เมื่อค่าเช่าไม่ใช่คำตอบเดียวของอสังหาฯ แต่’ประสิทธิภาพ’กลายเป็นคำตอบใหม่

- การประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ได้เปลี่ยนจากการพิจารณาแค่ค่าเช่าและทำเล ไปสู่ “ประสิทธิภาพ” ของอาคาร เช่น การประหยัดพลังงาน และความพร้อมด้าน ESG
- เทคโนโลยีอย่าง Digital Twin เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปลี่ยนอาคารจากศูนย์รวมต้นทุน (Cost Center) ให้กลายเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ (Strategic Asset) ที่สร้างข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ
- อาคารที่มีการบริหารจัดการที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างผลตอบ
หากย้อนกลับไปเมื่อ10ปีก่อน การประเมินมูลค่าของอาคารสำนักงานอาจพิจารณาจากทำเล อัตราการเช่าพื้นที่ และผลตอบแทนจากค่าเช่าเป็นหลักแต่วันนี้ สูตรคำนวณกำลังเปลี่ยนไป โลกธุรกิจกำลังให้คุณค่ากับ “อาคารที่บริหารจัดการได้ดี” มากกว่า “อาคารที่เพิ่งสร้างใหม่”
ปัจจัยที่นักลงทุนใช้พิจารณาไม่ได้มีเพียงรายได้จากค่าเช่า แต่รวมถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความสามารถในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คุณภาพอากาศภายในอาคาร ความพร้อมด้าน ESG ตลอดจนศักยภาพในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคตสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าของสินทรัพย์
Felix Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ของ Nuvola ระบุว่า ข้อมูลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกสะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน อาคารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวสามารถสร้างอัตราค่าเช่าสูงกว่าอาคารทั่วไปได้ถึงประมาณ 11% ขณะที่ยังรักษาอัตราการเช่าพื้นที่ได้แข็งแกร่งกว่านั่นหมายความว่า ตลาดไม่ได้จ่ายเงินให้กับ “ตึกใหม่” แต่กำลังจ่ายให้กับ “ตึกที่บริหารได้ดีกว่า”
Digital Twin จึงไม่ใช่เครื่องมือสำหรับฝ่ายวิศวกรรมเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสร้างมูลค่าทางธุรกิจเพราะเมื่อเจ้าของอาคารสามารถมองเห็นการทำงานของทุกระบบแบบเรียลไทม์ ก็สามารถตัดสินใจได้ว่าจะลงทุนตรงไหน ซ่อมตรงไหน หรือปรับปรุงอะไร เพื่อให้เกิดผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาวจากเดิมที่การบริหารอาคารอาศัยประสบการณ์และรายงานย้อนหลัง วันนี้กำลังเปลี่ยนเป็นการบริหารด้วยข้อมูลที่อัปเดตตลอดเวลา
Cost Centerกลายเป็น Strategic Asset
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจที่สุดของ Digital Twin คือการเปลี่ยนบทบาทของอาคารจากเดิมที่ถูกมองเป็น “Cost Center” หรือศูนย์รวมต้นทุนกำลังกลายเป็น “Strategic Asset” หรือสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ความแตกต่างอยู่ตรงที่ อาคารไม่ได้สร้างรายได้จากค่าเช่าเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่สร้าง “ข้อมูล” ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่มีคุณค่า
ยิ่งอาคารสร้างข้อมูลได้มากเท่าไร เจ้าของก็ยิ่งเข้าใจพฤติกรรมของสินทรัพย์มากขึ้น รู้ว่าควรเปลี่ยนอุปกรณ์เมื่อใด รู้ว่าควรลงทุนระบบใดก่อนรู้ว่าพื้นที่ใดควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานรู้ว่าการลงทุนก้อนต่อไปจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ข้อมูลจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนต่อเนื่องตลอดอายุของอาคาร นี่คือเหตุผลที่การลงทุนใน Digital Twin ไม่ควรถูกประเมินเพียงต้นทุนของซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์ม แต่ต้องประเมินในฐานะ “ขีดความสามารถใหม่ของธุรกิจ”
ROI ที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ประหยัดค่าไฟ
คำถามที่ผู้พัฒนาโครงการมักถามคือ Digital Twin คุ้มค่าหรือไม่แต่คำถามที่สำคัญกว่า คือ “หากไม่ลงทุน จะเสียโอกาสอะไร”เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ได้อยู่เพียงตัวเลขค่าไฟที่ลดลง แต่อยู่ที่การยืดอายุอุปกรณ์ ลดการหยุดชะงักของระบบ ลดต้นทุนการบำรุงรักษาเพิ่มความพึงพอใจของผู้เช่าสนับสนุนการจัดทำรายงาน ESG รวมถึงช่วยวางแผนการลงทุนในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
จากประสบการณ์องค์กรที่นำโซลูชัน Digital Twin และ Synoptic Intelligence Platform (SIP) ของ Nuvola ไปใช้งาน สามารถลดการใช้พลังงานของระบบทำความเย็นได้เฉลี่ย 8-12% ต่อปี ลดการใช้พลังงานของระบบแสงสว่างได้มากกว่า 15% และลดการใช้น้ำได้ประมาณ 8%
สะท้อนให้เห็นว่า แพลตฟอร์มที่ดีจึงไม่ใช่แพลตฟอร์มที่แก้ปัญหาในวันนี้เท่านั้น แต่ต้องสามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ รองรับ AI และปรับตัวตามข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้นในอนาคตได้กล่าวอีกนัยหนึ่ง ROI ของ Digital Twin ไม่ได้จบลงวันที่ติดตั้งเสร็จ แต่เริ่มต้นนับจากวันนั้น
วิวัฒนาการอีกขั้นของการบริหารอาคาร คือการเข้าสู่ยุคของ Agentic Management หากที่ผ่านมา ระบบเพียงแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหาอนาคต AI จะสามารถวิเคราะห์ คาดการณ์ และเสนอแนวทางแก้ไขก่อนปัญหาจะเกิดขึ้นตัวอย่างเช่น ระบบสามารถตรวจพบว่าประสิทธิภาพของเครื่องทำความเย็นกำลังลดลงแทนที่จะรอให้เครื่องเสีย
AI จะประเมินว่าควรบำรุงรักษาเมื่อใด จัดลำดับความสำคัญของงาน พร้อมคำนวณผลกระทบด้านพลังงานและต้นทุนหากปล่อยไว้หรือหากพบว่าอาคารใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติในบางช่วงเวลาระบบสามารถวิเคราะห์สาเหตุ เปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต และเสนอแนวทางลดการใช้พลังงานโดยอัตโนมัติ
คือการเปลี่ยนจาก Preventive Maintenance ไปสู่ Predictive Maintenanceและกำลังพัฒนาไปสู่ Autonomous Operations ในอนาคตกล่าวคือ อาคารจะไม่เพียง “รับรู้” สิ่งที่เกิดขึ้น แต่จะเริ่ม “เรียนรู้” และ “ปรับตัว” ได้ด้วยตัวเอง
ข้อมูลที่ดีคือความได้เปรียบในการแข่งขัน
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านแนวโน้มการลงทุนของภาคอุตสาหกรรม โดยผลการศึกษาล่าสุดระบุว่า 81% ของผู้บริหารในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์มีแผนเพิ่มการลงทุนด้านข้อมูลและเทคโนโลยี อย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีกำลังเป็นกระแสแต่เพราะข้อมูลได้กลายเป็นปัจจัยในการแข่งขันในอนาคต ผู้ชนะอาจไม่ใช่บริษัทที่มีพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุด
แต่คือบริษัทที่รู้จักสินทรัพย์ของตัวเองดีที่สุดรู้ว่าควรลงทุนตรงไหน รู้ว่าควรขายเมื่อไร รู้ว่าควรรีโนเวตอย่างไรและรู้ว่าควรสร้างประสบการณ์แบบใดเพื่อรักษาผู้เช่าไว้ในระยะยาวทั้งหมดเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์อย่างถูกต้อง
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
SC x Boundary ชูเทรนด์เวลเนส ปั้น 95E1 ต้นแบบ ‘Longevity Residence’

- SC Asset ร่วมมือกับ Boundary เปิดตัวโครงการ 95E1 ต้นแบบที่อยู่อาศัยแนวคิด ‘Longevity Residence’ ที่ผสานเทรนด์สุขภาพ (Wellness) เข้ากับการใช้ชีวิตระดับอัลตร้าลักชัวรี
- ชูจุดเด่นด้วยการสร้าง ‘Private Wellness Club’ ส่วนตัวภายในบ้าน ที่รวบรวมกิจกรรมด้านสุขภาพครบวงจรตั้งแต่การออกกำลังกาย สปา ซาวน่า และสตรีม
- คัดสรรเทคโนโลยีและแบรนด์ดีไซน์ระดับโลก เช่น ระบบซาวน่า Effe, อุปกรณ์ออกกำลังกาย NOHrD และเฟอร์นิเจอร์จาก Ligne Roset เพื่อผสานฟังก์ชันสุขภาพเข้ากับงานออกแบบอย่างลงตัว
บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC ร่วมกับ Boundary ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ Interior และ Luxury Living Experience เปิดตัวแนวคิด “95E1 x Boundary, The Longevity Residence” ภายใต้แนวคิด “The Perfect Balance of Wellness and Craftsmanship Within the Residence” นำ Wellness เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในบ้านระดับอัลตร้าลักชัวรี ผ่านการผสานเทคโนโลยีสุขภาพ การออกแบบภายใน และเฟอร์นิเจอร์ระดับโลกเข้าด้วยกัน
ณัฏฐกิตติ์ ศิริรัตน์ รองกรรมการสายงานการตลาดและนวัตกรรม และฝ่ายพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์แนวราบ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า 95E1 เป็น Residence ที่มีพื้นที่ใช้สอย 846 ตารางเมตร ประกอบด้วย 4 ห้องนอน 6 ห้องน้ำ ลิฟต์ส่วนตัว และสระว่ายน้ำ โดยหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของการออกแบบครั้งนี้อยู่ที่ชั้น 2 ซึ่งถูกปรับให้เป็น Private Wellness Club เพื่อรวมกิจกรรมด้านสุขภาพไว้ในพื้นที่เดียว
พื้นที่ดังกล่าวประกอบด้วยโซนออกกำลังกาย, Spa & Massage, Sauna, Steam และ Relaxation เชื่อมต่อเป็น Wellness Journey ตั้งแต่การเคลื่อนไหวร่างกาย การฟื้นฟู ไปจนถึงการพักผ่อน ทำให้เจ้าของบ้านสามารถสร้างกิจวัตรด้านสุขภาพได้ภายใน Residence โดยไม่จำเป็นต้องแยกพื้นที่หรือเดินทางออกไปใช้บริการภายนอก
ดึงเทคโนโลยี Wellness ระดับ Luxury Hospitality
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของ Private Wellness Club คือ Effe Wellness System จากอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญด้าน Sauna และ Steam โดย 95E1 เลือกใช้ Auki Sauna และ Nuvola Smart Steam System เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่
ระบบของ Effe ยังเป็นเทคโนโลยีที่ถูกเลือกใช้ใน Cheval Blanc Paris โรงแรมลักชัวรีในเครือ LVMH ซึ่งนำระบบ Steam ของ Effe มาใช้ภายในห้องพักและสวีต สะท้อนการนำเทคโนโลยีจากตลาด Luxury Hospitality มาประยุกต์เข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยส่วนบุคคล
ภานรินทร์ มนุญากร ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Boundary กล่าวว่า แนวทางของ The Longevity Residence ไม่ได้มุ่งจำลองประสบการณ์แบบโรงแรมมาไว้ในบ้าน แต่เป็นการนำ Wellness Experience ที่ผู้บริโภคเคยต้องเดินทางไปใช้บริการ มาออกแบบให้สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน
ทั้ง Auki Sauna และ Nuvola Smart Steam System จึงถูกวางให้ทำงานร่วมกับ Architecture, Material และบรรยากาศของพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับทั้งความเป็นส่วนตัวและความสะดวกในการใช้งาน เพื่อให้ Wellness กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าจะเป็นเพียงฟังก์ชันเสริมของบ้าน
ผสาน Fitness กับงานคราฟต์
นอกจาก Sauna และ Steam แล้ว พื้นที่ Exercise ยังเลือกใช้อุปกรณ์จาก NOHrD ประเทศเยอรมนี ซึ่งนำงาน Engineering มาผสานกับงานคราฟต์และวัสดุไม้ธรรมชาติโดยอุปกรณ์ที่นำมาใช้ประกอบด้วย NOHrD Bike, Eau-Me Board, TriaTrainer และ Swing Tower
แนวทางดังกล่าวทำให้อุปกรณ์ออกกำลังกายไม่ได้ถูกแยกออกจากการออกแบบภายใน แต่กลายเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ Interior Design สอดคล้องกับแนวคิดของ 95E1 ที่ต้องการให้ Function และ Craftsmanship ทำงานร่วมกันภายในพื้นที่อยู่อาศัย
ขณะที่พื้นที่ Relaxation ถูกออกแบบให้มีบรรยากาศใกล้เคียงกับ Private Lounge มากกว่าพื้นที่พักคอยทั่วไป พร้อมเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ให้ความสำคัญกับสรีระและการพักผ่อน เช่น Bonnie Sofa และ Anda Armchair จาก Ligne Roset ผลงานของ Pierre Paulin รวมถึง Furniture และ Lighting จากแบรนด์ระดับโลก เพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการพักฟื้นหลังการออกกำลังกาย
ชู Longevity of Design ผ่าน Design Icon
อีกองค์ประกอบหนึ่งของแนวคิด The Longevity Residence คือ “Longevity of Design” ซึ่งนำเฟอร์นิเจอร์และ Design Icon จากแบรนด์ระดับโลกที่มีทั้ง Craftsmanship, Heritage และ Story เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Residence
หนึ่งในชิ้นงานสำคัญคือ Pumpkin Armchair ผลงานของ Pierre Paulin ซึ่งออกแบบขึ้นในปี 1971 สำหรับ Georges Pompidou ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก่อนกลายเป็นหนึ่งใน Iconic Design ของ Ligne Roset โดยปัจจุบันรูปทรง Organic ของ Pumpkin ยังคงถูกนำมาใช้งานใน Residence H3 ของโครงการ สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่สามารถอยู่เหนือข้อจำกัดของเวลาและยังคงร่วมสมัยได้
แพทย์เผย Longevity ต้องสร้างจากชีวิตประจำวัน
ด้าน พญ.กอบกุลยา จึงประเสริฐศรี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ชะลอวัยถ่ายทอดมุมมองเรื่อง Healthspan ควบคู่กับ Lifespan โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิด Longevity ครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การเคลื่อนไหวร่างกาย อาหาร การนอนและ Recovery การจัดการความเครียด สุขภาวะทางใจ ไปจนถึง Preventive Healthcare
แนวคิดสำคัญคือ Longevity ไม่ได้เกิดจากการดูแลสุขภาพอย่างเข้มข้นเป็นครั้งคราว แต่จำเป็นต้องอาศัยสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้กิจกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถเกิดขึ้นซ้ำได้อย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น The Longevity Residence จึงถูกวางให้ Wellness เป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัย ตั้งแต่พื้นที่ออกกำลังกาย การฟื้นฟูร่างกาย การพักผ่อน ไปจนถึงองค์ประกอบด้านการออกแบบที่สนับสนุนการใช้ชีวิตในระยะยาว
ทั้งนี้ แนวคิด “The Perfect Balance of Wellness and Craftsmanship Within the Residence” จึงครอบคลุมตั้งแต่ Wellness Technology, Interior Design, Material, Furniture ไปจนถึง Design Icon โดย SC และ Boundary มองตวามลักชัวรีในมิติที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสิ่งของที่ครอบครอง แต่รวมถึงวิธีการใช้ชีวิต สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย
สำหรับ 95E1 x Boundary, The Longevity Residence จึงเป็นการนำแนวคิด Wellness มาผสานเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี โดยมุ่งให้เจ้าของบ้านสามารถดูแลสุขภาพ พักผ่อน และใช้ชีวิตในจังหวะของตัวเองภายในพื้นที่ส่วนตัว ขณะเดียวกันยังผสานคุณค่าของงานออกแบบเข้าไว้ด้วยกันได้
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ 14 ก.ย.69 ‘อ่อนค่า’ หลายปัจจัยกดดัน

- เงินบาทเปิดตลาดเช้านี้อ่อนค่าลงเล็กน้อยที่ระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์
- ปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะขึ้นดอกเบี้ย
- ตลาดจับตาผลการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของค่าเงินในสัปดาห์นี้
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า “ค่าเงินบาทวันนี้“เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.09 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.05 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.75-33.50 บาทต่อดอลลาร์ และกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.00-33.20 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวผันผวน (แกว่งตัวในกรอบ 32.97-33.14 บาทต่อดอลลาร์) โดยเฉพาะในช่วงตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่แม้จะทำให้ ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย

ทว่า การตอบสนองของผู้เล่นในตลาดกลับเป็นลักษณะ “Sell on Fact” ทำให้เงินบาทมีจังหวะแข็งค่าขึ้นบ้าง ก่อนที่เงินบาทจะทยอยอ่อนค่าลงเหนือโซน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ท่ามกลางแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น หนุนให้ราคาพลังงานยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
สัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ล่าสุด ที่ยังไม่ได้ชะลอลงมากนัก ทำให้ ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่า FED มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุม FED และ BOJ
แนวโน้มค่าเงินบาท
แนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ได้มีกำลังมากขึ้น อย่างไรก็ดี ในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following นั้น เงินบาทยังคงอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ทั้งในกรอบ Time Frame รายวันและรายสัปดาห์ ทว่าในระยะสั้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้นและหนุนให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงต่อเนื่อง จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้านอ่อนค่า
นอกจากนี้ เงินบาทยังเสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนสูง หลังตลาดรับรู้ผลการประชุม FED และ BOJ ทำให้ เราขอย้ำมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED และเราขอย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน
โดยหาก FED ขึ้นดอกเบี้ยตามคาด แต่ Dot Plot ใหม่ ไม่ได้สะท้อนแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่องของ FED มากเท่าที่ตลาดคาดหวังอยู่ อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ พร้อมหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำบ้าง ทำให้ เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่หาก Dot Plot ใหม่ สะท้อนถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED อีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ (รวม 3 ครั้ง ทั้งปี) และโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1-2 ครั้ง ในปีหน้า อาจหนุนให้เงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นพอควร กดดันทั้งราคาทองคำและเงินบาทได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เงินบาทยังคงมีโซนแนวรับช่วง 32.75-32.80 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.20-33.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.50 บาทต่อดอลลาร์)
อนึ่ง เงินบาทอาจผันผวนหรือเคลื่อนไหวผิดจากคาดได้พอควร ขึ้นกับการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ต้องรอลุ้น ผลการประชุม BOJ ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยและส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้สอดคล้องกับมุมมองของตลาดหรือไม่
ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า การเคลื่อนไหวของเงินดอลลาร์จะขึ้นกับ Dot Plot ใหม่ของ FED ว่าจะสะท้อนแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตกี่ครั้ง แต่หาก FED คงดอกเบี้ย “เซอร์ไพรส์” ตลาด อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินดอลลาร์ได้พอควร พร้อมกันนั้น ควรจับตาเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่จะผันผวนตามผลการประชุม BOJ รวมถึง สถานการณ์ในตะวันออกกลาง
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED ที่เราได้ปรับมุมมองใหม่ หลังรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ล่าสุด และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ว่า FED อาจมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 5 เสียง “ขึ้นดอกเบี้ย” +25bps สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดกำลังคาดหวังอยู่ และเราประเมินว่า FED มีโอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ อีก 1 ครั้ง สู่ระดับ 4.00-4.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในช่วง Press Conference รวมถึง คาดการณ์แนวโน้มดอกเบี้ย FED หรือ Dot Plot ใหม่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED และส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาส 100% ที่ FED จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้ (เดือนกันยายน และธันวาคม) และประเมินว่า FED มีโอกาสราว 57% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง ในปีนี้ 2027 นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ได้ทวีความร้อนแรงขึ้น ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 14 กันยายน ของตลาดการเงินเอเชีย
▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของอังกฤษ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ข้อมูลตลาดแรงงาน และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนสิงหาคม ที่จะส่งผลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า BOE มีโอกาสราว 78% ที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
▪ ฝั่งเอเชีย – ประเด็นสำคัญ คือ ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดย เรามองว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 1.25% หลังเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังได้แรงหนุนจาก AI Boom ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มสอดคล้องกับเป้าหมาย 2% ของ BOJ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา การส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการปรับดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตของ BOJ หลัง ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง ช่วงปลายปี และยังมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปี 2027 ส่วนทาง ธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.00% แต่โอกาสเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมยังคงอยู่ หลังเศรษฐกิจได้แรงส่งจาก AI Boom ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI ยังคงอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญรายเดือนของจีน เพื่อประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวเศรษฐกิจจีน
▪ ฝั่งไทย – แม้จะไม่มีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของไทย ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด รวมถึง ผลการประชุมธนาคารกลางหลัก ทั้ง FED และ BOJ ที่จะกระทบต่อเงินบาทได้
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
คว่ำมืออันดับเหนือกว่า! “น้องส้ม สรัลรักษ์” ผงาดคว้าแชมป์ เวียดนาม โอเพ่น 2026

การแข่งขันแบดมินตัน รายการ เวียดนาม โอเพ่น 2026 (Vietnam Open 2026) รายการระดับเวิลด์ทัวร์ ซูเปอร์ 100 ที่เมืองโฮจิมิน ซิตี้ ประเทศเวียดนาม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน 2569
ประเภทหญิงเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ “น้องส้ม” สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันสาวไทยมือ 106 โลก พบกับ อิชารานี บารูอาห์ นักตบลูกขนไก่จากอินเดีย มืออันดับ 39 โลก

ผลการแข่งขันปรากฏว่า “น้องส้ม” นักแบดมินตันสาววัย 20 ปี ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเอาชนะคู่แข่งไปได้แบบขาดลอย 2-0 เกม (21-8 และ 21-15) ผงาดคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ
จากความสำเร็จในครั้งนี้ทำให้ สรัลรักษ์ วิทิตศานต์ น้องสาวของ “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ สามารถปลดล็อกหยิบแชมป์ในระดับเวิลด์ทัวร์ มาครองได้เป็นรายการแรกในชีวิต หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยคว้าแชมป์ ฟิลิปปินส์ อินเตอร์เนชั่นแนล ชาเลนจ์ และ แชมป์ มาเลเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล ชาเลนจ์
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
เยาวชนไทยติด HIV พุ่ง 1 ใน 3 โจทย์ใหญ่ยุติปัญหา ‘เอดส์’ ภายในปี 2573

- สถานการณ์น่ากังวล พบผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่เป็นกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี สูงถึง 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด
- อุปสรรคสำคัญในการบรรลุเป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 คือ “การตีตราทางสังคม” และ “การไม่รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง” ซึ่งขัดขวางการเข้าสู่ระบบการรักษา
- แนวทางแก้ไขคือการเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันและการตรวจเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน
HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมทั้งโรคเอดส์ (AIDS) คือระยะท้ายของการติดเชื้อ HIV ยังเป็นโจทย์ทางด้านสุขภาพของประเทศไทย ที่ได้เปลี่ยนจากการรักษาไปสู่การป้องกัน ขยับไปถึงบริการสุขภาพและนวัตกรรมเชื่อมกับ Wellness Economy ตั้งแต่ธุรกิจยา การตรวจวินิจฉัย คลินิกเฉพาะทาง บริการสุขภาพดิจิทัล ไปจนถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรค
ข้อมูลของกรมควบคุมโรค ในปี 2569 ระบุว่า ณ ไตรมาส 3 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV สะสมรวมกว่า 565,018 ราย และพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15,578 ราย กลุ่มใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 25-49 ปี ต้องรับยาต้านไวรัส ซึ่งยาที่ใช้ยังมี PrEP หรือยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ ซึ่งกำลังเปลี่ยนจาก “ยาเม็ดรายวัน” ไปสู่ Long-acting PrEP ลดภาระการรับประทานยาและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการ
ล่าสุด ในเดือนกันยายน 2569 กรมควบคุมโรค ประกาศเตรียมใช้ PrEP แบบฉีด Lenacapavir พร้อมนำร่องในช่วงปลายปี จำนวน 2,400 รายใน 9 หน่วยบริการ ทำให้ทิศทางของสถานการณ์ HIV ในไทยดีขึ้นจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ แต่โจทย์ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนยาหรือการเข้าถึงการรักษา อยู่ที่ “การรู้สถานะของตัวเอง–ความตระหนักในความเสี่ยง–การตีตรา” โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อรายใหม่กลุ่มเยาวชน
นายกฤษสยาม อารยะวงค์ไชย ผู้อำนวยการมูลนิธิเอดส์ เฮลท์ แคร์ (AHF) ประเทศไทย เปิดเผย “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากย้อนกลับไปในอดีตไทยเคยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 1 แสนรายต่อปี แตกต่างจากปัจจุบันที่ลดลงเหลือหลักหมื่นรายต่อปี สะท้อนว่าระบบป้องกันและรักษาของไทยพัฒนาขึ้น แต่ในกลุ่ม LGBTQ+ อัตราการติดเชื้อยังอยู่ในระดับสูงกว่าประชากรทั่วไป ขณะเดียวกันยังมีข้อมูลพบว่ากลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี คือผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อปีสูงถึง 1 ใน 3 ดังนั้น โจทย์สำคัญของการลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ คือการเปลี่ยนจากการรับรู้ข้อมูลไปสู่การปรับพฤติกรรม
“แม้คนส่วนใหญ่จะรู้ว่าการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันมีความเสี่ยง แต่หลายคนไม่ได้นำความรู้นั้นไปสู่การป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะข้อมูลจากการทำงานภาคสนามของ AHF พบว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 96% เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน ประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ อีก ทำให้โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”
นายกฤษสยาม กล่าวว่า PrEP หรือยาป้องกัน HIV ก่อนการสัมผัสเชื้อ สามารถลดความเสี่ยงการติดเชื้อ HIV ได้ แต่ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น การสื่อสารที่มุ่งเฉพาะ HIV โดยไม่ให้ภาพรวมเรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาจทำให้เกิดความเข้าใจไม่ครบถ้วน
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการยุติปัญหาเอดส์ ประเทศไทยได้ตั้งเป้า ยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2573 โดยมี 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ 1. ผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ ไม่เกิน 1,000 รายต่อปี 2. ผู้เสียชีวิตจาก HIV ไม่เกิน 4,000 รายต่อปี และ 3. การตีตราและเลือกปฏิบัติที่เกี่ยวกับ HIV และเพศภาวะ เหลือน้อยกว่า 10%

แม้เหลือเวลาอีกเพียง 4 ปีสู่เป้าหมาย แต่ปัจจัยที่ทำให้ไทยยังไม่สามารถลดการแพร่ระบาดได้ตามเป้าหมาย คือ stigma หรือการตีตรา ซึ่ง AHF พบกรณีผู้รับบริการบางรายเดินทางข้ามภูมิภาคเพื่อไปรับยา เพราะกังวลว่าคนในพื้นที่หรือคนรู้จักอาจรับรู้สถานะของตนเอง สะท้อนว่าปัญหาการเข้าถึงบริการไม่ได้เกิดจากการไม่มีโรงพยาบาลหรือไม่มียา แต่เกิดจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย นอกจากนี้ ยังพบผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านค่าเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อย เช่น ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมรายได้เพียงวันละ 200-300 บาท ทำให้การเดินทางเพื่อรับการรักษากลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจ
“AHF ได้ทำงานร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐกว่า 52 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนค่าเดินทาง การลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน และการช่วยเหลือผู้รับบริการในกรณีที่มีข้อจำกัด เพื่อเสริมช่องว่างที่ระบบบริการภาครัฐอาจไม่สามารถดูแลได้ทั้งหมด แต่ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “การไม่รู้สถานะของตัวเอง” เพราะหากไม่ตรวจ ก็ไม่รู้ว่าติดเชื้อ ไม่ได้เข้าสู่ระบบบริการ และควบคุมเชื้อไม่ได้”

โดยระบบรักษาของไทยถือมีความพร้อม มียาต้านไวรัสสูตรปัจจุบันอยู่ในมาตรฐานสากล และผู้มีสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมสามารถเข้าถึงยาได้ตามสิทธิ แต่ในทางปฏิบัติคนบางกลุ่มยังเข้าไม่ถึงบริการ สิ่งที่ต้องทำคือการตรวจเชิงรุกแบบกระจายพื้นที่สำหรับประชาชนทั่วไป และเพิ่มการใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังต้องใช้แนวทาง Social Media และ Digital Platform เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมายผ่านพฤติกรรมและความสนใจบนโลกออนไลน์ ก่อนสื่อสารด้วย Key Message ที่เหมาะสม ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น และส่งต่อไปตรวจที่โรงพยาบาลพันธมิตร
ปัจจุบัน AHF พบว่าอัตราการตรวจพบผลบวกของผู้ติดเชื้อ HIV เฉลี่ยประมาณ 30% ต่อเดือนในกลุ่มที่ถูกคัดกรองแบบเจาะจง แม้ปริมาณการตรวจจะไม่สูงเท่าการตรวจแบบ Mass Testing แต่มีข้อได้เปรียบด้านประสิทธิภาพการใช้งบประมาณและการลดภาระเจ้าหน้าที่

ส่วนต้นทุนการเข้าถึงผู้ติดเชื้อ HIV รายใหม่ผ่าน Online Testing จะใช้งบประมาณ 600 กว่าบาทต่อราย เทียบกับงบประมาณในระดับประมาณ 1,800 บาทต่อรายในบางแนวทาง สะท้อนศักยภาพของ Digital Targeting ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ยังมีแคมเปญผ่าน Social Media ที่สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดและสอดคล้องกับกลุ่มเสี่ยงด้วย
นายกฤษสยาม กล่าวว่า ในมุมมองเชิงนโยบายของภาครัฐ ถือว่าไทยมีระบบบริการและสิทธิประโยชน์ด้าน HIV ที่ค่อนข้างแข็งแรง มีงบประมาณการรักษาในสัดส่วนที่สูง แต่สิ่งที่ควรเพิ่มน้ำหนักคือ “งบประมาณด้านการป้องกันและการตรวจ” ซึ่งยังมีข้อจำกัดหลายด้าน ต้องอาศัยการทำงานที่เข้มข้นขึ้น การจัดสรรงบประมาณที่ตรงจุด และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือสำคัญในการปิดช่องว่างของระบบรวมถึงการเร่งสร้าง Awareness อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้ Digital Platform เพื่อค้นหากลุ่มเสี่ยง ส่งเสริมการตรวจ และติดตามผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและประชากรที่เผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม
อย่างไรก็ตาม แนวทางตามเป้าหมายของการยุติปัญหา HIV ในปี 2573 สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพ “ป้องกันก่อนป่วย” อย่างชัดเจน และทางเลือกการป้องกัน HIV สะท้อนวัตกรรมสุขภาพและบริการทางการแพทย์เชิงป้องกัน ที่กำลังขยายตัวสู่ Wellness Economy เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้บริการอย่างครอบคลุม
ขอบคุณข้อมูลจาก thansettakij.com
‘น่านฟ้าระดับต่ำ’ พื้นที่เศรษฐกิจใหม่ไทย โอกาสแจ้งเกิด ‘โดรนส่งของ-แท็กซี่บิน’

- น่านฟ้าระดับต่ำกำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ของไทย สร้างโอกาสทางธุรกิจ เช่น โดรนส่งของ และแท็กซี่ลอยฟ้า
- ต้นทุนเทคโนโลยีดาวเทียม โดยเฉพาะดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) ที่ลดลงกว่า 100 เท่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจการบินระดับต่ำเติบโต
- โอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยคือการมุ่งเน้นธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) เช่น การพัฒนาซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศ
- ความท้าทายสำคัญคือการพัฒนากฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ผู้ให้บริการ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน
“อวกาศ” ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด และ “น่านฟ้าระดับต่ำ” กำลังกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจแห่งใหม่
เวทีเสวนา IPX Venture Rise Thailand 2026 หัวข้อ From Space to Low Altitude Economy ฉายภาพ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” (Low Altitude Economy) โอกาสใหม่จากโดรนกู้ภัยถึงแท็กซี่ลอยฟ้า ท่ามกลางต้นทุนดาวเทียมที่ดิ่งลงกว่า 100 เท่า หนุนเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์บูมทั่วโลก
กิจกรรมจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ร่วมกันวิเคราะห์ “เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ” แม้มีโอกาสที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ในอนาคตอันใกล้
แต่การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ เช่น โครงการโดรนส่งของ หรือแนวคิดแท็กซี่ลอยฟ้า หรือแท็กซี่บิน ยังเผชิญกับความท้าทายในเรื่องกฎระเบียบและมาตรฐานความปลอดภัย (Air Traffic Control) ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาภายใต้กรอบแซนด์บ็อกซ์

ต้นทุนดาวเทียมลด 100 เท่า ปูทางน่านฟ้าต่ำ
ภาคย์ บุญยุบล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานเทคโนโลยีและปฏิบัติการดาวเทียม บมจ.ไทยคม ชี้ให้เห็นว่า ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนของเทคโนโลยีและการปล่อยดาวเทียมปรับตัวลดลงเกือบ 100 เท่าตัว ส่งผลให้โครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit หรือ LEO) ขยับเข้าใกล้ระดับผู้บริโภคทั่วไปมากขึ้น เช่น ระบบ Starlink
“หากขึ้นไปที่ความสูงระดับวงโคจรสูง (High Altitude) แน่นอนว่าเรามองเห็นได้ครอบคลุมทั้งหมดแต่ไม่ชัดเจน แต่เมื่อลงมาที่น่านฟ้าระดับต่ำ (Low Altitude) เราจะเห็นสิ่งต่าง ๆ ชัดเจนขึ้นมาก และด้วยธรรมชาติของวงโคจรนี้ ดาวเทียมแต่ละดวงจะมีอายุการใช้งานสั้นลง
ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อดี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก หากเรามีดาวเทียมที่มีอายุการใช้งานนานถึง 15 ปีโดยไม่สามารถเปลี่ยนอะไรบนเครื่องได้เลย มันก็จะเป็นเทคโนโลยีที่ล้าสมัยไปในเวลา 5-10 ปี วงโคจรระดับต่ำจึงเข้ามาช่วยตอบโจทย์ตรงนี้ที่ทำให้เราปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีได้ทันท่วงที”
ในอนาคตอันใกล้ เครือข่ายภาคพื้นดินและนอกชายฝั่งจะหลอมรวมกันอย่างไร้รอยต่อ (Direct-to-Device) ทำให้โทรศัพท์มือถือทั่วไปสามารถสลับไปรับสัญญาณดาวเทียมได้โดยอัตโนมัติเมื่อพ้นเขตสัญญาณมือถือปกติ เพื่อความปลอดภัยและการเข้าถึงบริการของผู้คน
นอกจากนี้ เทรนด์สำคัญคือการพัฒนาสู่ “Space AI” หรือระบบประมวลผลข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่บนตัวดาวเทียม (Space Computing) ร่วมกับโมเดลวิเคราะห์ข้อมูลที่ยืดหยุ่นและอัปเดตได้ตลอดเวลาผ่านเครือข่ายอวกาศ (Augmented Model)
ส่อง 4 เมกะเทรนด์อวกาศเชิงพาณิชย์ ยุคที่ดาวเทียมเชื่อมตรงสู่หน้าจอมือถือ
ปีเตอร์ หวาง ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศจาก Galaxy Space ผู้พัฒนาดาวเทียมเชิงพาณิชย์ชั้นนำของจีน กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจอวกาศได้ก้าวผ่านยุคโครงการรัฐเพื่อสวัสดิการสังคม เข้าสู่ “ยุคอวกาศเชิงพาณิชย์เต็มตัว”
โดยเทคโนโลยีอวกาศได้ฝังตัวอยู่ในแอปพลิเคชันชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแนบเนียน ไม่ว่าจะเป็น ระบบนำทางของ Grab, Uber หรือแม้แต่ Tinder ซึ่งล้วนทำงานบนรากฐานโครงสร้างพื้นฐานจากอวกาศ
อุตสาหกรรมอวกาศในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จะถูกขับเคลื่อนด้วย 4 เมกะเทรนด์หลัก ได้แก่ การสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วถึง (Ubiquitous Communication), การตรวจจับอัจฉริยะ (Super Sensing), การประมวลผลประสิทธิภาพสูงบนอวกาศ (Super Computing) และ พลังงานอัจฉริยะ (Super Energy)
ล่าสุด Galaxy Space ประสบความสำเร็จในการทดสอบดาวเทียมแบบ Direct-to-Device (D2D) ที่ส่งสัญญาณตรงสู่โทรศัพท์มือถือ โดยใช้เสาอากาศขนาด 4 ตารางเมตร ควบคู่กับแผงโซลาร์เซลล์แบบยืดหยุ่น (Flexible Solar Panel) ขนาด 25 ตารางเมตร ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรต่ำ (LEO) ได้อย่างมหาศาล
นอกจากนี้ เทคโนโลยีการตรวจจับระยะไกล (Remote Sensing) ยังสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์มิติใหม่ เช่น นักวิเคราะห์ทางการเงินใช้ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจสอบปริมาณสต็อกน้ำมันที่แท้จริงในท่าเรือของบริษัทพลังงานเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน หรือบริษัทประกันภัยใช้ข้อมูลดังกล่าววิเคราะห์ความเสี่ยงและประเมินมูลค่าความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร
ไทยอยู่ตรงไหนในธุรกิจดาวเทียม
นาวาเอก ยศภาค โชติกพงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์กิจการอวกาศ กรมเทคโนโลยีสารสนเทศและอวกาศกลาโหม ได้วิเคราะห์ศักยภาพด้านอวกาศของแต่ละประเทศออกเป็น 3 ระดับ
- ระดับที่ 1 คือประเทศที่ออกแบบ สร้าง และปล่อยดาวเทียมได้เอง
- ระดับที่ 2 คือประเทศที่จัดซื้อเทคโนโลยีมาบริหารจัดการและดำเนินงานเอง เช่น ประเทศไทย
- ระดับที่ 3 คือประเทศที่เช่าช่องสัญญาณหรือซื้อข้อมูลโดยไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเป็นของตนเอง
สำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ตอัปไทย โอกาสที่เหมาะสมและเป็นไปได้มากที่สุดในปัจจุบันคือการมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจระดับที่ 2 และธุรกิจปลายน้ำ (Downstream) โดยเฉพาะการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม (ทั้งแบบออปติคัลและเรดาร์) มาพัฒนาเป็นแอปพลิเคชันหรือซอฟต์แวร์ประมวลผลข้อมูล
ตัวอย่างเช่น หน่วยงานความมั่นคงมีความต้องการซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมอัจฉริยะ ที่สามารถระบุประเภทของอาวุธ ยุทโธปกรณ์ หรือสิ่งปลูกสร้างบริเวณแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ซอฟต์แวร์ต่างประเทศที่ให้บริการด้านนี้มีราคาแพงระดับหลายล้านดอลลาร์
“หากวิศวกรซอฟต์แวร์ไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้าน Image Processing สามารถพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมาทดแทนได้ จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เติบโตสูงมากและตอบโจทย์ความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง” นาวาเอกยศภาค ระบุ
3 ภาคส่วนไทยต้องจับมือกัน
ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. ทำหน้าที่ผู้ดำเนินการเสวนา สรุปข้อคิดเห็นจากเวทีเสวนาว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการพยายามผลิตชิ้นส่วนดาวเทียมหรือฮาร์ดแวร์เองทั้งหมด แต่หัวใจสำคัญคือการ “เชื่อมโยงจุดเด่น” (Connect the Dots) ของสามภาคส่วนหลักเข้าด้วยกัน ได้แก่
1.ผู้ผลิตและวิจัยเทคโนโลยีระดับโลก (เช่น Galaxy Space)
2.ผู้ให้บริการและผู้บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมเชิงพาณิชย์ (เช่น ไทยคม และ GISTDA)
3.หน่วยงานภาครัฐและความมั่นคง ในฐานะผู้ใช้งานและผู้กำหนดนโยบาย
หากประเทศไทยสามารถสร้างกรอบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานและการกำกับดูแลของประเทศ (National Governance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งานโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง
“เทคโนโลยีอวกาศและน่านฟ้าระดับต่ำ” จะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ (Next Growth Engine) ที่สร้างรายได้และยกระดับความมั่นคงทางเทคโนโลยีให้แก่ประเทศไทยในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
ขอบคุณข้อมูลจาก bangkokbiznews.com
ไม่สบาย ภาษาอังกฤษ พูดยังไง? รวมประโยคลางาน-บอกอาการให้ฝรั่งเข้าใจ

คำศัพท์ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ป่วยแบบนี้ ใช้คำไหนดี?
ก่อนจะเริ่มแต่งประโยค เรามาทำความเข้าใจความแตกต่างของคำศัพท์หมวดอาการป่วยกันก่อน เพื่อให้เลือกใช้ได้ตรงกับความรุนแรงและบริบทครับ
| คำศัพท์ | ความหมาย | วิธีการใช้และบริบท |
|---|---|---|
| Sick | ป่วย, คลื่นไส้ | เป็นคำทั่วไปที่ใช้บ่อยที่สุด (โดยเฉพาะฝั่งอเมริกัน) บางครั้งใช้สื่อถึงอาการอยากอาเจียนได้ด้วย |
| Ill | ป่วย, ไม่สบาย | มีความเป็นทางการมากกว่า Sick (นิยมใช้ในฝั่งอังกฤษ) มักใช้กับอาการป่วยที่ค่อนข้างหนักหรือเรื้อรัง |
| Unwell | ไม่ค่อยสบาย | เป็นคำที่สุภาพและดูเป็นมืออาชีพมากที่สุด แนะนำให้ใช้คำนี้เวลาแจ้งลางานกับหัวหน้า |
| Under the weather | ครั่นเนื้อครั่นตัว | เป็นสำนวน (Idiom) แปลว่ารู้สึกป่วยนิดหน่อย เช่น เป็นหวัด เพลีย |
รวมประโยคภาษาอังกฤษบอกว่า “ฉันไม่สบาย”
หากคุณแค่ต้องการบอกให้รู้ว่าสภาพร่างกายวันนี้ไม่เต็มร้อย สามารถใช้โครงสร้างประโยคเหล่านี้ได้เลย:
- I’m not feeling well. (ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย) – สุภาพ เป็นทางการ ใช้ได้ทุกสถานการณ์
- I’m feeling a bit under the weather today. (วันนี้ฉันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวนิดหน่อย) – ฟังดูเป็นธรรมชาติแบบเจ้าของภาษา
- I think I’m coming down with something. (ฉันคิดว่าฉันกำลังจะป่วย/เหมือนจะติดไข้) – ใช้ตอนที่เริ่มมีอาการ เช่น เจ็บคอหรือรุมๆ
- I feel completely exhausted. (ฉันรู้สึกอ่อนเพลีย/หมดแรงสุดๆ)
เจาะลึกคำศัพท์ “บอกอาการเฉพาะจุด”
เวลาไปหาหมอหรือต้องอธิบายให้หัวหน้าฟังว่าทำไมถึงมาทำงานไม่ได้ การระบุอาการให้ชัดเจนจะช่วยได้มากครับ โครงสร้างที่ง่ายที่สุดคือ I have a + [อาการ] หรือ I’ve got a + [อาการ]
หมวดอาการทางเดินหายใจและไข้หวัด
- Fever: มีไข้ (I have a high fever. – ฉันมีไข้สูง)
- Sore throat: เจ็บคอ (It hurts when I swallow. – ฉันเจ็บคอเวลากลืนน้ำลาย)
- Cough: ไอ (I can’t stop coughing. – ฉันไอไม่หยุดเลย)
- Runny nose: น้ำมูกไหล
- Stuffy nose / Blocked nose: คัดจมูก
- Sneeze: จาม
หมวดอาการปวดต่างๆ (Aches & Pains)
- Headache: ปวดหัว
- Stomachache: ปวดท้อง
- Toothache: ปวดฟัน
- Backache: ปวดหลัง
- Muscle ache: ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
หมวดอาการทางเดินอาหาร (Stomach & Digestion)
- Diarrhea: ท้องเสีย (I have terrible diarrhea. – ฉันท้องเสียหนักมาก)
- Food poisoning: อาหารเป็นพิษ
- Nauseous / Feel sick: คลื่นไส้ (I feel nauseous. – ฉันรู้สึกคลื่นไส้)
- Vomit / Throw up: อาเจียน
Phrasal Verbs ที่ควรรู้เกี่ยวกับสุขภาพ
การใช้ Phrasal Verbs จะทำให้ภาษาอังกฤษของคุณดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
- Pass out: สลบ, เป็นลม (It was so hot that I almost passed out. – อากาศร้อนมากจนฉันเกือบเป็นลม)
- Throw up: อาเจียน, อ้วก (I threw up three times last night. – เมื่อคืนฉันอ้วกไปสามรอบ)
- Get over: หายป่วย, ฟื้นตัว (It took me a week to get over the flu. – ฉันใช้เวลาเป็นอาทิตย์กว่าจะหายจากไข้หวัด)
- Fight off: ต่อสู้กับเชื้อโรค/ต้านทานโรค (I’m trying to fight off a cold. – ฉันกำลังพยายามกินยา/พักผ่อนเพื่อไม่ให้ไข้หวัดกำเริบ)
วิธีเขียนอีเมล – ส่งข้อความลาป่วยแบบมืออาชีพ
การขอ ลาป่วย ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่แจ้งให้กระชับ ชัดเจน ว่าคุณเป็นอะไร จะลาถึงเมื่อไหร่ และใครจะดูแลงานแทนระหว่างที่คุณไม่อยู่ (ถ้ามี)
แบบฟอร์มที่ 1: ลาป่วยกะทันหัน
ใช้ส่งทางแอปพลิเคชันแชทของบริษัท (Slack, LINE, Teams) หรืออีเมลแบบสั้นๆ
Subject: Sick Leave Today – [ชื่อของคุณ]
Dear [ชื่อหัวหน้า],
Please accept this email as formal notification that I will not be able to attend work today, [วันที่], due to a sudden illness. I am feeling extremely unwell and need to take the day off to recover.
I will check my emails periodically, but for urgent matters, please contact [ชื่อเพื่อนร่วมงาน].
Thank you for understanding.
Best regards, [ชื่อของคุณ]
คำแปล: เรียน [ชื่อหัวหน้า], ขอแจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการว่าวันนี้ฉันไม่สามารถเข้าทำงานได้เนื่องจากอาการป่วยกะทันหัน ฉันรู้สึกไม่สบายมากและจำเป็นต้องหยุดพักผ่อน 1 วัน ฉันจะคอยเช็กอีเมลเป็นระยะ แต่หากมีเรื่องด่วน รบกวนติดต่อ [ชื่อเพื่อนร่วมงาน] ขอบคุณที่เข้าใจ
แบบฟอร์มที่ 2: ลาไปหาหมอ
ใช้เมื่อคุณไม่ได้ป่วยหนัก แต่จำเป็นต้องลางานครึ่งวันหรือเต็มวันเพื่อไปพบแพทย์ตามนัด
Subject: Doctor’s Appointment – [ชื่อของคุณ]
Dear [ชื่อหัวหน้า],
I am writing to let you know that I have a doctor’s appointment tomorrow morning, [วันที่]. Therefore, I will be taking a half-day off and will be online by [เวลาที่คาดว่าจะเริ่มงาน].
I have already completed the urgent tasks for this week.
Best, [ชื่อของคุณ]
ประโยคอวยพรให้คนอื่นหายป่วย
เมื่อมีเพื่อนร่วมงาน หรือคนรู้จักไม่สบาย นอกจากการพิมพ์แค่ “Get well soon” เรายังสามารถใช้ประโยคเหล่านี้เพื่อแสดงความห่วงใยได้ครับ:
- I hope you feel better soon. (ขอให้รู้สึกดีขึ้นเร็วๆ นะ)
- Wishing you a speedy recovery. (ขอให้ฟื้นตัว/หายป่วยโดยเร็วนะ – ค่อนข้างเป็นทางการ เหมาะสำหรับส่งให้ลูกค้าหรือเจ้านาย)
- Take good care of yourself. (ดูแลตัวเองดีๆ นะ)
- Let me know if you need anything. (บอกได้เลยนะถ้าต้องการให้ช่วยอะไร)
ขอบคุณข้อมูลจาก speakup.ac.th
กาแฟเข้มไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูง! ไขข้อสงสัยที่คนดื่มกาแฟเข้าใจผิด

สำหรับคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ หลายคนอาจมีความเข้าใจว่า ยิ่งกาแฟมีสีเข้ม รสขม และรสชัดมากเท่าไร ก็ยิ่งมีคาเฟอีนสูงมากเท่านั้น จึงเลือกกาแฟคั่วเข้มหรือสั่งกาแฟรสเข้มเพื่อหวังให้ตื่นตัวมากขึ้น
แต่ความจริงแล้ว “ความเข้มของรสชาติ” กับ “ปริมาณคาเฟอีน” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
กาแฟที่มีรสขมและเข้มมาก ไม่ได้หมายความว่าจะมีคาเฟอีนมากกว่ากาแฟที่รสอ่อนเสมอไป เพราะปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละแก้วยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ชนิดของเมล็ดกาแฟ ปริมาณกาแฟที่ใช้ ไปจนถึงวิธีการชงและขนาดของเครื่องดื่ม
ดังนั้น หากอยากรู้ว่ากาแฟแก้วหนึ่งมีคาเฟอีนมากแค่ไหน อย่าดูแค่สีหรือความขมของกาแฟ
ความเข้มของกาแฟ หมายถึงอะไรกันแน่?
คำว่า “กาแฟเข้ม” ที่คนทั่วไปใช้ อาจหมายถึงหลายอย่าง เช่น รสชาติที่เข้มข้น กลิ่นที่ชัด สีของกาแฟที่เข้ม หรือกาแฟที่มีรสขมมาก
โดยเฉพาะกาแฟที่ผ่านการคั่วเข้ม มักมีสีของเมล็ดเข้มขึ้นและมีรสชาติที่ออกไปทางเข้ม ขม และมีโน้ตของการคั่วชัดเจนกว่ากาแฟคั่วอ่อน
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นตัววัดปริมาณคาเฟอีนโดยตรง
พูดง่าย ๆ คือ “ขมกว่า” ไม่ได้แปลว่า “คาเฟอีนมากกว่า”
ทำไมกาแฟคั่วเข้มจึงมีรสขมกว่า?
ในระหว่างกระบวนการคั่ว เมล็ดกาแฟจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหลายอย่าง ยิ่งคั่วนานและอุณหภูมิสูงขึ้น ลักษณะของกลิ่นและรสชาติก็จะเปลี่ยนไป
กาแฟคั่วเข้มจึงมักมีรสชาติที่เข้มและขมมากขึ้น ขณะที่กาแฟคั่วอ่อนมักคงลักษณะเฉพาะของเมล็ดและให้รสชาติที่มีความเปรี้ยวหรือความสดใสมากกว่าในบางชนิด
ดังนั้น ระดับการคั่วส่งผลต่อรสชาติอย่างชัดเจน แต่ไม่ควรใช้รสชาติเป็นตัวแทนเพื่อบอกว่ากาแฟมีคาเฟอีนมากหรือน้อย
แล้วกาแฟคั่วเข้มกับคั่วอ่อน แบบไหนคาเฟอีนสูงกว่า?
นี่เป็นอีกเรื่องที่คนดื่มกาแฟมักเข้าใจผิด
โดยทั่วไป ความแตกต่างของคาเฟอีนระหว่างระดับการคั่วไม่ได้มากพอที่จะใช้คำง่าย ๆ ว่า “คั่วเข้ม = คาเฟอีนน้อย” หรือ “คั่วอ่อน = คาเฟอีนมาก” แล้วใช้ได้กับกาแฟทุกแก้ว
สิ่งที่มีผลต่อคาเฟอีนที่ได้รับจริง ๆ คือ ปริมาณเมล็ดกาแฟที่ใช้และวิธีการชง รวมถึงชนิดของเมล็ดกาแฟ
ดังนั้น หากนำกาแฟคั่วอ่อนกับคั่วเข้มมาเปรียบเทียบ ต้องดูว่าชงด้วยปริมาณกาแฟเท่ากันหรือไม่ และใช้วิธีชงแบบเดียวกันหรือเปล่า
ชนิดของเมล็ดกาแฟก็มีผลต่อคาเฟอีน
กาแฟไม่ได้มีคาเฟอีนในปริมาณเท่ากันทุกชนิด
ตัวอย่างเช่น เมล็ดกาแฟสายพันธุ์ Robusta โดยทั่วไปมีคาเฟอีนสูงกว่า Arabica อย่างชัดเจน
ดังนั้น กาแฟที่ดื่มแล้วรู้สึก “เข้ม” หรือ “ขม” ไม่ได้เป็นตัวบอกว่ามีคาเฟอีนมากเพียงใด เพราะต้องพิจารณาชนิดของเมล็ดด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมกาแฟสองแก้วที่มีสีและรสชาติใกล้เคียงกัน อาจให้ปริมาณคาเฟอีนไม่เท่ากัน
วิธีชงมีผลต่อปริมาณคาเฟอีนในแก้ว
นอกจากชนิดและระดับการคั่วแล้ว วิธีชง ก็มีบทบาทสำคัญ
กาแฟที่ใช้เมล็ดในปริมาณมากหรือมีการสกัดสารออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน อาจให้คาเฟอีนในแก้วไม่เท่ากัน
ตัวอย่างเช่น กาแฟที่ชงด้วยวิธีต่างกันอย่าง Espresso, Americano, Drip Coffee หรือ Cold Brew ไม่ควรตัดสินปริมาณคาเฟอีนจากความเข้มของสีเพียงอย่างเดียว
บางครั้งเครื่องดื่มที่รสชาตินุ่มและดื่มง่าย อาจมีคาเฟอีนไม่น้อยเลยก็ได้
Espresso ไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูงกว่าเสมอไป
หลายคนคิดว่า Espresso ต้องมีคาเฟอีนมากกว่า เพราะมีรสชาติเข้มข้นและเสิร์ฟในแก้วขนาดเล็ก
แต่การเปรียบเทียบคาเฟอีนควรดู ต่อหนึ่งเสิร์ฟ ไม่ใช่ดูแค่ความเข้มข้นของรสชาติ
Espresso มีความเข้มข้นของกาแฟสูงและมีปริมาณเสิร์ฟค่อนข้างน้อย ขณะที่กาแฟดริปอาจมีปริมาณเครื่องดื่มมากกว่าและใช้กาแฟในปริมาณที่แตกต่างกัน
ดังนั้น รสชาติเข้มไม่ได้หมายความว่าคาเฟอีนต่อแก้วต้องสูงกว่าเสมอไป
ถ้าอยากรู้ว่ากาแฟแก้วไหนคาเฟอีนสูง ควรดูอะไร?
แทนที่จะดูว่าสีกาแฟเข้มหรือขมแค่ไหน ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน
1. ชนิดของเมล็ดกาแฟ
Arabica และ Robusta มีปริมาณคาเฟอีนแตกต่างกัน
2. ปริมาณกาแฟที่ใช้
ยิ่งใช้กาแฟมาก ปริมาณคาเฟอีนที่สกัดออกมาโดยรวมก็มีโอกาสเพิ่มขึ้น
3. วิธีการชง
วิธีชงและเงื่อนไขการสกัดมีผลต่อปริมาณคาเฟอีนที่อยู่ในเครื่องดื่ม
4. ขนาดของแก้ว
กาแฟแก้วใหญ่ไม่ได้หมายความว่ารสชาติต้องเข้มกว่า แต่หากมีการใช้กาแฟมากขึ้น ก็อาจได้รับคาเฟอีนมากขึ้นตามไปด้วย
5. สูตรของเครื่องดื่ม
กาแฟแต่ละร้านอาจใช้จำนวนช็อต ปริมาณเมล็ด และสูตรที่แตกต่างกัน จึงไม่ควรคาดเดาคาเฟอีนจากชื่อเมนูเพียงอย่างเดียว
ดื่มกาแฟเข้ม ๆ เพื่อให้ตื่นมากขึ้น ดีหรือไม่?
หากต้องการความตื่นตัว สิ่งสำคัญไม่ใช่การเลือกกาแฟที่ “ขมที่สุด” แต่ควรใส่ใจ ปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน
คาเฟอีนสามารถช่วยเพิ่มความตื่นตัวและลดความรู้สึกง่วงได้ แต่หากได้รับมากเกินไป บางคนอาจมีอาการใจสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือมีอาการไม่สบายอื่น ๆ ได้
นอกจากนี้ ความไวต่อคาเฟอีนของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
คนหนึ่งอาจดื่มกาแฟช่วงบ่ายแล้วไม่มีปัญหา ขณะที่อีกคนอาจรู้สึกว่านอนหลับยากแม้ดื่มในปริมาณไม่มาก
กาแฟรสอ่อนก็อาจมีคาเฟอีนไม่น้อย
นี่คืออีกเรื่องที่คอกาแฟควรรู้
กาแฟที่มีรสชาติอ่อน ดื่มง่าย หรือมีนมและส่วนผสมอื่น ๆ ไม่ได้หมายความว่าคาเฟอีนต่ำเสมอไป
โดยเฉพาะเครื่องดื่มกาแฟที่ใช้ Espresso หลายช็อต แม้รสชาติจะถูกกลบด้วยนม น้ำ หรือส่วนผสมอื่น แต่ปริมาณคาเฟอีนจากช็อตกาแฟก็ยังคงอยู่
ดังนั้น หากกำลังควบคุมคาเฟอีน อย่าดูเฉพาะความขมหรือความเข้มของรสชาติ
ดื่มกาแฟอย่างไรให้เหมาะสม?
สำหรับคนทั่วไป การดื่มกาแฟสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันที่สมดุลได้
เคล็ดลับง่าย ๆ คือ
- เลือกปริมาณกาแฟให้เหมาะกับตัวเอง
- สังเกตจำนวนช็อตหรือปริมาณกาแฟที่ใช้
- ระวังคาเฟอีนจากเครื่องดื่มชนิดอื่นที่ดื่มในวันเดียวกัน
- หากดื่มแล้วใจสั่นหรือมีอาการไวต่อคาเฟอีน ควรลดปริมาณ
- หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟใกล้เวลานอน หากทำให้นอนหลับยาก
- ระวังน้ำตาล ครีมเทียม และไซรัปในเมนูกาแฟที่อาจเพิ่มพลังงานโดยไม่รู้ตัว
สรุป กาแฟเข้มไม่ได้แปลว่าคาเฟอีนสูง
กาแฟที่เข้ม ขม หรือมีสีเข้ม ไม่ได้หมายความว่าจะมีคาเฟอีนสูงเสมอไป
ปริมาณคาเฟอีนในกาแฟหนึ่งแก้วขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งชนิดของเมล็ดกาแฟ ปริมาณกาแฟที่ใช้ ระดับการคั่ว วิธีการชง และขนาดของเครื่องดื่ม
ดังนั้น หากอยากเลือกกาแฟโดยคำนึงถึงคาเฟอีน อย่าใช้ความขมหรือสีเข้มเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว
ครั้งต่อไปที่สั่งกาแฟ ลองดูให้มากกว่าคำว่า “เข้ม” เพราะกาแฟที่รสชาติเข้มที่สุด อาจไม่ใช่กาแฟที่มีคาเฟอีนสูงที่สุดเสมอไป
ขอบคุณข้อมูลจาก sanook.com
ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ ประจำวันที่ 14/9/2569
| ชนิดทอง | ราคารับซื้อ กรัมละ | ราคารับซื้อ บาทละ | ราคาขาย บาทละ |
|---|---|---|---|
| ทองคำแท่ง 96.5% | n/a | 67,800.00 | 68,000.00 |
| ทองรูปพรรณ 96.5% | 4,383.00 | 66,446.28 | 68,800.00 |
| ทองรูปพรรณ 90% | 3,944.70 | 59,801.65 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 80% | 3,506.40 | 53,157.02 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 50% | 1,972.35 | 29,900.83 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 40% | 1,534.05 | 23,256.20 | n/a |
| ทองรูปพรรณ 99.99% | 4,541.97 | 68,856.27 | n/a |
ราคาน้ำมันประจำวัน ราคาน้ำมันประจำวันที่ 14/9/2569
ปตท. | บางจาก | เชลล์ | คาลเท็กซ์ | ไออาร์พีซี | พีที | ซัสโก้ | เพียว | พรุ่งนี้ | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| แก๊สโซฮอล์ 95 | 39.09 | 39.09 | 39.59 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 | 39.09 |
| แก๊สโซฮอล์ 91 | 38.72 | 38.72 | 39.22 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 | 38.72 |
| แก๊สโซฮอล์ E20 | 34.09 | 34.09 | 34.29 | 34.09 | – | 34.09 | 34.29 | 34.09 | 34.09 |
| แก๊สโซฮอล์ E85 | 30.03 | 30.03 | – | – | – | – | – | – | 30.03 |
| แก๊สโซฮอล์ 95 พรีเมี่ยม | 47.79 | 49.29 | 49.84 | – | – | – | – | – | 47.79 |
| เบนซิน 95 | 48.08 | – | – | 49.26 | – | 48.58 | 48.23 | – | 48.08 |
| ดีเซล | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 | 39.84 |
| ดีเซล B20 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 | – | 34.84 | 34.84 | 34.84 | 34.84 |
| ดีเซลพรีเมี่ยม | 50.05 | 49.25 | 49.84 | 49.80 | – | – | – | – | 50.05 |
| แก๊ส NGV | 16.66 | – | – | – | – | – | – | – | 16.66 |







