว
สำหรับองค์กรที่นำโซลูชัน AI ภายในมาใช้งาน แรงผลักดันหลักประกอบด้วยการตัดสินใจที่ดีขึ้น ประสิทธิภาพของกระบวนการที่เพิ่มขึ้น และการลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์
ความปลอดภัยต้องเดินคู่ AI
วลาดิสลาฟ ทุชคานอฟ ผู้จัดการกลุ่ม ศูนย์วิจัยเทคโนโลยี AI แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า เนื่องจากองค์กรนำ AI มาใช้เพื่อเร่งกระบวนการทางธุรกิจและลดภาระงานประจำ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ทั้งช่องโหว่ของ AI และ Shadow AI ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ทุชคานอฟระบุว่า กลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพคือการใช้โซลูชันด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจร เพื่อช่วยลดต้นทุนจากการป้องกันการละเมิดและปรับปรุงการจัดการความปลอดภัย เพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานผ่านการควบคุมและลดผลกระทบที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนพนักงาน และรวมเครื่องมือด้านความปลอดภัยเข้าด้วยกัน
ด้าน เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ กล่าวว่า องค์กรกำลังก้าวข้ามคำถามว่า AI จะมีบทบาทในการดำเนินธุรกิจหรือไม่ ไปสู่การหาวิธีนำ AI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ
การเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลไม่ได้วัดจากการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการเข้าใจความเสี่ยง สร้างระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม และสร้างความไว้วางใจเมื่อนำ AI ไปใช้ในวงกว้าง โดยธุรกิจที่บูรณาการความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้ากับกลยุทธ์ AI ตั้งแต่เริ่มต้น จะอยู่ในจุดที่ดีกว่าในการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยความมั่นใจ
‘3 แนวทาง’ รับมือความเสี่ยงจาก AI
แคสเปอร์สกี้เสนอแนวทางสำหรับองค์กรในการรับมือภัยคุกคามที่เกี่ยวข้องกับ AI ได้แก่
1. ใช้โซลูชันแบบครบวงจร เพื่อการป้องกันแบบเรียลไทม์ การมองเห็นภัยคุกคาม การตรวจสอบ และความสามารถในการตอบสนองของ EDR และ XDR
โดยความสามารถที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถช่วยทำให้กระบวนการรักษาความปลอดภัยเป็นอัตโนมัติ ลดภาระงานของทีม และลดช่องว่างด้านทักษะ
นอกจากนี้ โมเดล AI เชิงสร้างสรรค์ภายในแพลตฟอร์มป้องกันสามารถแปลงข้อมูลที่รวบรวมได้เป็นข้อมูลที่มีโครงสร้างและนำไปใช้ได้สำหรับทีมรักษาความปลอดภัยและผู้มีอำนาจตัดสินใจ
2. เพิ่มการมองเห็นภัยคุกคามที่มุ่งเป้าองค์กร ใช้ข้อมูลเชิงลึกและบริบทตลอดวงจรการจัดการเหตุการณ์ เพื่อช่วยระบุความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้เร็วขึ้น
ระบบใช้การเรียนรู้ของเครื่องและ AI เชิงสร้างสรรค์สนับสนุนการจำแนกมัลแวร์ การวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคามขนาดใหญ่ และการสร้างบทสรุปด้วย AI ของตัวบ่งชี้การประนีประนอม เพื่อช่วยให้ทีมรักษาความปลอดภัยตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น
3. ประเมินการใช้ AI ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมขององค์กร โดยองค์กรสามารถสำรวจคุณสมบัติ AI ขั้นสูงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
การวิจัยดังกล่าวสำรวจผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและความปลอดภัยทางไซเบอร์จำนวน 1,800 คน ซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรใน 18 ประเทศ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น ไอที การผลิต การเงิน การค้าปลีกและค้าส่ง ฯลฯ
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
อาร์ติโชค ผักชื่อแปลก ประโยชน์เยอะ สายสุขภาพนิยมกิน

อาร์ติโชค (Artichoke) เป็นผักที่มีใยอาหารสูง และมีสารอาหารสำคัญทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระ หลายคนอาจรู้จักในฐานะผักเพื่อสุขภาพ แต่ยังไม่รู้ว่า อาร์ติโชคช่วยอะไร กินส่วนไหน รสชาติเป็นอย่างไร และนำไปทำเมนูอะไรได้บ้าง บทความนี้จะพาไปรู้จักประโยชน์ของอาร์ติโชค พร้อมวิธีเตรียมและข้อควรรู้ก่อนรับประทาน
วิธีเตรียมอาร์ติโชคก่อนทำอาหาร
- ล้างดอกให้สะอาด โดยแยกกลีบเล็กน้อยให้น้ำไหลเข้าไปด้านใน
- ตัดปลายก้านและใช้กรรไกรตัดส่วนปลายแหลมของกลีบ
- ผ่าครึ่งหรือต้มทั้งดอกตามเมนูที่ต้องการ
- แช่ในน้ำผสมน้ำมะนาว เพื่อช่วยชะลอการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล
- ปรุงให้สุกจนสามารถดึงกลีบออกได้ง่าย
เมนูอาร์ติโชค ทำอะไรได้บ้าง?
- อาร์ติโชคนึ่งหรือต้ม ใช้เวลาประมาณ 25–40 นาทีตามขนาด เสิร์ฟคู่กับดิปโยเกิร์ต ซอสมะนาว หรือน้ำพริก
- อาร์ติโชคย่าง ผ่าครึ่ง ทาน้ำมันมะกอกเล็กน้อย แล้วปรุงด้วยเกลือและพริกไทย
- สลัดหัวใจอาร์ติโชค ใช้หัวใจอาร์ติโชคต้ม แบบกระป๋อง หรือแบบบรรจุขวด
- พาสต้าและพิซซ่า เพิ่มหัวใจอาร์ติโชคเป็นเครื่องเคียงร่วมกับเห็ด มะเขือเทศ หรือชีส
- อาร์ติโชคจิ้มน้ำพริก นำไปต้มหรือนึ่งจนสุก แล้วรับประทานแทนผักต้มชนิดอื่น

คุณค่าทางโภชนาการของอาร์ติโชค
อาร์ติโชคสุกขนาดกลาง 1 ดอก ให้พลังงานประมาณ 60-65 กิโลแคลอรี และมีใยอาหารราว 7 กรัม นอกจากนี้ยังให้โฟเลต วิตามินซี แมกนีเซียม และโพแทสเซียมในปริมาณที่แตกต่างกันตามขนาดและวิธีปรุง
| สารอาหาร | ประโยชน์ต่อร่างกาย |
|---|---|
| ใยอาหาร | ช่วยเพิ่มกากอาหาร ส่งเสริมการขับถ่าย และช่วยให้อิ่มนาน |
| อินนูลิน | เป็นใยอาหารพรีไบโอติกที่เป็นอาหารของจุลินทรีย์บางชนิดในลำไส้ |
| โฟเลต | มีบทบาทต่อการสร้างเซลล์และเม็ดเลือดแดง |
| โพแทสเซียม | เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ กล้ามเนื้อ และการควบคุมความดันโลหิต |
| สารฟีนอลิก | มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย |
ประโยชน์ของอาร์ติโชค มีอะไรบ้าง?
1. มีใยอาหารสูง ช่วยเรื่องการขับถ่าย
อาร์ติโชคจัดเป็นผักที่มีใยอาหารค่อนข้างสูง จึงช่วยเพิ่มปริมาตรของอุจจาระและสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหาร การกินอาหารที่มีใยอาหารหลากหลายยังมีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดเมื่อกินเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล
2. มีอินนูลินที่เป็นพรีไบโอติก
อาร์ติโชคมีอินนูลิน ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดหนึ่งที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่จุลินทรีย์บางชนิดในลำไส้สามารถนำไปใช้เป็นอาหาร จึงอาจช่วยสนับสนุนความสมดุลของจุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหาร
3. ช่วยให้อิ่มนาน เหมาะกับการควบคุมน้ำหนัก
ใยอาหารช่วยชะลอการย่อยและเพิ่มความรู้สึกอิ่ม ขณะที่อาร์ติโชคให้พลังงานและไขมันไม่สูง จึงสามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนักได้
อย่างไรก็ตาม น้ำหนักตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารชนิดเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปริมาณพลังงานรวม การออกกำลังกาย การพักผ่อน และพฤติกรรมการกินในระยะยาว
4. มีสารต้านอนุมูลอิสระ
อาร์ติโชคมีสารประกอบจากพืช เช่น ไซนารินและลูทีโอลิน ซึ่งมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การรับประทานผักหลากหลายชนิดเป็นประจำอาจช่วยลดความเสียหายของเซลล์และสนับสนุนสุขภาพโดยรวม
5. อาจมีส่วนช่วยดูแลระดับไขมันในเลือด
งานวิจัยบางส่วนพบว่า สารสกัดจากใบอาร์ติโชค อาจช่วยลดคอเลสเตอรอลรวม LDL และไตรกลีเซอไรด์ในบางกลุ่ม แต่ผลการศึกษาไม่ได้สอดคล้องกันทั้งหมด และยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าช่วยเพิ่ม HDL ได้
ผลดังกล่าวเป็นข้อมูลจากผลิตภัณฑ์สารสกัดในปริมาณที่กำหนด ไม่สามารถสรุปได้ว่าการกินอาร์ติโชคเป็นอาหารจะให้ผลเช่นเดียวกัน ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงจึงไม่ควรหยุดยาหรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแทนคำแนะนำจากแพทย์
6. อาร์ติโชคช่วยบำรุงตับจริงไหม?
มีงานวิจัยบางชิ้นศึกษาสารสกัดจากใบอาร์ติโชคในผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับ และพบความเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์ตับบางค่า แต่หลักฐานยังมีข้อจำกัดทั้งด้านจำนวนผู้เข้าร่วม ปริมาณสารสกัด และระยะเวลาการศึกษา
ดังนั้น อาร์ติโชคไม่ใช่อาหารหรือสมุนไพรสำหรับรักษาโรคตับ ผู้ที่มีค่าตับผิดปกติ ไขมันพอกตับ ตับอักเสบ หรือตัวเหลือง ควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม
อาร์ติโชคมีโทษหรือข้อควรระวังอะไรบ้าง?
- ผู้ที่ท้องอืดง่าย อินนูลินและใยอาหารอาจทำให้เกิดแก๊ส แน่นท้อง หรือปวดท้อง ควรเริ่มจากปริมาณน้อย
- ผู้แพ้พืชวงศ์ Asteraceae เช่น เบญจมาศ ดาวเรือง เดซี่ หรือแร็กวีด อาจมีความเสี่ยงแพ้อาร์ติโชค
- ผู้มีนิ่วหรือการอุดตันของท่อน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้สารสกัด เพราะอาจกระตุ้นการหลั่งน้ำดี
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร สามารถกินเป็นอาหารในปริมาณทั่วไปได้ แต่ไม่ควรใช้สารสกัดหรืออาหารเสริมโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- ผู้ใช้ยาประจำ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนรับประทานสารสกัดเข้มข้น เพราะอาจเกิดปฏิกิริยากับยาบางชนิด
ในประเทศไทยสามารถพบอาร์ติโชคสด ได้ตามร้านจำหน่ายผักเมืองหนาว ร้านโครงการหลวง หรือซูเปอร์มาร์เก็ตบางแห่ง หากหาของสดยาก สามารถเลือกหัวใจอาร์ติโชคแบบกระป๋องหรือบรรจุขวดได้ แต่ควรตรวจสอบปริมาณโซเดียมและล้างน้ำก่อนนำมาปรุงอาหาร
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 28/8/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 71,350.00 | 71,550.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,612.00 | 69,917.92 | 72,350.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 4,150.80 | 62,926.13 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,689.60 | 55,934.34 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 2,075.40 | 31,463.06 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,614.20 | 24,471.27 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,779.27 | 72,453.73 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 28/8/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 37.69 | 37.69 | 38.19 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 | 37.69 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 37.32 | 37.32 | 37.82 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 | 37.32 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 32.69 | 32.69 | 32.89 | 32.69 | – | 32.69 | 32.69 | 32.69 | 32.69 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 28.63 | 28.63 | – | – | – | – | – | – | 28.63 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 46.68 | – | – | 49.26 | – | 47.18 | 46.83 | – | 46.68 |
| ดีเซล | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 | 38.39 |
| ดีเซล B20 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 | – | 33.39 | 33.39 | 33.39 | 33.39 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.25 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







